<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Top Stories &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/category/top-stories/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 15 Apr 2026 11:00:32 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Top Stories &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;นิวสกาย เอ็นเนอร์จี&#8217; เดินเครื่องสำเร็จ First Synchronization โครงการกำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ป้อนพลังงานสะอาดสู่ระบบไฟฟ้าไทย เสริมความมั่นคงพลังงานยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/new-sky-energy-onnut-first-synchronization/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Apr 2026 10:57:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[First Synchronization]]></category>
		<category><![CDATA[New Sky Energy Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Waste to Energy]]></category>
		<category><![CDATA[WTE]]></category>
		<category><![CDATA[นพดล พฤกษะวัน]]></category>
		<category><![CDATA[นิวสกาย เอ็นเนอร์จี]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จํากัด]]></category>
		<category><![CDATA[บ่อขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช]]></category>
		<category><![CDATA[โรงกำจัดขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงกำจัดขยะอ่อนนุช]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41178</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ประกาศความสำเร็จ First Synchronization เชื่อมต่อระบบไฟฟ้าจากโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน (อ่อนนุช) เสริมความมั่นคงพลังงานสะอาดให้ประเทศไทย คุณนพดล พฤกษะวัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ผู้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช กล่าวว่า ความสำเร็จของ First Synchronization ในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของโครงการฯ ที่สะท้อนถึงความพร้อมของระบบและศักยภาพของเทคโนโลยีในการเปลี่ยน &#8216;ขยะ&#8217; ให้เป็น &#8216;พลังงาน&#8217; อย่างมีประสิทธิภาพ การเชื่อมต่อดังกล่าวดำเนินการภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยส่งผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงดัน 115 กิโลโวลต์ และเชื่อมต่อผ่านสถานีไฟฟ้าอ่อนนุชของการไฟฟ้านครหลวง เพื่อจ่ายพลังงานไฟฟ้าสะอาดเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม โครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานในการกำจัดขยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ที่ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะมูลฝอยในเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Waste-to-Energy) ป้อนเข้าสู่ระบบไฟฟ้า เสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ “ความสำเร็จในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของบริษัทฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/new-sky-energy-onnut-first-synchronization/">&#8216;นิวสกาย เอ็นเนอร์จี&#8217; เดินเครื่องสำเร็จ First Synchronization โครงการกำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ป้อนพลังงานสะอาดสู่ระบบไฟฟ้าไทย เสริมความมั่นคงพลังงานยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ประกาศความสำเร็จ </strong><strong>First Synchronization </strong><strong>เชื่อมต่อระบบไฟฟ้าจากโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดไม่น้อยกว่า </strong><strong>1,000 </strong><strong>ตันต่อวัน (อ่อนนุช) เสริมความมั่นคงพลังงานสะอาดให้ประเทศไทย</strong></p>
<p><span id="more-41178"></span></p>
<p><strong>คุณนพดล พฤกษะวัน </strong>กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ผู้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช กล่าวว่า ความสำเร็จของ First Synchronization ในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของโครงการฯ ที่สะท้อนถึงความพร้อมของระบบและศักยภาพของเทคโนโลยีในการเปลี่ยน &#8216;ขยะ&#8217; ให้เป็น &#8216;พลังงาน&#8217; อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>การเชื่อมต่อดังกล่าวดำเนินการภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยส่งผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงดัน 115 กิโลโวลต์ และเชื่อมต่อผ่านสถานีไฟฟ้าอ่อนนุชของการไฟฟ้านครหลวง เพื่อจ่ายพลังงานไฟฟ้าสะอาดเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41180 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-Onnut2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>โครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานในการกำจัดขยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ที่ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะมูลฝอยในเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Waste-to-Energy) ป้อนเข้าสู่ระบบไฟฟ้า เสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ</p>
<p><em>“ความสำเร็จในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของบริษัทฯ เท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ที่ผสานการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเข้ากับนวัตกรรมพลังงาน เพื่อรองรับความท้าทายในยุควิกฤตพลังงาน และขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืนในระยะยาว”</em> คุณนพดล กล่าว</p>
<p>ทั้งนี้โครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30 ไร่ ซอยอ่อนนุช 86 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร มีขีดความสามารถในการกำจัดขยะไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน (รองรับสูงสุด 1,600 ตันต่อวัน) ดำเนินงานภายใต้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน(BOT) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะของกรุงเทพมหานครที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/new-sky-energy-onnut-first-synchronization/">&#8216;นิวสกาย เอ็นเนอร์จี&#8217; เดินเครื่องสำเร็จ First Synchronization โครงการกำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ป้อนพลังงานสะอาดสู่ระบบไฟฟ้าไทย เสริมความมั่นคงพลังงานยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อ​ออฟฟิศใหม่ ไม่ใช่แค่การย้ายสถานที่ &#8216;Knight Frank&#8217; เสริมทัพ​ Project Management รับกระแสดีมานด์องค์กรมอง​ออฟฟิศที่ตอบโจทย์ ESG​ เพิ่มมากขึ้น </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/knight-frank-strengthen-project-management-team/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Apr 2026 11:09:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[B2B]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Knight Frank]]></category>
		<category><![CDATA[Knight Frank Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[office Building]]></category>
		<category><![CDATA[Project Management ​]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ ประเทศไทย จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา เจนกิจวัฒนาเลิศ]]></category>
		<category><![CDATA[ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ ประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41167</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตลาดอาคารสำนักงานในประเทศไทยกำลังเร่งตัวจากกระแสการย้ายสำนักงาน (Office Relocation) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการที่องค์กรให้ความสำคัญกับอาคารคุณภาพสูงและมาตรฐานด้าน ESG มากขึ้น ส่งผลให้ผู้เช่าจำนวนมากตัดสินใจย้ายไปยังอาคารใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งภาพลักษณ์และประสิทธิภาพการใช้งาน ขณะเดียวกัน การย้ายสำนักงานในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งในด้านต้นทุนการก่อสร้างที่ยังผันผวน การควบคุมระยะเวลาดำเนินงาน และความคาดหวังด้านคุณภาพที่สูงขึ้น ทำให้องค์กรจำนวนมากเลือกใช้มืออาชีพเข้ามาช่วยบริหารโครงการแบบครบวงจร บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ ประเทศไทย จำกัด (Knight Frank Thailand) ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย เดินหน้าต่อยอดความแข็งแกร่งของบริการด้าน Project Management โดยแต่งตั้ง &#8216;คุณปัญญา เจนกิจวัฒนาเลิศ&#8217; หุ้นส่วน – หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านพื้นที่สำนักงาน เข้าดูแลและพัฒนาการดำเนินงานของทีม เพื่อยกระดับการให้บริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่การหาอาคารสำนักงาน การวางแผนพื้นที่ การออกแบบ ไปจนถึงการก่อสร้างและส่งมอบพื้นที่ใช้งาน ตอบโจทย์การเป็น One-Stop Service สำหรับลูกค้าองค์กร ปัจจุบัน ลูกค้ากว่า 80% ของบริการ Project Management เป็นกลุ่มองค์กรที่ต้องการย้ายสำนักงาน ขณะที่อีก 20% เป็นโครงการในกลุ่มอื่น เช่น โรงแรมและรีเทล โดยส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/knight-frank-strengthen-project-management-team/">เมื่อ​ออฟฟิศใหม่ ไม่ใช่แค่การย้ายสถานที่ &#8216;Knight Frank&#8217; เสริมทัพ​ Project Management รับกระแสดีมานด์องค์กรมอง​ออฟฟิศที่ตอบโจทย์ ESG​ เพิ่มมากขึ้น </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตลาดอาคารสำนักงานในประเทศไทยกำลังเร่งตัวจากกระแสการย้ายสำนักงาน (Office Relocation) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการที่องค์กรให้ความสำคัญกับอาคารคุณภาพสูงและมาตรฐานด้าน ESG มากขึ้น ส่งผลให้ผู้เช่าจำนวนมากตัดสินใจย้ายไปยังอาคารใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งภาพลักษณ์และประสิทธิภาพการใช้งาน</p>
<p><span id="more-41167"></span></p>
<p>ขณะเดียวกัน การย้ายสำนักงานในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งในด้านต้นทุนการก่อสร้างที่ยังผันผวน การควบคุมระยะเวลาดำเนินงาน และความคาดหวังด้านคุณภาพที่สูงขึ้น ทำให้องค์กรจำนวนมากเลือกใช้มืออาชีพเข้ามาช่วยบริหารโครงการแบบครบวงจร</p>
<p><strong>บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ ประเทศไทย จำกัด</strong> (Knight Frank Thailand) ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย เดินหน้าต่อยอดความแข็งแกร่งของบริการด้าน Project Management โดยแต่งตั้ง<strong> &#8216;คุณปัญญา เจนกิจวัฒนาเลิศ&#8217;</strong> หุ้นส่วน – หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านพื้นที่สำนักงาน เข้าดูแลและพัฒนาการดำเนินงานของทีม เพื่อยกระดับการให้บริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น</p>
<p>ตั้งแต่การหาอาคารสำนักงาน การวางแผนพื้นที่ การออกแบบ ไปจนถึงการก่อสร้างและส่งมอบพื้นที่ใช้งาน ตอบโจทย์การเป็น One-Stop Service สำหรับลูกค้าองค์กร ปัจจุบัน ลูกค้ากว่า 80% ของบริการ Project Management เป็นกลุ่มองค์กรที่ต้องการย้ายสำนักงาน ขณะที่อีก 20% เป็นโครงการในกลุ่มอื่น เช่น โรงแรมและรีเทล โดยส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติ (MNCs) ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าเติบโต 100% ภายในสิ้นปีนี้</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41170 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/k-Punya-Knight-Frank-1.jpg" alt="" width="1200" height="790" /></p>
<p><strong>คุณปัญญา เจนกิจวัฒนาเลิศ</strong> หุ้นส่วน – หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านพื้นที่สำนักงาน บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า  ปัจจุบันองค์กร โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติ มีแนวโน้มย้ายสำนักงานไปสู่อาคารที่มีคุณภาพสูงและมีมาตรฐาน ESG มากขึ้นอย่างชัดเจน  ทำให้การย้ายสำนักงานไม่ได้เป็นเพียงการหาทำเลใหม่ แต่รวมถึงการบริหารต้นทุน การออกแบบ และการก่อสร้างที่ต้องดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><em>&#8220;ลูกค้าจำนวนมากต้องการที่ปรึกษาที่สามารถดูแลได้แบบครบวงจร เราจึงปรับโครงสร้างทีม Project Management ให้ทำงานร่วมกับทีม Office Strategy อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถสนับสนุนลูกค้าได้ตั้งแต่ต้นจนจบในทุกขั้นตอน อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือความโปร่งใสในการบริหารต้นทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญมากขึ้น เราจึงเน้นการให้ชัดเจนและตรวจสอบได้ เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ”</em></p>
<p>สำหรับการเข้ามารับผิดชอบดูแลบริการด้าน Project Management ​เป็นทั้งความท้าทายและ​ความไว้วางใจที่สำคัญขององค์กร โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งในด้านต้นทุน ระยะเวลาดำเนินงาน และความต้องการด้าน ESG ของลูกค้า บทบาทของ Knight Frank  จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการบริหารโครงการให้แล้วเสร็จตามแผน แต่ต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การควบคุมต้นทุน ไปจนถึงการส่งมอบโครงการที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดไว้</p>
<p>ทีม Project Management ของ Knight Frank ทำหน้าที่เป็นตัวแทนลูกค้าในการควบคุมงบประมาณ ระยะเวลา และคุณภาพของโครงการ พร้อมประสานงานกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงการดำเนินไปตามแผน โดยจุดแข็งของทีมอยู่ที่การผสานความคล่องตัวของทีมงานรุ่นใหม่ (young professionals) เข้ากับแนวทางการทำงานที่โปร่งใส ตรงไปตรงมาและการให้ข้อมูลเชิงลึกด้านต้นทุน วัสดุ และสถานการณ์ตลาด เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>การเสริมทีม Project Management ในครั้งนี้ สะท้อนทิศทางของ Knight Frank ในการพัฒนาบริการที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร เพื่อรองรับความต้องการขององค์กรที่มองหาพันธมิตรในการบริหารโครงการอย่างมืออาชีพ ท่ามกลางความซับซ้อนของการพัฒนาโครงการที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน</p>
<p>สำหรับ <strong>คุณ​ปัญญา เจนกิจวัฒนาเลิศ</strong> เคยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาธุรกิจที่ปรึกษาด้านพื้นที่สำนักงานของ <strong>Knight Frank Thailand</strong> ให้ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง การเข้ามารับผิดชอบดูแลบริการด้าน Project Management ในครั้งนี้ จึงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นขององค์กรในศักยภาพของผู้บริหาร โดยเจ้าตัวมั่นใจว่าจะสามารถต่อยอดความสำเร็จ พร้อมนำทีมเดินหน้าสร้างการเติบโตและเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของบริษัทในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/knight-frank-strengthen-project-management-team/">เมื่อ​ออฟฟิศใหม่ ไม่ใช่แค่การย้ายสถานที่ &#8216;Knight Frank&#8217; เสริมทัพ​ Project Management รับกระแสดีมานด์องค์กรมอง​ออฟฟิศที่ตอบโจทย์ ESG​ เพิ่มมากขึ้น </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปิดทองหลังพระ​ฯ ชู 2 พื้นที่ต้นแบบ สร้าง Quick Win ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาพื้นที่ &#8216;พหุวัฒนธรรม&#8217; จังหวัดชายแดนใต้ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/local-development-southern-border-provinces/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Apr 2026 10:27:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[10 หมู่บ้านต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[100 ปีชาตกาล]]></category>
		<category><![CDATA[Quick Win]]></category>
		<category><![CDATA[กฤษฎา บุญราช]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[จังหวัดชายแดนใต้]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชนยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านจำปูน ยะลา]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านโคกยามู นราธิวาส]]></category>
		<category><![CDATA[บูรณาการ]]></category>
		<category><![CDATA[ปิดทองหลังพระ]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิปิดทองหลังพระ]]></category>
