Finance & InvestTop Stories

โรดแม็พใหม่ SET วาง 3 กลยุทธ์ ‘เพิ่มโอกาส-ผนึกพันธมิตร​-มุ่งพัฒนาคน’ เสริมแกร่งตลาดทุน มองเมกะเทรนด์ ‘ความยั่งยืน’ และ ‘AI’​ ต่อยอดโมเดลธุรกิจใหม่

SET วางโรดแม็พขับเคลื่อนแผน 3 ปี มุ่งดำเนินการเชิงรุกในทุกมิติ ทั้งการสร้างความน่าดึงดูดของตลาด (Attractiveness) การเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) การเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (Valuation)​ เดินหน้าเร่ง​ฟื้นฟูความเชื่อมั่น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ทุกภาคส่วน

หลายปัจจัยท้าทาย ทั้งความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยที่ลดลง สภาพคล่องการซื้อขายที่หดตัว การขาดจำนวนธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่เข้าจดทะเบียน การแข่งขันจากต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือก

รวมไปถึงปัจจัยเสี่ยงและความผันผวนจากภายนอกอย่างรอบด้านที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจชะลอตัว ปัยธรรมชาติทั้งแผ่นดินไหวและน้ำท่วม รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นเหตุผลให้ตลาดทุนไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อให้กลับมาเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจได้อีกครั้ง

คุณอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จึงได้ประกาศแผน 3 ปี (2569-2571) ​​เพิ่มการขับเคลื่อนเชิงรุกทุกมิติ เพื่อ​สร้างความแข็งแรงให้ตลาดทุนไทย ภายใต้แนวคิด ‘The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities’ เพื่อเป็นประตูสู่โอกาสลงทุนที่กว้างขึ้น รุกเพิ่มประสิทธิภาพตลาดทุนไทย และมุ่งสร้างประโยชน์ให้เกิดแก่ส่วนรวม​

สำหรับแผน 3 ปีนี้จะดำเนินการเชิงรุกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าดึงดูดของตลาด (Attractiveness) การเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) การเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (Valuation) และที่สำคัญคือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ทุกภาคส่วน

สำหรับแผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ระยะ 3 ปี (2569-2571) ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้

1. Exciting Markets with Confidence : รุกสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น  ผ่านแนวทางขับเคลื่อนต่อไปนี้

– ดึงดูด Fund Flow : ด้วยการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มความน่าสนใจจากนักลงทุนมากขึ้นโดยผ​นึกกำลังกับพันธมิตร กระตุ้นให้ผู้ลงทุนกลับมาซื้อขายและขยายฐานผู้ลงทุนใหม่ หลังสภาพคล่องปี 2568 ​มีการปรับลดลง จากหลายปัจจัยที่กดดัน  เช่น ​​​Bond Connect Platform, Crypto ETF พร้อมขยาย DR และ L&I ETF เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนกลุ่มต่างๆ ที่มีความต้องการที่หลากหลาย ควบคู่ไปกับการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ให้เป็นศูนย์รวมพอร์ตลงทุนสินทรัพย์ทุกประเภท เพื่อเพิ่มความสะดวกแก่ผู้ลงทุน

นอกจากนี้ ยังเตรียมจัด โรดโชว์ inbound และ outbound เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการทบทวนกฎเกณฑ์เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนจากต่างประเทศ

– ยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียน (บจ.) : ​ผนึกหน่วยงานกำกับฯ ทบทวนกฎเกณฑ์และกระบวนการ IPO ให้รวดเร็วขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพและดึงดูดธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย และผลักดันให้สามารถแข่งขันกับตลาดหุ้นต่างประเทศได้

พร้อมร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อ​ดึงดูดบริษัทกลุ่ม New Economy, บริษัทต่างชาติ รวมถึง SME และ Startup เข้าสู่ตลาดทุนไทย ขณะเดียวกัน มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม บจ. ปัจจุบัน เดินหน้าสร้าง visibility แผนงานของ บจ. ในโครงการ JUMP+ ต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านบรรษัทภิบาลของ บจ. ไทย

– รุก TFEX เสริมกลยุทธ์ลงทุน : ส่งเสริมการใช้ TFEX เสริมพอร์ตหุ้นอย่างจริงจัง สร้างกลยุทธ์การลงทุน พร้อมเพิ่มสินค้าอนุพันธ์ใหม่ๆ ขยายโอกาสการลงทุน เช่น ตราสารอนุพันธ์ระยะสั้น (Short-dated products) Crypto-based product เป็นต้น ตลอดจนเพิ่มสภาพคล่องทางการซื้อขายผ่านการทำงานของ Market Maker และ Professional Trader พร้อมร่วมมือกับบริษัทหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศขยายฐานผู้ลงทุนในวงกว้าง

