<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Trending &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/category/trending/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Mon, 08 Jun 2026 12:03:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Trending &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>GC ยกระดับมาบตาพุด &#8216;ฐานธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำแห่งภูมิภาค&#8217; ผนึกพันธมิตรเร่งเครื่อง Green &#038; Bio และ Specialty Chemicals</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/gc-hilight-map-ta-phut-base-to-regional-base/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 Jun 2026 12:00:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[GC]]></category>
		<category><![CDATA[Green & Bio]]></category>
		<category><![CDATA[High Value]]></category>
		<category><![CDATA[High Value & Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Map Ta Phut]]></category>
		<category><![CDATA[Mitsubishi Corporation]]></category>
		<category><![CDATA[Partnership]]></category>
		<category><![CDATA[PTT Global Chemical]]></category>
		<category><![CDATA[PTTGC]]></category>
		<category><![CDATA[Specialty Chemicals]]></category>
		<category><![CDATA[Toray]]></category>
		<category><![CDATA[Toray Industries Inc.]]></category>
		<category><![CDATA[Value Chain]]></category>
		<category><![CDATA[ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ปิโตรเคมี]]></category>
		<category><![CDATA[พันธมิตร]]></category>
		<category><![CDATA[มาบตาพุด]]></category>
		<category><![CDATA[เคมีภัณฑ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42299</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ทั้ง Toray Industries, Inc. และ Mitsubishi Corporation เร่งพัฒนาธุรกิจ Green &#38; Bio ตั้งแต่การต่อยอดวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรสู่วัสดุชีวภาพมูลค่าสูง ไปจนถึงการขยายตลาดผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดมาจากโรงกลั่นชีวภาพสู่ลูกค้าและเจ้าของแบรนด์ในระดับสากล สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ GC ในการยกระดับมาบตาพุดให้เป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาค และรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำในระยะยาว ความร่วมมือดังกล่าวต่อยอดจากจุดแข็งของ GC ที่มีโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ควบคู่กับความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย ความต่อเนื่องในการพัฒนาธุรกิจ Green &#38; Bio และการต่อยอดธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Chemicals) จุดแข็งเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญที่ GC ใช้ในการเดินหน้าประสานความร่วมมือกับพันธมิตรระดับภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยี การผลิต ซัพพลายเชน ตลาด และความต้องการของลูกค้าเข้าด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งความสามารถในการแข่งขันและเป้าหมายด้านความยั่งยืนในระยะยาว คุณณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC กล่าวว่า มาบตาพุดเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และเป็นรากฐานของความสามารถในการแข่งขันของ GC [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/gc-hilight-map-ta-phut-base-to-regional-base/">GC ยกระดับมาบตาพุด &#8216;ฐานธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำแห่งภูมิภาค&#8217; ผนึกพันธมิตรเร่งเครื่อง Green &#038; Bio และ Specialty Chemicals</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>GC </strong><strong>เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ทั้ง </strong><strong>Toray Industries, Inc. </strong><strong>และ </strong><strong>Mitsubishi Corporation </strong><strong>เร่งพัฒนาธุรกิจ </strong><strong>Green &amp; Bio </strong><strong>ตั้งแต่การต่อยอดวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรสู่วัสดุชีวภาพมูลค่าสูง ไปจนถึงการขยายตลาดผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดมาจากโรงกลั่นชีวภาพสู่ลูกค้าและเจ้าของแบรนด์ในระดับสากล</strong></p>
<p><span id="more-42299"></span></p>
<p><strong>สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ </strong><strong>GC </strong><strong>ในการยกระดับมาบตาพุดให้เป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาค และรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำในระยะยาว</strong></p>
<p>ความร่วมมือดังกล่าวต่อยอดจากจุดแข็งของ GC ที่มีโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ควบคู่กับความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย ความต่อเนื่องในการพัฒนาธุรกิจ <strong>Green &amp; Bio</strong> และการต่อยอด<strong>ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ</strong> (Specialty Chemicals)</p>
<p>จุดแข็งเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญที่ GC ใช้ในการเดินหน้าประสานความร่วมมือกับพันธมิตรระดับภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยี การผลิต ซัพพลายเชน ตลาด และความต้องการของลูกค้าเข้าด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งความสามารถในการแข่งขันและเป้าหมายด้านความยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42307 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/CEO-GC-Re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร </strong><strong>GC </strong>กล่าวว่า มาบตาพุดเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และเป็นรากฐานของความสามารถในการแข่งขันของ GC ทั้งจากโครงสร้างธุรกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำ ความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย และความพร้อมในการต่อยอดธุรกิจ Green &amp; Bio และเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ</p>
<p><em>“GC มุ่งใช้ฐานธุรกิจที่แข็งแรงในประเทศไทยอย่างมาบตาพุด เป็นจุดเชื่อมโยงพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างความร่วมมือในการยกระดับอุตสาหกรรม ทั้งด้านเทคโนโลยี การผลิต ซัพพลายเชน การพัฒนาตลาด และความเข้าใจความต้องการของลูกค้า เพื่อร่วมพัฒนาโอกาสใหม่ ผลักดันการเติบโตของธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำในระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ ​โครงการที่มีความคืบหน้าสำคัญ คือ <strong>ความร่วมมือระหว่าง GC และ Toray Industries, Inc. </strong>บริษัทชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อ<em><strong>นำวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรในประเทศไทย มาต่อยอดเป็นสารตั้งต้นสำหรับผลิตไนลอน 6,6 ชีวภาพ 100%</strong> </em>ซึ่งจะสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติก สิ่งทอ และวัสดุประสิทธิภาพสูง โดย GC ได้ใช้กระบวนการหมักชีวภาพเปลี่ยนน้ำตาลจากวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรที่ไม่ได้ใช้เป็นอาหาร ให้เป็นเคมีภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง และทดลองผลิตในถังหมักขนาด 50,000 ลิตร ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-42306 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/GC-and-Toray.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ความคืบหน้าดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงนวัตกรรมชีวภาพของไทยกับเทคโนโลยีวัสดุขั้นสูงของญี่ปุ่น โดยทั้งสองบริษัทจะร่วมกันเดินหน้าศึกษาและทดสอบการขยายผลในด้านต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี กระบวนการผลิต วัตถุดิบ ห่วงโซ่อุปทาน และปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ สู่เป้าหมายในการเริ่มต้นกระบวนการผลิตกรดไบโอมิวโคนิกชีวภาพและกรดอะดิปิกชีวภาพในระดับ Pilot Scale ภายในปี 2571 ก่อนต่อยอดไปสู่การพัฒนาเส้นใยไนลอน 6,6 ชีวภาพในอนาคต</p>
<p>อีกหนึ่งโครงการ คือ การขยายความร่วมมือระหว่าง GC และ Mitsubishi Corporation บริษัทการค้าและการลงทุนชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาโอกาสทางธุรกิจสำหรับผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่ต่อยอดจากโรงกลั่นชีวภาพของ GC ด้วยศักยภาพของ Mitsubishi Corporation ในการเชื่อมโยงลูกค้า เจ้าของแบรนด์ และตลาดต่างประเทศ ความร่วมมือนี้มุ่งศึกษาและพัฒนาแนวทางในการนำผลิตภัณฑ์ชีวภาพไปสู่การใช้งานจริงในหลายอุตสาหกรรมในระดับสากล รวมถึงสนับสนุนลูกค้าในการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต</p>
<p><strong>คุณณะรงค์ศักดิ์</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือกับ Toray และ Mitsubishi Corporation เป็น 2 ตัวอย่างสำคัญของทิศทางที่ GC จะใช้ความสามารถในการแข่งขันของเรา ต่อยอดกับพันธมิตรระดับภูมิภาค โดยความร่วมมือกับ Toray มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาวัตถุดิบสำหรับวัสดุชีวภาพแห่งอนาคต ขณะที่อีกหนึ่งความร่วมมือกับ Mitsubishi Corporation มุ่งเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ชีวภาพของ GC ไปสู่ตลาดและการใช้งานจริงในอุตสาหกรรมปลายทาง ความร่วมมือเหล่านี้สะท้อนความพยายามในการสร้าง ecosystem ใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงการขายผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการร่วมกันพัฒนาโซลูชั่นที่ตลาดต้องการและสามารถต่อยอดสู่การยกระดับมาบตาพุดไปอีกขั้น</p>
<p>GC ยังคงเดินหน้ายกระดับมาบตาพุด ผ่านการใช้โครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการและความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ ควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจ Green &amp; Bio และเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ โดยมีความร่วมมือกับพันธมิตรเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรม และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/gc-hilight-map-ta-phut-base-to-regional-base/">GC ยกระดับมาบตาพุด &#8216;ฐานธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำแห่งภูมิภาค&#8217; ผนึกพันธมิตรเร่งเครื่อง Green &#038; Bio และ Specialty Chemicals</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Time Out เปิดผลสำรวจ​ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; แห่งปี 2026 &#8216;บาธ&#8217; แห่งสหราชอาณาจักร ครองอันดับ 1 โดดเด่นด้วย &#8216;Green infrastructure Framework&#8217; คะแนนพื้นที่สีเขียว 94%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/10-world-best-cities-green-space/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 07 Jun 2026 08:16:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Green Infrastructure]]></category>
		<category><![CDATA[Green Space]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Time Out]]></category>
		<category><![CDATA[world’s best cities for green space]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จัดอันดับเมืองสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่สีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42129</guid>

					<description><![CDATA[<p>พื้นที่สีเขียว พื้นที่ธรรมชาติหรือพื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น กำหนดขึ้นในเมืองหรือชุมชน ปกคลุมด้วยพืชพรรณเป็นองค์ประกอบหลัก มีประโยชน์เพื่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ การดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิตประชาชน สิ่งสำคัญของพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะในเขตเมืองไม่เพียงแค่มีอยู่ แต่ยังต้องได้รับการดูแล พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยังคงอยู่อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ พื้นที่สีเขียวที่มีความยั่งยืน ประกอบด้วยพืชพรรณที่มีความหลากหลายทั้งชนิด และปริมาณ โดยมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบหลัก และได้รับการดูแลบำรุงรักษาให้คงอยู่อย่างยั่งยืน เพื่อสมดุลทางระบบนิเวศ เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี สวยงาม ร่มเย็น น่าอยู่ และเพิ่มองค์ประกอบของการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในเมือง ชุมชน และผู้มาเยือน ตลอดจนเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนอีกด้วย สำรวจ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด พื้นที่สีเขียว นับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตคนเมืองไม่น้อยไปกว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้ชีวิต จากรายงาน Time Out’s Best Cities with Intrepid Travel โดย Time Out ได้มีการจัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการอยู่อาศัยและการท่องเที่ยวในปี 2026 จากการสอบถามกลุ่มเป้าหมายกว่า 24,000 คน พบว่า เมลเบิร์น ออสเตรเลีย คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/10-world-best-cities-green-space/">Time Out เปิดผลสำรวจ​ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; แห่งปี 2026 &#8216;บาธ&#8217; แห่งสหราชอาณาจักร ครองอันดับ 1 โดดเด่นด้วย &#8216;Green infrastructure Framework&#8217; คะแนนพื้นที่สีเขียว 94%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>พื้นที่สีเขียว</strong> พื้นที่ธรรมชาติหรือพื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น กำหนดขึ้นในเมืองหรือชุมชน ปกคลุมด้วยพืชพรรณเป็นองค์ประกอบหลัก มีประโยชน์เพื่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ การดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิตประชาชน สิ่งสำคัญของพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะในเขตเมืองไม่เพียงแค่มีอยู่ แต่ยังต้องได้รับการดูแล พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยังคงอยู่อย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-42129"></span></p>
<p>ทั้งนี้ พื้นที่สีเขียวที่มีความยั่งยืน ประกอบด้วยพืชพรรณที่มีความหลากหลายทั้งชนิด และปริมาณ โดยมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบหลัก และได้รับการดูแลบำรุงรักษาให้คงอยู่อย่างยั่งยืน เพื่อสมดุลทางระบบนิเวศ เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี สวยงาม ร่มเย็น น่าอยู่ และเพิ่มองค์ประกอบของการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในเมือง ชุมชน และผู้มาเยือน ตลอดจนเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนอีกด้วย</p>
<p><strong>สำรวจ </strong><strong>10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด </strong></p>
<p>พื้นที่สีเขียว นับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตคนเมืองไม่น้อยไปกว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้ชีวิต จากรายงาน <strong>Time Out’s Best Cities with Intrepid Travel </strong>โดย Time Out ได้มีการจัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการอยู่อาศัยและการท่องเที่ยวในปี 2026 จากการสอบถามกลุ่มเป้าหมายกว่า 24,000 คน พบว่า <strong>เมลเบิร์น ออสเตรเลีย คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลก </strong>ไปครอง ตามมาด้วย อันดับ 2 เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน อันดับ 3 เอดินบะระ สหราชอาณาจักร อันดับ 4 ลอนดอน สหราชอาณาจักร  และอันดับ 5 นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ตามลำดับ</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมี <strong>การจัดอันดับเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด</strong> จากการสำรวจชาวเมืองหลายพันคน ใน 150 เมืองทั่วโลก โดยให้​ประชาชนซึ่งอาศัยภายในเมืองนั้นๆ จริง ได้ให้​คะแนนการมีพื้นที่สีเขียวและความสามารถในการเข้าถึงธรรมชาติของแต่ละเมืองที่ตัวเองอาศัยเอาไว้ โดยพบ 10 เมือง​ที่ได้คะแนนสูงสุดของแต่ละประเทศ ดังนี้</p>