		<category><![CDATA[ระเบิดจากข้างใน]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งเสริมอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมพหุวัฒธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจพอเพียง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41146</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปิดทองหลังพระ​ฯ รวมพลังสร้างชุมชนยั่งยืน น้อมนำหลักการทรงงานรัชกาลที่ 9 เป็นแนวทางในการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้สามารถอยู่รอด พอเพียง และยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤต พร้อมผนึกกำลังองค์กรภาคีทั่วประเทศ ร่วมขับเคลื่อน 10 หมู่บ้าน ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาที่ยั่งยืนชุมชนพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริ เทิดพระเกียรติในวาระ 100 ปีชาตกาล วันพระบรมราชสมภพฯ ปี 2570 ชู 2 ชุมชนปลายด้ามขวาน บ้านโคกยามู อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และบ้านจำปูน อ.รามัน จ.ยะลา เป็นตัวอย่างการพัฒนา &#8216;แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ&#8217; บนฐานทรัพยากรและสังคมพหุวัฒธรรม เสริมสร้างความมั่นคงสามจังหวัดชายแดนใต้ คุณกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จัดกิจกรรมลงพื้นที่​​ติดตามการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2  แห่ง ได้แก่ บ้านโคกยามู อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส และ บ้านจำปูน อำเภอรามัน จังหวัดยะลา เพื่อติดตามความสำเร็จ การพัฒนาพื้นที่ปัจจัยเสี่ยงจากผลกระทบของภัยสงคราม ผ่านการ​น้อมนำหลักการทรงงานและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้เข้มแข็ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/local-development-southern-border-provinces/">ปิดทองหลังพระ​ฯ ชู 2 พื้นที่ต้นแบบ สร้าง Quick Win ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาพื้นที่ &#8216;พหุวัฒนธรรม&#8217; จังหวัดชายแดนใต้ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ปิดทองหลังพระ​ฯ รวมพลังสร้างชุมชนยั่งยืน น้อมนำหลักการทรงงานรัชกาลที่ 9 เป็นแนวทางในการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้สามารถอยู่รอด พอเพียง และยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤต</strong></p>
<p><span id="more-41146"></span></p>
<p><strong> พร้อมผนึกกำลังองค์กรภาคีทั่วประเทศ ร่วมขับเคลื่อน 10 หมู่บ้าน ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาที่ยั่งยืนชุมชนพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริ เทิดพระเกียรติในวาระ 100 ปีชาตกาล วันพระบรมราชสมภพฯ ปี 2570 ชู 2 ชุมชนปลายด้ามขวาน บ้านโคกยามู อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และบ้านจำปูน อ.รามัน จ.ยะลา เป็นตัวอย่างการพัฒนา &#8216;แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ&#8217;</strong><strong> บนฐานทรัพยากรและสังคมพหุวัฒธรรม เสริมสร้างความมั่นคงสามจังหวัดชายแดนใต้</strong></p>
<p><strong>คุณกฤษฎา บุญราช</strong> ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จัดกิจกรรมลงพื้นที่​​ติดตามการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2  แห่ง ได้แก่ <strong>บ้านโคกยามู อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส</strong> และ <strong>บ้านจำปูน อำเภอรามัน จังหวัดยะลา </strong>เพื่อติดตามความสำเร็จ การพัฒนาพื้นที่ปัจจัยเสี่ยงจากผลกระทบของภัยสงคราม ผ่านการ​น้อมนำหลักการทรงงานและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้เข้มแข็ง ยั่งยืน บนพื้นฐานของแนวทางที่สร้างความสมดุล เพียงพอ และมีภูมิป้องกันตนเอง</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41162 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ประธาน-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้ง 2 พื้นที่ นับเป็นต้นแบบความสำเร็จ ที่เกิดจาก​การน้อมนำองค์ความรู้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และการสร้างความมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่  เปลี่ยนพื้นที่เสี่ยงจากสถานการณ์วิกฤตทางสงคราม พัฒนาสู่​ทางรอดให้คนในพื้นที่ ลดปัญหาความยากจน พร้อมดูแลคุณภาพชีวิต รวมทั้งมีส่วนสร้างทัศนคติที่ดีในพื้นที่ เพื่อสร้างแนวร่วมในการพัฒนาและลดปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งหลักปรัชญานี้ไม่เพียงได้รับการยอมรับในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังได้รับยกย่องจากสหประชาชาติว่าเป็นแนวทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกและ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเอเชีย</p>
<p><em>&#8220;การน้อมนำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติ ถือเป็นพันธกิจสำคัญที่มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ดำเนินงานด้านส่งเสริมองค์ความรู้และการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นขั้นตอน ประกอบด้วย &#8216;อยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน&#8217; เพื่อมุ่งพัฒนาในพื้นให้ครอบคลุมทั้ง​การมีแหล่งน้ำ การฟื้นฟูและพัฒนาดิน การส่งเสริมอาชีพและรายได้ เพื่อสร้างทั้งความเข้มแข็งในชุมชน รวมทั้งการดูแล​สิ่งแวดล้อม โดยได้เข้าไปพัฒนา​พื้นที่ แล้วรวม 22 จังหวัด และมีแผนขยายพื้นที่การพัฒนาต่อเนื่อง รวมทั้งต่อยอดนำโมเดลความสำเร็จจากพื้นที่ต้นแบบไปขยายผลเพื่อปรับใช้ในแต่ละพื้นที่อื่นๆ ในอนาคตได้อย่างเหมาะสม&#8221;</em></p>
<p><strong>&#8216;บ้านโคกยามู &#8211; บ้านจำปูน&#8217;  สร้าง Quick Win พัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ </strong></p>
<p>ความสำเร็จในการพัฒนา <strong>บ้านโคกยามู อ.ตากใบ จ.นราธิวาส </strong>เน้นการแก้ปัญหาดิน ซึ่งมีสภาพดินเป็นดินเปรี้ยว และปนเปื้อนสารเคมี จากปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้ขาดพื้นที่ในการทำเกษตรอย่างเหมาะสม รวมทั้งการมีรายได้ทางเดียวจากปาล์มน้ำมัน แม้จะขยายไปปลูกมะม่วงหิมพานต์ แต่ก็ยังขาดตลาดมารองรับ ส่งผลให้แรงงานในพื้นที่ย้ายออก เพราะไม่มีพื้นทีทำกิน รวมทั้งขาดแคลนอาชีพทางเลือก ขณะที่คุณภาพชีวิตคนในพื้นที่รวมทั้งสิ่งแวดล้อมต่างก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาการปนเปื้อนของสารเคมี และการขาดความรู้ในการจัดการดินและดูแลแหล่งน้ำ</p>
<p>นำมาสู่การพัฒนาผ่าน การแก้ปัญหาดิน เพิ่มที่ทำกิน และส่งเสริมการทำเกษตรปลอดภัย ผ่านหลักการทรงงาน &#8216;เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา&#8217; เริ่มจากแก้ปัญหา​ดินเปรี้ยว ลดสารเคมีในดิน ปรับปรุงน้ำที่มีสารเคมีปนเปื้อน จัดสรรที่ดินทำกินให้กับครัวเรือนในพื้นที่ป่าสงวน โคกไม้เรือสนับสนุนให้เกิดการทำเกษตรปลอดภัย ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเรื่องการสานกระจูดสร้างรายได้ให้กับสตรีและคนชรา โดยเน้นกระบวนการ &#8216;ระเบิดจากข้างใน&#8217; ทั้งการสร้างคน ปลุกคน เพื่อให้มีผู้นำชุมชนในพื้นที่ทำงาน รวมทั้งการสร้างศรัทธา ผ่านการพัฒานแปลงตัวอย่างเพื่อเป็นต้นแบบในการจัดสรรพื้นที่ขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเป็น Quick Win และเป็นต้นแบบความสำเร็จเพื่อให้ชุมชนยอมรับและนำไปขยายผล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41153 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/แตงโม2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>บ้านโคกยามู สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ช่วยให้ชาวบ้านเข้าใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนโคกไม้เรือ จำนวน 66.1 ไร่ ในลักษณะแปลงรวมที่ถูกกฎหมาย มีอาชีพการเกษตรตามแนวเกษตรปลอดภัยและผลผลิตหลากหลายมากขึ้น อาทิ แตงโม​ เกษตรผสมผสาน พืชผักสวนครัว รวมทั้งมีการทดลองปลูกพืชทางเลือกเพิ่มเติม เช่น พืชสมุนไพร เห็ดนางฟ้า ข้าวโพดอาหารสัตว์ ไปจนถึงการฟื้นฟูภูมิปัญญาดั้งเดิมอย่างงานฝีมือ งานจักสานกระจูด เพื่อขยายตลาดใหม่ๆ  และมุ่งแก้ปัญหาการว่างงานในพื้นที่ และเพิ่มโอกาสดึงแรงงานกลับสู่ท้องถิ่นมากขึ้น รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรแบบง่ายเพื่อช่วยเรื่องปรับปรุงบำรุงดิน ส่งเสริมองค์ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กลุ่มอาชีพต่างๆ  และเป็นแหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ​ หรือ Social Lab จากการแก้ปัญหาของชุมชนเอง ให้กับชุมชนอื่นได้</p>
<p>ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการพัฒนามีหลากหลายมิติสำคัญ ทั้งการสร้างความมั่นคงทางอาหารภายในพื้นที่ จากความสามารถในการปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการทำเกษตร สร้างรายได้จากพืชเศรษฐกิจของพื้นที่อย่าง <strong>&#8216;แตงโมไพรวัล&#8217;</strong> ที่สร้างรายได้ให้พื้นที่ในปีที่ผ่านมาได้เกือบ 10 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในสินค้าอัตลักษณ์ของพื้นที่ หรือสินค้า GI  รวมทั้งรายได้สะสมจากภูมิปัญญาในการสานกระจูดอีกกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้เพิ่มให้กลุ่มสตรีและคนชราในพื้นที่ที่ไม่มีอาชีพประจำ สามารถมีรายได้ของตัวเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41151 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ชุมชน2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังส่งผลให้สร้างความรัก ความสามัคคีของคนในพื้นที่ รวมทั้งความร่วมมือในการดูแลความสงบในพื้นที่ และการเพิ่มความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกับภาครัฐ เพื่อส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในชุมชน รวมทั้งมีส่วนช่วยลดสถานการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบภายในพื้นที่ให้น้อยลงได้อีกทางหนึ่งด้วย ขณะที่การพัฒนาคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ มีคนจบการศึกษาในระบบจนถึงระดับปริญญาตรีเพิ่มมากขึ้น การเจ็บป่วยจากสารเคมีของคนในชุมชนลดน้อยลง และการเดินทางออกไปทำงานนอกชุมชนก็ลดน้อยลงเช่นกัน</p>
<p>สำหรับ <strong>บ้</strong><strong>านจำปูน อ. รามัน จ. ยะลา </strong>เน้นการเปลี่ยนปัญหาในพื้นที่ให้กลายเป็นปัญญา  เปลี่ยนความไม่มั่นคงในพื้นที่  ให้กลายเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน และลดปัญหาความยากจน พร้อมทั้งเพิ่มการสร้างแนวร่วมในกลุ่มคนรุ่นใหม่  เนื่องจาก​ข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่ สร้างให้เกิดปัญหาทางสังคมและความขัดแย้งในชุมชน รวมทั้งผลผลิตในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งมีราคาไม่แน่นอน ส่วนผลผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมืองในพื้นที่ก็ต้องอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ทำให้มีผลผลิตต่อไร่ต่ำ เพียง 220 กิโลกรัมและไม่เพียงพอต่อการบริโภคในพื้นที่ นำมาซึ่งปัญหาการขาดแคลนน้ำ ทั้งเพื่อบริโภคและประกอบอาชีพ ทำให้เกิดปัญหาทั้งสุขภาพคนในพื้นที่ รวมทั้งการย้ายออกของกลุ่มแรงงานในพื้นที่เพื่อไปหางานทำในจังหวัดอื่นๆ หรือในประเทศมาเลเซีย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41155 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/บ้านจำปูน.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>รวมทั้งยังมีปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จากกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงวัวแบบปล่อยตามธรรมชาติ และเข้าไปทำลายผลผลิตการเกษตรแปลงอื่นๆ ไปจนถึงการเลี้ยงอย่างขาดความรู้ทำให้เกิดโรคระบาดในวัว นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านภาวะโภชนาการของคนในพื้นที่ จากการบริโภคที่ไม่เหมาะสม และปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชน</p>
<p>มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ พัฒนาพื้นที่ตามยุทธศาสตร์<strong> &#8216;เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา&#8217;</strong> รวมทั้งการสร้างคน ปลุกคน และสร้างศรัทธา เพื่อให้มีกลุ่มผู้นำในการขับเคลื่อน และสร้าง Quick Win เพื่อเป็นต้นแบบในการนำไปขยายผลต่อเนื่องในพื้นที่เพิ่มเติม โดยเฉพาะปัญหาสำคัญ เรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำ ผ่านการขุดเจาะบ่อบาดาลและสร้างระบบกระจายน้ำเข้าแปลงเกษตรในพื้นที่ รวมทั้งการขุดบ่อและสระเก็บน้ำ 26,000 ลูกบาศก์เมตร ติดตั้งระบบสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์ ขยายแนวท่อส่งน้ำบาดาล  และปรับปรุงระบบน้ำประปาหมู่บ้าน  เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41147 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/1-ข้าวพื้นเมือง.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>เมื่อมีน้ำทำให้พื้นที่สามารถทำเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกผักปลอดภัย และพัฒนาระบบการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองให้ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มการปลูกอ้อย ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการในพื้นที่ โดยเฉพาะการเป็นพืชให้พลังงาน จากการแปรรูปเป็นน้ำอ้อย สำหรับชาวมุสลิมในช่วงถือศีลอด​ และเหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูกที่มักมีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ไปจนถึงการพัฒนา​แปลงหญ้าสำหรับอาหารสัตว์ เพื่อลดความขัดแย้งของคนในพื้นที่ ขณะเดียวกัน ได้พัฒนาระบบปศุสัตว์สำหรับการเลี้ยงวัวอย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาการเลี้ยงอย่างเป็นระบบและเพิ่มมูลค่าให้วัวได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p>​​การดำเนินงานในพื้นที่ ช่วยแก้วิกฤตขาดแคลนน้ำ และทำให้ชุมชนมีน้ำใช้สำหรับทำเกษตรอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณข้าวต่อไร่เพิ่มขึ้นได้ราว 300 &#8211; 400 กิโลกรัม ขณะที่การเลี้ยงวัวหรือโคขุนสร้างรายได้สะสมไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท รวมทั้งผลผลิต​อ้อยที่มากกว่า 10 ตันต่อไร่ และการพัฒนา​ทางการเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มต่อเนื่อง ทั้งการผลิตไบโอชาร์ การพัฒนานวัตกรรมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง และการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41149 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/1-ข้าวพื้นเมือง-2.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>เช่นเดียวกันมิติทางสังคม ที่สามารถลดความขัดแย้งในพื้นที่ ทำให้เกิดความสามัคคีปรองดองในพื้นที่พหุวัฒนธรรม และอยู่ร่วมกันได้ทั้งชุมชนไทยพุทธ และไทยมุสลิม รวมทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันเรื่องของยาเสพติด และการเข้าไปร่วมขบวนการกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายในกลุ่มเยาวชนและกลุ่มที่มีความอ่อนไหว รวมทั้งช่วยลดระดับความรุนแรงของสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ให้ลดน้อยลงได้อย่างมาก</p>
<p><em>“บ้านจำปูน ตำบลท่าธง อำเภอ รามัน จังหวัดยะลา และบ้านโคกยามู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ถือเป็น​พื้นที่ตัวอย่างของภาคใต้ โดยทั้ง 2 ชุมชน มี​ความสำคัญในฐานะ​ชุมชนสังคมพหุวัฒนธรรม ที่เมื่อน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ ทำให้เกิดความรัก ความสามัคคี เกิดความมั่นคงทางอาหาร ช่วยเสริมสร้างรายได้ สามารถพัฒนาผลผลิตทางการเกษตร สร้างอาชีพที่เหมาะสมกับภูมิสังคม ทำให้มีทั้งแหล่งน้ำ ที่ดินทำกินปลอดภัย สามารถบริโภคในครัวเรือน ช่วยลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้จากการนำไปจำหน่าย เป็นต้นแบบเพื่อให้ชุมชนอื่นเข้ามาเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41163 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/อ้อยๅ-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>10 หมู่บ้าน 10 พื้นที่ ชุมชนต้นแบบ 100 ปีชาตกาล </strong></p>
<p>สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ยังได้คัดเลือก 10 ชุมชน เพื่อเป็นพื้นที่พัฒนาต้นแบบ ​วาระครบรอบ 100 ปีชาตกาล วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร​​ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในปี 2570 มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ​ได้คัดเลือกตัวอย่างชุมชนเข้มแข็งที่น้อมนำแนวพระราชดำริ ครอบคลุมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืนไปปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถพัฒนาสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จำนวน 10 หมู่บ้านใน 10 พื้นที่ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9</p>
<p>แนวทางการคัดเลือกพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่สามารถแก้ปัญหาที่ทำกิน ปรับปรุงแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค พัฒนาคุณภาพดิน ทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ครัวเรือน ชุมชนมีความพร้อมที่จะพัฒนาไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ สามารถขยายการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถอยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน</p>
<p>รวมทั้งการมีวิถีชุมชน ภายใต้ภูมิสังคมที่หล่อหลอมตามแนวพระราชดำริ จึงควรค่าแก่การศึกษาเรียนรู้ และนำไปใช้เป็นต้นแบบเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีหมู่บ้านที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ทั้ง 10 แห่ง ประกอบด้วย</p>
<p>1.  บ้านยอด ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน</p>
<p>2. บ้านห้วยม่วง ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่</p>
<p>3. บ้านโคกล่าม และ 4. บ้านแสงอร่าม ตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี</p>
<p>5. บ้านโพนงาม ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์</p>
<p>6. บ้านโป่งลึก ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี</p>
<p>7. บ้านบางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี</p>
<p>8. บ้านจำปูน ตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา</p>
<p>9. บ้านโคกยามู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส</p>
<p>10.  บ้านเหล่าฝ้าย ตำบลเหล่ากวาง อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41150 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ชุมชน3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“หมู่บ้านเหล่านี้คือบทพิสูจน์ว่า เมื่อประชาชนน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ ร่วมกับความร่วมมือจากภาครัฐและภาคีเครือข่าย ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง โดยมีเป้าหมายคือ การขับเคลื่อนและขยายผลการพัฒนาที่ยั่งยืนชุมชนพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริไปสู่ทั่วประเทศ ด้วยความรู้ การพัฒนาศักยภาพชุมชน การสร้างกลไกการทำงานร่วมกันในระดับจังหวัดและระดับพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนสามารถออกแบบและจัดการปัญหาของตนเองอย่างเหมาะสม และสร้างเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไปด้วยกัน ท่ามกลางภาวะวิกฤต” </em></p>
<p>ทั้งนี้ สถาบันพร้อมที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ควบคู่ไปกับการบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา โดยมีพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ทั้ง 10 แห่ง ที่น้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ และขยายผลนำไปใช้แนวทางการพัฒนาชุมชนในพื้นที่อื่นๆ สนองพระราชปณิธาน <strong>&#8216;สืบสาน รักษา ต่อยอด&#8217;</strong> ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ราษฎรและนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/local-development-southern-border-provinces/">ปิดทองหลังพระ​ฯ ชู 2 พื้นที่ต้นแบบ สร้าง Quick Win ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาพื้นที่ &#8216;พหุวัฒนธรรม&#8217; จังหวัดชายแดนใต้ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ผลไม้ไทย&#8217; วนลูป &#8216;ราคาตก-ล้นตลาด&#8217; กลุ่มเซ็นทรัล หนุนเกษตรกร แก้ปัญหาทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว เน้นเข้าใจกลไกตลาด พร้อมหาโซลูชันสร้างมูลค่าเพิ่ม มุ่งยกระดับทั้งระบบนิเวศอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/central-group-support-coconut-farmer-ecosystem/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 12 Apr 2026 10:43:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Centara]]></category>
		<category><![CDATA[CENTRAL GROUP]]></category>
		<category><![CDATA[Central Tham]]></category>
		<category><![CDATA[Coconut]]></category>
		<category><![CDATA[CRG]]></category>
		<category><![CDATA[GO Wholesale]]></category>
		<category><![CDATA[good goods]]></category>
		<category><![CDATA[Tops]]></category>
		<category><![CDATA[Value Creation]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[กุ๊ด กุ๊ดส์]]></category>
		<category><![CDATA[ผลไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ผลไม้ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พิชัย จิราธิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[มะพร้าว]]></category>
		<category><![CDATA[มะพร้าวน้ำหอม]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างมูลค่าเพิ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกร]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล ทำ]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทารา]]></category>
		<category><![CDATA[โก โฮเซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41100</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อการเกษตรเป็น​หนึ่งภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับ​ประเทศไทย และถือเป็นหนึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นในการสร้างอัตลักษณ์ให้ประเทศไทย โดยเฉพาะ &#8216;ผลไม้ไทย&#8217; ซึ่งมีความหลากหลาย และ​รสชาติที่​อร่อย เป็นที่ติดใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติจนกลายเป็นอีกหนึ่ง Soft Power อันดับต้นๆ ของประเทศไทย แต่ขณะเดียวกัน หนึ่ง​ในปัญหาที่เกษตรกรไทยผู้ปลูกพืชผักผลไม้ต้องเผชิญอยู่บ่อยครั้งคือ ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ และสินค้าล้นตลาด ทั้งที่ต้นทุนในการปลูก การเก็บผลผลิต ไปจนถึงการขนส่ง ล้วนปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจและผลกระทบจากความขัดแย้งส่งผลให้ทั้งราคาน้ำมัน ปุ๋ย หรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซ้ำเติมภาระ​เกษตรกรไทยเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะหนึ่งวิกฤตที่เห็นผลกระทบได้ชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา สำหรับกลุ่มผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งปีนี้ราคาตกลงหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและถือว่าตกต่ำมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา กลายเป็นหนึ่งวาระสำคัญที่หลายภาคส่วนให้ความสนใจและเข้ามาร่วมมือเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน เช่นเดียวกับ กลุ่มเซ็นทรัล ที่ให้ความสำคัญในการทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรกลุ่มต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ได้ผนึกกำลังกับบริษัทในเครือเพื่อร่วมช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ผ่านการสนับสนุนการบริโภค รวมทั้งการร่วมแก้ปัญหาในระยะยาวเพื่อยกระดับห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และการบริหารกลไกการผลิตและการตลาดได้อย่างสมดุล ช่วยป้องกันราคาที่ผันผวนมากจนเกินไป และเป็นการช่วยแก้ปัญหาให้กลุ่มเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า มะพร้าวน้ำหอมไทยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีศักยภาพในระดับสากล การเติบโตอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภค เพื่อร่วมกันมองเห็นคุณค่าและสนับสนุนสินค้าไทย นอกเหนือจากการขยายช่องทางการจำหน่าย การพัฒนามะพร้าวสู่รูปแบบการบริโภคที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อ​เป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดโอกาสทางการตลาด และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร รวมทั้งการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับเศรษฐกิจในกลุ่มผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมได้ทั้งระบบนิเวศ ทั้งนี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/central-group-support-coconut-farmer-ecosystem/">&#8216;ผลไม้ไทย&#8217; วนลูป &#8216;ราคาตก-ล้นตลาด&#8217; กลุ่มเซ็นทรัล หนุนเกษตรกร แก้ปัญหาทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว เน้นเข้าใจกลไกตลาด พร้อมหาโซลูชันสร้างมูลค่าเพิ่ม มุ่งยกระดับทั้งระบบนิเวศอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อการเกษตรเป็น​หนึ่งภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับ​ประเทศไทย และถือเป็นหนึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นในการสร้างอัตลักษณ์ให้ประเทศไทย โดยเฉพาะ <strong>&#8216;ผลไม้ไทย&#8217;</strong> ซึ่งมีความหลากหลาย และ​รสชาติที่​อร่อย เป็นที่ติดใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติจนกลายเป็นอีกหนึ่ง Soft Power อันดับต้นๆ ของประเทศไทย</p>
<p><span id="more-41100"></span></p>
<p>แต่ขณะเดียวกัน หนึ่ง​ในปัญหาที่เกษตรกรไทยผู้ปลูกพืชผักผลไม้ต้องเผชิญอยู่บ่อยครั้งคือ ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ และสินค้าล้นตลาด ทั้งที่ต้นทุนในการปลูก การเก็บผลผลิต ไปจนถึงการขนส่ง ล้วนปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจและผลกระทบจากความขัดแย้งส่งผลให้ทั้งราคาน้ำมัน ปุ๋ย หรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซ้ำเติมภาระ​เกษตรกรไทยเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน</p>
<p>โดยเฉพาะหนึ่งวิกฤตที่เห็นผลกระทบได้ชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา สำหรับกลุ่มผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งปีนี้ราคาตกลงหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและถือว่าตกต่ำมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา กลายเป็นหนึ่งวาระสำคัญที่หลายภาคส่วนให้ความสนใจและเข้ามาร่วมมือเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41106 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Coconut1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>เช่นเดียวกับ <strong>กลุ่มเซ็นทรัล </strong>ที่ให้ความสำคัญในการทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรกลุ่มต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ได้ผนึกกำลังกับบริษัทในเครือเพื่อร่วมช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ผ่านการสนับสนุนการบริโภค รวมทั้งการร่วมแก้ปัญหาในระยะยาวเพื่อยกระดับห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และการบริหารกลไกการผลิตและการตลาดได้อย่างสมดุล ช่วยป้องกันราคาที่ผันผวนมากจนเกินไป และเป็นการช่วยแก้ปัญหาให้กลุ่มเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41107 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/01.คุณพิชัย-จิราธิวัฒน์-กรรมการบริหาร-กลุ่ม.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p><strong>คุณพิชัย จิราธิวัฒน์</strong> กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า มะพร้าวน้ำหอมไทยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีศักยภาพในระดับสากล การเติบโตอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภค เพื่อร่วมกันมองเห็นคุณค่าและสนับสนุนสินค้าไทย นอกเหนือจากการขยายช่องทางการจำหน่าย การพัฒนามะพร้าวสู่รูปแบบการบริโภคที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อ​เป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดโอกาสทางการตลาด และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร รวมทั้งการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับเศรษฐกิจในกลุ่มผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมได้ทั้งระบบนิเวศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41111 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/17.สนับสนุนเกษตรกรไทย-ชวนอุดหนุนมะพร้าวน้ำ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือมุ่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกร​อย่างครอบคลุมทั้งการรับซื้อและเป็นช่องทางสำคัญในการกระจายผลผลิต​ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตด้านราคา ได้เพิ่มปริมาณการรับซื้อมากขึ้นจากช่วงปกติ 2-3 เท่า เพื่อให้เกษตรยังคงมีรายได้อย่างต่อเนื่อง และนำผลผลิตไปพัฒนาเป็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจในแต่ละช่องทาง ทั้งการรับประทานสด ไม่ว่าจะเป็นน้ำมะพร้าว หรือเนื้อมะพร้าว การเสิร์ฟในรูปแบบเมนู​เครื่องดื่มหรืออาหาร รวมทั้งการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่องทางที่นำไปจำหน่าย ประกอบด้วย​​</p>
<p><strong>ท็อปส์ : </strong>คัดสรรมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องมาจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41104 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/TOPS1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>โก โฮเซลล์ :  </strong>พัฒนาเป็นสินค้าแปรรูปภายใต้แบรนด์ a choice เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภครวมทั้งกลุ่มผู้ประกอบการต่างๆ ​เช่น  น้ำมะพร้าว, มะพร้าวเส้น, มะพร้าวขูด และมะพร้าวแผ่นแช่แข็ง เพื่อเพิ่มทางเลือกสินค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบภายในประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41105 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Go-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG)</strong> : ร่วมสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม โดยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในร้านอาหารเครือซีอาร์จี  และมีแผนพัฒนาต่อยอดวัตถุดิบดังกล่าวมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าและกระจายรายได้สู่เกษตรกรในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41108 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Coconut2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>โรงแรมเซ็นทารา</strong> : ได้นำมะพร้าวน้ำหอมไปจำหน่ายในโรงแรมทั้งในกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้สัมผัสคุณภาพและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของมะพร้าวน้ำหอมไทย พร้อมทั้งยกระดับภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทยสู่เวทีสากล และสร้างการรับรู้ในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41103 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Good-goods.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>กุ๊ด กุ๊ดส์</strong> : ร่วมสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม โดยจัดจำหน่ายมะพร้าวน้ำหอมผ่านร้านกุ๊ด กุ๊ดส์ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และสาขาจริงใจเชียงใหม่ รวมทั้งการใช้มะพร้าวเป็นส่วนผสมสำหรับเมนูเครื่องดื่มภายในร้าน และเตรียมจำหน่ายน้ำมะพร้าวบรรจุกระป๋องราว 5 หมื่นกระป๋อง ​เพื่อเป็นเครื่องดื่มพิเศษเพิ่มเติมในช่วงเทศกาล และช่วยให้บริโภคได้สะดวกมากยิ่งขึ้น</p>
<p><em>&#8220;ทางกลุ่มยังมีแผนพัฒนาต่อยอดวัตถุดิบจากมะพร้าวไปสู่การผลิตสินค้าต่างๆ ที่หลากหลาย เพื่อสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ในระยะยาว ​สร้างดีมานด์ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งแก้ปัญหาราคาสินค้าตกต่ำและผลผลิตล้นตลาด  ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มพร้อมดื่ม อาหารแปรรูป หรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ซึ่งจะช่วยยกระดับสินค้าเกษตรไทย และเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมะพร้าวน้ำหอมไทยจากสินค้าเกษตรพื้นฐาน สู่สินค้ามูลค่าสูงที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41109 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/18.สนับสนุนเกษตรกรไทย-ชวนอุดหนุนมะพร้าวน้ำ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ไม่เพียงการสร้างมูลค่าเพิ่มในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ทางกลุ่มเซ็นทรัล ยังมองต่อยอดไปถึงมิติในการบริหารจัดการขยะที่เกิดจากการบริโภคมะพร้าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะผลมะพร้าวที่มักจะถูกนำไปฝังกลบหลังจากบริโภคแล้ว และจะกลายเป็นหนึ่งในปัญหาขยะเศษอาหาร แต่ทางกลุ่มเซ็นทรัลได้ทำการรวบรวมเพื่อส่งต่อให้พันธมิตรอย่าง IBAP เพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการ Pyrolysis ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเพื่อแปรรูปเป็น<strong> &#8216;ไบโอชาร์&#8217; (Biochar)</strong> หรือถ่านชีวภาพที่ช่วยปรับปรุงและฟื้นฟูดิน ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในงานด้านภูมิทัศน์ การเกษตร และโครงการวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม รวมทั้งยังสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งเพิ่มโซลูชันในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุกส่วนของมะพร้าวได้เพิ่มมากขึ้น​ด้วย​</p>