2. Grow Business with Stakeholders : ผนึกกำลัง ขยายการเติบโต  ผ่านการขับเคลื่อน ต่อไปนี้

– สร้าง SET Climate Ecosystem  : ร่วมกับพันธมิตร ขยายการใช้งาน SETCarbon ในกลุ่ม บจ. รวมถึง Supply chain ของ บจ. ธนาคาร และลูกค้าธนาคาร พร้อมแผนพัฒนาฟังก์ชันให้ครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ โดยตั้งเป้า บจ. ใช้งานระบบเพิ่มขึ้นอีก 100 บริษัท เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการ พัฒนาฐานข้อมูลคาร์บอนกลางของประเทศ ด้วยมาตรฐานข้อมูลเดียวกันสำหรับทุกภาคส่วน รวมทั้งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และเตรียมพร้อมทุกภาคส่วนให้รองรับ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

– ต่อยอดธุรกิจ Market Data & Access : นำ AI มาพัฒนาข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานทั้งภายในและให้บริการภายนอกองค์กร พัฒนานโยบายสำหรับการให้บริการเชิงพาณิชย์ให้เทียบเคียงสากล

3. Great Process and People : เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนพัฒนาคน ผ่านการขับเคลื่อน ต่อไปนี้

– พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับการบริการ : พัฒนาระบบ Clearing ใหม่ เพื่อเตรียมเริ่มให้บริการในปี 2570 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของระบบ และยกระดับ TSD e-Service เช่น QR Code Sealer, e-Proxy, e-Document, Investor Portal

– วางรากฐานพัฒนาคน : ขับเคลื่อนบุคลากรเพื่อสอดรับกับทิศทางองค์กรและธุรกิจ พร้อม สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สร้างสรรค์นวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม และตระหนักถึงความยั่งยืน

“SETมุ่งขับเคลื่อนไปข้างหน้า เพื่อเป็นประตู หรือเกทเวย์ที่น่าเชื่อถือสำหรับการสร้างโอกาสให้แก่ส่วนรวม ที่ไม่เพียง SET ที่ได้ประโยชน์ แต่รวมถึงนักลงทุน บริษัทจดทะเบียน หรือแม้แต่บริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียน แต่ต้องการสร้างการเติบโตในอนาคต  โดยหวังว่าการดำเนินการตามแผนกลยุทธ์ทั้ง 3 ด้าน จะช่วยให้ตลาดทุนไทยกลับมามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่จะเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าสู่ตลาดทุน และสร้างโอกาสการลงทุนที่ยั่งยืนอย่างทั่วถึงสำหรับทุกคน”  คุณอัสสเดช กล่าว

สำหรับการดำเนินงานของ SET ในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อน 3 ด้าน ทั้ง การเพิ่มความน่าสนใจให้ตลาด ​ด้วย ‘โครงการ JUMP+’ ​เพื่อเสริมศักยภาพ​ให้ บจ. ​โดยสิ้นปี 2568 มี บจ. 110 บริษัทเข้าร่วม พร้อมขยายเวลารับสมัครคจนถึง 31 มี.ค. 2569 รวมทั้ง​พัฒนา Bond Connect Platform เพื่อให้ผู้ลงทุนรายย่อยเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้น โดยมี 15 บริษัทหลักทรัพย์เข้าร่วม คาดเริ่มเปิดซื้อขายในไตรมาส 1 ปี 2569 พร้อมพัฒนาระบบรองรับ G-Token นอกจากนี้ยังเพิ่มความหลากหลายในการลงทุนรูปแบบใหม่ผ่าน Leveraged และ Inverse ETF และตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR)

นอกจากนี้ ยังมุ่ง ฟื้นความเชื่อมั่นสร้างเสถียรภาพ ทั้งการปรับปรุงมาตรการเพื่อเสถียรภาพของตลาด ​หารจำกัดน้ำหนักหลักทรัพย์รายตัว (Constituent Stock Weight Capping) ในดัชนี SET50, SET100, SET50FF และ SET100FF ไม่เกินหลักทรัพย์ละ 10% มีมาตร​​การชั่วคราวเพื่อรับมือความผันผวนใน SET, mai และ TFEX โดยปรับเกณฑ์ Ceiling & Floor และ Dynamic Price Band (8-11 เม.ย. และ 23-24 มิ.ย. 2568) พร้อมผลักดัน  Ease of Doing Business (e-Proxy, QR Code Sealer, ปรับเกณฑ์ Treasury stock ให้ยืดหยุ่นขึ้น, ปรับลดค่าความเสี่ยงการลงทุนในหุ้นของธุรกิจประกัน)

