ประเทศไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรม และนับเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ด้วยพื้นที่ในการปลูกข้าวที่คิดเป็นมากกว่า 50% ของพื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศ ทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการปลูกข้าว จึงกลายเป็นสัดส่วนใหญ่ถึง 51% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emissions) หรือราว 8% ของปริมาณ GHG Emissions ของทั้งประเทศ
จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า วิธีการปลูกข้าวแบบเดิมๆ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักของการเกิดปริมาณก๊าซเรือนกระจกสะสม จนทำให้ประเทศติดอันดับ ‘ประเทศเปราะบาง’ 1 ใน 16 ประเทศที่มีความเสี่ยงสูง ที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ในอีก 30 ปีข้างหน้า
นำมาสู่ความร่วมมือระหว่าง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ในฐานะผู้นำในการผลักดันการทำเกษตรแบบต้านทานภูมิอากาศในประเทศไทย ร่วมกับ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ GIZ (Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit GmbH ) เพื่อขับเคลื่อนโครงการ ‘Thai Rice GCF’ ที่ตระหนักถึงปัญหาของเกษตรกรโดยเฉพาะชาวนา จากรูปแบบการปลูกข้าวแบบดั้งเดิม พร้อมมุ่งเพิ่มศักยภาพในกระบวนการปลูกข้าวที่เท่าทันสภาพภูมิอากาศ และเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นชาวนายุคใหม่ (Climate-Smart Rice Farmers) ที่มีความรู้ ความเข้าใจ และมีความสามารถในการคัดเลือก และวางแผนการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาปรับใช้ในการเพาะปลูก เพื่อปรับตัวจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Clilmate Change) รวมทั้งมีความเหมาะสมกับการเพาะปลูก หรือพื้นที่นาของตัวเอง

โครงการ ‘Thai Rice GCF’ มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การปลูกข้าวของเกษตรกรสู่วิถีการปลูกข้าวที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ ด้วยการนำเทคโนโลยี Climate Smart Technology (CST) มาปรับใช้ โดยการสนับสนุนจาก ‘กองทุนภูมิอากาศสีเขียว’ (Green Climate Fund: GCF) ที่ขับเคลื่อนโดยกระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMZ) และภาคเอกชน พร้อมทั้งความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 21 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ กาฬสินธุ์ ชัยนาท อ่างทอง ปทุมธานี สิงห์บุรี อยุธยา สุพรรณบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และลพบุรี มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2571)
ล่าสุด โครงการ ‘Thai Rice GCF’ จัดงาน ‘ปลูกข้าววิถีใหม่ มีทุนให้จาก ธ.ก.ส. ภายใต้โครงการ Thai Rice GCF’ ต่อยอดความร่วมมือมาสู่การสนับสนุนเงินอุดหนุน และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ที่มุ่งช่วยเพิ่มศักยภาพ ‘การปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ’ (Thai Rice: Strengthening Climate-Smart Rice Farming Project) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำและเท่าทันสภาพภูมิอากาศมาสู่การผลักดันให้เกิดการนำไปปฏิบัติได้จริง เกิดเป็น Best Practice ในการเปลี่ยนผ่าน ด้วยการใช้เครื่องมือทางการเงินมาช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงในเชิงพฤติกรรม และการพัฒนาเชิงระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้งบประมาณโครงการที่วางไว้ 5,300 ล้านบาท และเป้าหมายในการเข้าถึงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทยได้กว่า 40,000 ราย

คุณไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า การปลูกข้าวของเกษตรกรในปัจจุบันต้องใช้น้ำปริมาณมาก และขังน้ำในนาข้าวตลอดเวลา ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเปราะบาง และยังส่งผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตข้าวของเกษตรกร รวมทั้งการเผชิญความเสี่ยงทางธุรกิจในอนาคตที่ตลาดจะให้ความสำคัญกับสินค้าคาร์บอนต่ำ ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของเกษตรกรและความมั่นคงด้านอาหารของโลก
“ธ.ก.ส. ในฐานะ ธนาคารผู้นำการพัฒนาชนบทอย่างยั่งยืน จึงมุ่งส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยนมาสู่การปลูกข้าววิถีใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามในอนาคต ทั้งเชิงเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เพิ่มรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร รวมทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศ ซึ่งการออกมาตรการสนับสนุนทางด้านการเงิน (Climate Smart Package) จะเป็นแรงจูงใจสำคัญ ที่ช่วยให้เกษตรกรยอมรับและเกิดการปรับเปลี่ยนไปสู่การทำนาที่เท่าทันกับสภาพอากาศได้อย่างแท้จริง”
สำหรับ ‘มาตรการสนับสนุนทางด้านการเงิน (Climate Smart Package)’ เพื่อเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกษตรกรในการเปลี่ยนผ่าน ประกอบด้วย 2 มาตรการหลัก ได้แก่
1. เงินอุดหนุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Climate Smart Incentive : CSI) เป็นเงินทุนภายใต้โครงการ Thai Rice GCF จำนวนประมาณ 300 ล้านบาท (7.6 ล้านยูโร) ซึ่งจะนำไปใช้เป็นเงินอุดหนุนบางส่วนเพื่อให้เกษตรกรประมาณ 40,000 ราย ทดลองปรับเปลี่ยนการทำนาของตนไปสู่วิถีการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ โดยเกษตรกรสามารถเลือกรูปแบบการรับเงินอุดหนุนได้ 3 แพ็กเกจ ได้แก่ แพ็กเกจ S 500 บาท/ต่อไร่, แพ็กเกจ M 1,000 บาท/ต่อไร่ และ แพ็กเกจ L 1,600 บาท/ต่อไร่ โดยแต่ละครัวเรือนจะได้รับเงินอุดหนุนไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน หรือสูงสุดครัวเรือนละ 16,000 บาท
2. สินเชื่อเพื่อการปรับเปลี่ยนสู่การเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Climate Smart Loan: CSL) ประกอบด้วย สินเชื่อ Climate Smart Loan (CSL) วงเงิน 5,000 ล้านบาท สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับเกษตรกรที่ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรการปลูกข้าวด้วยเทคโนโลยีที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ (Basic CST) จากกรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร และ หลักสูตรต่อยอดด้านการลงทุนและการเงิน (Climate Smart Finance: CS-Fin) จาก ธ.ก.ส. ภายใต้โครงการ Thai Rice GCF เพื่อต่อยอดเกษตรกรผู้มีศักยภาพเข้าถึงแหล่งเงินต้นทุนต่ำ สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนและ/หรือค่าลงทุนในเทคโนโลยีที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ 10 เทคโนโลยีที่โครงการได้ให้การส่งเสริม และ สินเชื่อภายใต้ BCG Model สำหรับเกษตรกรที่ได้ผ่านการอบรมหลักสูตร Basic CST และมีความต้องการที่จะใช้เทคโนโลยีที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการทำนา

สำหรับเกษตรกรที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ Thai Rice GCF สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอ, สำนักงานเกษตรจังหวัด, ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว, ศูนย์วิจัยข้าว และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ และเมื่อผ่านการอบรมทั้ง 2 หลักสูตรแล้ว จึงจะสามารถสมัครขอรับเงินอุดหนุน CSI ผ่านเจ้าหน้า ธ.ก.ส. ผู้จัดอบรม หรือ ธ.ก.ส. สาขาที่ขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. สาขาใน 21 จังหวัดที่ร่วมโครงการ และสำนักกิจการระหว่างประเทศ 02 558 6555 ต่อ 8957, 8958