<p><strong>1. บาธ (</strong><strong>Bath) สหราชอาณาจักร</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว : 94%</p>
<p><strong>&#8216;เมืองบาธ&#8217;</strong> ไม่เพียงล้อมรอบด้วยชนบทคอตส์โวลด์ (Cotswolds) ที่เขียวขจีเท่านั้น แต่ตัวเมืองเองยังเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียวทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เช่น Prior Park Landscape Garden สวนสวยสุดคลาสสิค ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 ภายใต้การดูแลขององค์การอนุรักษ์แห่งชาติ (National Trust) นับเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของนักสำรวจที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เพราะมีการจัดทำคู่มือเดินป่าทั้งเส้นทางระยะสั้น และระยะยาวไว้ด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ ตามแผนพัฒนาพื้นที่สีเขียว ปี 2025 &#8211; 2035 ยังได้กำหนดกรอบการทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวไว้อย่างต่อเนื่อง (Green Infrastructure Framework) ทำให้มั่นใจได้ว่าอนาคตของเมืองบาธจะยังคงยั่งยืน เต็มไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้น รวมท้ังการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สีเขียวทุกส่วน​อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่สวนสาธารณะ สวนหย่อม ไปจนถึงคลอง (Blue and Green Corridors) รวมทั้งการระบายน้ำอย่างยั่งยืน</p>
<figure id="attachment_42131" aria-describedby="caption-attachment-42131" style="width: 856px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" class="wp-image-42131 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155441327.jpg" alt="" width="856" height="536" /><figcaption id="caption-attachment-42131" class="wp-caption-text">Photograph: Pajor Pawel / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>2. ชิคาโก้ (</strong><strong>Chicago) ประเทศสหรัฐอเมริกา</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 89 %</p>
<p><strong>&#8216;ชิคาโก้&#8217;</strong> ศูนย์กลางของตึกสูงระฟ้า แต่ก็ยังเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว จนได้รับฉายาว่า <strong>&#8216;เมืองในสวน&#8217;</strong> ข้อมูลจากหน่วยงานดูแลสวนสาธารณะแห่งชิคาโก้ (Chicago Park District) ระบุว่า ชิคาโก้มีสวนสาธารณะมากกว่า 600 แห่ง กระจายอยู่บนพื้นที่กว่า 8,800 เอเคอร์</p>
<p>นอกจากนี้ ชิคาโก้ยังสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น Wild Mile โครงการของ Urban Rivers ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร สวนนิเวศลอยน้ำแห่งแรกของโลก ที่มีสิ่งแวดล้อมเลียนแบบระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งอาจพบได้ในพื้นที่ของชิคาโก้เมื่อนานมาแล้วก่อนที่เมืองจะได้รับการพัฒนาขึ้น</p>
<figure id="attachment_42132" aria-describedby="caption-attachment-42132" style="width: 864px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42132 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155465085.jpg" alt="" width="864" height="539" /><figcaption id="caption-attachment-42132" class="wp-caption-text">Photograph: Page Light Studios / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>3. มอนทรีออล (</strong><strong>Montreal) ประเทศแคนาดา</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 88%</p>
<p><strong>&#8216;มอนทรีออล&#8217;</strong> เมืองศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดของรัฐควิเบก และเป็นอันดับสองของแคนาดา ไม่เพียงได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพของพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่ชื่อเมืองยังมีความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ โดยในปี ค.ศ. 1535 นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ฌาคส์ การ์ติเยร์  (Jacques Cartier) ที่ได้ขนานนามเนินเขา 3 ยอดอันโด่งดังของเมืองว่า “เมาท์ รอยัล” (Mount Royal) และเชื่อกันว่าชื่อ &#8220;มอนทรีออล&#8221; มีที่มาจากชื่อดังกล่าว โดยใช้แทนชื่อเดิม คือ วิลล์ แมรี (Ville Marie)</p>
<p>ในสวนที่มีพื้นที่ทอดยาวกว่า 190 เฮกตาร์ ประกอบไปด้วย เส้นทางสำหรับเดินป่าหรือปั่นจักรยานในฤดูร้อน จุดสำหรับเล่นสกีครอสคันทรีและสำหรับเดินบนหิมะ ป่าไม้ที่มีความหลากหลายทางระบบนิเวศ, พื้นที่ชุ่มน้ำ, ทะเลสาบบีเวอร์ (Beaver Lake) และนกมากกว่า 180 สายพันธุ์</p>
<p>อีกทั้ง เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของสวนพฤกษศาสตร์ที่ได้รับการดูแลอย่างดี และสวนสาธารณะฌอง ดราโป ที่ทอดยาวไปทั่วเกาะแซงต์ เอเลน (Sainte-Hélène) และเกาะน็อทร์ ดาม (Notre-Dame) สะท้อนความสมดุลที่ลงตัวระหว่างระบบผังเมืองและพื้นที่สีเขียวเป็นอย่างดี</p>
<figure id="attachment_42133" aria-describedby="caption-attachment-42133" style="width: 860px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42133 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155500241.jpg" alt="" width="860" height="534" /><figcaption id="caption-attachment-42133" class="wp-caption-text">Photograph: Firefighter Montreal / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>4. ริกา (</strong><strong>Riga) ประเทศลัตเวีย</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 87%</p>
<p><strong>&#8216;ริกา&#8217; </strong>หนึ่งในเมืองที่มีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม ข้อมูลการวิเคราะห์พื้นที่สีเขียวผ่านดาวเทียม ของเว็บไซต์ HUGSI.green พบว่า 47% ของพื้นที่เมืองเป็นพื้นที่สีเขียว และมีพื้นที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ถึง 39% นอกจากนี้ ริกายังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมืองสีเขียวของสหภาพยุโรป ที่นำโดยนายกเทศมนตรี และได้กำหนดพันธสัญญาในการอนุรักษ์สวนสาธารณะในเมืองเพื่อสนับสนุนสภาพภูมิอากาศเฉพาะถิ่นและป้องกันผลกระทบจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (ปรากฏการณ์ที่เมืองมีพื้นผิวถนนลาดยางและคอนกรีตจำนวนมาก ทำให้เมืองกักเก็บความร้อนได้มากกว่าในชนบท)</p>
<figure id="attachment_42134" aria-describedby="caption-attachment-42134" style="width: 859px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42134 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155513960.jpg" alt="" width="859" height="538" /><figcaption id="caption-attachment-42134" class="wp-caption-text">Photograph: kavalenkava / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>5. เมลเบิร์น (</strong><strong>Melbourne) ประเทศออสเตรเลีย</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 87%</p>
<p><strong>&#8216;เมลเบิร์น&#8217;</strong>​ เมือง​ใหญ่​อันดับสองของออสเตรเลีย และได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่ดีที่สุดในโลกโดย Time Out เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา การเข้าถึงธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวของเมืองนี้ นับเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสิน</p>
<p>หากย้อนไปในปี 2018 เมลเบิร์นได้เกิดไอเดียในการสร้างอีเมลประจำต้นไม้แต่ละต้น ซึ่งมีมากกว่า 70,000 ต้น เพื่อให้ชาวเมืองสามารถติดตามสถานภาพของต้นไม้ได้ สิ่งทีเกิดขึ้น คือ ชาวเมืองต่างเขียนจดหมายรักถึงต้นไม้แทน โดยจดหมายที่ส่งถึงต้นไม้ต้นต่างๆ ทั่วเมลเบิร์น ยังถูกรวบรวมโดยสถานีโทรทัศน์ ABC อีกด้วย</p>
<figure id="attachment_42135" aria-describedby="caption-attachment-42135" style="width: 858px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42135 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155526838.jpg" alt="" width="858" height="544" /><figcaption id="caption-attachment-42135" class="wp-caption-text">Photograph: Paul Harding 00 / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>6. เคปทาวน์ (</strong><strong>Cape Town) ประเทศแอฟริกาใต้</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86%</p>
<p><strong>&#8216;เคปทาวน์&#8217;</strong> เมืองที่ตั้งอยู่ในหุบเขาแหล่งคุ้มครองพันธุ์พืชเคปฟอรัล (Cape Floral Region) หนึ่งในภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลกและเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก แบ่งออกเป็น 13 กลุ่มที่แตกต่างกันออกไป ประกอบไปด้วย อุทยานแห่งชาติเทเบิลเมาน์เทน (Table Mountain National Park) และเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่ง (Garden Route Complex) พื้นที่รวมทั้งหมดกว่า 1,094,741 เฮกตาร์ และจากข้อมูลของ Cape Nature พบว่า 70% ของพืชที่เติบโตที่นี่ไม่สามารถพบได้ในพื้นที่อื่นในโลก จึงไม่น่าแปลกใจที่ 86% ของชาวเคปทาวน์รู้สึกขอบคุณที่มีสิ่งนี้อยู่รอบๆ ตัวพวกเขา</p>
<figure id="attachment_42136" aria-describedby="caption-attachment-42136" style="width: 855px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42136 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155535596.jpg" alt="" width="855" height="536" /><figcaption id="caption-attachment-42136" class="wp-caption-text">Photograph: RomanSlavik.com / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>7. สิงคโปร์ (</strong><strong>Singapore)</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86%</p>
<p><strong>&#8216;สิงคโปร์&#8217;</strong> ให้ความสำคัญกับการดูแลธรรมชาติอย่างมาก นับตั้งแต่ปี 1967 สิงคโปร์ วางเป้าหมาย ในการทำให้เกาะแห่งนี้กลายเป็น ‘<strong>Garden City</strong>’ และในปัจจุบัน<strong> เกือบ 50% ของพื้นที่ทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยพื้นที่สีเขียว</strong> สวนการ์เดนส์บายเดอะเบย์ (Gardens by the Bay) ขนาด 250 เอเคอร์ ที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่จากการถมทะเล เป็นส่วนสำคัญของวิสัยทัศน์</p>
<p>รวมถึงเป้าหมายของสิงคโปร์ ในการมุ่งสู่เมืองสีเขียวที่สุดในโลกภายในปี 2030 ตามแผนสีเขียวที่ยั่งยืน ในการเดินหน้าปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้นในเมือง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกครัวเรือนจะสามารถเดินไปยังพื้นที่สีเขียวได้ภายใน 10 นาที</p>
<figure id="attachment_42137" aria-describedby="caption-attachment-42137" style="width: 849px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42137 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155544138.jpg" alt="" width="849" height="528" /><figcaption id="caption-attachment-42137" class="wp-caption-text">Photograph: Wirestock Creators / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>8. เมเดยิน (</strong><strong>Medellín) ประเทศโคลอมเบีย</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86%</p>
<p><strong>&#8216;เมเดยิน&#8217; </strong>เมืองใหญ่อันดับสองของโคลอมเบีย ครองอันดับหนึ่งในการจัดอันดับเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในปี 2025 ที่ผ่านมา โดย 92% ของชาวเมือง ให้คะแนนสูงในด้านของพื้นที่ธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม แม้ในปี 2026 คะแนนความพึงพอใจจะลดลง 6% แต่พื้นที่สีเขียวที่อุดมสมบูรณ์ของเมืองนี้ ก็ยังคงได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงถึง 86% จากชาวเมือง</p>
<p>แม้ว่าเมเดยิน จะได้รับการขนานนามว่า <strong>&#8216;เมืองแห่งฤดูใบไม้ผลิชั่วนิรันดร์&#8217;</strong> จากอุณหภูมิในช่วงเวลากลางวันสูงอย่างต่อเนื่อง แต่จุดเด่นของเมืองที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอย่าง<strong> &#8216;ทางเดินสีเขียว&#8217;</strong> ที่มีการปลูกตามถนนคอนกรีตเป็นหลักในปี 2016 ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิของเมืองลดลง 2 องศาเซลเซียสใน 3 ปีหลังจากนั้น</p>
<figure id="attachment_42138" aria-describedby="caption-attachment-42138" style="width: 856px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42138 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155558030.jpg" alt="" width="856" height="541" /><figcaption id="caption-attachment-42138" class="wp-caption-text">Photograph: oscar garces / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>9. สตอกโฮล์ม (</strong><strong>Stockholm) ประเทศสวีเดน</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86 %</p>
<p>เมืองหลวงของสวีเดนเป็นหนึ่งในเมืองสีเขียวที่สุดในยุโรปมาเป็นระยะเวลานาน <strong>&#8216;สตอกโฮล์ม&#8217;</strong> เป็นเมืองแรกที่ได้รับรางวัลเมืองหลวงสีเขียวแห่งยุโรป (European Green Capital) ในปี 2010 และรักษามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>จากรายงานของ หอการค้าสตอกโฮล์ม พบว่า 84% ของผู้อยู่อาศัยในเขตสตอกโฮล์มอาศัยอยู่ในเมืองที่มีแนวคิด  <strong>&#8216;เมือง 15 นาที&#8217;</strong> (การเดินทางไปยังสถานที่สำคัญในเวลาอันสั้น) ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติในเมืองแห่งแรกของโลก โดยมีศูนย์กลางคือสวนรอยัลดจูร์การ์เดน (Royal Djurgården) ซึ่งทอดยาวจากเซอเรนทอร์ป (Sörentorp) และอุลริกส์ดาล (Ulriksdal) ไปจนถึงดจูร์การ์เดน (Djurgården) และเกาะเฟียเดอร์โฮลมาร์นา (Fjäderholmarna) ปอดสีเขียวขนาดใหญ่ดังกล่าว เป็นที่ตั้งของป่าโอ๊กโบราณ จุดว่ายน้ำตามโขดหิน และเส้นทางปั่นจักรยานอีกด้วย</p>
<figure id="attachment_42139" aria-describedby="caption-attachment-42139" style="width: 854px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42139 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155571035.jpg" alt="" width="854" height="540" /><figcaption id="caption-attachment-42139" class="wp-caption-text">Photograph: Mikael Damkier / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>10. ฮัมบูร์ก (</strong><strong>Hamburg) ประเทศเยอรมนี</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 85%</p>
<p>เมืองฮัมบูร์กติดอันดับที่ 10 เมืองที่มีพื้นที่สีเขียวที่ดีที่สุด เหตุผลที่ชาวเมืองให้คะแนนสูงกว่า 85% เนื่องจากตลอดศตวรรษที่ผ่านมา ฮัมบูร์ก ได้ถูกออกแบบตามโครงการขนาดใหญ่ที่เรียกว่า &#8216;<strong>Green Network Hamburg&#8217;</strong> เชื่อมโยงเส้นทางน้ำของเมือง สวนสาธารณะ สวนชานเมือง และถนนที่มีต้นไม้เรียงราย นอกจากนี้ ฮัมบูร์กยังเป็นผู้นำในด้านอุตสาหกรรมหลังคาสีเขียว และมีมาตรการจูงใจให้ผู้อยู่อาศัยและธุรกิจต่างๆ ปรับปรุงอาคารบ้านเรือนของตนอีกด้วย</p>
<figure id="attachment_42140" aria-describedby="caption-attachment-42140" style="width: 855px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42140 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155580991.jpg" alt="" width="855" height="529" /><figcaption id="caption-attachment-42140" class="wp-caption-text">Photograph: ruzanna / Shutterstock</figcaption></figure>
<p>นอกจาก 10 อันดับข้างต้นแล้ว เมืองที่มีพื้นที่สีเขียวและการเข้าถึงธรรมชาติที่ดีที่สุด อันดับที่ 11 &#8211; 20 ในปี 2026 ตามความเห็นของชาวเมือง ได้แก่</p>
<p>11. ปักกิ่ง ประเทศจีน (84%)</p>
<p>12. เวียนนา ประเทศออสเตรีย (83%)</p>
