<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Top Stories &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/category/top-stories/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Mon, 08 Jun 2026 12:03:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Top Stories &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>GC ยกระดับมาบตาพุด &#8216;ฐานธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำแห่งภูมิภาค&#8217; ผนึกพันธมิตรเร่งเครื่อง Green &#038; Bio และ Specialty Chemicals</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/gc-hilight-map-ta-phut-base-to-regional-base/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 Jun 2026 12:00:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[GC]]></category>
		<category><![CDATA[Green & Bio]]></category>
		<category><![CDATA[High Value]]></category>
		<category><![CDATA[High Value & Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Map Ta Phut]]></category>
		<category><![CDATA[Mitsubishi Corporation]]></category>
		<category><![CDATA[Partnership]]></category>
		<category><![CDATA[PTT Global Chemical]]></category>
		<category><![CDATA[PTTGC]]></category>
		<category><![CDATA[Specialty Chemicals]]></category>
		<category><![CDATA[Toray]]></category>
		<category><![CDATA[Toray Industries Inc.]]></category>
		<category><![CDATA[Value Chain]]></category>
		<category><![CDATA[ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ปิโตรเคมี]]></category>
		<category><![CDATA[พันธมิตร]]></category>
		<category><![CDATA[มาบตาพุด]]></category>
		<category><![CDATA[เคมีภัณฑ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42299</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ทั้ง Toray Industries, Inc. และ Mitsubishi Corporation เร่งพัฒนาธุรกิจ Green &#38; Bio ตั้งแต่การต่อยอดวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรสู่วัสดุชีวภาพมูลค่าสูง ไปจนถึงการขยายตลาดผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดมาจากโรงกลั่นชีวภาพสู่ลูกค้าและเจ้าของแบรนด์ในระดับสากล สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ GC ในการยกระดับมาบตาพุดให้เป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาค และรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำในระยะยาว ความร่วมมือดังกล่าวต่อยอดจากจุดแข็งของ GC ที่มีโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ควบคู่กับความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย ความต่อเนื่องในการพัฒนาธุรกิจ Green &#38; Bio และการต่อยอดธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Chemicals) จุดแข็งเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญที่ GC ใช้ในการเดินหน้าประสานความร่วมมือกับพันธมิตรระดับภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยี การผลิต ซัพพลายเชน ตลาด และความต้องการของลูกค้าเข้าด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งความสามารถในการแข่งขันและเป้าหมายด้านความยั่งยืนในระยะยาว คุณณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC กล่าวว่า มาบตาพุดเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และเป็นรากฐานของความสามารถในการแข่งขันของ GC [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/gc-hilight-map-ta-phut-base-to-regional-base/">GC ยกระดับมาบตาพุด &#8216;ฐานธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำแห่งภูมิภาค&#8217; ผนึกพันธมิตรเร่งเครื่อง Green &#038; Bio และ Specialty Chemicals</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>GC </strong><strong>เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ทั้ง </strong><strong>Toray Industries, Inc. </strong><strong>และ </strong><strong>Mitsubishi Corporation </strong><strong>เร่งพัฒนาธุรกิจ </strong><strong>Green &amp; Bio </strong><strong>ตั้งแต่การต่อยอดวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรสู่วัสดุชีวภาพมูลค่าสูง ไปจนถึงการขยายตลาดผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดมาจากโรงกลั่นชีวภาพสู่ลูกค้าและเจ้าของแบรนด์ในระดับสากล</strong></p>
<p><span id="more-42299"></span></p>
<p><strong>สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ </strong><strong>GC </strong><strong>ในการยกระดับมาบตาพุดให้เป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาค และรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำในระยะยาว</strong></p>
<p>ความร่วมมือดังกล่าวต่อยอดจากจุดแข็งของ GC ที่มีโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ควบคู่กับความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย ความต่อเนื่องในการพัฒนาธุรกิจ <strong>Green &amp; Bio</strong> และการต่อยอด<strong>ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ</strong> (Specialty Chemicals)</p>
<p>จุดแข็งเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญที่ GC ใช้ในการเดินหน้าประสานความร่วมมือกับพันธมิตรระดับภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยี การผลิต ซัพพลายเชน ตลาด และความต้องการของลูกค้าเข้าด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งความสามารถในการแข่งขันและเป้าหมายด้านความยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42307 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/CEO-GC-Re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร </strong><strong>GC </strong>กล่าวว่า มาบตาพุดเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และเป็นรากฐานของความสามารถในการแข่งขันของ GC ทั้งจากโครงสร้างธุรกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำ ความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย และความพร้อมในการต่อยอดธุรกิจ Green &amp; Bio และเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ</p>
<p><em>“GC มุ่งใช้ฐานธุรกิจที่แข็งแรงในประเทศไทยอย่างมาบตาพุด เป็นจุดเชื่อมโยงพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างความร่วมมือในการยกระดับอุตสาหกรรม ทั้งด้านเทคโนโลยี การผลิต ซัพพลายเชน การพัฒนาตลาด และความเข้าใจความต้องการของลูกค้า เพื่อร่วมพัฒนาโอกาสใหม่ ผลักดันการเติบโตของธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำในระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ ​โครงการที่มีความคืบหน้าสำคัญ คือ <strong>ความร่วมมือระหว่าง GC และ Toray Industries, Inc. </strong>บริษัทชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อ<em><strong>นำวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรในประเทศไทย มาต่อยอดเป็นสารตั้งต้นสำหรับผลิตไนลอน 6,6 ชีวภาพ 100%</strong> </em>ซึ่งจะสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติก สิ่งทอ และวัสดุประสิทธิภาพสูง โดย GC ได้ใช้กระบวนการหมักชีวภาพเปลี่ยนน้ำตาลจากวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรที่ไม่ได้ใช้เป็นอาหาร ให้เป็นเคมีภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง และทดลองผลิตในถังหมักขนาด 50,000 ลิตร ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-42306 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/GC-and-Toray.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ความคืบหน้าดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงนวัตกรรมชีวภาพของไทยกับเทคโนโลยีวัสดุขั้นสูงของญี่ปุ่น โดยทั้งสองบริษัทจะร่วมกันเดินหน้าศึกษาและทดสอบการขยายผลในด้านต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี กระบวนการผลิต วัตถุดิบ ห่วงโซ่อุปทาน และปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ สู่เป้าหมายในการเริ่มต้นกระบวนการผลิตกรดไบโอมิวโคนิกชีวภาพและกรดอะดิปิกชีวภาพในระดับ Pilot Scale ภายในปี 2571 ก่อนต่อยอดไปสู่การพัฒนาเส้นใยไนลอน 6,6 ชีวภาพในอนาคต</p>
<p>อีกหนึ่งโครงการ คือ การขยายความร่วมมือระหว่าง GC และ Mitsubishi Corporation บริษัทการค้าและการลงทุนชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาโอกาสทางธุรกิจสำหรับผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่ต่อยอดจากโรงกลั่นชีวภาพของ GC ด้วยศักยภาพของ Mitsubishi Corporation ในการเชื่อมโยงลูกค้า เจ้าของแบรนด์ และตลาดต่างประเทศ ความร่วมมือนี้มุ่งศึกษาและพัฒนาแนวทางในการนำผลิตภัณฑ์ชีวภาพไปสู่การใช้งานจริงในหลายอุตสาหกรรมในระดับสากล รวมถึงสนับสนุนลูกค้าในการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต</p>
<p><strong>คุณณะรงค์ศักดิ์</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือกับ Toray และ Mitsubishi Corporation เป็น 2 ตัวอย่างสำคัญของทิศทางที่ GC จะใช้ความสามารถในการแข่งขันของเรา ต่อยอดกับพันธมิตรระดับภูมิภาค โดยความร่วมมือกับ Toray มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาวัตถุดิบสำหรับวัสดุชีวภาพแห่งอนาคต ขณะที่อีกหนึ่งความร่วมมือกับ Mitsubishi Corporation มุ่งเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ชีวภาพของ GC ไปสู่ตลาดและการใช้งานจริงในอุตสาหกรรมปลายทาง ความร่วมมือเหล่านี้สะท้อนความพยายามในการสร้าง ecosystem ใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงการขายผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการร่วมกันพัฒนาโซลูชั่นที่ตลาดต้องการและสามารถต่อยอดสู่การยกระดับมาบตาพุดไปอีกขั้น</p>
<p>GC ยังคงเดินหน้ายกระดับมาบตาพุด ผ่านการใช้โครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการและความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ ควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจ Green &amp; Bio และเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ โดยมีความร่วมมือกับพันธมิตรเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรม และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/gc-hilight-map-ta-phut-base-to-regional-base/">GC ยกระดับมาบตาพุด &#8216;ฐานธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำแห่งภูมิภาค&#8217; ผนึกพันธมิตรเร่งเครื่อง Green &#038; Bio และ Specialty Chemicals</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Time Out เปิดผลสำรวจ​ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; แห่งปี 2026 &#8216;บาธ&#8217; แห่งสหราชอาณาจักร ครองอันดับ 1 โดดเด่นด้วย &#8216;Green infrastructure Framework&#8217; คะแนนพื้นที่สีเขียว 94%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/10-world-best-cities-green-space/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 07 Jun 2026 08:16:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Green Infrastructure]]></category>
		<category><![CDATA[Green Space]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Time Out]]></category>
		<category><![CDATA[world’s best cities for green space]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จัดอันดับเมืองสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่สีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42129</guid>

					<description><![CDATA[<p>พื้นที่สีเขียว พื้นที่ธรรมชาติหรือพื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น กำหนดขึ้นในเมืองหรือชุมชน ปกคลุมด้วยพืชพรรณเป็นองค์ประกอบหลัก มีประโยชน์เพื่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ การดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิตประชาชน สิ่งสำคัญของพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะในเขตเมืองไม่เพียงแค่มีอยู่ แต่ยังต้องได้รับการดูแล พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยังคงอยู่อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ พื้นที่สีเขียวที่มีความยั่งยืน ประกอบด้วยพืชพรรณที่มีความหลากหลายทั้งชนิด และปริมาณ โดยมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบหลัก และได้รับการดูแลบำรุงรักษาให้คงอยู่อย่างยั่งยืน เพื่อสมดุลทางระบบนิเวศ เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี สวยงาม ร่มเย็น น่าอยู่ และเพิ่มองค์ประกอบของการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในเมือง ชุมชน และผู้มาเยือน ตลอดจนเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนอีกด้วย สำรวจ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด พื้นที่สีเขียว นับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตคนเมืองไม่น้อยไปกว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้ชีวิต จากรายงาน Time Out’s Best Cities with Intrepid Travel โดย Time Out ได้มีการจัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการอยู่อาศัยและการท่องเที่ยวในปี 2026 จากการสอบถามกลุ่มเป้าหมายกว่า 24,000 คน พบว่า เมลเบิร์น ออสเตรเลีย คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/10-world-best-cities-green-space/">Time Out เปิดผลสำรวจ​ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; แห่งปี 2026 &#8216;บาธ&#8217; แห่งสหราชอาณาจักร ครองอันดับ 1 โดดเด่นด้วย &#8216;Green infrastructure Framework&#8217; คะแนนพื้นที่สีเขียว 94%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>พื้นที่สีเขียว</strong> พื้นที่ธรรมชาติหรือพื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น กำหนดขึ้นในเมืองหรือชุมชน ปกคลุมด้วยพืชพรรณเป็นองค์ประกอบหลัก มีประโยชน์เพื่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ การดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิตประชาชน สิ่งสำคัญของพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะในเขตเมืองไม่เพียงแค่มีอยู่ แต่ยังต้องได้รับการดูแล พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยังคงอยู่อย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-42129"></span></p>
<p>ทั้งนี้ พื้นที่สีเขียวที่มีความยั่งยืน ประกอบด้วยพืชพรรณที่มีความหลากหลายทั้งชนิด และปริมาณ โดยมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบหลัก และได้รับการดูแลบำรุงรักษาให้คงอยู่อย่างยั่งยืน เพื่อสมดุลทางระบบนิเวศ เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี สวยงาม ร่มเย็น น่าอยู่ และเพิ่มองค์ประกอบของการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในเมือง ชุมชน และผู้มาเยือน ตลอดจนเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนอีกด้วย</p>
<p><strong>สำรวจ </strong><strong>10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด </strong></p>
<p>พื้นที่สีเขียว นับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตคนเมืองไม่น้อยไปกว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้ชีวิต จากรายงาน <strong>Time Out’s Best Cities with Intrepid Travel </strong>โดย Time Out ได้มีการจัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการอยู่อาศัยและการท่องเที่ยวในปี 2026 จากการสอบถามกลุ่มเป้าหมายกว่า 24,000 คน พบว่า <strong>เมลเบิร์น ออสเตรเลีย คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลก </strong>ไปครอง ตามมาด้วย อันดับ 2 เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน อันดับ 3 เอดินบะระ สหราชอาณาจักร อันดับ 4 ลอนดอน สหราชอาณาจักร  และอันดับ 5 นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ตามลำดับ</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมี <strong>การจัดอันดับเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด</strong> จากการสำรวจชาวเมืองหลายพันคน ใน 150 เมืองทั่วโลก โดยให้​ประชาชนซึ่งอาศัยภายในเมืองนั้นๆ จริง ได้ให้​คะแนนการมีพื้นที่สีเขียวและความสามารถในการเข้าถึงธรรมชาติของแต่ละเมืองที่ตัวเองอาศัยเอาไว้ โดยพบ 10 เมือง​ที่ได้คะแนนสูงสุดของแต่ละประเทศ ดังนี้</p>