<p>เห็นได้ว่า การขับเคลื่อนของกลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือไม่ได้มองเพียงกระตุ้นการบริโภค​เฉพาะหน้าแบบครั้งคราว แต่ที่ผ่านมา​กลุ่มเซ็นทรัลทำงานใกล้ชิดเกษตรกรกลุ่มต่างๆ อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องผ่านโครงการ <strong>&#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217;</strong> โดยเฉพาะการมอบองค์ความรู้เพื่อให้เกษตรกรสามารถสร้างคุณค่าเพิ่มให้ผลผลิตทั้งรสชาติ สายพันธุ์ ​รวมทั้งมีความเข้าใจกลไกตลาด และความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะการรู้จักแปรรูปและต่อยอดผลผลิตเพื่อให้มีความหลากหลาย เก็บไว้ได้นาน และเพิ่มโอกาสทางการตลาดได้มากขึ้น  สะท้อนให้เห็นบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนสินค้าเกษตรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่มและพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจอย่างครบวงจร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41110 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/14.สนับสนุนเกษตรกรไทย-ชวนอุดหนุนมะพร้าวน้ำ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/central-group-support-coconut-farmer-ecosystem/">&#8216;ผลไม้ไทย&#8217; วนลูป &#8216;ราคาตก-ล้นตลาด&#8217; กลุ่มเซ็นทรัล หนุนเกษตรกร แก้ปัญหาทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว เน้นเข้าใจกลไกตลาด พร้อมหาโซลูชันสร้างมูลค่าเพิ่ม มุ่งยกระดับทั้งระบบนิเวศอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;สงครามตะวันออกกลาง&#8217; วิกฤตราคาน้ำมัน แต่เร่งการ​เปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และโอกาสขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/middle-east-war-drive-energy-transition/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 11 Apr 2026 08:42:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[กรีนโลจิสติกส์]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ความมั่นคงพลังงานโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ช่องแคบฮอร์มุซ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร. กิติกร จามรดุสิต]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามตะวันออกกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[โลจิสติกส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41033</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อ &#8216;ความมั่นคงพลังงานโลก&#8217; สถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าสงครามไม่ได้เป็นเรื่องของพลังงานเท่านั้น แต่อาจขยายมิติไปด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การขนส่ง การเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ รวมไปถึงความมั่นคงด้านสังคม งานเสวนาออนไลน์ โดย คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับเครือข่ายที่ประชุมผู้บริหาร 4 สถาบันด้านสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ &#8216;สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม&#8216; เผยให้เห็นมุมมองเชิงวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนต่อทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ การเสวนาครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะด้านสิ่งแวดล้อมจากหลายสถาบัน ได้แก่ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงคณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร. กิติกร จามรดุสิต, ดร. อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา, รองศาสตราจารย์ ดร. ชยานนท์ ภู่เจริญ, รองศาสตราจารย์ ดร. จรรยา ชาญชัยชูจิต และ ดร. จตุพร เทียรมา เนื้อหาการเสวนามุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อความมั่นคงพลังงานโลก ทั้งในด้านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/middle-east-war-drive-energy-transition/">&#8216;สงครามตะวันออกกลาง&#8217; วิกฤตราคาน้ำมัน แต่เร่งการ​เปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และโอกาสขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อ &#8216;<strong>ความมั่นคงพลังงานโลก&#8217;</strong> สถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าสงครามไม่ได้เป็นเรื่องของพลังงานเท่านั้น แต่อาจขยายมิติไปด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การขนส่ง การเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ รวมไปถึงความมั่นคงด้านสังคม</p>
<p><span id="more-41033"></span></p>
<p>งานเสวนาออนไลน์ โดย <strong>คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> ร่วมกับเครือข่ายที่ประชุมผู้บริหาร 4 สถาบันด้านสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ &#8216;<strong>สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม</strong>&#8216; เผยให้เห็นมุมมองเชิงวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนต่อทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ</p>
<p>การเสวนาครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะด้านสิ่งแวดล้อมจากหลายสถาบัน ได้แก่ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงคณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร. กิติกร จามรดุสิต, ดร. อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา, รองศาสตราจารย์ ดร. ชยานนท์ ภู่เจริญ, รองศาสตราจารย์ ดร. จรรยา ชาญชัยชูจิต และ ดร. จตุพร เทียรมา</p>
<p>เนื้อหาการเสวนามุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อความมั่นคงพลังงานโลก ทั้งในด้านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และความเสี่ยงเชิงระบบต่างๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะในบริบทด้านการขนส่ง ท่องเที่ยว การเกษตร และการปรับตัวของภาคส่วนต่างๆ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมรับชมได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤตพลังงานต่อชีวิตประจำวัน และแนวทางการปรับตัว สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างสถานการณ์ระดับโลกกับสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<figure id="attachment_41041" aria-describedby="caption-attachment-41041" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41041 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Hormuz1.jpg" alt="" width="1200" height="605" /><figcaption id="caption-attachment-41041" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>วิกฤตน้ำมัน กระทบมากกว่า​แค่พลังงาน</strong></p>
<p><strong>ศ.ดร.กิติกร จามรดุสิต</strong> <strong>คณบดี คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> เผยว่า​​ โลกอยู่ในช่วงที่ต้องเผชิญวิกฤตราคาพลังงาน จากซัพพลายพลังงานทั่วโลกหายไปราว 20% ​เนื่องจาก <strong>&#8216;น้ำมันดิบ&#8217;</strong> ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าเพื่อนำมากลั่น ดังนั้น วิกฤตไม่ได้กระทบแค่พลังงานสำหรับเติมรถยนต์อย่างเดียว แต่กระทบเม็ดพลาสติก เพราะในตัวน้ำมันดิบที่ผ่านการกลั่นจะได้ตัวต้นทางปิโตรเลียม ปิโตรเคมี ซึ่งเม็ดพลาสติกมาจากในส่วนนี้</p>
<p>​มองอีกด้านหนึ่งคือ<strong> โอกาสด้านสิ่งแวดล้อม</strong> เนื่องจากพลังงานหลักวันนี้คือฟอสซิล ​แม้​จะ​มีพลังงานทางเลือก แต่อัตราการผลิตในไทยยังไม่มาก การ​พึ่งพาฟอสซิลทำให้เมื่อมีการใช้พลังงานจะเกิดก๊าซเรือนกระจก นำมาสู่ภาวะโลกร้อน หากมองมุมหนึ่งอาจเป็นโอกาสเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิล แม้ในเชิงเศรษฐกิจต้องลงทุน แต่หากมองด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะลดระดับลง จะเห็นว่าหลังจากการประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ หลายประเทศมีการประกาศเป้าหมายเดินหน้าสู่ Net Zero และประเทศไทยล่าสุด ประกาศเป้าหมายใหม่ Net Zero 2050 ดังนั้น ตรงนี้จะเป็นโอกาสในการเปลี่ยนนโยบาย</p>
<p><em>“ในวิกฤตบางทีก็อาจ​เป็นโอกาส ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริม EV หากเร่งให้เร็วขึ้นก็อาจจะเป็นส่วนดี ขณะเดียวกัน ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ สามารถมองให้ไกล คือ เป็น EV Hub เพราะหลายเจ้าผลิตในไทยและไทยมีศักยภาพสูง EV กำลังมา ควรส่งเสริม รวมถึง ไฮโดรเจน อาจจะต้องเริ่มขยับให้มากขึ้น รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน”</em> <strong>รศ.ดร.กิติกร  </strong>กล่าว</p>
<p><strong>โอกาสสำคัญ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด  </strong></p>
<p>ปัจจุบันประเทศไทยใช้พลังงานนำเข้ามากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะแหล่งนำเข้าหลักคือ ตะวันออกกลาง UAE และ ซาอุดิอาราเบีย สงครามตะวันออกกลางจึงส่งผลกระทบต่อไทยทันที เมื่อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้​ไม่สามารถนำเข้าพลังงานได้เท่าเดิม กระทบซัพพลาย และราคาน้ำมันโลกผันผวน</p>
<p><strong>ดร.อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา</strong> <strong>อาจารย์คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> กล่าวว่า หากพูด​เชิงเศรษฐกิจ ไทยมีการนำเข้าพลังงานรวมมูลค่ากว่า 63,503 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าน้ำมันกว่า 71% หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น มูลค่านำเข้าก็ต้องเพิ่มขึ้น กระทบต่อเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมของประเทศ</p>
<p><em>“แต่ในวิกฤตมีโอกาส โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม หากราคาน้ำมันแพง เชื้อเพลิงฟอสซิลแพงขึ้น ก็จะ​หันมาใช้พลังงานทดแทนอื่นๆ จากเป้าหมายเดิมของไทยในปี 2030 ที่จะเพิ่มยานยนต์ไฟฟ้า 30% ของการขายรถทั้งประเทศ รัฐบาลอาจต้องเร่งซัพพอร์ตยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่ม​ขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคขนส่ง รถบรรทุก รถพ่วงขนาดใหญ่ เป็นเรื่องยากที่จะใช้ไฟฟ้าเพราะต้องเดินทางระยะไกล ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะต้องพิจารณาและวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาขนส่งสาธารณะให้ดียิ่งขึ้นเพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถควบคุมการใช้ได้ เช่น น้ำมัน ไฟฟ้า เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังในการวางแผนขนส่งสาธารณะให้ดียิ่งขึ้น ผลักดันเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050”</em></p>
<p>ทั้งนี้ การจะเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านไปผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น อาจต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สมาร์ทกริด (Smart Grid) เพื่อรองรับ EV และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น วิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจจะเป็นตัวเร่งสำคัญ ที่ทำให้ประเทศวางแผนพลังงานอย่างมั่นคงและเพิ่มการพิจารณาพลังงานสะอาดเข้ามา ลดการใช้พลังงานฟอสซิล เน้นการผลิตเองในประเทศ ลดการพึ่งพานอกประเทศ เพื่อผลักดันไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero2050 ได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงมากขึ้น</p>
<figure id="attachment_41042" aria-describedby="caption-attachment-41042" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41042 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Hormuz2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-41042" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><b> </b><strong>ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ เร่งปรับตัว ถึงเวลาขยับสู่กรีนโลจิสติกส์  </strong></p>
<p>สำหรับด้านโลจิสติกส์ เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ผลกระทบที่เกิดกับไทยนั้น <strong>รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต ผู้อำนวยการศูนย์กาจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และ</strong> <strong>ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมกิจการต่างประเทศมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</strong> มองว่า สงครามตะวันออกกลาง ช่วยผลักดันเรื่องโลจิสติกส์และแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การขนส่ง โลจิสติกส์ เป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงอันดับ 2 รองจากภาคพลังงาน การขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอนของไทยและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในภาคขนส่งจึงมีความสำคัญ</p>
<p><strong>ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน </strong>ซึ่งมีการทำวิจัยเป็นหลักเกี่ยวกับโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในมิติการลดการปล่อยคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นโรดแมป กลยุทธ์ การใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในภาคธุรกิจ ดังนั้น วิกฤตครั้งนี้จึงมีการศึกษาว่า ภาคธุรกิจจะเข้าสู่ Net Zero ได้อย่างไร มีกลยุทธ์ในการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างไร โดยศึกษาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่วนใหญ่ของผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 90.6% เป็นบริษัทโลจิสติกส์/ขนส่ง  พบว่า โลจิสติกส์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากพลังงานที่หายไป  การดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ กว่า 65.6% ได้รับผลกระทบมากและรุนแรง</p>
<p><strong>ด้านที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด</strong> อันดับ 1 คือ ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น (เชื้อเพลิง ประกันภัย) อันดับ 2 ระยะเวลาการขนส่งยาวขึ้น/ต้องเปลี่ยนเส้นทาง อันดับ 3 ความล่าช้าในห่วงโซ่อุปทาน/ปัญหาสินค้าคงคลัง อันดับ 4 ความไม่แน่นอน/ความน่าเชื่อถือของการขนส่งลดลง และ อันดับ 5 ข้อจำกัดด้านกำลังการขนส่ง (เรือ เครื่องบิน)</p>
<p><strong>ผลกระทบต่อแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (</strong><strong>Decarbonization) </strong>ขององค์กร พบว่า กว่า 37.5% มีความล่าช้าปานกลาง 18.8% มีความล่าช้าเล็กน้อย 15.6% มีความล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ 15.6% มีการเร่งดำเนินการเพิ่มขึ้น เช่น การใช้พลังงานทางเลือก เพิ่มการปรับปรุงประสิทธิภาพ การดำเนินงาน การปรับโครงสร้าง และ 12.5% ไม่มีผลกระทบ</p>
<p><strong>ด้านความสำคัญเชิงกลยุทธ์ขององค์กรในปัจจุบัน</strong> อันดับ 1 คือ การควบคุมต้นทุนแลเพิ่มความยืดหยุ่น อันดับ 2 การรักษาความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือของการบริการ น้ำมันขึ้นได้แต่อย่าให้ขาด เพราะผลกระทบไม่ได้อยู่ที่บริษัทขนส่งอย่างเดียว แต่กระทบไปยังผู้บริโภคด้วย อันดับ 3 การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน อันดับ 4 การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก สำหรับการขนส่ง และ อันดับ 5 การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่ง</p>
<p><strong>จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาครัฐควรเร่งดำเนินการสนับสนุนเรื่องใดมากที่สุดเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ รับมือและเดินหน้าสู่ </strong><strong>Decarbonization ได้ต่อเนื่อง</strong></p>
<p>อันดับ 1 มาตรการช่วยลดต้นทุนระยะสั้น เช่น ค่าพลังงาน ค่าขนส่ง ประกันภัย อันดับ 2 การเร่งลงทุนในพลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ อันดับ 3 และ อันดับ 4 การสนับสนุนเส้นทางขนส่งทางรางและท่าเรือชายฝั่ง และ การผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ และ อันดับ 5 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัล</p>
