<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Top Stories &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/category/top-stories/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 25 Jul 2026 16:03:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Top Stories &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>TEI หนุนโมเดล Sponge City รับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ชี้ทางรอดไทย! ต้องแก้ที่ &#8216;โครงสร้างผังเมือง&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/sponge-city-climate-adaptation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Jul 2026 16:03:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[EIA]]></category>
		<category><![CDATA[Green Water Retention]]></category>
		<category><![CDATA[Sponge City]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ผังเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่หน่วงน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตสภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองฟองน้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43246</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม และองค์กรที่มีบทบาทเป็นคลังสมอง (Think Tank) ระดับแนวหน้าของประเทศ เสนอแนวทางการยกระดับกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่สู่การเป็น &#8220;เมืองฟองน้ำ&#8221; รับมือกับวิกฤตฝนตกชุกสะสมเฉียบพลันในยุคโลกเดือด ชี้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในปัจจุบันจำเป็นต้อง “ปรับ-เปลี่ยน” โครงสร้างผังเมืองและการตั้งถิ่นฐานแทนการตั้งรับระยะสั้น โดยเสนอภาครัฐบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อน NAP พร้อมปรับปรุงเกณฑ์ EIA บังคับใช้พื้นที่หน่วงน้ำสีเขียวในโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ลดความเสี่ยงวิกฤตอัมพาตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เปิดเผยว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ก้าวเข้าสู่ยุคโลกเดือด ส่งผลให้รูปแบบของภัยพิบัติมีความรุนแรงและผันผวนสูง โดยเฉพาะปรากฏการณ์ฝนตกหนักเฉียบพลันในปริมาณมหาศาล ซึ่งระบบระบายน้ำทางวิศวกรรมแบบเดิมไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป สังคมจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกรอบความคิดจากการมองปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเพียงเรื่องขยะอุดท่อหรือน้ำรอระบายรายวัน ไปสู่การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างในระยะยาว “ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีแผนแม่บทบูรณาการเรื่องทรัพยากรน้ำที่ปรับตัวได้ทันต่อยุคโลกเดือด แผนแนวทางแบบเก่าที่มีอยู่นั้นรับไม่ทัน และไม่เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ส่งผลให้ผลกระทบต่อภาคเมืองและเกษตรกรรม จะยิ่งทวีความรุนแรงและมีมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว” ซึ่งข้อมูลนี้สอดคล้องกับข้อมูลภูมิสารสนเทศจากระบบ Disaster Platform ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ที่แสดงภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่น้ำท่วมขังสะสมในฤดูมรสุมที่ผ่านมา ซึ่งแผ่ขยายวงกว้างกว่า 1.2 ถึง 2.4 ล้านไร่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่มีระดับน้ำแช่ขังลึกมากกว่า 1 เมตร ยาวนานจนดินอิ่มน้ำเกินขีดจำกัด สะท้อนให้เห็นว่าหากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างผังเมือง เพิ่มระบบการระบายน้ำ การชะลอน้ำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/sponge-city-climate-adaptation/">TEI หนุนโมเดล Sponge City รับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ชี้ทางรอดไทย! ต้องแก้ที่ &#8216;โครงสร้างผังเมือง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) <strong>ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม และองค์กรที่มีบทบาทเป็นคลังสมอง (</strong><strong>Think Tank) </strong><strong>ระดับแนวหน้าของประเทศ</strong> เสนอแนวทางการยกระดับกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่สู่การเป็น &#8220;<strong>เมืองฟองน้ำ</strong>&#8221; รับมือกับวิกฤตฝนตกชุกสะสมเฉียบพลันในยุคโลกเดือด</p>
<p><span id="more-43246"></span></p>
<p>ชี้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในปัจจุบันจำเป็นต้อง “ปรับ-เปลี่ยน” โครงสร้างผังเมืองและการตั้งถิ่นฐานแทนการตั้งรับระยะสั้น โดยเสนอภาครัฐบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อน NAP พร้อมปรับปรุงเกณฑ์ EIA บังคับใช้พื้นที่หน่วงน้ำสีเขียวในโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ลดความเสี่ยงวิกฤตอัมพาตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน</p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI) </strong>เปิดเผยว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ก้าวเข้าสู่ยุคโลกเดือด ส่งผลให้รูปแบบของภัยพิบัติมีความรุนแรงและผันผวนสูง โดยเฉพาะปรากฏการณ์ฝนตกหนักเฉียบพลันในปริมาณมหาศาล ซึ่งระบบระบายน้ำทางวิศวกรรมแบบเดิมไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป สังคมจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกรอบความคิดจากการมองปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเพียงเรื่องขยะอุดท่อหรือน้ำรอระบายรายวัน ไปสู่การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างในระยะยาว</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43355 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ภาพประกอบข่าว-6.jpg" alt="" width="1200" height="821" /></p>
<p><em>“ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีแผนแม่บทบูรณาการเรื่องทรัพยากรน้ำที่ปรับตัวได้ทันต่อยุคโลกเดือด แผนแนวทางแบบเก่าที่มีอยู่นั้นรับไม่ทัน และไม่เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ส่งผลให้ผลกระทบต่อภาคเมืองและเกษตรกรรม จะยิ่งทวีความรุนแรงและมีมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว”</em></p>
<p>ซึ่งข้อมูลนี้สอดคล้องกับข้อมูลภูมิสารสนเทศจากระบบ Disaster Platform ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ที่แสดงภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่น้ำท่วมขังสะสมในฤดูมรสุมที่ผ่านมา ซึ่งแผ่ขยายวงกว้างกว่า 1.2 ถึง 2.4 ล้านไร่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่มีระดับน้ำแช่ขังลึกมากกว่า 1 เมตร ยาวนานจนดินอิ่มน้ำเกินขีดจำกัด สะท้อนให้เห็นว่าหากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างผังเมือง เพิ่มระบบการระบายน้ำ การชะลอน้ำ เมืองใหญ่จะเผชิญความเสี่ยงต่อวิกฤตอัมพาตทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43358 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ภาพประกอบข่าว-1-re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>TEI ได้นำเสนอทางออกเชิงรุกที่สอดคล้องกับแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมขยายความถึงแนวคิด <strong>เมืองฟองน้ำ</strong> (Sponge City) ว่า หัวใจสำคัญคือการมีพื้นที่สีเขียวที่ทำหน้าที่รองรับและซับน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้ จากการศึกษาของ TEI มีข้อสังเกตที่น่ากังวลว่า ปัจจุบันเมืองใหญ่ของไทยยังขาดแคลนพื้นที่ดังกล่าว โดยมีสัดส่วนที่น้อยมากและไม่เพียงพอต่อการซับมวลน้ำมหาศาล</p>
<p>TEI จึงเน้นย้ำถึงแนวทางการร่วมมือกับชุมชนต้นแบบในการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System: EWS) และการบริหารจัดการพื้นที่หน่วงน้ำสีเขียว (Green Water Retention) ในระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐในการปรับปรุงเกณฑ์การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในภาคอสังหาริมทรัพย์ เพื่อบังคับใช้มาตรการเพิ่มพื้นที่หน่วงน้ำสีเขียวในโครงการสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างยุคใหม่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ซับน้ำฝนและหน่วงน้ำให้กับเมืองในยามวิกฤต</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43356 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ภาพประกอบข่าว-3.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ทั้งนี้ แนวคิด Sponge City ประสบความสำเร็จและมีการบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรมในหลายประเทศทั่วโลก อาทิ เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ที่เปลี่ยนพื้นที่ชุ่มน้ำเลียบแม่น้ำแยงซีให้เป็นสวนสาธารณะซับน้ำขนาดใหญ่ โครงการ ABC Waters ของประเทศสิงคโปร์ ที่ปรับเปลี่ยนคลองคอนกรีตให้เป็นแม่น้ำธรรมชาติคดเคี้ยวเพื่อหน่วงน้ำในสวนสาธารณะบิชาน-อังโมเกียว (Bishan-Ang Mo Kio Park)</p>
<p>สำหรับประเทศไทย TEI ประเมินว่ามีความพร้อมและโอกาสสูงในการนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้จริง โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณลงทุนมหาศาลจากศูนย์ แต่สามารถขับเคลื่อนได้ทันทีผ่านการปรับปรุงกฎหมายผังเมือง กำหนดพื้นที่ Buffer Zone (แนวกันชน) การยกระดับเกณฑ์ EIA เพื่อสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน และการปรับปรุงฟังก์ชันของสวนสาธารณะเดิมในเขตเมืองให้ทำหน้าที่เป็นฟองน้ำซับน้ำตามธรรมชาติ</p>
<p>&#8220;การรื้อระบบเชิงโครงสร้างและแผนแม่บททรัพยากรน้ำของประเทศให้เท่าทันโลกเดือด เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเงื่อนเวลา หากเราเริ่มต้นลงมือทำตั้งแต่วันนี้ อย่างน้อยต้องใช้เวลา 10 ปีจึงจะประสบความสำเร็จและเห็นผลเป็นรูปธรรม แต่ถ้าหากเราเลือกที่จะไม่เริ่มต้นนับหนึ่งเลยตั้งแต่วันนี้ ความมั่นคง ความยั่งยืน ตลอดจนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้านต่างๆ ของประชากรไทย ก็จะยิ่งถูกทิ้งห่างไกลออกไปและยากเกินกว่าจะกลับมาควบคุมได้ เช่น การเพิ่มช่องระบายน้ำในถนนสายหลักต่างๆ ที่กีดขวางลำน้ำ&#8221; <strong>ดร.วิจารย์ </strong>กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43353 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Photo-post-เมืองฟองน้ำ-2.jpg" alt="" width="640" height="800" /></p>
<p>อย่างไรก็ดี ในยุคที่โลกเดือดแปรเปลี่ยนวิถีชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในบทบาท Think Tank และหน่วยงานพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งมั่นขับเคลื่อนและสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระดับประเทศ เพื่อส่งมอบ <strong>‘แนวคิดการปรับตัว’</strong> (Climate Adaptation) ให้แก่สังคมไทย พร้อมร่วมเปลี่ยนผ่านทุกภาคส่วนไปสู่การเติบโตที่สมดุลและยั่งยืน เพราะในวันนี้ การปรับตัว ‘ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด’ ร่วมติดตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อม และความเคลื่อนไหวของ TEI ได้ที่ เฟซบุ๊กเพจ <a href="https://www.google.com/search?q=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftei.or.th%2F" target="_blank" rel="noopener">www.facebook.com/tei.or.th/</a> และเว็บไซต์ <a href="https://www.tei.or.th/" target="_blank" rel="noopener">https://www.tei.or.th/</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/sponge-city-climate-adaptation/">TEI หนุนโมเดล Sponge City รับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ชี้ทางรอดไทย! ต้องแก้ที่ &#8216;โครงสร้างผังเมือง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GOOD GOODS x UMBRO Thailand เปิดตัว Special Collaboration Collection ถ่ายทอดแนวคิด &#8216;Global Meets Local&#8217; ยกระดับงานคราฟต์ไทยสู่แฟชั่นสปอร์ตระดับโลก วางจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/good-goods-umbro-global-meets-local/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Jul 2026 10:33:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Global Meets Local]]></category>
		<category><![CDATA[good goods]]></category>
		<category><![CDATA[GOOD GOODS x UMBRO]]></category>
		<category><![CDATA[Special Collaboration Collection]]></category>
		<category><![CDATA[Sport Wear]]></category>
		<category><![CDATA[SUPERSPORTS]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Fashion]]></category>
		<category><![CDATA[UMBRO Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[กุ๊ด กุ๊ดส์]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ท้องถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก ​]]></category>
		<category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชนสายรุ้งนาวาทอง]]></category>
		<category><![CDATA[หัตถกรรมไทย​]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล ทำ]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่นสปอร์ต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43280</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อแบรนด์ระดับโลกเติบโตไปพร้อมกับคุณค่าจากชุมชนไทย นั่นคือจุดเริ่มต้นของ GOOD GOODS x UMBRO Thailand Special Collaboration Collection คอลเลกชันพิเศษที่ถ่ายทอดแนวคิด &#8216;Global Meets Local&#8217; ผ่านการผสานดีไซน์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ของ UMBRO แบรนด์กีฬาระดับโลก เข้ากับภูมิปัญญาหัตถกรรมไทยจากชุมชนท้องถิ่น สร้างสรรค์เป็นสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยที่สะท้อนทั้งมาตรฐานการออกแบบระดับสากลและเสน่ห์ของงานคราฟต์ไทย พร้อมวางจำหน่าย เฉพาะในประเทศไทย โดย UMBRO ในประเทศไทย ที่บริหารภายใต้การดำเนินงานของ Supersports GOOD GOODS แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของไทยภายใต้ บริษัท เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม ร่วมกับ UMBRO Thailand ถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวผ่านการต่อยอดองค์ความรู้และใช้วัสดุของชุมชนไทยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมกลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน เพราะทุกการสนับสนุนไม่ได้เป็นเพียงการเป็นเจ้าของคอลเลกชันสุดพิเศษ แต่ยังเป็นการร่วมกระจายรายได้ สร้างโอกาส และสนับสนุนการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง หัวใจสำคัญของคอลเลกชันคือการทำงานร่วมกับ 2 วิสาหกิจชุมชนจากจังหวัดสกลนคร ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก และวิสาหกิจชุมชนสายรุ้งนาวาทอง  ซึ่งนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดสู่สินค้าแฟชั่นที่ร่วมสมัยและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง โดยที่ เสื้อผ้าและหมวก ในคอลเลกชันได้รับการตกแต่งด้วยผ้าฝ้ายเข็นมือย้อมครามสีธรรมชาติจาก วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/good-goods-umbro-global-meets-local/">GOOD GOODS x UMBRO Thailand เปิดตัว Special Collaboration Collection ถ่ายทอดแนวคิด &#8216;Global Meets Local&#8217; ยกระดับงานคราฟต์ไทยสู่แฟชั่นสปอร์ตระดับโลก วางจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อแบรนด์ระดับโลกเติบโตไปพร้อมกับคุณค่าจากชุมชนไทย นั่นคือจุดเริ่มต้นของ <strong>GOOD GOODS x UMBRO Thailand Special Collaboration Collection</strong> คอลเลกชันพิเศษที่ถ่ายทอดแนวคิด <strong>&#8216;</strong><strong>Global Meets Local&#8217;</strong> ผ่านการผสานดีไซน์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ของ UMBRO แบรนด์กีฬาระดับโลก เข้ากับภูมิปัญญาหัตถกรรมไทยจากชุมชนท้องถิ่น</p>
<p><span id="more-43280"></span></p>
<p>สร้างสรรค์เป็นสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยที่สะท้อนทั้งมาตรฐานการออกแบบระดับสากลและเสน่ห์ของงานคราฟต์ไทย พร้อมวางจำหน่าย เฉพาะในประเทศไทย โดย UMBRO ในประเทศไทย ที่บริหารภายใต้การดำเนินงานของ Supersports</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43347 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GOOD-GOODS-x-UMBRO-Thailand-13.jpg" alt="" width="640" height="800" /></p>