<p><strong>1. บาธ (</strong><strong>Bath) สหราชอาณาจักร</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว : 94%</p>
<p><strong>&#8216;เมืองบาธ&#8217;</strong> ไม่เพียงล้อมรอบด้วยชนบทคอตส์โวลด์ (Cotswolds) ที่เขียวขจีเท่านั้น แต่ตัวเมืองเองยังเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียวทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เช่น Prior Park Landscape Garden สวนสวยสุดคลาสสิค ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 ภายใต้การดูแลขององค์การอนุรักษ์แห่งชาติ (National Trust) นับเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของนักสำรวจที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เพราะมีการจัดทำคู่มือเดินป่าทั้งเส้นทางระยะสั้น และระยะยาวไว้ด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ ตามแผนพัฒนาพื้นที่สีเขียว ปี 2025 &#8211; 2035 ยังได้กำหนดกรอบการทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวไว้อย่างต่อเนื่อง (Green Infrastructure Framework) ทำให้มั่นใจได้ว่าอนาคตของเมืองบาธจะยังคงยั่งยืน เต็มไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้น รวมท้ังการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สีเขียวทุกส่วน​อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่สวนสาธารณะ สวนหย่อม ไปจนถึงคลอง (Blue and Green Corridors) รวมทั้งการระบายน้ำอย่างยั่งยืน</p>
<figure id="attachment_42131" aria-describedby="caption-attachment-42131" style="width: 856px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" class="wp-image-42131 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155441327.jpg" alt="" width="856" height="536" /><figcaption id="caption-attachment-42131" class="wp-caption-text">Photograph: Pajor Pawel / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>2. ชิคาโก้ (</strong><strong>Chicago) ประเทศสหรัฐอเมริกา</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 89 %</p>
<p><strong>&#8216;ชิคาโก้&#8217;</strong> ศูนย์กลางของตึกสูงระฟ้า แต่ก็ยังเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว จนได้รับฉายาว่า <strong>&#8216;เมืองในสวน&#8217;</strong> ข้อมูลจากหน่วยงานดูแลสวนสาธารณะแห่งชิคาโก้ (Chicago Park District) ระบุว่า ชิคาโก้มีสวนสาธารณะมากกว่า 600 แห่ง กระจายอยู่บนพื้นที่กว่า 8,800 เอเคอร์</p>
<p>นอกจากนี้ ชิคาโก้ยังสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น Wild Mile โครงการของ Urban Rivers ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร สวนนิเวศลอยน้ำแห่งแรกของโลก ที่มีสิ่งแวดล้อมเลียนแบบระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งอาจพบได้ในพื้นที่ของชิคาโก้เมื่อนานมาแล้วก่อนที่เมืองจะได้รับการพัฒนาขึ้น</p>
<figure id="attachment_42132" aria-describedby="caption-attachment-42132" style="width: 864px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42132 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155465085.jpg" alt="" width="864" height="539" /><figcaption id="caption-attachment-42132" class="wp-caption-text">Photograph: Page Light Studios / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>3. มอนทรีออล (</strong><strong>Montreal) ประเทศแคนาดา</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 88%</p>
<p><strong>&#8216;มอนทรีออล&#8217;</strong> เมืองศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดของรัฐควิเบก และเป็นอันดับสองของแคนาดา ไม่เพียงได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพของพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่ชื่อเมืองยังมีความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ โดยในปี ค.ศ. 1535 นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ฌาคส์ การ์ติเยร์  (Jacques Cartier) ที่ได้ขนานนามเนินเขา 3 ยอดอันโด่งดังของเมืองว่า “เมาท์ รอยัล” (Mount Royal) และเชื่อกันว่าชื่อ &#8220;มอนทรีออล&#8221; มีที่มาจากชื่อดังกล่าว โดยใช้แทนชื่อเดิม คือ วิลล์ แมรี (Ville Marie)</p>
<p>ในสวนที่มีพื้นที่ทอดยาวกว่า 190 เฮกตาร์ ประกอบไปด้วย เส้นทางสำหรับเดินป่าหรือปั่นจักรยานในฤดูร้อน จุดสำหรับเล่นสกีครอสคันทรีและสำหรับเดินบนหิมะ ป่าไม้ที่มีความหลากหลายทางระบบนิเวศ, พื้นที่ชุ่มน้ำ, ทะเลสาบบีเวอร์ (Beaver Lake) และนกมากกว่า 180 สายพันธุ์</p>
<p>อีกทั้ง เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของสวนพฤกษศาสตร์ที่ได้รับการดูแลอย่างดี และสวนสาธารณะฌอง ดราโป ที่ทอดยาวไปทั่วเกาะแซงต์ เอเลน (Sainte-Hélène) และเกาะน็อทร์ ดาม (Notre-Dame) สะท้อนความสมดุลที่ลงตัวระหว่างระบบผังเมืองและพื้นที่สีเขียวเป็นอย่างดี</p>
<figure id="attachment_42133" aria-describedby="caption-attachment-42133" style="width: 860px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42133 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155500241.jpg" alt="" width="860" height="534" /><figcaption id="caption-attachment-42133" class="wp-caption-text">Photograph: Firefighter Montreal / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>4. ริกา (</strong><strong>Riga) ประเทศลัตเวีย</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 87%</p>
<p><strong>&#8216;ริกา&#8217; </strong>หนึ่งในเมืองที่มีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม ข้อมูลการวิเคราะห์พื้นที่สีเขียวผ่านดาวเทียม ของเว็บไซต์ HUGSI.green พบว่า 47% ของพื้นที่เมืองเป็นพื้นที่สีเขียว และมีพื้นที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ถึง 39% นอกจากนี้ ริกายังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมืองสีเขียวของสหภาพยุโรป ที่นำโดยนายกเทศมนตรี และได้กำหนดพันธสัญญาในการอนุรักษ์สวนสาธารณะในเมืองเพื่อสนับสนุนสภาพภูมิอากาศเฉพาะถิ่นและป้องกันผลกระทบจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (ปรากฏการณ์ที่เมืองมีพื้นผิวถนนลาดยางและคอนกรีตจำนวนมาก ทำให้เมืองกักเก็บความร้อนได้มากกว่าในชนบท)</p>
<figure id="attachment_42134" aria-describedby="caption-attachment-42134" style="width: 859px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42134 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155513960.jpg" alt="" width="859" height="538" /><figcaption id="caption-attachment-42134" class="wp-caption-text">Photograph: kavalenkava / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>5. เมลเบิร์น (</strong><strong>Melbourne) ประเทศออสเตรเลีย</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 87%</p>
<p><strong>&#8216;เมลเบิร์น&#8217;</strong>​ เมือง​ใหญ่​อันดับสองของออสเตรเลีย และได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่ดีที่สุดในโลกโดย Time Out เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา การเข้าถึงธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวของเมืองนี้ นับเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสิน</p>
<p>หากย้อนไปในปี 2018 เมลเบิร์นได้เกิดไอเดียในการสร้างอีเมลประจำต้นไม้แต่ละต้น ซึ่งมีมากกว่า 70,000 ต้น เพื่อให้ชาวเมืองสามารถติดตามสถานภาพของต้นไม้ได้ สิ่งทีเกิดขึ้น คือ ชาวเมืองต่างเขียนจดหมายรักถึงต้นไม้แทน โดยจดหมายที่ส่งถึงต้นไม้ต้นต่างๆ ทั่วเมลเบิร์น ยังถูกรวบรวมโดยสถานีโทรทัศน์ ABC อีกด้วย</p>
<figure id="attachment_42135" aria-describedby="caption-attachment-42135" style="width: 858px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42135 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155526838.jpg" alt="" width="858" height="544" /><figcaption id="caption-attachment-42135" class="wp-caption-text">Photograph: Paul Harding 00 / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>6. เคปทาวน์ (</strong><strong>Cape Town) ประเทศแอฟริกาใต้</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86%</p>
<p><strong>&#8216;เคปทาวน์&#8217;</strong> เมืองที่ตั้งอยู่ในหุบเขาแหล่งคุ้มครองพันธุ์พืชเคปฟอรัล (Cape Floral Region) หนึ่งในภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลกและเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก แบ่งออกเป็น 13 กลุ่มที่แตกต่างกันออกไป ประกอบไปด้วย อุทยานแห่งชาติเทเบิลเมาน์เทน (Table Mountain National Park) และเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่ง (Garden Route Complex) พื้นที่รวมทั้งหมดกว่า 1,094,741 เฮกตาร์ และจากข้อมูลของ Cape Nature พบว่า 70% ของพืชที่เติบโตที่นี่ไม่สามารถพบได้ในพื้นที่อื่นในโลก จึงไม่น่าแปลกใจที่ 86% ของชาวเคปทาวน์รู้สึกขอบคุณที่มีสิ่งนี้อยู่รอบๆ ตัวพวกเขา</p>
<figure id="attachment_42136" aria-describedby="caption-attachment-42136" style="width: 855px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42136 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155535596.jpg" alt="" width="855" height="536" /><figcaption id="caption-attachment-42136" class="wp-caption-text">Photograph: RomanSlavik.com / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>7. สิงคโปร์ (</strong><strong>Singapore)</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86%</p>
<p><strong>&#8216;สิงคโปร์&#8217;</strong> ให้ความสำคัญกับการดูแลธรรมชาติอย่างมาก นับตั้งแต่ปี 1967 สิงคโปร์ วางเป้าหมาย ในการทำให้เกาะแห่งนี้กลายเป็น ‘<strong>Garden City</strong>’ และในปัจจุบัน<strong> เกือบ 50% ของพื้นที่ทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยพื้นที่สีเขียว</strong> สวนการ์เดนส์บายเดอะเบย์ (Gardens by the Bay) ขนาด 250 เอเคอร์ ที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่จากการถมทะเล เป็นส่วนสำคัญของวิสัยทัศน์</p>
<p>รวมถึงเป้าหมายของสิงคโปร์ ในการมุ่งสู่เมืองสีเขียวที่สุดในโลกภายในปี 2030 ตามแผนสีเขียวที่ยั่งยืน ในการเดินหน้าปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้นในเมือง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกครัวเรือนจะสามารถเดินไปยังพื้นที่สีเขียวได้ภายใน 10 นาที</p>
<figure id="attachment_42137" aria-describedby="caption-attachment-42137" style="width: 849px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42137 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155544138.jpg" alt="" width="849" height="528" /><figcaption id="caption-attachment-42137" class="wp-caption-text">Photograph: Wirestock Creators / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>8. เมเดยิน (</strong><strong>Medellín) ประเทศโคลอมเบีย</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86%</p>
<p><strong>&#8216;เมเดยิน&#8217; </strong>เมืองใหญ่อันดับสองของโคลอมเบีย ครองอันดับหนึ่งในการจัดอันดับเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในปี 2025 ที่ผ่านมา โดย 92% ของชาวเมือง ให้คะแนนสูงในด้านของพื้นที่ธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม แม้ในปี 2026 คะแนนความพึงพอใจจะลดลง 6% แต่พื้นที่สีเขียวที่อุดมสมบูรณ์ของเมืองนี้ ก็ยังคงได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงถึง 86% จากชาวเมือง</p>
<p>แม้ว่าเมเดยิน จะได้รับการขนานนามว่า <strong>&#8216;เมืองแห่งฤดูใบไม้ผลิชั่วนิรันดร์&#8217;</strong> จากอุณหภูมิในช่วงเวลากลางวันสูงอย่างต่อเนื่อง แต่จุดเด่นของเมืองที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอย่าง<strong> &#8216;ทางเดินสีเขียว&#8217;</strong> ที่มีการปลูกตามถนนคอนกรีตเป็นหลักในปี 2016 ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิของเมืองลดลง 2 องศาเซลเซียสใน 3 ปีหลังจากนั้น</p>
<figure id="attachment_42138" aria-describedby="caption-attachment-42138" style="width: 856px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42138 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155558030.jpg" alt="" width="856" height="541" /><figcaption id="caption-attachment-42138" class="wp-caption-text">Photograph: oscar garces / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>9. สตอกโฮล์ม (</strong><strong>Stockholm) ประเทศสวีเดน</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86 %</p>
<p>เมืองหลวงของสวีเดนเป็นหนึ่งในเมืองสีเขียวที่สุดในยุโรปมาเป็นระยะเวลานาน <strong>&#8216;สตอกโฮล์ม&#8217;</strong> เป็นเมืองแรกที่ได้รับรางวัลเมืองหลวงสีเขียวแห่งยุโรป (European Green Capital) ในปี 2010 และรักษามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>จากรายงานของ หอการค้าสตอกโฮล์ม พบว่า 84% ของผู้อยู่อาศัยในเขตสตอกโฮล์มอาศัยอยู่ในเมืองที่มีแนวคิด  <strong>&#8216;เมือง 15 นาที&#8217;</strong> (การเดินทางไปยังสถานที่สำคัญในเวลาอันสั้น) ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติในเมืองแห่งแรกของโลก โดยมีศูนย์กลางคือสวนรอยัลดจูร์การ์เดน (Royal Djurgården) ซึ่งทอดยาวจากเซอเรนทอร์ป (Sörentorp) และอุลริกส์ดาล (Ulriksdal) ไปจนถึงดจูร์การ์เดน (Djurgården) และเกาะเฟียเดอร์โฮลมาร์นา (Fjäderholmarna) ปอดสีเขียวขนาดใหญ่ดังกล่าว เป็นที่ตั้งของป่าโอ๊กโบราณ จุดว่ายน้ำตามโขดหิน และเส้นทางปั่นจักรยานอีกด้วย</p>
<figure id="attachment_42139" aria-describedby="caption-attachment-42139" style="width: 854px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42139 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155571035.jpg" alt="" width="854" height="540" /><figcaption id="caption-attachment-42139" class="wp-caption-text">Photograph: Mikael Damkier / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>10. ฮัมบูร์ก (</strong><strong>Hamburg) ประเทศเยอรมนี</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 85%</p>
<p>เมืองฮัมบูร์กติดอันดับที่ 10 เมืองที่มีพื้นที่สีเขียวที่ดีที่สุด เหตุผลที่ชาวเมืองให้คะแนนสูงกว่า 85% เนื่องจากตลอดศตวรรษที่ผ่านมา ฮัมบูร์ก ได้ถูกออกแบบตามโครงการขนาดใหญ่ที่เรียกว่า &#8216;<strong>Green Network Hamburg&#8217;</strong> เชื่อมโยงเส้นทางน้ำของเมือง สวนสาธารณะ สวนชานเมือง และถนนที่มีต้นไม้เรียงราย นอกจากนี้ ฮัมบูร์กยังเป็นผู้นำในด้านอุตสาหกรรมหลังคาสีเขียว และมีมาตรการจูงใจให้ผู้อยู่อาศัยและธุรกิจต่างๆ ปรับปรุงอาคารบ้านเรือนของตนอีกด้วย</p>
<figure id="attachment_42140" aria-describedby="caption-attachment-42140" style="width: 855px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42140 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155580991.jpg" alt="" width="855" height="529" /><figcaption id="caption-attachment-42140" class="wp-caption-text">Photograph: ruzanna / Shutterstock</figcaption></figure>
<p>นอกจาก 10 อันดับข้างต้นแล้ว เมืองที่มีพื้นที่สีเขียวและการเข้าถึงธรรมชาติที่ดีที่สุด อันดับที่ 11 &#8211; 20 ในปี 2026 ตามความเห็นของชาวเมือง ได้แก่</p>
<p>11. ปักกิ่ง ประเทศจีน (84%)</p>
<p>12. เวียนนา ประเทศออสเตรีย (83%)</p>
<p>13. เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ (83%)</p>
<p>14. กรากุฟ ประเทศโปแลนด์ (82%)</p>