<p><em>“จากการสอบถามความเห็นภาคธุรกิจโลจิสติกส์ มองว่า<strong> ความเสี่ยง</strong> คือ ราคาน้ำมัน ซึ่งหลายบริษัทพยายามส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก แต่ยังไม่ใช่เรื่องง่ายนัก โดยเฉพาะการรอเทคโนโลยีมาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกันเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนสู่กรีนโลจิสติกส์ ดังนั้น​ ภาคการขนส่งจำเป็นต้องลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันเพียงอย่างเดียว และ​เร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะภาคขนส่งในประเทศไทยที่ราว 90% จากกว่า​​ 40,000​​ บริษัท  ยังเป็นกลุ่ม​ SME  มีไม่ถึง 10% ที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้น หากจะขับเคลื่อน Decarbonization ให้ได้ทั้งเซกเตอร์ ต้องมองการช่วยเหลือการเปลี่ยนผ่านในกลุ่ม SME ด้วย&#8221;</em></p>
<p><strong>EVAT แนะรัฐผลักดัน EV Ecosystem</strong></p>
<p>ด้าน <strong>สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)</strong> แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างภาระต่อประชาชน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจในวงกว้าง พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้มากขึ้นในระยะยาว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41035 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ภาพแนบเพิ่มเติม-1_0-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" /></p>
<p>ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ แม้​​รัฐบาลจะ​​ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมัน​หลายด้าน แต่ในเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งวางรากฐานด้านพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป โดย <strong>&#8216;ยานยนต์ไฟฟ้า&#8217;</strong> ถือเป็นหนึ่งทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ทั้งมิติด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต</p>
<p>กระแสตอบรับจากผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเทรนด์และยอดจองยานยนต์ไฟฟ้าในงาน Motor Show ปีนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนไทยเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับตัวสู่การใช้พลังงานรูปแบบใหม่ที่สะอาด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากกว่าเดิม</p>
<p>ดังนั้น การผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องการจำหน่ายรถ แต่ต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบและครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ ระบบข้อมูลกลาง มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ ตลอดจนการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคเพื่อลดความกังวลในการใช้งานจริง และทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยภายใต้นโยบาย<strong> 30@30</strong> ที่มุ่งให้การผลิตยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์มีสัดส่วน 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด และผลักดันให้การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50% ภายในปี 2030 เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว</p>
<figure id="attachment_41040" aria-describedby="caption-attachment-41040" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41040 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/EV-Truck2.jpg" alt="" width="1200" height="786" /><figcaption id="caption-attachment-41040" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>5 ข้อเสนอ จากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย</strong></p>
<p>ข้อเสนอของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยดังกล่าว เป็นผลจากการระดมความคิดเห็นร่วมกับคณะกรรมการสมาคมในการประชุมประจำเดือนช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีข้อเสนอสำคัญ 5 ประการ ได้แก่</p>
<p>1. ส่งเสริมให้ภาครัฐนำร่องใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐมากขึ้น</p>
<p>2. สนับสนุนการเร่งขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น</p>
<p>3. ผลักดันการจัดทำแอปพลิเคชันกลางโดยภาครัฐ เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานีชาร์จจากทุกผู้ให้บริการให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก</p>
<p>4. เสนอให้มีการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และลดการบริโภคน้ำมันในระยะยาว</p>
<p>5. เร่งสร้างความเชื่อมั่นทั้งระบบ เช่น บริการหลังการขาย สต็อกอะไหล่ สินเชื่อ ประกันภัย การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน ทักษะฝีมือช่าง เป็นต้น</p>
<p>สมาคมฯ เห็นว่า ข้อเสนอทั้ง 5 ประการนี้ เป็นแนวทางที่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงในระยะอันใกล้ หากได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41036 size-large aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Main-Picture_นายสุโรจน์-แสงสนิท-ที่งาน-Motor-Show-2026_0-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" /></p>
<p><strong>คุณสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย</strong> กล่าวว่า  วิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้กับประชาชนอย่างจริงจัง ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และนำพาประเทศไปสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืนมากขึ้น</p>
<p>ข้อเสนอของสมาคมฯ เป็นข้อเสนอที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาครัฐ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง เราเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/middle-east-war-drive-energy-transition/">&#8216;สงครามตะวันออกกลาง&#8217; วิกฤตราคาน้ำมัน แต่เร่งการ​เปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และโอกาสขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เซ็นทารา ปั้นแลนด์มาร์กใหม่ชะอำ-หัวหิน &#8216;คาเฟ่สวนสนลอย&#8217; พร้อมแชร์พื้นที่สร้าง &#8216;ตลาดนัดชุมชนในโรงแรม&#8217; ย้ำแนวคิด Sustainable Experience Destination</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/centara-suan-son-loy-new-landmark/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Apr 2026 14:31:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Centara]]></category>
		<category><![CDATA[Destination]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Landmark]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Experience Destination]]></category>
		<category><![CDATA[คาเฟ่รักษ์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[ชะอำ -หัวหิน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดนัดชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยวยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สวนสนลอย]]></category>
		<category><![CDATA[อัษฎางค์ สุขวิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทารา]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทารา ไลฟ์]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41013</guid>

					<description><![CDATA[<p>เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน ตอกย้ำแนวคิด Sustainable Experience Destination พื้นที่​พักผ่อนสีเขียวริมทะเลแห่งใหม่ เปิด​ &#8216;คาเฟ่สวนสนลอย&#8217; และทุกวันเสาร์ที่สองของเดือนยังจัด &#8216;ตลาดนัดชุมชนในโรงแรม&#8217; ตอบโจทย์การท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่าในระยะยาว ทั้งมิติของสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการเชื่อมโยงการเติบโตร่วมกับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน สำหรับชื่อ &#8216;สวนสนลอย&#8217; สามารถ​สะท้อนถึงความเชื่อมโยง​กับธรรมชาติและพื้นที่ได้อย่างชัดเจน  เนื่องจากเป็น​ชื่อถนนที่ร้านตั้งอยู่ ซึ่งเชื่อมระหว่างชะอำและหัวหิน และเป็นพื้นที่ชุมชนชาวประมงพื้นบ้าน ​สะท้อนภาพการผสมผสานการออกแบบเพื่อ​รักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศไว้ และให้คาเฟ่แห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สีเขียวที่มีความอุดมสมบูรณ์  ตามแนวทางความยั่งยืนแลัการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างเป็นมิตร คุณอัษฎางค์ สุขวิเศษ ผู้จัดการทั่วไป เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เปิดเผยว่า ทางโรงแรมจัดสรรพื้นที่ราว 1 ไร่ จากพื้นที่โรงแรมรวม 7 ไร่ สำหรับพัฒนา &#8216;คาเฟ่สวนสนลอย&#8216; เพื่อให้เป็นพื้นที่สีเขียวและแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของชะอำ-หัวหิน และอยากให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านเส้นทางนี้ต้องแวะพักผ่อน ด้วยบรรยากาศความเป็นธรรมชาติที่เงียบสงบ ร่มรื่น ริมทะเล ​จากจุดเด่นของพื้นที่ ด้วยต้นไทรคู่ขนาดใหญ่ อายุกว่า 80 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/centara-suan-son-loy-new-landmark/">เซ็นทารา ปั้นแลนด์มาร์กใหม่ชะอำ-หัวหิน &#8216;คาเฟ่สวนสนลอย&#8217; พร้อมแชร์พื้นที่สร้าง &#8216;ตลาดนัดชุมชนในโรงแรม&#8217; ย้ำแนวคิด Sustainable Experience Destination</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน</strong> ตอกย้ำแนวคิด Sustainable Experience Destination พื้นที่​พักผ่อนสีเขียวริมทะเลแห่งใหม่ เปิด​ <strong>&#8216;คาเฟ่สวนสนลอย&#8217;</strong> และทุกวันเสาร์ที่สองของเดือนยังจัด <strong>&#8216;ตลาดนัดชุมชนในโรงแรม&#8217;</strong> ตอบโจทย์การท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่าในระยะยาว ทั้งมิติของสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการเชื่อมโยงการเติบโตร่วมกับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-41013"></span></p>
<p>สำหรับชื่อ<strong> &#8216;สวนสนลอย&#8217;</strong> สามารถ​สะท้อนถึงความเชื่อมโยง​กับธรรมชาติและพื้นที่ได้อย่างชัดเจน  เนื่องจากเป็น​ชื่อถนนที่ร้านตั้งอยู่ ซึ่งเชื่อมระหว่างชะอำและหัวหิน และเป็นพื้นที่ชุมชนชาวประมงพื้นบ้าน ​สะท้อนภาพการผสมผสานการออกแบบเพื่อ​รักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศไว้ และให้คาเฟ่แห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สีเขียวที่มีความอุดมสมบูรณ์  ตามแนวทางความยั่งยืนแลัการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างเป็นมิตร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41014 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/GM1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>คุณอัษฎางค์ สุขวิเศษ</strong> ผู้จัดการทั่วไป เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เปิดเผยว่า ทางโรงแรมจัดสรรพื้นที่ราว 1 ไร่ จากพื้นที่โรงแรมรวม 7 ไร่ สำหรับพัฒนา &#8216;<strong>คาเฟ่สวนสนลอย</strong>&#8216; เพื่อให้เป็นพื้นที่สีเขียวและแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของชะอำ-หัวหิน และอยากให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านเส้นทางนี้ต้องแวะพักผ่อน ด้วยบรรยากาศความเป็นธรรมชาติที่เงียบสงบ ร่มรื่น ริมทะเล ​จากจุดเด่นของพื้นที่ ด้วยต้นไทรคู่ขนาดใหญ่ อายุกว่า 80 ปี ให้ทั้งความสวยงาม และสร้างร่มเงา เหมาะสำหรับการเป็นอีกหนึ่งจุดแวะพักและเช็คอินสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านเส้นทางชะอำ -หัวหิน รวมทั้งรองรับแขกที่มาพักภายในโรงแรมซึ่งมีทั้งคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของโรงแรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41017 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Cafe3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41020 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Photo-757.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ไม่เพียงความสวยงามของพื้นที่ และ​ความใกล้ชิดธรรมชาติแล้ว ​คาเฟ่แห่งนี้ยัง​ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนความยั่งยืน ทั้งการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงทั้งวิถีธรรมชาติ วิถีชุมชน รวมทั้งยัง​ส่งเสริมการสร้างอาชีพ และรายได้เพิ่มให้ผู้คนในชุมชน ทั้งการออกแบบร้านให้มีความโปร่งโล่ง เพื่อลดการใช้พลังงาน การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์กาแฟ และวัตถุดิบที่เป็น​ออร์แก​นิกเพื่อทำเมนูอาหารและเครื่องดื่มภายในคาเฟ่ รวมทั้งการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม​ เพื่อตอบโจทย์การทำธุรกิจอย่างยั่งยืนได้ครบทุกมิติ&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41021 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Pizza.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41022 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Photo-871.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ทุกวันเสาร์ที่สองของทุกเดือน ทางรีสอร์ทยังเปิดพื้นที่เป็น &#8216;ตลาดนัดชุมชนสวนสนลอย&#8217; เพิ่มโอกาสให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ ไปจนถึงช่างฝีมือในท้องถิ่น มีพื้นที่สำหรับจำหน่ายสินค้าหรือผลผลิตของตัวเองเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวเพชรบุรีอย่างใกล้ชิด ผ่านสินค้าชุมชนหลากหลายกว่า 40 ร้านค้า ในราคาจับต้องได้ง่าย เต็มพื้นที่ราว 1 ไร่นี้ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ขนม ผลไม้ท้องถิ่น ไปจนถึงเสื้อผ้า เครื่องประดับ ที่สะท้อนศิลปะ และ​งานช่างฝีมือ​ เพื่อสะท้อนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของท้องถิ่นได้อีกทางหนึ่ง โดยร้านค้าในพื้นที่ตลาดจะเริ่มตั้งและมีความคึกคักในช่วงบ่ายๆ ราว 16.00 น. ถึงช่วงเวลาประมาณ 21.00 น.</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41019 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/MKT1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41023 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/4.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41024 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Shop-Bloom2.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><em>&#8220;ร้านค้าที่เข้ามาขายของ จะเสียค่าพื้นที่เพียงร้านละ 50 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลพื้นที่ รวมทั้งบริหารจัดการขยะต่างๆ ซึ่งไม่เพียงแค่เปิดโอกาสให้พ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ แต่ยังรวมถึงพนักงานของโรงแรม ก็สามารถลงทะเบียน เพื่อจอง​พื้นที่เปิดร้านได้ด้วยเช่นกัน โดยการจัดสรรพื้นที่จะพยายามเน้นให้มีร้านค้าที่มีสินค้าหลากหลายประเภท ไม่ซ้ำซ้อนกัน รวมทั้งเงื่อนไขให้ทุกร้านค้า ต้องใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก และให้ความสำคัญเรื่องของการแยกขยะภายในพื้นที่ตลาด รวมทั้งกิจกรรมเวิร์คช้อป ทำป้ายชื่อร้านจากวัสดุรักษ์โลก เพื่อลดปริมาณการใช้พลาสติกภายในพื้นที่&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41027 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Paint1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41028 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/PET.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน ยังมุ่งมั่นยกระดับการให้บริการภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน STGs ระดับ 5 ดาว พร้อมขับเคลื่อนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง อาทิ Bike for Good, Please Reuse Me และ My Green Day นอกจากนี้ รีสอร์ทยังมีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อลดการใช้น้ำ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงระบบประหยัดพลังงานภายในพื้นที่รีสอร์ท เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างสมดุลระหว่างการให้บริการ การดูแลทรัพยากร และการเติบโตในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41025 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Garden-Singer1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41026 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Market2.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ท้ังนี้ การขับเคลื่อน &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ของเซ็นทาราสะท้อนความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน ภายใต้แนวทาง &#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217; (Central Tham) ของบริษัทแม่อย่างกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ท้องถิ่น ผ่านการสนับสนุนผู้ผลิตในพื้นที่ การเลือกใช้วัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ และการดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมทุกมิติ เพื่อให้โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา สามารถส่งเสริมได้ทั้งการท่องเที่ยวที่อบอุ่น มีความหมาย และเติบโตไปพร้อมกับชุมชนได้ในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41015 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/3.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41016 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/2.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/centara-suan-son-loy-new-landmark/">เซ็นทารา ปั้นแลนด์มาร์กใหม่ชะอำ-หัวหิน &#8216;คาเฟ่สวนสนลอย&#8217; พร้อมแชร์พื้นที่สร้าง &#8216;ตลาดนัดชุมชนในโรงแรม&#8217; ย้ำแนวคิด Sustainable Experience Destination</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คนขับ-ไรเดอร์ผู้หญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/women-in-ride-hailing-and-delivery/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Apr 2026 11:44:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[ASEAN]]></category>