<p>GOOD GOODS แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของไทยภายใต้ <strong>บริษัท เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม</strong> ร่วมกับ UMBRO Thailand ถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวผ่านการต่อยอดองค์ความรู้และใช้วัสดุของชุมชนไทยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมกลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน เพราะทุกการสนับสนุนไม่ได้เป็นเพียงการเป็นเจ้าของคอลเลกชันสุดพิเศษ แต่ยังเป็นการร่วมกระจายรายได้ สร้างโอกาส และสนับสนุนการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>หัวใจสำคัญของคอลเลกชันคือการทำงานร่วมกับ <strong>2</strong><strong> วิสาหกิจชุมชนจากจังหวัดสกลนคร ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก และวิสาหกิจชุมชนสายรุ้งนาวาทอง </strong> ซึ่งนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดสู่สินค้าแฟชั่นที่ร่วมสมัยและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43348 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GOOD-GOODS-x-UMBRO-Thailand-14.jpg" alt="" width="640" height="800" /></p>
<p>โดยที่ <strong>เสื้อผ้าและหมวก </strong>ในคอลเลกชันได้รับการตกแต่งด้วย<strong>ผ้าฝ้ายเข็นมือย้อมครามสีธรรมชาติ</strong>จาก <strong>วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก จังหวัดสกลนคร</strong> ซึ่งสืบสานภูมิปัญญาการทอผ้าและการย้อมครามจากรุ่นสู่รุ่น ก่อนนำมาตีความใหม่ให้เข้ากับดีไซน์สปอร์ตของ UMBRO เกิดเป็นรายละเอียดที่สะท้อนอัตลักษณ์ของไทยในรูปแบบที่ทันสมัย</p>
<p>ขณะที่ <strong>กระเป๋า</strong> ในคอลเลกชันผลิตจาก<strong>เสื่อกกสานมือ</strong>ของ <strong>วิสาหกิจชุมชนสายรุ้งนาวาทอง จังหวัดสกลนคร</strong> ที่ต่อยอดภูมิปัญญาการสานเสื่อกกพื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย โดดเด่นทั้งด้านดีไซน์และการใช้งาน พร้อมช่วยสร้างรายได้และสนับสนุนการสืบสานงานหัตถกรรมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>GOOD GOODS x UMBRO Special Collaboration Collection</strong> จึงเป็นมากกว่าการร่วมออกแบบสินค้าระหว่างสองแบรนด์ แต่เป็นการเชื่อมโยงมาตรฐานการออกแบบระดับโลกเข้ากับคุณค่าของงานคราฟต์ไทย เปิดโอกาสให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นก้าวสู่สายตาผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนทั้งคุณภาพ ดีไซน์ และเรื่องราวของชุมชนไทยในทุกชิ้นงาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43350 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GOOD-GOODS-x-UMBRO-Thailand-16.jpg" alt="" width="640" height="800" /></p>
<p>ร่วมสัมผัส <strong>GOOD GOODS x UMBRO Special Collaboration Collection</strong> ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เฉพาะในประเทศไทย โดยวางจำหน่ายที่ร้าน GOOD GOODS และ SUPERSPORTS สาขาที่ร่วมรายการ ดังนี้</p>
<p><strong><u>GOOD GOODS</u></strong></p>
<ul>
<li>เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1 โซน Hug Thai</li>
<li>จริงใจมาร์เก็ต เชียงใหม่</li>
<li>เซ็นทรัลพาร์ค ชั้น LG</li>
<li>เซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า ชั้น 2 โซน Skywalk</li>
</ul>
<p><strong><u>SUPERSPORTS</u></strong></p>
<ul>
<li>เซ็นทรัลเวิลด์</li>
<li>เซ็นทรัล ลาดพร้าว</li>
<li>แฟชั่นไอส์แลนด์</li>
<li>เซ็นทรัล พัทยา</li>
<li>เซ็นทรัล ขอนแก่น</li>
<li>เซ็นทรัล ภูเก็ต เฟสติวัล</li>
<li>เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43349 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GOOD-GOODS-x-UMBRO-Thailand-17.jpg" alt="" width="640" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/good-goods-umbro-global-meets-local/">GOOD GOODS x UMBRO Thailand เปิดตัว Special Collaboration Collection ถ่ายทอดแนวคิด &#8216;Global Meets Local&#8217; ยกระดับงานคราฟต์ไทยสู่แฟชั่นสปอร์ตระดับโลก วางจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;มากกว่าสร้างโรงงาน แต่สร้างโอกาสและการเติบโตให้ทุกฝ่าย&#8217; กลุ่มธุรกิจ TCP เผยเส้นทาง 33 ปี ในตลาดจีน ผ่าน 4 มิติการลงทุนที่สร้างคุณค่าร่วม ให้ทั้ง​เศรษฐกิจ นวัตกรรม ผู้คน และชุมชน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/tcp-group-growing-with-china/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Jul 2026 07:58:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Redbull]]></category>
		<category><![CDATA[TCP]]></category>
		<category><![CDATA[TCP GROUP]]></category>
		<category><![CDATA[TCP ประเทศจีน]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand - China]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand - China (Sichuan) Investment and Economic Forum]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มธุรกิจ TCP]]></category>
		<category><![CDATA[ความสัมพันธ์ไทย-จีน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดจีน]]></category>
		<category><![CDATA[มณฑลเสฉวน]]></category>
		<category><![CDATA[สราวุฒิ อยู่วิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[หงหนิว]]></category>
		<category><![CDATA[เฉลียว อยู่วิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[เรดบูล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43277</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลุ่มธุรกิจ TCP ร่วมคณะภาครัฐ และภาคเอกชนไทย เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมร่วมงาน การประชุมสัมมนาการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจจีน (เสฉวน) &#8211; ไทย ประจำปี 2569​ (Thailand &#8211; China (Sichuan) Investment and Economic Forum) ณ เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน นำโดยนายกรัฐมนตรี และภารกิจขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับจีน โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันตกของจีนซึ่งมี มณฑลเสฉวน เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โอกาสเดียวกันนี้  คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP  ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP ผ่าน​หัวข้อ &#8216;Growing with China : Why TCP Group Chose Sichuan&#8217; ในฐานะบริษัทไทยที่ดำเนินธุรกิจและลงทุนในประเทศจีนมาเป็นเวลากว่าสามทศวรรษ พร้อมนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับองค์ประกอบสำคัญของการลงทุนระยะยาว และศักยภาพของมณฑลเสฉวนในฐานะหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับธุรกิจไทยที่ต้องการเติบโตในตลาดจีน คุณสราวุฒิ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีนไม่ได้เกิดขึ้นจากการค้าและการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเข้าใจระหว่างผู้คน และความมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ทั้งสองฝ่ายสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ “ประสบการณ์ของกลุ่มธุรกิจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/tcp-group-growing-with-china/">&#8216;มากกว่าสร้างโรงงาน แต่สร้างโอกาสและการเติบโตให้ทุกฝ่าย&#8217; กลุ่มธุรกิจ TCP เผยเส้นทาง 33 ปี ในตลาดจีน ผ่าน 4 มิติการลงทุนที่สร้างคุณค่าร่วม ให้ทั้ง​เศรษฐกิจ นวัตกรรม ผู้คน และชุมชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กลุ่มธุรกิจ </strong><strong>TCP</strong> ร่วมคณะภาครัฐ และภาคเอกชนไทย เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมร่วมงาน <strong>การประชุมสัมมนาการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจจีน (เสฉวน) &#8211; ไทย ประจำปี </strong><strong>2569</strong><strong>​</strong> (Thailand &#8211; China (Sichuan) Investment and Economic Forum) ณ เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน</p>
<p><span id="more-43277"></span></p>
<p>นำโดยนายกรัฐมนตรี และภารกิจขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับจีน โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันตกของจีนซึ่งมี มณฑลเสฉวน เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43340 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/06_TCP-Group-in-Chengdu-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โอกาสเดียวกันนี้  <strong>คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP </strong> ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP ผ่าน​หัวข้อ <strong>&#8216;Growing with China : Why TCP Group Chose Sichuan&#8217;</strong> ในฐานะบริษัทไทยที่ดำเนินธุรกิจและลงทุนในประเทศจีนมาเป็นเวลากว่าสามทศวรรษ พร้อมนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับองค์ประกอบสำคัญของการลงทุนระยะยาว และศักยภาพของมณฑลเสฉวนในฐานะหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับธุรกิจไทยที่ต้องการเติบโตในตลาดจีน</p>
<p><strong>คุณสราวุฒิ</strong> กล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีนไม่ได้เกิดขึ้นจากการค้าและการลงทุนเพียงอย่างเดียว<br />
แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเข้าใจระหว่างผู้คน และความมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ทั้งสองฝ่ายสามารถเติบโตไปด้วยกันได้</p>
<p><em>“ประสบการณ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับทุกบริษัท แต่เป็นหนึ่งในตัวอย่างของสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้</em><br />
<em>เมื่อภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชนทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยมีเป้าหมายไม่ใช่เพียงการลงทุนให้สำเร็จ แต่คือการสร้างการเติบโตที่เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่ายในระยะยาว” </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43339 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/02_TCP-Group-in-Chengdu.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>สร้าง​ธุรกิจ 4.36 พันล้านหยวน และการเติบโตพร้อมประเทศจีน</strong></p>
<p>กลุ่มธุรกิจ TCP ก่อตั้งในประเทศไทยเมื่อ 70 ปีก่อน โดยเติบโตจากผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำของไทยสู่กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าเรดบูลที่วางจำหน่ายในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศจีนถือเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของบริษัทมาโดยตลอด</p>
<p>ความผูกพันระหว่างกลุ่มธุรกิจ TCP กับประเทศจีนเริ่มต้นตั้งแต่ผู้ก่อตั้ง <strong>คุณเฉลียว อยู่วิทยา</strong> นักธุรกิจไทยเชื้อสายจีน ผู้คิดค้นและเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าเรดบูล ซึ่งตั้งโรงงานผลิตเครื่องดื่ม <strong>&#8216;เรดบูล&#8217; หรือ &#8216;หงหนิว&#8217; </strong>แห่งแรกในมณฑลไห่หนาน เมื่อปี พ.ศ. 2536 นับเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจในประเทศจีนที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 33 ปี</p>
<p>ปัจจุบัน <strong>กลุ่มธุรกิจ TCP มีมูลค่าการลงทุนสะสมในประเทศจีนกว่า 4.36 พันล้านหยวน</strong> ครอบคลุมสำนักงานใหญ่ประจำประเทศจีน ณ กรุงปักกิ่ง และฐานการผลิตสมัยใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ เมืองเน่ยเจียง มณฑลเสฉวน และเมืองหนานหนิง<br />
เขตปกครองตนเองกว่างซี ซึ่งเปิดดำเนินการผลิตแล้วทั้งสองแห่ง</p>
<p>การดำเนินธุรกิจทั้งหมดตั้งอยู่บนแนวคิด <strong>&#8216;In China, For China&#8217;</strong> หรือ &#8216;<strong>ในจีน เพื่อจีน&#8217;</strong>  มุ่งสร้างการเติบโตไปพร้อมกับประเทศจีน ผ่านการลงทุน การผลิต การพัฒนานวัตกรรม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวจีนอย่างแท้จริง</p>
<p>แนวคิดนี้ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนที่มณฑลเสฉวน ซึ่งมีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านการผลิต ระบบโลจิสติกส์ บุคลากรที่คุณภาพ และทำเลที่เชื่อมโยงสู่ตลาดสำคัญในภูมิภาคตะวันตกของจีน</p>
<p>คุณสราวุฒิ ระบุว่า ปัจจัยที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับบริษัทมากที่สุดไม่ได้มีเพียงขนาดของตลาดหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือ <strong>เสถียรภาพที่มีรากฐานจากนโยบาย และทัศนคติของผู้คนที่พร้อมทำงานร่วมกับนักลงทุนในฐานะพันธมิตร</strong></p>
<p><em>“เมื่อเราได้พบกับผู้แทนภาครัฐจากมณฑลเสฉวนและเมืองเน่ยเจียง สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับเรา คือคำถามแรกของผู้แทนฯ ที่ไม่ได้ถามว่ากลุ่มธุรกิจ TCP จะลงทุนเป็นจำนวนเท่าไร แต่ถามว่า ‘เราจะช่วยให้กลุ่มธุรกิจ TCP ลงทุนและดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร’ สำหรับผม นี่คือจุดเริ่มต้นของความเป็นพันธมิตรอย่างแท้จริง” </em></p>
<p>ตลอดกระบวนการพัฒนาฐานการผลิตในเมืองเน่ยเจียง ตั้งแต่การอนุมัติโครงการ การก่อสร้าง การเริ่มดำเนินงาน ตลอดจนการขยายกำลังการผลิต กลุ่มธุรกิจ TCP ได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลมณฑลเสฉวน เมืองเน่ยเจียง เขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเน่ยเจียง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความมั่นใจว่าการลงทุนในเสฉวนจะสามารถเติบโตได้ในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43341 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/04_TCP-Group-in-Chengdu-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>การลงทุนที่ดีต้องสร้างมากกว่าโรงงาน</strong></p>
<p>แม้การลงทุนในเสฉวนจะเริ่มต้นจากการสร้างฐานการผลิต<strong> แต่คุณค่าที่แท้จริงของการลงทุนอยู่ที่ความสามารถในการสร้างโอกาสและการเติบโตให้กับระบบเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่</strong></p>
<p>คุณสราวุฒิ มองว่า การลงทุนที่ดีควรสร้างมากกว่าโรงงาน แต่ต้องสร้างโอกาส ขีดความสามารถ และการเติบโตให้แก่ทุกฝ่าย วันนี้กลุ่มธุรกิจ TCP และมณฑลเสฉวนกำลังเติบโตไปด้วยกันในสี่มิติสำคัญ ได้แก่</p>
<p><strong>มิติแรก การเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน</strong> ฐานการผลิตของกลุ่มธุรกิจ TCP ในเมืองเน่ยเจียง หรือ “เมืองแห่งความหวานของจีน” มีส่วนดึงดูดพันธมิตรและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานให้เข้ามาลงทุนและขยายธุรกิจในเสฉวน ช่วยสร้างงาน<br />
เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิด “Sweetness+” ของเมืองเน่ยเจียง</p>
<p><strong>มิติที่สอง การเติบโตด้านนวัตกรรมร่วมกัน</strong> กลุ่มธุรกิจ TCP มองว่านวัตกรรมเริ่มต้นจากความเข้าใจผู้บริโภค โดยได้พัฒนาและปรับสูตรเครื่องดื่มสปอนเซอร์ให้เหมาะกับผู้บริโภคชาวจีน พร้อมใช้ศักยภาพการผลิตในเสฉวนนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>มิติที่สาม การเติบโตของมิตรภาพระหว่างผู้คน</strong> กลุ่มธุรกิจ TCP ส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–จีนผ่านการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม อาหาร และดนตรี เช่น Very Thai Music Festival ซึ่งจัดขึ้นมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 โดยปีที่สอง (2567) จัดขึ้นที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน เพราะความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืนต้องมีมิตรภาพและความเข้าใจระหว่างผู้คนเป็นรากฐาน</p>
<p><strong>มิติที่สี่ การเติบโตไปพร้อมกับชุมชน</strong> กลุ่มธุรกิจ TCP สนับสนุนโครงการเพื่อสังคมในเสฉวนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการ Education for the Future เพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนและชุมชนในพื้นที่</p>