<p>15. ออสโล ประเทศนอร์เวย์ (81%)</p>
<p>16. โซล ประเทศเกาหลีใต้ (80%)</p>
<p>17. ทาลลินน์ ประเทศเอสโตเนีย (79%)</p>
<p>18. โอคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ (78%)</p>
<p>19. ลักเซมเบิร์ก ประเทศลักเซมเบิร์ก (78%)</p>
<p>20. เซาเปาโล ประเทศบราซิล (76%)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง : Time Out , สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/10-world-best-cities-green-space/">Time Out เปิดผลสำรวจ​ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; แห่งปี 2026 &#8216;บาธ&#8217; แห่งสหราชอาณาจักร ครองอันดับ 1 โดดเด่นด้วย &#8216;Green infrastructure Framework&#8217; คะแนนพื้นที่สีเขียว 94%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การบินไทยเปิดตัวมาสคอต &#8216;Junior Sky Explorers&#8217; สร้างความผูกพันนักเดินทางรุ่นเยาว์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/tg-unveils-junior-sky-explorers/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 06 Jun 2026 11:38:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Junior Sky Explorers]]></category>
		<category><![CDATA[Royal Orchid Holidays]]></category>
		<category><![CDATA[TG]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Airways]]></category>
		<category><![CDATA[การบินไทย]]></category>
		<category><![CDATA[กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[นักผจญภัยตัวน้อย]]></category>
		<category><![CDATA[นักเดินทางรุ่นเยาว์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42284</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดตัวมาสคอต Junior Sky Explorers อย่างเป็นทางการครั้งแรก ภายในงาน “รักคุณเท่าฟ้า 2569” โดยมี น้องเกล &#8211; แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์ เข้าร่วมในฐานะ &#8216;Junior Air-bassador&#8217; สร้างสีสันและความน่ารักให้กับการเปิดตัวครั้งนี้ คุณกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า Junior Sky Explorers เป็นกลุ่มมาสคอตชุดแรกของการบินไทยเพื่อนักเดินทางรุ่นเยาว์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสัตว์ที่คนไทยคุ้นเคยในประเทศไทย ต่อยอดเป็นคาแรกเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ และเข้าถึงง่าย เพื่อสร้างความสุข ความผูกพัน และประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ให้แก่เด็กและครอบครัว สามารถต่อยอดไปสู่ความบันเทิงบนเครื่องบิน สินค้าลิขสิทธิ์ และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้เสริมให้แก่บริษัทฯ ในระยะยาว สำหรับ  Junior Sky Explorers เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด &#8216;Dream Big, Fly Far&#8217; หรือ  &#8216;ฝันที่ใหญ่บินไกลสุดฟ้า&#8217; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/tg-unveils-junior-sky-explorers/">การบินไทยเปิดตัวมาสคอต &#8216;Junior Sky Explorers&#8217; สร้างความผูกพันนักเดินทางรุ่นเยาว์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong> บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)</strong> เปิดตัวมาสคอต <strong>Junior Sky Explorers </strong>อย่างเป็นทางการครั้งแรก ภายในงาน “<strong>รักคุณเท่าฟ้า 2569</strong>” โดยมี <strong>น้องเกล &#8211; แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์</strong> เข้าร่วมในฐานะ<strong> &#8216;Junior Air-bassador&#8217;</strong> สร้างสีสันและความน่ารักให้กับการเปิดตัวครั้งนี้</p>
<p><span id="more-42284"></span></p>
<p><strong>คุณกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์</strong> ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า <strong>Junior Sky Explorers</strong> เป็นกลุ่มมาสคอตชุดแรกของการบินไทยเพื่อนักเดินทางรุ่นเยาว์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสัตว์ที่คนไทยคุ้นเคยในประเทศไทย ต่อยอดเป็นคาแรกเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ และเข้าถึงง่าย เพื่อสร้างความสุข ความผูกพัน และประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ให้แก่เด็กและครอบครัว สามารถต่อยอดไปสู่ความบันเทิงบนเครื่องบิน สินค้าลิขสิทธิ์ และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้เสริมให้แก่บริษัทฯ ในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42286 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/RKTF_6JUN_6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับ  <strong>Junior Sky Explorers</strong> เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด &#8216;<strong>Dream Big, Fly Far&#8217; </strong>หรือ  &#8216;<strong>ฝันที่ใหญ่บินไกลสุดฟ้า&#8217;</strong> ที่เราออกแบบขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ เพราะทุกการเดินทางที่ยิ่งใหญ่ ล้วนเริ่มต้นจากความฝันเล็ก ๆ ของใครบางคนเสมอ เราหวังว่า เมื่อพวกเขาได้รู้จักกับ Junior Sky Explorers พวกเขาจะไม่ได้พบเพียงตัวการ์ตูน แต่จะได้พบเพื่อน พบแรงบันดาลใจ และพบความกล้าที่จะออกไปค้นพบโลกกว้างด้วยตัวเอง</p>
<p>กลุ่มมาสคอต Junior Sky Explorers ประกอบด้วย 5 คาแรกเตอร์ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; เบญจา (เบญ) </strong> ไก่ชนจากพิษณุโลก ผู้นำผู้กล้าหาญ</p>
<p><strong>&#8211; ไอยรา (ไอซ์) </strong> ช้างไทยจากสุรินทร์ ผู้พิทักษ์แสนอบอุ่น</p>
<p><strong>&#8211; วิฬาร์ (เว)</strong>  แมววิเชียรมาศจากพระนครศรีอยุธยา ตัวแทนความสง่างามและโชคดี</p>
<p><strong>&#8211; ทุย</strong>  ควายน้ำจากพัทลุง เพื่อนผู้ซื่อสัตย์</p>
<p><strong>&#8211; ริก้า</strong>  นกเอี้ยงสาริกาจากสงขลา อัจฉริยะตัวจิ๋วผู้เปี่ยมไหวพริบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42287 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/S__15188089.jpg" alt="" width="1200" height="787" /></p>
<p>ซึ่งทุกคาแรกเตอร์สะท้อนเอกลักษณ์ไทยผ่านบุคลิกที่หลากหลาย แต่มีจุดหมายเดียวกัน คือการเชิญชวนเยาวชนออกเดินทาง ค้นพบโลกกว้าง และสร้างรอยยิ้มในทุกเที่ยวบิน พร้อมแผนต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ เช่น ของที่ระลึก และบัตร Sky Junior สำหรับสมาชิก Royal Orchid Plus รุ่นเยาว์</p>
<p>ทั้งนี้ Junior Sky Explorers เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการสร้างความผูกพันกับผู้โดยสารตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งปัจจุบันการบินไทยมีสมาชิก Royal Orchid Plus รุ่นเยาว์กว่า 33,000 คน และมีผู้โดยสารเด็กเดินทางกับสายการบินกว่า 300,000 คนต่อปี สะท้อนโอกาสในการเติบโตผ่านการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42288 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/RKTF_6JUN_5-re.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p>ในอนาคต การบินไทยเตรียมพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวสำหรับ &#8216;<strong>นักผจญภัยตัวน้อย&#8217; </strong>ผ่าน Royal Orchid Holidays โดยเชื่อมโยงเรื่องราวของมาสคอตกับจังหวัดต้นกำเนิด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา พัทลุง พิษณุโลก สุรินทร์ และสงขลา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ และเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างแบรนด์กับผู้โดยสารมากยิ่งขึ้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/tg-unveils-junior-sky-explorers/">การบินไทยเปิดตัวมาสคอต &#8216;Junior Sky Explorers&#8217; สร้างความผูกพันนักเดินทางรุ่นเยาว์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บราเดอร์ เซ็ตมาตรฐาน BSQA ยกระดับ​บริการสู่ต้นแบบ CSV แพลตฟอร์มพัฒนาองค์ความรู้ด้านบริการหลังการขาย ตั้งเป้า​ขยายผล​ 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมนำร่องต่อเนื่องในลาว</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/brother-set-bsqa-standard/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 06 Jun 2026 08:12:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[After-Sales Service]]></category>
		<category><![CDATA[At Your Side Every Side of Life]]></category>
		<category><![CDATA[Best Service & Quality Assurance]]></category>
		<category><![CDATA[Brother]]></category>
		<category><![CDATA[BSQA]]></category>
		<category><![CDATA[CSV]]></category>
		<category><![CDATA[Service excellence]]></category>
		<category><![CDATA[บราเดอร์]]></category>
		<category><![CDATA[บริการหลังการขาย]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[รัสสิญากร ตัณฑวณิชย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42272</guid>

					<description><![CDATA[<p>บราเดอร์ (Brother) วางโรดแม็พ 5ปี เซ็ตมาตรฐาน BSQA (Best Service &#38; Quality Assurance)  by Brother เพื่อต่อยอดการพัฒนา​องค์ความรู้ และกระบวนการในส่วนของการปฏิบัติการด้านการให้บริการทั้งหมด ​ให้เป็นได้มากกว่าการให้บริการ​หลังการขาย  พร้อมทั้งสร้าง​​คุณค่าเพิ่มได้มากกว่าเพียงการให้บริการซ่อมผลิตภัณฑ์เพื่อให้สินค้าต่างๆ สามารถกลับมาใช้งานได้เท่านั้น แต่สามารถส่งต่อคุณค่าให้ได้ทั้งต่อลูกค้า คู่ค้า สังคม​ ประเทศชาติ ตลอดจนเพิ่มความแข็งแรงด้านภาพลักษณ์และความพึงพอใจที่มีต่อแบรนด์ได้มากขึ้น รวมทั้งสะท้อนสู่การเติบโตให้ยอดขายได้ราว 5-10% การเซ็ตมาตรฐานการให้บริการ BSQA ของบราเดอร์ สอดคล้องไป​กับการยกระดับแนวคิดแบรนด์จาก At Your Side สู่  &#8216;At Your Side, Every Side of Life&#8217; เพื่อให้มีความหมายครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ​ตอกย้ำบทบาทของ &#8216;บราเดอร์&#8217; ในฐานะแบรนด์ที่พร้อมอยู่เคียงข้างผู้ใช้งานในทุกช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ตั้งแต่การเรียนรู้ การทำงาน การสร้างสรรค์ การดูแลครอบครัว ไปจนถึงการเติบโตของธุรกิจ คุณรัสสิญากร ตัณฑวณิชย์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/brother-set-bsqa-standard/">บราเดอร์ เซ็ตมาตรฐาน BSQA ยกระดับ​บริการสู่ต้นแบบ CSV แพลตฟอร์มพัฒนาองค์ความรู้ด้านบริการหลังการขาย ตั้งเป้า​ขยายผล​ 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมนำร่องต่อเนื่องในลาว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บราเดอร์ (Brother)</strong> วางโรดแม็พ 5ปี เซ็ตมาตรฐาน <strong>BSQA</strong> (Best Service &amp; Quality Assurance)  by Brother เพื่อต่อยอดการพัฒนา​องค์ความรู้ และกระบวนการในส่วนของการปฏิบัติการด้านการให้บริการทั้งหมด ​ให้เป็นได้มากกว่าการให้บริการ​หลังการขาย  พร้อมทั้งสร้าง​​คุณค่าเพิ่มได้มากกว่าเพียงการให้บริการซ่อมผลิตภัณฑ์เพื่อให้สินค้าต่างๆ สามารถกลับมาใช้งานได้เท่านั้น</p>
<p><span id="more-42272"></span></p>
<p>แต่สามารถส่งต่อคุณค่าให้ได้ทั้งต่อลูกค้า คู่ค้า สังคม​ ประเทศชาติ ตลอดจนเพิ่มความแข็งแรงด้านภาพลักษณ์และความพึงพอใจที่มีต่อแบรนด์ได้มากขึ้น รวมทั้งสะท้อนสู่การเติบโตให้ยอดขายได้ราว 5-10%</p>
<p>การเซ็ตมาตรฐานการให้บริการ BSQA ของบราเดอร์ สอดคล้องไป​กับการยกระดับแนวคิดแบรนด์จาก <strong>At Your Side </strong>สู่  &#8216;<strong>At Your Side, Every Side of Life&#8217; </strong>เพื่อให้มีความหมายครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ​ตอกย้ำบทบาทของ <strong>&#8216;บราเดอร์&#8217;</strong> ในฐานะแบรนด์ที่พร้อมอยู่เคียงข้างผู้ใช้งานในทุกช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ตั้งแต่การเรียนรู้ การทำงาน การสร้างสรรค์ การดูแลครอบครัว ไปจนถึงการเติบโตของธุรกิจ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42274 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Brother-BSQA_4-ree.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณรัสสิญากร ตัณฑวณิชย์ </strong>ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเซ็ตมาตรฐาน BSQA เป็นการ​พัฒนาโดยบราเดอร์ ในประเทศไทย จากการให้บริการและสะสมองค์ความรู้ การทำความเข้าใจตลาด และผู้บริโภคในประเทศไทยมากว่า 29 ปี โดยในเฟสแรกได้วาง​แผนขับเคลื่อน​​ 5 ปี​ ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ การนำไปปรับใช้กับทางศูนย์ให้บริการทั่วประเทศ ทั้งศูนย์บริการ​บราเดอร์​ และศูนย์ตัวแทนจำหน่ายที่ให้บริการกว่า 140  แห่ง ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้ทำการประเมินศูนย์ตัวแทนที่ได้รับรองมาตรฐาน BSQA แล้ว รวม 38 แห่ง จาก 32 จังหวัด ซึ่งเป้าหมายตามโรดแม็พคือ การรับรองมาตรฐาน BSQA ให้แก่ศูนย์ตัวแทนจำหน่าย ได้ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ภายในปี 2027 นี้</p>
<p><em>&#8220;บราเดอร์ให้ความสำคัญต่องานบริการลูกค้า ที่ไม่ใช่​เพียงการให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค​ แต่เป็นส่วนสำคัญที่สะท้อน​ความตั้งใจในการดูแลลูกค้าในทุกช่วงเวลาของการใช้งาน ตามแนวคิด​ &#8216;<strong>At Your Side, Every Side of Life&#8217;</strong> เพื่อให้ลูกค้าผู้ใช้ผลิตภัณฑ์บราเดอร์มีความพึงพอใจ เชื่อมั่น พร้อมทั้งได้รับประสบการณ์ที่ดี ผ่านการพัฒนาคุณภาพด้านการให้บริการจากศูนย์บริการที่มีอยู่ทั่วประเทศ และถือเป็น Brand Touchpoint สำคัญที่เข้าถึงและใกล้ชิดลูกค้ามากที่สุด เพื่อนำมาสู่ความไว้วางใจ และการใช้บริการต่อเนื่อง รวมไปถึงการบอกต่อ ​ซึ่งนำมาซึ่งการสร้างความเชื่อมั่นและผูกพันกับแบรนด์ได้ในระยะยาว ทำให้ระดับความพึงพอใจต่อแบรนด์เพิ่มสูงมากขึ้นได้ จากปัจจุบันอยู่ในระดับค่อนข้างสูงที่เฉลี่ยราว 90% รวมทั้งยังส่งผลต่อเนื่องทำให้ยอดขายเติบโตได้เพิ่มขึ้นราว 5-10% ได้ด้วยเช่นกัน&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42273 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Brother-BSQA_3-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจาก BSQA จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับความพึงพอใจและประสบการณ์ที่ดีให้แบรนด์แล้ว บราเดอร์ยังคาดหวังในการสร้าง​กลไกสำคัญในการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจไปสู่​​ผู้ประกอบการศูนย์บริการ ชุมชนท้องถิ่น และระบบเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมกัน ​โดยวาง​แนวทางขับเคลื่อนตามเกณฑ์​ BSQA ให้เป็นมากกว่ามาตรฐานการประเมินศูนย์บริการ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยพัฒนาองค์ความรู้ เทคนิค และแนวปฏิบัติที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถยกระดับคุณภาพการบริการได้อย่างเป็นรูปธรรม ศูนย์บริการในเครือข่ายสามารถนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า และเสริมศักยภาพในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันยังช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและชุมชนได้รับการพัฒนาทักษะ สร้างอาชีพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้บุคลากรด้านงานบริการของประเทศไปพร้อมกัน</p>