<p>13. เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ (83%)</p>
<p>14. กรากุฟ ประเทศโปแลนด์ (82%)</p>
<p>15. ออสโล ประเทศนอร์เวย์ (81%)</p>
<p>16. โซล ประเทศเกาหลีใต้ (80%)</p>
<p>17. ทาลลินน์ ประเทศเอสโตเนีย (79%)</p>
<p>18. โอคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ (78%)</p>
<p>19. ลักเซมเบิร์ก ประเทศลักเซมเบิร์ก (78%)</p>
<p>20. เซาเปาโล ประเทศบราซิล (76%)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง : Time Out , สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/10-world-best-cities-green-space/">Time Out เปิดผลสำรวจ​ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; แห่งปี 2026 &#8216;บาธ&#8217; แห่งสหราชอาณาจักร ครองอันดับ 1 โดดเด่นด้วย &#8216;Green infrastructure Framework&#8217; คะแนนพื้นที่สีเขียว 94%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การบินไทยเปิดตัวมาสคอต &#8216;Junior Sky Explorers&#8217; สร้างความผูกพันนักเดินทางรุ่นเยาว์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/tg-unveils-junior-sky-explorers/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 06 Jun 2026 11:38:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Junior Sky Explorers]]></category>
		<category><![CDATA[Royal Orchid Holidays]]></category>
		<category><![CDATA[TG]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Airways]]></category>
		<category><![CDATA[การบินไทย]]></category>
		<category><![CDATA[กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[นักผจญภัยตัวน้อย]]></category>
		<category><![CDATA[นักเดินทางรุ่นเยาว์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42284</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดตัวมาสคอต Junior Sky Explorers อย่างเป็นทางการครั้งแรก ภายในงาน “รักคุณเท่าฟ้า 2569” โดยมี น้องเกล &#8211; แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์ เข้าร่วมในฐานะ &#8216;Junior Air-bassador&#8217; สร้างสีสันและความน่ารักให้กับการเปิดตัวครั้งนี้ คุณกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า Junior Sky Explorers เป็นกลุ่มมาสคอตชุดแรกของการบินไทยเพื่อนักเดินทางรุ่นเยาว์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสัตว์ที่คนไทยคุ้นเคยในประเทศไทย ต่อยอดเป็นคาแรกเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ และเข้าถึงง่าย เพื่อสร้างความสุข ความผูกพัน และประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ให้แก่เด็กและครอบครัว สามารถต่อยอดไปสู่ความบันเทิงบนเครื่องบิน สินค้าลิขสิทธิ์ และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้เสริมให้แก่บริษัทฯ ในระยะยาว สำหรับ  Junior Sky Explorers เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด &#8216;Dream Big, Fly Far&#8217; หรือ  &#8216;ฝันที่ใหญ่บินไกลสุดฟ้า&#8217; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/tg-unveils-junior-sky-explorers/">การบินไทยเปิดตัวมาสคอต &#8216;Junior Sky Explorers&#8217; สร้างความผูกพันนักเดินทางรุ่นเยาว์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong> บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)</strong> เปิดตัวมาสคอต <strong>Junior Sky Explorers </strong>อย่างเป็นทางการครั้งแรก ภายในงาน “<strong>รักคุณเท่าฟ้า 2569</strong>” โดยมี <strong>น้องเกล &#8211; แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์</strong> เข้าร่วมในฐานะ<strong> &#8216;Junior Air-bassador&#8217;</strong> สร้างสีสันและความน่ารักให้กับการเปิดตัวครั้งนี้</p>
<p><span id="more-42284"></span></p>
<p><strong>คุณกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์</strong> ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า <strong>Junior Sky Explorers</strong> เป็นกลุ่มมาสคอตชุดแรกของการบินไทยเพื่อนักเดินทางรุ่นเยาว์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสัตว์ที่คนไทยคุ้นเคยในประเทศไทย ต่อยอดเป็นคาแรกเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ และเข้าถึงง่าย เพื่อสร้างความสุข ความผูกพัน และประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ให้แก่เด็กและครอบครัว สามารถต่อยอดไปสู่ความบันเทิงบนเครื่องบิน สินค้าลิขสิทธิ์ และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้เสริมให้แก่บริษัทฯ ในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42286 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/RKTF_6JUN_6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับ  <strong>Junior Sky Explorers</strong> เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด &#8216;<strong>Dream Big, Fly Far&#8217; </strong>หรือ  &#8216;<strong>ฝันที่ใหญ่บินไกลสุดฟ้า&#8217;</strong> ที่เราออกแบบขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ เพราะทุกการเดินทางที่ยิ่งใหญ่ ล้วนเริ่มต้นจากความฝันเล็ก ๆ ของใครบางคนเสมอ เราหวังว่า เมื่อพวกเขาได้รู้จักกับ Junior Sky Explorers พวกเขาจะไม่ได้พบเพียงตัวการ์ตูน แต่จะได้พบเพื่อน พบแรงบันดาลใจ และพบความกล้าที่จะออกไปค้นพบโลกกว้างด้วยตัวเอง</p>
<p>กลุ่มมาสคอต Junior Sky Explorers ประกอบด้วย 5 คาแรกเตอร์ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; เบญจา (เบญ) </strong> ไก่ชนจากพิษณุโลก ผู้นำผู้กล้าหาญ</p>
<p><strong>&#8211; ไอยรา (ไอซ์) </strong> ช้างไทยจากสุรินทร์ ผู้พิทักษ์แสนอบอุ่น</p>
<p><strong>&#8211; วิฬาร์ (เว)</strong>  แมววิเชียรมาศจากพระนครศรีอยุธยา ตัวแทนความสง่างามและโชคดี</p>
<p><strong>&#8211; ทุย</strong>  ควายน้ำจากพัทลุง เพื่อนผู้ซื่อสัตย์</p>
<p><strong>&#8211; ริก้า</strong>  นกเอี้ยงสาริกาจากสงขลา อัจฉริยะตัวจิ๋วผู้เปี่ยมไหวพริบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42287 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/S__15188089.jpg" alt="" width="1200" height="787" /></p>
<p>ซึ่งทุกคาแรกเตอร์สะท้อนเอกลักษณ์ไทยผ่านบุคลิกที่หลากหลาย แต่มีจุดหมายเดียวกัน คือการเชิญชวนเยาวชนออกเดินทาง ค้นพบโลกกว้าง และสร้างรอยยิ้มในทุกเที่ยวบิน พร้อมแผนต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ เช่น ของที่ระลึก และบัตร Sky Junior สำหรับสมาชิก Royal Orchid Plus รุ่นเยาว์</p>
<p>ทั้งนี้ Junior Sky Explorers เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการสร้างความผูกพันกับผู้โดยสารตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งปัจจุบันการบินไทยมีสมาชิก Royal Orchid Plus รุ่นเยาว์กว่า 33,000 คน และมีผู้โดยสารเด็กเดินทางกับสายการบินกว่า 300,000 คนต่อปี สะท้อนโอกาสในการเติบโตผ่านการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42288 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/RKTF_6JUN_5-re.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p>ในอนาคต การบินไทยเตรียมพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวสำหรับ &#8216;<strong>นักผจญภัยตัวน้อย&#8217; </strong>ผ่าน Royal Orchid Holidays โดยเชื่อมโยงเรื่องราวของมาสคอตกับจังหวัดต้นกำเนิด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา พัทลุง พิษณุโลก สุรินทร์ และสงขลา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ และเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างแบรนด์กับผู้โดยสารมากยิ่งขึ้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/tg-unveils-junior-sky-explorers/">การบินไทยเปิดตัวมาสคอต &#8216;Junior Sky Explorers&#8217; สร้างความผูกพันนักเดินทางรุ่นเยาว์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บราเดอร์ เซ็ตมาตรฐาน BSQA ยกระดับ​บริการสู่ต้นแบบ CSV แพลตฟอร์มพัฒนาองค์ความรู้ด้านบริการหลังการขาย ตั้งเป้า​ขยายผล​ 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมนำร่องต่อเนื่องในลาว</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/brother-set-bsqa-standard/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 06 Jun 2026 08:12:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[After-Sales Service]]></category>
		<category><![CDATA[At Your Side Every Side of Life]]></category>
		<category><![CDATA[Best Service & Quality Assurance]]></category>
		<category><![CDATA[Brother]]></category>
		<category><![CDATA[BSQA]]></category>
		<category><![CDATA[CSV]]></category>
		<category><![CDATA[Service excellence]]></category>
		<category><![CDATA[บราเดอร์]]></category>
		<category><![CDATA[บริการหลังการขาย]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[รัสสิญากร ตัณฑวณิชย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42272</guid>

					<description><![CDATA[<p>บราเดอร์ (Brother) วางโรดแม็พ 5ปี เซ็ตมาตรฐาน BSQA (Best Service &#38; Quality Assurance)  by Brother เพื่อต่อยอดการพัฒนา​องค์ความรู้ และกระบวนการในส่วนของการปฏิบัติการด้านการให้บริการทั้งหมด ​ให้เป็นได้มากกว่าการให้บริการ​หลังการขาย  พร้อมทั้งสร้าง​​คุณค่าเพิ่มได้มากกว่าเพียงการให้บริการซ่อมผลิตภัณฑ์เพื่อให้สินค้าต่างๆ สามารถกลับมาใช้งานได้เท่านั้น แต่สามารถส่งต่อคุณค่าให้ได้ทั้งต่อลูกค้า คู่ค้า สังคม​ ประเทศชาติ ตลอดจนเพิ่มความแข็งแรงด้านภาพลักษณ์และความพึงพอใจที่มีต่อแบรนด์ได้มากขึ้น รวมทั้งสะท้อนสู่การเติบโตให้ยอดขายได้ราว 5-10% การเซ็ตมาตรฐานการให้บริการ BSQA ของบราเดอร์ สอดคล้องไป​กับการยกระดับแนวคิดแบรนด์จาก At Your Side สู่  &#8216;At Your Side, Every Side of Life&#8217; เพื่อให้มีความหมายครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ​ตอกย้ำบทบาทของ &#8216;บราเดอร์&#8217; ในฐานะแบรนด์ที่พร้อมอยู่เคียงข้างผู้ใช้งานในทุกช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ตั้งแต่การเรียนรู้ การทำงาน การสร้างสรรค์ การดูแลครอบครัว ไปจนถึงการเติบโตของธุรกิจ คุณรัสสิญากร ตัณฑวณิชย์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/brother-set-bsqa-standard/">บราเดอร์ เซ็ตมาตรฐาน BSQA ยกระดับ​บริการสู่ต้นแบบ CSV แพลตฟอร์มพัฒนาองค์ความรู้ด้านบริการหลังการขาย ตั้งเป้า​ขยายผล​ 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมนำร่องต่อเนื่องในลาว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บราเดอร์ (Brother)</strong> วางโรดแม็พ 5ปี เซ็ตมาตรฐาน <strong>BSQA</strong> (Best Service &amp; Quality Assurance)  by Brother เพื่อต่อยอดการพัฒนา​องค์ความรู้ และกระบวนการในส่วนของการปฏิบัติการด้านการให้บริการทั้งหมด ​ให้เป็นได้มากกว่าการให้บริการ​หลังการขาย  พร้อมทั้งสร้าง​​คุณค่าเพิ่มได้มากกว่าเพียงการให้บริการซ่อมผลิตภัณฑ์เพื่อให้สินค้าต่างๆ สามารถกลับมาใช้งานได้เท่านั้น</p>
<p><span id="more-42272"></span></p>
<p>แต่สามารถส่งต่อคุณค่าให้ได้ทั้งต่อลูกค้า คู่ค้า สังคม​ ประเทศชาติ ตลอดจนเพิ่มความแข็งแรงด้านภาพลักษณ์และความพึงพอใจที่มีต่อแบรนด์ได้มากขึ้น รวมทั้งสะท้อนสู่การเติบโตให้ยอดขายได้ราว 5-10%</p>
<p>การเซ็ตมาตรฐานการให้บริการ BSQA ของบราเดอร์ สอดคล้องไป​กับการยกระดับแนวคิดแบรนด์จาก <strong>At Your Side </strong>สู่  &#8216;<strong>At Your Side, Every Side of Life&#8217; </strong>เพื่อให้มีความหมายครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ​ตอกย้ำบทบาทของ <strong>&#8216;บราเดอร์&#8217;</strong> ในฐานะแบรนด์ที่พร้อมอยู่เคียงข้างผู้ใช้งานในทุกช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ตั้งแต่การเรียนรู้ การทำงาน การสร้างสรรค์ การดูแลครอบครัว ไปจนถึงการเติบโตของธุรกิจ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42274 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Brother-BSQA_4-ree.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณรัสสิญากร ตัณฑวณิชย์ </strong>ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเซ็ตมาตรฐาน BSQA เป็นการ​พัฒนาโดยบราเดอร์ ในประเทศไทย จากการให้บริการและสะสมองค์ความรู้ การทำความเข้าใจตลาด และผู้บริโภคในประเทศไทยมากว่า 29 ปี โดยในเฟสแรกได้วาง​แผนขับเคลื่อน​​ 5 ปี​ ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ การนำไปปรับใช้กับทางศูนย์ให้บริการทั่วประเทศ ทั้งศูนย์บริการ​บราเดอร์​ และศูนย์ตัวแทนจำหน่ายที่ให้บริการกว่า 140  แห่ง ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้ทำการประเมินศูนย์ตัวแทนที่ได้รับรองมาตรฐาน BSQA แล้ว รวม 38 แห่ง จาก 32 จังหวัด ซึ่งเป้าหมายตามโรดแม็พคือ การรับรองมาตรฐาน BSQA ให้แก่ศูนย์ตัวแทนจำหน่าย ได้ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ภายในปี 2027 นี้</p>
<p><em>&#8220;บราเดอร์ให้ความสำคัญต่องานบริการลูกค้า ที่ไม่ใช่​เพียงการให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค​ แต่เป็นส่วนสำคัญที่สะท้อน​ความตั้งใจในการดูแลลูกค้าในทุกช่วงเวลาของการใช้งาน ตามแนวคิด​ &#8216;<strong>At Your Side, Every Side of Life&#8217;</strong> เพื่อให้ลูกค้าผู้ใช้ผลิตภัณฑ์บราเดอร์มีความพึงพอใจ เชื่อมั่น พร้อมทั้งได้รับประสบการณ์ที่ดี ผ่านการพัฒนาคุณภาพด้านการให้บริการจากศูนย์บริการที่มีอยู่ทั่วประเทศ และถือเป็น Brand Touchpoint สำคัญที่เข้าถึงและใกล้ชิดลูกค้ามากที่สุด เพื่อนำมาสู่ความไว้วางใจ และการใช้บริการต่อเนื่อง รวมไปถึงการบอกต่อ ​ซึ่งนำมาซึ่งการสร้างความเชื่อมั่นและผูกพันกับแบรนด์ได้ในระยะยาว ทำให้ระดับความพึงพอใจต่อแบรนด์เพิ่มสูงมากขึ้นได้ จากปัจจุบันอยู่ในระดับค่อนข้างสูงที่เฉลี่ยราว 90% รวมทั้งยังส่งผลต่อเนื่องทำให้ยอดขายเติบโตได้เพิ่มขึ้นราว 5-10% ได้ด้วยเช่นกัน&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42273 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Brother-BSQA_3-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจาก BSQA จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับความพึงพอใจและประสบการณ์ที่ดีให้แบรนด์แล้ว บราเดอร์ยังคาดหวังในการสร้าง​กลไกสำคัญในการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจไปสู่​​ผู้ประกอบการศูนย์บริการ ชุมชนท้องถิ่น และระบบเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมกัน ​โดยวาง​แนวทางขับเคลื่อนตามเกณฑ์​ BSQA ให้เป็นมากกว่ามาตรฐานการประเมินศูนย์บริการ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยพัฒนาองค์ความรู้ เทคนิค และแนวปฏิบัติที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถยกระดับคุณภาพการบริการได้อย่างเป็นรูปธรรม ศูนย์บริการในเครือข่ายสามารถนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า และเสริมศักยภาพในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันยังช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและชุมชนได้รับการพัฒนาทักษะ สร้างอาชีพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้บุคลากรด้านงานบริการของประเทศไปพร้อมกัน</p>