<p><em>“ความสำเร็จของธุรกิจไม่ควรวัดจากผลประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าเราได้สร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่ผู้คน ชุมชน และสังคมมากเพียงใด นี่คือองค์กรที่กลุ่มธุรกิจ TCP มุ่งมั่นจะเป็น”  </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43342 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/03_TCP-Group-in-Chengdu.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>มองเสฉวนผ่านระบบนิเวศ ไม่ใช่เพียงขนาดตลาด</strong></p>
<p>จากประสบการณ์การดำเนินธุรกิจในจีน ทำให้เข้าใจว่า การตัดสินใจเลือกพื้นที่ลงทุนไม่ควรพิจารณาจากต้นทุน ที่ตั้งหรือขนาดตลาดแยกออกจากกัน แต่ควรมองถึงระบบนิเวศโดยรวม ทั้งทิศทางนโยบาย คุณภาพบุคลากร ประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ ความพร้อมของพันธมิตรทางธุรกิจ และความสามารถในการเชื่อมโยงกับผู้บริโภค</p>
<p>สำหรับมณฑลเสฉวน จุดแข็งสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงที่โครงสร้างพื้นฐานหรือทำเลในภูมิภาคตะวันตกของจีน แต่อยู่ที่ความเปิดกว้างของพื้นที่ ความเป็นมืออาชีพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความพร้อมที่จะสร้างความสัมพันธ์กับนักลงทุนในระยะยาว</p>
<p><em> “กลุ่มธุรกิจ TCP เดินทางมายังเสฉวนเพื่อการลงทุน แต่สิ่งที่เราได้รับกลับมามีคุณค่ามากกว่านั้น เราได้ร่วมกันสร้างงาน พัฒนาอุตสาหกรรม ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น สำหรับผม นี่คือความหมายที่แท้จริงของการลงทุนอย่างยั่งยืน”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43343 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/05_TCP-Group-in-Chengdu.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><em>“ผมหวังว่าประสบการณ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP จะเป็นอีกหนึ่งข้อมูลประกอบการตัดสินใจสำหรับบริษัทไทยที่กำลังมองหาโอกาสในประเทศจีน เสฉวนอาจไม่ได้เป็นคำตอบเดียวสำหรับทุกธุรกิจ แต่สำหรับบริษัทที่กำลังมองหาพันธมิตร ระบบนิเวศ และพื้นที่ที่พร้อมเติบโตไปด้วยกัน ผมเชื่อว่าเสฉวนเป็นหนึ่งในโอกาสที่ควรศึกษาอย่างจริงจัง” </em>คุณสราวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/tcp-group-growing-with-china/">&#8216;มากกว่าสร้างโรงงาน แต่สร้างโอกาสและการเติบโตให้ทุกฝ่าย&#8217; กลุ่มธุรกิจ TCP เผยเส้นทาง 33 ปี ในตลาดจีน ผ่าน 4 มิติการลงทุนที่สร้างคุณค่าร่วม ให้ทั้ง​เศรษฐกิจ นวัตกรรม ผู้คน และชุมชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ไม่ใช่ภัยพิบัติครั้งคราว แต่คือ &#8216;ปรากฏการณ์&#8217; ​ต้อง​วนกลับมาใหม่ และรุนแรงมากขึ้น อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ภาครัฐต้องวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบและยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-climate-amplification/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 08:44:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Risk]]></category>
		<category><![CDATA[El Nino]]></category>
		<category><![CDATA[Super El Niño]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Thon Thamrongnawasawat]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[มหันตภัย Climate Amplification]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อนธรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43302</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ คาดการณ์ผลกระทบจาก &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; สูงขึ้นจากคร้ังก่อนหน้า 30-40% และจะเป็นอีกหนึ่งปรากฏการร์ทางธรรมชาติ ที่ไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว แต่จะเกิดซ้ำใหม่อย่างแน่นอนในอนาคต ดังนั้น ประเทศไทยต้องถอดบทเรียนและเรียนรู้รวมทั้งวางแผนจากสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เพื่อการปรับตัวและสามารถรับมือต่ออนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเสวนาในหัวข้อ &#8216;มหันตภัย Climate Amplification เมื่อโลกเปลี่ยนไป 2 องศา&#8217; จากเวทีสัมมนา &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ&#8217; โดยทีมเพื่อนธรณ์ โดยระบุว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของปรากฏการณ์เอลนีโญ และจะยกระดับความรุนแรงสู่การเป็น &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของ​ปี​ และลากยาวไปจนถึงราวกลางปีหน้า หลังการเข้า &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; จะทำให้เกิดฝนทิ้งช่วง จากสภาพอากาศที่ร้อน​และแล้งมากขึ้น จากผลกระทบที่โลกร้อนขึ้น โดยผลกระทบที่จะเผชิญในปีนี้ จะมากและรุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยผ่านมา จากอุณหภูมิน้ำทะเลที่คาดว่าจะสูงขึ้นถึง 2.5 องศาเซลเซี​ยส เทียบกับเอลนีโญครั้งล่าสุด ในปี 2567 ที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นราว 1.5 องศาเซลเซียส หรือสูงขึ้นจากคร้ังก่อนหน้าถึง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-climate-amplification/">&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ไม่ใช่ภัยพิบัติครั้งคราว แต่คือ &#8216;ปรากฏการณ์&#8217; ​ต้อง​วนกลับมาใหม่ และรุนแรงมากขึ้น อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ภาครัฐต้องวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบและยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์</strong> คาดการณ์ผลกระทบจาก <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> สูงขึ้นจากคร้ังก่อนหน้า 30-40% และจะเป็นอีกหนึ่งปรากฏการร์ทางธรรมชาติ ที่ไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว แต่จะเกิดซ้ำใหม่อย่างแน่นอนในอนาคต ดังนั้น ประเทศไทยต้องถอดบทเรียนและเรียนรู้รวมทั้งวางแผนจากสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เพื่อการปรับตัวและสามารถรับมือต่ออนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><span id="more-43302"></span></p>
<p><strong>ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ</strong><strong>์ </strong>อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเสวนาในหัวข้อ <strong>&#8216;มหันตภัย </strong><strong>Climate Amplification </strong><strong>เมื่อโลกเปลี่ยนไป </strong><strong>2</strong><strong> องศา&#8217; </strong>จากเวทีสัมมนา <strong>&#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ&#8217;</strong> โดยทีมเพื่อนธรณ์ โดยระบุว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของปรากฏการณ์เอลนีโญ และจะยกระดับความรุนแรงสู่การเป็น <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของ​ปี​ และลากยาวไปจนถึงราวกลางปีหน้า</p>
<p>หลังการเข้า <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> จะทำให้เกิดฝนทิ้งช่วง จากสภาพอากาศที่ร้อน​และแล้งมากขึ้น จากผลกระทบที่โลกร้อนขึ้น โดยผลกระทบที่จะเผชิญในปีนี้ จะมากและรุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยผ่านมา จากอุณหภูมิน้ำทะเลที่คาดว่าจะสูงขึ้นถึง 2.5 องศาเซลเซี​ยส เทียบกับเอลนีโญครั้งล่าสุด ในปี 2567 ที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นราว 1.5 องศาเซลเซียส หรือสูงขึ้นจากคร้ังก่อนหน้าถึง 30-40%</p>
<p><em>&#8220;ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนี้จะรุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยผ่านมา โดยคาดว่าปริมาณน้ำฝนจะน้อยลงและหมดเร็วกว่าปีก่อนๆ  ทำให้ภาคส่วนต่างๆ เหลือเวลาเก็บสะสมน้ำไว้ใช้​อีกราว 3 เดือน  และคาดว่าฝนจะเริ่มทั้งช่วงตั้งแต่ ต.ค. &#8211; พ.ย.  ยาวไปอีก 7-8 เดือน หรือจนถึงช่วงกลางปีหน้า ทำให้ปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับใช้ในพื้นที่ต่างๆ จะเริ่มขาดแคลน ขณะที่อากาศจะร้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองอย่างกรุงเทพฯ จะร้อนมากกว่า​หลายพื้นที่โดยรอบ โดยคาดว่าอุณหภูมิสูงสุดที่รับรู้ได้ (Feel Like) ในปีนี้จะสูงได้ถึง53 -54 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว&#8221; </em></p>
<figure id="attachment_43303" aria-describedby="caption-attachment-43303" style="width: 521px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43303 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Super-Elnino.jpg" alt="" width="521" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-43303" class="wp-caption-text">Photo : Facebook : Thon Thamrongnawasawat</figcaption></figure>
<p>ท้ังนี้ ความแปรปรวนของสภาพอากาศจากภาวะซูเปอร์เอลนีโญ ทั้งปริมาณพายุใต้ฝุ่นที่อาจเพิ่มขึ้นได้ 10-20% จากปีก่อนหน้า รวมทั้งผลกระทบต่ออุณหภูมิน้ำทะเล และระบบนิเวศในทะเล ทั้งสัตว์ทะเล หญ้าทะเล ปัญหาปะการังฟอกขาว และแพลงตอนบูม ซึ่งจะเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่อยู่ในพื้นที่ชายฝั่ง จะต้องรับมือ​​ Worst Case Scenario หลายด้าน  รวมท้ังผลผลิตทั้งการเกษตรและประมงที่คาดว่าจะลดลง ทำให้ปริมาณผลผลิตขาดแคลน และมีต้นทุนสูง รวมทั้งต้นทุนด้านพลังงาน โดยเฉพาะจากการใช้เครื่องปรับอากาศที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับยังมีปัญหาเรื่องสงครามตะวันออกกลางที่ยังไม่จบ ยิ่งซ้ำเติมให้ต้องเผชิญปัญหา  2-3 เด้งเข้ามากระทบในปีนี้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของซูเปอร์เอลนีโญ ไม่ใช่ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นแบบครั้งคราวหรือไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศ ที่มีวัฏจักรในการกลับมาเกิดซ้ำและสามารถคาดการณ์ได้ โดยเฉพาะความรุนแรงที่จะเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต จากผลกระทบของโลกที่ร้อนขึ้น การรับมือต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงต้องมองแบบระยะยาว  เรียนรู้จากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตเพื่อคาดการณ์ผลกระทบและวางแผนในการรับมือและปรับตัวเพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในแต่ละภาคส่วนให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ หรือภาคธุรกิจต่างๆ เพราะหากไม่เรียนรู้และถอดบทเรียน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นครั้งหน้าจะรุนแรงมากขึ้นอย่างแน่นอน</p>
<p><em>&#8220;ซูเปอร์เอลนีโญที่เกิดขึ้นในปีนี้ จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน ขณะที่การรับมือ​สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต้องมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและบูรณาการ ไม่ใช่มองว่าเป็นการเผชิญ​ภัยพิบัติและเตรียมงบประมาณในการเยียวยาและฟื้นฟูในแต่ละครั้ง ซึ่งสะท้อนมุมมองในระยะสั้น และเป็นการแก้ปั​ญหาที่ปลายเหตุแบบง่ายๆ ​ที่ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลกระทบจากโลกร้อนเท่านั้น แต่ในความจริงแล้วผลกระทบของปัญหามีหลายมิติมากกว่านั้น​ ทั้งการปรับตัวในภาค​เกษตรและผลผลิต การดูแลฟื้นฟูระบบนิเวศ รวมทั้งในภาคธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น การท่องเที่ยว ให้สามารถปรับตัวต่อความเสี่ยงในอนาคตได้ ​ซึ่งการจัดการมีความยากและท้าทายมากขึ้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องตั้งทีมทำงานในเรื่องนี้โดยเฉพาะ และมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง มีการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง เพื่อเรียนรู้ ถอดบทเรียน และปรับแผนเพื่อรับมือสำหรับการป้องกันและรับมือต่อผลกระทบจากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะต้องเกิดซ้ำในอนาคตได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืนในระยะยาว</em>&#8221; ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวทิ้งท้าย​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43310" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/SuperElnino.jpg" alt="" width="700" height="700" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-climate-amplification/">&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ไม่ใช่ภัยพิบัติครั้งคราว แต่คือ &#8216;ปรากฏการณ์&#8217; ​ต้อง​วนกลับมาใหม่ และรุนแรงมากขึ้น อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ภาครัฐต้องวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบและยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>AIS ผนึกบางกอกแลนด์ ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะทั่วเมืองทองธานี 4,000 ไร่ อัด 5G-ADVANCED และ Smart Connectivity ดันวิถีดิจิทัล–ธุรกิจ สู่พื้นที่เศรษฐกิจอัจฉริยะแห่งอนาคต</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/muang-thong-next-smart-connected-city/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 16:15:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[5G-ADVANCED]]></category>
		<category><![CDATA[AIS]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Land]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Transformation]]></category>
		<category><![CDATA[Hub Connectivity City]]></category>
		<category><![CDATA[Muang Thong NEXT]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Living]]></category>
		<category><![CDATA[The Smart & Connected City]]></category>
		<category><![CDATA[บางกอกแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัธนา ลีลพนัง]]></category>
		<category><![CDATA[พอลล์ กาญจนพาสน์]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองทองธานี]]></category>
		<category><![CDATA[เอไอเอส]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43283</guid>

					<description><![CDATA[<p>AIS ผนึกกำลัง บางกอกแลนด์ ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ นำเครือข่าย 5G, เน็ตบ้าน และโซลูชันเพื่อองค์กร ยกระดับพื้นที่เมืองทองธานีกว่า 4,000 ไร่ ปูพรมสู่เมืองอัจฉริยะต้นแบบของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Muang Thong NEXT: The Smart &#38; Connected City” ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาเมืองทองธานีจากศูนย์กลางการจัดงานและอีเวนต์ระดับประเทศ สู่ Hub Connectivity City ที่เชื่อมโยงทุกระบบนิเวศของเมืองเข้าด้วยกัน ทั้งการใช้ชีวิต การอยู่อาศัย การทำงาน การศึกษา ความบันเทิง ธุรกิจ การจัดงาน การเดินทาง ความปลอดภัย และโอกาสทางเศรษฐกิจแห่งอนาคต ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการนำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะมาเป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในทุกมิติ โดย AIS จะนำศักยภาพด้านเครือข่าย เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาเสริมความพร้อมของเมืองทองธานีอย่างครบวงจร ประกอบด้วย ปูพรมโครงข่ายมือถืออัจฉริยะ 5G ทั่วเมืองทองธานี พร้อมยกระดับสู่ 5G-ADVANCED ด้วยเทคโนโลยีรวมคลื่นความถี่ เพื่อเพิ่มความเร็ว ความแรง ลดความหน่วง และรองรับการใช้งานหนาแน่นทั่วพื้นที่ โดยเฉพาะศูนย์จัดงานและคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้งานพร้อมกันหลักหมื่นคน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/muang-thong-next-smart-connected-city/">AIS ผนึกบางกอกแลนด์ ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะทั่วเมืองทองธานี 4,000 ไร่ อัด 5G-ADVANCED และ Smart Connectivity ดันวิถีดิจิทัล–ธุรกิจ สู่พื้นที่เศรษฐกิจอัจฉริยะแห่งอนาคต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>AIS</strong> ผนึกกำลัง <strong>บางกอกแลนด์</strong> ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ นำเครือข่าย 5G, เน็ตบ้าน และโซลูชันเพื่อองค์กร ยกระดับพื้นที่เมืองทองธานีกว่า 4,000 ไร่ ปูพรมสู่เมืองอัจฉริยะต้นแบบของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด <strong>“Muang Thong NEXT: The Smart &amp; Connected City”</strong></p>
