Top StoriesTrending

เอกนิติ ​แนะใช้ ‘กลไกราคาภาคบังคับ’ เพิ่มแรงจูงใจขับเคลื่อน​ Decarbonization พร้อมเปิดทางภาคเอกชน ชุมชน ร่วมขับเคลื่อน Net zero2050 ในงาน ‘Sustainability Spark by PTT Group 2026’

กลุ่ม ปตท. จุดประกายอนาคตประเทศไทย จัดงาน 'Sustainability Spark by PTT Group 2026' ผนึกพลังรัฐ–เอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืน

กลุ่ม ปตท. จัดงาน ‘Sustainability Spark by PTT Group 2026 : Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต’ ผนึกความร่วมมือด้านความยั่งยืนระดับประเทศ รวบรวมผู้นำนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ และภาคธุรกิจจากทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนวัตกรรมเพื่อการออกแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมจุดประกายพลังความร่วมมือเพื่อขยายผลจากแนวคิดสู่การลงมือทำ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมปาฐกถาพิเศษ ‘Thailand’s New Horizon : ประเทศไทยแข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางโลกผันผวนและความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ’  กล่าวถึงการขับเคลื่อนอนาคตเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยและโลกที่ดีขึ้น จำเป็น​ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน โดย​ปัจจุบันภาครัฐได้วางเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อผลักดันการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2050 ​รวมทั้ง​มีมติเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการวางกรอบกฎหมายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล แต่จำเป็นต้องรอ​การขับเคลื่อนเพื่อให้นโยบายสามารถประกาศเป็นกฎหมายออกมาบังคับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาลชุดใหม่

ทั้งนี้ การ​จะขับเคลื่อนกฎระเบียบต่างๆ ​อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีกลไ​กราคาภาคบังคับมาช่วย เพื่อช่วยในการ​เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม​​ เช่น การมี Carbon Tax หรือ ETS (Emission Trading System) ซึ่งมีการวิจัยและเห็นตัวอย่าง​จากทั่วโลกว่า ประเทศที่นำกลไกราคาภาคบังคับมาใช้ จะสามารถลดคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่นในยุโรป ที่มีกลไกราคา มีการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต (Carbon Caredit Market) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ​ และระดับราคาที่เป็นไปตามกลไกตลาดที่แท้จริง ซึ่งมักจะมีระดับราคาที่สูงกว่าในตลาดที่ยังเป็นภาคสมัครใจ และรายได้จากการดำเนินการเหล่านี้ สามารถนำไปจัดตั้งเป็นกองทุน เพื่อช่วยสนับสนุนประชาชนในการปรับเปลียนพฤติกรรมทั้งในการผลิต เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม ท้ังธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก เพื่อสามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียวได้ รวมทั้งการสนับสนุน​ นโยบายการเงินสีเขียว ​ทั้ง​การออก Green Bond , Sustainability-link Bond ​เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งประเทศไทยได้เริ่มมีการขับเคลื่อนแล้ว ผ่านการขับเคลื่อนนโยบาย Reinvent Thailand

“การมีกลไกด้านราคามาบังคับใช้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และต้องสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง (High GHG Emission) เช่น ในกลุ่มพลังงานและขนส่งที่มีสัดส่วน GHG Emission สูงถึง 65% พร้อมทั้ง​เร่งพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก และเห็นถึงความมุ่งมั่นของ กลุ่ม ปตท. ในการผลักดันเทคโนโลยีนี้ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งต้องมีแรงจูงใจจากภาครัฐ และการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชน ขณะเดียวกัน ต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความยั่งยืนและได้ประโยชน์อย่างแท้จริง เป็นการรวมพลังทุกภาคส่วนทั้ง Public Private People และPartnership for Planet (5P) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในประเทศไทย”

รวมทั้งในส่วนภาคขนส่ง ​ที่ต้องสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถไฟฟ้า ซึ่งมีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนจนทำให้อุตสาหกรรมรถไฟฟ้าเริ่มมีศักยภาพในการผลิตเพื่อส่งออกแล้ว ​รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านของประเทศจากการใช้รถสันดาป ไปสู่รถยนต์ไฮบริดหรือรถไฟฟ้า เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ซึ่งเริ่มเห็นการเปลี่ยนผ่านได้ชัดเจนมากขึ้น