<p><em>&#8220;ภายใต้วิสัยทัศน์ระยะยาว บราเดอร์มีเป้าหมายต่อยอดมาตรฐาน BSQA  สู่โครงการ CSV (Creating Shared Value) ระดับประเทศ เพื่อยกระดับ BSQA จากมาตรฐานการพัฒนาศูนย์บริการในกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านไอทีและอุปกรณ์สำนักงาน สู่ต้นแบบองค์ความรู้ด้านการบริการหลังการขายที่สามารถประยุกต์ใช้กับสินค้าและอุตสาหกรรมหลากหลายประเภทในอนาคต แนวคิดนี้สะท้อนบทบาทของบราเดอร์ในฐานะองค์กรที่มุ่งสู่การเป็น  Thailand’s Center of Service Excellence in After-Sales Service  หรือศูนย์กลางการพัฒนาองค์ความรู้ด้านบริการหลังการขายของประเทศไทย ผ่านการถ่ายทอดมาตรฐาน กระบวนการทำงาน และแนวปฏิบัติที่ช่วยยกระดับคุณภาพการบริการได้อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ซึ่งไม่เพียงแค่การดำเนินงานในประเทศไทยเท่านั้น แต่บราเดอร์จะขยายผลเพื่อต่อยอดการดำเนินงานไปสู่ศูนย์บริการบราเดอร์ที่ให้บริการอยู่ในประเทศลาวทั้ง 6 แห่ง ภายในปีหน้าด้วย&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42275 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Brother-BSQA_7.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ภายใต้แนวทางนี้ </strong><strong>BSQA </strong><strong>ได้รับการพัฒนาให้เป็นแพลตฟอร์มสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจและสังคม โดยเชื่อมโยง </strong><strong>4</strong><strong> มิติสำคัญ ได้แก่ </strong><strong>Customer Value </strong><strong>ซึ่งมุ่งยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขายทั่วประเทศ </strong><strong>Partner Value </strong><strong>ซึ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการศูนย์บริการ </strong><strong>Community Value </strong><strong>ซึ่งสนับสนุนการสร้างงานและรายได้ในท้องถิ่น และ </strong><strong>National Value </strong><strong>ซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการคุณภาพของผู้บริโภคในทั้ง </strong><strong>77</strong><strong> จังหวัด </strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/brother-set-bsqa-standard/">บราเดอร์ เซ็ตมาตรฐาน BSQA ยกระดับ​บริการสู่ต้นแบบ CSV แพลตฟอร์มพัฒนาองค์ความรู้ด้านบริการหลังการขาย ตั้งเป้า​ขยายผล​ 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมนำร่องต่อเนื่องในลาว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากภูเขาหัวโล้น สู่ &#8216;โมเดลเรียนรู้ความยั่งยืน&#8217; 38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย สู่สายตาชาวโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/doitung-global-sustainable-development-role-model/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 11:41:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luan]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[SE]]></category>
		<category><![CDATA[Social Enterprise]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คนกับป่า]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42224</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ &#8216;โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย&#8217; โดย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตอกย้ำบทบาทต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย อีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนว่า การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้สำเร็จต้องทำทั้งระบบ ตั้งแต่การแก้ปัญหาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน การสร้างอาชีพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในอนาคตของพื้นที่ตนเอง ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษ ดอยตุงเปลี่ยนจากพื้นที่ภูเขาหัวโล้นที่เคยเผชิญปัญหาการปลูกพืชเสพติด การทำไร่เลื่อนลอย และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์กว่า 90% ผ่านการจัดสรรพื้นที่ให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างสมดุล ควบคู่กับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะไม่ให้ไปสู่บ่อฝังกลบ การดูแลน้ำ การใช้พลังงานทดแทนและลดต้นทุน การนำของเหลือจากการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ การพัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชน และการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นผู้ดูแลทรัพยากรรุ่นต่อไป จนโครงการพัฒนาดอยตุงฯ กลายเป็น &#8216;โมเดลความยั่งยืน&#8217; เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบการพัฒนาที่มีคณะศึกษาดูงานทั้งจากไทยและต่างประเทศเดินทางมาเรียนรู้หลายพันคนต่อปี  พร้อมต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากพื้นที่สู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของตนเอง ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า บทเรียนสำคัญของดอยตุงคือ ถ้าเราต้องการรักษาป่า เราต้องเข้าใจชีวิตของคนที่อยู่กับป่า การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนไม่ใช่การห้ามคนใช้ทรัพยากรทั้งหมด แต่คือการออกแบบให้คนใช้ทรัพยากรอย่างพอดี มีระบบ มีความรับผิดชอบ และเห็นประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว วันนี้งานสิ่งแวดล้อมของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/doitung-global-sustainable-development-role-model/">จากภูเขาหัวโล้น สู่ &#8216;โมเดลเรียนรู้ความยั่งยืน&#8217; 38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย สู่สายตาชาวโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ <strong>&#8216;โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย&#8217;</strong> โดย <strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ตอกย้ำบทบาทต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย</p>
<p><span id="more-42224"></span></p>
<p>อีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนว่า การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้สำเร็จต้องทำทั้งระบบ ตั้งแต่การแก้ปัญหาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน การสร้างอาชีพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในอนาคตของพื้นที่ตนเอง</p>
<p>ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษ ดอยตุงเปลี่ยนจากพื้นที่ภูเขาหัวโล้นที่เคยเผชิญปัญหาการปลูกพืชเสพติด การทำไร่เลื่อนลอย และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์กว่า 90% ผ่านการจัดสรรพื้นที่ให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างสมดุล ควบคู่กับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะไม่ให้ไปสู่บ่อฝังกลบ การดูแลน้ำ การใช้พลังงานทดแทนและลดต้นทุน การนำของเหลือจากการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ การพัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชน และการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นผู้ดูแลทรัพยากรรุ่นต่อไป</p>
<p><em><strong>จนโครงการพัฒนาดอยตุงฯ กลายเป็น &#8216;โมเดลความยั่งยืน&#8217; เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบการพัฒนาที่มีคณะศึกษาดูงานทั้งจากไทยและต่างประเทศเดินทางมาเรียนรู้หลายพันคนต่อปี</strong>  </em>พร้อมต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากพื้นที่สู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของตนเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42225 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/1.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> กล่าวว่า บทเรียนสำคัญของดอยตุงคือ ถ้าเราต้องการรักษาป่า เราต้องเข้าใจชีวิตของคนที่อยู่กับป่า การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนไม่ใช่การห้ามคนใช้ทรัพยากรทั้งหมด แต่คือการออกแบบให้คนใช้ทรัพยากรอย่างพอดี มีระบบ มีความรับผิดชอบ และเห็นประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว วันนี้งานสิ่งแวดล้อมของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การฟื้นป่า แต่ขยายไปสู่การจัดการขยะ น้ำ พลังงาน คาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างเยาวชนในพื้นที่ให้เข้าใจคุณค่าของทรัพยากร เพราะสิ่งแวดล้อมจะยั่งยืนได้จริง ก็ต่อเมื่อชุมชนเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยตนเอง<strong> </strong></p>
<p><strong>&#8211; คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเข้าใจ</strong> <strong>ระบบนิเวศกลับคืน</strong> ความสำเร็จของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เกิดจากการจัดสรรการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน ทั้งป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ ป่าใช้สอย พื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย เพื่อให้ชุมชนมีอาชีพ รายได้ และบทบาทในการดูแลทรัพยากร เมื่อคนมีทางเลือกในการดำรงชีวิต แรงกดดันต่อป่าธรรมชาติจึงลดลง และระบบนิเวศสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42226 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/3.jpeg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; ความหลากหลายทางชีวภาพคือหลักฐานสำคัญของป่าที่กลับมามีชีวิต </strong>โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และติดตามข้อมูลในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งพืช สัตว์ป่า แหล่งน้ำ และระบบนิเวศโดยรอบ เพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนดูแลพื้นที่ให้คน ป่า และทรัพยากรธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ในระยะยาว</p>
<p><strong>&#8211; การจัดการขยะภายในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ</strong> ยึดหลักขยะต้องไม่จบที่บ่อฝังกลบ ทำให้ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบตั้งแต่ปี 2561 แม้เป็นพื้นที่ที่มีทั้งสำนักงาน โรงงาน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรม แหล่งท่องเที่ยว ชุมชน โรงเรียน และรองรับนักท่องเที่ยวปีละประมาณ 500,000 ถึง 600,000 คน โดยมีขยะที่ต้องบริหารจัดการประมาณ 102.4 ตันต่อปี หลักการสำคัญคือการแยกขยะตั้งแต่ต้นทางออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ ขยะรีไซเคิล ขยะย่อยสลายได้ ขยะอันตราย ขยะทั่วไป ขยะติดเชื้อ และขยะอื่น ๆ ก่อนนำไปจัดการตามลักษณะของขยะแต่ละประเภท เช่น นำกลับมาใช้ใหม่ ทำเป็นอาหารสัตว์ ส่งต่อให้บริษัทที่ได้รับอนุญาต หรือนำไปใช้เป็นพลังงาน แนวทางนี้ช่วยเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรที่จัดการได้ครบวงจร และยังขยายผลไปสู่ชุมชนในพื้นที่ 29 หมู่บ้าน เพื่อให้ครัวเรือน โรงเรียน และชุมชนลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42227 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/4-re.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>&#8211; ด้านการจัดการน้ำ</strong> โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ดำเนินงานตั้งแต่การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การบำบัด การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ เช่น สำนักงานกรุงเทพฯ ดอยตุง ตลอดจนศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมือ โรงย้อม โรงกระดาษสา และพื้นที่แปลงแมคคาเดเมีย รวมถึงการกำจัดสีในน้ำทิ้งจากกระบวนการย้อม และนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ในกิจกรรมที่เหมาะสม ช่วยลดการใช้น้ำใหม่ ลดภาระต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าไปพร้อมกับการดูแลระบบนิเวศต้นน้ำ</p>
<p><strong>&#8211; ด้านพลังงาน</strong> โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ใช้พลังงานทดแทนและมาตรการอนุรักษ์พลังงานให้เหมาะกับลักษณะงานของแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การใช้ระบบแก๊สซิไฟเออร์จากถ่านไม้ไผ่ที่ได้จากไม้ไผ่ตายขุยในป่าไผ่ การใช้ระบบน้ำร้อนจากชีวมวลในกระบวนการต้ม ฟอก และย้อมผ้า รวมถึงการผลิตไบโอดีเซลเพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งหมดนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมประมาณ 163.3 tCO2e ต่อปี และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้กว่า 1.46 ล้านบาทต่อปี สะท้อนว่า การลดคาร์บอนเริ่มได้จากการใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างเหมาะสม และวัดผลให้ชัดเจนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและต้นทุน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42228 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/6-re.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p><strong>&#8211; ผลิตภัณฑ์จากเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้แบรนด์ดอยตุง (</strong><strong>DoiTung)</strong> คืออีกตัวอย่างของการเปลี่ยนของเหลือจากการผลิตให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าโดยนำเศษวัสดุจากงานหัตถกรรม สิ่งทอ เซรามิก กาแฟ และแมคคาเดเมียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ทั้งในรูปแบบสินค้า ส่วนผสมในกระบวนการผลิต และพลังงานชีวมวล ขณะเดียวกันน้ำเสียจากโรงย้อมยังผ่านการบำบัดและนำกลับมาใช้ประโยชน์</p>
<p><em>&#8220;แนวทางนี้ทำให้ DoiTung ได้รับการรับรองมาตรฐานและฉลากด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อมหลายรายการ ทั้งโครงการประเมินการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนขององค์กร (Circular Economy Performance Assessment System หรือ CEPAS) จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, มาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับธุรกิจ (Circular Economy Management System for Business หรือ CEMS) จากบูโร เวอริทัส, มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 จาก CCQM (Con Cert Quality Management GmbH), ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product หรือ CFP) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สำหรับผ้าพันคอและกาแฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และฉลากผลิตภัณฑ์หมุนเวียน Circular Mark จากมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สำหรับกาแฟแคปซูล เป็นต้น&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42230 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/10-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>&#8211; </strong><strong>คาร์บอนเครดิตต้องกลับไปสร้างประโยชน์ให้ชุมชน</strong> มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อเปลี่ยนคุณค่าของป่าที่ชุมชนร่วมดูแลให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และเป็นแรงจูงใจในการอนุรักษ์ระยะยาว โดยพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จำนวน 57,480 ไร่ ได้ขึ้นทะเบียนภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) และสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ 419,513 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อขยายการทำงานร่วมกับป่าชุมชนทั่วประเทศ</p>
<p><strong>&#8211; เยาวชนคือกำลังสำคัญของการดูแลทรัพยากรในอนาคต</strong> โครงการพัฒนาดอยตุงฯ สร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ Science Fair นิทรรศการพลังงานและสิ่งแวดล้อม กิจกรรม <strong>&#8216;พลังงานทดแทน สร้างอนาคตคาร์บอนต่ำ&#8217;</strong> และ <strong>เครือข่ายดอยตุง Young Guardians</strong> ซึ่งเป็นเครือข่ายเยาวชนในพื้นที่ที่ร่วมเรียนรู้ ลงมือทำ และสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42229 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/11-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>จากภูเขาหัวโล้นสู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืน จากชุมชนที่เคยขาดโอกาสสู่ชุมชนที่มีอาชีพและมีส่วนร่วมดูแลทรัพยากร ดอยตุงจึงเป็น <strong>&#8216;ต้นแบบมีชีวิต&#8217;</strong> ที่ยืนยันว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง เมื่อคนกับธรรมชาติเติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุลในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/doitung-global-sustainable-development-role-model/">จากภูเขาหัวโล้น สู่ &#8216;โมเดลเรียนรู้ความยั่งยืน&#8217; 38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย สู่สายตาชาวโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อ่านเกม &#8216;เอ็กโซติค ฟู้ด&#8217; ว่าที่เบอร์ 1 ซอสพริกศรีราชาระดับโลก และกลยุทธ์การสร้าง Premium Global (Thai) Brand</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/exotic-food-target-leader-in-sriracha-sauce/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Jun 2026 08:11:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Brand Value]]></category>