<p><span id="more-43283"></span></p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาเมืองทองธานีจากศูนย์กลางการจัดงานและอีเวนต์ระดับประเทศ สู่ <strong>Hub Connectivity City</strong> ที่เชื่อมโยงทุกระบบนิเวศของเมืองเข้าด้วยกัน ทั้งการใช้ชีวิต การอยู่อาศัย การทำงาน การศึกษา ความบันเทิง ธุรกิจ การจัดงาน การเดินทาง ความปลอดภัย และโอกาสทางเศรษฐกิจแห่งอนาคต ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการนำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะมาเป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในทุกมิติ</p>
<p>โดย AIS จะนำศักยภาพด้านเครือข่าย เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาเสริมความพร้อมของเมืองทองธานีอย่างครบวงจร ประกอบด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43284 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/05-AIS-ผนึกบางกอกแลนด์-ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะทั่วเมืองทองธานี-4000-ไร่.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<ul>
<li><strong>ปูพรมโครงข่ายมือถืออัจฉริยะ </strong><strong>5G </strong><strong>ทั่วเมืองทองธานี</strong> พร้อมยกระดับสู่ 5G-ADVANCED ด้วยเทคโนโลยีรวมคลื่นความถี่ เพื่อเพิ่มความเร็ว ความแรง ลดความหน่วง และรองรับการใช้งานหนาแน่นทั่วพื้นที่ โดยเฉพาะศูนย์จัดงานและคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้งานพร้อมกันหลักหมื่นคน ทั้งการไลฟ์สตรีม, Immersive Experience, Extended Reality, Hologram และการถ่ายทอดสดคุณภาพสูงแบบเรียลไทม์</li>
<li><strong>ยกระดับทุกครัวเรือนสู่</strong><strong> Smart Living </strong><strong>ด้วยเน็ตบ้าน </strong><strong>AIS 3BB Fibre3</strong> และมาตรฐานใหม่ของอินเทอร์เน็ตไร้สาย WiFi 7 ช่วยให้บ้าน คอนโดมิเนียม และชุมชนเชื่อมต่อได้รวดเร็ว เสถียร และพร้อมรองรับบริการอัจฉริยะในอนาคต ตั้งแต่ Smart Home, Work from Home ไปจนถึง Telemedicine และระบบติดตามสุขภาพจากระยะไกล</li>
<li><strong>ทรานส์ฟอร์มธุรกิจรับยุค </strong><strong>AI </strong><strong>ด้วยโซลูชัน</strong> Hyper Connectivity, Sovereign Cloud, Data Center และ AI Solutions เพื่อช่วยให้อาคารสำนักงานและผู้ประกอบการขับเคลื่อน Digital Transformation ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับ Cloud ระดับโลก การวิเคราะห์ข้อมูล และบริการ Managed Service โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ</li>
<li><strong>ยกระดับประสบการณ์คอนเสิร์ตและอีเวนต์ของ </strong><strong>IMPACT</strong> ด้วยเครือข่าย WiFi และระบบเชื่อมต่อที่รองรับผู้ร่วมงานจำนวนมาก ให้การสื่อสาร ธุรกรรม และ Digital Engagement ดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับ Exhibitor และผู้จัดงาน รวมถึงการต่อยอดบริการ 5G VIP Ultra และ Boost Mode บนเครือข่าย 5G SA เพื่อสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่รวดเร็วและเสถียรยิ่งขึ้น สำหรับผู้ร่วมงาน</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43287 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/02-AIS-ผนึกบางกอกแลนด์-ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะทั่วเมืองทองธานี-4000-ไร่.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลดังกล่าวจะต่อยอดสู่การบริหารเมืองอัจฉริยะแห่งอนาคตอย่างครบวงจร ครอบคลุมเทคโนโลยีเพื่อวิถีดิจิทัล ทั้ง AI CCTV, Smart Access, Digital Signage, Smart Meter, IoT, ระบบชำระเงินดิจิทัล, Data Analytics, Digital Library, Virtual Classroom และ Cyber Security พร้อมเชื่อมข้อมูลจากศูนย์ประชุม พื้นที่ธุรกิจ ที่พักอาศัย ค้าปลีก สถานศึกษา หน่วยงานด้านความมั่นคง และพื้นที่สาธารณะเข้าสู่ Smart City Data Platform และ Digital Twin เพื่อให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมของเมืองแบบเรียลไทม์ วางแผนการจราจร พลังงาน การใช้พื้นที่ และความปลอดภัยได้แม่นยำยิ่งขึ้น ตลอดจนสร้างประสบการณ์ดิจิทัลใหม่ให้กับผู้คน ธุรกิจ และชุมชน พร้อมผลักดันเมืองทองธานีสู่ต้นแบบ Smart &amp; Connected City ที่บริหารจัดการได้อย่างชาญฉลาด ปลอดภัย และรองรับการเติบโตในอนาคต พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับทุกคน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43289 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/09-AIS-ผนึกบางกอกแลนด์-ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะทั่วเมืองทองธานี-4000-ไร่.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน)</strong> กล่าวว่า “สำหรับเมืองทองธานี Smart &amp; Connected City ไม่ได้หมายถึงเพียงการนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการเมือง แต่คือการทำให้ทั้งเมืองทำงานได้ฉลาดขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อยกระดับประสบการณ์และคุณภาพชีวิตของทุกคนในพื้นที่ ดิจิทัลและเทคโนโลยีจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้แนวคิด Live–Work–Play–Learn เกิดขึ้นได้จริง โดยเชื่อมโยงการอยู่อาศัย การทำงาน ความบันเทิง และการเรียนรู้ให้ต่อเนื่องกัน ทำให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูล บริการ กิจกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ได้สะดวกและตรงกับความต้องการมากขึ้น ในด้านการศึกษา เทคโนโลยีจะช่วยเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ ขณะที่ภาคธุรกิจสามารถนำดิจิทัลมาต่อยอดบริการ เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ได้มากขึ้น ส่วนการบริหารเมือง เทคโนโลยีอย่าง Smart AI CCTV, Smart Traffic Management System และระบบข้อมูล จะช่วยให้เมืองทองธานีปลอดภัย คล่องตัว และรองรับผู้คนจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือกับ AIS จึงเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันเมืองทองธานีสู่การเป็น Hub Connectivity City ที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิต การทำงาน ความบันเทิง การเรียนรู้ และโอกาสทางธุรกิจไว้ในเมืองเดียวอย่างเป็นรูปธรรม”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43286 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/07-AIS-ผนึกบางกอกแลนด์-ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะทั่วเมืองทองธานี-4000-ไร่.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส</strong> กล่าวว่า “AIS มองว่าความร่วมมือครั้งนี้คือการต่อยอดบทบาทของเราในฐานะ National Intelligent Infrastructure จากผู้ให้บริการเครือข่าย สู่การเป็นส่วนหนึ่งในการวางรากฐานให้เมือง ธุรกิจ และผู้คนเติบโตไปพร้อมกันบนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่พร้อม เชื่อถือได้ และปลอดภัย หัวใจสำคัญของ Muang Thong NEXT คือการทำให้เทคโนโลยีอยู่เบื้องหลังทุกประสบการณ์ของเมืองอย่างเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่การรองรับผู้ชมหลักหมื่นในคอนเสิร์ตและอีเวนต์ การใช้ Cloud และ AI ในภาคธุรกิจ ไปจนถึง Smart Living, Telemedicine, Smart Parking, Virtual Classroom และ Cyber Security เพื่อให้การใช้ชีวิตสะดวกขึ้น การบริหารพื้นที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้าใจผู้ใช้บริการ ออกแบบบริการใหม่ และต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากกว่าเดิม สำหรับ AIS ความสำเร็จของเมืองอัจฉริยะไม่ได้วัดจากจำนวนเทคโนโลยีที่นำมาใช้ แต่ต้องวัดจากประโยชน์ที่ผู้คนสัมผัสได้จริง ตั้งแต่การเดินทาง การใช้ชีวิต การทำงาน ไปจนถึงการเข้าถึงบริการและประสบการณ์ใหม่ ๆ ภายในเมือง บทบาทของ AIS จึงไม่ใช่เพียงการเชื่อมต่อระบบ แต่คือการเชื่อมโยงเครือข่าย ข้อมูล และศักยภาพของทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันเมืองทองธานีสู่การเป็นต้นแบบ Smart &amp; Connected City ที่สร้างคุณค่าให้กับผู้คน ธุรกิจ และเศรษฐกิจเมืองได้อย่างยั่งยืน”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43285 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/06-AIS-ผนึกบางกอกแลนด์-ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะทั่วเมืองทองธานี-4000-ไร่.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>การยกระดับครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการพัฒนาเทคโนโลยี แต่คือความร่วมมือในการออกแบบระบบนิเวศเมืองรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงผู้คน ธุรกิจ การศึกษา การใช้ชีวิต และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ และช่วยเปลี่ยนศักยภาพของพื้นที่เมืองทองธานีกว่า 4,000 ไร่ ให้กลายเป็นประสบการณ์และโอกาสใหม่ที่ผู้คนและภาคธุรกิจสามารถสัมผัสได้จริง พร้อมผลักดันเมืองทองธานีจากศูนย์กลางการจัดงานระดับประเทศ สู่ Hub Connectivity City และพื้นที่เศรษฐกิจอัจฉริยะแห่งอนาคต ที่สร้างคุณค่าให้กับเมือง ชุมชน จังหวัดนนทบุรี และประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/muang-thong-next-smart-connected-city/">AIS ผนึกบางกอกแลนด์ ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะทั่วเมืองทองธานี 4,000 ไร่ อัด 5G-ADVANCED และ Smart Connectivity ดันวิถีดิจิทัล–ธุรกิจ สู่พื้นที่เศรษฐกิจอัจฉริยะแห่งอนาคต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดเหตุผล หลายแบรนด์ใจตรงกัน จัดแคมเปญ &#8216;วิ่งแลก&#8230;&#8217; ทำไมต้อง​ยอมจ่าย​ให้คนออกไปวิ่ง? เมื่อสุขภาพกำลังแทนที่ส่วนลดในเกมการตลาดยุคใหม่   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/ktc-wellness-the-journey-to-well-being/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 10:34:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Campaign]]></category>
		<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[KTC]]></category>
		<category><![CDATA[KTC Wellness]]></category>
		<category><![CDATA[Running]]></category>
		<category><![CDATA[The Journey to Well-being]]></category>
		<category><![CDATA[Wellness Economy]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[การวิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[วิ่งแลก...]]></category>
		<category><![CDATA[เคทีซี]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[แคมเปญ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43249</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบัน​ &#8216;การวิ่ง&#8217; ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น &#8216;สกุลเงิน&#8217; รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค ทั้งนี้ เราเริ่มเห็นแคมเปญการตลาดที่เชื่อมโยงกับการวิ่ง​เกิดขึ้นมากมายในตลาด  ไม่ว่าจะป็น วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง แต่กลับใจตรงกันเลือกใช้วิธีเดียวกันในการจัดแคมเปญ คือ ​&#8217;การวิ่ง&#8217; มาเป็นเงื่อนไข​​ในการมอบรางวัลให้ผู้บริโภค คำตอบอาจไม่ใช่เพราะคนไทยกำลังฮิตวิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะ &#8216;สุขภาพ&#8217; กำลังกลายเป็นสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่มีคุณค่าต่อทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของการเปลี่ยนเกมการตลาดในยุคที่ผู้คนไม่ได้ต้องการเพียงโปรโมชั่น แต่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เมื่อแบรนด์ไม่เพียงแค่อยากให้​ซื้อ แต่อยากให้มีสุขภาพดีด้วย ในอดีตการตลาดส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดง่ายๆ ยิ่งใช้ ยิ่งได้  ยิ่งรูดบัตรมาก ยิ่งได้คะแนน ยิ่งซื้อเยอะ  ยิ่งได้ส่วนลด ยิ่งใช้บริการ ยิ่งได้รับสิทธิพิเศษ แต่วันนี้หลายแบรนด์เริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าลูกค้าเลือกดูแลสุขภาพตัวเอง เราจะตอบแทนพฤติกรรมนั้นได้อย่างไร แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนจากการให้รางวัล จากยอดใช้จ่ายไปสู่การให้รางวัลจากพฤติกรรม ไม่ใช่เพราะคุณซื้อของมากขึ้น แต่เพราะคุณเดินมากขึ้น วิ่งมากขึ้น หรือใช้ชีวิตอย่างใส่ใจสุขภาพมากขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/ktc-wellness-the-journey-to-well-being/">เปิดเหตุผล หลายแบรนด์ใจตรงกัน จัดแคมเปญ &#8216;วิ่งแลก&#8230;&#8217; ทำไมต้อง​ยอมจ่าย​ให้คนออกไปวิ่ง? เมื่อสุขภาพกำลังแทนที่ส่วนลดในเกมการตลาดยุคใหม่   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบัน​ &#8216;การวิ่ง&#8217; ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น &#8216;สกุลเงิน&#8217; รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค</p>
<p><span id="more-43249"></span></p>
<p>ทั้งนี้ เราเริ่มเห็นแคมเปญการตลาดที่เชื่อมโยงกับการวิ่ง​เกิดขึ้นมากมายในตลาด  ไม่ว่าจะป็น วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ</p>
<p>คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง แต่กลับใจตรงกันเลือกใช้วิธีเดียวกันในการจัดแคมเปญ คือ ​&#8217;การวิ่ง&#8217; มาเป็นเงื่อนไข​​ในการมอบรางวัลให้ผู้บริโภค</p>
<p>คำตอบอาจไม่ใช่เพราะคนไทยกำลังฮิตวิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะ<strong> &#8216;สุขภาพ&#8217; กำลังกลายเป็นสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่มีคุณค่าต่อทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ</strong> ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของการเปลี่ยนเกมการตลาดในยุคที่ผู้คนไม่ได้ต้องการเพียงโปรโมชั่น แต่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43253 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/วิ่งแลก1.jpeg" alt="" width="1200" height="875" /></p>
<p><strong>เมื่อแบรนด์ไม่เพียงแค่อยากให้​ซื้อ แต่อยากให้มีสุขภาพดีด้วย</strong></p>
<p>ในอดีตการตลาดส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดง่ายๆ ยิ่งใช้ ยิ่งได้  ยิ่งรูดบัตรมาก ยิ่งได้คะแนน ยิ่งซื้อเยอะ  ยิ่งได้ส่วนลด ยิ่งใช้บริการ ยิ่งได้รับสิทธิพิเศษ แต่วันนี้หลายแบรนด์เริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าลูกค้าเลือกดูแลสุขภาพตัวเอง เราจะตอบแทนพฤติกรรมนั้นได้อย่างไร</p>
<p><em><strong>แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนจากการให้รางวัล จากยอดใช้จ่ายไปสู่การให้รางวัลจากพฤติกรรม ไม่ใช่เพราะคุณซื้อของมากขึ้น แต่เพราะคุณเดินมากขึ้น วิ่งมากขึ้น หรือใช้ชีวิตอย่างใส่ใจสุขภาพมากขึ้น</strong> </em></p>
<p>การวิ่งจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือที่แบรนด์ใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระยะยาว</p>
<p>หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่า &#8216;นักวิ่ง&#8217; ไม่ได้เป็นเพียงคนที่ชอบออกกำลังกาย แต่เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าที่หลายคนคิด การเริ่มวิ่งหนึ่งครั้ง มักนำไปสู่การใช้จ่ายอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าวิ่ง เสื้อผ้ากีฬา สมาร์ทวอช  อาหารเสริม ฟิตเนส โปรแกรมฝึกซ้อม หรือบริการด้านสุขภาพต่างๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43254 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/วิ่งแลก3-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ เมื่อเข้าสู่วงการวิ่งอย่างจริงจัง หลายคนยังเดินทางไปแข่งขันในจังหวัดต่างๆ เข้าพักโรงแรม ใช้บริการร้านอาหาร คาเฟ่ หรือแหล่งท่องเที่ยวรอบสนามแข่งขันอีกด้วย</p>
<p>กล่าวอีกนัยหนึ่ง<strong> การวิ่งหนึ่งกิโลเมตร อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าที่เห็นบนเส้นทางวิ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายแบรนด์ยินดีเปลี่ยน &#8216;ทุกกิโลเมตร&#8217; ให้เป็นรางวัล</strong> เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมาไม่ใช่แค่ยอดขายระยะสั้น แต่เป็นลูกค้าที่มีแนวโน้มกลับมาใช้บริการซ้ำ และมีความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว</p>