รวมทั้งอีกหนึ่งมิติที่สำคัญด้าน การขับเคลื่อนความยั่งยืน ทั้งการใช้แพลตฟอร์ม  SETCarbon แพลตฟอร์มดิจิทัลในการจัดการข้อมูลคาร์บอนของภาคธุรกิจ โดยมีผู้ใช้บริการ 299 บจ. และ 2 ธนาคารพันธมิตรเข้าร่วม พร้อมทั้งการประกาศ SET Net Zero target รับรองการตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 จาก Science Based Targets initiative (SBTi) ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่ 4 ของโลก พร้อมทั้งการ ปลูกฝังความรู้ทุกกลุ่ม และดูแลสังคมต่อเนื่อง อาทิ โรงพยาบาล โรงเรียน บรรเทาความเดือดร้อนจากภัยพิบัติ

คุณศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางการสร้างโอกาสใหม่ๆ ของ SET ที่สอดคล้องกับ 2 เมกะเทรนด์สำคัญใน​ธุรกิจ ทั้งจากมิติ ‘ความยั่งยืน’ และการต่อยอด ‘AI’ เพื่อเพิ่มโอกาสจาก Business Model ใหม่ๆ ​ให้ตลาดทุนไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อ SET รวมทั้ง Stakeholder ภายในตลาดด้วย

“สำหรับเทรนด์ด้านความยั่งยืน SET ​จะเน้นเสริมความแข็งแรงใน SET Climate Ecosystem ด้วยการต่อยอดแพลตฟอร์ม SET Carbon ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการคำนวณคาร์บอนฟุตพรินท์ในธุรกิจ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญเพื่อขับเคลื่อนแผนการลดคาร์บอนไปยังเป้าหมาย Net Zero ขององค์กร โดยเฉพาะการขยับเป้าหมายของประเทศไทยที่เร็วขึ้น 15 ปี ทำให้แผนเรื่องการลดคาร์บอนมีความจำเป็นเพิ่มมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็เป็น Painpoint สำคัญของภาคธุรกิจ ที่ไม่เพียงต้อง​คำนวณ Emissions แค่ในธุรกิจตัวเองเท่านั้น แต่ต้องสามารถคำนวณได้ท้ัง Supply Chain หรือในสโคป 3 ได้ด้วย ซึ่งการเข้าถึง​กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจที่ไม่ได้จดทะเบียน (Non-Listed) จะผนึกกับพันธมิตรในกลุ่มธนาคาร สำหรับให้ลูกค้าที่ต้องการใช้ Green Finance นำเครื่องมือ SET Carbon ไปใช้คำนวณคาร์บอนฟุตพรินท์ในธุรกิจ ซึ่งในปีนี้จะขยาย​พันธมิตรในกลุ่มธนาคารเพิ่มเติม รวมทั้งการมุ่งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต พร้อมรองรับ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาภูมิอากาศ”

ขณะที่เทรนด์ AI  มีแผนต่อยอดธุรกิจ Market Data and Access  เพื่อนำ AI มาพัฒนาข้อมูลตอบโจทย์การใช้งาน ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งประสิทธิภาพของ AI มาจากการมีข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ รวมทั้งอัพเดท ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของ SET ที่ถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญมากว่า 50 ปี และมีทั้งข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน ข้อมูล Trade Data รวมทั้งข้อมูลด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการนำไปต่อยอดหรือพัฒนาแพลตฟอร์ม เพื่อใช้ประโยชน์ทั้งในด้านการกำกับดูแล หรือการวิเคราะห์เทรนด์ใหม่ๆ เพื่อหาโอกาสทางธุรกิจได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน SET เริ่มมีการพัฒนา AI เพื่อใช้ภายในองค์กร รวมทั้งการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องของข้อมูลและแอปฟลิเคชัน จนมีความมั่นใจก่อนจะต่อยอดสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์ในระดับสากลได้ รวมทั้งการคำนึงถึงประเด็น Governance หรือธรรมาภิบาลในการใช้ข้อมูล เพื่อสร้างความมั่นใจข้อมูลต่างๆ จะถูกนำไปใช้จากคนที่ใช่ และวิธีที่ถูกต้อง

“เทรนด์สำคัญ 2 เรื่องอย่าง Sustainability และ  AI จะเป็นสองแกนสำคัญที่ SET จะใช้ในการขยายธุรกิจทั้งของเราเอง รวมทั้งเพิ่มศักยภาพให้กับพันธมิตรของเรา เพื่อการพัฒนาและสร้างการเติบโตอย่าง​ยั่งยืนให้กับตลาดทุนไทย เช่นเดียวกับในต่างประเทศ ที่ตลาดทุนฯ เริ่มมองหาโอกาสการเติบโตจากธุรกิจอื่นๆ เพิ่มเติม หรือธุรกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องกับตลาดทุนเพิ่มมากข้ึนเรื่อยๆ เช่น London Stock Exchange ที่มีรายได้จากกลุ่มธุรกิจ Data หรือตลาด nasdaq ที่มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีธุรกิจไอที เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายการเติบโตในอนาคตได้มากขึ้น”​ คุณศรพล กล่าวทิ้งท้าย