		<category><![CDATA[Branding]]></category>
		<category><![CDATA[Chilli Sauce]]></category>
		<category><![CDATA[Exotic Food]]></category>
		<category><![CDATA[Flying Goose]]></category>
		<category><![CDATA[Global Brand]]></category>
		<category><![CDATA[Huy Fong]]></category>
		<category><![CDATA[Premium Global Brand]]></category>
		<category><![CDATA[Sriracha Sauce]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Brand]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Pride]]></category>
		<category><![CDATA[XO]]></category>
		<category><![CDATA[จิตติพร จันทรัช]]></category>
		<category><![CDATA[ซอสพริกศรีราชา]]></category>
		<category><![CDATA[ซอสศรีราชา]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดเครื่องปรุง]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[วาสนา จันทรัช]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งออก]]></category>
		<category><![CDATA[เอ็กโซติค ฟู้ด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42095</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากจุดเริ่มต้นของสองพี่น้องอย่าง คุณคิด- จิตติพร จันทรัช และ คุณยุ้ย วาสนา จันทรัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO  ที่เติบโตมากับอาหารไทย และต้องการถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยสู่ผู้บริโภคทั่วโลก ผ่านรสชาติอาหารไทยแท้ที่มีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมการกินอันโดดเด่น โดยเฉพาะจุดเด่นของเครื่องปรุงรสแบบไทยๆ ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานและการเข้าถึงไปสู่ผู้บริโภคในระดับโกลบอล ภายใต้แนวคิด &#8216;Authentic Thai Taste for Global Kitchen&#8217;  ประกอบกับการมองเห็นโอกาสและเทรนด์การเติบโตที่ดีของธุรกิจอาหารไทย รวมทั้งตลาดซอสและเครื่องปรุงรสที่มีขนาดใหญ่ระดับแสนล้าน รวมทั้งกระแสความนิยมอาหารเอเชีย และพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมทำอาหารรับประทานเองมากขึ้น พร้อมเปิดรับวัฒนธรรมการกินใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มซอสพริกศรีราชาที่อยู่ในหมวดสินค้าที่มีการเติบโตสูง โดย  IMARC Group ระบุข้อมูลตลาดซอสพริกทั่วโลกในปี 2025 มีมูลค่าประมาณ 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Fortune Business Insights คาดการณ์​ตลาดซอสและเครื่องปรุงอาหารทั่วโลก จะขยายจาก 259 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 ที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 380 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/exotic-food-target-leader-in-sriracha-sauce/">อ่านเกม &#8216;เอ็กโซติค ฟู้ด&#8217; ว่าที่เบอร์ 1 ซอสพริกศรีราชาระดับโลก และกลยุทธ์การสร้าง Premium Global (Thai) Brand</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากจุดเริ่มต้นของสองพี่น้องอย่าง <strong>คุณคิด- จิตติพร จันทรัช </strong>และ <strong>คุณยุ้ย วาสนา จันทรัช </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO  ที่เติบโตมากับอาหารไทย และต้องการถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยสู่ผู้บริโภคทั่วโลก ผ่านรสชาติอาหารไทยแท้ที่มีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมการกินอันโดดเด่น โดยเฉพาะจุดเด่นของเครื่องปรุงรสแบบไทยๆ ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานและการเข้าถึงไปสู่ผู้บริโภคในระดับโกลบอล ภายใต้แนวคิด &#8216;<strong>Authentic Thai Taste for Global Kitchen&#8217; </strong></p>
<p><span id="more-42095"></span></p>
<p>ประกอบกับการมองเห็นโอกาสและเทรนด์การเติบโตที่ดีของธุรกิจอาหารไทย รวมทั้งตลาดซอสและเครื่องปรุงรสที่มีขนาดใหญ่ระดับแสนล้าน รวมทั้งกระแสความนิยมอาหารเอเชีย และพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมทำอาหารรับประทานเองมากขึ้น พร้อมเปิดรับวัฒนธรรมการกินใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มซอสพริกศรีราชาที่อยู่ในหมวดสินค้าที่มีการเติบโตสูง โดย  IMARC Group ระบุข้อมูลตลาดซอสพริกทั่วโลกในปี 2025 มีมูลค่าประมาณ 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Fortune Business Insights คาดการณ์​ตลาดซอสและเครื่องปรุงอาหารทั่วโลก จะขยายจาก 259 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 ที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 380 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2032 ขณะที่ในกลุ่มผู้นำ​ตลาดระดับโลก ​​ยังไม่มีแบรนด์ของ​ไทย​เข้าไปอยู่ในลิสต์ Top Players ​ ของตลาดได้​ ทำให้เกิดแนวคิดในการนำรสชาติและสินค้าไทยเข้าไปบุกตลาดโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42168 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Exotic-Food-00-Re-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ต้ังเป้า ผู้นำตลาดซอสพริกศรีราชาของโลก</strong></p>
<p>ปัจจุบัน <strong>บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) (XO)</strong> เติบโตมากว่า 27 ปี และกลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกซอสพริกศรีราชาและเครื่องปรุงอาหารไทยระดับพรีเมียม ภายใต้แบรนด์ <strong>Exotic Food </strong>และ<strong> Flying Goose</strong> เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น <strong>&#8216;Global Thai Brand&#8217;</strong>  รวมท้ังอีกหนึ่งแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโออย่าง <strong>Thai Pride</strong> สำหรับทำตลาดในกลุ่ม Fighting Brand</p>
<p>พร้อมทั้งการพัฒนาสินค้าสำหรับการส่งออกสู่ตลาดโลกใน 4 กลุ่ม ประกอบด้วย ซอสพริก และซอสจิ้ม ซึ่งปัจจุบันเป็นพอร์ตหลักของบริษัทที่สัดส่วน 89% กลุ่มเครื่องแกงไทย สัดส่วนประมาณ 5-6% รวมทั้งกลุ่มอาหารพร้อมทาน และสินค้า​ Trading อื่นๆ โดยเติบโตจนสามารถผลักดันสินค้าเข้าสู่โมเดิร์นเทรดทั่วโลกได้มากกว่า 33,000 แห่ง ใน 80 ประเทศ ครอบคลุมทั้งยุโรป โอเชียเนีย และเอเชีย โดยเฉพาะความแข็งแรงในตลาดเยอรมนี ที่สามารถขึ้นเป็นผู้นำในตลาดได้อย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่​ทิ้งห่างเบอร์สองและผู้เล่นรายอื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่น</p>
<p>ขณะที่การเติบโตของบริษัทก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากยอดขายหลักไม่ถึงพันล้าน แต่ปัจจุบันยอดขายเติบโตขึ้นเป็นมากกว่า 2 พันล้านบาท โดยเฉพาะความแข็งแรงในกลุ่มซอสพริกศรีราชา ที่ปัจจุบันรั้งตำแหน่งเบอร์ 2 ของโลก ด้วยยอดขาย​ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อไล่ตาม​ผู้นำในตลาดระดับโลกอย่าง <strong>Huy Fong (ตราไก่)</strong> ซอสพริกศรีราชาจากอเมริกา ที่เคยทำยอดขายได้สูงสุดที่ 4,800 ล้านบาท  โดย <strong>คุณคิด- จิตติพร จันทรัช </strong>และ <strong>คุณยุ้ย วาสนา จันทรัช </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง <strong>​เป้าหมายสำคัญ ในการสร้างยอดขายให้เติบโตเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับ 4,000 &#8211; 5,000 ล้านบาท เพื่อขยับขึ้นเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มซอสพริกศรีราชาในระดับโลกได้ ภายในไม่เกิน 10 ปีนี้อย่างแน่นอน </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42170 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ExoticFood_CEO-8.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณภาพ แบรนด์ การตลาด 3 จุดแข็งสู่ผู้นำ</strong></p>
<p>ทั้งนี้ ความแข็งแรงและการเติบโตของ XO มาจาก <strong>จุดแข็งใน 3 เรื่องสำคัญ คือ คุณภาพสินค้า การสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ รวมทั้งการลงทุนด้านมาร์เก็ตติ้ง เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น</strong> รวมท้ังการทำให้แบรนด์สามารถขยับเข้าไปใกล้ชิดผู้บริโภคได้มากขึ้น เพื่อยกระดับสินค้าจาก Commodity หรือสินค้าเครื่องปรุงทั่วไป ให้ขยับมาสู่ Lifestyle Brand และมีภาพของ Premium Brand ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างการจดจำได้ดีขึ้นในตลาดโลก</p>
<p>เอ็กโซติค ฟู้ด มองว่า <strong>Brand Value</strong>​ คือหัวใจสำคัญของการสร้างธุรกิจระยะยาว และเป็นสินทรัพย์ที่สร้างความแตกต่างได้มากกว่าการแข่งขันด้านราคา จึงวาง Positioning ให้สินค้าไทยมีภาพลักษณ์ระดับพรีเมียม ทั้งการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย สวยงาม และโดดเด่นบนชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตระดับโลก ​ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานและเอกลักษณ์รสชาติไทยแท้ พร้อมปรับสินค้าให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคสากลมากขึ้นผ่านการนำเสนอรสชาติของซอสพริกศรีราชาภายใต้แบรนด์ Flying Goose ที่มีมากที่สุดในตลาดกว่า 50 รสชาติ และเครื่องปรุงอาหารไทยภายใต้แบรนด์ Exotic Food อีกกว่า 700 SKUs</p>
<p><em>&#8220;นอกจาก​พัฒนาคุณภาพสินค้า บริษัทยังให้ความสำคัญกับ​​การสร้างแบรนด์ในระยะยาว ผ่านการวางกลยุทธ์การตลาดอย่างต่อเนื่องและแตกต่าง ผ่านการทำกิจกรรมส่งเสริมแบรนด์และการทำ Collaboration ร่วมกับเชฟชื่อดัง และร้านอาหารท้องถิ่นชื่อดัง และไลฟ์สไตล์แบรนด์ในต่างประเทศ เช่น Anya Hindmarch® และ Percival เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภค และทำให้แบรนด์สามารถเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอาหารและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในแต่ละประเทศได้อย่างใกล้ชิด&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42174 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ExoticFood_CEO-5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>วาง Key Strategy รองรับการเติบโต</strong></p>
<p>สำหรับยอดขายในปีนี้ เอ็กโซติค ฟู้ด ต้ังเป้าเติบโตเพิ่มขึ้น 5% โดยเน้นการเติบโตผ่านการขยายตลาดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยกลยุทธ์สำคัญในการสร้างให้แต่ละตลาดที่ขยายไปเติบโตได้อย่างแข็งแรง มากจากการเลือกพันธมิตรทางธุรกิจอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการใช้กลยุทธ์สำคัญคือ <strong>​การแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายเพียงรายเดียวในแต่ละประเทศ (Exclusive Distributor)</strong> เพื่อสร้างพันธมิตรระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำตลาดร่วมกัน ซึ่งจากแนวคิดนี้ทำให้สามารถสร้างตลาดที่แข็งแรงได้ในแต่ละประเทศที่เข้าไปทำตลาด รวมทั้งมองเห็นบทเรียนจาก​แบรนด์ต่างๆ ที่เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาด หลังเกิดความขัดแย้งกับพันธมิตร</p>
<p>ส่วนการเตรียมความพร้อมในซัพพลายเชน โดยเฉพาะในส่วนของวัตถุดิบต้นน้ำของสินค้าหลักอย่างซอสพริกศรีราชา ที่ประกอบไปด้วยพริก น้ำตาล และกระเทียม ได้มีการทำสัญญาคำสั่งซื้อล่วงหน้า เพื่อป้องกันการขาดแคลนวัตถุดิบในอนาคต รวมท้ังเป็นการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42169 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ExoticFood_ภาพบรรยากาศ-5-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>รวมทั้งการลงทุนครั้งสำคัญกว่า 1,300 ล้านบาท ในการสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ แหลมฉบัง เพื่อ​ขยายกำลังผลิตโดยรวม​ราว 40,000 ตันต่อปี รองรับยอดขายที่จะเติบโตได้ในระดับ​​กว่า 4,000 ล้านบาท  โดยโรงงานเดิมที่ใช้งานมากมากกว่า 26 ปี จะเปลี่ยนเป็นแวร์เฮ้าส์สำหรับเก็บพริก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิต</p>
<p>พร้อมทั้ง​การเดินหน้าลงทุนด้านมาตรฐานสากล ระบบ Automation การวิจัยและพัฒนาสินค้า ตลอดจนการบริหารต้นทุนและความเสี่ยงเชิงรุก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันระยะยาว พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมใหม่ๆ ตามเทรนด์สุขภาพและความยั่งยืน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างแบรนด์อาหารยุคใหม่</p>
<p>นอกจากการขับเคลื่อนเพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจแล้ว เอ็กโซติค ฟู้ด ยังให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนตามกรอบ ESG ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ในการดำเนินธุรกิจ โดยตั้งเป้าเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2040 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ​ ผ่านการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในธุรกิจ เช่น การเปลี่ยนรถบรรทุกสินค้าเป็น EV Truck ทั้ง 100% ในการขนส่งสินค้าจากโรงงานไปท่าเรือ รวมทั้งการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่โรงงานเพื่อใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ในสัดส่วนราว 30%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42171 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ExoticFood_ภาพบรรยากาศ-10-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>รวมทั้งการสร้างวัฒนธรรมองค์กรภายใต้<strong> &#8216;XO DNA&#8217;</strong> ซึ่งประกอบด้วย 3 แกนหลัก คือ <strong>Work Smart, Have Fun</strong> และ<strong> No Drama</strong> เพื่อการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของพนักงานและองค์กร และการมุ่งไปสู่เป้าหมายร่วมกัน รวมท้ังการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างพนักงานและองค์กร (Employee Engagement)  นำมาซึ่งการขับเคลื่อนสู่ประสิทธิภาพในธุรกิจเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากบุคลากรเป็นทรัพยากรสำคัญของทุกองค์กร</p>
<p>การขับเคลื่อนของ เอ็กโซติค ฟู้ด ทั้งการวางบทบาทการทำงานของทั้งสอง CEO เพื่อดูแลทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านได้อย่างชัดเจน ประกอบกับการให้ความสำคัญในการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว มากกว่าเพียงการได้ยอดขายในระยะสั้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสำคัญทั้งการนำพาแบรนด์คนไทย ขับเคลื่อนสู่ผู้นำในตลาดระดับโลก ขณะเดียวกันยังต้องการยกระดับองค์กรและแบรนด์ให้มากกว่าเพียงการเป็นผู้ผลิตสินค้าและส่งออกอาหารไทย แต่กลายเป็นหนึ่งในแบบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่คนท่ัวทั้งโลกจดจำได้ในที่สุด</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/exotic-food-target-leader-in-sriracha-sauce/">อ่านเกม &#8216;เอ็กโซติค ฟู้ด&#8217; ว่าที่เบอร์ 1 ซอสพริกศรีราชาระดับโลก และกลยุทธ์การสร้าง Premium Global (Thai) Brand</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กับบทบาทด้านการขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ต่อยอดทุนธรรมชาติ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/mflf-3-strategic-driving-biodiversity/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 May 2026 12:20:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Advisory Service]]></category>