<p><strong>จากกระแสสุขภาพ สู่เศรษฐกิจสุขภาพ</strong></p>
<p>อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ ผู้บริโภคยุคใหม่มองเรื่องสุขภาพแตกต่างจากอดีต สุขภาพไม่ใช่เรื่องของการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่เป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว คนพร้อมจ่ายเพื่อฟิตเนสมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่ออาหารสุขภาพมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่อการตรวจสุขภาพและการป้องกันโรคมากขึ้น</p>
<p>ทำให้  <strong>Wellness Economy </strong>หรือเศรษฐกิจสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก <em><strong>เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ธุรกิจก็ต้องปรับตัวตาม จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยราคาและโปรโมชั่น มาแข่งขันกันด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ดีของลูกค้า</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43250 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/วิ่งแลก4-re.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ในมุมของ &#8216;<strong>เคทีซี&#8217;</strong> หรือ <strong>บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)</strong> การเติบโตของแคมเปญ<strong> &#8216;วิ่งแลก&#8230;&#8217;</strong> สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การดูแลสุขภาพกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีพบว่า หมวดกีฬาและการออกกำลังกายมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีเป้าหมายชัดเจนอย่างการวิ่งมาราธอน เทรลรันนิ่ง และกิจกรรมออกกำลังกายในรูปแบบคอมมูนิตี้</p>
<p>เคทีซีจึงพัฒนา<a href="https://www.ktc.co.th/refined-wellness" target="_blank" rel="noopener">สิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างครบวงจร</a> ภายใต้แนวคิด <strong>KTC Wellness: The Journey to Well-being</strong> ครอบคลุมตั้งแต่ฟิตเนส สตูดิโอออกกำลังกาย อุปกรณ์กีฬา โรงพยาบาล ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงกิจกรรมกีฬาและการเดินทาง เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องในทุกมิติของชีวิต สุดท้ายแล้ว สิ่งที่หลายแบรนด์กำลังแข่งขันกันในวันนี้ อาจไม่ใช่ใครให้ส่วนลดมากที่สุด หรือใครแจกของรางวัลแพงที่สุด แต่อาจเป็นการแข่งขันว่า ใครสามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนลุกขึ้นมาดูแลตัวเองได้มากที่สุด</p>
<p>เพราะเมื่อสุขภาพกลายเป็นรางวัล<strong> ทุกก้าวที่เดินและทุกกิโลเมตรที่วิ่ง ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับผู้วิ่งเพียงคนเดียว แต่ยังสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม</strong> ในวันที่การตลาดไม่ใช่แค่เรื่องการขายของอีกต่อไป แบรนด์ที่เข้าใจวิธีเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดี ให้กลายเป็นแรงจูงใจที่ยั่งยืน อาจเป็นผู้ชนะตัวจริงของเกมธุรกิจยุคใหม่</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/ktc-wellness-the-journey-to-well-being/">เปิดเหตุผล หลายแบรนด์ใจตรงกัน จัดแคมเปญ &#8216;วิ่งแลก&#8230;&#8217; ทำไมต้อง​ยอมจ่าย​ให้คนออกไปวิ่ง? เมื่อสุขภาพกำลังแทนที่ส่วนลดในเกมการตลาดยุคใหม่   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GULF ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ม.มหิดล ชูความเชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาด หนุนภาควิจัยสร้าง ‘Nature-based Innovation Lab’ พร้อมเสริมศักยภาพเด็กกลุ่มเปราะบาง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/gulf-install-solar-systems-mahidol-university/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 11:12:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Bio Economy]]></category>
		<category><![CDATA[GULF]]></category>
		<category><![CDATA[GULF x Mahidol]]></category>
		<category><![CDATA[GULF1]]></category>
		<category><![CDATA[Mahidol University]]></category>
		<category><![CDATA[MU]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Innovation Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Renerable]]></category>
		<category><![CDATA[solar cell]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Rooftop]]></category>
		<category><![CDATA[กัลฟ์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท กัลฟ์1 จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ณัฏฐนียา โตรักษา]]></category>
		<category><![CDATA[อำนวยพร ประกอบนพเก้า]]></category>
		<category><![CDATA[อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43227</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เดินหน้าพันธกิจด้านความยั่งยืน จับมือ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล สนับสนุนการปรับปรุงหลังคา และติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) มูลค่า 3.6 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในพื้นที่อุทยานฯ มุ่งยกระดับงานวิจัยด้านสมุนไพรไทยสู่ระดับอุตสาหกรรม และสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับกลุ่มเด็กที่มีความเปราะบางและประชาชนทั่วไป คุณอำนวยพร ประกอบนพเก้า กรรมการผู้จัดการ บริษัท กัลฟ์1 จำกัด (ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัย) และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  GULF มุ่งมั่น​นำความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์มาสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน โดยติดตั้งระบบ Solar Rooftop ณ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ &#8220;ความร่วมมือ​ครั้งนี้ เพื่อ​สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในภาคการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับพืชสมุนไพร พืชหายาก รวมถึงเพิ่มโอกาสทางการเรียนรู้ให้กลุ่มเด็กที่มีความเปราะบาง ผ่านกิจกรรมห้องเรียนธรรมชาติบำบัด เยียวยา และส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย  พร้อมทั้ง​สานต่อเจตนารมณ์ของ GULF ในการสนับสนุนและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ เพื่อเชื่อมต่อพลังงานสะอาดเข้ากับเครือข่ายทางสังคม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/gulf-install-solar-systems-mahidol-university/">GULF ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ม.มหิดล ชูความเชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาด หนุนภาควิจัยสร้าง ‘Nature-based Innovation Lab’ พร้อมเสริมศักยภาพเด็กกลุ่มเปราะบาง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) </strong>หรือ <strong>GULF </strong>เดินหน้าพันธกิจด้านความยั่งยืน จับมือ <strong>อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> สนับสนุนการปรับปรุงหลังคา และติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) มูลค่า 3.6 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในพื้นที่อุทยานฯ มุ่งยกระดับงานวิจัยด้านสมุนไพรไทยสู่ระดับอุตสาหกรรม และสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับกลุ่มเด็กที่มีความเปราะบางและประชาชนทั่วไป</p>
<p><span id="more-43227"></span></p>
<p><strong>คุณอำนวยพร ประกอบนพเก้า </strong>กรรมการผู้จัดการ บริษัท กัลฟ์1 จำกัด (ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัย) และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  GULF มุ่งมั่น​นำความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์มาสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน โดยติดตั้งระบบ Solar Rooftop ณ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43229 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/นางสาวอำนวยพร-ประกอบนพเก้า-กรรมการผู้จัดก.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><em>&#8220;ความร่วมมือ​ครั้งนี้ เพื่อ​สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในภาคการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับพืชสมุนไพร พืชหายาก รวมถึงเพิ่มโอกาสทางการเรียนรู้ให้กลุ่มเด็กที่มีความเปราะบาง ผ่านกิจกรรมห้องเรียนธรรมชาติบำบัด เยียวยา และส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย  พร้อมทั้ง​สานต่อเจตนารมณ์ของ GULF ในการสนับสนุนและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ เพื่อเชื่อมต่อพลังงานสะอาดเข้ากับเครือข่ายทางสังคม โดยเฉพาะชุมชนในพื้นที่ห่างไกล หรือชุมชนที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนแหล่งเรียนรู้และสถาบันการศึกษา ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นศูนย์กลางถ่ายทอดความรู้และทักษะต่างๆ  ผลิตกำลังแรงงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43238 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GULF-X-Sireepark-Mahidol_05-re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>สำหรับระบบ Solar Rooftop ที่ GULF เข้าไปดำเนินการติดตั้ง จะครอบคลุมพื้นที่อาคารหลัก 2 แห่ง ได้แก่ อาคารวิจัยและพิพิธภัณฑ์พืช และอาคารสัมมนา โดยเริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าตั้งแต่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ประมาณ 69 ตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่กว่า 3,153 ต้นต่อปี และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้อุทยานสิรีรุกขชาติได้กว่า 5.5 แสนบาทต่อปี</p>
<p><em>&#8220;GULF ​​หวังว่าระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่​เข้ามาติดตั้งในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภารกิจด้านงานวิจัย และส่งต่อพลังงานดีๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านธรรมชาติวิทยาของเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปที่เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่แห่งนี้ต่อไป&#8221; </em>คุณอำนวยพร กล่าวเพิ่มเติม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43232 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GULF-X-Sireepark-Mahidol_12-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้าน <strong>รศ.ดร.ณัฏฐนียา โตรักษา</strong> ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า​ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 140 ไร่ เป็นแหล่งรวบรวมพืชสมุนไพรที่มีคุณค่าและหายากมากที่สุดในประเทศไทยกว่า 1,000 ชนิด มีพันธกิจสำคัญในการเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพพืชสมุนไพรและการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศธรรมชาติอย่างครบวงจร เพื่อยกระดับสุขภาวะของมนุษย์และส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy) ผ่านการบูรณาการข้ามศาสตร์และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งด้านการวิจัยการศึกษา และบริการวิชาการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43230 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/รศ.ดร.ณัฏฐนียา-โตรักษา-ผู้อำนวยการโครงการจ.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><em>“การเข้ามาติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ของ GULF ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาอุทยานฯ สู่การเป็น <strong>‘Nature-based Innovation Lab’</strong> ที่ดึงดูดนักวิจัยและพันธมิตรจากหลากหลายสาขาให้เข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในการทดลองและพัฒนานวัตกรรม โดยเฉพาะในส่วนของอาคารวิจัยและพิพิธภัณฑ์พืช ซึ่งเป็น One Stop Service สำหรับการวิจัยสมุนไพร ตั้งแต่การระบุชนิดพืช ตรวจสอบพันธุกรรม ไปจนถึงการผลิตสายพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคเพื่อส่งต่อสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยพลังงานสะอาดเข้ามาช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและสร้างภาพลักษณ์องค์กรสีเขียวที่สอดรับกับทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43231 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GULF-X-Sireepark-Mahidol_06-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากมิติด้านนวัตกรรมแล้ว การสนับสนุนของ GULF ในครั้งนี้ยังส่งผลกระทบเชิงบวกต่อมิติด้านสังคม เนื่องจาก​อาคารสัมมนา ยังเป็นที่ตั้งของ <strong>‘</strong><strong>ห้องเรียนศูนย์สมานใจ</strong><strong>’</strong> หรือ <strong>‘</strong><strong>โครงการศูนย์สมานใจปฐมวัยสาธิต สู่การพัฒนาระบบคุ้มครองเด็กท้องถิ่น (</strong><strong>Center for Early Childhood Trauma and Resilience)’</strong> เพื่อพัฒนาการกลุ่มเด็กที่มีความเปราะบางทางสังคมด้วยระบบ Inclusive Care</p>
<p>ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มูลนิธิรามาธิบดี กรมกิจการเด็กและเยาวชน บ้านพักเด็กและครอบครัวกรุงเทพมหานคร อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ โดยเป็นห้องเรียนธรรมชาติบำบัดที่ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูเด็กที่มีภาวะความเครียดเป็นพิษ (Toxic Stress) หรือมีบาดแผลทางใจ ให้สามารถเรียนรู้และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีสุขภาวะที่ดี ปัจจุบันมีเด็กและบุคลากรใช้ประโยชน์จากอาคารสัมมนาแห่งนี้ประมาณ 120 – 150 คน หรือ 3,000 คนต่อเดือน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43233 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GULF-X-Sireepark-Mahidol_08-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><em>“ที่สำคัญการสนับสนุนของ GULF ยังช่วยให้อุทยานฯ สามารถขยายโอกาสในการเข้าถึงพื้นที่ให้แก่สาธารณชนได้มากขึ้น โดยสามารถเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติและพฤกษศาสตร์ได้ฟรี 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเช้า เวลา 06.00 – 08.29 น. และช่วงเย็น เวลา 16.31 – 18.00 น. จากเดิมที่ต้องเสียค่าเข้าชมตลอดทั้งวัน โดยในปีที่ผ่านมามีผู้เข้าใช้บริการกว่า 100,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”</em> รศ.ดร.ณัฏฐนียา กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><strong><em>ความร่วมมือระหว่าง </em></strong><strong><em>GULF </em></strong><strong><em>และมหาวิทยาลัยมหิดลในครั้งนี้ ถือเป็นการบูรณาการความรู้ความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ และองค์ความรู้ด้านวิชาการ เพื่อสร้างต้นแบบสถาบันการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ซึ่งให้ผลลัพธ์ครอบคลุมทั้งด้านการดูแลและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การส่งเสริมงานวิจัยระดับชาติ และการพัฒนาศักยภาพแก่เด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้สังคมไทยต่อไป</em></strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43234 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GULF-X-Sireepark-Mahidol_02.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/gulf-install-solar-systems-mahidol-university/">GULF ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ม.มหิดล ชูความเชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาด หนุนภาควิจัยสร้าง ‘Nature-based Innovation Lab’ พร้อมเสริมศักยภาพเด็กกลุ่มเปราะบาง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิด 4 กลยุทธ์ &#8216;สตาร์บัคส์ ประเทศไทย&#8217; กับเส้นทาง 28 ปี ในตลาดกาแฟไทย 6.5 หมื่นล้าน และการเติบโตที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้ทั้งพันธมิตร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/starbucks-thailand-sustainable-growth-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 14:02:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Starbucks]]></category>
