<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Innovative &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/category/innovative/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 22 Aug 2026 14:01:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.7</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Innovative &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;จากแล็บสู่ชุมชน&#8217; กปภ.x สวทช. เปิดตัว รถผลิตน้ำดื่ม AquaNano นวัตกรรมเพิ่มความมั่นคงน้ำ ในพื้นที่ &#8216;ภัยแล้ง-อุทกภัย&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/mobile-nanotech-water-purity-er/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 22 Aug 2026 14:01:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[AquaNano]]></category>
		<category><![CDATA[Mobile Nanotech Water Purity]]></category>
		<category><![CDATA[nanotec]]></category>
		<category><![CDATA[NSTDA]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[กปภ.]]></category>
		<category><![CDATA[การประปาส่วนภูมิภาค]]></category>
		<category><![CDATA[ความมั่นคงทางน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[นาโนเทค]]></category>
		<category><![CDATA[รถผลิตน้ำดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สุทัศน์ นุชปาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43860</guid>

					<description><![CDATA[<p>การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ผนึกกำลัง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ยกระดับความมั่นคงทางน้ำ เดินหน้าโครงการ &#8216;นวัตกรรมน้ำสะอาดสู้วิกฤตภัยพิบัติ&#8217; เปิดตัวนวัตกรรม รถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีพร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำ (Mobile Nanotech Water Purity for Emergency Relief) หรือ AquaNano จำนวน 10 คัน เพื่อเป็นปราการด่านสำคัญในการผลิตน้ำดื่มสะอาดมาตรฐานโลกเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยพิบัติทั่วไทยอย่างรวดเร็วและทันท่วงที ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ผ่านมา ซึ่ง กปภ. และนาโนเทค สวทช. ได้สนับสนุนเครื่องกรองน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีพร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความสามารถในการผลิตน้ำสะอาดได้ถึง 250 ลิตรต่อชั่วโมง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงโครงการน้ำดื่มต้นกล้า PWA refill ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และบุรีรัมย์ ซึ่งช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ขาดแคลนเข้าถึงน้ำสะอาดได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้การผนึกกำลังในระยะยาวมุ่งเป้าไปที่การวางโครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืน ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  กล่าวว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรม สวทช. เปลี่ยนงานวิจัยในห้องแล็บให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยชีวิตคนในพื้นที่จริงได้ทันที ความร่วมมือนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของท่อหรือสารเคมี แต่คือการนำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/mobile-nanotech-water-purity-er/">&#8216;จากแล็บสู่ชุมชน&#8217; กปภ.x สวทช. เปิดตัว รถผลิตน้ำดื่ม AquaNano นวัตกรรมเพิ่มความมั่นคงน้ำ ในพื้นที่ &#8216;ภัยแล้ง-อุทกภัย&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)</strong> ผนึกกำลัง <strong>สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) </strong>ยกระดับความมั่นคงทางน้ำ เดินหน้าโครงการ<strong> &#8216;นวัตกรรมน้ำสะอาดสู้วิกฤตภัยพิบัติ&#8217;</strong> เปิดตัวนวัตกรรม <strong>รถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีพร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำ</strong> (Mobile Nanotech Water Purity for Emergency Relief) หรือ <strong>AquaNano</strong> จำนวน 10 คัน เพื่อเป็นปราการด่านสำคัญในการผลิตน้ำดื่มสะอาดมาตรฐานโลกเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยพิบัติทั่วไทยอย่างรวดเร็วและทันท่วงที</p>
<p><span id="more-43860"></span></p>
<p>ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ผ่านมา ซึ่ง กปภ. และนาโนเทค สวทช. ได้สนับสนุนเครื่องกรองน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีพร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความสามารถในการผลิตน้ำสะอาดได้ถึง 250 ลิตรต่อชั่วโมง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน</p>
<p>รวมถึงโครงการน้ำดื่มต้นกล้า PWA refill ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และบุรีรัมย์ ซึ่งช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ขาดแคลนเข้าถึงน้ำสะอาดได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้การผนึกกำลังในระยะยาวมุ่งเป้าไปที่การวางโครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืน</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43863 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/LINE_20260822_173452.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช</strong> รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  กล่าวว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรม สวทช. เปลี่ยนงานวิจัยในห้องแล็บให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยชีวิตคนในพื้นที่จริงได้ทันที ความร่วมมือนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของท่อหรือสารเคมี แต่คือการนำ &#8216;วัสดุนาโนขั้นสูง&#8217; มาใส่ไว้ใน <strong>รถคลินิกน้ำสะอาด</strong> เพื่อเปลี่ยนแหล่งน้ำจากพื้นที่ภัยพิบัติให้กลายเป็นน้ำสะอาดที่ดื่มได้ทันที ซึ่งไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยของคนไทย ที่ช่วยให้ กปภ. เสมือนมีโรงกรองน้ำจิ๋วติดล้อ ที่สามารถกรองแบคทีเรียและโลหะหนัก ได้แม่นยำเท่าโรงกรองน้ำขนาดใหญ่ ทำให้แม้ประชาชนอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีไฟฟ้าหรือระบบประปา ก็ยังมีน้ำสะอาดดื่มได้เสมอ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43865 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/LINE_20260822_173503.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>ความร่วมมือนี้คือการเปลี่ยนผ่านจากงานวิจัยสู่การใช้จริงที่จับต้องได้ โดยเฉพาะการนำวัสดุนาโนอัจฉริยะ อาทิ เซรามิกนาโนคอมพอสิตและวัสดุกรองดัดแปรพื้นผิว มาใช้ในระบบกรองน้ำ 7 ขั้นตอน ซึ่งออกแบบมาให้สามารถกำจัดสารปนเปื้อนทั้งเชื้อโรค สารอินทรีย์ และโลหะหนักอย่างสารหนูและฟลูออไรด์ได้อย่างจำเพาะเจาะจงและแม่นยำสูงกว่าเครื่องกรองน้ำทั่วไป</p>
<p>นอกจากนี้ ยังติดตั้งระบบเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบ Real-time ที่แสดงผลค่าของแข็งละลายน้ำ (TDS) และการนำไฟฟ้า (EC) ให้ประชาชนเห็นได้ทันทีว่าน้ำจากเครื่องกรองนี้ได้มาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่าโรงกรองน้ำขนาดใหญ่ ทำให้ AquaNano ไม่ได้เป็นเพียงรถผลิตน้ำ แต่เป็นนวัตกรรมเคลื่อนที่ที่สร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างแท้จริง</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43864 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/LINE_20260822_173455.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณสุทัศน์ นุชปาน </strong>รองผู้ว่าการ (ปฎิบัติการ 3) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กล่าวว่า ในเรื่องการบริการ กปภ. ให้ความสำคัญการบริการที่ไร้รอยต่อและมีความมั่นคง โดยยึดหลักว่าจะต้องไม่มีพื้นที่ใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้ในวันที่โลกกำลังเจอภัยพิบัติรอบด้าน กปภ. ก็มีหน้าที่ส่งต่อน้ำสะอาดถึงบ้านประชาชน แม้ในยามที่สถานการณ์วิกฤตที่เกิดเหตุการณ์แหล่งน้ำปนเปื้อน</p>
<p>การร่วมมือกับ สวทช. คือ ความมั่งมั่นในการแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยนำเทคโนโลยีมาเสริมแกร่งให้ กปภ. สามารถ &#8216;เคลื่อนที่&#8217; ไปหาประชาชนได้รวดเร็วกว่าเดิม เปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตน้ำในสถานีผลิตน้ำ ไปเป็นผู้ผลิตน้ำเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ ด้วยรถคลินิกน้ำสะอาด ได้คุณภาพน้ำทั้ง 10 คันนี้ กปภ.สามารถลงพื้นที่วิกฤตได้ทันทีภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอรถขนส่งน้ำจากส่วนกลางที่ใช้เวลานาน ซึ่งภารกิจนี้ คือการพลิกโฉมของการบริหารจัดการน้ำประปาเชิงรุก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43866 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/LINE_20260822_173437.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณนิธิศ ทองสอาด รองผู้ว่าการ (ทรัพยากรบุคคลและบริหารองค์กร) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้การให้บริการที่ผ่านมาที่ทำร่วมกับ นาโนเทค สวทช. ในพื้นที่ภาคใต้ กปภ.สาขาหาดใหญ่ (พ) ในสังกัด กปภ.เขต 5 สงขลา และในพื้นที่ กปภ.สาขาในสังกัด กปภ.เขต 8 อุบลราชธานี จากโครงการน้ำดื่มต้นกล้า PWA refill ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดบุรีรัมย์ โดยรวมทั้ง 2 โครงการที่ผ่านมามีการให้บริการน้ำดื่มให้กับประชาชน ดังนี้</p>
<p>กปภ.สาขาหาดใหญ่จ่ายน้ำให้กับประชาชนไปจำนวน 25 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) (ประมาณ 25,000 ลิตร) มีประชาชนมารับน้ำประมาณ 1,250 คน และโครงการน้ำดื่มต้นกล้า PWA refill จ่ายน้ำให้กับประชาชนไปจำนวน 10 ลบ.ม (ประมาณ 10,000 ลิตร) มีประชาชนมารับน้ำประมาณ 500 คน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43867 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/LINE_20260822_173356.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>รถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีพร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำ หรือ </strong><strong>AquaNano </strong><strong>ทั้ง </strong><strong>10</strong><strong> คัน โดดเด่นด้วยฟังก์ชันสำคัญ </strong>อาทิ</p>
<p><strong>ระบบกรองนาโนขั้นสูง:</strong> ออกแบบมาเพื่อกำจัดเชื้อโรค สารอินทรีย์ คลอรีน และโลหะหนัก เช่น สารหนูโครเมียม เหล็ก รวมถึงแร่ธาตุ เช่น ฟลูออไรด์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>ระบบเมมเบรนประสิทธิภาพสูง</strong>: เปลี่ยนน้ำดิบให้เป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ได้ถึง 75% และเหลือเป็นน้ำทิ้งเพียง 25% ลดการสูญเสียน้ำโดยไม่จำเป็น ช่วยประหยัดน้ำโดยเฉพาะในช่วงวิกฤตภัยแล้ง</p>
<p><strong>ระบบติดตามคุณภาพน้ำแบบ </strong><strong>Real time:</strong> ตรวจสอบค่าความสะอาดได้แม่นยำ สร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่เข้าใช้บริการ ดื่มได้อย่างมั่นใจ สะอาด ปลอดภัย</p>
<p><strong>ความคล่องตัวสูง:</strong> ตัวเครื่องถูกออกแบบให้ใช้งานและบำรุงรักษาง่าย สามารถติดตั้งในพื้นที่เกิดเหตุได้ทันที เหมาะกับการประยุกต์ใช้ในทุกสถานการณ์ภัยพิบัติ</p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้งานจริง (S&amp;T Implementation) <strong>ภายใต้แผนงาน </strong><strong>Pre battle </strong><strong>นวัตกรรมน้ำสะอาดเพื่อคุณภาพชีวิต (</strong><strong>A-QUALITY</strong><strong>)</strong> เพื่อตอบโจทย์วิกฤตของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำความมุ่งมั่นของทั้ง 2 หน่วยงานในการยกระดับคุณภาพชีวิตและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนทั่วประเทศให้สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้อย่างมั่นคงในทุกสถานการณ์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43868 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/LINE_20260822_173420.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/mobile-nanotech-water-purity-er/">&#8216;จากแล็บสู่ชุมชน&#8217; กปภ.x สวทช. เปิดตัว รถผลิตน้ำดื่ม AquaNano นวัตกรรมเพิ่มความมั่นคงน้ำ ในพื้นที่ &#8216;ภัยแล้ง-อุทกภัย&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สวทช. เตรียมแซนด์บ็อก &#8216;Food Surplus Credit&#8217; เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต พร้อมผนึกความร่วมมือระดับภูมิภาค ต่อยอดจาก T-VER สู่ ACI ขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนระดับเอเชีย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/tiis-mtec-nstda-food-surplus-credit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Aug 2026 13:45:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[ACI]]></category>
		<category><![CDATA[Asia Carbon Institute]]></category>
		<category><![CDATA[Food Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Food Surplus Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NSTDA]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand’s Food Bank]]></category>
		<category><![CDATA[TIIS]]></category>
		<category><![CDATA[TIIS เอ็มเทค สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[จันทิมา สำเนียงงาม]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[บริจาคอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารส่วนเกิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43735</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังขับเคลื่อนโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank มากว่า 2 ปี จนปัจจุบันสามารถกระจายเครือข่ายทั่วประเทศได้แล้วใน​ 10 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมเป้าหมายเพิ่มเครือข่ายให้ครอบคุลม 30 จังหวัด ภายในปี พ.ศ.​ 2571 นอกจากความสำเร็จด้านการขยายพื้นที่ เพื่อขยายความสามารถในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน (Surplus Food) ให้กลุ่มเปราะบางได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว  ล่าสุด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้พัฒนาแนวทาง​ขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้กลายเป็น &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; ตามมาตรฐาน T-VER (​T-VER-S-METH-09-09​) ซึ่งทาง อบก. ได้รับการรับรองระเบียบวิธีในการคำนวณตามแนวทางดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรก หรือราวเดือนมีนาคมของปีนี้ ทั้งนี้ สวทช. โดยโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank และ TIIS (สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) เอ็มเทค สวทช. เตรียมเดินหน้าโครงการนำร่องทดลองโปรเจ็กต์ &#8216;The Food Surplus Credit&#8217; ในปีงบประมาณ 2570 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/tiis-mtec-nstda-food-surplus-credit/">สวทช. เตรียมแซนด์บ็อก &#8216;Food Surplus Credit&#8217; เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต พร้อมผนึกความร่วมมือระดับภูมิภาค ต่อยอดจาก T-VER สู่ ACI ขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนระดับเอเชีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังขับเคลื่อนโครงการ <strong>Thailand&#8217;s Food Bank </strong>มากว่า 2 ปี จนปัจจุบันสามารถกระจายเครือข่ายทั่วประเทศได้แล้วใน​ 10 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมเป้าหมายเพิ่มเครือข่ายให้ครอบคุลม 30 จังหวัด ภายในปี พ.ศ.​ 2571</p>
<p><span id="more-43735"></span></p>
<p>นอกจากความสำเร็จด้านการขยายพื้นที่ เพื่อขยายความสามารถในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน (Surplus Food) ให้กลุ่มเปราะบางได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว  ล่าสุด <strong>สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) </strong>ได้พัฒนาแนวทาง​ขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้กลายเป็น <strong>&#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217;</strong> ตามมาตรฐาน T-VER (​<strong>T-VER-S-METH-09-09​) </strong>ซึ่งทาง อบก. ได้รับการรับรองระเบียบวิธีในการคำนวณตามแนวทางดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรก หรือราวเดือนมีนาคมของปีนี้</p>
<p>ทั้งนี้ สวทช. โดยโครงการ<strong> Thailand&#8217;s Food Bank</strong> และ <strong>TIIS (สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) </strong><strong>เอ็มเทค สวทช. </strong>เตรียมเดินหน้าโครงการนำร่องทดลองโปรเจ็กต์ &#8216;<strong>The Food Surplus Credit&#8217; </strong>ในปีงบประมาณ 2570 ร่วมกับกลุ่มที่ทำงานด้านการกอบกู้อาหารส่วนเกิน และพันธมิตร เบื้องต้น 3-5 ราย อาทิ มูลนิธิ SOS Thailand , มูลนิธิ VV Share (วีวี แชร์) และผู้ประกอบการธุรกิจอาหารชั้นนำในประเทศ ​ร่วม​นำร่องทดลอง​​ <strong>T-VER-S-METH-09-09​ </strong>​ เพื่อศึกษาผลลัพธ์ ผลกระทบ รวมทั้ง​ข้อจำกัดต่างๆ เมื่อนำไปใช้งานจริง ก่อนจะขยายผลเป็นวงกว้างต่อไปในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43738 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Food-TVER3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ </strong>หัวหน้าโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank และนักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบัน 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นทั่วโลก​ต้องกลายไปเป็นขยะอาหาร  ขณะที่ประชากรโลกกว่า 258 ล้านคน ที่ต้องเผชิญปัญหาควมมั่นคงด้านอาหาร ส่วนประเทศไทยมีปริมาณขยะอาหารกว่า 10 ล้านตันต่อปี และในจำนวนนี้มีอาหารส่วนเกินที่ยังรับประทานได้ถึงกว่า 4 ล้านตันต่อปี ขณะที่มีกลุ่มเปราะบางในประเทศเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารอยู่กว่า 10 ล้านคน</p>
<p>ทั้งนี้ ในจำนวนอาหารส่วนเกินที่มีกว่า 4 ล้านตัน สามารถทำการกอบกู้มาเพื่อส่งต่อและสร้างประโยชน์ใหม่ได้ที่ราว 2,000 กว่าตันเท่านั้น ยังคงอาหารอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่สามารถกอบกู้มาได้ และต้องกลายเป็นขยะอาหารในที่สุดทั้งจากการขาดตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งกฎระเบียบเงื่อนไขทางข้อกฎหมาย และระบบภาษี ​ที่ยังคงเป็นกำแพงสำคัญในการทำให้ผู้บริจาคอาหารเลือกที่จะทำลายอาหารมากกว่าการบริจาคเพื่อส่งต่อให้กลุ่มเปราะบาง หรือการเลือกบริจาคอาหารเฉพาะในกลุ่ม Non-VAT ซึ่งถือเป็นสัดส่วนจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณอาหารส่วนเกินประเภทอื่นๆ ที่สุดท้ายแล้วต้องกลายเป็นขยะอาหารและจบลงที่หลุมฝังกลบในที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43743 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/08-แนวคิด-Food-Surplus-Credit.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><em>&#8220;อาหารส่วนเกิน (Food Surplus) ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงกับความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น หากอาหารส่วนเกินที่ยังบริโภคได้ไม่ได้รับการกอบกู้หรือนำไปใช้ประโยชน์ อาจกลายเป็นขยะอาหารและถูกนำไปกำจัด ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank มุ่งสร้างกลไกการจัดการอาหารส่วนเกินที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยนำแนวคิด Food Surplus Credit หรือการประเมินคาร์บอนเครดิตเข้ามาเป็นตัวเร่ง ให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียต้องร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง&#8221;​</em><strong>  </strong></p>
<p>ด้าน <strong>คุณจันทิมา สำเนียงงาม</strong> หัวหน้าโครงการการพัฒนาแนวทางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน และผู้ช่วยวิจัยอาวุโส TIIS เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า การขับเคลื่อนการบริจาคอาหารส่วนเกินให้เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิตจำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลที่มีคุณภาพและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์  โดยทาง TIIS เอ็มเทค สวทช. ในฐานะหน่วยงานที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระเบียบวิธีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเครื่องมือและวิธีการประเมินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกอบกู้และบริจาคอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ ข้อมูลมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้ รองรับทั้งการพัฒนาคาร์บอนเครดิตและการรายงานด้านความยั่งยืน (ESG) ของภาคธุรกิจทั้งในประเทศและระดับสากลได้อย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43740 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Food-TVER2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับ <strong>&#8216;ระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจสำหรับการจัดการอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค​ ตามมาตรฐาน T-VER </strong>(<strong>T-VER-S-METH-09-09)</strong> ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นคร้ังแรกของประเทศไทยในการมีคาร์บอนเครดิตจากโครงการอาหารส่วนเกิน และจะกลายเป็นอีกหนึ่ง <strong>​กลไกสำคัญที่ช่วยให้ภาคเอกชนและมูลนิธิที่ทำภารกิจด้านการกอบกู้อาหารส่วนเกิน มีรายได้เพิ่มเติมจากคาร์บอนเครดิต ภายใต้การ</strong><strong>ได้มาอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้</strong></p>