		<category><![CDATA[biodiversity credit]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[MFL]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-related Risks]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41975</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตอกย้ำบทบาทองค์กรต้นแบบด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานของคนและธรรมชาติ เนื่องในวันความหลากหลายทางชีวภาพสากล (International Day for Biological Diversity) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี โดยในปี 2569 แนวคิดระดับโลกคือ &#8216;Acting locally for global impact : ลงมือทำในระดับท้องถิ่น สร้างผลลัพธ์ระดับโลก&#8217; สะท้อนความสำคัญของการขับเคลื่อนจากพื้นที่จริงสู่ผลลัพธ์ในวงกว้าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่มุ่งยกระดับงานอนุรักษ์และพัฒนาชุมชน สู่การสร้าง &#8216;ทุนธรรมชาติ&#8217; หรือ Natural Capital ที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ โอกาส และการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือจากภาคเอกชน และทิศทางนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล วาง 3 ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อน Biodiversity คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ (ประธานสายงาน NbS มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ : Chief Nature-Based Solutions Officer) กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/mflf-3-strategic-driving-biodiversity/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กับบทบาทด้านการขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ต่อยอดทุนธรรมชาติ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ตอกย้ำบทบาทองค์กรต้นแบบด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานของคนและธรรมชาติ เนื่องในวันความหลากหลายทางชีวภาพสากล (International Day for Biological Diversity) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี</p>
<p><span id="more-41975"></span></p>
<p>โดยในปี 2569 แนวคิดระดับโลกคือ <strong>&#8216;Acting locally for global impact : ลงมือทำในระดับท้องถิ่น สร้างผลลัพธ์ระดับโลก&#8217;</strong> สะท้อนความสำคัญของการขับเคลื่อนจากพื้นที่จริงสู่ผลลัพธ์ในวงกว้าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่มุ่งยกระดับงานอนุรักษ์และพัฒนาชุมชน สู่การสร้าง &#8216;<strong>ทุนธรรมชาติ&#8217;</strong> หรือ Natural Capital ที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ โอกาส และการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือจากภาคเอกชน และทิศทางนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล</p>
<p><strong>วาง 3 ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อน Biodiversity</strong></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์</strong> ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ (ประธานสายงาน NbS มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ : Chief Nature-Based Solutions Officer) กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41976 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ท่ามกลางวิกฤตธรรมชาติที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงนำประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่จริง โดยเฉพาะแนวทาง <strong>&#8216;ปลูกคน ปลูกป่า&#8217;</strong> ที่พิสูจน์ผลลัพธ์มาเกือบ 4 ทศวรรษ มาต่อยอดสู่การขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่</p>
<p><strong>1. ​การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน หรือ Nature-based Solutions (NbS)</strong></p>
<p>การ​ต่อยอดผลสัมฤทธิ์จากแนวทาง <strong>ปลูกป่า ปลูกคน</strong>​ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย มากว่า 38 ปี ในพื้นที่ 91,779 ไร่  พร้อมฐานข้อมูลสิ่งมีชีวิตที่สำคัญของประเทศ โดยพบพันธุ์ไม้ถึง 1,459 ชนิด ซึ่งรวมถึงการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกถึง 12 ชนิด อาทิ นครินทรา เทียนดอยตุง และม่วงพายัพ รวมทั้งยังพบสัตว์ป่า 1,177 ชนิด โดยมี 8 ชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างเลียงผาและเต่าปูลู สะท้อนว่าแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิที่ดูแลคนและธรรมชาติไปด้วยกัน สามารถนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ให้ประโยชน์แก่ทุกสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะชุมชน และทำให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>นอกจากนี้​ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น เริ่มส่งผลกระทบต่องานพัฒนา ทั้งต่อการเพาะปลูกและผลผลิตของชุมชน ระบบนิเวศ และความเสี่ยงจากภัยพิบัติ มูลนิธิฯ จึงเริ่มศึกษาและขับเคลื่อนการจัดการความเสี่ยงทางธรรมชาติ หรือ<strong> Nature-related Risks</strong> เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบในระยะยาว</p>
<p><strong><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41980 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/6.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></strong></p>
<p><strong>2. การร่วมขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับชาติและสากล<br />
คุณธานิษฏ์ กองแก้ว </strong>ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิ มุ่งมั่นขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ หรือ National Biodiversity Strategy and Action Plan (NBSAP) ผ่านความร่วมมือและการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning (ONEP) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) (BEDO) และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ National University of Singapore (NUS) เพื่อทำให้โครงการพัฒนาต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ สามารถเป็นแบบอย่างด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน</p>
<p>พร้อมทั้งยังอยู่ระหว่าง<em><strong>การผลักดันดอยตุงสู่การเป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ หรือ Other Effective Area-based Conservation Measures (OECM) ภายใต้เป้าหมาย 30&#215;30 หรือเป้าหมายการอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเลอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573</strong> </em>ขณะเดียวกันยังร่วมกับ BEDO ศึกษากลไกเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) ภายใต้มาตรฐาน Terrasos จากประเทศโคลอมเบีย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41979 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/3.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังเตรียมนำเสนอโมเดลการทำงานร่วมกับชุมชนในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 หรือ the 17th meeting of the Conference of the Parties to the Convention on Biological Diversity (CBD COP17) ณ กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ในปลายปีนี้ เพื่อแสดงศักยภาพของไทยในการเป็นต้นแบบระดับภูมิภาค</p>
<p>มูลนิธิฯ ยังขยายพื้นที่ศึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย ไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย อาทิ</p>
<p>&#8211; จัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ ในป่าชายเลนเป้าหมาย จังหวัดตรัง พื้นที่ 10,832 ไร่ ระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี (ธันวาคม 2568 – พฤศจิกายน 2570) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศป่าชายเลน ประกอบด้วย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ สำนักงาน กปร. และบริษัท ปตท.สำรวจ และ ผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)</p>
<p>&#8211; ศึกษาความเป็นไปได้ในการขึ้นทะเบียนป่าชุมชน 11 แห่ง ภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ (OECM) ผ่านการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 5 ล้านบาทจาก High Ambition Coalition for Nature and People (HAC) ซึ่งจะช่วยยกระดับบทบาทของชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41977 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/9-re.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>3</strong><strong>. การขยายผลและส่งต่อองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจผ่านบริการที่ปรึกษา</strong></p>
<p>มูลนิธิฯ  ก้าวสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ <strong>Biodiversity Advisory Service</strong> ให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินธุรกิจ เช่น โครงการ Rewilding ในพื้นที่ชลบุรี การพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่เชียงดาว เป็นต้น โดยเน้นการวัดผลที่จับต้องได้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อมั่นว่าการผนวกวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มูลนิธิฯ สั่งสมมาตลอด 38 ปี จะเป็น<strong> &#8216;ทางรอด&#8217;</strong> ที่สำคัญของเศรษฐกิจและโลกใบนี้ การขับเคลื่อนงานในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการแสดงผลสำเร็จจากอดีต แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งอนาคตที่คน ป่า และธุรกิจเติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุลและยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41978 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/13.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/mflf-3-strategic-driving-biodiversity/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กับบทบาทด้านการขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ต่อยอดทุนธรรมชาติ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยติด Top 50 &#8216;เมืองระบบนิเวศสตาร์ทอัพดีที่สุดในโลก&#8217; พร้อมขึ้น​ผู้นำ MedTech อาเซียน เพิ่ม​โอกาสใหม่ด้าน Wellness Economy</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/thailand-top-50-global-startup-ecosystem/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 May 2026 11:11:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Global Startup Ecosystem Index 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Global Startup Hub]]></category>
		<category><![CDATA[MedTech]]></category>
		<category><![CDATA[NIA]]></category>
		<category><![CDATA[Startup Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[Startup Nation]]></category>
		<category><![CDATA[StartupBlink]]></category>
		<category><![CDATA[Wellness Economy]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศสตาร์ตอัป]]></category>
		<category><![CDATA[ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41956</guid>

					<description><![CDATA[<p>NIA เผยข่าวดี ประเทศไทยติด Top 50 เมืองที่มีระบบนิเวศสตาร์ทอัพดีที่สุดในโลกในรอบ 6 ปี พร้อมคว้าเบอร์ 1 ด้าน MedTech อาเซียน โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจสุขภาวะ (Wellness Ecosystem) ‘กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ &#8211; ภูเก็ต’ ขึ้นทำเนียบเมืองแม่เหล็กดึงสตาร์ทอัพจากทั่วโลกสู่ไทย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยผลการจัดอันดับ ดัชนีระบบนิเวศสตาร์ทอัพโลก ประจำปี 2569 (Global Startup Ecosystem Index 2026)​โดย StartupBlink ​แพลตฟอร์มวิจัยและวิเคราะห์ระบบนิเวศสตาร์ทอัพระดับโลกจาก 120 ประเทศ และกว่า 1,500 เมือง โดยปีนี้ภาพรวมประเทศไทยสามารถขยับสู่อันดับที่ 49 ของโลก เข้าสู่อันดับ Top 50 เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี อันดับ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/thailand-top-50-global-startup-ecosystem/">ไทยติด Top 50 &#8216;เมืองระบบนิเวศสตาร์ทอัพดีที่สุดในโลก&#8217; พร้อมขึ้น​ผู้นำ MedTech อาเซียน เพิ่ม​โอกาสใหม่ด้าน Wellness Economy</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div dir="auto">
<p>NIA เผยข่าวดี ประเทศไทยติด Top 50 เมืองที่มีระบบนิเวศสตาร์ทอัพดีที่สุดในโลกในรอบ 6 ปี พร้อมคว้าเบอร์ 1 ด้าน MedTech อาเซียน โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจสุขภาวะ (Wellness Ecosystem) ‘กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ &#8211; ภูเก็ต’ ขึ้นทำเนียบเมืองแม่เหล็กดึงสตาร์ทอัพจากทั่วโลกสู่ไทย</p>
</div>
<p><span id="more-41956"></span></p>
<p><strong>สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA</strong> <strong>กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)</strong> เผยผลการจัดอันดับ <strong>ดัชนีระบบนิเวศสตาร์ทอัพโลก ประจำปี 2569 (Global Startup Ecosystem Index 2026)</strong>​โดย <strong>StartupBlink </strong>​แพลตฟอร์มวิจัยและวิเคราะห์ระบบนิเวศสตาร์ทอัพระดับโลกจาก 120 ประเทศ และกว่า 1,500 เมือง</p>
<div dir="auto">
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41961 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Top10-Ecosystem.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>โดยปีนี้ภาพรวมประเทศไทยสามารถขยับสู่อันดับที่ 49 ของโลก เข้าสู่อันดับ Top 50 เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี อันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมสร้างอัตราการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ทอัพสูงถึง​ 62.6% และยังติดอันดับเมืองที่เอื้อต่อสตาร์ทอัพกลุ่ม MedTech ดีที่สุดในอาเซียน</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>กรุงเทพมหานคร</strong> ยังขยับขึ้นสู่อันดับ 76 ของโลก และอันดับ 4 ของอาเซียน พร้อมคว้าอันดับ 1 เมืองโรโบติกส์อาเซียน (อันดับ 17 โลก) <strong>ด้านเชียงใหม่ &#8211; ภูเก็ต</strong> เติบโตสูงขึ้นกว่า 91.6% และ 85.9% ตามลำดับ</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีเ<strong>มืองใหม่ที่มีศักยภาพสูงเพิ่มอีก 4 แห่ง ได้แก่ พัทยา สมุทรปราการ ปทุมธานี และนครปฐม</strong> ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนเมืองติดอันดับมากที่สุดอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41962 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Top-City-.jpeg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์</strong> รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า  นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจด้านนวัตกรรมของประเทศไทย หลังผลการจัดอันดับ <strong>Global Startup Ecosystem Index 2026</strong> โดย <strong>StartupBlink</strong>  สามารถขยับขึ้นสู่อันดับ 49 ของโลกและเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีที่เข้าสู่ Top 50 อันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย</p>
<p><em>&#8220;ผลที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึง <strong>พัฒนาการของเมือง และระบบนิเวศนวัตกรรมไทยที่เติบโตจากการขับเคลื่อนนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน มุ่งสร้างระบบนิเวศให้เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง</strong> รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและการสร้างผู้ประกอบการเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมองว่า <strong>สตาร์ทอัพไม่ใช่เพียงธุรกิจเกิดใหม่ แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้าง New Growth Engine ให้กับประเทศ ทั้งในมิติของเศรษฐกิจดิจิทัล การเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างงานทักษะสูง และการแข่งขันในเวทีโลก</strong> ซึ่งการที่ประเทศไทยสามารถก้าวเข้าสู่ Top 50 ของโลก และอันดับ 1 ด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ (MedTech) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อันดับ 8 ของโลก) รวมถึงการที่กรุงเทพมหานครครองอันดับ 1 ด้านวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) ในภูมิภาค ถือเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ผู้ประกอบการ และเครือข่ายนวัตกรรมระดับนานาชาติมากขึ้น”</em></p>