สำหรับภาคพลังงาน ต้องเปิดโอกาสให้เอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดให้ได้ เพราะโลกในอนาคตเป็นโลกที่ทุกคนเห็นความสำค้ญของไฟฟ้าพลังงานสะอาด  ขณะที่ในอดีตประเทศไทยเคยเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจของภูมิภาค  จากการมีไฟที่ดี น้ำที่ดี ท่าเรือ สนามบินที่ดี แต่วันนี้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญคือ การมีพลังงานสะอาด  พลังงานสีเขียว ซึ่งประเทศไทยยังมีไม่พอ ดังนั้น ​จึงต้องผลักดันเรื่อง Direct PPA ​ให้​ขับเคลื่อนได้จริง

“ภาครัฐคนเดียวไม่สามารถผลิตพลังงานสะอาดได้เพียงพอ เพราะภาครัฐยังต้องลงทุนในเรื่องสายส่ง ประกอบกับยังมีหนี้สาธารณะในระดับสูง ทำให้ไม่มีกำลังมากพอเพื่อนำไปลงทุนสายส่ง จึงต้องมีกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน Infrastrcture Fund เพื่อนำมาส่งเสริมการลงทุนสายส่งและนโยบายพลังงานสะอาด ซึ่งเชื่อว่ามีคนสนใจเข้ามาลงทุนมาก  รวมทั้งต้องเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา ทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่สีเขียว เพื่อให้ชุมชนได้ประโยชน์  ซึ่งที่ผ่านมา​กระทรวงการคลังได้ร่วมผลักดันโครงการ Low Carbon ​​City ​ร่วมกับ กทม. เพื่อติดโซลาร์ ที่โรงเรียน โรงพยาบาล ​ร่วมกับเอ็กซิมแบงก์ และการนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) เพื่อสร้าง​ต้นแบบ​การทำงานร่วมกับชุมชนและท้องถิ่น เพื่อขยายพลังงานสีเขียวให้ลงไปได้ถึงในระดับชุมชน และมีแผน​ขยายความร่วมมือกับภาคท้องถิ่นไปในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศในอนาคต”​

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ​การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายในการผนึกความร่วมมือด้านความยั่งยืนระดับประเทศ ที่รวบรวมผู้นำนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ และภาคธุรกิจจากทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนวัตกรรมเพื่อการออกแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมจุดประกายพลังความร่วมมือเพื่อขยายผลจากแนวคิดสู่การลงมือทำ พร้อมสะท้อนความมุ่งมั่นของกลุ่ม ปตท. ในการเป็นแรงขับเคลื่อนที่ผนึกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน การศึกษา และภาคประชาชน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เสริมศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน

“การขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนของกลุ่ม ปตท. จะสอดคล้องไปกับพันธกิจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน โดยคำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดีไปพร้อมกัน เพื่อสร้าง ‘ความ​ยั่งยืนอย่างสมดุล’ ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ผ่านกลยุทธ์  ‘C3 : Decarbonization Pathway’ ได้แก่ Climate-Resilience Business เพื่อปรับพอร์ตธุรกิจให้มีคาร์บอนต่ำลงราว 20% , Carbon Conscious Asset การปรับปรุงประสิทธิการในกระบวนการผลิตในโรงงานต่างๆ ทั้งโรงงานอุตสาหกรรมการผลิต โรงงานปิโตรเคมี โรงแยกก๊าซ และโรงกลั่น รวมทั้งการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น โดยเชื่อว่าจะช่วยลดคาร์บอนลงได้ราว 20-30% และ Co-Creation, and Collective Efforts for All เพื่อผนึกพันธมิตรในการลดคาร์บอนอีกราว 50% ท้ังการใช้กระบวนการทางธรรมชาติ ผ่านโครงการปลูกป่าที่มีเป้าหมาย 2 ล้านไร่ รวมทั้งการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี CCUS ที่มีการลงทุนเพิ่มเติมในโครงการอาทิตย์แซนด์บ็อกซ์ เพื่อนำร่องในการเก็บและต่อยอดคาร์บอนไปใช้ประโยชน์ โดยมีเป้าหมาย 1 ล้านตันต่อปี รวมทั้งโครงการหลักที่ดำเนินการอยู่ในอีสเทิร์นอย่าง CCS Hub ซึ่งเป็นโครงการที่มีศักบภาพสูงในการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ภาคตะวันออกได้ถึงราว 10 ล้านตัน”