<p>หลักการคำนวณจะคิดจาก <strong>&#8216;ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้&#8217;</strong> จากการไม่ต้องเอาขยะอาหารไปฝังกลบ แล้วนำมาหักลบด้วย <strong>&#8216;คาร์บอนที่เกิดขึ้นระหว่างทาง&#8217;</strong> ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่ใช้ในการแช่เย็นและแช่แข็งเพื่อรักษาคุณภาพอาหาร น้ำมันจากการขนส่งเพื่อส่งต่ออาหารตามระยะทาง หรือกระบวนการในการนำอาหารที่ได้รับมาปรุงประกอบอาหารใหม่ หรือแม้แต่บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นกลุ่มใช้ครั้งเดียว (Single-use) เพื่อ<strong>ช่วยให้ภาคธุรกิจนำไปรายงานผล </strong><strong>ESG </strong><strong>ได้อย่างโปร่งใส </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43742 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/09-ระเบียบวิธี-T-VER.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>โดย​อาหารส่วนเกินที่สามารถนำมาคิดคาร์บอนเครดิตได้นั้น ต้องเป็นอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ส่งต่อให้ฟรี ๆ ตามแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร  </strong></p>
<p>อย่างไรก็ดี ระเบียบวิธีฉบับปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมเครื่องดื่ม โดยกลไกนี้ทำให้ทุกองค์กรนำตัวเลขไปรายงานด้านความยั่งยืนได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งได้ทั้งช่วยเหลือสังคม ลดโลกร้อน และช่วยผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน</p>
<p><em>“ตัวเลขคาร์บอนที่ซ่อนอยู่ในอาหารส่วนเกินคือโอกาสใหม่ของประเทศ <strong>ส่วนระดับราคาของคาร์บอนเครดิตในกลุ่ม Food Surplus Credit อยู่ระหว่างการศึกษาและคำนวณอัตราที่เหมาะสม โดยประเมินว่าจะไม่ต่ำกว่าห​ลักร้อยบาทต่อตัน  CO2e  ซึ่งคาดว่าหลังจากการนำร่องขับเคลื่อน จะมีความชัดเจนเพิ่มมากขึ้น</strong><strong>ประกอบกับในอนาคตมีแผนยกระดับการทำงานด้าน​​​คาร์บอนเครดิตจากอาหารส่วนเกินไปสู่ความร่วมมือในระดับภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นป</strong><strong>ระเทศแรกที่มีการสร้างมาตรฐาน​ในเรื่องนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ระดับราคาเพิ่มสูงขึ้นได้อีก</strong> โดยทาง TIIS เอ็มเทค สวทช.  และ ACI (Asia Carbon Institute) อยู่ระหว่างการหารือร่วมกันในการต่อยอด​ระเบียบวิธีของประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบการพัฒนาของ ACI และรองรับการประยุกต์ใช้ในระดับภูมิภาคเอเชีย ​​เพื่อต่อยอดความร่วมมือด้านการลดขยะอาหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับภูมิภาคต่อไป </em><em>เนื่องจาก ​เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณอาหารส่วนเกินสูงมาก หากสามารถเปลี่ยนการบริจาคอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิตได้  ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจใหม่ให้กับภาคธุรกิจ เข้ามามีส่วนร่วมในการลดขยะอาหารเพิ่มมากขึ้น​” </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43741 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/10-ต่อยอดสู่ระดับเอเชียกับ-Asia-Carbon-Institute-ACI.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>เร่งประสาน ก.คลัง ลดกำแพงบริจาคอาหาร  </strong></p>
<p><strong>ดร.ปัทมาพร </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายสำคัญของ  Thailand&#8217;s Food Bank คือ การเข้าไปเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินระดับประเทศ ทั้งการขยายเครือข่ายการเป็นตัวกลางในการส่งต่ออาหารจากผู้ผลิตไปสู่กลุ่มเปราะบางต่างๆ ผ่านการทำงานร่วมกับมูลนิธิด้านการกอบกู้อาหาร เช่น SOS Thailand , VV Share รวมทั้งอาสาสมัครในแต่ละจังหวัด โดยปัจจุบันมีเครือข่ายครอบคลุม 10 จังหวัด จำนวนอาสาสมัครรวมกว่า 600 คน และมีแผนขยายได้กว่า 30 จังหวัดในปี 2571 ขณะที่เพิ่มความสามารถในการกอบกู้อาหารส่วนเกินได้มากขึ้น 10 เท่า จาก 2,000 ตันต่อปี เพิ่มเป็น 20,000 ตันต่อปี</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันส่วนต่างของอาหารที่กอบกู้ได้ราว 2,000 ตันต่อปี กับปริมาณอาหารส่วนเกินที่มีกว่า 4 ล้านตันต่อปีนั้น มีช่องว่างที่ต่างกันอย่างมาก เนื่องจาก ประเทศไทยยังมีกำแพงสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถเพิ่มปริมาณการบริจาคอาหารให้เติบโตได้มากนัก โดยเฉพาะกำแพงสำคัญเรื่องการแบกรับค่าใช้จ่ายของผู้บริจาคอาหาร เนื่องจาก กฎหมายประเทศไทย ยังตีความการบริจาคอาหารโดยเฉพาะในกลุ่มที่มี VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นการจำหน่าย ทำให้ผู้บริจาคต้องเสีย VAT สำหรับอาหารที่นำมาบริจาคเพิ่มเติม ​หรือกำหนดเพดานการบริจาคไว้ได้ที่ราว 2% ของกำไรสุทธิ ทำให้ปริมาณของที่บริจาคมีจำกัด และส่วนใหญ่กว่า 90% ของอาหารที่นำมาบริจาคจะเป็นกลุ่ม Non-VAT  เช่น อาหารสด หรือสินค้าการเกษตรต่างๆ ขณะที่ปริมาณอาหารรูปแบบอื่นๆ ทีมี่จำนวนมากกว่า แต่ไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้น ทำให้สุดท้ายผู้ประกอบการเลือกที่จะทำลายทิ้ง และต้องกลายเป็นขยะอาหารในหลุมฝังกลบในที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43739 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Food-TVER1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;เพื่อลดกำแพงเหล่านี้ ทาง สวทช. ได้เร่งผลักดัน​โดยทำหนังสือ ผ่านทางปลัดกระทรวง อว. เพื่อนำส่งมอบให้ทางปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณามาตรการผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการที่บริจาคอาหารให้มูลนิธิฯ หรือองค์กรที่ได้รับการยอมรับได้รับสิทธิการยกเว้น VAT หรือสิทธิประโยชน์ในการดำเนินการเทียบเท่ากับการทำลายอาหาร ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกัน เพื่อประเมินความรัดกุม และความโปร่งใสในการดำเนินการ  ซึ่งคาดว่าหากสามารถหาแนวทางการดำเนินการร่วมกันได้ น่าจะมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้นเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ หรืออาจจะเริ่มนำร่องในอาหารบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอาหารสด เพื่อ​ศึกษาข้อมูลและแนวทางดำเนินการเพื่อเป็นต้นแบบก่อนจะสามารถขยายผลไปยังกลุ่มอาหารอื่นๆ เพิมเติมในอนาคต ประกอบกับการมีเครื่องมือที่ทาง สวทช. พัฒนาขึ้น เพื่อใช้ในโครงการ  Thailand&#8217;s Food Bank ที่สามารถบันทึกและตรวจสอบย้อนกลับเส้นทางของอาหารส่วนเกินต่างๆ  ได้ ก็สามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใสได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน&#8221;​ ดร.ปัทมาพร กล่าวทิ้งท้าย</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/tiis-mtec-nstda-food-surplus-credit/">สวทช. เตรียมแซนด์บ็อก &#8216;Food Surplus Credit&#8217; เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต พร้อมผนึกความร่วมมือระดับภูมิภาค ต่อยอดจาก T-VER สู่ ACI ขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนระดับเอเชีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 นวัตกรรม Bio-based Packaging ​เปลี่ยนพืช สู่ &#8216;วัสดุทดแทนพลาสติก&#8217; ​​ฝีมือคนไทย​ เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจชีวภาพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/5-innovation-thai-biobased-material/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 May 2026 12:59:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Bio-based Plastic]]></category>
		<category><![CDATA[Biodegradable plastic]]></category>
		<category><![CDATA[Bioeconomy]]></category>
		<category><![CDATA[Bioplastic]]></category>
		<category><![CDATA[Bioplastics]]></category>
		<category><![CDATA[Eco-Friendly Product]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Material]]></category>
		<category><![CDATA[sustainable products]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ของเหลือทางการเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลผลิตทางการเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติกชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ย่อยสลายได้]]></category>
		<category><![CDATA[ย่อยสลายได้100%]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุจากธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุทดแทนพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ไบโอพลาส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41893</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;พลาสติก&#8217; นับเป็นความท้าทายในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั่วโลกมีการผลิตพลาสติกมากกว่า 400 ล้านตันต่อปี พลาสติกที่ผลิตขึ้นเกือบ 50% เป็นพลาสติกใช้แล้วทิ้ง (Single-use Plastic) โดยแต่ละปี มีพลาสติกประมาณ 8-11 ล้านตัน ไหลลงสู่มหาสมุทร ขณะที่ราว 80% ของมลพิษในมหาสมุทรมีแหล่ง​กำเนิดมาจากบนบก และทั่วโลกมีขยะพลาสติกราว 9% เท่านั้นที่ถูกนำเข้าระบบ​รีไซเคิลอย่างถูกต้อง เมื่อทั่วโลก​เริ่มตระหนักถึงปัญหา Single-use Plastic  มากขึ้น นำมาสู่​การพัฒนา พลาสติกชีวภาพ (bioplastic) หรือ พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ (Biodegradable plastic)  ขึ้นมาทดแทน ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากพืช เช่น เซลลูโลส (cellulose) เคซีน (casein) หรือโปรตีนจากนม แป้ง (starch) น้ำตาลและโปรตีนจากถั่ว (soy protein) โดยแป้งและน้ำตาลเป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่นิยมนำมาผลิตพลาสติกชีวภาพมากที่สุด เพราะหาได้ง่ายจากพืชหลายชนิด เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี อ้อย มันฝรั่ง มันเทศ และมันสำปะหลัง ทั้งยังมีปริมาณมากและราคาถูก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/5-innovation-thai-biobased-material/">5 นวัตกรรม Bio-based Packaging ​เปลี่ยนพืช สู่ &#8216;วัสดุทดแทนพลาสติก&#8217; ​​ฝีมือคนไทย​ เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจชีวภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>&#8216;พลาสติก&#8217;</strong> นับเป็นความท้าทายในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั่วโลกมีการผลิตพลาสติกมากกว่า 400 ล้านตันต่อปี พลาสติกที่ผลิตขึ้นเกือบ 50% เป็นพลาสติกใช้แล้วทิ้ง (Single-use Plastic)</p>
<p><span id="more-41893"></span></p>
<p>โดยแต่ละปี มีพลาสติกประมาณ 8-11 ล้านตัน ไหลลงสู่มหาสมุทร ขณะที่ราว 80% ของมลพิษในมหาสมุทรมีแหล่ง​กำเนิดมาจากบนบก และทั่วโลกมีขยะพลาสติกราว 9% เท่านั้นที่ถูกนำเข้าระบบ​รีไซเคิลอย่างถูกต้อง</p>
<p>เมื่อทั่วโลก​เริ่มตระหนักถึงปัญหา Single-use Plastic  มากขึ้น นำมาสู่​การพัฒนา <strong>พลาสติกชีวภาพ (bioplastic)</strong> หรือ <strong>พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ (Biodegradable plastic) </strong> ขึ้นมาทดแทน ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากพืช เช่น เซลลูโลส (cellulose) เคซีน (casein) หรือโปรตีนจากนม แป้ง (starch) น้ำตาลและโปรตีนจากถั่ว (soy protein) โดยแป้งและน้ำตาลเป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่นิยมนำมาผลิตพลาสติกชีวภาพมากที่สุด เพราะหาได้ง่ายจากพืชหลายชนิด เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี อ้อย มันฝรั่ง มันเทศ และมันสำปะหลัง ทั้งยังมีปริมาณมากและราคาถูก</p>
<p><strong>5 นวัตกรรมจากธรรมชาติ เปลี่ยนพืช สู่ &#8216;วัสดุทดแทนพลาสติก&#8217;</strong></p>
<ul>
<li><strong>หลอดข้าว </strong><strong>Chaona</strong> <strong>กินได้ ไม่เปื่อยยุ่ย ธรรมชาติ </strong><strong>100%</strong></li>
</ul>
<p>ประเทศไทยจุดแข็งคือเป็นเมืองเกษตร เรามีผลิตผลทางการเกษตรที่สามารถนำมาเป็นวัสดุทดแทนพลาสติกได้ในยุคที่น้ำมันแพงและเม็ดพลาสติกเริ่มหายาก เป็นจังหวะที่ไทยจะต้องนำทรัพยากรเหล่านี้มาต่อยอด จากการพัฒนางานวิจัยสู่สินค้าทดแทนการใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้ง โดยเฉพาะ <strong>หลอดพลาสติก</strong> ที่ก่อขยะเป็นจำนวนมากในแต่ละปี</p>
<p>การสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมข้าว จึงถือเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกร รวมถึงการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน แนวคิดดังกล่าวทำให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ Natural-Based Product อย่าง &#8216;<strong>หลอดดูดน้ำรักษ์โลกที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ </strong><strong>100%&#8217;</strong> คือ แป้งข้าวเจ้าและแป้งมันสำปะหลัง</p>
<p>สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติภายในระยะเวลา 90 วัน ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญสามารถกินได้ (Edible) แข็งแรงทนทานในเครื่องดื่มเย็นและอุ่นได้ดี ไม่เปื่อยยุ่ยง่ายจนทำให้รสชาติเครื่องดื่มเปลี่ยน ไร้รส ไร้กลิ่น สามารถแช่น้ำเย็นได้นานประมาณ 1-2 ชั่วโมง โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด Zero Waste ที่ช่วยลดขยะพลาสติก</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41894 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/chaona-1.jpg" alt="" width="800" height="1067" /></p>
<ul>
<li><strong>INBEING จากใบไม้ร่วง สู่ภาชนะส่งออก</strong></li>
</ul>
<p>จากความเชื่อมั่นว่าการเติบโตทางธุรกิจที่แท้จริง ต้องก้าวไปพร้อมกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน เป็นที่มาของการก่อตั้ง <strong>บริษัท อินบีอิ้ง อีโค จำกัด</strong> ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาชนะบรรจุอาหารจากใบไม้ธรรมชาติ ที่ผ่านมาตรฐานสากลและส่งออกได้ ในปี พ.ศ. 2565 ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน</p>
<p>ขณะเดียวกัน การเผาขยะ เผาเศษซากจากการทำการเกษตร เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 จึงมีความพยายามในการลดเชื้อไฟ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของไฟป่าและฝุ่นละออง PM 2.5 โดยมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการดำเนินงานที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม นำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในทุกขั้นตอน</p>
<p>ขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กรอบมาตรฐานความยั่งยืน ESG (Environmental, Social, and Governance) และสอดรับกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) ถึง 7 เป้าหมายหลัก ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาระบบนิเวศการสร้างงานที่เป็นธรรม ไปจนถึงการส่งเสริมความเท่าเทียมและพลังแห่งความร่วมมือ เพื่อส่งมอบโลกที่น่าอยู่กว่าเดิมให้กับคนรุ่นต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41896 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/INBEING.jpg" alt="" width="790" height="663" /></p>
<p>ผลิตภัณฑ์ <strong>INBEING </strong>ครอบคลุมตั้งแต่ <strong>กล่องอาหารกาบหมาก </strong>กล่องบรรจุภัณฑ์อาหาร พร้อมฝาปิด มีหลายขนาด เหมาะสำหรับ delivery และ catering &#8216;<strong>จาน ถ้วย กาบหมาก&#8217;</strong> และ &#8216;<strong>จาน ถ้วย ใบตองตึง&#8217;</strong> เหมาะกับงานเลี้ยง โรงแรม และร้านอาหาร บรรจุภัณฑ์ทำมาจากธรรมชาติ 100% ไร้สารเคมี และสามารถรีไซเคิลได้</p>
<p><strong>&#8216;</strong><strong>RA-POE NATURE STRAWS&#8217;</strong> หลอดดูดน้ำธรรมชาติจากต้นราโพ วัชพืชน้ำจำพวกหญ้า ลำต้นแข็งแรง กลวงตามธรรมชาติ ย่อยสลายได้เองตามธรรชาติ หลังใช้งานภายในเวลา 120 วัน ทำให้ไม่ทิ้งสารตกค้างและช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกลงได้ และ <strong>กระถางจากเศษวัสดุธรรมชาติ</strong> ทำจากเศษพืชเหลือใช้ ย่อยสลายได้ ปลูกแล้วลงดินพร้อมต้นได้เลย</p>
<p>อีกทั้ง ยังคงคุณภาพด้วย มาตรฐานการฆ่าเชื้อระดับส่งออก โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ควบคุมการผลิตทุกขั้นตอนอย่างเข้มงวด ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ (Sterilization) ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นไปตามมาตรฐานสากลในระดับที่สามารถส่งออกได้</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41895 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/INBEING3.jpg" alt="" width="800" height="671" /></p>
<ul>
<li><strong>TAPIOPLAST</strong><strong> พลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้</strong></li>
</ul>
<p><strong>บริษัท สยามมอดิฟายด์ สตาร์ช จำกัด</strong> ในฐานะผู้ผลิตและส่งออกแป้งมันสำปะหลังดัดแปรชั้นนำ ที่ส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่กว่า 70 ประเทศทั่วโลก โดยเป็นผู้ริเริ่มนำแป้งมันสำปะหลังซึ่งเป็นสินค้าสำคัญทางการเกษตรมาดัดแปร โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอันทันสมัยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่มันสำปะหลัง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อาหาร ยา กระดาษ สิ่งทอ กาว อาคารและสิ่งก่อสร้าง รวมถึงพลาสติกชีวภาพ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังถือเป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากแป้งมันสําปะหลังดัดแปรรายแรกของประเทศไทย</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41897 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/20210513121304.jpg" alt="" width="800" height="511" /></p>
<p>สำหรับ <strong>ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ</strong> ภายใต้แบรนด์ <strong>TAPIOPLAST</strong> สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (Biodegradable Plastic) มีการผลิตที่เป็นนวัตกรรม Thermo Plastic Starch พัฒนาร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการนำแป้งมันสำปะหลัง มาทำเป็นถุงพลาสติกได้สำเร็จเป็นรายแรก นับเป็นนวัตกรรมการผลิตถุงพลาสติกแนวใหม่ที่ช่วยลดต้นทุนในกระบวนการผลิต และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นนวัตกรรมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการยกระดับความเป็นอยู่ของชาวไร่ผู้ผลิตมันสำปะหลัง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41898 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/blown-film-1.jpg" alt="" width="800" height="511" /></p>
<ul>
<li><strong>Fang Thai เปลี่ยนฟางข้าว สู่บรรจุภัณฑ์ธรรมชาติ 100%</strong></li>
</ul>
<p>จากการเล็งเห็นว่าฟางข้าวที่เหลือทิ้งทางการเกษตรในชุมชนหลังจากเก็บเกี่ยวจำนวนมากถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา เป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับโลก ดังนั้น การที่จะช่วยลดมลภาวะและนำของเหลือจากการเกษตรใช้ประโยชน์ คือ การนำมาแปรรูปและสร้างมูลค่า พร้อมกับการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร</p>
<p>เป็นที่มาให้<strong> หจก. ฟางไทย แฟคทอรี่</strong> ในฐานะผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ทำมาจากฟางข้าว 100% เริ่มต้นค้นคว้าหาความรู้ งานวิจัยต่างๆ ประยุกต์อุปกรณ์ใกล้ตัวทดลองทำเยื่อกระดาษจากเศษฟางข้าว  อีกทั้งยังได้เข้าร่วม โครงการกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการพัฒนากระบวนการผลิต และส่งประกวดผลงานในโครงการของ GEF UNIDO (องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศ) จนสามารถชนะรางวัลจากประเทศสหรัฐอเมริกามาได้ เกิดเป็นแบรนด์ Fang Thai ในที่สุด</p>
<p>Fang Thai ได้นำฟางข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ลดสารเคมีในการะบวนการผลิตเยื่อ ทำให้เยื่อฟางข้าวปลอดภัย ไม่เป็นพิษต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายตามธรรมชาติได้ ทั้งนี้ การที่นำฟางข้าวมาหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะช่วยลดการเผาฟาง ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะโลกร้อน ผลกระทบเชิงบวกต่อสภาพภูมิอากาศ โดยทุกๆ 100 ตันของเยื่อฟางข้าว ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 197 ตัน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41899 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/fang-thai.jpg" alt="" width="800" height="477" /></p>
<ul>
<li><strong>DD Paper Cup บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</strong></li>
</ul>
<p><strong>บริษัท ดี.ดี.เพเพอร์คัพ จำกัด (</strong>DD Paper Cup Co. , Ltd.) ก่อตั้งในไทยปี 2008 ในฐานะผู้ผลิตและผู้จำหน่ายบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่ขึ้นรูปจากกระดาษและพลาสติก มุ่งเน้นการสร้างสรรค์งานบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ผ่านการผลิตที่ได้มาตรฐานโรงงาน GMP (Good Manufacturing Practice) หรือ หลักเกณฑ์ในการผลิตสิ่งเกี่ยวข้องกับอาหาร (food grade)</p>
<p><strong>DD Paper Cup</strong> ได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม โดยเลือกใช้วัตถุดิบในการผลิตที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ สามารถย่อยสลายได้ อย่าง Bio PBS จาก อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง มาเป็นส่วนประกอบสำคัญ พร้อมการันตีคุณภาพด้วยรางวัล Asia star 2020 “ประเภท Eco Packaging” และรางวัล Thaistar Packaging Awards 2020 “บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Eco Package” พร้อมกับผนวกเอานวัตกรรมอย่าง Renewable Source และ Waste Reduction มาสร้างจุดต่างในการทำธุรกิจ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41900 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/DD.jpg" alt="" width="800" height="630" /></p>