<p>ปัจจุบันกระทรวง อว. และ NIA อยู่ระหว่างเร่งผลักดันและส่งเสริมให้เกิดการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศผ่านโครงการสำคัญทั้งการส่งเสริม <strong>Area – based Innovation Ecosystem, Matching Fund &amp; University Holding Company, Makerspace ชุมชน, การขยายผล Startup Thailand League</strong> รวมถึงการส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนา <strong>DeepTech Startup</strong> และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในสาขายุทธศาสตร์สำคัญ เช่น <strong>MedTech, AI, Robotics, Climate Tech และ FoodTech</strong> ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนทักษะสูง การวิจัยและพัฒนาเชิงพาณิชย์ และการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาคการลงทุน เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น <strong>&#8216;ชาตินวัตกรรม หรือ Innovation Nation&#8217;</strong> อย่างเต็มรูปแบบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41958 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/PIC5-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ศ.ดร.ยศชนัน</strong> กล่าวต่อว่า จุดที่น่าสนใจจากการจัดอันดับคือการที่ไทยขยับสู่การเป็นผู้นำสตาร์ทอัพในด้าน MedTech สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพความพร้อมที่จะพัฒนาเพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสุขภาวะ (Wellness Economy) ที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทยในอนาคต ซึ่งผู้ประกอบการในประเทศมีความพร้อมในด้านองค์ความรู้ และความสามารถด้านนวัตกรรมที่จะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จะตอบโจทย์ความต้องการด้านการแพทย์ และสุขภาพในตลาดได้ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายปัจจัย เช่น เงินทุนสนับสนุน การเข้าถึงโอกาสทดสอบนวัตกรรมก่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงยังขาดการเชื่อมโยงเครือข่ายสนับสนุนการเติบโต รัฐบาลจึงพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย นักลงทุน เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสตามเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงด้วยวิจัยและนวัตกรรม</p>
<p>ด้าน <strong>ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กล่าวว่า ผลการจัดอันดับในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยในหลายมิติ โดย<strong>ประเทศไทยไม่เพียงก้าวเข้าสู่ Top 50 ของโลกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี แต่ยังมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดเป็นอันดับ 4 ในกลุ่ม 50 อันดับแรกของโลกที่ 62.6%</strong> (อันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) สะท้อนถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทย การขยายตัวของการลงทุนด้านเทคโนโลยี และความแข็งแกร่งของเครือข่ายสตาร์ทอัพในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ</p>
<p>รวมถึงการที่ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับด้าน <strong>Startup Community Activity</strong> เป็นอันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิก ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตของกิจกรรมด้านนวัตกรรมและชุมชนผู้ประกอบการที่มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเริ่มเห็นการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมในเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจนทั้งด้านการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ นักลงทุน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานสนับสนุน ตลอดจนการขยายตัวของกิจกรรมด้านนวัตกรรมสู่ภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับสูงขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41960 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/PIC4-er.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“กรุงเทพมหานคร ถือเป็นเมืองศูนย์กลางด้านสตาร์ทอัพของประเทศที่สามารถขยับขึ้น 5 อันดับสู่อันดับ 76 ของโลก และอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมขึ้นเป็นเมืองอันดับ 1 ด้านวิทยาการหุ่นยนต์ของภูมิภาค และอันดับ 17 ของโลก ขณะที่เมืองรองอย่างภูเก็ต และเชียงใหม่ก็มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของระบบนิเวศนวัตกรรมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเมืองรองในการดึงดูดผู้ประกอบการ นักลงทุน และกลุ่ม Digital Nomad จากทั่วโลกเข้ามาสร้างธุรกิจและนวัตกรรมในประเทศไทยมากขึ้น&#8221;</em></p>
<p>สำหรับปัจจัยหลักที่ StartupBlink ใช้ในการประเมินจัดอันดับ ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่</p>
<p><strong>1.  Quantity Score</strong> หรือปริมาณกิจกรรมของระบบนิเวศ เช่น จำนวนสตาร์ทอัพ นักลงทุน Accelerator Co-working Space และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบนิเวศ</p>
<p><strong>2. Quality Score</strong> หรือคุณภาพและผลกระทบของระบบนิเวศ เช่น การเติบโตของสตาร์ทอัพระดับ Unicorn การลงทุน ความแข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยี และอิทธิพลของระบบนิเวศในระดับโลก</p>
<p><strong>3. Startup Business Environment Score</strong> ซึ่งประเมินความพร้อมของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ คุณภาพอินเทอร์เน็ต สภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ ความพร้อมด้านบุคลากร และบริการสนับสนุนอื่นๆ</p>
<p><em>“ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายด้านการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการเทคโนโลยี นักลงทุน และกลุ่ม Digital Nomad จากทั่วโลก ที่เข้ามาใช้ชีวิต ทำงาน และสร้างธุรกิจ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งมีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพชีวิต และชุมชนผู้ประกอบการสร้างสรรค์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง NIA จะปั้น &#8216;<strong>ย่านนวัตกรรมอารีย์&#8217;</strong> ให้เป็นพื้นที่ศูนย์กลางคอมมูนิตี้สตาร์ทอัพของไทยเพื่อเสริมความเข้มแข็งของระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยสู่สากล  สิ่งเหล่านี้จะช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ เงินทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายนวัตกรรมระดับนานาชาติ  สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศในอนาคต&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41964 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/PIC1-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>การเติบโตของประเทศไทยในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอันดับ แต่เป็นสัญญาณสำคัญว่าระบบนิเวศนวัตกรรมไทยกำลังก้าวสู่การเติบโตในระดับสากลเป็น<strong> Global Startup Hub</strong> อย่างชัดเจน โดย NIA จะยังคงเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย เชื่อมโยงประเทศสู่เครือข่ายนวัตกรรมโลก และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Startup Nation อย่างยั่งยืนต่อไป</p>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/thailand-top-50-global-startup-ecosystem/">ไทยติด Top 50 &#8216;เมืองระบบนิเวศสตาร์ทอัพดีที่สุดในโลก&#8217; พร้อมขึ้น​ผู้นำ MedTech อาเซียน เพิ่ม​โอกาสใหม่ด้าน Wellness Economy</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>28 องค์กรภาคี ยื่น &#8216;ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน&#8217; ต่อรัฐสภา หยุดวงจร &#8216;ผลิต-ใช้-ทิ้ง&#8217; ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนเต็มรูปแบบ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/seri-chula-submit-ce-draft-to-parliament/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 May 2026 07:00:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[28 องค์กรภาคี]]></category>
		<category><![CDATA[CE]]></category>
		<category><![CDATA[CE ฉบับประชาชน]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[SERI CHULA]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Environment Research Institute]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย EPR]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารทรัพยากร]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี]]></category>
		<category><![CDATA[ผลักดันกฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ]]></category>
		<category><![CDATA[ร่าง พ.ร.บ.]]></category>
		<category><![CDATA[ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[โอภาส เพชรมุณี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41915</guid>

					<description><![CDATA[<p>28 องค์กรภาคีเครือข่าย Thailand Circular Economy ร่วมยื่น ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน พ.ศ. &#8230;. (ฉบับประชาชน) ต่อรัฐสภา เพื่อผลักดันกฎหมายแม่บท ฉบับแรกของประเทศ เพื่อ​ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารทรัพยากรและการจัดการของเสียของไทยทั้งระบบ หลังใช้เวลากว่า 6 ปี ศึกษายกร่างและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SERI : Sustainable Environment Research Institute, Chulalongkorn University ) และเครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Thailand Circular Economy) ​​ประกอบด้วย 28 องค์กรภาคี จากภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเพื่อสังคม และองค์กรสื่อด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมยื่นร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน พ.ศ. &#8230;. (ฉบับประชาชน) ต่อรัฐสภา โดยมี พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/seri-chula-submit-ce-draft-to-parliament/">28 องค์กรภาคี ยื่น &#8216;ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน&#8217; ต่อรัฐสภา หยุดวงจร &#8216;ผลิต-ใช้-ทิ้ง&#8217; ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนเต็มรูปแบบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="2ut9m-0-0">
<div data-offset-key="2ut9m-0-0"><strong>28 องค์กรภาคีเครือข่าย Thailand Circular Economy</strong> <span data-offset-key="2ut9m-4-0"> ร่วมยื่น <strong>ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน พ.ศ. &#8230;. (ฉบับประชาชน)</strong> ต่อรัฐสภา เพื่อผลักดันกฎหมายแม่บท ฉบับแรกของประเทศ เพื่อ​ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารทรัพยากรและการจัดการของเสียของไทยทั้งระบบ หลังใช้เวลากว่า 6 ปี ศึกษายกร่างและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน</span></div>
</div>
<p><span id="more-41915"></span></p>
<p><span data-offset-key="2ut9m-0-0"><strong>ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี</strong> นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SERI : </span><span class="_247o" spellcheck="false" data-offset-key="2ut9m-1-0"><span data-offset-key="2ut9m-1-0">Sustainable Environment Research Institute, Chulalongkorn University</span></span><span data-offset-key="2ut9m-2-0"> ) และ<span class="_247o" spellcheck="false" data-offset-key="2ut9m-3-0">เครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียน</span> (</span><span class="_247o" spellcheck="false" data-offset-key="2ut9m-3-0"><span data-offset-key="2ut9m-3-0">Thailand Circular Economy) ​</span></span><span data-offset-key="2ut9m-4-0">​</span><span data-offset-key="2ut9m-4-0">ประกอบด้วย 28 องค์กรภาคี จากภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเพื่อสังคม และองค์กรสื่อด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมยื่น<strong>ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน พ.ศ. &#8230;. (ฉบับประชาชน)</strong> ต่อรัฐสภา โดยมี <strong>พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ</strong> ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา พร้อมด้วย​ <strong>คุณโอภาส เพชรมุณี</strong> เลขานุการประธานรัฐสภา เป็นตัวแทนรับเรื่อง</span></p>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="8ab5o-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="8ab5o-0-0"><span data-offset-key="8ab5o-0-0"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41919 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/CE3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="5pm9b-0-0">
<div data-offset-key="5pm9b-0-0"></div>
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="5pm9b-0-0"><span data-offset-key="5pm9b-0-0">การยื่นร่าง พ.ร.บ.ในครั้งนี้ เพื่อผลักดันกฎหมายแม่บท ฉบับแรกของประเทศในการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารทรัพยากรและการจัดการของเสียของไทยทั้งระบบ หลังทีมวิชาการและภาคีเครือข่ายได้ใช้เวลากว่า 6 ปี ศึกษายกร่างและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน</span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="2dqb8-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="2dqb8-0-0"><span data-offset-key="2dqb8-0-0"><strong>ความสำคัญในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้</strong> เนื่องจาก</span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="2p0oh-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="2p0oh-0-0"><span data-offset-key="2p0oh-0-0">&#8211; ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตขยะและความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนัก โดยมี<strong>ปริมาณขยะมูลฝอยสูงกว่า 27 ล้านตันต่อปี</strong> (แบ่งเป็นขยะอาหารประมาณ 10 ล้านตัน และขยะพลาสติกเกือบ 3 ล้านตัน)</span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="beq7u-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="beq7u-0-0"><span data-offset-key="beq7u-0-0">&#8211; <strong>​สถานที่กำจัดขยะทั่วประเทศ 2,057 แห่ง มีเพียง 6% เท่านั้นที่ได้มาตรฐานตามหลักวิชาการ</strong> ส่วนอีก 94% หรือ 1,937 แห่ง​ ยังคงใช้วิธีที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น การเทกอง เผากลางแจ้ง และเตาเผาที่ไร้ระบบบำบัดมลพิษ</span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="3j9j6-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="3j9j6-0-0"><span data-offset-key="3j9j6-0-0"><strong>&#8211; ข้อมูลวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ </strong>ระบุว่า <strong>บ่อขยะที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจ รวมกว่า 3.87 แสนล้านบาท</strong> และต้องใช้งบฟื้นฟูสูงถึง 1.14 แสนล้านบาท ขณะที่เงินคงเหลือในกองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีเพียง 873 ล้านบาท</span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="5568r-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="5568r-0-0"><span data-offset-key="5568r-0-0">&#8211; นอกจากนี้ อ<strong>งค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อปี</strong> แต่จัดเก็บค่าธรรมเนียมได้เพียง 2.8 พันล้านบาท</span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="2aom1-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="2aom1-0-0"><span data-offset-key="2aom1-0-0">&#8211; ขณะเดียวกัน ยังพบการ​ซ้ำเติมปัญหาจาก​ <strong>การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ไมโครพลาสติกในห่วงโซ่อาหาร และการรั่วไหลของขยะลงสู่ทะเล</strong> จนไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่มหาสมุทรมากที่สุดในระดับสากล</span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="1s6sc-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="1s6sc-0-0"><span data-offset-key="1s6sc-0-0">&#8211; การจัดการขยะได้เปลี่ยนมุมมองสู่การจัดการ<strong> &#8216;ตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์&#8217;</strong> สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ ได้ออกข้อบังคับว่าด้วยบรรจุภัณฑ์ (PPWR) และการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (ESPR) ซึ่งกำลังจะกลายเป็นกติกาการค้าระดับโลก หากประเทศไทยไม่มีกฎหมายแม่บทรองรับ ผู้ประกอบการไทยอาจสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว </span></div>