<p><em>&#8220;ภายใต้วิสัยทัศน์ระยะยาว บราเดอร์มีเป้าหมายต่อยอดมาตรฐาน BSQA  สู่โครงการ CSV (Creating Shared Value) ระดับประเทศ เพื่อยกระดับ BSQA จากมาตรฐานการพัฒนาศูนย์บริการในกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านไอทีและอุปกรณ์สำนักงาน สู่ต้นแบบองค์ความรู้ด้านการบริการหลังการขายที่สามารถประยุกต์ใช้กับสินค้าและอุตสาหกรรมหลากหลายประเภทในอนาคต แนวคิดนี้สะท้อนบทบาทของบราเดอร์ในฐานะองค์กรที่มุ่งสู่การเป็น  Thailand’s Center of Service Excellence in After-Sales Service  หรือศูนย์กลางการพัฒนาองค์ความรู้ด้านบริการหลังการขายของประเทศไทย ผ่านการถ่ายทอดมาตรฐาน กระบวนการทำงาน และแนวปฏิบัติที่ช่วยยกระดับคุณภาพการบริการได้อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ซึ่งไม่เพียงแค่การดำเนินงานในประเทศไทยเท่านั้น แต่บราเดอร์จะขยายผลเพื่อต่อยอดการดำเนินงานไปสู่ศูนย์บริการบราเดอร์ที่ให้บริการอยู่ในประเทศลาวทั้ง 6 แห่ง ภายในปีหน้าด้วย&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42275 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Brother-BSQA_7.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ภายใต้แนวทางนี้ </strong><strong>BSQA </strong><strong>ได้รับการพัฒนาให้เป็นแพลตฟอร์มสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจและสังคม โดยเชื่อมโยง </strong><strong>4</strong><strong> มิติสำคัญ ได้แก่ </strong><strong>Customer Value </strong><strong>ซึ่งมุ่งยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขายทั่วประเทศ </strong><strong>Partner Value </strong><strong>ซึ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการศูนย์บริการ </strong><strong>Community Value </strong><strong>ซึ่งสนับสนุนการสร้างงานและรายได้ในท้องถิ่น และ </strong><strong>National Value </strong><strong>ซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการคุณภาพของผู้บริโภคในทั้ง </strong><strong>77</strong><strong> จังหวัด </strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/brother-set-bsqa-standard/">บราเดอร์ เซ็ตมาตรฐาน BSQA ยกระดับ​บริการสู่ต้นแบบ CSV แพลตฟอร์มพัฒนาองค์ความรู้ด้านบริการหลังการขาย ตั้งเป้า​ขยายผล​ 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมนำร่องต่อเนื่องในลาว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากภูเขาหัวโล้น สู่ &#8216;โมเดลเรียนรู้ความยั่งยืน&#8217; 38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย สู่สายตาชาวโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/doitung-global-sustainable-development-role-model/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 11:41:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luan]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[SE]]></category>
		<category><![CDATA[Social Enterprise]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คนกับป่า]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42224</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ &#8216;โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย&#8217; โดย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตอกย้ำบทบาทต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย อีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนว่า การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้สำเร็จต้องทำทั้งระบบ ตั้งแต่การแก้ปัญหาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน การสร้างอาชีพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในอนาคตของพื้นที่ตนเอง ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษ ดอยตุงเปลี่ยนจากพื้นที่ภูเขาหัวโล้นที่เคยเผชิญปัญหาการปลูกพืชเสพติด การทำไร่เลื่อนลอย และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์กว่า 90% ผ่านการจัดสรรพื้นที่ให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างสมดุล ควบคู่กับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะไม่ให้ไปสู่บ่อฝังกลบ การดูแลน้ำ การใช้พลังงานทดแทนและลดต้นทุน การนำของเหลือจากการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ การพัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชน และการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นผู้ดูแลทรัพยากรรุ่นต่อไป จนโครงการพัฒนาดอยตุงฯ กลายเป็น &#8216;โมเดลความยั่งยืน&#8217; เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบการพัฒนาที่มีคณะศึกษาดูงานทั้งจากไทยและต่างประเทศเดินทางมาเรียนรู้หลายพันคนต่อปี  พร้อมต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากพื้นที่สู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของตนเอง ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า บทเรียนสำคัญของดอยตุงคือ ถ้าเราต้องการรักษาป่า เราต้องเข้าใจชีวิตของคนที่อยู่กับป่า การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนไม่ใช่การห้ามคนใช้ทรัพยากรทั้งหมด แต่คือการออกแบบให้คนใช้ทรัพยากรอย่างพอดี มีระบบ มีความรับผิดชอบ และเห็นประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว วันนี้งานสิ่งแวดล้อมของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/doitung-global-sustainable-development-role-model/">จากภูเขาหัวโล้น สู่ &#8216;โมเดลเรียนรู้ความยั่งยืน&#8217; 38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย สู่สายตาชาวโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ <strong>&#8216;โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย&#8217;</strong> โดย <strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ตอกย้ำบทบาทต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย</p>
<p><span id="more-42224"></span></p>
<p>อีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนว่า การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้สำเร็จต้องทำทั้งระบบ ตั้งแต่การแก้ปัญหาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน การสร้างอาชีพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในอนาคตของพื้นที่ตนเอง</p>
<p>ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษ ดอยตุงเปลี่ยนจากพื้นที่ภูเขาหัวโล้นที่เคยเผชิญปัญหาการปลูกพืชเสพติด การทำไร่เลื่อนลอย และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์กว่า 90% ผ่านการจัดสรรพื้นที่ให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างสมดุล ควบคู่กับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะไม่ให้ไปสู่บ่อฝังกลบ การดูแลน้ำ การใช้พลังงานทดแทนและลดต้นทุน การนำของเหลือจากการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ การพัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชน และการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นผู้ดูแลทรัพยากรรุ่นต่อไป</p>
<p><em><strong>จนโครงการพัฒนาดอยตุงฯ กลายเป็น &#8216;โมเดลความยั่งยืน&#8217; เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบการพัฒนาที่มีคณะศึกษาดูงานทั้งจากไทยและต่างประเทศเดินทางมาเรียนรู้หลายพันคนต่อปี</strong>  </em>พร้อมต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากพื้นที่สู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของตนเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42225 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/1.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> กล่าวว่า บทเรียนสำคัญของดอยตุงคือ ถ้าเราต้องการรักษาป่า เราต้องเข้าใจชีวิตของคนที่อยู่กับป่า การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนไม่ใช่การห้ามคนใช้ทรัพยากรทั้งหมด แต่คือการออกแบบให้คนใช้ทรัพยากรอย่างพอดี มีระบบ มีความรับผิดชอบ และเห็นประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว วันนี้งานสิ่งแวดล้อมของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การฟื้นป่า แต่ขยายไปสู่การจัดการขยะ น้ำ พลังงาน คาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างเยาวชนในพื้นที่ให้เข้าใจคุณค่าของทรัพยากร เพราะสิ่งแวดล้อมจะยั่งยืนได้จริง ก็ต่อเมื่อชุมชนเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยตนเอง<strong> </strong></p>
<p><strong>&#8211; คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเข้าใจ</strong> <strong>ระบบนิเวศกลับคืน</strong> ความสำเร็จของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เกิดจากการจัดสรรการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน ทั้งป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ ป่าใช้สอย พื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย เพื่อให้ชุมชนมีอาชีพ รายได้ และบทบาทในการดูแลทรัพยากร เมื่อคนมีทางเลือกในการดำรงชีวิต แรงกดดันต่อป่าธรรมชาติจึงลดลง และระบบนิเวศสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42226 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/3.jpeg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; ความหลากหลายทางชีวภาพคือหลักฐานสำคัญของป่าที่กลับมามีชีวิต </strong>โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และติดตามข้อมูลในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งพืช สัตว์ป่า แหล่งน้ำ และระบบนิเวศโดยรอบ เพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนดูแลพื้นที่ให้คน ป่า และทรัพยากรธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ในระยะยาว</p>
<p><strong>&#8211; การจัดการขยะภายในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ</strong> ยึดหลักขยะต้องไม่จบที่บ่อฝังกลบ ทำให้ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบตั้งแต่ปี 2561 แม้เป็นพื้นที่ที่มีทั้งสำนักงาน โรงงาน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรม แหล่งท่องเที่ยว ชุมชน โรงเรียน และรองรับนักท่องเที่ยวปีละประมาณ 500,000 ถึง 600,000 คน โดยมีขยะที่ต้องบริหารจัดการประมาณ 102.4 ตันต่อปี หลักการสำคัญคือการแยกขยะตั้งแต่ต้นทางออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ ขยะรีไซเคิล ขยะย่อยสลายได้ ขยะอันตราย ขยะทั่วไป ขยะติดเชื้อ และขยะอื่น ๆ ก่อนนำไปจัดการตามลักษณะของขยะแต่ละประเภท เช่น นำกลับมาใช้ใหม่ ทำเป็นอาหารสัตว์ ส่งต่อให้บริษัทที่ได้รับอนุญาต หรือนำไปใช้เป็นพลังงาน แนวทางนี้ช่วยเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรที่จัดการได้ครบวงจร และยังขยายผลไปสู่ชุมชนในพื้นที่ 29 หมู่บ้าน เพื่อให้ครัวเรือน โรงเรียน และชุมชนลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42227 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/4-re.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>&#8211; ด้านการจัดการน้ำ</strong> โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ดำเนินงานตั้งแต่การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การบำบัด การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ เช่น สำนักงานกรุงเทพฯ ดอยตุง ตลอดจนศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมือ โรงย้อม โรงกระดาษสา และพื้นที่แปลงแมคคาเดเมีย รวมถึงการกำจัดสีในน้ำทิ้งจากกระบวนการย้อม และนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ในกิจกรรมที่เหมาะสม ช่วยลดการใช้น้ำใหม่ ลดภาระต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าไปพร้อมกับการดูแลระบบนิเวศต้นน้ำ</p>
<p><strong>&#8211; ด้านพลังงาน</strong> โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ใช้พลังงานทดแทนและมาตรการอนุรักษ์พลังงานให้เหมาะกับลักษณะงานของแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การใช้ระบบแก๊สซิไฟเออร์จากถ่านไม้ไผ่ที่ได้จากไม้ไผ่ตายขุยในป่าไผ่ การใช้ระบบน้ำร้อนจากชีวมวลในกระบวนการต้ม ฟอก และย้อมผ้า รวมถึงการผลิตไบโอดีเซลเพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งหมดนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมประมาณ 163.3 tCO2e ต่อปี และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้กว่า 1.46 ล้านบาทต่อปี สะท้อนว่า การลดคาร์บอนเริ่มได้จากการใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างเหมาะสม และวัดผลให้ชัดเจนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและต้นทุน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42228 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/6-re.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p><strong>&#8211; ผลิตภัณฑ์จากเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้แบรนด์ดอยตุง (</strong><strong>DoiTung)</strong> คืออีกตัวอย่างของการเปลี่ยนของเหลือจากการผลิตให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าโดยนำเศษวัสดุจากงานหัตถกรรม สิ่งทอ เซรามิก กาแฟ และแมคคาเดเมียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ทั้งในรูปแบบสินค้า ส่วนผสมในกระบวนการผลิต และพลังงานชีวมวล ขณะเดียวกันน้ำเสียจากโรงย้อมยังผ่านการบำบัดและนำกลับมาใช้ประโยชน์</p>
<p><em>&#8220;แนวทางนี้ทำให้ DoiTung ได้รับการรับรองมาตรฐานและฉลากด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อมหลายรายการ ทั้งโครงการประเมินการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนขององค์กร (Circular Economy Performance Assessment System หรือ CEPAS) จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, มาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับธุรกิจ (Circular Economy Management System for Business หรือ CEMS) จากบูโร เวอริทัส, มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 จาก CCQM (Con Cert Quality Management GmbH), ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product หรือ CFP) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สำหรับผ้าพันคอและกาแฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และฉลากผลิตภัณฑ์หมุนเวียน Circular Mark จากมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สำหรับกาแฟแคปซูล เป็นต้น&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42230 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/10-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>&#8211; </strong><strong>คาร์บอนเครดิตต้องกลับไปสร้างประโยชน์ให้ชุมชน</strong> มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อเปลี่ยนคุณค่าของป่าที่ชุมชนร่วมดูแลให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และเป็นแรงจูงใจในการอนุรักษ์ระยะยาว โดยพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จำนวน 57,480 ไร่ ได้ขึ้นทะเบียนภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) และสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ 419,513 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อขยายการทำงานร่วมกับป่าชุมชนทั่วประเทศ</p>
<p><strong>&#8211; เยาวชนคือกำลังสำคัญของการดูแลทรัพยากรในอนาคต</strong> โครงการพัฒนาดอยตุงฯ สร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ Science Fair นิทรรศการพลังงานและสิ่งแวดล้อม กิจกรรม <strong>&#8216;พลังงานทดแทน สร้างอนาคตคาร์บอนต่ำ&#8217;</strong> และ <strong>เครือข่ายดอยตุง Young Guardians</strong> ซึ่งเป็นเครือข่ายเยาวชนในพื้นที่ที่ร่วมเรียนรู้ ลงมือทำ และสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42229 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/11-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>จากภูเขาหัวโล้นสู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืน จากชุมชนที่เคยขาดโอกาสสู่ชุมชนที่มีอาชีพและมีส่วนร่วมดูแลทรัพยากร ดอยตุงจึงเป็น <strong>&#8216;ต้นแบบมีชีวิต&#8217;</strong> ที่ยืนยันว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง เมื่อคนกับธรรมชาติเติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุลในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/doitung-global-sustainable-development-role-model/">จากภูเขาหัวโล้น สู่ &#8216;โมเดลเรียนรู้ความยั่งยืน&#8217; 38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย สู่สายตาชาวโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The 1 บริษัทไทยหนึ่งเดียวบนเวทีรีเทลระดับโลก World Retail Congress ถอดรหัส Loyalty ยุคใหม่ จาก Transaction สู่ Relationship Economy</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/the-1-world-retail-congress/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 09:50:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Complexity is Norm]]></category>