<p><strong><em>นวัตกรรมทั้งหมดนี้ ถือเป็นความตั้งใจของผู้ประกอบการไทย ที่มุ่งเน้นในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้ง ซึ่งไม่เพียงแค่การตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืนของไทย ที่จะก้าวไปสู่ Net Zero ในปี 2050 แต่ยังสอดคล้องกับเป้าหมายของทั่วโลก รวมถึง สร้างโอกาสในการส่งออกไปยังต่างประเทศ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย และสร้างมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรของไทย ให้ใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า และยั่งยืนมากที่สุด</em></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา  : TCDC , Chaona , INBEING, SMS Group, Fang Thai , SME ONE , cupdd.com , กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพานิชย์ (สัมมนาเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการไทย “บรรจุภัณฑ์สินค้าส่งออก เพื่อตอบโจทย์ตลาดยุโรป ตามกฎหมาย PPWR” ครั้งที่ 2)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/5-innovation-thai-biobased-material/">5 นวัตกรรม Bio-based Packaging ​เปลี่ยนพืช สู่ &#8216;วัสดุทดแทนพลาสติก&#8217; ​​ฝีมือคนไทย​ เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจชีวภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศูนย์กำจัดขยะหนองแขม 2 พร้อมรับขยะเข้าทดสอบระบบ Waste to Energy ซีแอนด์จีฯ เปิดครบ 3 ศูนย์ เพิ่มศักยภาพ กทม. ลดขยะฝังกลบ 30% ผลิตไฟฟ้าได้ 79.8 เมกะวัตต์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/new-sky-waste-to-energy-nong-kham/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 02 May 2026 10:28:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[C&G Environmental Protection]]></category>
		<category><![CDATA[New Sky Energy Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[Waste to Energy]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะฝังกลบ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[หนองแขม 1]]></category>
		<category><![CDATA[หนองแขม 2]]></category>
		<category><![CDATA[เหอ หนิง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการกำจัดขยะเพื่อผลิตไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[โรงกำจัดขยะไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมหนองแขม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้าขยะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41529</guid>

					<description><![CDATA[<p>การกำจัดขยะ ถือเป็นความท้าทายในการแก้ปัญหาด้านการบริหารจัดการเมือง ใน​ทุกเมืองของโลก เพราะไม่เพียงความท้าทายเรื่องของปริมาณ แต่ยังมีปัณหาเรื่องกลิ่นจากการหมักหมม รวมทั้งหากบริหารจัดการไม่ดียังอาจเป็นแหล่งกำเนิดของเชื้อโรคและการแพร่ระบาดของโรคต่างๆ ขณะที่ปริมาณขยะในแต่ละวันของ กทม.​ จาก 50 เขต มีรวมกันไม่ต่ำกว่า 10,500 ตันต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากเกินกว่าจะจัดการขยะเหล่านี้ด้วยวิธีฝังกลบได้ทั้งหมด ทำให้ในอดีตมีภาพของขยะที่ถูกทิ้งกองเป็นภูเขาถูกทิ้งไว้ในหลายพื้นที่ นำมาสู่การแก้ปัญหาด้วยการก่อสร้าง &#8216;โรงกำจัดขยะไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมหนองแขม&#8217; เป็นแห่งแรก ในปี 2016 เพื่อช่วยการบริหารจัดการขยะอย่างถูกวิธี การกำจัดขยะมูลฝอยด้วยการเผาไหม้ถือเป็นกลุ่มเทคโลโนยีใหม่ที่ทาง กทม. เริ่มนำมาใช้ด้วยการนำความร้อนจากการเผาขยะในเตาเผาที่มีความร้อนสูง และนำความร้อนที่ได้ไปผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า ส่วนไอเสียและน้ำเสีย เมื่อผ่านการบำบัดแล้ว จะถูกควบคุมให้มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมตามกำหนด สำหรับโรงกำจัดขยะไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมหนองแขม 1  ได้ดำเนินการมาครบ 10 ปี มีศักยภาพรองรับปริมาณขยะฝังกลบของ กทม. ได้ราว  500 ตันต่อวัน หรือประมาณ 5% ของปริมาณขยะฝังกลบทั้งหมดของ กทม. ครอบคลุมในพื้นที่ 6 เขต ประกอบด้วย หนองแขม ทวีวัฒนา ภาษีเจริญ บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ และบางรัก ซึ่ง​สามารถนำไปผลิตไฟฟ้าได้ 9.8 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/new-sky-waste-to-energy-nong-kham/">ศูนย์กำจัดขยะหนองแขม 2 พร้อมรับขยะเข้าทดสอบระบบ Waste to Energy ซีแอนด์จีฯ เปิดครบ 3 ศูนย์ เพิ่มศักยภาพ กทม. ลดขยะฝังกลบ 30% ผลิตไฟฟ้าได้ 79.8 เมกะวัตต์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การกำจัดขยะ ถือเป็นความท้าทายในการแก้ปัญหาด้านการบริหารจัดการเมือง ใน​ทุกเมืองของโลก เพราะไม่เพียงความท้าทายเรื่องของปริมาณ แต่ยังมีปัณหาเรื่องกลิ่นจากการหมักหมม รวมทั้งหากบริหารจัดการไม่ดียังอาจเป็นแหล่งกำเนิดของเชื้อโรคและการแพร่ระบาดของโรคต่างๆ</p>
<p><span id="more-41529"></span></p>
<p>ขณะที่ปริมาณขยะในแต่ละวันของ กทม.​ จาก 50 เขต มีรวมกันไม่ต่ำกว่า 10,500 ตันต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากเกินกว่าจะจัดการขยะเหล่านี้ด้วยวิธีฝังกลบได้ทั้งหมด ทำให้ในอดีตมีภาพของขยะที่ถูกทิ้งกองเป็นภูเขาถูกทิ้งไว้ในหลายพื้นที่ นำมาสู่การแก้ปัญหาด้วยการก่อสร้าง &#8216;<strong>โรงกำจัดขยะไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมหนองแขม&#8217;</strong> เป็นแห่งแรก ในปี 2016 เพื่อช่วยการบริหารจัดการขยะอย่างถูกวิธี</p>
<p>การกำจัดขยะมูลฝอยด้วยการเผาไหม้ถือเป็นกลุ่มเทคโลโนยีใหม่ที่ทาง กทม. เริ่มนำมาใช้ด้วยการนำความร้อนจากการเผาขยะในเตาเผาที่มีความร้อนสูง และนำความร้อนที่ได้ไปผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า ส่วนไอเสียและน้ำเสีย เมื่อผ่านการบำบัดแล้ว จะถูกควบคุมให้มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมตามกำหนด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41530 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/NK7.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับโรงกำจัดขยะไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมหนองแขม 1  ได้ดำเนินการมาครบ 10 ปี มีศักยภาพรองรับปริมาณขยะฝังกลบของ กทม. ได้ราว  500 ตันต่อวัน หรือประมาณ 5% ของปริมาณขยะฝังกลบทั้งหมดของ กทม. ครอบคลุมในพื้นที่ 6 เขต ประกอบด้วย หนองแขม ทวีวัฒนา ภาษีเจริญ บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ และบางรัก ซึ่ง​สามารถนำไปผลิตไฟฟ้าได้ 9.8 เมกะวัตต์  โดย <em><strong>นับตั้งแต่เปิดโรงงานหนองแขมมาครบ 1 ทศวรรษ สามารถกำจัดขยะให้ กทม. ไปได้แล้วเกือบ 1.7 ล้านตัน และสามารถจำหน่ายไฟฟ้าไปได้แล้วมากกว่า 636 ล้านกิโลวัตต์</strong></em></p>
<p>ที่สำคัญ <em><strong>ในปี 2026 นี้ กทม. ได้​เปิดดำเนินการโรงงานเตาเผาขยะเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง ภายใต้การดำเนิน &#8216;โครงการกำจัดขยะมูลฝอยด้วยวิธีเผาไหม้ ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน&#8217; ผ่านการก่อสร้าง​โรง​กำจัดขยะเพื่อผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติมที่อ่อนนุช และ หนองแขม เป็นแห่งที่ 2</strong></em>  ซึ่งทั้งสองแห่งนี้ มีความสามารถรองรับการเผาไหม้ได้สูงสุดถึง 1,600 ตันต่อวัน และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 35 เมกะวัตต์ <em><strong>ดังนั้น หลังการดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบของศูนย์ขยะทั้ง 3 แห่งนี้ จะทำให้ กทม. เพิ่มศักยภาพในการลดปริมาณขยะฝังกลบ ได้ราว 3,700 ตันต่อวัน หรือราว 25-30%  และสามารถผลิตไฟฟ้าตามแนวทาง Waste to Energy ได้รวม 79.8 เมกะวัตต์ต่อวัน </strong></em></p>
<p>ทั้งนี้ <strong>บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด</strong> (C&amp;G Environmental Protection (Thailand)) ผู้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ทั้ง 2 ศูนย์ ได้เปิดดำเนินการ​ <strong>&#8216;ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม แห่งที่ 2&#8217; </strong> พร้อมเปิดรับขยะเข้าเพื่อทดสอบระบบภายในเดือนพฤษภาคมเรียบร้อยแล้ว  โดยศูนย์กำจัดขยะหนองแขม แห่งที่ 2 นี้ จะดูแลรับผิดชอบในเขตรัศมีโดยรอบ 5 กิโลเมตร ครอบคลุม 3 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร (หนองแขม, บางแค, ทวีวัฒนา) สมุทรสาคร (อ้อมน้อย, สวนหลวง) และนครปฐม (กระทุ่มล้ม, บางระทึก) รวมทั้งสิ้น 3 เขต 4 ตำบล 152 ชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41532 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/NK4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณเหอ หนิง</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม แห่งที่ 2 ใช้เทคโนโลยีกำจัดกลิ่นด้วยม่านอากาศ 2 ชั้น เครื่องตรวจวัดเสียง และ E-nose วิเคราะห์กลิ่นและแสดงผลแบบเรียลไทม์ รวมทั้งห้องควบคุมการทำงาน (DCS) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>สำหรับกระบวนการกำจัดขยะของโครงการฯ มีการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยขยะถูกนำมาเทในบ่อพักซึ่งมีขนาดรอบรับได้ถึง 24,000 ตัน ซึ่งอยู่ภายในอาคารระบบปิด โดยจะทำการพักขยะไว้ราว 3–5 วัน เพื่อลดความชื้น ใช้เครนคีบขยะเข้าสู่ เตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) ควบคุมอุณหภูมิประมาณ 850–1,100°C นำความร้อนต้มน้ำเป็นไอน้ำแรงดันสูง หมุนกังหันไอน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 35 เมกะวัตต์</p>
<p>การทำงานของ บ่อรับขยะของโครงการฯ ได้รับการออกแบบเป็น ระบบปิด (Closed System) มีความจุในการรองรับขยะได้สูงถึงประมาณ 24,000 ตัน ซึ่งถือเป็นโครงสร้างสำคัญของระบบกำจัดมูลฝอยสมัยใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร ส่วนทคโนโยลีกำจัดกลิ่นนั้นได้ติดตั้ง เครื่อง E-nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Nose) ซึ่งเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะที่จำลองการรับรู้กลิ่นของมนุษย์ โดยใช้ชุดเซนเซอร์ (Sensor Array) เพื่อตรวจจับสารระเหยในอากาศและแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัลในรูปแบบ Odor Fingerprint จากนั้นนำข้อมูลไปประมวลผลร่วมกับเทคโนโลยี AI เพื่อวิเคราะห์ จำแนกประเภท และวัดระดับความเข้มข้นของกลิ่นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการติดตาม เฝ้าระวัง และควบคุมกลิ่นในพื้นที่บ่อพักขยะได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41531 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/NK6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน ภายในบ่อพักขยะยังได้นำเทคโนโลยีห้องบ่อพักขยะแรงดันลบ (Negative Pressure System) มาใช้โดยออกแบบให้ภายในอาคารบ่อพักขยะมีความดันอากาศต่ำกว่าภายนอก ส่งผลให้อากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่ภายในตลอดเวลา ทำให้กลิ่นจากขยะไม่สามารถรั่วไหลออกสู่ภายนอกได้ อากาศภายในบ่อพักขยะมูลฝอยจึงถูกดูดเข้าสู่ระบบเตาเผาเพื่อนำไปใช้ในกระบวนการเผาไหม้ ทำให้กลิ่นและก๊าซต่าง ๆ ถูกกำจัดไปพร้อมกับกระบวนการเผาไหม้ที่มีอุณหภูมิสูง 850–1,100°C ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการควบคุมกลิ่นและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบของโครงการ</p>
<p><em>&#8220;ด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงที่นำมาใช้ภายในศูนย์กำจัดขยะแห่งนี้ จึงมั่นใจได้ว่า กลิ่นจากขยะจะถูกควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่แพร่กระจายออกสู่พื้นที่ภายนอก เนื่องจากอากาศภายในบ่อพักขยะทั้งหมดถูกนำเข้าสู่กระบวนการเผาไหม้ในเตาเผาที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งสามารถกำจัดกลิ่นและก๊าซต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้การดำเนินงานของโครงการเป็นไปอย่างปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ นอกจากนี้ โครงการฯ ได้ติดตั้งระบบตรวจวัดระดับเสียง (Noise Monitoring System) แบบเรียลไทม์ เพื่อเฝ้าระวังและวิเคราะห์ระดับเสียงตลอด 24 ชั่วโมง หากค่าระดับเสียงเกินเกณฑ์มาตรฐาน ระบบจะแจ้งเตือนทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที ช่วยลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ และยกระดับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41533 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/NK1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม โครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ถือเป็นหนึ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานตามแนวทาง<strong>  Waste to Energy </strong> เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานทางเลือกและส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันขาดแคลนและมีราคาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งหากโครงการแล้วเสร็จและดำเนินการได้รวดเร็ว จะทำให้ประเทศชาติสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวช่วย​​บริหารจัดการขยะภายในเมือง รวมทั้งยังช่วยลดภาระ กทม. ในการขนส่งขยะไปสู่บ่อฝังกลบ ซึ่งอยู่จังหวัดรอบนอก อาทิ กำแพงแสน พนมสารคาม ฉะเชิงเทรา หรือนครปฐม ซึ่งการขนส่งเหล่านี้ จะกลายเป็นภาระต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นให้แก่หน่วยงานภาครัฐมากขึ้นด้วย</p>
<p>ดังนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงควรส่งเสริมการดำเนินงานของภาคเอกชน เพื่อกำจัดอุปสรรคที่ทำให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปได้อย่างล่าช้า เช่น ความซ้ำซ้อนและไม่มีเอกภาพในขั้นตอนต่างๆ เช่น การขอใบอนุญาตจากแต่ละประเภทจากหน่วยงานรับผิดชอบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อกำหนด ​ระเบียบข้อบังคับ​ และกฎหมายต่างๆ  ไปจนถึงความพร้อมในการจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นในการดำเนินโครงการด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบน้ำ ระบบไฟ เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานให้สูงขึ้น รวมทั้งระยะเวลาในการส่งมอบโครงการให้ทันได้ตามกำหนด และสามารถเริ่มดำเนินโครงการได้ตามแผนที่วางไว้  เพื่อเร่งขับเคลื่อน​​การยกระดับ​​ศักยภาพและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากข้ึน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/new-sky-waste-to-energy-nong-kham/">ศูนย์กำจัดขยะหนองแขม 2 พร้อมรับขยะเข้าทดสอบระบบ Waste to Energy ซีแอนด์จีฯ เปิดครบ 3 ศูนย์ เพิ่มศักยภาพ กทม. ลดขยะฝังกลบ 30% ผลิตไฟฟ้าได้ 79.8 เมกะวัตต์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ENTEC สวทช. ชู H-FAME ไบโอดีเซลพรีเมียม เพิ่มทางเลือกเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ ลดความเสี่ยงวิกฤตความมั่นคงทางพลังงาน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/h-fame-premium-biodiesel/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 11:49:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiesel]]></category>
		<category><![CDATA[Biofuel]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[​ENTEC]]></category>
		<category><![CDATA[ENTEC สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[H-FAME]]></category>
		<category><![CDATA[Logistics]]></category>
		<category><![CDATA[NSTDA]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภฤกษ์ เห็นประเสริฐแท้]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันดีเซล]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ซัน-อัพ รีไซคลิง จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[วิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สยามณัฐ พนัสสรรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[เชื้อเพลิงชีวภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41468</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญ แต่ภาคขนส่งโดยเฉพาะรถบรรทุกและเครื่องจักรกลหนัก ยังจำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซล  น้ำมันไบโอดีเซลคุณภาพสูง หรือ H-FAME สามารถเป็นอีกหนึ่งคำตอบในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Fuel) สู่เทคโนโลยีใหม่ในอนาคต ด้วยคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ เป็น Drop-in Fuel ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันที ลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 50% และลดการปล่อยฝุ่น PM ได้สูงถึง 86% เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียม ได้มีการทดสอบภาคสนามทดแทนน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียมได้มากกว่าไบโอดีเซลทั่วไป ที่ผสมได้ไม่เกิน 20% หรือ B20 H-FAME โอกาส &#8216;เชื้อเพลิงชีวภาพคาร์บอนต่ำ&#8217; ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์  หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. สะท้อนมุมมองว่า แม้โลกกำลังก้าวสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว แต่ภาคการขนส่งสินค้ายังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้ในทันที เทคโนโลยีต้องการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ รวมถึงข้อจำกัดด้านต้นทุน ทำให้เชื้อเพลิงทางเลือกยังคงมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ โดยเฉพาะเชื้อเพลิงที่สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก ซึ่งในบริบทนี้ H-FAME ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อขจัดข้อจำกัดของไบโอดีเซลทั่วไป โดยเฉพาะด้านเสถียรภาพต่อการเกิดออกซิเดชั่น (Oxidation Stability) ช่วยรักษาค่ากรดให้เป็นไปตามมาตรฐานแม้มีการกักเก็บเป็นระยะเวลานาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/h-fame-premium-biodiesel/">ENTEC สวทช. ชู H-FAME ไบโอดีเซลพรีเมียม เพิ่มทางเลือกเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ ลดความเสี่ยงวิกฤตความมั่นคงทางพลังงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญ แต่ภาคขนส่งโดยเฉพาะรถบรรทุกและเครื่องจักรกลหนัก ยังจำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซล  น้ำมันไบโอดีเซลคุณภาพสูง หรือ <strong>H-FAME</strong> สามารถเป็นอีกหนึ่งคำตอบในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Fuel) สู่เทคโนโลยีใหม่ในอนาคต</p>
<p><span id="more-41468"></span></p>
<p>ด้วยคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ เป็น <strong>Drop-in Fuel</strong> ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันที ลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 50% และลดการปล่อยฝุ่น PM ได้สูงถึง 86% เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียม ได้มีการทดสอบภาคสนามทดแทนน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียมได้มากกว่าไบโอดีเซลทั่วไป ที่ผสมได้ไม่เกิน 20% หรือ B20</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41470 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/H-FAME.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>H-FAME โอกาส &#8216;เชื้อเพลิงชีวภาพคาร์บอนต่ำ&#8217;</strong></p>
<p><strong>ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์</strong>  <strong>หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ </strong><strong>ENTEC </strong><strong>สวทช.</strong> สะท้อนมุมมองว่า แม้โลกกำลังก้าวสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว แต่ภาคการขนส่งสินค้ายังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้ในทันที เทคโนโลยีต้องการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ รวมถึงข้อจำกัดด้านต้นทุน ทำให้เชื้อเพลิงทางเลือกยังคงมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้</p>
<p>โดยเฉพาะเชื้อเพลิงที่สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก ซึ่งในบริบทนี้ H-FAME ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อขจัดข้อจำกัดของไบโอดีเซลทั่วไป โดยเฉพาะด้านเสถียรภาพต่อการเกิดออกซิเดชั่น (Oxidation Stability) ช่วยรักษาค่ากรดให้เป็นไปตามมาตรฐานแม้มีการกักเก็บเป็นระยะเวลานาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41473 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ดร.พีรวัฒน์-สายสิริรัตน์_0.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งยังลดการเกิดตะกอนที่ก่อให้เกิดการอุดตันในระบบเชื้อเพลิงและการเสื่อมสภาพของหัวฉีด ส่งผลให้สามารถยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังคงความสามารถของไบโอดีเซลทั่วไปไว้ ทั้งในการลดมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก และการชะล้างชิ้นส่วนในระบบเชื้อเพลิง</p>
<p><em>&#8220;จุดเด่นสำคัญของ H-FAME คือเป็นเชื้อเพลิงประเภท Drop-in Fuel สามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลง จึงถือเป็น <strong>&#8216;คำตอบที่ใช้งานได้จริงในปัจจุบัน&#8217;</strong> เพราะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทันทีในวงกว้าง โดยเฉพาะในภาคขนส่งเชิงพาณิชย์ เช่น รถบรรทุก ที่ใช้ในภาคโลจิสติกส์ ซึ่งยังพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก การใช้ H-FAME จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 ได้อย่างเป็นรูปธรรม&#8221;</em></p>