		<category><![CDATA[Starbucks Aerocano]]></category>
		<category><![CDATA[Starbucks Community Store]]></category>
		<category><![CDATA[Starbucks l POP MART MOLLY]]></category>
		<category><![CDATA[Starbucks Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านกาแฟเพื่อชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์บั๊คส์]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์บัคส์ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[เนตรนภา ศรีสมัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43209</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;สตาร์บัคส์ ประเทศไทย&#8217; ดำเนินธุรกิจในตลาดกาแฟ​ประเทศไทย ที่ Beyond Coffee ด้วยความตั้งใจให้แบรนด์สามารถส่งมอบได้มากกว่าแค่กาแฟให้แก่ลูกค้า แต่เป็นอีกหนึ่ง Destination ในฐานะ &#8216;บ้านหลังที่ 3&#8217; จึงให้ความสำคัญในการเติมเต็มประสบการณ์ภายในร้าน ทั้งจากเครื่องดื่มที่มาพร้อมทั้งคุณภาพและการบริการอย่างดี บรรยากาศภายในร้าน และความสะดวกสบายที่ได้รับ รวมทั้งในบริบทที่โลกถามหาความยั่งยืน โมเดลธุรกิจของสตาร์บัคส์ ที่ปัจจุบันขยายสาขาได้ถึง 574 แห่ง และกำลังจะมีสาขาที่​​ 600 ภายในปี 2570 นี้ ​พร้อมความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในการ​สร้างธุรกิจให้​เติบโต​ ควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ทั้งพันธมิตร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน คุณเนตรนภา ศรีสมัย กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดกาแฟที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และมีความแข็งแกร่งท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาด ผู้บริโภค โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดกาแฟประเทศไทยอยู่ที่กว่า 65,000 ล้านบาท และอัตราการเติบโตที่ราว 8% สะท้อนโอกาสในการขยายตัวได้ต่อเนื่อง ​​โดยผู้บริโภค​ปัจจุบันให้ความสำคัญกับประสบการณ์โดยรวม คุณค่าที่ได้รับ และจุดยืนของแบรนด์เพิ่มมากขึ้น การขับเคลื่อนการเติบโตของสตาร์บัคส์​จากนี้ จึงเน้นการทำความเข้าใจผู้บริโภคไทย และความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระดับโลก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจ รวมถึงการลงทุนในด้านต่างๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/starbucks-thailand-sustainable-growth-2026/">เปิด 4 กลยุทธ์ &#8216;สตาร์บัคส์ ประเทศไทย&#8217; กับเส้นทาง 28 ปี ในตลาดกาแฟไทย 6.5 หมื่นล้าน และการเติบโตที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้ทั้งพันธมิตร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>&#8216;สตาร์บัคส์ ประเทศไทย&#8217;</strong> ดำเนินธุรกิจในตลาดกาแฟ​ประเทศไทย ที่ Beyond Coffee ด้วยความตั้งใจให้แบรนด์สามารถส่งมอบได้มากกว่าแค่กาแฟให้แก่ลูกค้า แต่เป็นอีกหนึ่ง Destination ในฐานะ &#8216;บ้านหลังที่ 3&#8217; จึงให้ความสำคัญในการเติมเต็มประสบการณ์ภายในร้าน ทั้งจากเครื่องดื่มที่มาพร้อมทั้งคุณภาพและการบริการอย่างดี บรรยากาศภายในร้าน และความสะดวกสบายที่ได้รับ</p>
<p><span id="more-43209"></span></p>
<p>รวมทั้งในบริบทที่โลกถามหาความยั่งยืน โมเดลธุรกิจของสตาร์บัคส์ ที่ปัจจุบันขยายสาขาได้ถึง 574 แห่ง และกำลังจะมีสาขาที่​​ 600 ภายในปี 2570 นี้ ​พร้อมความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในการ​สร้างธุรกิจให้​เติบโต​ ควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ทั้งพันธมิตร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน</p>
<p><strong>คุณเนตรนภา ศรีสมัย</strong> กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดกาแฟที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และมีความแข็งแกร่งท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาด ผู้บริโภค โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดกาแฟประเทศไทยอยู่ที่กว่า 65,000 ล้านบาท และอัตราการเติบโตที่ราว 8% สะท้อนโอกาสในการขยายตัวได้ต่อเนื่อง ​​โดยผู้บริโภค​ปัจจุบันให้ความสำคัญกับประสบการณ์โดยรวม คุณค่าที่ได้รับ และจุดยืนของแบรนด์เพิ่มมากขึ้น</p>
<p>การขับเคลื่อนการเติบโตของสตาร์บัคส์​จากนี้ จึงเน้นการทำความเข้าใจผู้บริโภคไทย และความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระดับโลก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจ รวมถึงการลงทุนในด้านต่างๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า และสร้างการเติบโตที่ส่งต่อคุณค่าให้กับชุมชนและอุตสาหกรรมกาแฟของไทย ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ต่อไปนี้</p>
<p><strong>​1. การนำเสนอนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย พร้อมยกระดับประสบการณ์สตาร์บัคส์</strong></p>
<p>สตาร์บัคส์ ประเทศไทย พัฒนาผลิตภัณฑ์จากความเข้าใจในรสนิยม วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของผู้บริโภคชาวไทย เพื่อสามารถนำเสนอทั้งผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มกาแฟ รวมทั้งกลุ่ม Non-coffee  การนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาครีเอทเป็นเมนูที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค และไลฟ์สไตล์มากขึ้น อาทิ  เครื่องดื่มซี<strong>รีส์น้ำตาลโตนด </strong>สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของกลยุทธ์การพัฒนาเมนูที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น พัฒนาเครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมและวัตถุดิบไทย</p>
<p>โดยปีนี้ต่อยอดสู่ <strong>ทุเรียน</strong> เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอเมนูที่พัฒนาขึ้นสำหรับประเทศไทย พร้อมร่วมเฉลิมฉลองความโดดเด่นของวัฒนธรรมอาหารไทย พร้อมเปิดตัวเมนู​ Starbucks Es Yen และ Iced Shaken Chocolate ซึ่งมอบทางเลือกในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น โดยยังคงมาตรฐานด้านคุณภาพ ความพิถีพิถันในการรังสรรค์ และประสบการณ์กาแฟในแบบสตาร์บัคส์</p>
<p>ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อน​ระดับโลก​ ได้เปิดตัวเครื่องดื่ม <strong>Starbucks</strong> <strong>Aerocano</strong> ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ภายในงาน World of Coffee Bangkok 2026 สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในตลาดสำคัญด้านนวัตกรรมของเครือข่ายสตาร์บัคส์ทั่วโลก และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้บริโภคไทยที่พร้อมเปิดรับและมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคต</p>
<p>นอกจากนี้ ​ยังขยายไลน์อาหารให้ครอบคลุมทุกช่วงเวลาของวัน เพื่อเพิ่มความถี่ในการเข้าร้าน รวมทั้ง​ต่อยอดความร่วมมือ​กับพันธมิตร​​ทำสินค้า Merchandise คอลเลกชันลิมิเต็ด Starbucks l POP MART MOLLY  สะท้อนกลยุทธ์​การสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมร่วมสมัย และสร้างความผูกพันกับลูกค้าในมิติที่มากกว่ากาแฟ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43216 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Starbucks-Press-Conference_3-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>2.</strong> <strong>สร้างความผูกพันกับลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อความสัมพันธ์ระยะยาว</strong></p>
<p>การต่อยอดประสบการณ์ และขยายช่องทางขาย ไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าผ่าน Digital Platform ทั้งจากแอปพลิเคชั่น และ Line OA เพื่อความสะดวกทั้งการสั่งออเดอร์ การใช้จ่าย (Mobile Order &amp; Pay)  รวมถึงความร่วมมือกับ Grab และ LINE MAN เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงลูกค้า พร้อมเชื่อมโยงลูกค้าเข้าสู่ระบบ Starbucks Rewards อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันยอดขายผ่านช่องทางดิจิทัลมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกและความยืดหยุ่น</p>
<p>รวมทั้งโปรแกรม Starbucks Rewards ซึ่งถือเป็นหนึ่งหัวใจสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ปัจจุบันมีฐานลูกค้าสมาชิกกว่า 1.9 ล้านราย โดยจำนวนสมาชิกและปริมาณธุรกรรม​มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการสร้างการกลับมาใช้บริการซ้ำ เสริมสร้างความผูกพันกับแบรนด์ และเพิ่มคุณค่าตลอดช่วงอายุความสัมพันธ์ของลูกค้า</p>
<p>พร้อมกันนี้ สตาร์บัคส์ยังนำการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าแต่ละราย พร้อมพัฒนาการสื่อสารและข้อเสนอที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล เพื่อสร้างความผูกพันกับลูกค้าและรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาว</p>
<p><strong>3. </strong><strong>รักษาความเป็นผู้นำด้วยคุณภาพและความแตกต่าง</strong></p>
<p>ความเป็นผู้นำของสตาร์บัคส์นั้น ให้ความสำคัญทั้งการสร้างร้านแต่ละสาขา การพัฒนาเมนูทั้งอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งการให้บริการจากพาร์ทเนอร์ (พนักงาน) ที่ผ่านการพัฒนาทักษะบาริสต้ามาโดยเฉพาะ เพื่อให้ทุกมิติของธุรกิจได้รับความเชื่อมั่น และสร้างความแตกต่างจากตลาด พร้อมทั้งการยกระดับและสร้างมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ</p>
<p>ทั้งนี้ ในมิติคุณภาพการพัฒนาเมนู สอดคล้องกับการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมในการตอบโจทย์ความต้องการและประสบการณ์ของผู้บริโภคที่ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการให้บริการที่ดีจากพาร์ทเนอร์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง Asset ที่สำคัญ ทั้งการเป็นทัชพอยท์ และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ได้</p>
<p>สำหรับคุณภาพในการสร้างร้านแต่ละสาขา แม้จะมีธีมสี หรือโทนโดยรวมที่คล้ายกัน แต่การออกแบบร้านทั้งหมดที่มีกว่า 500 สาขา มีความเฉพาะตัวและเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไปตามโลเกชั่น และกลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่ที่แต่ละสาขาตั้งอยู่ โดยยังคงเอกลักษณ์ในความเป็น Coffee House รวมทั้งแนวคิดในการออกแบบ ที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ท้ังการเลือกใช้วัสดุ หรืออุปกรณ์ในการตกแต่งร้านที่ช่วยประหยัดพลังงาน ​เช่น หลอดประหยัดไฟ การใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการบริหารจัดการของเสียภายในร้าน เพื่อการบริหารจัดการและการก่อสร้างสาขา ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน LEED ​เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43217 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Starbucks-Press-Conference_2-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>4.</strong> <strong>การเติบโตที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน และสังคม </strong></p>
<p>ความสำเร็จสำคัญของสตาร์บัคส์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลประกอบการเท่านั้น แต่รวมถึงผลกระทบเชิงบวกที่สร้างให้แก่ผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การดูแลพาร์ทเนอร์  ไปจนถึงกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ โดยให้ความสำคัญต่อแนวคิดนี้ ตั้งแต่การขยายสาขาแรก คือ สาขาหลังสวน ตั้งแต่ปี 2566  พร้อมแนวคิด <strong>&#8216;ร้านกาแฟเพื่อชุมชน&#8217;</strong> (<em><strong>Starbucks Community Store</strong></em>)​ เพื่อแบ่งรายได้บางส่วนจากยอดขายภายในร้าน รวมทั้งจากการจำหน่ายกาแฟ &#8216;ม่วนใจ๋เบลนด์&#8217;  โดยนำรายได้มอบให้มูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน (ITDF) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ รวมกว่า 25 ล้านบาท</p>
<p>ปัจจุบันสตาร์บัคส์มีสาขา ร้านกาแฟเพื่อชุมชน รวม 3 สาขา ได้แก่ สาขาหลังสวน สาขาไอคอนสยาม และแม่ริม จ.เชียงใหม่ โดย​มีแนวคิดในการขยายสาขาเพิ่มเติมในอนาคต  แต่ยัง​อยู่ระหว่างการหาพื้นที่ รวมทั้งภารกิจในการเข้าไปสนับสนุนและการทำงานร่วมกับชุมชนภายในพื้นที่อย่างเหมาะสม</p>
<p>ขณะที่การดำเนินงานในร้านได้ส่งเสริมให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการลดขยะ โดยพบว่า ลูกค้าในประเทศไทยได้นำแก้วส่วนตัวมาใช้มากกว่า 36 ล้านครั้ง นับตั้งแต่บริษัทเริ่มติดตามข้อมูลดังกล่าวในการดำเนินงานในประเทศไทย และเมื่อรวมกับการใช้แก้ว For Here  ภายในร้านสตาร์บัคส์ ทำให้​ช่วยลดการใช้แก้วแบบใช้ครั้งเดียวได้แล้วมากกว่า 41 ล้านใบ</p>
<p><b></b>ยังมีการเดินหน้าสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนผ่านโครงการ FoodShare ร่วมกับมูลนิธิสโกลาร์ส ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS Foundation) โดยตั้งแต่ปี 2565 โครงการได้ส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือแล้วกว่า 315,000 มื้อ พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ด้วยเงินบริจาครวมกว่า 10 ล้านบาท ณ เดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมขยายความร่วมมือในการทำงานผ่านเครือข่าย Rescue Kitchen และการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน อาทิ โครงการฝึกอบรม Cooking Hero สำหรับอาสาสมัครในชุมชน เป็นต้น</p>
<p><em>&#8220;สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญนี้ เพื่อสามารถตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทั้งการพัฒนาคุณภาพ ประสบการณ์ และคุณค่าของแบรนด์มากยิ่งขึ้น พร้อมการส่งมอบผลกระทบเชิงบวกให้ผู้เกี่ยวข้องได้ตลอดทั้ง Ecosystem แม้ธุรกิจจะยังต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หรือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมทั้งการแข่งขันในตลาดกาแฟและเครื่องดื่มที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม&#8221;​  </em><strong>คุณเนตรนภา กล่าวทิ้งท้าย </strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/starbucks-thailand-sustainable-growth-2026/">เปิด 4 กลยุทธ์ &#8216;สตาร์บัคส์ ประเทศไทย&#8217; กับเส้นทาง 28 ปี ในตลาดกาแฟไทย 6.5 หมื่นล้าน และการเติบโตที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้ทั้งพันธมิตร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยเตรียมดัน 4 เสาหลัก ​ร่วมเซ็ตนโยบาย​​​การเงินโลก พร้อมเสนอกรอบ ​Bangkok Blueprint รับมือ Digital Crime ผ่านเวที IMF -Word Bank AM 2026</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/imf-world-bank-annual-meeting-readiness/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 19 Jul 2026 11:21:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[AM2026 Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Blueprint]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Financial]]></category>
		<category><![CDATA[IMF]]></category>
		<category><![CDATA[IMF - World Bank]]></category>
		<category><![CDATA[IMF - World Bank Group AM 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand’s New Horizons]]></category>
		<category><![CDATA[The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group]]></category>
		<category><![CDATA[World Bank]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการคลัง]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนการเงินระหว่างประเทศ​]]></category>