		<category><![CDATA[Future of Loyalty]]></category>
		<category><![CDATA[Loyalty]]></category>
		<category><![CDATA[Relationship Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Retail]]></category>
		<category><![CDATA[SVOC]]></category>
		<category><![CDATA[The 1]]></category>
		<category><![CDATA[World Retail Congress]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[หรรษา วงศ์สิริพิทักษ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42215</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา บนเวที World Retail Congress ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี หนึ่งในเวทีรีเทลระดับโลกที่รวบรวมผู้นำระดับ C-Level จากธุรกิจค้าปลีก แบรนด์ และนักการตลาดทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและอัปเดตเทรนด์ที่จะกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรม ตั้งแต่ AI พฤติกรรมผู้บริโภค ไปจนถึงกลยุทธ์ใหม่ของโลกรีเทล โดยภายในงานยังได้รับเกียรติจาก Karsten Wildberger &#8211; Federal Minister for Digitalization and Government Modernization ของเยอรมนี ร่วมสะท้อนถึงความท้าทายและทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมรีเทลโลก พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของภาครัฐในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจรีเทล ท่ามกลางยุคที่เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอด 3 วันของงาน ผู้เข้าร่วมยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำรีเทลระดับโลก ควบคู่ไปกับกิจกรรม Store Visit และ Company Visit เพื่ออัปเดตแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่กำลังพลิกอนาคตของอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ภายในงานยังมีผู้บริหารระดับสูงจากกลุ่มเซ็นทรัลที่ดูแลธุรกิจห้างสรรพสินค้าในยุโรปเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกลุ่มเซ็นทรัลบนเวทีรีเทลระดับโลก นอกเหนือจากเรื่องเทคโนโลยี หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดบนเวทีปีนี้ คือ อนาคตของ Loyaltyโดยเฉพาะโมเดลจากเอเชียและประเทศไทย ที่กำลังก้าวข้ามระบบสะสมแต้มแบบเดิม ไปสู่การสร้าง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/the-1-world-retail-congress/">The 1 บริษัทไทยหนึ่งเดียวบนเวทีรีเทลระดับโลก World Retail Congress ถอดรหัส Loyalty ยุคใหม่ จาก Transaction สู่ Relationship Economy</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา บนเวที <strong>World Retail Congress</strong> ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี หนึ่งในเวทีรีเทลระดับโลกที่รวบรวมผู้นำระดับ <strong>C-Level</strong> จากธุรกิจค้าปลีก แบรนด์ และนักการตลาดทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและอัปเดตเทรนด์ที่จะกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรม</p>
<p><span id="more-42215"></span></p>
<p>ตั้งแต่ AI พฤติกรรมผู้บริโภค ไปจนถึงกลยุทธ์ใหม่ของโลกรีเทล โดยภายในงานยังได้รับเกียรติจาก Karsten Wildberger &#8211; Federal Minister for Digitalization and Government Modernization ของเยอรมนี ร่วมสะท้อนถึงความท้าทายและทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมรีเทลโลก พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของภาครัฐในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจรีเทล ท่ามกลางยุคที่เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p>
<p>ตลอด 3 วันของงาน ผู้เข้าร่วมยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำรีเทลระดับโลก ควบคู่ไปกับกิจกรรม Store Visit และ Company Visit เพื่ออัปเดตแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่กำลังพลิกอนาคตของอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ภายในงานยังมีผู้บริหารระดับสูงจากกลุ่มเซ็นทรัลที่ดูแลธุรกิจห้างสรรพสินค้าในยุโรปเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกลุ่มเซ็นทรัลบนเวทีรีเทลระดับโลก</p>
<p>นอกเหนือจากเรื่องเทคโนโลยี หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดบนเวทีปีนี้ คือ อนาคตของ Loyaltyโดยเฉพาะโมเดลจากเอเชียและประเทศไทย ที่กำลังก้าวข้ามระบบสะสมแต้มแบบเดิม ไปสู่การสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค จนกลายเป็นแนวทางที่ทั่วโลกเริ่มจับตามอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42216 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/The1worldRetail1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The 1 ในฐานะผู้นำด้านดิจิทัลไลฟ์สไตล์และลอยัลตี้แพลตฟอร์มอันดับ 1 ของไทย และ Top 5 ของเอเชีย ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล จึงได้รับเชิญขึ้นแชร์วิสัยทัศน์บนเวทีดังกล่าว โดย <strong>คุณหรรษา วงศ์สิริพิทักษ์</strong> Head of Marketing – The 1 ตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวจากประเทศไทยและฝั่งเอเชียร่วมแชร์ ใน Session<strong> “Future of Loyalty”</strong></p>
<p>คุณหรรษาเล่าว่า กลุ่มเซ็นทรัลเป็นผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ศูนย์การค้า อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และธุรกิจอาหาร ในประเทศไทย ครอบคลุมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป ที่เชื่อมโยงทุกมิติการใช้ชีวิตของผู้บริโภค</p>
<p>และ The 1 เป็น Loyalty Platform ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมทุกธุรกิจทั้งภายในกลุ่มเซ็นทรัล และพันธมิตรอื่นๆ  เข้าไว้ด้วยกันบน Ecosystem ผ่านระบบสมาชิกเดียว ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อและความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าในทุก Touchpoint</p>
<p><strong>เมื่อ </strong><strong>Loyalty </strong><strong>ไม่ใช่แค่ ‘</strong><strong>Points &amp; Perks’</strong></p>
<p><strong>คุณหรรษา</strong> มองว่า วันนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “<strong>Complexity is Norm</strong>” ผู้บริโภคต้องเผชิญกับความซับซ้อนจากทั้งความแตกต่างของผู้บริโภคหลาย Generation จำนวนสินค้าที่ล้นตลาด รวมถึงแพลตฟอร์มและช่องทางการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมหาศาล ทำให้ Loyalty ในรูปแบบเดิมที่เน้นเพียง Points &amp; Perks ไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะการจัดโปรโมชั่นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าได้อีกต่อไปแล้ว</p>
<p>“ภารกิจของ Loyalty ยุคใหม่ จึงไม่ใช่แค่การกระตุ้นยอดใช้จ่าย แต่คือการสร้างความผูกพันกับสมาชิกมากยิ่งขึ้น”</p>
<p>The 1 จึงมีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนวงการ Retail Loyalty โดยยกระดับจากโปรแกรมสิทธิประโยชน์แบบเดิม ไปสู่ความสัมพันธ์ระยะยาว ผ่านแนวคิด “<strong>From Loyalty to Enduring Relationships</strong>” ทั้งในรูปแบบ Experiences, Events และ Moments ที่ลูกค้ารู้สึกอยากมีส่วนร่วมจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น Exclusive Experiences, Member-only Moments หรือ Money Can’t Buy Experiences ที่ช่วยสร้าง Emotional Connection ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า เพราะในวันที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมาย สิ่งที่ทำให้ลูกค้ากลับมา อาจไม่ใช่เพียงความคุ้มค่า แต่คือความรู้สึกว่าแบรนด์นี้เข้าใจเรา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42218 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/The1WorldRetail3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>จาก </strong><strong>Loyalty Program </strong><strong>สู่ </strong><strong>Customer Ecosystem Platform</strong></p>
<p>อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ทำให้ The 1 แตกต่าง คือการสร้าง Loyalty Ecosystem ที่เชื่อมทั้งธุรกิจในเครือ Central Group และพาร์ตเนอร์ภายนอกเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่ Retail, Wellness, Banking, Entertainment ไปจนถึง Lifestyle Services เพื่อทำให้ The 1 กลายเป็น “Center of Life Platform” และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของลูกค้าในทุกมิติ</p>
<p>ข้อได้เปรียบสำคัญของโมเดลนี้ คือการทำให้ลูกค้าสามารถใช้ The 1 ได้ง่ายและเชื่อมต่อกันในทุกธุรกิจผ่านระบบเดียว โดยใช้เพียงสมาชิก The 1 บัญชีเดียวในการเข้าถึงบริการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ภายใน Ecosystem ขณะที่คะแนน The 1 ทำหน้าที่เสมือน Currency กลางที่สามารถสะสม แลก หรือโอนคะแนนได้ในหลากหลายบริการและร้านค้า ขณะเดียวกัน The 1 ยังดูแลทั้งระบบข้อมูลลูกค้าและ Loyalty Platform แบบรวมศูนย์ ทำให้สามารถเชื่อมต่อประสบการณ์และเข้าใจลูกค้าได้ครบทุกมิติ</p>
<p>อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญที่ทำให้โมเดล Loyalty จากเอเชียได้รับความสนใจบนเวทีโลก คือการที่ผู้บริโภคเอเชียเปิดรับ Digital Ecosystem และคาดหวังประสบการณ์ที่เชื่อมต่อกันในทุกมิติของชีวิต ทำให้ Loyalty ในเอเชียไม่ได้เป็นเพียงโปรแกรมสมาชิก แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต หรือ Everyday’s Life ตั้งแต่การช้อปปิ้ง การท่องเที่ยว ร้านอาหาร ความบันเทิง ไปจนถึงบริการทางการเงิน ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคเอเชียยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์และสิทธิพิเศษที่แบรนด์มอบให้ ควบคู่ไปกับความคุ้มค่า ทำให้แบรนด์ที่สามารถเข้าใจลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ และสร้าง Personalized Experience ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงได้ จะสามารถสร้างความผูกพันและความรู้สึกใกล้ชิดกับลูกค้าได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าการสร้าง Loyalty แบบเดิมที่แข่งขันกันเพียงเรื่องส่วนลดหรือโปรโมชั่น</p>
<p><strong><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42219 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/The1WorldRetail4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /> </strong></p>
<p><strong>SVOC: </strong><strong>จุดที่ </strong><strong>Data </strong><strong>และความเข้าใจมนุษย์มาบรรจบกัน</strong></p>
<p>อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่คุณหรรษาแชร์บนเวที คือ Single View of Customer (SVOC) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ The 1 ในการทำความเข้าใจลูกค้าแบบ 360 องศา เพื่อช่วยให้แบรนด์มองเห็นลูกค้าได้ลึกกว่าแค่การใช้จ่าย แต่เข้าใจถึงพฤติกรรม ความสนใจ และบริบทการใช้ชีวิตของแต่ละคนได้อย่างครบถ้วนทุกมิติ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม คุณหรรษามองว่า ความท้าทายที่แท้จริงของการทำ SVOC ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยีหรือการมีข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่คือ Mindset หรือวิธีคิดในการนำข้อมูลมาใช้อย่างเข้าใจมนุษย์จริงๆ</p>
<p>“SVOC is where data meets humanity.”</p>
<p>เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญไม่ใช่การมี Data Points จำนวนมาก มี Dashboard หลายระบบ หรือมี Analytics ที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือการทำให้ข้อมูลเหล่านั้นใช้งานได้จริง ในแบบที่เข้าใจลูกค้าอย่างเป็นมนุษย์มากที่สุด</p>
<p>The 1 จึงให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็น Customer Insights ที่ชัดเจน ทำให้เข้าใจลูกค้าให้สามารถสร้าง Relevance ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของลูกค้า และช่วยให้ทั้งทีมธุรกิจ การตลาด และฝั่ง Operation ตัดสินใจได้ดีขึ้นบนบริบทที่มีความหมาย ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขบนหน้าจอ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42220 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/The1WorldRetail5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>Road to 2030: </strong><strong>เมื่อ </strong><strong>Loyalty </strong><strong>ต้องกลายเป็น ‘</strong><strong>Re-earned Love’</strong></p>
<p>คุณหรรษามองว่า อนาคตของ Loyalty ต้องก้าวข้ามโปรแกรมแบบเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยส่วนลดและ Passive Offers ไปสู่ Data-driven Ecosystem Platform ที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวที่มีความหมายกับลูกค้าในชีวิตประจำวันได้จริง</p>
<p>ขณะเดียวกัน สิ่งที่จะทำให้ Loyalty ไม่กลายเป็นเพียง “Discount Engine” คือการสร้าง Non-Monetary Value ที่มีความหมายจริงต่อชีวิตลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น Reserved Parking, Fast-lane Checkout, Member-only Privileges, Exclusive Events, Lifestyle Community หรือ Personalized Experience ที่ช่วยสร้าง Emotional Connection มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว</p>
<p>พร้อมทิ้งท้ายด้วยนิยามใหม่ของ Loyalty ว่า “Loyalty is no longer about keeping customers, but being chosen again and again.” ในวันที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกใหม่อยู่เสมอ Loyalty จึงไม่ใช่เรื่องของการรักษาลูกค้าไว้ แต่คือการทำให้ลูกค้าเลือกเรา ซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือที่คุณหรรษาเรียกว่า “Re-earned Love” — การทำให้ลูกค้ากลับมาตกหลุมรักแบรนด์ได้ใหม่อยู่เสมอ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/the-1-world-retail-congress/">The 1 บริษัทไทยหนึ่งเดียวบนเวทีรีเทลระดับโลก World Retail Congress ถอดรหัส Loyalty ยุคใหม่ จาก Transaction สู่ Relationship Economy</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยพัฒน์ เปิดโผ 17 หุ้น ESG เข้าใหม่ ปี 2569 พร้อมจัดทำรายชื่อหุ้น ESG100 ให้ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/thaipat-release-esg-100-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Jun 2026 06:11:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Emerging]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Rating]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Turnaround]]></category>
		<category><![CDATA[ESG100]]></category>
		<category><![CDATA[Thaipat]]></category>
		<category><![CDATA[Thaipat Institute]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ]]></category>
		<category><![CDATA[ทำเนียบหลักทรัพย์ ESG]]></category>
		<category><![CDATA[นักลงทุนสถาบัน]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันไทยพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยพัฒน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42200</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันไทยพัฒน์ ประกาศรายชื่อหลักทรัพย์ที่เข้าทำเนียบ ESG100 เป็นครั้งแรก พร้อมกับจัดทำ 100 รายชื่อหลักทรัพย์ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ. 2569 ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 สถาบันไทยพัฒน์ โดยหน่วยงาน ESG Rating ซึ่งเป็นผู้พัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจในประเทศไทย และเป็นผู้จัดทำข้อมูลกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ได้จัดทำรายชื่อหลักทรัพย์มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 บริษัท/กองทุน/ทรัสต์เพื่อการลงทุน ทำการประเมินโดยใช้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ ESG จาก 6 แหล่ง [1] จำนวนกว่า 17,242 จุดข้อมูล ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธาน สถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า “การพิจารณาคัดเลือกหลักทรัพย์เข้าใหม่ในทำเนียบ ESG100 ในปีนี้ พิจารณาจากข้อมูลการดำเนินงานที่สะท้อนปัจจัยด้าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/thaipat-release-esg-100-2026/">ไทยพัฒน์ เปิดโผ 17 หุ้น ESG เข้าใหม่ ปี 2569 พร้อมจัดทำรายชื่อหุ้น ESG100 ให้ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันไทยพัฒน์ ประกาศรายชื่อหลักทรัพย์</strong><strong>ที่เข้าทำเนียบ </strong><strong>ESG100 </strong><strong>เป็นครั้งแรก พร้อมกับจัดทำ</strong><strong> 100 </strong><strong>รายชื่อ</strong><strong>หลักทรัพย์ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (</strong><strong>Environmental Social and Governance: ESG) </strong><strong>จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ.</strong><strong> 2569 </strong><strong>ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ </strong><strong>12</strong></p>