<p>นอกจากนี้ H-FAME ยังมีบทบาทในมิติทางเศรษฐกิจและนโยบายพลังงานของประเทศ การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบในประเทศ เช่น น้ำมันปาล์ม จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ และบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41471 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/S__49365093.png" alt="" width="1200" height="670" /></p>
<p><em>&#8220;ยิ่งเราใช้พลังงานที่ผลิตได้เองมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยลดแรงกดดันด้านราคา และสร้างเสถียรภาพให้กับระบบพลังงานของประเทศมากขึ้น ในภาพรวม <strong>H-FAME จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกของเชื้อเพลิงชีวภาพแต่จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายพลังงานของภาครัฐเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน</strong> ช่วยเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างน้ำมันปาล์ม กระจายรายได้สู่ภาคการเกษตร และเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม บทบาทของเราคือการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือให้ประเทศเดินไปสู่พลังงานสะอาดได้จริง&#8221;</em></p>
<p><strong>ดร.ศุภฤกษ์ เห็นประเสริฐแท้ นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ </strong><strong>ENTEC </strong><strong>สวทช</strong><strong>.</strong> อธิบายถึงภาพรวม​การพัฒนา H-FAME หรือ Premium Biodiesel ว่าข้อจำกัดสำคัญของไบโอดีเซลแบบดั้งเดิม (FAME) คือการเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศได้ง่าย ทำให้เชื้อเพลิงเสื่อมสภาพซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบจ่ายเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องยกระดับคุณภาพของไบโอดีเซล โดยเฉพาะหากต้องการผลักดันการใช้งานในรูปแบบ B100 ได้จริงในอนาคต จากปัจจุนมีการใช้งานในสัดส่วนที่ B20</p>
<p>ทั้งนี้ เทคโนโลยีการผลิต H-FAME ​พัฒนาขึ้นด้วยกระบวนการ<strong> Partial Hydrogenation</strong> เพื่อปรับปรุงโครงสร้างโมเลกุลของไบโอดีเซลในปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่ได้คือไบโอดีเซลพรีเมียมที่มีความเสถียรสูงขึ้นโดยสามารถต้านทานการเสื่อมสภาพจากปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ดีกว่าไบโอดีเซลทั่วไปมากกว่า 3 เท่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41474 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ดร.ศุภฤกษ์-เห็นประเสริฐแท้-2_0.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบัน​ทีมวิจัยได้ออกแบบระบบการผลิตแบบต่อเนื่องที่เป็นต้นแบบในระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Pilot Sacle) ผ่านกำลังการผลิตประมาณ 500 ลิตรต่อวัน และได้ยื่นจดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิต H-FAME แล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดสู่การผลิตในระดับเชิงพาณิชย์ สำหรับความพร้อมในการใช้งานจริง ​พร้อมทั้งร่วมดำเนินการทดสอบภาคสนาม​กับภาคเอกชนในหลากหลายอุตสาหกรรม  เพื่อนำ H-FAME​ ไปใช้งานจริงทั้งในเครื่องจักรและยานยนต์หลายประเภท มากกว่า 3,000 ลิตร ทั้งรถโฟล์คลิฟท์ รถงานก่อสร้าง และรถบรรทุกสารเคมี โดยถูกใช้งานสูงสุดในรูปแบบ B100 แบบไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของเชื้อเพลิงชนิดนี้ การใช้งาน H-FAME สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 50% และลดการปล่อยฝุ่นควัน PM ได้สูงถึง 86% เมื่อเทียบกับน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียม&#8221;</em></p>
<p>ปัจจุบันทีมวิจัยอยู่ระหว่างการหารือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไบโอดีเซลของไทย เพื่อขยายกำลังการผลิต โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนาไปสู่โรงงานสาธิตที่มีกำลังการผลิตในระดับ 10,000–30,000 ลิตรต่อวัน เพื่อรองรับการใช้งานจริงในภาคขนส่ง และเป็นกลไกสำคัญของประเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด H-FAME จึงไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมเชื้อเพลิง แต่เป็นคำตอบเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีในโครงสร้างพื้นฐานเดิม ซึ่งจะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><strong>ผู้ประกอบการ​นำร่อง &#8216;ใช้งานจริง&#8217; ทดสอบประสิทธิภาพ</strong></p>
<p>สำหรับภาคธุรกิจ​​ เหตุผลในการเลือกใช้พลังงานไม่ได้มองเพียงแค่​เรื่องต้นทุน แต่มองถึงศักยภาพที่เพิ่มขึ้นในการเพิ่มความสามารถ​การแข่งขัน​ระยะยาวให้กับธุรกิจด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41472 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/คุณสยามณัฐ-พนัสสรรณ์_0.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณสยามณัฐ พนัสสรรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัน-อัพ รีไซคลิง จำกัด </strong>กล่าวใน​มุมมอง​ผู้ประกอบการต่อการนำ H-FAME มาใช้เป็นเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ โดยระบุว่า การนำ H-FAME มาใช้ในธุรกิจของตัวเอง แม้ว่าจะมีตุ้นทุนแพงกว่าไบโอดีเซลทั่วไป เนื่องจาก สามารถนำไปช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินท์ภายในองค์กรได้ เพื่อตอกย้ำการเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการทำตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะการปรับตัวรับ CBAM ของสหภาพยุโรป</p>
<p>แต่สถานการณ์ในปัจจุบัน ที่เกิดวิกฤตด้านพลังงานทำให้ปัจจัยด้านความมั่นคงทางพลังงานเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาช่วยผลักดันการใช้งาน H-FAME ให้มีความแพร่หลายเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><em>​&#8221;ที่ ซัน-อัพ รีไซคลิง เราดำเนินธุรกิจด้วยการเป็นผู้ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้ลูกค้า โดยให้บริการรีไซเคิลสารทำละลายอินทรีย์ (โซลเว้นท์) เช่น ทินเนอร์ แอลกอฮอล์ โทลูอีน ที่มีประสิทธิภาพและความบริสุทธิ์สูง และออกแบบ ผลิตเครื่องบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรม แบบ Evaporator  ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่ช่วยลดของเสียและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้กับภาคอุตสาหกรรมมาโดยตลอด แต่เมื่อเราหันกลับมามองการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยเฉพาะในกิจกรรมการขนส่งของเราเอง กลับพบว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก เพราะการเปลี่ยนไปใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV) ในงานขนส่งวัตถุไวไฟยังทำได้ยากและมีข้อจำกัดทางเทคนิค เราจึงมองหาทางเลือกใหม่ จนได้มาพบกับ H-FAME ซึ่งเป็นคำตอบที่ตอบโจทย์เราที่สุด&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41475 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/S__49365092.jpg" alt="" width="1200" height="677" /></p>
<p>นอกจากนี้ H-FAME ​สามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ ไม่ต้องลงทุนเครื่องชาร์จ และไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นใด ทำให้ไม่เกิดภาระการลงทุนใหม่ แม้ว่าในช่วงเริ่มต้นราคาของ H-FAME อาจจะสูงกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไปเล็กน้อย แต่บริษัทก็ยินดีที่จะลงทุนส่วนต่างนี้ เพราะเป็นต้นทุนที่คุ้มค่าในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ตามแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยโลก แต่ยังเป็นการช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ใน Scope 3 ให้กับลูกค้าของเราด้วย ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของเรามีความยั่งยืนไปพร้อมกัน​</p>
<p><em>&#8220;นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว H-FAME ยังสะท้อนถึงความมั่นคงทางพลังงานที่จับต้องได้ ในช่วงที่ผ่านมาเราเห็นผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกและปัญหาน้ำมันดีเซลขาดตลาดจากสภาวะสงคราม แต่ด้วยการใช้เชื้อเพลิงที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศ ผ่านนวัตกรรมของ สวทช. นี้​ ทำให้​สามารถก้าวข้ามความเสี่ยงเหล่านั้นไปได้ &#8220;</em></p>
<p><strong>H-FAME </strong><strong>หรือ </strong><strong>Premium Biodiesel</strong> สะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยในการพัฒนาเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำที่ใช้งานได้จริงในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยจุดเด่นเป็น Drop-in Fuel ใช้ได้ทันทีในเครื่องยนต์เดิม และรองรับการใช้งานในสัดส่วนที่สูงกว่าไบโอดีเซลทั่วไป (มากกว่า B20) โดยการทดลองสำหรับใช้งานจริง มีการใช้ที่ B50 แต่ในส่วนการทดลองในห้องปฏิบัติการสามารถใช้ได้ในระดับ B100 โดยไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ หรือกำลังในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์แต่อย่างใด จึงถือเป็นนวัตกรรมที่เพิ่มศักยภาพของประเทศไทย ทั้งการพัฒนานวัตกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพคาร์บอนต่ำ รวมทั้งลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนทั่วโลกอยู่ในปัจจุบัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41476 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/H-FAME-6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ วิจัย และเอกชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันสู่การผลิตและใช้งานในวงกว้าง เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน ซึ่งทาง ENTEC สวทช. เปิดกว้างสำหรับผู้สนใจ ทั้งการร่วมทดสอบการใช้งาน หรือในฝั่งผู้พัฒนาเชื้อเพลิง เพื่อสามารถขยายสเกลทั้งฟากดีมานด์ และซัพพลายเพื่อให้มีความคุ้มค่าในการลงทุนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงวิกฤตที่ราคาดีเซลเพิ่มสูงขึ้นและเสี่ยงทีจะขาดแคลน ขณะที่ราคาของ H-FAME จากศักยภาพ​การผลิตในปัจจุบันนี้ มีราคาสูงกว่าไบโอดีเซลทั่วไปที่ลิตรละประมาณ 2 บาท ขณะที่ราคาดีเซลในช่วงวิกฤตพลังงานทำให้ส่วนต่างเพิ่มมากขึ้น และเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการเร่งส่งเสริมตลาด H-FAME เพื่อขยายขนาดของให้มีความคุ้มค่าในเชิงการลงทุน และเติบโตจาก Pilot Scale สู่ระดับเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีศักยภาพ</p>
<p>สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการทดลองนำ <strong>H-FAME </strong>ไปใช้ภายในธุรกิจ เพื่อร่วมทดสอบใช้งานจริง หรือสนใจต่อยอดขยายปริมาณการผลิต <strong>H-FAME </strong>ในโครงการต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนภาคขนส่งไทยสู่สังคมคาร์บอนตํ่า สามารถติดต่อได้ที่ <strong>ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์</strong>  หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. E-mail: <a href="mailto:peerawat.sai@entec.or.th">peerawat.sai@entec.or.th</a> โทร. 02 564 6500 ต่อ 4747</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/h-fame-premium-biodiesel/">ENTEC สวทช. ชู H-FAME ไบโอดีเซลพรีเมียม เพิ่มทางเลือกเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ ลดความเสี่ยงวิกฤตความมั่นคงทางพลังงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เอ็นไอเอ เปิด 3 เทรนด์นวัตกรรมมาแรง ขับเคลื่อน &#8216;เทคโนโลยี -ธุรกิจ-ผู้บริโภค&#8217; ​​พร้อม 4 นโยบาย ขับเคลื่อนไทยสู่ประเทศไทย​ &#8216;เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม’</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/nia-disclose-innovation-trends-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 17 Jan 2026 11:29:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Green Circular]]></category>
		<category><![CDATA[Health & Wellness]]></category>
		<category><![CDATA[Hyper-Personalization]]></category>
		<category><![CDATA[innovation]]></category>
		<category><![CDATA[Innovation Nation]]></category>
		<category><![CDATA[Muketing]]></category>
		<category><![CDATA[National Innovation Agency Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[NIA]]></category>
		<category><![CDATA[PET]]></category>
		<category><![CDATA[Silver Solution]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[Trends]]></category>
		<category><![CDATA[ชาตินวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์ผู้บริโภค]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39416</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิด​ 3 เทรนด์นวัตกรรมที่น่าสนใจในปี 2569 ได้แก่ เทรนด์ทางเทคโนโลยี (Technology Trends) เทรนด์ทางธุรกิจ (Market Trends) และเทรนด์ในผู้บริโภค (Consumer Trends) พร้อมเปิด 4 นโยบายขับเคลื่อนนวัตกรรม ​ประกอบด้วย 1) ส่งเสริมการลงทุนธุรกิจนวัตกรรม (Investment), 2) เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนานวัตกรรม (Innovation Linkages),  3) ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมในระดับพื้นที่ (Regionalization of Innovation) และ 4) ยกระดับทักษะนวัตกรรมของประเทศ (Innovation Competency at Large) เพื่อเร่งส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาศักยภาพการเติบโต และการกระจายตัวของธุรกิจนวัตกรรมให้พร้อมเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยต่อไปอย่างยั่งยืน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA เปิดเผยว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/nia-disclose-innovation-trends-2026/">เอ็นไอเอ เปิด 3 เทรนด์นวัตกรรมมาแรง ขับเคลื่อน &#8216;เทคโนโลยี -ธุรกิจ-ผู้บริโภค&#8217; ​​พร้อม 4 นโยบาย ขับเคลื่อนไทยสู่ประเทศไทย​ &#8216;เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) </strong>หรือ<strong> NIA</strong> กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิด​ 3 เทรนด์นวัตกรรมที่น่าสนใจในปี 2569 ได้แก่ เทรนด์ทางเทคโนโลยี (Technology Trends) เทรนด์ทางธุรกิจ (Market Trends) และเทรนด์ในผู้บริโภค (Consumer Trends)</p>
<p><span id="more-39416"></span></p>
<p>พร้อมเปิด 4 นโยบายขับเคลื่อนนวัตกรรม ​ประกอบด้วย 1) ส่งเสริมการลงทุนธุรกิจนวัตกรรม (Investment), 2) เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนานวัตกรรม (Innovation Linkages),  3) ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมในระดับพื้นที่ (Regionalization of Innovation) และ 4) ยกระดับทักษะนวัตกรรมของประเทศ (Innovation Competency at Large) เพื่อเร่งส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาศักยภาพการเติบโต และการกระจายตัวของธุรกิจนวัตกรรมให้พร้อมเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยต่อไปอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA เปิดเผยว่า ​การก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค แนวคิดสลับขั้วทางการค้าที่นำไปสู่มาตรการภาษีตอบโต้แบบเท่าเทียมที่สร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่มูลค่าโลก ตลอดจนปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติทางธรรมชาติ กลายเป็นกระแสความเปลี่ยนแปลงหลักที่เกิดขึ้นในปี 2568</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39531 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/AW-ประกอบข่าว-1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ทั้งนี้ ​ <strong>‘นวัตกรรม’</strong> ยังคงเป็นส่วนสำคัญ เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนเหล่านี้​ โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทย ​ที่ต้องติดตามและปรับตัวให้ทันกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด​ เพื่อสามารถขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โ​ดยในปี 2569 นี้ NIA มอง​ Top3 ของเทรนด์นวัตกรรมที่น่าจับตาพร้อมทั้งการเกิดโอกาสทางธุรกิจจากเทรนด์แต่ละด้าน ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>1. เทรนด์ทางเทคโนโลยี (Technology Trends) : ​</strong>โดยเทรนด์ต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจ​<strong> ‘ต้นทุนถูกลง’</strong> และ <strong>‘สร้างความสามารถในแข่งขันในระยะยาว’ </strong>โดย​ 3 เทรนด์ทางเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ​ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; Agentic AI (ปัญญาประดิษฐ์    เชิงปฏิบัติการ) หรือ AI ที่สามารถทำงานแทนคนได้</strong>อย่างการตอบแชทลูกค้าพร้อมปิดการขาย การจัดการคำสั่งซื้อ  การจองคิว การเปรียบเทียบราคา และการสั่งซื้อสินค้าโดยอัตโนมัติ</p>
<p><strong>&#8211; Hyper-Automation (ระบบอัตโนมัติเชื่อมโยง)</strong> ระบบบอทที่ช่วยลดงานซ้ำๆ เพิ่มประสิทธิภาพ และความแม่นยำ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เมื่อมีคำสั่งซื้อจากร้านค้า ข้อมูลจะวิ่งไปตัดสต็อกในระบบบัญชี และออกใบแปะหน้าขนส่งทันทีโดยไม่ต้องใช้คนคีย์ข้อมูลซ้ำ</p>
<p><strong>&#8211; Carbon Accounting (ระบบคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์) </strong>ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีการส่งออกหรือเป็นซัพพลายเออร์ให้กับบริษัทใหญ่ โดยต้องจัดทำตั้งแต่การใช้พลังงาน การผลิต การขนส่ง และของเสีย เพื่อให้ทราบถึงร่องรอยการปลดปล่อยคาร์บอน เนื่องจากความเข้มงวดของกฎระเบียบโลก เช่น CBAM ของยุโรป ตลอดจน พ.ร.บ. โลกร้อนที่อยู่ระหว่างการเตรียมการ</p>
<p><strong>2. เทรนด์ทางธุรกิจ (Market Trends) : </strong>สะท้อนแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจและอุตสาหกรรมจากกลุ่มต่างๆ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการดึงดูดกำลังซื้อของลูกค้าและผู้บริโภค  โดย 3 เทรนด์กลุ่ม​ธุรกิจที่น่าจับตามอง ประกอบด้วย</p>
<p><strong>&#8211; Health and Wellness (ธุรกิจฮีลกายและใจ)</strong> ที่ไม่ได้มีแค่การ ‘รักษา’ แต่รวมถึงการ ‘ป้องกัน’ และการ ‘บำบัด’ ในกลุ่มคนวัยทำงานที่มีความเครียดสะสมมักพบปัญหา Office Syndrome และปัญหาการนอนหลับ จึงเป็นโอกาสให้กลุ่มธุรกิจและบริการ ​เช่น คลินิกกายภาพบำบัด, ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม/เทียนหอมช่วยการนอนหลับ, อาหารเสริมคลายเครียดจากสมุนไพรไทย หรือธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รมทั้งกิจกรรมโยคะ/ทำสมาธิ  เป็นต้น</p>
<p><strong>&#8211; Pet Economy (เศรษฐกิจทาสหมาแมว)</strong>  ตลาดสัตว์เลี้ยงในไทยถือว่าเป็นตลาดที่เติบโตได้สวนกระแสเศรษฐกิจ จากที่เคยเป็นธุรกิจที่มีตลาดเฉพาะกลุ่ม กลายมาเป็นธุรกิจกระแสหลักที่เริ่มมีคนกระโดดเข้ามาแย่งส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น เช่น อาหารสัตว์เกรด Holistic/Organic ปรุงสุกใหม่ (Fresh Pet Food), เสื้อผ้าสัตว์เลี้ยงแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบให้มีฟังก์ชันสำหรับแมว ตลอดจนบริการสปา คอนโดและโรงแรมสำหรับสัตว์เลี้ยง</p>
<p><strong>&#8211; Green &amp; Circular Business (สร้างคุณค่าจากของเหลือใช้)</strong> เทรนด์รักษ์โลก ทำให้ธุรกิจ ‘Upcycling’ และ ‘Recycling’ ได้รับความสนใจ สินค้าและบริการที่มีความเป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม หรือมีเรื่องราวสอดรับกับเทรนด์รักษ์โลก ​แม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไป หรือมีภาระด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นในมุมของผู้ผลิต แต่ก็ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด และช่วยสร้างโอกาสที่ดีสำหรับภาคธุรกิจ หรือ SME ในการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค้าให้วัตถุดิบในท้องถิ่น หรือต่อยอดวัตถุดิบเหลือทิ้ง ผ่านการออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้งาน หรือตามเทรนด์แฟชัน ​เช่น ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ, ธุรกิจแฟชันจากวัสดุหมุนเวียน, สินค้าอุปโภคบริโภคแบบเติม (Refill Station) เพื่อช่วยลดปริมาณขยะพลาสติก  เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39530 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Re-nia3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>3. เทรนด์ผู้บริโภค (Consumer Trends) : </strong>พฤติกรรมคนไทยเปลี่ยนไป   สู่ความ ‘คุ้มค่า’ และ ‘ใส่ใจตัวเอง’ มากขึ้น โดย 3 เทรนด์​พฤติกรรม​ที่​​เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคที่มีความน่าสนใจ ประกอบด้วย</p>
<p><strong>&#8211; Hyper-Personalization (รู้ใจรายคน)</strong> ลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่สินค้าคุณภาพดี แต่ต้องการสินค้าที่<strong> ‘เหมาะกับฉันคนเดียว’</strong> โดยฟันเฟืองสำคัญคือการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ข้อมูล เพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เช่น อาหารเสริมที่จัดชุดตามผลตรวจเลือด สกินแคร์ที่ปรับสูตรตามสภาพผิวเฉพาะ เป็นต้น</p>
<p><strong>&#8211; Silver Solution (สูงวัยมีสุข)</strong> ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ ดังนั้น การออกแบบธุรกิจและบริการเพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับลูกค้ากลุ่มนี้จะช่วยสร้างความแตกต่าง  ให้กับธุรกิจ เช่น บริการปรับปรุงห้องน้ำ/บ้านเพื่อความปลอดภัย ทัวร์ท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์สำหรับวัยเกษียณ บริการผู้ช่วยพาไปหาหมอ</p>