		<category><![CDATA[Delivery]]></category>
		<category><![CDATA[Driver]]></category>
		<category><![CDATA[GRAB]]></category>
		<category><![CDATA[Inclusion ​]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[Kantar]]></category>
		<category><![CDATA[Platform]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[Ride-hailing]]></category>
		<category><![CDATA[Rider]]></category>
		<category><![CDATA[UNGC]]></category>
		<category><![CDATA[Women]]></category>
		<category><![CDATA[Women in the Driver’s Seat]]></category>
		<category><![CDATA[เดวิด โฟการ์ตี]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ โฮลดิ้งส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40994</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศสิงคโปร์ (United Nations Global Compact Network Singapore) แกร็บ (Grab) ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกันตาร์ (Kantar) บริษัทวิจัยชั้นนำ ร่วมเปิดเผยรายงานวิจัย “การส่งเสริมและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้หญิงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านบริการเรียกรถและเดลิเวอรี” (Women in the Driver’s Seat: Driving Economic Inclusion for Southeast Asia’s Women through Ride-Hailing and Delivery) โดยศึกษาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั้งชายและหญิงจำนวน 42,000 คนใน 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม เพื่อวิเคราะห์แรงจูงใจ อุปสรรคและผลกระทบเชิงบวกจากการให้บริการบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงทั่วทั้งภูมิภาค งานวิจัยดังกล่าวระบุว่า ผู้หญิงจำนวนกว่า 40 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญ มีศักยภาพสูง และถือเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมในการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในการให้บริการรับส่งผู้โดยสาร (Driver) และเดลิเวอรี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/women-in-ride-hailing-and-delivery/">คนขับ-ไรเดอร์ผู้หญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศสิงคโปร์</strong> (United Nations Global Compact Network Singapore) <strong>แกร็บ</strong> (Grab) ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ <strong>และกันตาร์</strong> (Kantar) บริษัทวิจัยชั้นนำ ร่วมเปิดเผยรายงานวิจัย <strong>“การส่งเสริมและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้หญิงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านบริการเรียกรถและเดลิเวอรี</strong>” (Women in the Driver’s Seat: Driving Economic Inclusion for Southeast Asia’s Women through Ride-Hailing and Delivery)</p>
<p><span id="more-40994"></span></p>
<p>โดยศึกษาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั้งชายและหญิงจำนวน 42,000 คนใน 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม เพื่อวิเคราะห์แรงจูงใจ อุปสรรคและผลกระทบเชิงบวกจากการให้บริการบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงทั่วทั้งภูมิภาค</p>
<p>งานวิจัยดังกล่าวระบุว่า ผู้หญิงจำนวนกว่า 40 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญ มีศักยภาพสูง และถือเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมในการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในการให้บริการรับส่งผู้โดยสาร (Driver) และเดลิเวอรี (Rider) เนื่องจากแพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยให้ผู้หญิงมีโอกาสในการสร้างรายได้ด้วยตนเอง พร้อมทลายกำแพงข้อจำกัดด้านเวลาที่เกิดจากอุปสรรคด้านความเหลื่อมล้ำภายในครอบครัว</p>
<p>พร้อมทั้งได้พบข้อมูลที่น่าสนใจในระดับภูมิภาคจากรายงานฉบับดังกล่าว ประกอบด้วย</p>
<p>&#8211;  ในปี 2568 คนขับและไรเดอร์ผู้หญิงที่ให้บริการผ่าน Grab ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท)</p>
<p>&#8211; 22% ของคนขับและไรเดอร์ผู้หญิงเผยว่า พวกเธอไม่เคยมีรายได้ประจำมาก่อนที่จะสมัครให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งคนกลุ่มนี้มีสัดส่วนสูงกว่าผู้ชายถึง 2.4 เท่า</p>
<p>&#8211;  59% ของคนขับและไรเดอร์ผู้หญิงระบุว่า <strong>&#8216;ความยืดหยุ่น&#8217;</strong> ในด้านเวลาการทำงานถือเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นในการทำงานรูปแบบเดิม</p>
<p>&#8211;  <strong>&#8216;ความปลอดภัย&#8217;</strong> ถือเป็นปัจจัยแรกที่คนส่วนใหญ่กว่า 75% ให้ความสำคัญมากที่สุด ดังนั้น Grab จึงได้ลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟีเจอร์ AudioProtect ที่ช่วยบันทึกเสียงระหว่างการเดินทาง การถ่ายรูปยืนยันตัวตน (Selfie Verification) รวมถึงฟีเจอร์ &#8216;<strong>รับผู้โดยสารหญิงเป็นหลัก&#8217;</strong> (Women Passengers Preferred) ซึ่งช่วยสร้างความอุ่นใจและยกระดับมาตรฐาน โดย 8 ใน 10 ของคนขับผู้หญิง ยืนยันว่าฟีเจอร์เหล่านี้ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยยิ่งขึ้น</p>
<p>&#8211; 85% ของคนขับและไรเดอร์ผู้หญิง พร้อมที่จะแนะนำเพื่อนหรือคนในครอบครัวที่เป็นผู้หญิงให้เข้ามาหารายได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล</p>
<p>&#8211; 80% ของคนขับและไรเดอร์ผู้หญิงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หลังจากที่ได้ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นช่องทางหารายได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40996 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/01-Main_Grab-Women-Driver.jpg" alt="" width="1200" height="823" /></p>
<p><strong>เดวิด โฟการ์ตี</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า การส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ การสร้างโอกาสทางอาชีพที่มีคุณค่า และได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม มีส่วนสำคัญต่อการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมั่นคง โดยรายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า <em><strong>แพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถช่วยลดช่องว่างของการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานที่มีมาอย่างยาวนาน และเปิดโอกาสให้ผู้หญิงสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง</strong></em> ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานเพื่อบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน พ.ศ. 2573 (2030 Agenda for Sustainable Development) และการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสังคมภายใต้กรอบความยั่งยืน (ESG) ที่ทางสหประชาชาติได้ตั้งไว้</p>
<p><strong>เชอริล โก</strong> ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด ความยั่งยืน และการบริหารลูกค้า แกร็บ โฮลดิ้งส์ กล่าวว่า <em><strong>ผู้หญิงถือเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล สะท้อนผ่านข้อมูลบนแพลตฟอร์มของแกร็บที่พบว่า คนขับและไรเดอร์ผู้หญิงมีประสิทธิภาพในการให้บริการมากกว่าผู้ชาย โดยได้รับคะแนนเรตติ้งจากผู้ใช้บริการในระดับที่ไม่ต่างกันและมักได้รับทิปที่สูงกว่า</strong> </em>ซึ่งทำให้เราเชื่อมั่นว่า หากผู้หญิงได้รับโอกาสในการทำงานที่เหมาะสมจะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับทั้งภูมิภาค ทั้งการสร้างรายได้เพื่อนำไปต่อยอดด้านการศึกษาให้กับบุตรหลาน ไปจนถึงการสร้างธุรกิจของตัวเอง ทั้งนี้ แกร็บยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสในการเข้าถึงรายได้ให้กับผู้หญิงผ่านแพลตฟอร์มของเราต่อไป พร้อมช่วยลดข้อจำกัดต่างๆ ในชีวิต เพื่อทำให้ผู้หญิงทุกคนมั่นใจได้ว่า แกร็บเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยให้พวกเธอสามารถเลี้ยงชีพได้อย่างมีความหมายและมีอิสรภาพทางการเงิน</p>
<p>รายงานฉบับดังกล่าวยังระบุว่า การทำงานบนแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการทำงานในรูปแบบดั้งเดิม ทั้งยังเป็นตัวช่วยสำคัญในการลดช่องว่างด้านความเท่าเทียมทางเพศ โดยแกร็บถือเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้หญิงสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและคนรอบข้าง ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการภาระหน้าที่ส่วนตัวได้อย่างสมดุล</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/women-in-ride-hailing-and-delivery/">คนขับ-ไรเดอร์ผู้หญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;อิฐบล็อกช่องลมจากเปลือกหอยแมลงภู่&#8217; นวัตกรรม Bio Responsive Block เปลี่ยน​ขยะประมง​สู่วัสดุก่อสร้างมูลค่าสูง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/bio-responsive-block/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 01:56:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Bio Responsive Block]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Ecofriendly]]></category>
		<category><![CDATA[Green Construction]]></category>
		<category><![CDATA[Waste to Value]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะประมง]]></category>
		<category><![CDATA[ลดขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[อิฐบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[อิฐบล็อกช่องลมจากเปลือกหอยแมลงภู่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40945</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;Bio Responsive Block อิฐบล็อกช่องลมจากเปลือกหอยแมลงภู่&#8217; ​อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ซึ่งต่อยอดมาจากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของ ผศ.ดร.รันดา อดุลเดชจรัส อาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรมภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากการ​ศึกษาการสร้างมูลค่าเพิ่มให้​เปลือกหอยเชอรีและหอยแมลงภู่ในฐานะวัสดุก่อสร้าง เพื่อเปลี่ยน​ &#8216;ขยะ&#8217; จากชุมชนชาวประมง มาสู่วัสดุที่มีคุณค่าในทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ชุมชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม โครงการวิจัย Bio Responsive Block ได้นำเปลือกหอยแมลงภู่ซึ่งเป็นขยะที่พบได้ตามชุมชนชาวประมงแนวชายฝั่งทะเลประเทศไทย ซึ่งถูกทิ้งไว้หลายปีและมีปริมาณการทิ้ง​สะสมอยู่นับล้านกิโลกรัม ขณะที่ภาคการก่อสร้างต่างพยายามพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้ได้วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ นำมาสู่การใช้ขยะจากเปลือกหอยมาแปรสภาพเป็นปูนขาว เพื่อทดแทนการใช้ปูนซิเมนต์ โดยได้เปลี่ยนกระบวนการในการแปรสภาพ จากที่ต้อง​นำเปลือกหอยไปเผาในอุณหภูมิสูงมาเป็นการใช้วิธีการบด เพื่อให้ชาวบ้านในชุมชนสามารถทำได้ รวมทั้งลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการเผา และยังตอบโจทย์สำหรับการทำงานในระดับวิสาหกิจชุมชนอีกด้วย หัวใจของ Bio Responsive Block อยู่ที่การผสมระหว่างเปลือกหอยบดกับปูนเทอร์ราซโซ (Terrazzo) ที่แม้ว่าการบดอาจจะทำให้ผงปูนที่ได้ไม่บริสุทธิ์เท่าการเผา และใช้เวลามากกว่า แต่ขณะเดียวกันกลับทำให้ พื้นผิวของบล็อกมีความสวยงาม​เป็นเอกลัษณ์จากเปลือกหอยแมลงภู่สดที่มีสีเขียวเข้มและมีความแข็ง เมื่อผ่านการบดและนำมาผสมในสัดส่วนต่าง ๆ จะทำให้ผิวหน้าของบล็อกมีโทนสีตั้งแต่น้ำตาลอ่อนไปจนถึงน้ำตาลเข้มที่ดูเป็นธรรมชาติ  โดยส่วนผสมในอัตราส่วนที่เหมาะสม คือใช้เทอราซโซ่ไม่เกิน 30% เพื่อรักษาความแข็งแรงของโครงสร้างไว้ได้ สำหรับขั้นตอนการผลิต เริ่มจากรวบรวมเปลือกหอยจากชุมชน ล้างทำความสะอาด ตาก แล้วบดให้ละเอียดจนได้ผงคล้ายแป้ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/bio-responsive-block/">&#8216;อิฐบล็อกช่องลมจากเปลือกหอยแมลงภู่&#8217; นวัตกรรม Bio Responsive Block เปลี่ยน​ขยะประมง​สู่วัสดุก่อสร้างมูลค่าสูง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>&#8216;Bio Responsive Block </strong><strong>อิฐบล็อกช่องลมจากเปลือกหอยแมลงภู่&#8217;</strong> ​อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ซึ่งต่อยอดมาจากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของ <strong>ผศ.ดร.รันดา </strong><strong>อดุลเดชจรัส อาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรมภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong></p>
<p><span id="more-40945"></span></p>
<p>จากการ​ศึกษาการสร้างมูลค่าเพิ่มให้​เปลือกหอยเชอรีและหอยแมลงภู่ในฐานะวัสดุก่อสร้าง เพื่อเปลี่ยน​ &#8216;ขยะ&#8217; จากชุมชนชาวประมง มาสู่วัสดุที่มีคุณค่าในทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ชุมชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม</p>
<p>โครงการวิจัย <strong>Bio Responsive Block</strong> ได้นำเปลือกหอยแมลงภู่ซึ่งเป็นขยะที่พบได้ตามชุมชนชาวประมงแนวชายฝั่งทะเลประเทศไทย ซึ่งถูกทิ้งไว้หลายปีและมีปริมาณการทิ้ง​สะสมอยู่นับล้านกิโลกรัม ขณะที่ภาคการก่อสร้างต่างพยายามพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้ได้วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40949 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Bio-Block6.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>นำมาสู่การใช้ขยะจากเปลือกหอยมาแปรสภาพเป็นปูนขาว เพื่อทดแทนการใช้ปูนซิเมนต์ โดยได้เปลี่ยนกระบวนการในการแปรสภาพ จากที่ต้อง​นำเปลือกหอยไปเผาในอุณหภูมิสูงมาเป็นการใช้วิธีการบด เพื่อให้ชาวบ้านในชุมชนสามารถทำได้ รวมทั้งลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการเผา และยังตอบโจทย์สำหรับการทำงานในระดับวิสาหกิจชุมชนอีกด้วย</p>
<p>หัวใจของ Bio Responsive Block อยู่ที่การผสมระหว่างเปลือกหอยบดกับปูนเทอร์ราซโซ (Terrazzo) ที่แม้ว่าการบดอาจจะทำให้ผงปูนที่ได้ไม่บริสุทธิ์เท่าการเผา และใช้เวลามากกว่า แต่ขณะเดียวกันกลับทำให้ พื้นผิวของบล็อกมีความสวยงาม​เป็นเอกลัษณ์จากเปลือกหอยแมลงภู่สดที่มีสีเขียวเข้มและมีความแข็ง เมื่อผ่านการบดและนำมาผสมในสัดส่วนต่าง ๆ จะทำให้ผิวหน้าของบล็อกมีโทนสีตั้งแต่น้ำตาลอ่อนไปจนถึงน้ำตาลเข้มที่ดูเป็นธรรมชาติ  โดยส่วนผสมในอัตราส่วนที่เหมาะสม คือใช้เทอราซโซ่ไม่เกิน 30% เพื่อรักษาความแข็งแรงของโครงสร้างไว้ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40950 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Bio-Block5.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>สำหรับขั้นตอนการผลิต เริ่มจากรวบรวมเปลือกหอยจากชุมชน ล้างทำความสะอาด ตาก แล้วบดให้ละเอียดจนได้ผงคล้ายแป้ง ผงที่ได้นำมาผสมกับปูนเทอร์ราซโซในสัดส่วนที่กำหนด ผสมน้ำ คลุกเคล้า เทหล่อลงแม่พิมพ์ รอแห้ง แกะออก แล้วขัดผิวด้วยมือ</p>
<p>ทั้งนี้ ตลอดสายการผลิตอิฐบล็อกช่องลม ใช้เพียงอุปกรณ์ที่หาได้ในครัวเรือน เพื่อให้คนใน​ชุมชนที่แม้ไม่เคยมีความรู้ด้านวัสดุมาก่อนก็สามารถทำได้ รวมทั้งมีการส่งต่อองค์ความรู้ให้แก่กัน เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชนที่สามารถเปลี่ยนมุมมองต่อเปลือกหอย จากขยะสู่การเป็นวัตถุดิบที่มีค่าและสร้างมูลค่าให้ชุมชนได้</p>