<p><span id="more-42200"></span></p>
<p>สถาบันไทยพัฒน์ โดยหน่วยงาน ESG Rating ซึ่งเป็นผู้พัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจในประเทศไทย และเป็นผู้จัดทำข้อมูลกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ได้จัดทำรายชื่อหลักทรัพย์มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 บริษัท/กองทุน/ทรัสต์เพื่อการลงทุน ทำการประเมินโดยใช้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ ESG จาก 6 แหล่ง <a href="#_ftn1" name="_ftnref1">[1]</a> จำนวนกว่า 17,242 จุดข้อมูล</p>
<p><strong>ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ</strong> ประธาน สถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า <em>“</em><em>การพิจารณาคัดเลือก</em><em>หลักทรัพย์เข้าใหม่ในทำเนียบ </em><em>ESG100 </em><em>ในปีนี้ พิจารณาจากข้อมูลการดำเนินงานที่สะท้อนปัจจัยด้าน </em><em>ESG </em><em>ตามที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ และผ่านเกณฑ์คัดกรองเบื้องต้นที่ใช้ในการประเมินหลักทรัพย์ </em><em>ESG100 </em><em>ของสถาบันไทยพัฒน์ โดยอ้างอิงตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ </em><em>WFE, GRI, IFRS, UN PRI</em><em>”</em></p>
<p>สำหรับหลักทรัพย์ซึ่งได้เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 เป็นครั้งแรกในปีนี้ มีจำนวน 17 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย  ASW BTG CCET CTW DITTO DMT IMPACT KCC METCO MRDIYT NTF PSGC SCGD TIPH TMAN TMW TRT</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42201 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ESG-Emerging.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ในปี 2569 นี้ สถาบันไทยพัฒน์ยังได้คัดเลือกและจัดทำรายชื่อหลักทรัพย์ที่มีผลประกอบการพลิกฟื้นกลุ่ม ESG Turnaround เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับการลงทุนที่คำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ด้วยโอกาสการสร้างผลตอบแทนจากหลักทรัพย์ที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและมีปัจจัย ESG สนับสนุน</p>
<p>สำหรับหลักทรัพย์กลุ่ม ESG Turnaround ประกอบด้วย DUSIT HANA PAP PTTGC SNC TKS TMT TWPC  รวมจำนวน 8 หลักทรัพย์</p>
<p>การพิจารณาคัดเลือกหลักทรัพย์ที่มีผลประกอบการพลิกฟื้นกลุ่ม ESG Turnaround ในปีนี้ เป็นปีที่สี่ของการจัดทำรายชื่อบริษัทที่มี ESG ซึ่งได้ตามเกณฑ์ในรอบปีการประเมิน แต่ยังมีผลประกอบการติดลบหรือต่ำกว่าตลาด (Underperform) โดยมีสัญญาณการพลิกฟื้นและโอกาสในการไต่ระดับขึ้น (Upside) ของราคาหลักทรัพย์ จากการฟื้นตัวของตลาด และศักยภาพในธุรกิจแกนหลัก (Core Business) ของกิจการที่มี ESG เป็นปัจจัยสนับสนุน</p>
<p>ทั้งนี้ หลักทรัพย์กลุ่ม ESG100 ที่ได้รับคัดเลือกในปี 2569 จะใช้เป็นข้อมูลนำเข้าในการปรับหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบของ Thaipat ESG Index ประจำปี สำหรับใช้เป็นดัชนีเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุน (Benchmark Index) และใช้เป็นดัชนีอ้างอิงสำหรับการลงทุนแก่บริษัทจัดการลงทุนที่มีการให้บริการผลิตภัณฑ์การลงทุนในธีม ESG โดยผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ S&amp;P Dow Jones&#8217; Custom Indices</p>
<p>สำหรับรายชื่อหลักทรัพย์กลุ่ม ESG100 ที่ได้รับคัดเลือกตั้งแต่ปี พ.ศ.2558-2568 สถาบันไทยพัฒน์ได้ทำการเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ https://thaipat.esgrating.com</p>
<p><em>หมายเหตุ: การนำเสนอข้อมูลกลุ่มหลักทรัพย์จดทะเบียน </em><em>ESG100 </em><em>รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ที่สถาบันไทยพัฒน์เป็นผู้ประเมิน เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้เป็นข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือการเสนอซื้อเสนอขายใดๆ ทั้งสิ้น</em></p>
<p><a href="#_ftnref1" name="_ftn1"><em><strong>[1]</strong></em></a> <em>ประกอบด้วย ข้อมูลในหัวข้อความรับผิดชอบต่อสังคมในแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี</em><em>/</em><em>รายงานประจำปี</em><em> (แบบ 56-1 </em><em>One Report</em><em>) <strong>สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์</strong> ข้อมูลการประเมินการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน (</em><em>ESG Rating) </em><strong><em>บริษัท อีเอสจี เรตติ้ง จำกัด</em></strong><em> ข้อมูลรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน <strong>ประชาคมการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน (</strong></em><strong><em>SDC)</em></strong> <em>ข้อมูลผลสำรวจการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียน (</em><em>CG Scoring) </em><strong><em>สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (</em></strong><strong><em>IOD)</em></strong> <em>ข้อมูลโครงการประเมินระดับการพัฒนาความยั่งยืนของกิจการ (</em><em>CSR Progress Indicator) </em><strong><em>สถาบันไทยพัฒน์</em></strong><em> และข้อมูลการประเมินระดับการต้านทุจริตของกิจการ </em><em>(</em><em>Anti-corruption Indicator) </em><strong><em>เครือข่ายหุ้นส่วนต้านทุจริตเพื่อประเทศไทย </em></strong><strong><em>(</em></strong><strong><em>PACT)</em></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/thaipat-release-esg-100-2026/">ไทยพัฒน์ เปิดโผ 17 หุ้น ESG เข้าใหม่ ปี 2569 พร้อมจัดทำรายชื่อหุ้น ESG100 ให้ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อ่านเกม &#8216;เอ็กโซติค ฟู้ด&#8217; ว่าที่เบอร์ 1 ซอสพริกศรีราชาระดับโลก และกลยุทธ์การสร้าง Premium Global (Thai) Brand</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/exotic-food-target-leader-in-sriracha-sauce/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Jun 2026 08:11:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Brand Value]]></category>
		<category><![CDATA[Branding]]></category>
		<category><![CDATA[Chilli Sauce]]></category>
		<category><![CDATA[Exotic Food]]></category>
		<category><![CDATA[Flying Goose]]></category>
		<category><![CDATA[Global Brand]]></category>
		<category><![CDATA[Huy Fong]]></category>
		<category><![CDATA[Premium Global Brand]]></category>
		<category><![CDATA[Sriracha Sauce]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Brand]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Pride]]></category>
		<category><![CDATA[XO]]></category>
		<category><![CDATA[จิตติพร จันทรัช]]></category>
		<category><![CDATA[ซอสพริกศรีราชา]]></category>
		<category><![CDATA[ซอสศรีราชา]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดเครื่องปรุง]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[วาสนา จันทรัช]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งออก]]></category>
		<category><![CDATA[เอ็กโซติค ฟู้ด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42095</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากจุดเริ่มต้นของสองพี่น้องอย่าง คุณคิด- จิตติพร จันทรัช และ คุณยุ้ย วาสนา จันทรัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO  ที่เติบโตมากับอาหารไทย และต้องการถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยสู่ผู้บริโภคทั่วโลก ผ่านรสชาติอาหารไทยแท้ที่มีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมการกินอันโดดเด่น โดยเฉพาะจุดเด่นของเครื่องปรุงรสแบบไทยๆ ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานและการเข้าถึงไปสู่ผู้บริโภคในระดับโกลบอล ภายใต้แนวคิด &#8216;Authentic Thai Taste for Global Kitchen&#8217;  ประกอบกับการมองเห็นโอกาสและเทรนด์การเติบโตที่ดีของธุรกิจอาหารไทย รวมทั้งตลาดซอสและเครื่องปรุงรสที่มีขนาดใหญ่ระดับแสนล้าน รวมทั้งกระแสความนิยมอาหารเอเชีย และพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมทำอาหารรับประทานเองมากขึ้น พร้อมเปิดรับวัฒนธรรมการกินใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มซอสพริกศรีราชาที่อยู่ในหมวดสินค้าที่มีการเติบโตสูง โดย  IMARC Group ระบุข้อมูลตลาดซอสพริกทั่วโลกในปี 2025 มีมูลค่าประมาณ 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Fortune Business Insights คาดการณ์​ตลาดซอสและเครื่องปรุงอาหารทั่วโลก จะขยายจาก 259 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 ที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 380 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/exotic-food-target-leader-in-sriracha-sauce/">อ่านเกม &#8216;เอ็กโซติค ฟู้ด&#8217; ว่าที่เบอร์ 1 ซอสพริกศรีราชาระดับโลก และกลยุทธ์การสร้าง Premium Global (Thai) Brand</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากจุดเริ่มต้นของสองพี่น้องอย่าง <strong>คุณคิด- จิตติพร จันทรัช </strong>และ <strong>คุณยุ้ย วาสนา จันทรัช </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO  ที่เติบโตมากับอาหารไทย และต้องการถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยสู่ผู้บริโภคทั่วโลก ผ่านรสชาติอาหารไทยแท้ที่มีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมการกินอันโดดเด่น โดยเฉพาะจุดเด่นของเครื่องปรุงรสแบบไทยๆ ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานและการเข้าถึงไปสู่ผู้บริโภคในระดับโกลบอล ภายใต้แนวคิด &#8216;<strong>Authentic Thai Taste for Global Kitchen&#8217; </strong></p>
<p><span id="more-42095"></span></p>
<p>ประกอบกับการมองเห็นโอกาสและเทรนด์การเติบโตที่ดีของธุรกิจอาหารไทย รวมทั้งตลาดซอสและเครื่องปรุงรสที่มีขนาดใหญ่ระดับแสนล้าน รวมทั้งกระแสความนิยมอาหารเอเชีย และพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมทำอาหารรับประทานเองมากขึ้น พร้อมเปิดรับวัฒนธรรมการกินใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มซอสพริกศรีราชาที่อยู่ในหมวดสินค้าที่มีการเติบโตสูง โดย  IMARC Group ระบุข้อมูลตลาดซอสพริกทั่วโลกในปี 2025 มีมูลค่าประมาณ 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Fortune Business Insights คาดการณ์​ตลาดซอสและเครื่องปรุงอาหารทั่วโลก จะขยายจาก 259 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 ที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 380 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2032 ขณะที่ในกลุ่มผู้นำ​ตลาดระดับโลก ​​ยังไม่มีแบรนด์ของ​ไทย​เข้าไปอยู่ในลิสต์ Top Players ​ ของตลาดได้​ ทำให้เกิดแนวคิดในการนำรสชาติและสินค้าไทยเข้าไปบุกตลาดโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42168 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Exotic-Food-00-Re-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ต้ังเป้า ผู้นำตลาดซอสพริกศรีราชาของโลก</strong></p>
<p>ปัจจุบัน <strong>บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) (XO)</strong> เติบโตมากว่า 27 ปี และกลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกซอสพริกศรีราชาและเครื่องปรุงอาหารไทยระดับพรีเมียม ภายใต้แบรนด์ <strong>Exotic Food </strong>และ<strong> Flying Goose</strong> เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น <strong>&#8216;Global Thai Brand&#8217;</strong>  รวมท้ังอีกหนึ่งแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโออย่าง <strong>Thai Pride</strong> สำหรับทำตลาดในกลุ่ม Fighting Brand</p>
<p>พร้อมทั้งการพัฒนาสินค้าสำหรับการส่งออกสู่ตลาดโลกใน 4 กลุ่ม ประกอบด้วย ซอสพริก และซอสจิ้ม ซึ่งปัจจุบันเป็นพอร์ตหลักของบริษัทที่สัดส่วน 89% กลุ่มเครื่องแกงไทย สัดส่วนประมาณ 5-6% รวมทั้งกลุ่มอาหารพร้อมทาน และสินค้า​ Trading อื่นๆ โดยเติบโตจนสามารถผลักดันสินค้าเข้าสู่โมเดิร์นเทรดทั่วโลกได้มากกว่า 33,000 แห่ง ใน 80 ประเทศ ครอบคลุมทั้งยุโรป โอเชียเนีย และเอเชีย โดยเฉพาะความแข็งแรงในตลาดเยอรมนี ที่สามารถขึ้นเป็นผู้นำในตลาดได้อย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่​ทิ้งห่างเบอร์สองและผู้เล่นรายอื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่น</p>
<p>ขณะที่การเติบโตของบริษัทก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากยอดขายหลักไม่ถึงพันล้าน แต่ปัจจุบันยอดขายเติบโตขึ้นเป็นมากกว่า 2 พันล้านบาท โดยเฉพาะความแข็งแรงในกลุ่มซอสพริกศรีราชา ที่ปัจจุบันรั้งตำแหน่งเบอร์ 2 ของโลก ด้วยยอดขาย​ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อไล่ตาม​ผู้นำในตลาดระดับโลกอย่าง <strong>Huy Fong (ตราไก่)</strong> ซอสพริกศรีราชาจากอเมริกา ที่เคยทำยอดขายได้สูงสุดที่ 4,800 ล้านบาท  โดย <strong>คุณคิด- จิตติพร จันทรัช </strong>และ <strong>คุณยุ้ย วาสนา จันทรัช </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง <strong>​เป้าหมายสำคัญ ในการสร้างยอดขายให้เติบโตเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับ 4,000 &#8211; 5,000 ล้านบาท เพื่อขยับขึ้นเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มซอสพริกศรีราชาในระดับโลกได้ ภายในไม่เกิน 10 ปีนี้อย่างแน่นอน </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42170 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ExoticFood_CEO-8.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณภาพ แบรนด์ การตลาด 3 จุดแข็งสู่ผู้นำ</strong></p>
<p>ทั้งนี้ ความแข็งแรงและการเติบโตของ XO มาจาก <strong>จุดแข็งใน 3 เรื่องสำคัญ คือ คุณภาพสินค้า การสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ รวมทั้งการลงทุนด้านมาร์เก็ตติ้ง เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น</strong> รวมท้ังการทำให้แบรนด์สามารถขยับเข้าไปใกล้ชิดผู้บริโภคได้มากขึ้น เพื่อยกระดับสินค้าจาก Commodity หรือสินค้าเครื่องปรุงทั่วไป ให้ขยับมาสู่ Lifestyle Brand และมีภาพของ Premium Brand ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างการจดจำได้ดีขึ้นในตลาดโลก</p>
<p>เอ็กโซติค ฟู้ด มองว่า <strong>Brand Value</strong>​ คือหัวใจสำคัญของการสร้างธุรกิจระยะยาว และเป็นสินทรัพย์ที่สร้างความแตกต่างได้มากกว่าการแข่งขันด้านราคา จึงวาง Positioning ให้สินค้าไทยมีภาพลักษณ์ระดับพรีเมียม ทั้งการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย สวยงาม และโดดเด่นบนชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตระดับโลก ​ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานและเอกลักษณ์รสชาติไทยแท้ พร้อมปรับสินค้าให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคสากลมากขึ้นผ่านการนำเสนอรสชาติของซอสพริกศรีราชาภายใต้แบรนด์ Flying Goose ที่มีมากที่สุดในตลาดกว่า 50 รสชาติ และเครื่องปรุงอาหารไทยภายใต้แบรนด์ Exotic Food อีกกว่า 700 SKUs</p>