<p><strong>&#8211; Muketing หรือ Magic Economy (สายมูฮีลใจ)</strong> ความเชื่อและความศรัทธาอยู่คู่กับคนไทยมายาวนานจนกลายเป็นวิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรม ที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เหมาะกับการส่งเสริมธุรกิจทัวร์ทำบุญไหว้พระ ผลิตภัณฑ์บนความเชื่ออย่างกำไลข้อมือและตะกรุดแฟชั่น ซึ่งผสมรวมระหว่างงานศิลปะกับความเชื่อเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติที่มีพลังวิเศษ เป็นต้น</p>
<p><strong>4 นโยบายขับเคลื่อนการพัฒนา &#8216;นวัตกรรม&#8217; ประเทศไทย</strong></p>
<p><strong>ดร. กริชผกา</strong> <strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า</strong> ที่ผ่านมา NIA มีเป้าหมายสำคัญในการปรับเปลี่ยนประเทศไปสู่ <strong>‘เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม’ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวที่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต</strong> โดยมีธุรกิจสตาร์ตอัปและผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งสร้างอุตสาหกรรมใหม่เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และผลักดันนวัตกรรมไทยให้เติบโต</p>
<p>ทั้งนี้ ​ก้าวสู่การเป็น <strong>‘ชาตินวัตกรรม’ </strong>​มีเป้าหมายหลัก ได้แก่ <strong>1)</strong> <strong>การพัฒนานวัตกรรมบนฐานเทคโนโลยีขั้นสูง </strong>ซึ่งมีความซับซ้อนที่เป็นจุดแข็งและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย <strong>2)</strong> <strong>การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูงบนฐานความคิดสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรม </strong>และ <strong>3)</strong> <strong>การเตรียมความพร้อมกำลังคนไปสู่แรงงานสูงที่ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว </strong>เพื่อตอบสนอง​ต่อโครงสร้างประชากรและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป</p>
<p><em>“<strong>NIA ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในฐานะผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม (Focal Conductor) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจนวัตกรรมในทุกมิติผ่านแนวคิด 4G </strong>ได้แก่ <strong>Groom</strong> การบ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรม <strong>Grant</strong> การให้เงินทุน <strong>Growth </strong>การสร้างโอกาสขยายตลาดและแหล่งเงินทุน และ <strong>Global</strong> การเข้าสู่ตลาดระดับโลก และเพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยสามารถเติบโตอย่างเข้มแข็งและแข่งขันได้ในตลาดโลก&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39532 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/AW-ประกอบข่าว-5.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อนของ NIA ​ในปี 2569 ​จะมุ่งเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยผ่าน<strong> ‘นโยบายนวัตกรรม’  </strong>ผ่านแนวทางทางการดำเนินงานใน 4 ด้าน ต่อ​ไปนี้</p>
<p><strong>1.  ส่งเสริมการลงทุนธุรกิจนวัตกรรม </strong>โดย NIA มีกลไกสนับสนุนทางการเงินที่หลากหลายในรูปแบบเงินให้เปล่าซึ่งเหมาะกับธุรกิจนวัตกรรมในระยะเริ่มต้น แต่<strong>สำหรับธุรกิจนวัตกรรมในระยะเติบโต ‘การร่วมลงทุน’ </strong>ถือว่าสำคัญมาก เพราะช่วย<strong> ‘เติมเงินทุน’ </strong>ในการนำนวัตกรรมไปสู่ตลาดและการขยายธุรกิจ</p>
<p>ซึ่งปีนี้ <strong>NIA มุ่งเน้นการต่อยอดและขยายผลกลไกการร่วมลงทุน เช่น Corporate Co-funding และ กลไกการร่วมลงทุนจากภาครัฐ (NIA venture)</strong> โดยดำเนินการร่วมกับบริษัทร่วมลงทุน (VC/CVC)  รวมทั้ง​ <strong>โปรแกรม Global Investment Link</strong> เพื่อสนับสนุนการเติบโตและการขยายตัวของธุรกิจนวัตกรรมผ่านการเข้าถึงแหล่งทุนทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจน<strong>มาตรการการยกเว้นภาษี Capital Gains Tax </strong>เพื่อส่งเสริมการระดมทุนในธุรกิจสตาร์ตอัป โดยการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับส่วนเกินทุน</p>
<p><strong>2. เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนานวัตกรรม </strong>ซึ่งต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่ช่วยสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม/ภาคธุรกิจ เพื่อให้เกิดการแปลงงานวิจัยจากรั้วมหาวิทยาลัยไปสู่การใช้งานจริง</p>
<p><strong> NIA มีการพัฒนากลไกสนับสนุนที่ไม่ใช่การเงินเพื่อยกระดับงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ </strong>ผ่านการเชื่อมโยงองค์ประกอบที่หลากหลายในระบบนิเวศนวัตกรรม ได้แก่ <strong>การเร่งสร้างการเติบโต (NIA Acceleration) </strong>ใน 5 อุตสาหกรรม <strong>การพัฒนาศูนย์กลางเครือข่ายนวัตกรรม (Thailand Innovation Hub)</strong> แพลตฟอร์มเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการในพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพและส่งเสริมการใช้ประโยชน์งานวิจัยพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจน<strong>มาตรการสนับสนุนด้านภาษี </strong>เช่น <strong>สิทธิประโยชน์ด้านภาษีสำหรับย่านนวัตกรรมการแพทย์ </strong>จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการสนับสนุนสิทธิพิเศษด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร/วัตถุดิบ และสิทธิประโยชน์อื่นๆ และในอนาคต NIA มีแผน<strong>การส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในการระดมทุน (IP Financing)</strong> เพื่อปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาของธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ตอัป ให้ธุรกิจสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินทุนหรือระดมทุน</p>
<p><strong>3. ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมในระดับพื้นที่ </strong>เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ผ่านกลไกการทำงานร่วมกับบุคลากรในพื้นที่อย่าง <strong>หน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม </strong>ที่ช่วยบ่มเพาะ ยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมหรือผู้ที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคมจนสามารถพัฒนาแนวคิดสู่ต้นแบบหรือโครงการนำร่อง พร้อมทั้งสนับสนุนทุนในการนำแนวคิดนวัตกรรมมาขยายผลผ่าน<strong>โครงการนวัตกรรมแบบเปิด โครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชน </strong>และ<strong>โครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม </strong></p>
<p>รวมถึงการนำรูปแบบ <strong>กลไกการให้เงินทุนอุดหนุน </strong>มาจัดทำเป็นแผนภาพการ<strong>สนับสนุนตามการเติบโตของนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการนวัตกรรม </strong>เพื่อให้เห็นแนวทางการเติบโตได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ตลอดจนการส่งเสริมศักยภาพของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมของนวัตกรในพื้นที่ให้เติบโตไปสู่ตลาดระดับประเทศผ่าน<strong>โครงการ ‘นิลมังกร เดอะเรียลลิตี้’</strong> ที่สร้างแรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจนวัตกรรมให้กับคนทั่วไปที่จะแปลงธุรกิจคนตัวเล็กให้กลายเป็นฮีโร่ของเศรษฐกิจท้องถิ่น กลไกหล่านี้ไม่ใช่แค่เพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจในพื้นที่ แต่เป็น การสร้างงาน สร้างเงินหมุนเวียนและเพิ่มโอกาสในชุมชน เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่เติบโตไปพร้อมชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39529 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Re-nia.jpg" alt="" width="1200" height="903" /></p>
<p><strong>4. ยกระดับทักษะนวัตกรรมของประเทศ </strong>โดยชุดความคิด ความรู้ ทักษะ และระบบการจัดการด้านนวัตกรรม เป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้กับกำลังคนและธุรกิจนวัตกรรมไทย โดยเฉพาะนวัตกรและเจ้าของธุรกิจ การรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ความรู้ทางเทคโนโลยีและธุรกิจ ตลอดจนชุดความคิดความเป็นผู้ประกอบการ และการเติบโตสู่ตลาดสากล เป็นสิ่งที่ต้องเตรียมความพร้อมให้กับธุรกิจนวัตกรรมตั้งแต่วันเริ่มต้น</p>
<p><em>&#8220;<strong>NIA ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังชุดความคิดและทักษะนวัตกรให้กับกำลังคนรุ่นใหม่ ทั้งในระดับเยาวชนและธุรกิจสตาร์ตอัป</strong> ผ่านโปรแกรม <strong>STEAM4INNOVATOR</strong> และ <strong>Startup Thailand League</strong> ตลอดจนหลักสูตรการฝึกอบรมที่จะช่วยยกระดับธุรกิจด้วยนวัตกรรมของ <strong>สถาบันวิทยาการนวัตกรรม (NIA Academy)</strong> และสำหรับองค์กรธุรกิจและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ​<strong>การเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว  ไปสู่การเป็น ‘องค์กรนวัตกรรม’</strong> ผ่านการจัดการนวัตกรรมที่เป็นระบบ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน   ของผู้ประกอบการไทย ซึ่ง <strong>NIA ได้นำกระบวนการ Consultative Assessment </strong>มาช่วยสะท้อนให้ผู้ประกอบการมองเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสในการพัฒนา<strong> ‘นวัตกรรม’ </strong>ควบคู่กับการพัฒนา<strong> ‘ผลิตภาพ’ อย่างเป็นระบบ</strong> ผ่าน<strong>โครงการ INNOProductivity for SMEs </strong>เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยให้มีการวางระบบการจัดการนวัตกรรมในองค์กรอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับบริบท ขนาด และศักยภาพของธุรกิจ โดย<strong>ในปีนี้จะต่อยอดกิจกรรมไปสู่  การสนับสนุนการวางระบบนวัตกรรมในองค์กรให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานระบบการจัดการนวัตกรรมสากล อย่าง ISO56001</strong>”  </em>ดร.กริชผกา กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/nia-disclose-innovation-trends-2026/">เอ็นไอเอ เปิด 3 เทรนด์นวัตกรรมมาแรง ขับเคลื่อน &#8216;เทคโนโลยี -ธุรกิจ-ผู้บริโภค&#8217; ​​พร้อม 4 นโยบาย ขับเคลื่อนไทยสู่ประเทศไทย​ &#8216;เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิศวฯ จุฬาฯ เร่งเติมองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ รองรับการพัฒนา​ &#8216;SMR&#8217; โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เร่งแผนพ​ลังงานสะอาด ด้วยเทคโนโลยีใหม่ พร้อม​สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย  </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/nuclear-engineering-chulalongkorn-university/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Jan 2026 11:34:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[CU]]></category>
		<category><![CDATA[Nuclear]]></category>
		<category><![CDATA[Nuclear Engineering School]]></category>
		<category><![CDATA[PDP]]></category>
		<category><![CDATA[Power Development Plan]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Small Modular Reactor]]></category>
		<category><![CDATA[SMR]]></category>
		<category><![CDATA[คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาฯ]]></category>
		<category><![CDATA[นิวเคลียร์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานนิวเคลียร์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ รัศมี]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์นเรศร์ จันทน์ขาว]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวิศวกรรมนิวเคลียร์]]></category>
		<category><![CDATA[​โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39288</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งก้าวเข้าสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน &#8211; แสงอาทิตย์ ลม น้ำ เป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ได้รับความสนใจและมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง และที่ขาดไม่ได้เมื่อเอ่ยถึงพลังงานสะอาดประสิทธิภาพสูงที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็คือ พลังงานนิวเคลียร์ ทุกวันนี้ เทรนด์ด้านพลังงานนิวเคลียร์ของโลกมุ่งไปที่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กหรือ SMR (Small Modular Reactor) ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ปลอดภัยกว่าเดิม และมีความยืดหยุ่นในการติดตั้ง ปัจจุบันในโลกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแล้ว 2 แห่ง ในประเทศจีนและรัสเซีย แต่ในอีกราว 5 ปีข้างหน้าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ อาทิ จีน รัสเซีย แคนาดา อเมริกา สำหรับประเทศไทย ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) ฉบับล่าสุดปี 2024 ก็ได้กล่าวถึงการพิจารณาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กให้เป็นทางเลือกในอนาคต ซึ่งประเทศไทยก็มีความพร้อมและมีการเตรียมบุคลากร องค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์มาตลอดหลายทศวรรษโดยภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเดียวในประเทศไทยที่มีการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ ครึ่งศตวรรษพลังงานนิวเคลียร์ของไทย พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย หากแต่เป็นเรื่องที่มีการเตรียมความพร้อมมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ รองศาสตราจารย์นเรศร์ จันทน์ขาว อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่าประเทศไทยเริ่มพูดถึงพลังงานนิวเคลียร์มาตั้งแต่ปี 2509 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/nuclear-engineering-chulalongkorn-university/">วิศวฯ จุฬาฯ เร่งเติมองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ รองรับการพัฒนา​ &#8216;SMR&#8217; โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เร่งแผนพ​ลังงานสะอาด ด้วยเทคโนโลยีใหม่ พร้อม​สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย  </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งก้าวเข้าสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน &#8211; แสงอาทิตย์ ลม น้ำ เป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ได้รับความสนใจและมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง และที่ขาดไม่ได้เมื่อเอ่ยถึงพลังงานสะอาดประสิทธิภาพสูงที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็คือ <strong>พลังงานนิวเคลียร์</strong></p>
<p><span id="more-39288"></span></p>
<p>ทุกวันนี้ เทรนด์ด้านพลังงานนิวเคลียร์ของโลกมุ่งไปที่ <strong>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กหรือ SMR (Small Modular Reactor)</strong> ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ปลอดภัยกว่าเดิม และมีความยืดหยุ่นในการติดตั้ง ปัจจุบันในโลกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแล้ว 2 แห่ง ในประเทศจีนและรัสเซีย แต่ในอีกราว 5 ปีข้างหน้าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ อาทิ จีน รัสเซีย แคนาดา อเมริกา</p>
<p>สำหรับประเทศไทย ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) ฉบับล่าสุดปี 2024 ก็ได้กล่าวถึงการพิจารณาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กให้เป็นทางเลือกในอนาคต ซึ่งประเทศไทยก็มีความพร้อมและมีการเตรียมบุคลากร องค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์มาตลอดหลายทศวรรษโดย<strong>ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเดียวในประเทศไทยที่มีการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39291 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/การเรียนการสอนโปรแกรมจำลองโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก-SMR.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>ครึ่งศตวรรษพลังงานนิวเคลียร์ของไทย</strong></p>
<p>พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย หากแต่เป็นเรื่องที่มีการเตรียมความพร้อมมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ<strong> รองศาสตราจารย์นเรศร์ จันทน์ขาว อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong>เล่าว่าประเทศไทยเริ่มพูดถึงพลังงานนิวเคลียร์มาตั้งแต่ปี 2509 และในปี 2510 ก็มีคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการ 10 ท่านเพื่อศึกษาความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากร</p>
<p><em>“การเตรียมความพร้อมเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ยุคแรกเป็นไปอย่างจริงจัง มีการสำรวจพื้นที่หลายแห่ง จนได้ข้อสรุปให้ใช้พื้นที่อ่าวไผ่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของไทย โดยได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในขณะนั้น”</em></p>
<p>​โครงการดังกล่าวนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง <strong>ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong>ด้วยเช่นกัน</p>
<p><em>“ในปี 2513 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดโรงเรียนวิศวกรรมนิวเคลียร์ (Nuclear Engineering School) โดยเริ่มจากการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเป็นหลัก และต่อมาในปี 2514 ได้มีศาสตราจารย์จากสหรัฐอเมริกามาช่วยเขียนหลักสูตร จนในปี 2515 ได้เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง (Graduate Diploma) และวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิตสาขาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ซึ่งในช่วงแรกยังไม่มีภาควิชา ท่านคณบดีเอาไปฝากไว้กับภาควิชาวิศวกรรมสุขาภิบาล หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่าวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน จนกระทั่งปี 2517 จึงได้จัดตั้งเป็นภาควิชานิวเคลียร์เทคโนโลยีโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ในประเทศไทย โดยต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นวิศวกรรมนิวเคลียร์ เพื่อให้กลมกลืนกับภาควิชาอื่น ๆ ในคณะวิศวกรรมศาสตร์” </em> รศ.นเรศร์ กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39294 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Re-รศ.นเรศร์-จันทน์ขาว-อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์-คณะวิศวกรรมศาสตร์-จุฬาฯ.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>ตลอดระยะเวลา 50 ปี ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ มีบทบาทสำคัญในการผลิตบุคลากรและพัฒนาองค์ความรู้ในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องหยุดชะงัก</p>
<p>“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการต้องชะลอตัวครั้งแรกคือการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยราวปี 2520 มีการคาดการณ์ว่าแหล่งก๊าซธรรมชาติที่พบ จะใช้ได้อย่างน้อย 40 ปี ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็เกือบ 50 ปีแล้วยังใช้แหล่งพลังงานนี้ได้อยู่ ดังนั้น รัฐบาลจึงตัดสินใจชะลอโครงการไฟฟ้านิวเคลียร์ไปก่อน การพูดถึงโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะกลับมาเป็นระยะ ๆ ในช่วงที่เกิดวิกฤตด้านพลังงาน”</p>
<p><em><strong>นอกจากการมีแหล่งก๊าซธรรมชาติแล้ว อุปสรรคสำคัญอีกประการของโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คือความเข้าใจและการยอมรับของประชาชน</strong></em> ยิ่งเมื่อมีข่าวอุบัติภัยที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเหตุเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ที่ยูเครน ระเบิดในปี 2529 และล่าสุดในปี 2554 เหตุการณ์ภัยพิบัติที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ อันเป็นผลมาจากเหตุการณ์คลื่นสึนามิ ผู้คนก็ยิ่งเกิดความหวาดกลัว ความไม่มั่นใจ จนนำไปสู่กระแสการต่อต้านและคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เพิ่มสูงขึ้น</p>
<p><em>“ทุกครั้งที่กำลังจะเริ่มโครงการ ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้นิวเคลียร์ดูแย่ ไม่ว่าจะเป็นเชอร์โนบิลหรือฟุกุชิมะ   ทำให้คนกลัวและโครงการต้องหยุดชะงัก”</em> <strong>รศ.นเรศร์</strong> กล่าวพร้อมยกตัวอย่างกระแสการวิพากษ์วิจารณ์อุโมงค์ จุฬาฯ ที่ปัจจุบันใช้งานมากว่า 40 ปีแล้ว <em>“ในตอนที่สร้างอุโมงค์ ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าอันตราย  น้ำจะท่วม ถนนจะยุบ คืออะไรก็ตามที่เป็นเรื่องใหม่ คนไม่คุ้น ไม่เข้าใจ ก็จะกลัวเป็นธรรมดา สิ่งที่เราต้องทำคือสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจเรื่องพลังงานนิวเคลียร์อย่างถูกต้องมากที่สุด”</em></p>
<p><strong>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก อนาคตความมั่นคงทางพลังงาน </strong></p>
<p>ความพยายามของหลายประเทศทั่วโลกในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ทำให้พลังงานนิวเคลียร์กลับมาได้รับความสนใจ แต่คราวนี้ไม่ใช่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ เช่นที่เคยเกิดภัยพิบัติและเป็นข่าว หากแต่ความหวังใหม่ของวงการพลังงานทั่วโลกอยู่ที่ <strong>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ </strong><strong>SMR </strong><strong>(</strong><strong>Small Modular Reactor</strong><strong>) </strong></p>