<p>ทุกชิ้นส่วนของเปลือกหอยถูกใช้งานในหลายๆ กระบวนการ เปลือกหอยที่สวยงามจะถูกคัดออกมาสำหรับเป็นผิวหน้าของบล็อก ส่วนที่เหลือจะถูกบดเป็นผงผสมในเนื้อวัสดุ ซึ่งในอนาคตยังมีแผนผสมหินมงคลตามหลักฮวงจุ้ยเข้าไปในสูตรด้วย เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับสีและพลังงานของวัสดุ รวมท้ังช่วยเพิ่มมิติความหมายและคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ให้​ผลิตภัณฑ์ได้อีกทางหนึ่ง</p>
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40951 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Bio-Block1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></div>
<div></div>
<div>บล็อกช่องลม ยังตอบโจทย์ภูมิอากาศประเทศไทย ที่มีทั้งความร้อนและความชื้นสูงตลอดปี รูปแบบช่องลมของบล็อกจึงออกแบบมาให้อากาศไหลผ่านได้ ช่วยระบายความร้อนและเพิ่มการหมุนเวียนอากาศภายในอาคารโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบปรับอากาศ นอกจากนี้ Pattern ของช่องลมยังสร้างแสงและเงาที่ไหลเข้ามาในพื้นที่อย่างสวยงาม เพิ่มบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาให้กับสถาปัตยกรรม</div>
<div></div>
<div>การออกแบบอิฐบล็อกช่องลม เน้นไปที่การตกแต่ง (Interior Design) มากกว่าการรับแรงทางโครงสร้าง จึงเหมาะกับการใช้เป็น Highlight Wall หรือผนังเด่นในบ้านพักอาศัย รีสอร์ต คาเฟ หรืออาคารที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติและความยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งผนัง อาจเลือกเพียงจุดที่ต้องการเน้น หรือหากนำไปใช้ภายนอกอาคาร การเคลือบผิว (Coating) ที่เหมาะสมจะช่วยให้วัสดุทนต่อน้ำและแสงแดดได้ยาวนานยิ่งขึ้น</div>
<div></div>
<div>ในอนาคต ผศ.ดร.รันดา มีแนวคิด​เพิ่มเส้นใยธรรมชาติจากพืชท้องถิ่น เช่น เส้นใยต้นตาลหรือพืชอื่น ๆ เข้าไปในผนัง เพื่อเพิ่มคุณสมบัติฉนวนความร้อน ช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคาร ซึ่งจะทำให้ตอบโจทย์เรื่องการประหยัดพลังงานในสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นได้ยิ่งขึ้น</div>
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40952 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Bio-Block3.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></div>
<div></div>
<div>การพัฒนางานวิจัยชิ้นนี้ จะสนับสนุนให้ชุมชนชาวประมงที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้หลายช่องทางพร้อมกัน ทั้งจากการขายหอยดองที่ทำอยู่แล้ว จากการแปรรูปเปลือกหอยเป็นผลิตภัณฑ์ และการเปิดรับนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ภาพในอนาคตที่อาจารย์เห็นคือชุมชนที่นักท่องเที่ยวสามารถมาเรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการเลี้ยงหอยในทะเล การเก็บเกี่ยว การแปรรูปเนื้อหอย ไปจนถึงการทำผลิตภัณฑ์จากเปลือกหอยด้วยสองมือ นั่นคือการท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้ที่ให้ทั้งประสบการณ์และมีความหมายต่อสิ่งแวดล้อม</div>
<div></div>
<div><em>&#8220;โมเดลนี้สามารถขยายไปยังพื้นที่ชายฝั่งอื่น ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพราะแคลเซียมคาร์บอเนตไม่ได้มีแค่ในเปลือกหอยแมลงภู่ แต่ทั้งในหอยนางรม หอยเชอรี หรือหอยลายก็ล้วนมีศักยภาพเช่นเดียวกัน เราไม่ได้ออกแบบให้มันเป็น Case Study ของชุมชนเดียว แต่อยากให้มันเป็นแรงบันดาลใจที่โมเดลนี้สามารถทำได้ต่อไปในอนาคต&#8221; </em> ผศ. ดร.รันดา กล่าวทิ้งท้าย</div>
<div>​</div>
<div><strong>ข้อมูลโดย : ชินวัตร โพนเมืองหล้า</strong></div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/bio-responsive-block/">&#8216;อิฐบล็อกช่องลมจากเปลือกหอยแมลงภู่&#8217; นวัตกรรม Bio Responsive Block เปลี่ยน​ขยะประมง​สู่วัสดุก่อสร้างมูลค่าสูง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มอง &#8216;การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050 ภาคพลังงานไทย&#8217; ป่าสาละ พัฒนา Net Zero Tracker เช็คลิสต์​เป้าหมาย​ &#8216;ทำจริง&#8217; หรือ&#8217;ฟอกเขียว&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/sal-forest-net-zero-tracker/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Apr 2026 06:45:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Aluminium Closed Loop Packaging System]]></category>
		<category><![CDATA[Bangchak]]></category>
		<category><![CDATA[banpu]]></category>
		<category><![CDATA[bcp]]></category>
		<category><![CDATA[BGRIM]]></category>
		<category><![CDATA[CKP]]></category>
		<category><![CDATA[Data]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[EGAT]]></category>
		<category><![CDATA[EGCO]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[GULF]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[Net zero tracker]]></category>
		<category><![CDATA[PTT]]></category>
		<category><![CDATA[RATCH]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[SRPC]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ป่าสาละ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าสาละ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สฤณี อาชวานันทกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40915</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ป่าสาละ จำกัด บริษัทวิจัยด้านธุรกิจยั่งยืน เปิดเผยผลการศึกษา การติดตามความก้าวหน้าด้าน &#8216;​การขับเคลื่อน​เป้าหมาย ​Net Zero 2050 ของภาค​พลังงาน&#8217; ผ่านเครื่องมือที่ทางบริษัทพัฒนาขึ้นมาสำหรับติดตามการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ ภายใต้แพลตฟอร์ม &#8216;Net Zero Tracker&#8217; สำหรับแพลตฟอร์ม Net Zero Tracker (www.netzerotracker.co) ถือเป็นแพลตฟอร์มแรกของประเทศไทย ที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับใช้​ติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้า การดำเนินการสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ  Net Zero ของภาคธุรกิจ ภายหลังจากการประกาศเป้าหมายแล้วมีการขับเคลื่อนจริงเพื่อบรรลุเป้าหมายในแต่ละมิติอย่างไรบ้าง โดยเริ่มนำร่องใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมภาคพลังงานเป็นกลุ่มแรก และเลือกติดตามการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทสูงสุดในระบบการจัดการพลังงานของประเทศ ​รวมทั้งบริษัทพลังงาน ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวม 10 แห่ง ประกอบด้วย ​1. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย , 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) , 3. บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/sal-forest-net-zero-tracker/">มอง &#8216;การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050 ภาคพลังงานไทย&#8217; ป่าสาละ พัฒนา Net Zero Tracker เช็คลิสต์​เป้าหมาย​ &#8216;ทำจริง&#8217; หรือ&#8217;ฟอกเขียว&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บริษัท ป่าสาละ จำกัด บริษัทวิจัยด้านธุรกิจยั่งยืน เปิดเผยผลการศึกษา การติดตามความก้าวหน้าด้าน <strong>&#8216;​การขับเคลื่อน​เป้าหมาย ​Net Zero 2050 ของภาค​พลังงาน&#8217;</strong> ผ่านเครื่องมือที่ทางบริษัทพัฒนาขึ้นมาสำหรับติดตามการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ ภายใต้แพลตฟอร์ม<strong> &#8216;Net Zero Tracker&#8217;</strong></p>
<p><span id="more-40915"></span></p>
<p>สำหรับแพลตฟอร์ม <strong>Net Zero Tracker</strong> (www.netzerotracker.co) ถือเป็นแพลตฟอร์มแรกของประเทศไทย ที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับใช้​ติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้า การดำเนินการสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ  Net Zero ของภาคธุรกิจ ภายหลังจากการประกาศเป้าหมายแล้วมีการขับเคลื่อนจริงเพื่อบรรลุเป้าหมายในแต่ละมิติอย่างไรบ้าง โดยเริ่มนำร่องใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมภาคพลังงานเป็นกลุ่มแรก และเลือกติดตามการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทสูงสุดในระบบการจัดการพลังงานของประเทศ ​รวมทั้งบริษัทพลังงาน ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวม 10 แห่ง ประกอบด้วย</p>
<p>​1. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย , 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) , 3. บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) , 4. บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), 5. บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) , 6. บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), 7. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), 8. บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) , 9. บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) และ 10. บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40927 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-ksarinee.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณสฤณี อาชวานันทกุล</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท ป่าสาละ จำกัด เปิดเผยเพิ่มเติมถึงการนำร่องใช้แพลตฟอร์ม <strong>&#8216;Net Zero Tracker&#8217;</strong> <strong>(NZT)</strong> ในกลุ่มภาคอุตสาหกรรมพลังงานว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง (High Emission) ​ในสัดส่วนที่มากกว่า 70% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ขณะเดียวกันยังมีความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะการใช้พลังงานหมุนเวียนในหลากหลายรูปแบบ ทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลังงานต่างออกมาประกาศเป้าหมาย Net Zero เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ</p>
<p>นอกจากนี้ การขยับเป้าหมาย​​ระดับประเทศให้เร็วขึ้น 15 ปี พร้อมตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแผน NDC 3.0 ไว้ที่ 47% หากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนในภาคพลังงานได้ ก็จะมีส่วนช่วยผลักดันประเทศไทยไปสู่เป้าหมายได้ตามแผนที่วางไว้ ประกอบกับการขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายของภาคพลังงานมีความเสี่ยงและส่งผลกระทบต่อกลุ่ม​​ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายมิติ ทั้งกลุ่มผู้มีอิทธิพล หรือกลุ่มเปราะบาง ​การติดตามเพื่อให้เกิดกระบวนการในการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมจึงมีความสำคัญอย่างมากเช่นกัน</p>
<p>สำหรับการพัฒนาแพลตฟอร์มได้ทำการอ้างอิงเกณฑ์​การประเมินให้สอดคล้องกับแพลตฟอร์มในต่างประเทศอย่าง Climate Action 100+  ที่ศึกษาเรื่อง​การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ เพื่อประกอบการกำหนดเกณฑ์การประเมินในแต่ละมิติอย่างรอบด้าน ทำให้แพลตฟอร์มมีความแตกต่างจากมาตรฐานด้านความยั่งยืนอื่นๆ ที่อาจโฟกัสเรื่องของการรายงาน ขณะที่ Net Zero Tracker จะเน้นการติดตามเพื่อให้เกิด<strong> การแข่งขันที่ดี และการเปลี่ยนผ่านที่น่าเชื่อถือในภาคพลังงาน</strong> เนื่องจาก คะแนนที่ได้สะท้อนการขับเคลื่อนและผลการดำเนินงานจริงของแต่ละองค์กรผ่าน 4 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย 1. การกำหนดเป้าหมาย (Target)​ 2.การกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูล (Oversight and Disclosure) 3.ผลการดำเนินงาน (Performance) และ 4.การเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม (Just Transition) ซึ่งทั้ง 10 บริษัทสามารถเข้าไปดูคะแนนของตัวเองทั้งคะแนนโดยรวม คะแนนแต่ละด้าน รวมทั้งการเปรียบเทียบผลการดำเนินการของตัวเองและคู่แข่งเพื่อนำมาปรับปรุงแผนการขับเคลื่อนสู่ Net Zero ให้มีประสิทธิภาพได้เพิ่มมากขึ้น​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40926 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/re-k-sarinee.jpg" alt="" width="533" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;เครื่องมือนี้ยังสามารถเป็นตัวช่วยที่ดีของบริษัทพลังงานต่างๆ เพื่อสามารถทราบถึงสถานะในการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะเป้าหมายสู่ Net Zero รวมทั้งการพิจารณาว่ามีเกณฑ์เรื่องใดบ้างที่ยังต้องปรับปรุงหรือเร่งเครื่องให้มากขึ้น โดยเฉพาะการประเมินทั้งมิติด้านข้อมูล เป้าหมาย และผลของการขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้น ​​ทำให้ทราบว่าบริษัทต่างๆ ที่ออกมาประกาศเป้าหมาย Net Zero นั้น ได้มีการวางแผนงาน และการขับเคลื่อนจริงเป็นอย่างไร หรือมีเกณฑ์การชี้วัดอะไรบ้างที่ต้องพิจารณา ซึ่งเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมานี้สามารถสะท้อนข้อเท็จจริง และความโปร่งใสต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ในอนาคตยังสามารถนำไปเป็นแนวทางในการศึกษาหรือติดตามการขับเคลื่อนสู่ Net Zero ของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มเติมได้เช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับความสำเร็จในการพัฒนาแพลตฟอร์ม Fair Finance ซึ่งทางป่าสาละได้พัฒนามาก่อนหน้านี้ สำหรับติดตามการขับเคลื่อนความยั่งยืนในกลุ่มธุรกิจภาคการเงิน ทำให้ปัจจุบันมีความตื่นตัวด้านความยั่งยืน และมีการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเห็นการเปลี่ยนผ่านและการพัฒนาของ Sustainable Finance ได้อย่างชัดเจน และเชื่อว่าจะสามารถเกิดขึ้นในภาคพลังงานเช่นเดียวกัน&#8221;</em></p>
<p><strong>สรุปผลการประเมิน Net Zero Tracker ปีแรก พร้อม 3 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย</strong></p>
<p>ทั้งนี้ ในส่วนผล​​การประเมินของ Net Zero Tracker ในปีแรก จากการติดตาม​​การขับเคลื่อน​เป้าหมาย ​Net Zero 2050 ของภาค​พลังงาน สามารถสรุปผลการประเมินได้ต่อไปนี้</p>
<p>​- บริษัทที่ได้คะแนนสูงสุดมีจำนวน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) (BANPU) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) โดยได้ 15 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน</p>
<p>&#8211; ตามมาด้วย บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) 14.11 คะแนน, บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) 14 คะแนน, บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) 12.11 คะแนน, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP) 12 คะแนน, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (BGRIM) 11 คะแนน, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) 6 คะแนน และ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC) 2.25 คะแนน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40917 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/score-logo.png" alt="" width="1200" height="704" /></p>
<p>&#8211; พร้อมรายละเอียดการประเมิน โดยแยกในแต่ละ​มิติในการดำเนินการ ประกอบด้วย<br />
<strong>1. การกำหนดเป้าหมาย :</strong> มีบริษัท 7 แห่งที่ได้คะแนนเรื่องนี้ โดยมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 2.00 คะแนน จาก 10 คะแนน จากการประกาศเป้าหมาย Net zero ในสโคป 1 และ 2 และไม่ต่ำกว่า 95% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ขณะที่อีก 3 แห่งยังไม่ได้ประกาศเป้า Net Zero หรือมีเพียง Zero Carbon , Carbon Neutral</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40925 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Target-.png" alt="" width="1200" height="612" /></p>
<p><strong>2. การกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูล</strong> : บริษัททุกแห่งได้คะแนนในหัวข้อนี้ โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.10 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ส่วนใหญ่มีการตั้งคณะกรรมการหรือผู้บริหารที่รับผิดชอบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ รวมทั้งมีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40922 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/disclosed.png" alt="" width="1200" height="607" /></p>