<p><em>&#8220;นอกจาก​พัฒนาคุณภาพสินค้า บริษัทยังให้ความสำคัญกับ​​การสร้างแบรนด์ในระยะยาว ผ่านการวางกลยุทธ์การตลาดอย่างต่อเนื่องและแตกต่าง ผ่านการทำกิจกรรมส่งเสริมแบรนด์และการทำ Collaboration ร่วมกับเชฟชื่อดัง และร้านอาหารท้องถิ่นชื่อดัง และไลฟ์สไตล์แบรนด์ในต่างประเทศ เช่น Anya Hindmarch® และ Percival เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภค และทำให้แบรนด์สามารถเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอาหารและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในแต่ละประเทศได้อย่างใกล้ชิด&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42174 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ExoticFood_CEO-5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>วาง Key Strategy รองรับการเติบโต</strong></p>
<p>สำหรับยอดขายในปีนี้ เอ็กโซติค ฟู้ด ต้ังเป้าเติบโตเพิ่มขึ้น 5% โดยเน้นการเติบโตผ่านการขยายตลาดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยกลยุทธ์สำคัญในการสร้างให้แต่ละตลาดที่ขยายไปเติบโตได้อย่างแข็งแรง มากจากการเลือกพันธมิตรทางธุรกิจอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการใช้กลยุทธ์สำคัญคือ <strong>​การแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายเพียงรายเดียวในแต่ละประเทศ (Exclusive Distributor)</strong> เพื่อสร้างพันธมิตรระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำตลาดร่วมกัน ซึ่งจากแนวคิดนี้ทำให้สามารถสร้างตลาดที่แข็งแรงได้ในแต่ละประเทศที่เข้าไปทำตลาด รวมทั้งมองเห็นบทเรียนจาก​แบรนด์ต่างๆ ที่เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาด หลังเกิดความขัดแย้งกับพันธมิตร</p>
<p>ส่วนการเตรียมความพร้อมในซัพพลายเชน โดยเฉพาะในส่วนของวัตถุดิบต้นน้ำของสินค้าหลักอย่างซอสพริกศรีราชา ที่ประกอบไปด้วยพริก น้ำตาล และกระเทียม ได้มีการทำสัญญาคำสั่งซื้อล่วงหน้า เพื่อป้องกันการขาดแคลนวัตถุดิบในอนาคต รวมท้ังเป็นการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42169 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ExoticFood_ภาพบรรยากาศ-5-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>รวมทั้งการลงทุนครั้งสำคัญกว่า 1,300 ล้านบาท ในการสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ แหลมฉบัง เพื่อ​ขยายกำลังผลิตโดยรวม​ราว 40,000 ตันต่อปี รองรับยอดขายที่จะเติบโตได้ในระดับ​​กว่า 4,000 ล้านบาท  โดยโรงงานเดิมที่ใช้งานมากมากกว่า 26 ปี จะเปลี่ยนเป็นแวร์เฮ้าส์สำหรับเก็บพริก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิต</p>
<p>พร้อมทั้ง​การเดินหน้าลงทุนด้านมาตรฐานสากล ระบบ Automation การวิจัยและพัฒนาสินค้า ตลอดจนการบริหารต้นทุนและความเสี่ยงเชิงรุก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันระยะยาว พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมใหม่ๆ ตามเทรนด์สุขภาพและความยั่งยืน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างแบรนด์อาหารยุคใหม่</p>
<p>นอกจากการขับเคลื่อนเพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจแล้ว เอ็กโซติค ฟู้ด ยังให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนตามกรอบ ESG ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ในการดำเนินธุรกิจ โดยตั้งเป้าเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2040 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ​ ผ่านการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในธุรกิจ เช่น การเปลี่ยนรถบรรทุกสินค้าเป็น EV Truck ทั้ง 100% ในการขนส่งสินค้าจากโรงงานไปท่าเรือ รวมทั้งการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่โรงงานเพื่อใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ในสัดส่วนราว 30%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42171 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ExoticFood_ภาพบรรยากาศ-10-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>รวมทั้งการสร้างวัฒนธรรมองค์กรภายใต้<strong> &#8216;XO DNA&#8217;</strong> ซึ่งประกอบด้วย 3 แกนหลัก คือ <strong>Work Smart, Have Fun</strong> และ<strong> No Drama</strong> เพื่อการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของพนักงานและองค์กร และการมุ่งไปสู่เป้าหมายร่วมกัน รวมท้ังการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างพนักงานและองค์กร (Employee Engagement)  นำมาซึ่งการขับเคลื่อนสู่ประสิทธิภาพในธุรกิจเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากบุคลากรเป็นทรัพยากรสำคัญของทุกองค์กร</p>
<p>การขับเคลื่อนของ เอ็กโซติค ฟู้ด ทั้งการวางบทบาทการทำงานของทั้งสอง CEO เพื่อดูแลทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านได้อย่างชัดเจน ประกอบกับการให้ความสำคัญในการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว มากกว่าเพียงการได้ยอดขายในระยะสั้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสำคัญทั้งการนำพาแบรนด์คนไทย ขับเคลื่อนสู่ผู้นำในตลาดระดับโลก ขณะเดียวกันยังต้องการยกระดับองค์กรและแบรนด์ให้มากกว่าเพียงการเป็นผู้ผลิตสินค้าและส่งออกอาหารไทย แต่กลายเป็นหนึ่งในแบบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่คนท่ัวทั้งโลกจดจำได้ในที่สุด</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/exotic-food-target-leader-in-sriracha-sauce/">อ่านเกม &#8216;เอ็กโซติค ฟู้ด&#8217; ว่าที่เบอร์ 1 ซอสพริกศรีราชาระดับโลก และกลยุทธ์การสร้าง Premium Global (Thai) Brand</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเวทีสัมมนาวิชาการครั้งใหญ่ ชูแนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” รับมือ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/33th-anniversary-tei/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 31 May 2026 17:33:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[33 ปี TEI]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Collapse]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Climate crisis]]></category>
		<category><![CDATA[pollution]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42149</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) จัดงานสัมมนาวิชาการครบรอบ 33 ปี TEI “สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” เปิดเวทีระดับประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทิศทางนโยบาย และแนวทางรับมือ “3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย” ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และ มลพิษ (Pollution) ซึ่ง 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานและร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมไทย” ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันถือเป็น  วิกฤติไร้พรมแดนที่ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือได้เพียงลำพังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมขณะเดียวกันประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อม ทั้งในระดับนโยบายจนไปสู่การปฏิบัติ การปรับตัวของภาคธุรกิจและการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างเท่าทันต่อวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อม “วันนี้โลกกำลังเผชิญทั้งวิกฤติสภาพภูมิอากาศความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและปัญหามลพิษที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และมลพิษทางอากาศจาก PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/33th-anniversary-tei/">33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเวทีสัมมนาวิชาการครั้งใหญ่ ชูแนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” รับมือ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI) </strong><strong>จัดงานสัมมนาวิชาการครบรอบ 33 ปี </strong><strong>TEI </strong><strong>“สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” เปิดเวทีระดับประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทิศทางนโยบาย และแนวทางรับมือ “3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย” ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และ มลพิษ (Pollution)</strong></p>
<p><span id="more-42149"></span></p>
<p><strong>ซึ่ง </strong><strong>3 </strong><strong>วิกฤติสิ่งแวดล้อมล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานและร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมไทย”</strong></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</strong> กล่าวว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันถือเป็น  วิกฤติไร้พรมแดนที่ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือได้เพียงลำพังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมขณะเดียวกันประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อม ทั้งในระดับนโยบายจนไปสู่การปฏิบัติ การปรับตัวของภาคธุรกิจและการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างเท่าทันต่อวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42150 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/33-TEI3.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>“วันนี้โลกกำลังเผชิญทั้งวิกฤติสภาพภูมิอากาศความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและปัญหามลพิษที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และมลพิษทางอากาศจาก PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ เศรษฐกิจและความมั่นคงทางทรัพยากรสิ่งสำคัญที่สุดคือการ <strong>“ปรับตัว” </strong>เพราะหากเราไม่เริ่มลงมือวันนี้ ความสูญเสียในอนาคตอาจรุนแรงเกินกว่าจะรับมือได้ ดังนั้น ในวาระครบรอบ 33 ปีของ TEI ครั้งนี้ จึงเป็นการผนึกกำลังของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ทั้งตัวแทนจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ องค์กรระหว่างประเทศ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม มาร่วมเจาะลึกทุกวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมตั้งแต่ระดับพื้นที่ นโยบายประเทศ ไปจนถึงระดับโลก พร้อมร่วมกันถอดบทเรียนเสนอทางรอดและยกระดับศักยภาพการรับมือวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อมสู่อนาคตที่ยั่งยืน”</p>
<p>ภายในงานยังเปิด <strong>3</strong><strong> เวทีใหญ่แบบเจาะลึกตรงประเด็นเพื่อร่วมหาทางรอดจาก </strong><strong>3</strong><strong> วิกฤติสิ่งแวดล้อม </strong>ตามแนวทาง <strong>“</strong><strong>ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด</strong><strong>”</strong>  ซึ่งงานนี้ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ขับเคลื่อนงานวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในวงการสิ่งแวดล้อม รวมถึง ผู้บริหารภาคธุรกิจที่เป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับประเทศไทยที่ให้ความสำคัญในการมุ่งเป้าสู่ Net Zero วิทยากรมากกว่า 15 ท่าน มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สะท้อนทางรอดและการปรับตัว โดยการแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยปราศจากการพิจารณาเชิงระบบไม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้ทุกภาคส่วนจึงต้องบูรณาการมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤติทั้งสามพร้อมกันให้เกิดความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ดังนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42152 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/33-TEI2-.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>เวทีที่ 1 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ </strong>นำเสนอผ่านประเด็น <strong>Climate Crisis </strong><strong>วิกฤติที่ไทยที่ต้องรับมือ ร่วมหาทางรอดจากวิกฤติอย่างยั่งยืน </strong>เพื่อร่วมหาทางออกจากวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม จากสถานการณ์ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้ทุกภาคส่วนของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ต้องเร่งขับเคลื่อนแผนด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับประเทศไทยได้เร่งเครื่องในระดับนโยบายในการผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยการตั้งเป้าให้ประเทศไทยบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยเป็นการปรับเป้า Net Zero ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเชิงระดับนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เพื่อร่วมหาทางออกจากวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่สมดุล ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นรากฐานสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42154 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/33-TEI6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>เวทีที่ </strong><strong>2</strong><strong> การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ</strong> ที่หยิบยกประเด็น <strong>Biodiversity Collapse </strong><strong>ธรรมชาติเสื่อม กับความเสี่ยงและการปรับตัวผ่านพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ และมุมมองต่อสัญญาณเตือน</strong>ของวิกฤติธรรมชาติเสื่อมถอยและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งในระดับโลก ภูมิภาคอาเซียน และ ประเทศไทย โดยมีการนำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และทิศทางใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการรับมือวิกฤติสิ่งแวดล้อม อาทิ รายงานสิ่งแวดล้อมโลก แนวโน้มการพัฒนาแบบ (Nature-Positive) การปรับตัวของภาคธุรกิจที่รับผิดชอบต่อธรรมชาติ ทิศทางนโยบายสีเขียวของอาเซียน (Green Policy) เส้นทางและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (EU) เครื่องมือทางการเงิน Nature Credits ที่เชื่อมโยง <strong>“ธรรมชาติ–เศรษฐกิจ”</strong> ตลอดจนแนวทาง Green Development ของจีน และบทบาทประเทศไทยต่อพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่ คุ้มครอง (OECMs: Other Effective area-based Conservation Measures) โดยเวทีนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนมุมมองจากวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีประสบการณ์ตรง เพื่อร่วมกันมองหาแนวทางการปรับตัวและความร่วมมือ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับประเทศไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนต่อไป</p>
<p><strong> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42153 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/33-TEI5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></strong></p>
<p><strong>เวทีที่ </strong><strong>3 </strong><strong>ปัญหามลพิษ </strong><strong>Pollution Challenges</strong><strong> มลพิษสิ่งแวดล้อม ปัญหาเก่า จะก้าวข้ามกันอย่างไร </strong>โดยเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมทั้งภาคการผลิตและบริการ ชุมชน และเกษตรกรรม มุ่งยกระดับการจัดการมลพิษอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การควบคุมแหล่งกำเนิด การจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) พร้อมผลักดันความร่วมมือเพื่อพัฒนาแนวทางที่นำไปสู่การปฏิบัติจริง ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว เวทีเสวนาชูประเด็นสำคัญ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ <strong>“โอกาสและการปรับตัวของภาคการผลิตและบริการ”</strong> และ โอกาสและการปรับตัวของภาคชุมชนและภาคเกษตรกรรม</p>