<p>“SMR คือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบทันสมัยที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ ซึ่งเล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิมที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 1,000 เมกะวัตต์” <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ รัศมี หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ </strong>อธิบาย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-39293" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/รองศาสตราจารย์-ดร.สมบูรณ์-รัศมี-หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์-คณะวิศวกรรมศาสตร์-จุฬา.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้า </strong><strong>SMR </strong><strong>ที่ใช้งานจริงแล้วเพียง </strong><strong>2</strong><strong> แห่งในโลก แห่งแรกคือที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งติดตั้งบนเรือ ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้า 2×35 เมกะวัตต์ เดินเครื่องใช้งานตั้งแต่ปี ค</strong><strong>.</strong><strong>ศ</strong><strong>.</strong><strong> 2020 และอีกแห่งหนึ่งคือที่ประเทศจีน ซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 210  เมกะวัตต์ และจ่ายไฟให้กับประชาชนมาตั้งแต่ปี ค</strong><strong>.</strong><strong>ศ</strong><strong>.</strong><strong> 2021 </strong></p>
<p>“ตอนนี้ มีโครงการโรงไฟฟ้า SMR อีกหลายแห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง อย่างที่จีนกำลังก่อสร้างอีก 1 ยูนิต คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปีหน้า ส่วนแคนาดากำลังเริ่มก่อสร้างแล้วจำนวน 4 ยูนิต และสหรัฐอเมริกากำลังเตรียมพื้นที่ก่อสร้างอีกหลายแห่ง” รศ.ดร.สมบูรณ์<em><strong> คาดว่าภายในปลายปี 2573 จะมี SMR เกิดขึ้นอีกหลายสิบแห่งทั่วโลก</strong></em></p>
<p>สำหรับประเทศไทย หลังจากที่ได้ลงนามในเอกสาร <strong>NDC 3.0 (Nationally Determined Contribution)</strong> ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2608 โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็กลับเข้ามาอยู่ในวงสนทนาของแผนพัฒนาชาติอย่างมากอีกครั้ง</p>
<p>ในแผนแม่บทเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ &#8211; ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) ฉบับล่าสุดปี 2024 โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้มีการกล่าวถึง<strong>การพิจารณาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (</strong><strong>Small Modular Reactor &#8211; SMR)</strong> ให้เป็นทางเลือกในอนาคต โดยบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ SMR ไว้ 2 หน่วย แห่งละประมาณ 300 เมกะวัตต์ไฟฟ้า ที่ภาคอีสานและภาคใต้ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ภายในปี 2580</p>
<p><strong>&#8220;ด้วยแรงกดดันของประชาคมโลกเรื่องคาร์บอน ทำให้ไทยมีทางเลือกไม่มาก ในอนาคตทุกคนจะถูกจับตามองว่าใช้ไฟจากแหล่งไหน ถ้ายังปล่อยคาร์บอนอยู่ ก็จะโดนคิดภาษีคาร์บอนเพิ่มเติม” </strong>รศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าว</p>
<p><strong>“การใช้พลังงานทดแทนอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ และมีความเสี่ยงเรื่องความมั่นคงทางไฟฟ้าของประเทศ พลังงานจากลมหรือแสงแดดมีข้อจำกัดเรื่องความต่อเนื่อง การใช้แบตเตอรี่สำรอง  ก็จะเพิ่มต้นทุน แก๊สธรรมชาติหรือถ่านหินก็ยังปล่อยคาร์บอนในจำนวนมาก ทำให้วันนี้ไทยต้องหันมาใช้พลังงานทางเลือกอื่นที่คุมเรื่องความปลอดภัยได้และไม่ปล่อยคาร์บอน</strong><strong>” </strong></p>
<p><strong>SMR </strong><strong>ก้าวกระโดดเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อความปลอดภัยที่เหนือกว่า</strong></p>
<p><strong>รศ.ดร.สมบูรณ์</strong> กล่าวว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กมีข้อได้เปรียบหลายประการ ข้อแรกคือเรื่องความยืดหยุ่น (Flexibility)</p>
<p>“ถ้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ เราจะต้องมั่นใจว่าในพื้นที่นั้นมีการ<em>ใช้ไฟฟ้าในปริมาณมากเพียงพอ แต่ SMR สามารถไปลงในชุมชนขนาดกลาง เกาะ หรือนิคมอุตสาหกรรมได้ ที่สำคัญ SMR ยังสามารถเพิ่มหน่วยการผลิตได้ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เริ่มต้นด้วย 100 เมกะวัตต์ในช่วง 5 ปีแรก พอมีความต้องการเพิ่มขึ้นก็สามารถเพิ่มอีก 200 เมกะวัตต์ได้ ซึ่งมีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ต้องลงทุนครั้งเดียวจำนวนมาก”</em></p>
<p><em><strong>ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของ SMR คือระบบความปลอดภัยที่พัฒนาขึ้นใหม่</strong></em> รศ.ดร.สมบูรณ์ อธิบายว่า SMR เกือบทุกแบบมีระบบความปลอดภัยที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้โดยไม่ต้องอาศัยแหล่งจ่ายไฟภายนอก แม้กระทั่งเมื่อเกิดภัยพิบัติ หรือเหตุฉุกเฉินขึ้น โรงไฟฟ้าจะหยุดทำงาน ระบบความปลอดภัยของ SMR จะสามารถทำงานได้ด้วยตัวเอง ทำให้เครื่องปฏิกรณ์ดับลงอย่างปลอดภัย  ซึ่งการระบายความร้อนระหว่างเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินของ SMR ก็ใช้หลักการที่ลดความซับซ้อนและพึ่งพาตนเองได้มากยิ่งขึ้น โดยอาศัยการระบายความร้อนแบบธรรมชาติ เช่น ระบบหมุนเวียนของของไหล หรือหลักการแรงโน้มถ่วง โดยไม่ต้องใช้สารหล่อเย็นหรือน้ำในปริมาณมากเหมือนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อทำให้โรงไฟฟ้าดับเครื่องโดยปลอดภัย ทำให้ลดความเสี่ยงที่จะทำให้แกนเครื่องปฎิกรณ์นิวเคลียร์หลอมเหลวและมีสารกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อม เหมือนในกรณีเหตุการณ์อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิม่า ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี ค.ศ. 2011</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39295 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/2167133.jpg" alt="" width="1200" height="628" /></p>
<p><strong>3 </strong><strong>จุดเด่นของ </strong><strong>SMR </strong><strong>และประเด็นที่ต้องเตรียมการอย่างรอบคอบ  </strong></p>
<p>รศ.ดร.สมบูรณ์ สรุปจุดเด่นของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กไว้ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่</p>
<p><strong>1</strong><strong>. ความปลอดภัย (</strong><strong>Safety</strong><strong>) </strong>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดอุบัติเหตุทั้ง 3 ครั้งในโลก เป็นโรงที่สร้างตั้งแต่ยุค 70 ซึ่งผ่านไปแล้วกว่า 50 ปี เทคโนโลยีได้พัฒนาไปมาก SMR มีระบบความปลอดภัยแบบพาสซีฟ (Passive Safety System) ที่ทำงานโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภายนอก แม้เกิดภัยพิบัติและระบบไฟฟ้าขัดข้อง เครื่องปฏิกรณ์ก็สามารถดับลงอย่างปลอดภัยด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ขนาดที่เล็กลงยังทำให้ควบคุมและจัดการได้ง่ายกว่า</p>
<p><strong>2</strong><strong>. ปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ (</strong><strong>Economics</strong><strong>) </strong>การลงทุนครั้งแรกของ SMR ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และมีความยืดหยุ่นสูง สามารถติดตั้งในพื้นที่ห่างไกล เกาะ หรือนิคมอุตสาหกรรมที่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ไปไม่ถึง นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มหน่วยการผลิตได้ตามความต้องการ ไม่ต้องลงทุนครั้งเดียวจำนวนมหาศาล</p>
<p><strong>3</strong><strong>. สิ่งแวดล้อม (</strong><strong>Environment</strong><strong>) </strong>SMR ไม่ปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่มีนัยสำคัญตลอดอายุการทำงานของโรงไฟฟ้า ช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถเชื่อถือได้มากกว่าพลังงานทดแทนอื่น ๆ</p>
<p>แม้ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ SMR จะมีขนาดเล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม แต่ก็ยังคงมีประเด็นด้านกากกัมมันตภาพรังสีเช่นเดียวกัน ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมแนวทางการจัดการกากกัมมันตภาพรังสีในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม เหมาะสมตามมาตรฐานสากล และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้ ว่าประเทศมีระบบการเก็บรักษาและกำจัดของเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ที่ปลอดภัยและตรวจสอบได้</p>
<p><strong>SMR </strong><strong>ต้นทุนและความคุ้มค่า</strong></p>
<p>หนึ่งในคำถามที่ประชาชนสนใจมากที่สุดคือ <strong><em>“ถ้ามี </em></strong><strong><em>SMR </em></strong><strong><em>แล้วค่าไฟจะถูกลงหรือไม่</em></strong><strong><em>?”  </em></strong>รศ.ดร.สมบูรณ์ ตอบประเด็นนี้ว่า SMR ก็เหมือนผลิตภัณฑ์ใหม่ เหมือนเวลาที่มีโทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ ออกมา แน่นอนว่าราคาจะไม่ถูก แต่เมื่อมีคนใช้มากขึ้น ราคาก็ควรจะลดลงตามกลไกตลาด</p>
<p><strong>“</strong><strong>ปัจจุบัน ในโลกมี </strong><strong>SMR </strong><strong>ที่ใช้งานจริงเพียง </strong><strong>2</strong><strong> แห่ง และอีก </strong><strong>4</strong><strong>&#8211;</strong><strong>5</strong><strong> แห่ง กำลังเริ่มทำการก่อสร้าง ส่วนประเทศไทยคงไม่ได้จะใช้งานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ </strong><strong>SMR </strong><strong>ในปีนี้หรือปีหน้า ตามแผนคืออีกประมาณ </strong><strong>12</strong><strong> ปีข้างหน้า ซึ่งเมื่อถึงช่วงเวลานั้น คาดการณ์ว่าจะมีการใช้ </strong><strong>SMR </strong><strong>เพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ราคาจะลดลงและมีความสมเหตุสมผล แข่งขันกับโรงไฟฟ้าประเภทอื่นได้มากขึ้น</strong><strong>” </strong></p>
<p>ที่สำคัญ รศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าวว่าการประเมินความคุ้มค่าไม่ควรมองแค่ราคาเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงข้อได้เปรียบหลายประการ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; ความมั่นคงทางพลังงาน</strong> &#8211; โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศเหมือนพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม</p>
<p><strong>&#8211; การไม่ปลดปล่อยคาร์บอน</strong> – ช่วยให้ประเทศไม่ต้องจ่ายภาษีคาร์บอนและรักษาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการลงทุน</p>
<p><strong>&#8211; ความยืดหยุ่น</strong> &#8211; สามารถติดตั้งในพื้นที่ห่างไกลและเพิ่มกำลังการผลิตได้ตามความต้องการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39292 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/โมเดลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก-SMR.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>อาเซียนตื่นตัวเดินหน้าพลังงานนิวเคลียร์  ไทยอยู่จุดไหน? </strong></p>
<p>สำหรับประเทศในอาเซียน​หลายประเทศกำลังเดินหน้าโครงการพลังงานนิวเคลียร์อย่างจริงจัง  โดยเวียดนามมีก้าวหน้าของการดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากกว่าประเทศไทย เพราะมีการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างแข็งขัน และผู้นำประเทศก็ออกมาสนับสนุนโดยตรง อินโดนีเซียก็เดินหน้าอย่างจริงจังเช่นกัน โดยมีพื้นฐานด้านการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาหลายปี มีการพัฒนาเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ขึ้นเอง และวางแผนว่าปี ค.ศ. 2032 จะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรก ส่วนฟิลิปปินส์ก็มีแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รวมถึง SMR ภายในปี ค.ศ.2033-34</p>
<p><em><strong>“เห็นได้ว่าหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคนี้มีความก้าวหน้าที่เร็วกว่าไทยประมาณ </strong><strong>5</strong><strong> ปี ดังนั้นหากไทยยังตัดสินใจในการเริ่มดำเนินโครงการช้ากว่า ก็จะเสียความสามารถในการแข่งขัน</strong> ซึ่งการแข่งขันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการดึงดูดการลงทุน ประเทศไหนที่ผลิตพลังงานสะอาดที่ไม่ปล่อยคาร์บอน ประเทศนั้นก็มีโอกาสที่จะเป็นที่สนใจของนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจ AI และ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้ามหาศาลและต้องการพลังงานสะอาด”</em> รศ.ดร.สมบูรณ์ อธิบาย</p>
<p><strong>จุฬาฯ ศูนย์กลางความรู้และกำลังคน เตรียมพร้อมสู่ </strong><strong>SMR </strong></p>
<p>การมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งมาตรฐานของทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า ประเทศที่ไม่เคยมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมอย่างน้อย 10-12 ปี ซึ่งกระบวนการเตรียมความพร้อมนั้นจำเป็นต้องครอบคลุม 19 ด้าน เช่น</p>
<p><strong>1)</strong><strong> บุคลากร</strong> &#8211; ต้องมีวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ <strong>2)</strong><strong> กฎหมายและข้อกำหนด</strong> &#8211; ต้องมีกฎหมายที่เหมาะสมในการควบคุมและกำกับดูแล <strong>3)</strong><strong> แผนจัดการ</strong> &#8211; ต้องมีแผนรองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินและแผนจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้ว <strong>4)</strong><strong> การเงิน</strong> &#8211; ต้องมีการสนับสนุนทางการเงินจากภาครัฐอย่างชัดเจน</p>
<p><em>“การมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่อยากได้แล้วพรุ่งนี้จะซื้อได้เลย แต่จะต้องโชว์ศักยภาพและได้รับการยอมรับจากนานาชาติ บริษัทผลิตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และ หน่วยงานระหว่างประเทศ IAEA ว่าประเทศมีความพร้อมในการดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ซึ่งภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ มีบทบาทในการเตรียมความพร้อมด้านนิวเคลียร์ด้านการพัฒนากำลังคนให้ประเทศมาโดยตลอด”</em></p>
<p>“ไม่ว่าจะมีโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ ภาควิชาก็ยังเปิดสอนและทำวิจัยต่อเนื่อง เพราะถ้าเราปิดภาควิชาหรือหยุดสอนและทำวิจัย ความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ก็จะขาดตอนไป การเริ่มใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย จุฬาฯ เป็นแหล่งผลิต วิศวกร นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์โดยเฉพาะ และขณะนี้หลาย ๆ มหาวิทยาลัยเริ่มสนใจจะจัดตั้งหลักสูตรทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ ซึ่งจุฬาฯ ​พร้อมที่จะให้คำแนะนำและพัฒนาในการจัดทำหลักสูตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศด้านการพัฒนาบุคลากรด้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39296 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/โมเดลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก-SMR-1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>โดยปัจจุบัน ภาควิชาฯ ได้มีส่วนร่วมในการเตรียมความพร้อมของประเทศทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ผ่านหลายช่องทาง</p>
<ul>
<li><strong>หลักสูตรฝึกอบรม</strong> &#8211; จัดคอร์สอบรมระยะสั้น 18 ชั่วโมง ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัทเอกชนด้านพลังงานหลายแห่ง ปีนี้จัดไปแล้วประมาณ 3-4 คอร์ส รุ่นละ 50 คน</li>
<li><strong>การผลิตบัณฑิต</strong> &#8211; เปิดหลักสูตรปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์และรังสี ตั้งแต่ปี 2515 จนถึงปัจจุบัน มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกหลายร้อยคน</li>
<li><strong>บริการด้านวิชาการ</strong> &#8211; ให้คำปรึกษาแก่บริษัทเอกชนและหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับการเลือกพื้นที่ การประเมินความเหมาะสม และการวางแผนโครงการ การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม</li>
</ul>
<p><strong>นิวเคลียร์ในชีวิตประจำวัน</strong></p>
<p>ไม่ว่าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ เทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมาตั้งนานแล้ว อาทิ</p>
<p><strong>ทางการแพทย์</strong> โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีเครื่องโปรตอนซึ่งใช้รังสีในการรักษามะเร็ง โดยสามารถยิงรังสีได้แม่นยำเฉพาะจุด ไม่กระทบต่ออวัยวะอื่น ๆ เหมือนการฉายแสงแบบเก่า</p>
<p><strong>อุตสาหกรรมอาหารและยา </strong>มีการฉายรังสีแกมมาใช้ฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ยาดมสมุนไพรที่กำลังได้รับความสนใจ ไปจนถึงแหนม ผลไม้ อาหารสัตว์ที่ส่งออก กระบอกฉีดยา หลอดน้ำเกลือที่ใช้ในโรงพยาบาล ล้วนต้องผ่านการฉายรังสีเพื่อฆ่าเชื้อทั้งสิ้น</p>
<p><strong>การควบคุมคุณภาพ</strong> ในโรงงานผลิตเครื่องดื่ม ใช้รังสีวัดระดับของเหลวในขวดเพื่อให้ได้ปริมาณที่เท่ากัน ในโรงงานผลิตอาวุธของทหาร ใช้เอ็กซ์เรย์ตรวจสอบคุณภาพ แม้แต่ไม้จิ้มฟันบางยี่ห้อก็ผ่านการฉายรังสีเพื่อป้องกันการติดเชื้อ</p>
<p>“วิศวกรรมนิวเคลียร์ จุฬาฯ ได้ผลิตบุคลากรเข้าไปทำงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จำนวนมาก ดังนั้น แม้   ไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ความรู้ทางนิวเคลียร์ก็มีประโยชน์อย่างมากต่อสังคม” รศ.นเรศร์ กล่าว</p>
<p><strong>ธาตุหายากกับเทคโนโลยีทางนิวเคลียร์ (Rare Earth) </strong></p>
<p>อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจคือ ความเกี่ยวข้องระหว่างเทคโนโลยีนิวเคลียร์กับ <strong>ธาตุหายาก (</strong><strong>Rare Earth</strong><strong>)</strong> ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับเทคโนโลยีทันสมัย เช่น สมาร์ทโฟน รถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดรน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ</p>
<p>“ธาตุหายากมักธาตุกัมมันตรังสีเจือปนอยู่ การสำรวจและวิเคราะห์จึงสามารถใช้เทคนิคทางนิวเคลียร์ นอกจากนี้ยังมีเทคนิคทางนิวเคลียร์หลายอย่างที่สามารถใช้ในการสำรวจ บ่งบอกชนิด และวิเคราะห์ปริมาณธาตุหายากได้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเคยมีโครงการแร่หายาก มีโรงงานที่ออกแบบแล้ว แต่ต้องหยุดไปก่อน ขณะนี้จึงยังไม่สายที่จะพัฒนาต่อ เพราะแร่ธาตุหายากมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมไฮเทคเป็นอย่างมาก”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39290 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Re-RareEarth2.jpg" alt="" width="1200" height="704" /></p>
<p><strong>การยอมรับของประชาชนเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ</strong></p>
<p>แม้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR จะมีข้อดีหลายประการและตอบโจทย์ความมั่นคงด้านพลังงานและเป้าหมาย Net Zero แต่ก็มีความท้าทายที่ต้องรับมือ อาทิ ความชัดเจนของประเทศในการดำเนินโครงการ การพัฒนามีองค์กรที่กำกับดูแล กฎหมาย การพัฒนาด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ที่ปัจจุบันยังมีนิสิตเข้าเรียนในภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ไม่มากพอ และที่สำคัญคือการยอมรับของภาคประชาชน</p>
<p>เหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะในปี 2554 อาจทำให้การยอมรับพลังงานนิวเคลียร์ของประชาชนลดลง แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เมื่อมีการให้ข้อมูลเรื่อง SMR ประชาชนตามสังคมออนไลน์เริ่มมองว่านี่คือเทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยกว่า ปลอดภัยกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มยอมรับเทคโนโลยีนี้มากขึ้น</p>
<p><em>&#8220;หน้าที่ของสถาบันการศึกษาคือการให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมากับประชาชนว่าเทคโนโลยีนี้คืออะไร มีการพัฒนาปรับปรุงมาอย่างไร โอกาสเกิดอุบัติเหตุมีมากน้อยเท่าใด เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอดีต โอกาสเกิดอุบัติเหตุมีเท่าใด พร้อมทั้งชี้ให้เห็นข้อดีและข้อด้อยอย่างครบถ้วน เมื่อให้ข้อมูลครบแล้ว การตัดสินใจก็เป็นของประชาชน ซึ่งทุกคนเราก็ต้องยอมรับผลตรงนั้น” </em></p>
<p>รศ.นเรศร์ กล่าวทิ้งท้ายเพิ่มเติมว่า​ “อยากวิงวอนผู้บริหารประเทศให้โอกาสผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ได้เข้ามาบริหารหน่วยงานหลักทางด้านนิวเคลียร์ของประเทศ  ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)  และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เพื่อประเทศของเราจะได้ก้าวไปสู่ยุคที่เทคโนโลยีนิวเคลียร์สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศทางด้านต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน อุตสาหกรรม เกษตรกรรม  สิ่งแวดล้อม  วัสดุ และอื่น ๆ”</p>
<p><strong>เห็นได้ว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก </strong><strong>SMR </strong><strong>คือโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยควรเตรียมตัวไว้ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาอย่างมาก ระบบความปลอดภัยที่เหนือกว่า ความยืดหยุ่นในการติดตั้ง และที่สำคัญคือการไม่ปลดปล่อยคาร์บอน</strong> และด้วยความมุ่งมั่นที่สั่งสมมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ความรู้และประสบการณ์ ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมเป็นส่วนร่วมในการพัฒนาโอกาสของประเทศในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>โดยเฉพาะในอีกประมาณ </strong><strong>12</strong><strong> ปีข้างหน้า ประเทศไทยมีแผนที่จะเริ่มใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแห่งแรกที่จะเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้จริง ทำให้พลังงานสะอาดยุคใหม่อยู่แค่เอื้อมและประเทศไทยกำลังเตรียมความพร้อมที่จะก้าวไปสู่อนาคตนั้น</strong></p>