<p><strong>3.ผลการดำเนินงาน</strong> : มีบริษัท 6 แห่ง เท่านั้นที่ได้คะแนนในหัวข้อนี้ โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 0.65 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน เนื่องจากมีปริมาณการปล่อย หรือความเข้มข้นในการปล่อย​ลดลงได้เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้บางแห่งจะใช้วิธีชดเชย (offsets) ขณะที่แผนลดคาร์บอนส่วนใหญ่ยังขาดรายละเอียดที่ชัดเจน อาทิ การเปิดเผยปริมาณการชดเชย ประเภทการชดเชย และใบรับรองการชดเชย เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40923 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Performance.png" alt="" width="1200" height="613" /></p>
<p><strong>4. การเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม</strong> : บริษัท 9 แห่งที่ได้คะแนนจากหัวข้อนี้ โดยคะแนนเฉลี่ยอยู่ที 1.9 เต็ม 10 ส่วนใหญ่มีการประกาศว่าจะเคารพสิทธิมนุษยชนและพร้อมเยียวยาเมื่อเกิดการละเมิด รวมทั้งบางแห่งที่มีนโยบายเฉพาะ เช่น การไม่ฟ้องปิดปากผู้ที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบริษัทในที่สาธารณะ หรือไม่ตอบโต้ผู้ร้องเรียน เป็นต้น</p>
<p><b> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40924 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Transiiton.png" alt="" width="1200" height="614" /></b></p>
<p><b>&#8211; </b>สำหรับ 3 ​ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านในภาคพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย</p>
<p>1. ภาครัฐควรประกาศแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานระดับชาติที่ชัดเจน เนื่องจาก ปัจจุบันบริษัทพลังงานยังต้องเจอความท้าทายเพราะนโยบายของภาครัฐในเรื่องนี้ยังไม่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะยังไม่มีนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานที่กำหนดปีเป้าหมายในการปลดระวางโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล (ถ่านหินและก๊าซ) ก่อนกำหนดอย่างชัดเจน หรือมีกลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม (just energy transition) ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม เพื่อจูงใจการดำเนินการของบริษัทพลังงานได้เพิ่มมากขึ้น<br />
2. ภาครัฐควรออกนโยบายสนับสนุนการแก้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทเจ้าของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น</p>
<p>3. เรื่องกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก (anti-SLAPP law) เพื่อคุ้มครองการมีส่วนร่วมของสาธารณชนในประเด็นสาธารณะ รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย Net Zero และการดำเนินธุรกิจของบริษัทพลังงานด้วย เนื่องจาก เรื่องพลังงานมักเป็นประเด็นที่ภาคประชาสังคมวิพากษ์วิจารณ์ แต่ยังไม่มีกฎหมายชัดเจนจากภาครัฐ ถ้ามีการประกาศเรื่องนี้ชัดเจน จะเป็นกลไกที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม ภาคพลังงานเองก็จะมีข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40916 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/NZT-Report.jpg" alt="" width="1200" height="600" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/sal-forest-net-zero-tracker/">มอง &#8216;การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050 ภาคพลังงานไทย&#8217; ป่าสาละ พัฒนา Net Zero Tracker เช็คลิสต์​เป้าหมาย​ &#8216;ทำจริง&#8217; หรือ&#8217;ฟอกเขียว&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ซีพีแรม เน้นบริหารซัพพลายเชนใกล้ชิดรับวิกฤต​ ขับเคลื่อน FOOD 3S ส่งเสริม &#8216;ปูม้ายั่งยืน&#8217; ตลอดห่วงโซ่ หนุนขึ้นทะเบียน &#8216;ปูม้าพุมเรียง&#8217; สินค้า GI สุราษฎร์ธานี</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/cpram-phumriang-blue-crab-conservation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 04 Apr 2026 09:50:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[CPRAM)]]></category>
		<category><![CDATA[Food 3S]]></category>
		<category><![CDATA[food safety]]></category>
		<category><![CDATA[Food Security]]></category>
		<category><![CDATA[Food Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[GI]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain Management]]></category>
		<category><![CDATA[Young Crab]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ซีพีแรม จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บันดาล สถิรชวาล]]></category>
		<category><![CDATA[ปูม้าพุมเรียง]]></category>
		<category><![CDATA[ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย]]></category>
		<category><![CDATA[วิเศษ วิศิษฏ์วิญญู]]></category>
		<category><![CDATA[สุราษฎร์ธานี]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารพร้อมทาน]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมอาหาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40843</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในฐานะผู้นำธุรกิจอาหารพร้อมทานของประเทศ บริษัท ซีพีแรม จำกัด มุ่งให้ความสำคัญในการขับเคลื่อบภารกิจเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารตามแนวทาง FOOD 3S ​ ได้แก่ Food Safety , Food Security และ Food Sustainability ​ซึ่งตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัย​​ ความมั่นคง  และความยั่งยืน ภายใน​ห่วงโซ่ธุรกิจอาหารของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง โดยมี​โครงการ &#8216;ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย&#8217; เป็นหนึ่งโครงการสำคัญที่สะท้อนการขับเคลื่อนตามปณิธาน FOOD 3S ได้อย่างชัดเจน ​ตลอดระยะเวลา 14 ปี โดยในปีนี้ได้ทำการ​ปล่อยพันธุ์ลูกปูม้าในระยะ Young Crab ซึ่งเป็นระยะที่มีโอกาสในการรอดสูง  จำนวน 2 แสนตัว และคิดเป็นจำนวนการปล่อยสะสมในพื้นที่รวมแล้ว 1.8 ล้านตัว สำหรับการขับเคลื่อนโครงการ​ ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย​ เป็นการ​ผนึกกำลังกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในพื้นที่​ ทั้งส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี, กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 3 (สุราษฎร์ธานี), บริษัท วิยะเครป [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/cpram-phumriang-blue-crab-conservation/">ซีพีแรม เน้นบริหารซัพพลายเชนใกล้ชิดรับวิกฤต​ ขับเคลื่อน FOOD 3S ส่งเสริม &#8216;ปูม้ายั่งยืน&#8217; ตลอดห่วงโซ่ หนุนขึ้นทะเบียน &#8216;ปูม้าพุมเรียง&#8217; สินค้า GI สุราษฎร์ธานี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในฐานะผู้นำธุรกิจอาหารพร้อมทานของประเทศ บริษัท ซีพีแรม จำกัด มุ่งให้ความสำคัญในการขับเคลื่อบภารกิจเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารตามแนวทาง <strong>FOOD 3S</strong> ​ ได้แก่ <strong>Food Safety , Food Security และ Food Sustainability</strong> ​ซึ่งตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัย​​ ความมั่นคง  และความยั่งยืน ภายใน​ห่วงโซ่ธุรกิจอาหารของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p><span id="more-40843"></span></p>
<p>โดยมี​โครงการ <strong>&#8216;ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย&#8217;</strong> เป็นหนึ่งโครงการสำคัญที่สะท้อนการขับเคลื่อนตามปณิธาน <strong>FOOD 3S</strong> ได้อย่างชัดเจน ​ตลอดระยะเวลา 14 ปี โดยในปีนี้ได้ทำการ​ปล่อยพันธุ์ลูกปูม้าในระยะ Young Crab ซึ่งเป็นระยะที่มีโอกาสในการรอดสูง  จำนวน 2 แสนตัว และคิดเป็นจำนวนการปล่อยสะสมในพื้นที่รวมแล้ว 1.8 ล้านตัว</p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อนโครงการ​ <strong>ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย</strong>​ เป็นการ​ผนึกกำลังกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในพื้นที่​ ทั้งส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี, กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 3 (สุราษฎร์ธานี), บริษัท วิยะเครป โปรดักส์ จำกัด กลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปูม้า (ธนาคารปู) และชาวประมงพื้นบ้าน เพื่อจัดกิจกรรมปล่อยลูกพันธุ์ปูม้าระยะ Young Crab กว่า 2 แสนตัว ณ เกาะเสร็จ บ้านพุมเรียง ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40847 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/8F0A9AC0-ADDF-4B0C-96BF-6A8AD37ACF6F.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวว่า ​โครงการ &#8216;<strong>ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย&#8217;</strong> สามารถ​ตอบโจทย์ได้ทั้งการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชนและชาวประมงในพื้นที่ เนื่องจากปูม้าเป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลักสำคัญของ​บริษัท โดยเฉพาะเมนูยอดนิยมอย่าง <strong>&#8216;ข้าวผัดปู</strong>&#8216; ​ทำให้มีการรับซื้อวัตถุดิบจำนวนมาก และช่วยสร้างรายได้ให้กับทั้งชาวประมง รวมทั้งรายได้จากการแกะเนื้อปูให้กับคนในชุมชน การมีโครงการอนุรักษ์และดูแลปูม้าในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นการรักษาความสมบูรณ์ของทรัพยากรปูม้าให้มีปริมาณเพียงพอได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนภายในพื้นที่ในการดูแลพื้นที่อาศัยของสัตว์เศรษฐกิจชุมชน ไปจนถึงการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมต่างๆ บนเกาะ เพื่อมีส่วนช่วยอนุรักษ์ทั้งความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำ ควบคู่ไปกับการช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลภายในพื้นที่ เพื่อสามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่สามารถดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นได้อีกทางหนึ่ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40848 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/23FA7AB7-9298-490B-8362-237F26510312.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณบันดาล สถิรชวาล</strong> รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ปูม้าเป็นทรัพยากรสำคัญของชาวประมงท้องถิ่น และมีบทบาทอย่างมากต่อระบบนิเวศชายฝั่ง โดยเฉพาะปูม้าในพื้นที่พุมเรียง ​มีความเป็นเอกลักษณ์จากรสชาติที่หวาน เพราะอยู่ในพื้นที่ประมงชายฝั่งอ่าวพุมเรียง-เกาะเสร็จ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นเขตที่อุดมสมบูรณ์ด้วยหญ้าทะเล มีระดับความเค็มของน้ำทะเลที่เหมาะสม และภูมิศาสตร์เอื้อต่อการอนุบาลลูกพันธุ์ปูม้า รวมทั้ง​มีการดูแลระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ​ต่อเนื่อง ทาง​จังหวัดสุราษฎร์ธานีจึงเตรียมเสนอให้ &#8216;<strong>ปูม้าพุมเรียง&#8217;</strong> เป็นอีกหนึ่งสินค้า GI หรือ​​สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ​ประเภทที่ 8 ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากปัจจุบันมีแล้ว 7 รายการ ประกอบด้วย ไข่เค็มไชยา หอยนางรมสุราษฎร์ธานี เงาะโรงเรียนนาสาร มะพร้าวเกาะพะงัน ขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี ปลาเม็งสุราษฎร์ธานี และกระท้อนคลองน้อย โดยเตรียมให้ทางกรมประมง ยื่นขอการรับรองเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน โดยคาด​ใช้เวลาราว 1 ปี  ซึ่งจะเป็นการช่วยสร้างเอกลักษณ์และความแตกต่าง​ให้​ปูม้าพุมเรียง รวมทั้งเป็นหนึ่ง​วัตถุดิบสำคัญในเมนูข้าวผัดปูของซีพีแรม ทำให้ช่วยเพิ่มการสนับสนุนสินค้า GI และเพิ่มการรับรู้ถึงแหล่งกำเนิดปูม้าพุมเรียงในวงกว้างได้อีกทางหนึ่งด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40849 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/677DA2C5-01EC-4D85-98EC-EDA7245524EB.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับสถานการณ์ธุรกิจอาหารพร้อมทานในปัจจุบันนั้น คุณวิเศษ กล่าวเพิ่มเติมว่า ซีพีแรมเป็นหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ​​โดยตรงจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลักของโลจิสติกส์หรือระบบขนส่ง และส่งผลต่อเนื่องไปสู่วัตถุดิบทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร อาหารทะเล เนื้อสัตว์ หรือผักผลไม้ต่างๆ เนื่องจาก วัตถุดิบทุกตัวจำเป็นต้องมีการขนส่งมาผลิตภายในโรงงาน รวมทั้ง​บรรจุภัณฑ์ ซึ่งเม็ดพลาสติกมีผลิตภัณฑ์ต้นทางมาจากกลุ่มปิโตรเลียม ซึ่งคาดว่าปริมาณพลาสติกในประเทศที่มีอยู่สามารถรองรับได้ถึงราวเดือนพฤษภาคม ซึ่งจำเป็นต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความผันผวนในระดับสูง และแตกต่างกันไปตามประเภทสินค้าและสถานการณ์ตลาดในแต่ละช่วงเวลา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40852 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/FB42A33A-8739-4398-A219-20F187370EB7.jpg" alt="" width="1200" height="901" /></p>
<p><em>&#8220;ด้วยภาวะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการอาหาร​ทั้งรายเล็ก และรายใหญ่ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น และเชื่อว่าจะมีหลายรายที่ไม่สามารถแบกรับไหว และจะทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าในอนาคตอันใกล้  ขณะที่การปรับตัวของซีพีแรม จะไม่เลือกการขึ้นราคาเป็นทางเลือกแรก แต่จะ​</em><em>ใช้วิธีบริหารจัดการภายในซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อสามารถลดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง ชดเชยกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น  และการบริหารความเสี่ยงเพื่อป้องกัน​การขาดแคลนบรรจุภัณฑ์ โดยยืนยันจุดยืนของ​ซีพีแรมในการตรึงราคาไว้ให้นานที่สุด ​เพื่อมีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคให้สามารถเข้าถึงอาหารคุณภาพดี ในราคาประหยัดให้ได้นานที่สุด ส่วนการปรับราคาในอนาคต จะพิจารณาผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ  อาทิ ระดับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถบริหารจัดการได้อีกต่อไป ความผันผวนของราคาพลังงานและนโยบายของประเทศมหาอำนาจ ตลอดจนความเสี่ยงด้านการขาดแคลนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ หากสถานการณ์ดังกล่าวรุนแรงถึงจุดที่บริษัทไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ บริษัทจึงจะพิจารณาปรับราคา โดยยืนยันว่า ซีพีแรมจะเป็น​ &#8216;รายสุดท้าย&#8217; ที่จะทำการปรับขึ้นราคาสินค้า&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40850 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/FC3E5141-3B64-4688-AD5A-44905657E104.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อนโครงการ &#8216;<strong>ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย&#8217;</strong> เป็นหนึ่งโครงการที่สะท้อนความมุ่งมั่นของซีพีแรม ในการให้ความสำคัญต่อการสร้างความยั่งยืนในระบบ Food Supply Chain ซึ่งดำเนินการ​ต่อเนื่องมากว่า 14 ปี และ​เป็นกรณีศึกษาการจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทานของซีพีแรม หรือ <strong>Supply Chain Management</strong> ที่เกิดผลตามปณิธาน <strong>FOOD 3S</strong> ขององค์กร โดยผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ อันได้แก่ ชาวประมง , บริษัท วิยะเครปโปรดักส์ จำกัด (ผู้ส่งมอบ   เนื้อปู) , บริษัท ซีพีแรม จำกัด (ผู้ผลิตอาหาร) และผู้บริโภค รวมถึงศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 3  (สุราษฎร์ธานี) ผู้สนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อให้การจัดการอนุรักษ์คุ้มครอง และการพัฒนาการประมงปูม้าในทะเลไทยบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>ตลอด 14 ปีของโครงการ ​<strong>ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย </strong>ยังสะท้อนจุดยืนของซีพีแรมในฐานะผู้ผลิตอาหารพร้อมรับประทานที่ให้ความสำคัญ ใส่ใจทั้งต่อผู้บริโภค ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ขององค์กร โดยซีพีแรมดำเนินธุรกิจเคียงข้างสังคมอย่างเกื้อกูลมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อมั่นว่าการส่งมอบอาหารคุณภาพ ปลอดภัย ต้องควบคู่กับการดูแลโลกใบนี้อย่างยั่งยืน เพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40851 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/F551229B-0364-48C2-B461-E72E358BC1BC.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/cpram-phumriang-blue-crab-conservation/">ซีพีแรม เน้นบริหารซัพพลายเชนใกล้ชิดรับวิกฤต​ ขับเคลื่อน FOOD 3S ส่งเสริม &#8216;ปูม้ายั่งยืน&#8217; ตลอดห่วงโซ่ หนุนขึ้นทะเบียน &#8216;ปูม้าพุมเรียง&#8217; สินค้า GI สุราษฎร์ธานี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
