คุณพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย วิเคราะห์สถานการณ์การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ในกลุ่มธุรกิจเกษตรและอาหารของประเทศไทย ในการประชุมวิชาการเพื่อขับเคลื่อน ‘การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน‘ จัดโดยสมาคมส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (ประเทศไทย) (Thai SCP Network)
โดยมองว่า การค้าขายสินค้าเกษตรและอาหาร ในอนาคต ผู้ซื้อจะไม่ได้ถามเราว่า ‘ราคาเท่าไหร่’ แต่จะเปลี่ยนมาถามเราว่าสินค้านี้มี ‘คาร์บอนเท่าไหร่’ แทน
ขณะที่ความพร้อมของประเทศไทย ตอนนี้ยังเน้นการค้าขายเชิงปริมาณเป็นหลัก แต่หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มมีการทำตลาดสินค้าคาร์บอนต่ำได้แล้ว ดังนั้น หากประเทศไทยไม่ปรับตัวอาจทำให้เสียโอกาสในอนาคตได้
นอกจากนี้ รูปแบบการดำเนินงานของประเทศไทยเพื่อเปลี่ยนผ่านเรื่องเหล่านี้ อาจจะยังโฟกัสไม่ตรงจุดมากนัก เพราะเน้นการขับเคลื่อนด้วยกฎหมาย หรือกฏเกณฑ์ทางการค้าและภาษี โดยไม่มีแนวทางการปรับตัวหรือเปลี่ยนผ่านให้ผู้ผลิตหรือเกษตรกรจากต้นทางโดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสัตว์และปศุสัตว์ที่ต้องถือว่าเป็นกลุ่มที่มีห่วงโซ่ยาวที่สุดของประเทศ
“สิ่งที่เกิดขึ้นนับเป็นปัญหาสำคัญทางสังคม และจะเชื่อมโยงมาเป็นปัญหาเศรษฐกิจในที่สุด จึงต้องแก้ไขด้วยแนวทางทางเศรษฐกิจ การไปบอกให้เกษตรกรเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ห้ามเผา แต่ตอบไม่ได้ว่า จะรับซื้อผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างไร หรือต้นทุนการผลิตที่ต้องแบกรับจะมากขึ้นอย่างไร หากตอบสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ก็ยากที่จะได้ความร่วมมือหรือเปลี่ยนผ่านไปสู่จุดที่ต้องการได้สำเร็จ เหมือนการจะให้รถม้าวิ่งได้ ต้องวางม้าไว้หน้ารถลาก ไม่ใช้วางรถลากไว้หน้าม้า เพราะสุดท้ายแล้วจะไม่สามารถทำให้เกิดการขับเคลื่อนได้อย่างที่ตั้งไว้จริง”
ดังนั้น หากประเทศไทยอยากขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้จริงและมีประสิทธิภาพ ต้องเข้าไปแก้ปัญหาด้วยเศรษฐกิจตั้งแต่ฐานราก หากมีดีมานด์สินค้าคาร์บอนต่ำต้องทำให้ระบบการผลิตเป็นคาร์บอนต่ำ ด้วยการลงไปทำงานและพัฒนาร่วมกับเกษตรกรหรือกลุ่มธุรกิจต้นน้ำต่างๆ ตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการให้ความรู้ พัฒนาเทคโนโลยีรวมทั้งการลงทุน เพื่อสร้างกระบวนการทำงานร่วมกัน และสามารถทำให้ทุกข้อต่อภายในห่วงโซ่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปได้อย่างสอดคล้องกันทั้งซัพพลายเชน
ที่สำคัญ ภาครัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาเป็นแกนกลางสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้จริง เพราะหากมีการวาง นโยบาย ในการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน จะนำมาซึ่งงบประมาณที่ใช้สำหรับการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ
แต่หากรัฐบาลไม่เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้ และไม่มีนโยบายและงบประมาณเพื่อใช้ในการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืน จะกระทบทั้งต่อสังคม เศรษฐกิจ การส่งออก การลงทุน รวมทั้งไม่มีผู้เข้ามาลงทุนในประเทศ สุดท้ายประเทศไทยจะไม่สามารถขายสินค้าได้ และอาจต้องสูญเสียตลาดส่งออกต่างๆ ที่มีอยู่ไปในที่สุด เพราะไม่สามารถตอบคำถามสำคัญของตลาดได้ว่า ‘สินค้านี้มีคาร์บอนเท่าไหร่ ไม่ใช่ราคาเท่าไหร่’