<p><strong>ติดตามข่าวสารและข้อมูลของ</strong><strong>ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong><strong>ได้ทาง </strong><strong>Facebook: Nuclear Engineering, Chulalongkorn University</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/nuclear-engineering-chulalongkorn-university/">วิศวฯ จุฬาฯ เร่งเติมองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ รองรับการพัฒนา​ &#8216;SMR&#8217; โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เร่งแผนพ​ลังงานสะอาด ด้วยเทคโนโลยีใหม่ พร้อม​สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย  </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Sustain Tech ยังแรง โตเฉลี่ย 25% ต่อปี พร้อม 5 ไอเดีย Startup &#8216;Green Tech&#8217; กับโซลูชันตอบโจทย์ปัญหาสภาพอากาศ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/5-startup-in-sustainable-technology/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jan 2026 10:34:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[AMP]]></category>
		<category><![CDATA[Bluebird Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Clean Tech]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Tech]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[green product]]></category>
		<category><![CDATA[Green Tech]]></category>
		<category><![CDATA[Green Technology]]></category>
		<category><![CDATA[Krill Design]]></category>
		<category><![CDATA[Next Gen]]></category>
		<category><![CDATA[Plant-based]]></category>
		<category><![CDATA[StartUp]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Voltpost]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์ตอัป]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์ทอัพ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[โซลูชั่นบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39185</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลการศึกษา &#8216;Startup Industry Trends 2025&#8217; ของ Stripe คาดการณ์ไว้ว่าปี 2025 ​กลุ่มสตาร์ทอัพด้านความยั่งยืน ​(Climate Tech) จะ​เติบโตเฉลี่ย 25% ต่อปี ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2033 โดยเฉพาะกลุ่มโซลูชันที่เชื่อมโยงต่อการปรับตัวรับปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศ  ทั้งด้านพลังงาน การจัดการขยะ และผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่มีความยั่งยืน สอดคล้องกับข้อมูลจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) พบว่า เทรนด์ที่น่าจับตาของสตาร์ทอัพ ปี 2025 ได้แก่ เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน (GreenTech) เทคโนโลยีสะอาด (Clean Tech) และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech) โดยตลาดโลกคาดการณ์ธุรกิจนี้ไว้ว่าจะเติบโตเฉลี่ยถึง 25% ตลอด 10 ปีข้างหน้า 5 เทคโนโลยี Green Tech มาแรงในปี 2025 แน่นอนว่า เมื่อโลกพูดถึงความยั่งยืน โซลูชั่นที่จะเข้ามาตอบโจทย์และแก้ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Ditto มองว่าในปี 2025 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/5-startup-in-sustainable-technology/">Sustain Tech ยังแรง โตเฉลี่ย 25% ต่อปี พร้อม 5 ไอเดีย Startup &#8216;Green Tech&#8217; กับโซลูชันตอบโจทย์ปัญหาสภาพอากาศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em><strong>ผลการศึกษา &#8216;Startup Industry Trends 2025&#8217; ของ Stripe คาดการณ์ไว้ว่าปี 2025 ​กลุ่มสตาร์ทอัพด้านความยั่งยืน ​(Climate Tech) จะ​เติบโตเฉลี่ย 25% ต่อปี ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2033</strong> </em></p>
<p><span id="more-39185"></span></p>
<p>โดยเฉพาะกลุ่มโซลูชันที่เชื่อมโยงต่อการปรับตัวรับปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศ  ทั้งด้านพลังงาน การจัดการขยะ และผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่มีความยั่งยืน</p>
<p>สอดคล้องกับข้อมูลจาก <em><strong>สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) พบว่า เทรนด์ที่น่าจับตาของสตาร์ทอัพ ปี 2025 ได้แก่ เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน (GreenTech) เทคโนโลยีสะอาด (Clean Tech) และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech) โดยตลาดโลกคาดการณ์ธุรกิจนี้ไว้ว่าจะเติบโตเฉลี่ยถึง 25% ตลอด 10 ปีข้างหน้า</strong></em></p>
<p><strong>5 เทคโนโลยี Green Tech มาแรงในปี 2025</strong></p>
<p>แน่นอนว่า เมื่อโลกพูดถึงความยั่งยืน โซลูชั่นที่จะเข้ามาตอบโจทย์และแก้ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก <em><strong>Ditto มองว่าในปี 2025 Green Tech มีอัตราการเติบโตกว่า 27.1% โ</strong></em>ดยมีนวัตกรรมสุดล้ำ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; Carbon Data &amp; Analytics –</strong>เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีวิเคราะห์และจัดเก็บข้อมูลวัดปริมาณคาร์บอนโดยใช้ AI ประมวลผลข้อมูล</p>
<p><strong>&#8211; Renewable Energy Software –</strong>การใข้ซอฟต์แวร์และระบบต่างๆ ในการจัดการแหล่งพลังงานหมุนเวียน</p>
<p><strong>&#8211; Smart Building –</strong>ระบบอาคารอัจฉริยะ ช่วยลดปัญหาด้านมลภาวะและช่วยประหยัดพลังงานได้อีกด้วย</p>
<p><strong>&#8211; Paperless Solutions –</strong> แนวคิดการใช้กระดาษอย่างประหยัด เพื่อลดความสิ้นเปลืองทรัพยากร</p>
<p><strong>&#8211; Reverse Logistics –</strong> พัฒนาระบบขนส่งและคลังสินค้า สร้าง Waste Flow กับผู้แปรรูปขยะเพื่อคัดแยกวัสดุที่มีมูลค่าสูงไปรีไซเคิล อัปไซเคิล</p>
<p><strong>5 สตาร์ทอัพ Green Tech  น่าจับตา </strong></p>
<p>นอกจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่มุ่งปรับนโยบาย เพิ่มการลงทุน เพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว การเกิดขึ้นของ สตาร์ทอัพยังเข้ามาสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทยักษ์ใหญ่ และเป้าหมายของโลก</p>
<p><strong>SD Thailand</strong> ชวนทำความรู้จัก 5 สตาร์ทอัพ ที่มาพร้อมโซลูชั่นสุดล้ำ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหา การพัฒนาโซลูชั่นเพื่อเสริมทัพธุรกิจ หรือการคิดค้นนวัตกรรมวัสดุแห่งอนาคต​ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น</p>
<ul>
<li><strong>Bluebird Climate ตัวช่วยลดคาร์บอนภาคธุรกิจ</strong></li>
</ul>
<p>ในยุคที่ผู้บริโภคเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม &#8216;<strong>Bluebird Climate&#8217; </strong>สตาร์ทอัพ จากนิวยอร์ก ได้พัฒนาซอฟต์แวร์บนระบบคลาวด์ (Software as a Service : SaaS) โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคในการวัดผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืน วิเคราะห์ทั้งด้านวัสดุ การผลิต การขนส่ง บรรจุภัณฑ์ เรียกว่าครอบคลุมวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด เพื่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ น้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ พร้อมสื่อสารความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนเหล่านั้นไปยังลูกค้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39186 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Bluebird.jpg" alt="" width="819" height="818" /></p>
<p style="text-align: center;">ที่มา : IG &#8211; bluebirdclimate</p>
<ul>
<li><strong>Next Gen นวัตกรรมเนื้อไก่จากพืช</strong></li>
</ul>
<p><strong>Next Gen </strong>สตาร์ทอัพด้านอาหารจากพืช ถือเป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านอาหารที่มีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ มุ่งพัฒนาและจำหน่ายอาหารที่มีนวัตกรรมและยั่งยืน ก่อตั้งในปี 2020 โดย <strong>Timo Recker and Andre Menezes </strong>เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมการเกษตร แบรนด์แรกที่ผลิตโดย Next Gen Foods ได้แก่ ทินเดิล (TiNDLE) เนื้อไก่ที่พัฒนาจากพืช (Plant-based) สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย และที่สำคัญ ยังใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกน้อยลง 74% ใช้น้ำน้อยลง 82% ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง 88% เมื่อเทียบกับการเลี้ยงไก่ทั่วไป</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39191 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/tindle2.jpg" alt="" width="800" height="390" /></p>
<p style="text-align: center;">ที่มา : TiNDLE</p>
<ul>
<li><strong>Krill Design เปลี่ยนขยะอาหารเป็นงานดีไซน์</strong></li>
</ul>
<p><strong>Krill Design </strong>สตาร์ทอัพสัญชาติอิตาลี ที่ใช้ไอเดียเปลี่ยนขยะอาหาร เป็นผลิตภัณฑ์สุดเก๋ จากการพัฒนา ReKrill ไบโอโพลิเมอร์ วัสดุทดแทนพลาสติกจากปิโตรเลียมโพลีโพรพิลีน (PP) และอะคริโลไนไตรล์-บิวทาไดอีน-สไตรีน (ABS) ลดคาร์บอนมากถึง 67% เมื่อเทียบกับพลาสติกทั่วไป สามารถย่อยสลายได้ และไม่ก่อให้เกิดไมโครพลาสติก ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ ReKrill ทำให้สามารถขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ หรือ ของตกแต่งบ้าน ด้วยจุดแข็งที่ใกล้เคียงกับพลาสติกแบบดั้งเดิม สามารถเข้ากับเครื่องจักรที่มีในปัจจุบัน ทำให้สามารถฉีดขึ้นรูป การขึ้นรูปแบบหมุน หรือ การพิมพ์ 3 มิติ ได้โดยไม่ต้องลงทุนใหม่ นอกจากนี้ ReKrill ยังได้รับการจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39189 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Krill-Design.jpg" alt="" width="800" height="644" /></p>
<p style="text-align: center;">ที่มา : Krill Design</p>
<ul>
<li><strong>AMP เทคโนโลยี AI แยกขยะ  </strong></li>
</ul>
<p><strong>AMP</strong> สตาร์ทอัพแห่งเมืองลุยส์วิลล์ รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ก่อตั้งในปี 2014 ในชื่อ AMP Robotics และเปลี่ยนเป็น AMP ในปีที่ผ่านมา ผู้พัฒนาเทคโนโลยี AI ในการคัดแยกวัสดุรีไซเคิลออกจากกองขยะมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว สามารถระบุและคัดแยกวัสดุรีไซเคิลได้อย่างแม่นยำ นอกจากจะช่วยลดขยะแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่าวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ทั้งหมด จะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบของ AMP มีการติดตั้งใช้งานทั่วอเมริกาเหนือ เอเชีย และยุโรป นอกจากนี้ ยังดำเนินการโรงงานแห่งใหม่ของ Waste Connections ในเมืองคอมเมิร์ซซิตี้ รัฐโคโลราโด ในปี 2026 โดยโรงงานแห่งนี้ จะสามารถแปรรูปวัสดุรีไซเคิลได้ กว่า 62,000 ตันต่อปี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39190 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/AMP-AI.jpg" alt="" width="800" height="532" /></p>
<p style="text-align: center;">ที่มา : https://fortune.com/</p>
<ul>
<li><strong>Voltpost เปลี่ยนไฟถนน เป็นที่ชาร์จ EV</strong></li>
</ul>
<p><strong>Voltpost</strong> สตาร์ทอัพจากสหรัฐอเมริกา ที่มีแนวคิดในการพัฒนาโซลูชั่นเปลี่ยนไฟตามท้องถนน ให้เป็นที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยใช้เวลาติดตั้งเครื่องชาร์จกับเสาไฟภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง และใช้งบประมาณเล็กน้อย ถือเป็นการเพิ่มประโยชน์ใช้สอยของโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมทำงานร่วมกับแอปพลิเคชั่น ที่สามารถเช็กตำแหน่งสถานีชาร์จที่ใกล้ที่สุดได้ อีกทั้ง ยังเป็นการช่วยให้ชุมชนที่ห่างไกลได้เข้าถึง โดยจุดชาร์จของ Voltpost สามารถรองรับได้ 2 ถึง 4 ปลั๊ก สามารถติดตั้งการเชื่อมต่อ WiFi เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตระหว่างรอได้</p>
<p>นอกจากนี้ Voltpost ยังได้เข้าร่วมโครงการสตูดิโอของกรมการขนส่งนครนิวยอร์ก (DOT) ทดลองติดตั้งสถานีชาร์จบนเสาไฟ ผลักดันเป้าหมายการติดตั้งที่ชาร์จริมทางเท้า 10,000 เครื่องในนิวยอร์ก เรียกได้ว่าเป็นไอเดียที่ลดความกังวลของคนที่กำลังลังเลที่จะซื้อรถ EV ลงได้มากเลยทีเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39192 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Voltpost.jpg" alt="" width="800" height="578" /></p>
<p style="text-align: center;">ที่มา : www.designboom.com</p>
<p>นอกจาก สตาร์ทอัพทั้ง 5 ราย ที่ถูกหยิบยกมาแล้ว ปัจจุบัน ยังมีธุรกิจสตาร์ทอัพหลากหลายรายที่ประสบความสำเร็จ และมาแรง ด้วยเป้าหมายในการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคม สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในกลุ่ม <strong>Social Tech Startup</strong> ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น <strong>&#8216;HealthTech&#8217;</strong> เทคโนโลยีสุขภาพเพื่อการเข้าถึงที่เท่าเทียม, <strong>&#8216;EdTech&#8217;</strong> นวัตกรรมการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และ <strong>&#8216;AgriTech&#8217;</strong> เทคโนโลยีการเกษตรเพื่อเกษตรกรไทยยุคใหม่ เพื่อรับมือกับสภาวะโลกร้อน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/5-startup-in-sustainable-technology/">Sustain Tech ยังแรง โตเฉลี่ย 25% ต่อปี พร้อม 5 ไอเดีย Startup &#8216;Green Tech&#8217; กับโซลูชันตอบโจทย์ปัญหาสภาพอากาศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ครั้งแรกในไทย&#8217; จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง สู่นวัตกรรมแห่งความยั่งยืน &#8216;เส้นใยผ้าทอจากเปลือกทุเรียน&#8217; ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/circular-textile-innovation-from-durian-peel/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Dec 2025 12:31:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Agri Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Bio Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[circular]]></category>
		<category><![CDATA[Durian Peel]]></category>
		<category><![CDATA[From Waste to Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[MUW.OFFICIAL]]></category>
		<category><![CDATA[Soft Power]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Fashion]]></category>
		<category><![CDATA[Textile]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุษา ประชากุล]]></category>
		<category><![CDATA[ทุเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งทอหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[เปลือกทุเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นใยจากพืชเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นใยเปลือกทุเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่นและสิ่งทอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38573</guid>

					<description><![CDATA[<p>MUW.OFFICIAL โดยดุษฎีบัณฑิตจุฬาฯ พัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง คุณสมบัติระบายอากาศได้ดีกว่าผ้าไหมล้วน และต้านเชื้อแบคทีเรียได้เกือบ 100 % หวังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุน Soft Power ไทยสู่เวทีโลกด้วยแบรนด์ MUW เสื้อผ้าแฟชั่นที่ผสานธรรมชาติ ศิลปะ และความเชื่อสายมูอย่างลงตัว นวัตกรรมคว้ารางวัลดีเด่นจากงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567 ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต &#8216;ทุเรียน&#8217; อันดับหนึ่งของโลก ด้วยอัตราการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 488% ทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจกลับนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท้าทาย เมื่อข้อมูลระหว่างปี 2560-2564 เผยว่ามีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนสูงถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการจัดการเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ใช้วิธีการฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระของเกษตรกร แต่ยังสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาวด้วย ถ้าไม่เผาทำลายหรือฝังกลบ จะมีวิธีจัดการเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนได้อย่างไรอีกบ้าง? ในฐานะผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและสิ่งทอ และใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ) หาทางออกด้วยการสร้างสรรค์ &#8220;สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน&#8221; (Circular Textile Innovation from Durian Peel Waste to [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/circular-textile-innovation-from-durian-peel/">&#8216;ครั้งแรกในไทย&#8217; จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง สู่นวัตกรรมแห่งความยั่งยืน &#8216;เส้นใยผ้าทอจากเปลือกทุเรียน&#8217; ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><em>MUW.OFFICIAL โดยดุษฎีบัณฑิตจุฬาฯ พัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง คุณสมบัติระบายอากาศได้ดีกว่าผ้าไหมล้วน และต้านเชื้อแบคทีเรียได้เกือบ </em></strong><strong><em>100 </em></strong><strong><em>% หวังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุน </em></strong><strong><em>Soft Power </em></strong><strong><em>ไทยสู่เวทีโลกด้วยแบรนด์ </em></strong><strong>MUW </strong><strong><em>เสื้อผ้าแฟชั่นที่ผสานธรรมชาติ ศิลปะ และความเชื่อสายมูอย่างลงตัว นวัตกรรมคว้ารางวัลดีเด่นจากงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567</em></strong></p>
<p><span id="more-38573"></span></p>
<p>ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต <strong>&#8216;ทุเรียน&#8217; </strong>อันดับหนึ่งของโลก ด้วยอัตราการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 488% ทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจกลับนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท้าทาย เมื่อข้อมูลระหว่างปี 2560-2564 เผยว่ามีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนสูงถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการจัดการเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ใช้วิธีการฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระของเกษตรกร แต่ยังสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาวด้วย</p>
<p><strong>ถ้าไม่เผาทำลายหรือฝังกลบ จะมีวิธีจัดการเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนได้อย่างไรอีกบ้าง</strong><strong>?</strong></p>
<p>ในฐานะผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและสิ่งทอ และใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม <strong>ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ)</strong> หาทางออกด้วยการสร้างสรรค์ <strong>&#8220;สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน&#8221; (</strong><strong>Circular Textile Innovation from Durian Peel Waste to Anti-bacterial Clothing)</strong> นับเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการนำเปลือกทุเรียนมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมสิ่งทอด้านเครื่องแต่งกาย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38575 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/ดร.อุษา-ประชากุล-ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์-จุฬาฯ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>การวิจัยครั้งนี้เริ่มต้นจากการตั้งคำถามและศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้งตั้งแต่ช่วง ปีที่ 1 เทอม 2 ของการศึกษาระดับปริญญาเอก ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาและทดลองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 3 ปี จนสำเร็จสมบูรณ์เป็นชิ้นงานและผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ภายใต้<strong>แบรนด์ </strong><strong>MUW.OFFICIAL</strong> ในปีสุดท้ายของหลักสูตร</p>
<p>นวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุนเศรษฐกิจชุมชนและส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของไทยไปสู่เวทีโลกด้วย จนได้รับ<strong>รางวัลดีเด่นการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาประจำปี </strong><strong>2567 </strong><strong>ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และ </strong><strong>BCG Economy Model </strong><strong>ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ </strong><strong>2567  </strong><strong>และได้รับรางวัล </strong><strong>Excellence Award </strong><strong>ในงาน </strong><strong>The 24th International FABI Fashion Exhibition 2024</strong><strong> จาก </strong><strong>Korean Society of Fashion Business </strong><strong>ประเทศเกาหลีใต้ </strong>รวมถึงยังได้รับทุนสนับสนุนต่อยอดวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในการขยายฐานการผลิตเส้นใยและผืนผ้าทอฯ ในทุน Innovation to Business จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)</p>
<p><strong>การเดินทางของเส้นใย แรงบันดาลใจจากสับปะรดสู่เปลือกทุเรียน</strong></p>
