Dialogue

โลกเข้าสู่ยุค ‘Adaptation’ ธุรกิจ ‘ไปต่อ’ หรือ ‘ตกขบวน”

การขยับเป้าหมาย NetZero มาสู่ปี 2050 ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทุกภาคส่วน​ต้องเร่งปรับตัว เพื่อสามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางโลกแห่งความผันผวน ไม่แน่นอน รวมทั้งความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และวิกฤตสภาพอากาศ

การปรับตัว (Adaptation) เป็นหนึ่งวาระสำคัญของภาคธุรกิจ เพื่อสามารถอยู่รอดได้ ผ่านการพัฒนานวัตกรรม สร้างความร่วมมือต่างๆ กับพันธมิตร เพื่อสร้างความยืดหยุ่น และ​เปลี่ยนผ่านได้อย่างแข็งแกร่ง รวมทั้งการสร้างให้เกิดผลลัพธ์ Impact ในแบบที่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม
Why ทำไม ภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีการปรับตัว?
ปี 2026 นี้ นับเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยรอบด้าน พร้อมทั้งมองหาโอกาสใหม่ เพื่อสามารถรักษาศักยภาพในการแข่งขัน และยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุค Decarbonization ที่ภาคธุรกิจมุ่งขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ LowCarbon หากภาคธุรกิจปรับตัวได้จะนำมาซึ่งโอกาสที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ
– ต้นทุนทางการเงิน ดอกเบี้ยถูกลง จากการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน ซึ่งการเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำสามารถช่วยบรรเทาความท้าทายให้ธุรกิจจากการมีต้นทุนทางการผลิตที่สูงขึ้นได้
– โอกาสเชิงการตลาดสูงขึ้น รักษาลูกค้า กลุ่มเดิม เพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความท้าทายในภาวะที่ธุรกิจมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น
– ความยั่งยืน ภูมิคุ้มกันป้องกันธุรกิจจากภัยพิบัติจาก สภาพอากาศ ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงที่ขยับเข้ามาใกล้ตัวและสร้างผลกระทบที่รุนแรงได้มากขึ้น ส่งผลให้กฎระเบียบด้าน ESG มีความเข้มงวดมากขึ้น เช่น CBAM หรือ EUDR รวมทั้งไปความกังวลและตระหนักในเรื่องของข้อมูลและความปลอดภัยทางไซเบอร์
7 Checklists บทพิสูจน์ จากคำมั่นสัญญา สู่ ‘ผลลัพธ์จริง’
1. รายงานความยั่งยืน จะเป็น ‘มากกว่ารายงาน’
หลังจากปี 2026 บทบาทของการเปิดเผยข้อมูล ความยั่งยืน จะเพิ่มความสำคัญ​มากขึ้น ข้อมูลด้าน ESG ​ถือเป็นภาษากลางสำหรับสื่อสารกันระหว่าง Financial Officer, investor, Banking และจะมีผลในการชี้วัดธุรกิจได้จริง
2. Carbon pricing ต้นทุนทางธุรกิจ
Carbon pricing จะเป็นต้นทุนโดยตรง ที่ภาคธุรกิจต้องรับมือมากขึ้น และจะถูกนำไปคำนวณในต้นทุน กำไรเพิ่มมากขึ้น
3. การเติบโตของพลังงานสะอาด
หลังจากปี 2026 พลังงานจะเติบโตเร็ว​ขึ้น​สองเท่า จะคาดว่า​กำลังผลิตพลังงานสะอาดจะเพิ่มขึ้นอีกกว่า 4,000 -5,000 กิกะวัตต์ ภายในปี 2030 และจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาคอขวดในระบบ เช่น การพัฒนาสายส่ง, ระบบแบตเตอรี่
4. การควบคุมทั้งระบบซัพพลายเชน
​มาตรการที่กำลังขับเคลื่อนสู่ภาคบังคัง อาทิ CBAM หรือ EUDR จะเข้ามามีบทบาทในการบังคับซัพพลายเชนทั่วโลก ความสามารถในการเปิดเผยข้อมูลจะมีความสำคัญ และช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าสำหรับภาคการส่งออกเพิ่มมากขึ้น
5. ความพร้อมด้าน Climate Adaptation
ความสามารถในการรับมือต่อความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ และภัยธรรมชาติ ​ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นด้วยความถี่ และความรุนแรงมากขึ้น จำเป็นต้องมีแผนในการกระจายความเสี่ยง ด้วยการลงทุนเพื่อการป้องกันและลดความเสียหาย
6. การลงทุนอย่างเชื่อมโยงกับธรรมชาติ
การตั้งรับ ปรับตัว โดยใช้ความได้เปรียบจากความหลากหลายทางธรรมชาติของประเทศไทยในฐานะ CarbonSink เพื่อการป้องกันหรือลดความเสี่ยง รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการเข้าถึง Green Finance หรือต่อยอดสู่ Biodiversity Credit , Nature Credit
7. การ Up-skill, Re-skill
ทุกองค์กรต้องเริ่มจริงจังในการสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืน การ Upskill, Reskill บุคลากรจึงถือ​เป็นกลไกสำคัญ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเดินหน้าสู่เป้าหมาย