		<category><![CDATA[การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินการคลัง]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารแห่งประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43107</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเทศไทย โดยกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศความ​​พร้อมเป็นเจ้าภาพ การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569​ (The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group) ซึ่งเตรียมจัดขึ้นในวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร   สำหรับงานประชุม IMF-World Bank Group ประจำปี 2026 นี้ นับ​เป็นเวทีสำคัญด้านเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญของโลก เปรียบได้กับ &#8216;โอลิมปิกทางการเงิน&#8217; เป็นจุดหมายปลายทางของนักเศรษฐศาสตร์ การเงินการคลัง ผู้นำประเทศ รวมทั้งตัวแทนทั้งจากภาครัฐ เอกชนในสาขาต่างๆ ​รวมทั้งสื่อมวลชนจากทั่วโลกกว่า 1.5 &#8211; 2 หมื่นคน จาก 191 ประเทศทั่วโลก เป็นโอกาสของประเทศไทยในการแสดงศักยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ การเตรียมความพร้อมในการรองรับงานประชุมระดับโลก รวมทั้งโอกาสต่อธุรกิจเกี่ยวเนื่องทั้งที่พัก และผู้ประกอบการคนไทยในช่วงระยะเวลาการจัดงาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/imf-world-bank-annual-meeting-readiness/">ไทยเตรียมดัน 4 เสาหลัก ​ร่วมเซ็ตนโยบาย​​​การเงินโลก พร้อมเสนอกรอบ ​Bangkok Blueprint รับมือ Digital Crime ผ่านเวที IMF -Word Bank AM 2026</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ประเทศไทย โดยกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศความ​​พร้อมเป็นเจ้าภาพ <strong>การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569​ (</strong><strong>The </strong><strong>2026 </strong><strong>Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group) ซึ่งเตรียมจัดขึ้นในวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร  </strong></p>
<p><span id="more-43107"></span></p>
<p>สำหรับงานประชุม <strong>IMF-World Bank Group ป</strong>ระจำปี 2026 นี้ นับ​เป็นเวทีสำคัญด้านเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญของโลก เปรียบได้กับ <strong>&#8216;โอลิมปิกทางการเงิน&#8217;</strong> เป็นจุดหมายปลายทางของนักเศรษฐศาสตร์ การเงินการคลัง ผู้นำประเทศ รวมทั้งตัวแทนทั้งจากภาครัฐ เอกชนในสาขาต่างๆ ​รวมทั้งสื่อมวลชนจากทั่วโลกกว่า 1.5 &#8211; 2 หมื่นคน จาก 191 ประเทศทั่วโลก</p>
<p>เป็นโอกาสของประเทศไทยในการแสดงศักยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ การเตรียมความพร้อมในการรองรับงานประชุมระดับโลก รวมทั้งโอกาสต่อธุรกิจเกี่ยวเนื่องทั้งที่พัก และผู้ประกอบการคนไทยในช่วงระยะเวลาการจัดงาน</p>
<p><strong>เตรียมเสนอ 4 เสาหลัก ร่วมเซ็ตวาระการเงินโลก  </strong></p>
<p><strong>ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ </strong>รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ​​ประเทศไทยเป็น1 ใน 3 ประเทศ ที่มีโอกาสเป็นเจ้าภาพการจัดงานประชุมประจำปี IMF และ World Bank ถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจัดไปเมื่อปี 1991  ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และโอกาสครั้งใหม่ในปีนี้ ในการโชว์ศักยภาพประเทศไทยต่อสายตาชาวโลก รวมทั้งการเป็นหนึ่งส่วนสำคัญที่เข้าไปเชื่อมโยงและมีบทบาทในการผลักดันวาระการเงินการคลังของโลก เพื่อร่วมเซ็ต<strong> Global Agenda</strong> ตามแนวคิด <strong>&#8216;ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง&#8217; หรือ </strong>&#8216;<strong>Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience</strong><strong>&#8216; </strong>เพื่อร่วมกำหนดวาระใหม่ของโลกที่สามารถช่วยสร้างโอกาส สร้างพลัง (Empowering) ให้ผู้คน รวมทั้งสามารถปรับตัว และมีความยืดหยุ่น ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ความขัดแย้งและกระทบต่อความมั่นคงของทั้งโลก โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาต่อยอดสู่แนวทางเศรษฐกิจโลกที่สมดุล ยั่งยืน มีภูมิคุ้มกัน และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43190 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Mof2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;งานประชุมครั้งนี้ <strong>ประเทศไทยเตรียมนำเสนอ​ 4 เสาหลัก ซึ่งเป็นโชว์เคสสำคัญของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่โลกการเงิน และสอดคล้องกับการปรับตัวให้ตอบโจทย์ความท้าทายของโลกในยุคปัจจุบัน</strong> ผ่านแนวทางและโมเดลขับเคลื่อนของไทยและกลุ่มประเทศในอาเซียน เพื่อ​เข้าสู่ขอบฟ้าทางการเงินในรูปแบบใหม่ ​ ท่ามกลางบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และผันผวน </em><em>เพื่อสร้างความร่วมมือและความมั่นคงผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ร่วมกัน&#8221;</em></p>
<p>สำหรับ  4 เสาหลัก ที่กระทรวงการคลังเตรียมนำเสนอ ผ่านเวทีการประชุม IMF- World Bank Group ในปีนี้  เพื่อร่วมขับเคลื่อนเชิงนโยบายบนเวทีโลก พร้อมเชื่อมโยงวิสัยทัศน์และนโยบายการคลังที่สอดรับความท้าทายในปัจจุบัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ  ผ่านประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญและทุกประเทศกำลังขบคิดหาทางออก ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1.  </strong><strong>การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น </strong>(Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth) ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่าน และสามารถเป็นต้นแบบด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (Digital Public Infrastructure: DPI) อาทิ ระบบพร้อมเพย์ และ Cross-Border QR และการนำข้อมูลและเทคโนโลยี AI มาใช้ในการส่งผ่านมาตรการและบริการภาครัฐและสาธารณสุข เพื่อวางกรอบนโยบายที่แม่นยำและตรงเป้าหมาย รวมทั้งการขยายขอบเขตการให้บริการจากภายในประเทศไปสู่การใช้งานระหว่างประเทศได้​ในหลายประเทศแล้วเช่นกัน</p>
<p><strong>2. การขยายบทบาทของประเทศขนาดกลางในโลกที่มีความแตกแยกสูง เพื่อให้ไทยสามารถเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ</strong> (Building Resilience in a Fragmented World) นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในการเป็น Trusted Hubs​ ทางการค้า การเงิน และการลงทุนของเอเชีย พร้อมส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและความร่วมมือรูปแบบใหม่ สะท้อนบทบาทและ​ความสำคัญที่เพิ่มมากขึ้นของประเทศขนาดกลาง โดยเฉพาะประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนในฐานะ<strong> Connected Economy</strong> จากการเป็นภูมิภาคที่มีเงินลงทุนไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยเชื่อมโยงให้ประเทศมหาอำนาจที่แบ่งขั้วอยู่ สามารถตกลงหรือประสานกันได้ใหม่ จากการเป็นส่วนหนึ่งใน Supply Chain ร่วมกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43191 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/MOF3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>3. </strong><strong>การสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ </strong>(Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation) การเปลี่ยนผ่านในอุตสาหกรรมการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะการเข้าไปช่วยสนับสนุนการลงทุนเพื่อการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญของทั้ง IMF และ World Bank ที่มีงบประมาณในกลุ่ม Climate Finance ให้ประเทศต่างๆ ใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะ​การลดพลังงานจากฟอสซิล สู่การใช้พลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้น ​จากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระทบต่อวิกฤตพลังงา​น รวมทั้งราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก​</p>
<p><strong>4. </strong><strong>การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน </strong>(Demographic Change and the Longevity Economy) เปลี่ยนความท้าทายจากปัญหาสังคมสูงวัย ให้เป็นโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเตรียมพร้อมทางการเงิน โดยเฉพาะการส่งเสริมอุตสาหกรรมในกลุ่ม Wellness และประเทศไทยสามารถต่อยอดได้ในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น อาหารไทย สมุนไพรไทย หรือการออกกำลังกายด้วยมวยไทย เพื่อขับเคลื่อนเทรนด์ Longevity ที่ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญในการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพที่ดีขึ้น เป็นต้น</p>
<p><em>&#8220;สำหรับการเตรียมความพร้อมการประชุมครั้งนี้ ​ ได้ยกระดับการดำเนินงาน​สำคัญใน 3 ด้าน ทั้งการนำเสนอเนื้อหาสาระเพื่อจัดแสดงให้ทั่วโลกได้เห็นภายในงาน ด้านการดูแลพิธีการและการอำนวยการ รวมทั้งด้านการดูแลรักษาความปลอดภัย โดยได้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดูแลแต่ละด้านโดยเฉพาะ พร้อมไฮไลท์สำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้าน &#8216;ศาสตร์พระราชา&#8217; หรือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นพื้นฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทยให้เป็นที่ปรากฏแก่โลก ผ่านการจัดแสดงไว้ใน Thailand Pavillion พร้อมคัดสรรงานพัฒนาที่สะท้อนอัตลักษณ์และ  Soft Power ของประเทศไทยอย่างผ้าทอ และผ้าพื้นเมืองจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน และสินค้า GI เช่น ข้าวหอมมะลิ เพื่อตอกย้ำภูมิปัญญาของประเทศไทย ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้ร่วมงานจากทั่วโลกด้วย&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43192 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Z81_0583.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ชู Bangkok Blueprint วางกรอบดูแล Digital Crime ทั่วโลก </strong></p>
<p><strong>คุณวิทัย รัตนากร </strong>ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเพิ่มเติม​ถึง​การเข้าไปมีส่วนขับเคลื่อนระบบการเงินโลก โดย ธปท. เตรียมผลักดันแนวคิดการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe &amp; Inclusive Digital Finance: SIDF) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือต่อการพัฒนาของโลกการเงินในยุคใหม่ ในฐานะเป็นหนึ่งประเทศต้นแบบการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการเงินดิจิทัล ทั้งจากการมีบัญชี Mobile Banking Account รวมกว่า 187 ล้านบัญชี และมีการใช้จ่ายผ่านพร้อมเพย์อย่างแพร่หลาย มียอดธุรกรรมรวมกว่า 2.7 หมื่นล้านรายการต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 56 ล้านล้านบาท รวมทั้งการทำธุรกรรมผ่านระบบ QR Payment ที่กว่า 6 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าในระดับสูงมาก รวมทั้งการขยายระบบการใช้งานข้ามพรมแดน (Cross-border QR) ไปได้ในกว่า 10 ประเทศ</p>
<p><em>&#8220;การเติบโตของระบบการเงินดิจิทัลเพื่อตอบโจทย์ทั้งความสะดวก และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงให้ผู้ใช้งานทุกกลุ่ม (Inclusive) แต่จำเป็นต้องดูแลควบคู่ไปกับการสร้างความปลอดภัยในการใช้งานตามแนวทาง SIDF ผ่าน 3 แนวทางในการควบคุมดูแล ประกอบด้วย 1. การจัดการภัยทุจริตทางดิจิทัล (Fraud, scams, and digital crimes) ที่กระทบความเชื่อมั่นในระบบการเงินโดยตรง  2. ลดความเสี่ยงของภัยไซเบอร์ (Cyber resilience) เพื่อให้ระบบการเงินรองรับความเสี่ยงจากเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันระบบการเงินยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานและผู้ให้บริการที่มีความกระจุกตัวสูง และ 3.สร้างระบบนิเวศทางการเงิน (Enabling ecosystem) ที่เข้าถึงง่าย และเป็นธรรม เพื่อป้องกันการถูกกีดกันการเข้าถึงบริการทางการเงินและความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในยุคที่การเข้าถึง AI และ digital footprint อาจสร้างความเหลื่อมล้ำในรูปแบบใหม่ หากขาดการออกแบบนโยบายที่รอบคอบ&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43194 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BOT.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้  ธปท. ยังได้​มีส่วนร่วมในการเสนอ​กรอบนโยบาย<strong> ‘Bangkok Blueprint’</strong> ซึ่งเป็นผลลัพธ์ระดับโลกที่จะเกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทย กับ <strong>The </strong><strong>International Monetary Fund</strong> และ <strong>The World Bank Group</strong> ​เพื่อใช้เป็น ​‘เข็มทิศนโยบาย’ สำหรับประเทศต่างๆ นำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาให้เหมาะกับบริบทของตนเอง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินยุคดิจิทัล ​ซึ่งเนื้อหาจะกำหนด 12 มาตรการที่ครอบคลุมการกำกับดูแล ตั้งแต่การวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็ง การป้องกันและตรวจจับภัยทุจริต การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และระหว่างประเทศ ตลอดจนการยกระดับความรู้และภูมิคุ้มกันของประชาชน</p>
<p><em>“Bangkok Blueprint นี้ ถูกวางให้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ (key deliverables) ของการประชุมครั้งนี้ และจะใช้เป็น Reference หรือแนวทางในการดูแลและจัดการกรณีที่เชื่อมโยงปัญหา  Digital Crime สำหรับทุกประเทศทั่วโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อรับมือและจัดการให้เกิดความปลอดภัยทางไซเบอร์  ซึ่งนอกจากหลักการ หรือแนวทางการจัดการทั้ง 12 มาตรการแล้ว ยังนำเสนอ 4 กรณีศึกษา แนวทางจัดการจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย ท้ังจากประเทศไทย มาเลเซีย ฮ่องกง และสิงคโปร์ เพื่อเป็นการแชร์ Best Practiceในการจัดการปัญหาการทุจริตทางดิจิทัลของแต่ละประเทศ ซึ่งการขับเคลื่อนต่างๆ เหล่านี้ เป็นส่วนสำคัญในการเ</em><em>ชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับธีมของโลก เนื่องจากภัยการเงินดิจิทัลจะเป็นความท้าทายที่ทั่วโลกจะต้องพบเจอ สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีแนวคิดที่เป็นสากล และเป็นผู้นำทางความคิดในการจุดประกายให้กลายเป็นแนวปฏิบัติที่ลงมือทำได้จริง เพื่อลดปัญหาและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม”</em> <strong>คุณวิทัย </strong>กล่าวสรุป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43193 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BOT-MOF1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.</strong> <strong>เอกนิติ </strong>กล่าวทิ้งท้ายว่า  การเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้าย คณะผู้จัดงานได้เร่งผลักดันโอกาสครั้งสำคัญนี้ เป็น &#8216;วาระแห่งชาติ&#8217; ผ่านการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับคนไทยทุกภาคส่วน ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ ไปจนถึงประชาชน ผ่านแคมเปญ &#8216;Road to Thailand&#8217; เพื่อเน้นย้ำว่าการประชุมในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้กำหนดนโยบายและนักวิชาการเพียงเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและใกล้ตัวทุกคน สะท้อนผ่านการผนึกกำลังและเปิดพื้นที่ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อย ได้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งในช่วงการจัดเตรียมงานและระหว่างการจัดประชุม จึงยืนยันว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทยทุกคน ซึ่งในระยะสั้นการเดินทางเข้ามาของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงทั่วโลก จะช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและบริการในทันที</p>