<p>ก่อนจะมาถึงนวัตกรรม &#8216;<em><strong>สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน</strong></em>&#8216; ดร.อุษา มีประสบการณ์และความคุ้นเคยในการพัฒนาเส้นใยจากพืชเศรษฐกิจมาก่อน ในการศึกษาระดับปริญญาโท ดร.อุษา พัฒนาเส้นใยจากเปลือกสับปะรดที่เหลือทิ้งในภาคการเกษตร แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นคอลเลกชันกระเป๋า</p>
<p>ต่อมา เมื่อศึกษาในระดับปริญญาเอก ดร.อุษา จึงต่อยอดความสนใจของตัวเอง โดยสำรวจพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการนำมาทำเส้นใย แล้วก็ได้ข้อสรุปที่ &#8216;<strong>ทุเรียน&#8217; &#8211; พืชเศรษฐกิจที่มีเปลือกเหลือทิ้งเป็นจำนวนมากในแต่ละปี และยังมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำมาทำเป็นเส้นใยอีกด้วย</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38576 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Durain1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;เปลือกทุเรียนมีเซลลูโลสธรรมชาติสูงถึง 30 % มีคุณสมบัติเชิงกลคล้ายคลึงกับเส้นใยฝ้ายและป่าน จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้&#8221;</em></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การสกัดเปลือกทุเรียนให้เป็นเส้นใยที่มีคุณภาพนั้นเป็นขั้นตอนที่ยากและท้าทาย ดร.อุษา เล่าว่า ช่วงแรกต้องนำ​เปลือกทุเรียนมาตากแห้ง แล้วนำมาต้มและอบจนได้เส้นใย แต่เส้นใยที่ได้กรอบและแข็งกระด้าง ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้​</p>
<p><strong>ความล้มเหลวคือจุดเริ่มต้นของการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม</strong> พื้นที่วิจัยในจังหวัดจันทบุรีเป็นแหล่งปลูกทุเรียนที่สำคัญและมีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนจำนวนมาก ที่นั่น ดร.อุษา ได้พบและได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จันทบุรี ผู้มีประสบการณ์ในการสกัดเส้นใยจากเปลือกทุเรียนเพื่อทำกระดาษบรรจุภัณฑ์</p>
<p><em>&#8220;วิธีการที่ได้เรียนรู้และนำมาทดลองก็คือการแช่ดองเปลือกทุเรียนในน้ำเปล่า วิธีนี้จะไม่ทำให้เส้นใยทุเรียนเสียสภาพ จากนั้นก็นำมาแยกเส้นใยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38577 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/2147237.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>สิ่งทอหมุนเวียน คุณภาพเหนือชั้น ระบายอากาศดี ต้านแบคทีเรียได้</strong></p>
<p>เมื่อได้แนวทางสกัดเปลือกทุเรียนเป็นเส้นใยที่มีคุณภาพแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือการทดลองทอเส้นใยเป็นผืนผ้า ซึ่งในขั้นตอนนี้ ดร.อุษาได้ทำงานร่วมกับชุมชนโดยเน้นใช้ทักษะองค์ความรู้ทางภูมิปัญญาในการปั่นเส้นด้ายด้วยมือ (หรือการเข็นเส้นด้าย) แบบชุมชน</p>
<p>&#8220;การทดลองทอผืนผ้าเริ่มจากต้นแบบเส้นด้ายเบอร์ NE12 ในอัตราส่วนไหม 80% ผสมใยทุเรียน 20% จากนั้นทดลองทอผืนผ้าในอัตราส่วนต่างๆ ตั้งแต่ 50:50, 60:40, 70:30, 80:20 และ 90:10 ของเส้นไหม ต่อเส้นไหมผสมใยทุเรียน โดยกำหนดให้เส้นด้ายไหมเป็นเส้นยืนและเส้นด้ายไหมผสมใยทุเรียนเป็นเส้นพุ่ง&#8221; ดร.อุษา อธิบายแนวทางการทดลอง</p>
<p>ผืนผ้าทุกอัตราส่วนจะได้รับการทดสอบประสิทธิภาพอย่างละเอียดถี่ถ้วนจากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอประเทศไทย ครอบคลุมทั้งด้านเคมีและกายภาพ รวมถึงการทดสอบกรด-เบส การซัก/ปั่น การส่องกล้องจุลทรรศน์ทั้งก่อนและหลังซัก การทดสอบความแข็งแรง (Tensile Strength) การระบายอากาศ (Air Permeability) และการต้านเชื้อแบคทีเรีย</p>
<p><em>&#8220;จากการทดสอบประสิทธิภาพทั้งทางด้านเคมีและทางกายภาพ พบว่าผ้าไหมผสมใยทุเรียนในอัตราส่วน 50:50 สามารถระบายอากาศได้ดีกว่าผืนผ้าไหม 100 % เกือบเท่าตัว เพราะผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนมีค่าการระบายอากาศสูงถึง 59.46 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที ในขณะที่ผ้าไหม 100 % มีค่าการระบายอากาศเพียง 39.68 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที นอกจากนี้ ผืนผ้าที่พัฒนาขึ้นนั้นยังมีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียได้สูงถึง 99.92% &#8220;</em></p>
<p>ด้วยคุณสมบัติการระบายอากาศและการต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดีเยี่ยม ดร.อุษาเชื่อมั่นว่าผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนจะตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขอนามัยและความรู้สึกสบายในการสวมใส่เสื้อผ้า</p>
<p><strong>ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้จดอนุสิทธิบัตรแล้ว และอยู่ระหว่างการนำไปขยายผลในเชิงพาณิชย์ต่อไป</strong></p>
<p><em><strong>&#8220;นวัตกรรมนี้สามารถพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้&#8221;</strong> </em>ดร.อุษา กล่าวและเสนอแนวทางการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ไว้ 2 แบบด้วยกัน โดยแนวทางแรกเป็นการร่วมมือกับชุมชน อาศัยองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและฝีมือของคนชุมชนในการทอผืนผ้า (ปั่นด้ายด้วยมือหรือการเข็นเส้นด้าย) ส่วนอีกแนวทางเป็นการทำงานกับโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งใช้วิธีการปั่นด้ายแบบวงแหวน (Ring Spinning) เพื่อผลิตเส้นด้ายในเชิงพาณิชย์</p>
<p>ซึ่งในช่วงเริ่มต้น กระบวนการผลิตผ้าจากเส้นใยทุเรียนจะใช้วิธีการแบบชุมชนทั้งหมด 100% ตั้งแต่การเข็นเส้นใย การย้อมสีเส้นใย ไปจนถึงการทอผืนผ้า อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความต้องการของตลาดและระยะเวลาในการผลิต ดร.อุษาจึงได้ปรับกระบวนการโดยนำเส้นใยทุเรียนผสมกับไหมไปผลิตผ่านเครื่องจักรในโรงงาน ซึ่งช่วยให้กระบวนการเข็นเส้นใยเร็วขึ้นและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้น ขณะที่กระบวนการย้อมสีเส้นใยและการทอผืนผ้ายังคงใช้ภูมิปัญญาของชุมชน 100% เหมือนเดิม เพื่อรักษาคุณค่าและเอกลักษณ์ของงานฝีมือดั้งเดิมเอาไว้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38578 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/2147205.jpg" alt="" width="1200" height="913" /></p>
<p><strong>MUW </strong><strong>แบรนด์สิ่งทอเปลือกทุเรียน โดนใจ </strong><strong>Gen Y </strong><strong>สายมู</strong></p>
<p>งานวิจัยนวัตกรรม <strong>&#8220;สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน&#8221;</strong> ไม่ได้จบลงที่เส้นด้าย ด้วยคุณสมบัติเหนือชั้นของผืนผ้า ดร.อุษา ต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ <strong>MUW.OFFICIAL</strong> (มูวว์ ออฟฟิเชียล) ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตจากงานวิจัยชุดนี้ ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัย</p>
<p><strong>ดร.อุษา</strong> กล่าวว่าแบรนด์ดังกล่าวใช้แนวคิดสิ่งทอเคลื่อนไหว (Kinetic Textiles) และโครงสร้างเคลื่อนไหว (Kinetic Structures) ในลักษณะการเคลื่อนไหวของลายเส้นผ่านทัศนธาตุ สร้างให้เกิดมิติความลวงตา เพื่อสร้างรูปทรงที่สอดรับกับสรีระของผู้หญิง ช่วยเสริมความมั่นใจและบุคลิกภาพที่ดีของผู้ที่สวมใส่ โดยจุดเด่นที่โดดเด่นของแบรนด์คือการนำภูมิปัญญาการทอมือของชุมชนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาสร้างสรรค์ลวดลายสัตว์มงคล 9 ลวดลาย ได้แก่ <strong>กวาง (มั่งมีศรีสุข) เสือ (ผู้นำ) สิงโต (อำนาจ) มังกร (โชคลาภ) นกยูง (มงคล) หงส์ (เจริญรุ่งเรือง) กบสามขา (เพิ่มพูนเงินทอง) ม้า (พลังความสำเร็จ) และปลา (มั่งคั่งร่ำรวย)</strong></p>
<p>&#8220;ใยทุเรียนยังถือเป็นเส้นใยจากไม้มงคลประเภทหนึ่ง เมื่อนำมาทอผ่านลวดลายสัตว์มงคล ซึ่งเป็นการถอดสัญลักษณ์ตามทฤษฎีสัญวิทยา นี่คือการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางวัฒนธรรมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ในมิติที่ลึกซึ้งกว่าแค่การใช้งาน แต่ยังเป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจและส่งเสริมความเชื่อเรื่องสิริมงคล&#8221; ดร.อุษา กล่าวถึงจุดเด่นของแบรนด์</p>
<p><strong>MUW.OFFICIAL</strong> มีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทและรูปแบบ ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน ทั้งหมดผลิตผ่านกรรมวิธีทางธรรมชาติและภูมิปัญญาการทอมือ</p>
<p>แบรนด์<strong> MUW.OFFICIAL</strong> เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว (2567) โดยใช้ช่องทางออนไลน์ในการสื่อสารการตลาดและขายผลิตภัณฑ์ ดร.อุษา กล่าวว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์คือ Generation Y อายุ 27-42 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทั้งคนที่ทำงานประจำและต้องการประสบความสำเร็จ กับกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่อยากจะประสบความสำเร็จทางธุรกิจ</p>
<p>จากการสัมภาษณ์ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจะพบว่า ทั้งสองกลุ่มนี้มีลักษณะร่วมกันคือความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตั้งแต่อายุยังน้อย และในขณะเดียวกัน ก็ตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม สนใจผลิตภัณฑ์ที่มาจากวัสดุธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน และที่ขาดไม่ได้คือคนกลุ่มนี้สนใจผลิตภัณฑ์เสริมสิริมงคล ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ หนุนนำไปสู่ความสำเร็จ&#8221; ดร.อุษา กล่าว</p>
<p>การผสานระหว่างความเชื่อเรื่องมงคลกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยทุเรียนตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า Gen Y ได้อย่างลงตัว ซึ่งเมื่อนำผลิตภัณฑ์ลงสู่ตลาดจริงผ่านการทดสอบออกบูธ    ก็ได้ผลตอบรับที่เกินความคาดหมาย ผู้บริโภคให้ความสนใจและกระแสตอบรับเป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มตลาดเป้าหมายที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นนั้นถูกต้องและตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38579 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Re1.jpg" alt="" width="400" height="600" /></p>
<p><strong>เศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน</strong></p>
<p>ดร.อุษา กล่าวว่าการมีทางเลือกใหม่ในการจัดการเศษเหลือทิ้งไม่เพียงแต่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ</p>
<p>ชุมชนในจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่อื่น ๆ ที่มีเศษเหลือทิ้งจากทุเรียนสามารถสร้างรายได้เสริม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และยกระดับทักษะของช่างทอผ้าในชุมชน สำหรับภาครัฐก็ได้รับองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดและขยายผลสู่ชุมชนอื่น ๆ และภาคเอกชนได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเส้นใยธรรมชาติ นำไปสู่การปรับตัวลดต้นทุนการผลิตในอนาคต โดยเฉพาะการลดการนำเข้าเส้นใยจากต่างประเทศ</p>
<p>&#8220;การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นการต่อยอดสู่การเป็น Soft Power ของไทยเพราะเป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมสมัยใหม่ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ ผ่านการเล่าเรื่องของวัฒนธรรม ความเชื่อ และความคิดสร้างสรรค์ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ซึ่งแนวทางนี้จะนำไปต่อการยอดพัฒนา โดยสามารถปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทยที่มีเหลือทิ้งจากพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาปรับใช้กับวัสดุอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันได้ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเศษเหลือทิ้ง แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ยั่งยืน เชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกร ชุมชน อุตสาหกรรม ไปจนถึงผู้บริโภค&#8221; ดร.อุษา กล่าวปิดท้าย</p>
<p>นวัตกรรมเส้นใยจากเปลือกทุเรียนนับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากเศษเหลือทิ้งในภาคการเกษตร และยังเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเสริมสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy Model) อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นการเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเป็นเส้นทางสู่การสร้างมูลค่าจากสิ่งที่เคยถือว่าไร้ค่า จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า ด้วยความคิดสร้างสรรค์และความมุ่งมั่น สิ่งที่ดูเหมือนเป็นปัญหาก็สามารถกลายเป็นโอกาสทองที่นำพาสังคมไปสู่อนาคตที่สดใสและยั่งยืนได้</p>
<p><strong>สำหรับผู้ที่สนใจแบรนด์ </strong><strong>MUW.OFFICIAL </strong><strong>สามารถติดต่อและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ได้แก่ </strong><strong>Facebook, LINE OA, TikTok : muw.official </strong><strong>และ </strong><strong>Instagram : muw official_</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/circular-textile-innovation-from-durian-peel/">&#8216;ครั้งแรกในไทย&#8217; จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง สู่นวัตกรรมแห่งความยั่งยืน &#8216;เส้นใยผ้าทอจากเปลือกทุเรียน&#8217; ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เอ็นเทค สวทช. พัฒนา &#8216;SolaRE&#8217; โซลาร์เซลล์ชนิดแยกส่วนประกอบได้ รีไซเคิลหลังปลดระวางได้มากขึ้น 4 เท่า ลดขยะฝังกลบ​แผงโซลาร์ 85-95%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/solare-innovative-green-solar-cells/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 26 Oct 2025 06:25:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[e-waste]]></category>
		<category><![CDATA[Energy]]></category>
		<category><![CDATA[​ENTEC]]></category>
		<category><![CDATA[Green Solar Cells]]></category>
		<category><![CDATA[Innovative Green Solar Cells]]></category>
		<category><![CDATA[NSTDA]]></category>
		<category><![CDATA[Recycle]]></category>
		<category><![CDATA[solar cell]]></category>
		<category><![CDATA[SolaRE]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอันตราย]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอิเล็กทรอนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[เอ็นเทค สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[แผงโซลาร์]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์รี]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37588</guid>

					<description><![CDATA[<p>กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา SolaRE (โซลาร์รี) เทคโนโลยีการผลิตโซลาร์เซลล์ชนิดแยกส่วนประกอบได้ง่ายหลังปลดระวาง​​ ช่วยลดต้นทุนการรีไซเคิล เพิ่มการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ปี 2567 ประเทศไทยมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์​ราว 30 ล้านแผง ​คาดว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า แผงเหล่านี้​จะกลายเป็นซากขยะอิเล็กทรอนิกส์หลักแสนตัน ซึ่งหากไม่มีวิธีจัดการที่เหมาะสม สารเคมีและโลหะหนักอาจปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอย่างคาดไม่ถึง ทีมวิจัยเอ็นเทค สวทช. จึงได้พัฒนา SolaRE เทคโนโลยีการผลิตโซลาร์เซลล์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการรีไซเคิล ​โดยสามารถ​​แยกส่วนประกอบ​หลังปลดระวางได้ง่ายขึ้น สำหรับใช้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ชนิดผลึกซิลิคอน (crystalline silicon) ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี นักวิจัย หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช. อธิบายว่า ​กระบวนการผลิตโซลาร์เซลล์ทั่วไปจะมีการใช้วัสดุผสานหรือ encapsulant เพื่อยึดติดวัสดุแต่ละชั้นอย่างแน่นหนา ป้องกันกันความชื้น​ เพิ่มความทนทาน และยืดอายุการใช้งานของแผง &#8220;การผนึกติดแน่นของชั้นวัสดุทำให้การถอดแยกส่วนประกอบภายในแผงหลังหมดอายุการใช้งานเป็นไปได้ยาก เพราะต้องใช้สารเคมี ความร้อน และเครื่องจักรเฉพาะทางในการแยกชั้นวัสดุ ปัจจุบันจึงนิยมรีไซเคิลเฉพาะส่วนกรอบอะลูมิเนียมและกล่องต่อสายไฟ ก่อนกำจัดส่วนแผงโดยการฝังในหลุมฝังกลบขยะอันตรายซึ่งอาจเกิดปัญหาการรั่วซึมของโลหะหนักปนเปื้อนในแหล่งดินและน้ำได้” กลไกที่ทำให้ SolaRE [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/solare-innovative-green-solar-cells/">เอ็นเทค สวทช. พัฒนา &#8216;SolaRE&#8217; โซลาร์เซลล์ชนิดแยกส่วนประกอบได้ รีไซเคิลหลังปลดระวางได้มากขึ้น 4 เท่า ลดขยะฝังกลบ​แผงโซลาร์ 85-95%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา <strong>SolaRE (โซลาร์รี) เทคโนโลยีการผลิตโซลาร์เซลล์ชนิดแยกส่วนประกอบได้ง่ายหลังปลดระวาง​​ ช่วยลดต้นทุนการรีไซเคิล เพิ่มการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม </strong></p>
<p><span id="more-37588"></span></p>
<p>ปี 2567 ประเทศไทยมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์​ราว 30 ล้านแผง ​คาดว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า แผงเหล่านี้​จะกลายเป็นซากขยะอิเล็กทรอนิกส์หลักแสนตัน ซึ่งหากไม่มีวิธีจัดการที่เหมาะสม สารเคมีและโลหะหนักอาจปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอย่างคาดไม่ถึง</p>
<p>ทีมวิจัยเอ็นเทค สวทช. จึงได้พัฒนา <strong>SolaRE เทคโนโลยีการผลิตโซลาร์เซลล์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการรีไซเคิล ​โดยสามารถ​​แยกส่วนประกอบ​หลังปลดระวางได้ง่ายขึ้น สำหรับใช้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ชนิดผลึกซิลิคอน (crystalline silicon)</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37590" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Researcher.jpg" alt="" width="450" height="600" /></p>
<p><strong>ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี </strong>นักวิจัย หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช. อธิบายว่า ​กระบวนการผลิตโซลาร์เซลล์ทั่วไปจะมีการใช้วัสดุผสานหรือ encapsulant เพื่อยึดติดวัสดุแต่ละชั้นอย่างแน่นหนา ป้องกันกันความชื้น​ เพิ่มความทนทาน และยืดอายุการใช้งานของแผง</p>
<p>&#8220;การผนึกติดแน่นของชั้นวัสดุทำให้การถอดแยกส่วนประกอบภายในแผงหลังหมดอายุการใช้งานเป็นไปได้ยาก เพราะต้องใช้สารเคมี ความร้อน และเครื่องจักรเฉพาะทางในการแยกชั้นวัสดุ ปัจจุบันจึงนิยมรีไซเคิลเฉพาะส่วนกรอบอะลูมิเนียมและกล่องต่อสายไฟ ก่อนกำจัดส่วนแผงโดยการฝังในหลุมฝังกลบขยะอันตรายซึ่งอาจเกิดปัญหาการรั่วซึมของโลหะหนักปนเปื้อนในแหล่งดินและน้ำได้”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37591" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/SolarRE-Pic2.jpg" alt="" width="450" height="600" /></p>
<p><em><strong>กลไกที่ทำให้ SolaRE ถอดแยกส่วนประกอบได้คือ การเพิ่มชั้นฟิล์มโปร่งแสงชนิดพิเศษเข้าไปในโครงสร้างแผง ตอนนำไปกำจัดจึงถอดแยกวัสดุแต่ละชั้นไปใช้ประโยชน์ต่อได้ง่าย ไม่ต้องใช้สารเคมี ความร้อน และเครื่องจักรเฉพาะทางในการแยกชิ้นส่วน</strong></em></p>
<p><em>“จุดเด่นสำคัญคือ แผ่นฟิล์มโปร่งแสงชนิดพิเศษที่ใช้ในการผลิตแผง SolaRE ผลิตได้ในประเทศไทย และโรงงานประกอบแผงโซลาร์เซลล์สามารถใช้เครื่องจักรที่มีอยู่เดิมประกอบได้โดยไม่ต้องลงทุนปรับเปลี่ยนอุปกรณ์”</em></p>
<p><strong>ดร.อมรรัตน์</strong> สรุปข้อเปรียบเทียบระหว่างแผงที่ประกอบด้วยเทคโนโลยี SolaRE และแผงทั่วไปว่า แผงทั้ง 2 ชนิดมีสรรถนะการใช้งานเริ่มต้นระดับเดียวกัน อายุการใช้งานใกล้เคียงกัน แต่การใช้เทคโนโลยี SolaRE จะช่วย<strong>เพิ่มโอกาสในการรีไซเคิลวัสดุได้มากขึ้นจาก 10% เป็น 85–95% หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มช่วยลดปริมาณขยะฝังกลบจาก 90% ให้เหลือเพียง 5–15%  </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37589 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/SolarRE-Info.jpg" alt="" width="1200" height="655" /></p>
<p>ปัจจุบันทีมวิจัยได้จดอนุสิทธิบัตรเทคโนโลยีการผลิตเรียบร้อยแล้ว โดยเทคโนโลยี SolaRE รองรับการผลิตได้ตั้งแต่ขนาดแผง 0.30–1 ตารางเมตร เหมาะแก่การประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ไฟส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์ (solar lighting) ซึ่งประเทศไทยมีความต้องการใช้งานสูงและยังต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ</p>
<p><em>&#8220;​ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้ดำเนินการทดสอบใช้งานผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี SolaRE ในสภาวะจริงเป็นเวลา 2 ปี ผลการทดสอบพบว่ามีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมร้อนชื้นของประเทศไทย ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยี SolaRE ทั้งในส่วนของกระบวนการผลิตแผ่นฟิล์มและการประกอบแผง รวมทั้งมีแผนร่วมกับภาคเอกชน ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์สู่บัญชีนวัตกรรม เพื่อเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายสินค้าให้แก่ภาครัฐด้วย&#8221;</em> ดร.อมรรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><strong>สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเทคโนโลยี SolaRE และ Solar Sure ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 2711 หรืออีเมล <a href="mailto:amornrat.lim@entec.or.th">amornrat.lim@entec.or.th</a></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/solare-innovative-green-solar-cells/">เอ็นเทค สวทช. พัฒนา &#8216;SolaRE&#8217; โซลาร์เซลล์ชนิดแยกส่วนประกอบได้ รีไซเคิลหลังปลดระวางได้มากขึ้น 4 เท่า ลดขยะฝังกลบ​แผงโซลาร์ 85-95%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