สำหรับงาน ‘Sustainability Spark by PTT Group 2026 : Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต’ จัดขึ้นระหว่างวันที่​ 16 – 17 มกราคม 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน โดยมี​ไฮไลท์ภายในงานประกอบด้วย

1) เวทีสัมมนา ตลอด 2 วัน ที่ผนึกพลังจากผู้นำและผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขากว่า 40 ท่าน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต อาทิ การยกกรณีศึกษาจากประเทศสหราชอาณาจักรที่ใช้กลไกเชิงนโยบายขับเคลื่อนให้การเดินหน้าสู่ Net Zero กลายเป็นพลังเศรษฐกิจใหม่, การวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในภาคพลังงาน อุตสาหกรรม คมนาคม และเกษตรกรรม ภายหลังการบรรลุข้อตกลงต่างๆ จากการประชุม COP30 โดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจาก S&P Global, Bloomberg และ McKinsey & Company

รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้ขับเคลื่อนนโยบาย ผู้นำธุรกิจ และภาคส่วนต่างๆ เพื่อหาแนวทางร่วมในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ตลอดจนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคส่วนต่างๆ ให้สามารถเกิดขึ้นได้จริงและขยายผลสู่วงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม

2) บูธนิทรรศการ ถ่ายทอดการดำเนินงานจริงของกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุล ผ่านการลงทุนในพลังงานและผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ การขับเคลื่อนโครงการและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ภาคส่วนต่างๆ ของประเทศไทย พร้อมด้วยกิจกรรมร่วมสนุกของกลุ่ม ปตท. อาทิ Harumiki Immersive Zone บอกเล่าเรื่องราวการเติบโตของสตรอว์เบอร์รี Harumiki และไม้เมืองหนาวจากพลังความเย็นจาก LNG รวมไปถึง Plastic Funtastic by GC เปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วให้กลับมามีคุณค่าอย่างสร้างสรรค์

3) Spark Lab เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความยั่งยืนระหว่างองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน และเรียนรู้ธรรมชาติผ่านเวิร์กช็อปจัดสวนขวดแก้ว

4) Spark Hack เวทีเฟ้นหาไอเดียของคนรุ่นใหม่ ในการออกแบบนวัตกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

5) Spark Market ชิม ชม ช็อป อาหารและสินค้าโดนใจสายรักษ์โลกจากกลุ่ม ปตท. และเครือข่ายพันธมิตร อาทิ ผลิตภัณฑ์ Upcycling เพื่อสิ่งแวดล้อม สินค้าจากวิสาหกิจชุมชน โครงการชุมชนยิ้มได้ และไทยเด็ด

6) Business Matching โอกาสครั้งสำคัญในการผนึกพลังสร้างการเติบโตทางธุรกิจเพื่อร่วมขับเคลื่อน Thailand’s Sustainability Ecosystem พบกับผู้ประกอบการกลุ่ม ปตท. และเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจด้านความยั่งยืน 4 กลุ่มศักยภาพ ประกอบก้วย Low Carbon Solutions, Circular & Clean Tech, Social Innovation และ Green Investment & ESG Funding

กลุ่ม ปตท. ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจุดประกายอนาคตที่ยั่งยืน ในงาน ‘Sustainability Spark by PTT Group 2026: Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต’ ระหว่างวันที่ 16-17 มกราคม 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 และ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน สามารถลงทะเบียนร่วมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ที่ https://www.sustainabilityspark.com