<p><em>&#8220;ขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมเต็ม 100% ตามแผนจัดเตรียมงาน ซึ่งในเดือนกรกฎาคมนี้ คณะผู้แทนจาก <strong>The International Monetary Fund</strong> และ The World Bank Group ได้เดินทางมาร่วมตรวจประเมินความพร้อมขั้นสุดท้ายอย่างใกล้ชิด หรือที่เรียกว่า July Mission คณะผู้จัดงานจึงวางระบบควบคุมงานและระบบเชื่อมโยงการทำงานอย่างไร้รอยต่อ ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดความพร้อมสูงสุดในทุกมิติ” <b> </b></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43195 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Z82_1616.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดของการประชุม The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group และชุดกิจกรรม Road to Thailand เพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ <a href="https://www.am2026thailand.go.th" target="_blank" rel="noopener">https://www.am2026thailand.go.th</a> หรือ Facebook: AM2026 Thailand <a href="https://www.facebook.com/AM2026THAILAND" target="_blank" rel="noopener">https://www.facebook.com/AM2026THAILAND</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/imf-world-bank-annual-meeting-readiness/">ไทยเตรียมดัน 4 เสาหลัก ​ร่วมเซ็ตนโยบาย​​​การเงินโลก พร้อมเสนอกรอบ ​Bangkok Blueprint รับมือ Digital Crime ผ่านเวที IMF -Word Bank AM 2026</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ttb ขยายผล​​ &#8216;โค้ช​ปลดหนี้&#8217; ช่วยมนุษย์เงินเดือนแก้หนี้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ​นำร่องให้สินเชื่อตามเกณฑ์ Risk-based Pricing หนุนรักษาวินัยทางการเงิน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/ttb-drives-debt-free-coach/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 18 Jul 2026 09:37:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Debt free Coach]]></category>
		<category><![CDATA[Financial Literacy]]></category>
		<category><![CDATA[Risk-based Pricing]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance]]></category>
		<category><![CDATA[ttb]]></category>
		<category><![CDATA[ttb financial health check]]></category>
		<category><![CDATA[การเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ฐากร ปิยะพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ทีทีบี]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ​]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์เงินเดือน]]></category>
		<category><![CDATA[รวบหนี้]]></category>
		<category><![CDATA[วินัยทางการเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพทางการเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้สิน]]></category>
		<category><![CDATA[แก้หนี้]]></category>
		<category><![CDATA[โค้ชปลดหนี้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43150</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป็นหนึ่งในธนาคารที่ให้ความสำคัญกับการมุ่งแก้ปัญหาภาระหนี้สินให้คนไทยมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี (ttb)​ โดยเฉพาะในกลุ่มมนุษย์​เงินเดือนซึ่งถือเป็นคนกลุ่มหลักของประเทศ ที่มีภาระความรับผิดชอบต่อครอบครัว รวมทั้งมีพฤติกรรม และมีแนวโน้มความเสี่ยงในการก่อหนี้จนสูงเกินความสามารถในการผ่อนชำระ และกลายเป็นปัญหาการมีหนี้สิน​เกินตัวตามมา ประกอบกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้ตลอด Journey ของคนเป็นหนี้ได้ทุกระยะ ไม่ว่าจะเป็นปลายทางในการแก้หนี้ ทั้งการช่วยรวบหนี้ เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่ต่ำลง การมีสินเชื่อสวัสดิการเพื่อให้มีเงินก้อนในการไปจัดการหนี้ ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง หรือโครงการคุณสู้ เราช่วย สำหรับกลุ่มลูกหนี้ที่เริ่มเข้าสู่จุดวิกฤต และสามารถ​กลับมายืนหยัดได้ใหม่อีกครั้ง รวมทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์มในการตรวจเช็คสุขภาพทางการเงิน เพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเงินที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งโครงการที่ออกมาเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่มีวินัยทางการเงินที่ดี เพื่อการเป็นหนี้อย่างมีคุณภาพ ได้แก่ โครงการผ่อนดีมีรางวัล และสินเชื่อคนผ่อนดี ผ่าน​การ​ได้รับข้อเสนอที่ดีกว่า การได้ส่วนลดดอกเบี้ย หรือมีอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า เป็นต้น ซึ่งเป็นการพิจารณาสินเชื่อตามแนวทาง &#8216;Risk-based Pricing&#8217;  เพื่อส่งเสริมคนให้มีวินัยทางการเงิน และให้ความสำคัญกับการรักษาเครดิตทางการเงิน เพื่อสามารถเข้าถึงหนี้ที่มีคุณภาพได้ ในยามที่จำเป็นต้องสร้างหนี้ เดินหน้า &#8216;โค้ชปลดหนี้&#8217; เติมจิ๊กซอสำคัญในอีโคซิสเต็ม คุณฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี กล่าว​ว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและศักยภาพของมนุษย์เงินเดือน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกว่า 12.5 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/ttb-drives-debt-free-coach/">ttb ขยายผล​​ &#8216;โค้ช​ปลดหนี้&#8217; ช่วยมนุษย์เงินเดือนแก้หนี้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ​นำร่องให้สินเชื่อตามเกณฑ์ Risk-based Pricing หนุนรักษาวินัยทางการเงิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นหนึ่งในธนาคารที่ให้ความสำคัญกับการมุ่งแก้ปัญหาภาระหนี้สินให้คนไทยมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับ<strong> ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี (ttb)​</strong> โดยเฉพาะในกลุ่มมนุษย์​เงินเดือนซึ่งถือเป็นคนกลุ่มหลักของประเทศ ที่มีภาระความรับผิดชอบต่อครอบครัว รวมทั้งมีพฤติกรรม และมีแนวโน้มความเสี่ยงในการก่อหนี้จนสูงเกินความสามารถในการผ่อนชำระ และกลายเป็นปัญหาการมีหนี้สิน​เกินตัวตามมา</p>
<p><span id="more-43150"></span></p>
<p>ประกอบกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้ตลอด Journey ของคนเป็นหนี้ได้ทุกระยะ ไม่ว่าจะเป็นปลายทางในการแก้หนี้ ทั้งการช่วยรวบหนี้ เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่ต่ำลง การมีสินเชื่อสวัสดิการเพื่อให้มีเงินก้อนในการไปจัดการหนี้ ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง หรือโครงการคุณสู้ เราช่วย สำหรับกลุ่มลูกหนี้ที่เริ่มเข้าสู่จุดวิกฤต และสามารถ​กลับมายืนหยัดได้ใหม่อีกครั้ง</p>
<p>รวมทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์มในการตรวจเช็คสุขภาพทางการเงิน เพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเงินที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งโครงการที่ออกมาเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่มีวินัยทางการเงินที่ดี เพื่อการเป็นหนี้อย่างมีคุณภาพ ได้แก่ โครงการผ่อนดีมีรางวัล และสินเชื่อคนผ่อนดี ผ่าน​การ​ได้รับข้อเสนอที่ดีกว่า การได้ส่วนลดดอกเบี้ย หรือมีอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า เป็นต้น ซึ่งเป็นการพิจารณาสินเชื่อตามแนวทาง &#8216;Risk-based Pricing&#8217;  เพื่อส่งเสริมคนให้มีวินัยทางการเงิน และให้ความสำคัญกับการรักษาเครดิตทางการเงิน เพื่อสามารถเข้าถึงหนี้ที่มีคุณภาพได้ ในยามที่จำเป็นต้องสร้างหนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43157 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Journey-.jpg" alt="" width="1200" height="677" /></p>
<p><strong>เดินหน้า &#8216;โค้ชปลดหนี้&#8217; เติมจิ๊กซอสำคัญในอีโคซิสเต็ม</strong></p>
<p><strong>คุณฐากร ปิยะพันธ์ </strong>ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี กล่าว​ว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและศักยภาพของมนุษย์เงินเดือน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกว่า 12.5 ล้านคน หรือราว 30% ของตลาดแรงงานทั้งหมด โดยมีสาเหตุหลักจากภาระดูแลครอบครัว ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจ และเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่กระทบต่อสถานะทางการเงิน (ที่มา : ttb analytics ปี 2568)</p>
<p>รวมทั้งอินไซต์สำคัญที่ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สิน​ที่กำลังเผชิญอยู่ได้ หรือในทางกลับกันยิ่งซ้ำเติมให้หนี้สินที่มีเพิ่มขึ้นมากไปกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น การขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดการหนี้อย่างแท้จริง การไม่สามารถวางแผนทางการเงิน รวมทั้งการไม่มีวินัยในการแก้หนี้ รวมทั้งการไม่มีที่ปรึกษา หรือไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลหนี้ตามความจริง ทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข หรือทำให้ปัญหาลุกลามและมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นได้อีก</p>
<p><em>&#8220;<strong>การมีโค้ชหรือที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อช่วยวางแผนในการแก้หนี้อย่างเป็นระบบ​เป็นหนึ่งจิ๊กซอที่มีความสำคัญ</strong> เพราะหลายคนที่เป็นหนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง หรือบางครั้งการให้แค่เงินก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริงได้  แต่​ <strong>การแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนต้องทำมากกว่าการปรับลดภาระหนี้ ​ต้องช่วยให้ลูกหนี้กลับมามีวินัยทางการเงินและสามารถบริหารจัดการการเงินได้ด้วยตนเองในระยะยาว</strong> รวมทั้งมีการติดตามและโน้มน้าวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใช้จ่ายเพื่อลดภาระ และสร้างความรู้ความเข้าใจทางการเงิน เพื่อป้องกันการสร้างหนี้เพิ่มเติมโดยไม่จำเป็นในระยะยาว&#8221;​</em></p>
<p>ทั้งนี้ ทีทีบี ได้เริ่มขับเคลื่อน​โครงการ <strong>&#8216;โค้ชปลดหนี้&#8217;</strong> เพื่อพัฒนาโซลูชันช่วยเหลือลูกหนี้ที่มุ่งยกระดับการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ เพื่อมุ่งให้เกิดผลลัพธ์การแก้ปัญหาหนีได้อย่างยั่งยืน​​ ​​ซึ่งต่อยอด​โครงการจากการนำร่องช่วยแก้ปัญหาทางการเงินของพนักงานในองค์กร ที่พัฒนาโมเดลแก้หนี้ที่ผสาน​การปรับโครงสร้างหนี้เข้ากับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงิน ซึ่งสามารถทำให้พนักงานที่เข้าร่วมโครงการกว่า 560 เคส สัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งกลับมามีสถานะทางการเงิน​ดีขึ้น ทั้งสภาพคล่องและกระแสเงินสดกลับมาเป็นบวกได้ภายใน 1 ปี หลังจากการได้เข้ารับการปรึกษาจากโค้ช</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43156 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Financial-Check.jpg" alt="" width="2244" height="1266" /></p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบันทีทีบีได้สร้างโค้ชปลดหนี้จากพนักงานในองค์กรรวม 110 คน สำหรับการเป็นที่ปรึกษาให้กลุ่มพนักงานที่ต้องได้รับการแก้ปัญหาหนี้ ​หลังผลจากการตรวจสุขภาพทางการเงินผ่านแพลตฟอร์ม<strong> ttb financial health check</strong> ซึ่งจะทำการระบุกลุ่มพนักงานตามสี ทั้ง <strong>สีเขียว</strong> &#8211; มีสถานะทางการเงินแข็งแรง <strong>สีเหลือง</strong> &#8211; เริ่มมีสัญญาณความเสี่ยง <strong>สีส้ม</strong> &#8211; กำลังเผชิญภาระหนี้และสภาพคล่องติดลบ และ <strong>สีแดง</strong> &#8211; อยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยมีกลุ่มพนักงานราว 13% ที่ต้องพบโค้ช รวมทั้งการเข้า​คอร์สความรู้ทางการเงินออนไลน์ตามโปรแกรม ซึ่งโครงการมีผลลัพธ์ที่ดีและทำให้พนักงานธนาคารมีสุขภาพทางการเงินโดยรวมดีขึ้นได้&#8221; </em></p>
<p>นำมาสู่ <strong>การขยายผล &#8216;โค้ชปลดหนี้&#8217; สู่องค์กรพันธมิตร </strong>โดยเริ่มนำร่องจากธุรกิจที่ใช้บัญชีเงินเดือนของ ttb โดยเริ่ม MOU กับทาง MBK เป็นรายแรก และ<strong>ตั้งเป้าความร่วมมือในปีแรกไว้ราว 10 องค์กร</strong> ซึ่งยังอยู่​ระหว่างขั้นตอนเจรจาร่วมมือทั้งกลุ่มธุรกิจ และกลุ่มโรงพยาบาล ​เพื่อสามารถขยายความช่วยเหลือให้กลุ่มพนักงานเงินเดือนในวงกว้างมากขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างโค้ชปลดหนี้ภายในองค์กรพันธมิตรแต่ละแห่ง เพื่อสามารถดำเนินการภายในได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว พร้อมเป้าหมายในการ<strong>ช่วยแก้ปัญหาหนี้ให้กลุ่มพนักงานเงินเดือนได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ภายในสิ้นปีนี้  </strong>ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มพนักงานเงินเดือนเข้ารับการตรวจสุขภาพทางการเงินรวมกันแล้วกว่า 144,000 คน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43155 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Debt-Fix.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p><em>&#8220;เป้าหมายสำคัญของโครงการโค้ชปลดหนี้ ยัง<strong>ต้ังเป้าให้เกิดการยกระดับเป็นแพลตฟอร์มกลาง เพื่อช่วยให้ความรู้และแก้หนี้ให้คนไทย ทั้งการรวมโค้ชจากกลุ่มผู้มีความรู้ทางการเงิน และสามารถเข้าถึงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพทางการเงิน</strong> รวมทั้งสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ภายในโปรแกรม เพื่อเป็นแนวทางในการไปใช้แก้ปัญหาหนี้ได้ในวงวกว้างและสร้างประโยชน์ในภาพรวมได้มากขึ้น&#8221;</em></p>
<p><strong>หนุนใช้ &#8216;Risk-based Pricing&#8217; ช่วยเข้าถึงหนี้อย่างมีคุณภาพ</strong></p>
<p>นอกจากบทบาทในการเข้าไปช่วยแก้ปัญหาหนี้แล้ว ttb ยังมองแนวทางการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเฉพาะในช่วงก่อนเป็นหนี้ ​โดยการเป็นธนาคารแรกที่ให้ความสำคัญกับการพิจารณาการให้สินเชื่อตามแนวทาง <strong>&#8216;Risk-based Pricing</strong>&#8216; หรือการพิจารณาตามพื้นฐานความเสี่ยงของแต่ละบุคคล เพื่อสามารถให้สินเชื่อได้สอดคล้องกับพฤติกรรมแต่ละบุคคลไ​ด้มากขึ้น ​</p>
<p>โดยนำร่องเกณฑ์การพิจารณาดังกล่าวผ่านโครงการสินเชื่อคนผ่อนดี  ​ในกลุ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคล ทีทีบี แคชทูโก เพื่อมอบอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมแต่ละบุคคลตามข้อมูลวินัยทางการเงินและความเสี่ยงจากครดิตบูโร (บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด) โดยแนวทางใหม่นี้ช่วยให้ลูกค้าได้รับดอกเบี้ยถูกลงโดยเฉลี่ย 5% ซึ่งปัจจุบันได้อนุมัตสินเชื่อให้ลูกค้าแล้วกว่า 23,000 ราย วงเงิน 4,100 ล้านบาท และช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยโดยรวมจากโครงการได้กว่า 650 ล้านบาท ซึ่งในอนาคต ธนาคารมีแผนในการนำเกณฑ์พิจารณาแบบ Risk-based Pricing ขยายผลไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อจำนำทะเบียน ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 และกลุ่มบัตรกดเงินสดทีทีบีแฟลช ในช่วงปลายปีนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43154 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Risk-based.jpg" alt="" width="1200" height="666" /></p>
<p><em>&#8220;ที่ผ่านมาการขับเคลื่อนของทีทีบี มุ่งให้ความสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อเป็นโซลูชันที่ช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินให้คนไทยมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การช่วยแก้ปัญหาให้คนเป็นหนี้ ด้วยการช่วยรวบหนี้จากกลุ่มดอกเบี้ยสูงอย่างสินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรเครดิต มาอยู่ในกลุ่มที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าอย่างบ้านหรือรถ ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ลูกค้ากว่า​​ 3,100 ล้านบาท จากลูกค้า 77,700 บัญชี ภายใต้วงเงิน 21,500 ล้านบาท หรือการให้สินเชื่อสวัสดิการสำหรับกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่รับเงินเดือนผ่านบัญชีทีทีบี ในวงเงินกว่า 3,000 ล้านบาท รวมทั้งการพัฒนาเครื่องมือ​ตรวจเช็คสุขภาพทางการเงิน และส่งเสริมการรักษาวินัยทางการเงิน และการนำร่อง​ออกผลิตภัณฑ์เพื่อตอบแทนให้กลุ่มที่มีวินัยการเงินที่ดี เพื่อเซ็ตมาตรฐาน​ในการนำ Risk-based Pricing มาเป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อต่างๆ เพื่อพิจารณากลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าที่จะได้ดอกเบี้ยที่สมเหตุสมผลมากขึ้น  และช่วยลดภาระจากอัตราดอกเบี้ย​ อีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้คนไทยต้องเผชิญกับภาระหนี้สินในระดับสูงเช่นในปัจจุบัน&#8221; </em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/ttb-drives-debt-free-coach/">ttb ขยายผล​​ &#8216;โค้ช​ปลดหนี้&#8217; ช่วยมนุษย์เงินเดือนแก้หนี้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ​นำร่องให้สินเชื่อตามเกณฑ์ Risk-based Pricing หนุนรักษาวินัยทางการเงิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