<p>นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยเรื่องการส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับเกณฑ์อาคารเขียวไทยระหว่างมูลนิธิอาคารเขียวไทยกับ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานอาคารเขียวด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้การรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมของ  TEI กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมพิธีมอบรางวัลและเชิดชูเกียรติภาคีสิ่งแวดล้อมทั้งการมอบโล่เชิดชูเกียรติและเกียรติบัตรฉลากเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ประกอบการที่คำนึงถึงการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งวัฏจักร รางวัลพลังสื่อขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมไทย ที่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนร่วมส่งผลงานรายงานพิเศษที่เกี่ยวข้องกับ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมข้างต้นเข้าประกวดโดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมตัดสิน และการมอบรางวัล Green Voice Influencer Award ขณะเดียวกัน TEI ยังได้นำเสนอนิทรรศการภายใต้แนวคิด <strong>“ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด”</strong> ที่สื่อให้เห็นถึงการสูญเสียจาก 3วิกฤติสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับการดำเนินชีวิตของคนไทย พร้อมชูโมเดลความสำเร็จจากการดำเนินงานในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42155 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/33-TEI4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>“</strong><strong>ตลอดระยะเวลา </strong><strong>33</strong><strong> ปีในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI) </strong><strong>ได้มีบทบาทสำคัญในการร่วมยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคตามมาตรฐานสากลที่ยึดมั่นความถูกต้องทางวิชาการและมีความเป็นกลางขอขอบคุณความร่วมมือและการสนับสนุนด้วยดี </strong><strong>TEI </strong><strong>พร้อมจะก้าวไปสู่องค์กรในการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศและภูมิภาค พร้อมเครือข่ายพันธมิตร อันเป็นรากฐานสำคัญสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนเพราะหัวใจสำคัญของโลกยุคใหม่คือ </strong><strong>“</strong><strong>การเรียนรู้ ตระหนัก และปรับตัวเพื่ออยู่รอด</strong><strong>” </strong><strong>และการเปลี่ยนแปลงเพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง”</strong> ดร.วิจารย์ กล่าวปิดท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/33th-anniversary-tei/">33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเวทีสัมมนาวิชาการครั้งใหญ่ ชูแนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” รับมือ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เพราะ &#8216;ธรรมชาติ&#8217; คือ รากฐานสำคัญของการพัฒนา แต่การขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งพึ่งพาและสร้างผลกระทบให้ระบบนิเวศ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/global-trends-nature-positive-by-iucn/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 30 May 2026 16:29:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Collapse]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Collapse]]></category>
		<category><![CDATA[Conservation]]></category>
		<category><![CDATA[Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[IUCN]]></category>
		<category><![CDATA[Nature Positive]]></category>
		<category><![CDATA[NatureBased]]></category>
		<category><![CDATA[NatureBasedSolutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[Regeneration]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากร]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[พรฤทัย โชติวิจิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟู]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42115</guid>

					<description><![CDATA[<p>เพราะ &#8216;ธรรมชาติ&#8217; คือรากฐานของการพัฒนา ขณะที่ในปัจจุบันการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจตามปกติ (Business-as-usual) กำลังขับเคลื่อนการเสื่อมถอยให้แก่ธรรมชาติ โดยธุรกิจนั้น มีทั้งการพึ่งพา ขณะเดียวกันก็สร้างผลกระทบต่อความหลากหลายทางธรรมชาติด้วย ข้อมูลจากเวที Biodiversity Collapse : ธรรมชาติเสื่อม กับความเสี่ยงและการปรับตัว ​ภายใต้งานครบรอบ 33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย  &#8216;สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย&#8217;  พื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ และมุมมองต่อสัญญาณเตือนของวิกฤติธรรมชาติเสื่อมถอยและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งในระดับโลก ภูมิภาคอาเซียน และ ประเทศไทย โดย​นำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และทิศทางใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการรับมือวิกฤติสิ่งแวดล้อม อาทิ รายงานสิ่งแวดล้อมโลก แนวโน้มการพัฒนาแบบ (Nature-Positive) การปรับตัวของภาคธุรกิจที่รับผิดชอบต่อธรรมชาติ ทิศทางนโยบายสีเขียวของอาเซียน (Green Policy) เส้นทางและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (EU) เครื่องมือทางการเงิน Nature Credits ที่เชื่อมโยง &#8216;ธรรมชาติ–เศรษฐกิจ&#8217; ตลอดจนแนวทาง Green Development ของจีน และบทบาทประเทศไทยต่อพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/global-trends-nature-positive-by-iucn/">เพราะ &#8216;ธรรมชาติ&#8217; คือ รากฐานสำคัญของการพัฒนา แต่การขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งพึ่งพาและสร้างผลกระทบให้ระบบนิเวศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เพราะ &#8216;<strong>ธรรมชาติ&#8217;</strong> คือรากฐานของการพัฒนา ขณะที่ในปัจจุบันการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจตามปกติ (Business-as-usual) กำลังขับเคลื่อนการเสื่อมถอยให้แก่ธรรมชาติ โดยธุรกิจนั้น มีทั้งการพึ่งพา ขณะเดียวกันก็สร้างผลกระทบต่อความหลากหลายทางธรรมชาติด้วย</p>
<p><span id="more-42115"></span></p>
<p>ข้อมูลจากเวที <strong>Biodiversity Collapse : ธรรมชาติเสื่อม กับความเสี่ยงและการปรับตัว</strong> ​ภายใต้งานครบรอบ 33 ปี <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs"><span class="xt0psk2"><span class="xjp7ctv">สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย  &#8216;<strong>สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย&#8217;  </strong></span></span></span>พื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ และมุมมองต่อสัญญาณเตือนของวิกฤติธรรมชาติเสื่อมถอยและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งในระดับโลก ภูมิภาคอาเซียน และ ประเทศไทย</p>
<p>โดย​นำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และทิศทางใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการรับมือวิกฤติสิ่งแวดล้อม อาทิ รายงานสิ่งแวดล้อมโลก แนวโน้มการพัฒนาแบบ (Nature-Positive) การปรับตัวของภาคธุรกิจที่รับผิดชอบต่อธรรมชาติ ทิศทางนโยบายสีเขียวของอาเซียน (Green Policy) เส้นทางและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (EU) เครื่องมือทางการเงิน Nature Credits ที่เชื่อมโยง &#8216;ธรรมชาติ–เศรษฐกิจ&#8217; ตลอดจนแนวทาง Green Development ของจีน และบทบาทประเทศไทยต่อพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่ คุ้มครอง (OECMs: Other Effective area-based Conservation Measures)</p>
<p>เวทีนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนมุมมองจากวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีประสบการณ์ตรง เพื่อร่วมกันมองหาแนวทางการปรับตัวและความร่วมมือ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับประเทศไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนต่อไป</p>
<div dir="auto" style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-42117 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/0021-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" /></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">
<p><strong>คุณพรฤทัย โชติวิจิตร</strong> เจ้าหน้าที่ติดตามและประเมินผลโครงการ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ​ระบุว่า <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ระบบนิเวศ</span> คือรากฐานสำคัญที่มนุษย์กำลังพึ่งพาอยู่ โดย​องค์ประกอบ​ทุกอย่างในการดำรงชีวิตล้วนอยู่ภายใต้ <strong>&#8216;บริการของระบบนิเวศ&#8217;</strong> ในมิติด้านการสนับสนุนต่อไปนี้</p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<p><strong>&#8211; นิเวศบริการด้านการเป็นแหล่งผลิต</strong> (Provisioning Services) ในฐานะแหล่งกำเนิดทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น น้ำสะอาด แร่ธาตุ วัตถุดิบต่างๆ รวมถึงเป็นแหล่งอาหาร ยา และแหล่งรวมความหลากหลายทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต</p>
<p><strong>&#8211; นิเวศบริการด้านการควบคุม</strong> (Regulating Services) ทั้งการควบคุมปรากฏการณ์และกระบวนการทางธรรมชาติ เช่น ควบคุมสภาพภูมิอากาศ ผลิตออกซิเจน กักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยป้องกันการกัดเซาชายฝั่ง การย่อยสลาย การผสมเกษร เป็นต้น</p>
<p><strong>&#8211; นิเวศบริการด้านวัฒนธรรม</strong> (Cultural Services) การสร้างคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม เช่น คุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศาสนา ประเพณี แหล่งศึกษาความรู้ ไปจนถึงแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ</p>
</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ขณะที่ 5 ปัจจัยสำคัญ ที่นำไปสู่การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ประกอบไปด้วย</div>
<div dir="auto"><strong>1. การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและมหาสมุทร :</strong> ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพถิ่นที่อยู่ของชนิดพันธุ์ท้องถิ่น เช่น การทำลายป่า การทำลายระบบนิเวศจากการใช้ประโยชน์เกินปริมาณ ทำให้แหล่งที่อยู่ของชนิดพันธุ์เกิดการกระจายตัว จนเกิดความลำบากในการขยายพันธุ์ การอยู่อาศัย และการหาอาหาร</div>
<div dir="auto"><strong>2. การใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด :</strong> ทั้งการใช้ประโยชน์จากชนิดพันธุ์พืช สัตว์ และระบบนิเวศโดยทั่วไป เช่น การล่าสัตว์ การทำไม้อย่างไม่ยั่งยืน การทำประมงเกินขนาด</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>3. การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ :</strong> เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอุณหภูมิ ฤดูกาล ปริมาณน้ำฝน ความแรงลมพายุ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ</div>
<div dir="auto"><strong>4. การก่อมลพิษ :</strong> การปล่อยสารอันตราย เช่น การใช้สารเคมี ซึ่งส่งผลต่อระบบนิเวศ รวมถึงมลพิษจากแสงและเสียง</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>5. การแพร่กระจายของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน :</strong> โดยการเข้ามาของสายพันธุ์ต่างถิ่นและแพร่กระจายได้ตามธรรมชาติ เป็นชนิดพันธุ์เด่นในสิ่งแวดล้อมใหม่ (Dominant Species) และเป็นชนิดพันธุ์ที่อาจทำให้ชนิดพันธุ์พื้นเมืองสูญพันธุ์ รวมไปถึงส่งผลคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพและก่อให้เกิดความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขอนามัย</div>
</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto" style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-42118 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/0032-1024x592.jpg" alt="" width="1024" height="592" /></div>
<div dir="auto"></div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ทั้งนี้ จะเกิดผลกระทบและความเสียหายเหล่านี้ตามมา หากในระบบนิเวศเกิดการ​สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss)</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>1. ระบบนิเวศอ่อนแอลง ไม่สามารถฟื้นตัวได้เหมือนเดิม</strong></div>
<p>&#8211; ทนต่อการเปลี่ยนแปลงได้น้อยลง ทั้งโลกร้อน โรคระบาด ชนิดพันธุ์รุกราน</p>
<p>&#8211; ความสามารถในการฟื้นตัวลดลง มีความเสี่ยงต่อการล่มสลายของระบบนิเวศ</p>
<p>&#8211; เกิดปัญหาต่อเนื่อง เช่น ดินเสื่อมคุณภาพ ดินพังทลาย ส่งผลต่อการเกษตรและความสามารถของพื้นที่ในการหล่อเลี้ยงชีวิต</p>
<p><strong>2. บริการระบบนิเวศ ที่มนุษย์พึ่งพาจะเสื่อมลง</strong></p>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<p>&#8211; เพราะความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นผู้ให้บริการทั้ง น้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ เป็นผู้ช่วยผสมเกษร การสร้างดินใหม่ การกักเก็บคาร์บอนและการควบคุมคุณภาพอากาศ</p>
<p>&#8211; เมื่อความหลากหลายลดลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการให้บริการเหล่านี้ลดลง</p>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>3. กระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของมนุษย์โดยตรง</strong></div>
<p>&#8211; หลายพื้นที่ทั่วโลกสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำกว่า 95%</p>
<p>&#8211; แม่น้ำใหญ่ 2 ใน 3 ถูกกั้นด้วยเขื่อนจนระบบนิเวศเปลี่ยน</p>
<p>&#8211; ชุมชนที่พึ่งพาน้ำและปลาในพื้นที่ เผชิญวิกฤตแหล่งอาหารและน้ำจืดอย่างรุนแรง</p>
</div>
<div dir="auto" style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-42119 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/0041-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" /></div>
<div dir="auto"></div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ดังนั้น การขับเคลื่อน<strong> Nature Positive</strong> จึงเป็นเป้าหมายระดับโลกในการ &#8216;<strong>หยุดยั้งการสูญเสียและพลิกฟื้นธรรมชาติ&#8217;</strong> ภายในปี 2030 เทียบกับปีฐานในปี 2020 รวมทั้งสามารถมุ่งสู่การฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ได้ (Full Recovery) ภายในปี 2050 โดยวัดจากการเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมของความอุดมสมบูรณ์ ความหลากหลาย และความสามารถในการปรับตัวของทั้งชนิดพันธุ์ ระบบนิเวศ และกระบวนการทางธรรมขาติ</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">รวมทั้งการสร้างผลกระทบเชิงบวกที่สามารถวัดผลได้ทั้งต่อมนุษย์และธรรมชาติ เพื่อสะท้อนความเชื่อมโยงที่สำคัญทั้งการมีสุขภาพที่ดี และเศรษฐกิจที่ดี อยู่บนพื้นฐานของการมีธรรมชาติที่ดี ภายใต้ความร่วมมือในการเปลี่ยนของภาคเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ จากการมีส่วนร่วมทั้งการขับเคลื่อนในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และการวิจัย เพื่อส่งเสริมการปรับตัวโดยเฉพาะการทำธุรกิจจากรูปแบบปกติ มาสู่การทำธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อธรรมชาติ ผ่านการอนุรักษ์และฟื้นฟู เพื่อลดผลกระทบต่อธรรมชาติ และช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางธรรมชาติให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42143 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/6-1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/global-trends-nature-positive-by-iucn/">เพราะ &#8216;ธรรมชาติ&#8217; คือ รากฐานสำคัญของการพัฒนา แต่การขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งพึ่งพาและสร้างผลกระทบให้ระบบนิเวศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