</div>
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="c7n8t-0-0"><span data-offset-key="c7n8t-0-0"> </span></div>
<div data-offset-key="c7n8t-0-0"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41918 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/CE2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="8opd2-0-0">
<div data-offset-key="8opd2-0-0"></div>
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="8opd2-0-0"><span data-offset-key="8opd2-0-0">&#8211; <strong>ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการจัดการขยะที่ปลายทาง แต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยมีหัวใจสำคัญ 5 ประการ</strong> ได้แก่</span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="esht3-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="esht3-0-0"><span data-offset-key="esht3-0-0"><strong>1. เปลี่ยนกระบวนทัศน์การแก้ปัญหา</strong> เปลี่ยนจากคำว่า <strong>&#8216;</strong></span><strong><span class="_5zk7" spellcheck="false" data-offset-key="esht3-1-0">การจัดการขยะ&#8217;</span></strong><span data-offset-key="esht3-2-0"> เป็น </span><strong><span class="_5zk7" spellcheck="false" data-offset-key="esht3-3-0">&#8216;การบริหารทรัพยากร</span></strong><span data-offset-key="esht3-4-0"><strong>ทั้งระบบ</strong>&#8216;  เริ่มตั้งแต่การออกแบบที่ต้นน้ำไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ที่ปลายน้ำ</span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="3s07h-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="3s07h-0-0"><span data-offset-key="3s07h-0-0"><strong>2. เพิ่มความรับผิดชอบของผู้ผลิต</strong> (</span><span class="_5zk7" spellcheck="false" data-offset-key="3s07h-1-0"><span data-offset-key="3s07h-1-0">#EPR</span></span><span data-offset-key="3s07h-2-0">) กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์ของตน ครอบคลุม 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยางรถยนต์ แบตเตอรี่ EV อุปกรณ์ประมง และแผงโซลาร์เซลล์</span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="eg3a1-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="eg3a1-0-0"><span data-offset-key="eg3a1-0-0"><strong>3. รับรอง 3 สิทธิใหม่ของผู้บริโภค</strong> ได้แก่ </span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="f7sdd-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="f7sdd-0-0"><span data-offset-key="f7sdd-0-0">&#8211; <strong>สิทธิในการซ่อมแซม</strong> (Right to Repair) ห้ามผู้ผลิตจงใจออกแบบสินค้าให้อายุสั้น </span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="47fdq-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="47fdq-0-0"><span data-offset-key="47fdq-0-0">&#8211; <strong>สิทธิในการปฏิเสธบรรจุภัณฑ์</strong> (Right to Refuse Packaging) ต้องมีทางเลือกแบบเติม (Refill) โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่ม </span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="b5cjj-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="b5cjj-0-0"><span data-offset-key="b5cjj-0-0">&#8211; <strong>สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล</strong> ตรวจสอบที่มาของวัสดุผ่านหนังสือเดินทางผลิตภัณฑ์ดิจิทัล</span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="648ig-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="648ig-0-0"><span data-offset-key="648ig-0-0"><strong>4. ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ โดยนำมาตรการต่าง ๆ มาปรับพฤติกรรมตลาด</strong> เช่น การเก็บเงินสมทบพลาสติกใช้ครั้งเดียว ภาษีเศรษฐกิจหมุนเวียน ระบบมัดจำคืนเงิน หลักผู้ก่อขยะเป็นผู้จ่าย พร้อมตั้งกองทุนเศรษฐกิจหมุนเวียนสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการรีไซเคิลและซ่อมแซม</span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="3ajbe-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="3ajbe-0-0"><span data-offset-key="3ajbe-0-0"><strong>5. ประกาศพื้นที่คุ้มครองพิเศษ </strong>ให้อำนาจประกาศพื้นที่ที่มีปัญหาขยะท่องเที่ยวสูงหรือระบบนิเวศเปราะบาง (เช่น เกาะ อุทยาน) ให้สามารถห้ามใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวเด็ดขาด พร้อมเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อนำมาบริหารจัดการขยะในพื้นที่โดยตรง</span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="4fhak-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="4fhak-0-0"><span data-offset-key="4fhak-0-0">นอกจากนี้ <strong>งานศึกษาของธนาคารโลก (World Bank)</strong> ประเมินว่า <em><strong>หากไทยก้าวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเทียบเท่า 1% ของ GDP เกิดการจ้างงานสีเขียวกว่า 160,000 ตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 5% ภายในปี 2573 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050</strong></em></span></div>
<div data-offset-key="4fhak-0-0"></div>
<div data-offset-key="4fhak-0-0"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41917 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/CE1-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="b3g33-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="b3g33-0-0"><span data-offset-key="b3g33-0-0"> </span>หากร่าง พ.ร.บ.ผ่านการพิจารณาจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทางเครือข่าย <strong>Thailand Circular Economy</strong> จะเดินหน้ารวบรวมรายชื่อประชาชนผู้สนับสนุนให้ครบ 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอเข้าสู่รัฐสภาอย่างเป็นทางการภายในสิ้นปี 2569</div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="85lh4-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="85lh4-0-0"><span data-offset-key="85lh4-0-0">ด้าน <strong>พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ</strong> กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า จะเร่งนำเอกสารและหนังสือที่ได้รับนำเสนอไปยังประธานรัฐสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป</span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="60vmv-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="60vmv-0-0">ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อกระจายความรับผิดชอบอย่างเป็นธรรม ภาครัฐกำหนดทิศทาง เอกชนออกแบบให้ใช้ซ้ำและรับคืน ส่วนประชาชนเลือกใช้และคัดแยกให้ถูกต้อง</div>
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="60vmv-0-0">ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและร่วมลงชื่อสนับสนุนได้ที่ เว็บไซต์ https://thailandcenetwork.org/</div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="6pqsf-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="6pqsf-0-0"><span data-offset-key="6pqsf-0-0">เฟซบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/Thailandcirculareconomy<br />
</span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="cflat" data-offset-key="r3r8-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="r3r8-0-0"></div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/seri-chula-submit-ce-draft-to-parliament/">28 องค์กรภาคี ยื่น &#8216;ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน&#8217; ต่อรัฐสภา หยุดวงจร &#8216;ผลิต-ใช้-ทิ้ง&#8217; ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนเต็มรูปแบบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงแรมเซ็นทารา เซ็ต 6 ทัชพ้อยท์ ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ดึงชุมชน -ท้องถิ่่น สร้างความแตกต่าง สไตล์ Thai Hoaputality</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/centara-new-brand-touchpoint/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 May 2026 13:17:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Brand Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Brand Touch Point]]></category>
		<category><![CDATA[Centara]]></category>
		<category><![CDATA[Centara Brand]]></category>
		<category><![CDATA[Delightful Pleasures]]></category>
		<category><![CDATA[Local Heroes]]></category>
		<category><![CDATA[นักท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[พินิดา เพชรธนะกุล]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทารา]]></category>
		<category><![CDATA[เดวิด มาร์เทนส์]]></category>
		<category><![CDATA[เดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงแรม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงแรมเซ็นทารา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา]]></category>
		<category><![CDATA[ไมเคิล เฮนสเลอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41878</guid>

					<description><![CDATA[<p>แบรนด์เซ็นทารา (Centara Brand) ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์​ที่มีความสำคัญ และมีจำนวนสาขามากที่สุดในพอร์ตโฟลิโอของกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ด้วยจำนวนสาขา 27-28 แห่ง ซึ่งกระจายไปใน Destination สำคัญทั้งเมืองหลักและเมืองรองทั่วประเทศ จากจำนวนสาขารวมทั้งโรงแรมและรีสอร์ภายในเครือที่มีกว่า 55 แห่ง ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมการขยับครั้งสำคัญของแบรนด์โรงแรมเซ็นทาราในปีนี้ เพื่อสร้างความแตกต่างและยกระดับประสบการณ์ในการเข้าพักของลูกค้า โดยเฉพาะการเชื่อมโยงอัตลักษณ์ชุมชนในแต่ละท้องถิ่นที่โรงแรมตั้งอยู่ มาสร้างความแข็งแรงให้กับ Centara Brand Experience ผ่านการออกแบบ Brand Toucpoint เพื่อตอกย้ำประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับแบรนด์ รวมทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ควบคู่ไปกับการดูแลความเป็นอยู่และสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนและท้องถิ่นได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน คุณเดวิด มาร์เทนส์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า นักท่องเที่ยวในปัจจุบันให้ความสำคัญต่อประสบการณ์ในการเดินทาง แม้แต่การเลือกโรงแรมที่พักที่ไม่ได้เน้นเพียงความหรูหราหรือสะดวกสบาย แต่การได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างและมีความเฉพาะตัว ช่วยเพิ่มเสน่ห์และการจดจำแบรนด์ได้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เซ็นทารา ที่เป็น Multi-generation หรือสามารถเข้าถึงคนได้ทุกกลุ่มทุกวัย การได้รับประสบการณ์จากแบรนด์ที่หลากหลาย จะช่วยเพิ่มความประทับใจและความสุขในระหว่างการเดินทางให้ลูกค้าได้เพิ่มมากขึ้น “เซ็นทารามีเป้าหมายการให้บริการเพื่อสร้าง Delightful Pleasures เพื่อสร้าง​ความประทับใจ ผ่านประสบการณ์ที่แตกต่าง จากการต่อยอด Feedback หรือการมอนิเตอร์จาก Social Listening เพื่อต่อยอดจากอินไซต์ของลูกค้าและนักท่องเที่ยว​ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/centara-new-brand-touchpoint/">โรงแรมเซ็นทารา เซ็ต 6 ทัชพ้อยท์ ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ดึงชุมชน -ท้องถิ่่น สร้างความแตกต่าง สไตล์ Thai Hoaputality</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แบรนด์เซ็นทารา (Centara Brand)</strong> ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์​ที่มีความสำคัญ และมีจำนวนสาขามากที่สุดในพอร์ตโฟลิโอของกลุ่ม<strong>โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา</strong> ด้วยจำนวนสาขา 27-28 แห่ง ซึ่งกระจายไปใน Destination สำคัญทั้งเมืองหลักและเมืองรองทั่วประเทศ จากจำนวนสาขารวมทั้งโรงแรมและรีสอร์ภายในเครือที่มีกว่า 55 แห่ง ทั้งในและต่างประเทศ</p>
<p><span id="more-41878"></span></p>
<p>พร้อมการขยับครั้งสำคัญของแบรนด์โรงแรมเซ็นทาราในปีนี้ เพื่อสร้างความแตกต่างและยกระดับประสบการณ์ในการเข้าพักของลูกค้า โดยเฉพาะการเชื่อมโยงอัตลักษณ์ชุมชนในแต่ละท้องถิ่นที่โรงแรมตั้งอยู่ มาสร้างความแข็งแรงให้กับ <strong>Centara Brand Experience</strong> ผ่านการออกแบบ Brand Toucpoint เพื่อตอกย้ำประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับแบรนด์ รวมทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ควบคู่ไปกับการดูแลความเป็นอยู่และสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนและท้องถิ่นได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41880 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/B568DB2E-FF96-45A0-8BCF-980A82EF65D9.jpg" alt="" width="1200" height="881" /></p>
<p><strong>คุณเดวิด มาร์เทนส์ </strong>รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า นักท่องเที่ยวในปัจจุบันให้ความสำคัญต่อประสบการณ์ในการเดินทาง แม้แต่การเลือกโรงแรมที่พักที่ไม่ได้เน้นเพียงความหรูหราหรือสะดวกสบาย แต่การได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างและมีความเฉพาะตัว ช่วยเพิ่มเสน่ห์และการจดจำแบรนด์ได้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เซ็นทารา ที่เป็น Multi-generation หรือสามารถเข้าถึงคนได้ทุกกลุ่มทุกวัย การได้รับประสบการณ์จากแบรนด์ที่หลากหลาย จะช่วยเพิ่มความประทับใจและความสุขในระหว่างการเดินทางให้ลูกค้าได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><em>“เซ็นทารามีเป้าหมายการให้บริการเพื่อสร้าง Delightful Pleasures เพื่อสร้าง​ความประทับใจ ผ่านประสบการณ์ที่แตกต่าง จากการต่อยอด Feedback หรือการมอนิเตอร์จาก Social Listening เพื่อต่อยอดจากอินไซต์ของลูกค้าและนักท่องเที่ยว​ มาสู่การพัฒนา Brand Experience เพื่อสร้างตัวตนแบรนด์ &#8216;เซ็นทารา&#8217; ให้ชัดเจน และจับต้องได้ สะท้อนความโดดเด่นของ Thai Hospitality โดยเฉพาะแนวทาง Local Connect เพื่อให้ทุกจุดสัมผัสแบรนด์ (Brand Touchpoint) สร้างความแตกต่างและประทับใจให้ลูกค้าได้ตลอดการเข้าพัก โดยเฉพาะการเชื่อมโยงถึงความเป็นท้องถิ่นในแต่ละ Destination ที่เดินทางไปได้อย่างแท้จริง เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการดึงลูกค้ากลับเข้ามาใช้บริการใหม่ได้อีกในอนาคต ซึ่งได้นำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ในทุกสาขาแล้ว&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41881 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/58FB4B3B-7915-4FB4-9791-FD2CAC6AE2C8.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ ความแข็งแรงและแตกต่างของแบรนด์เซ็นทาราจากโรงแรมอื่นๆ คือ ความชัดเจนในกลยุทธ์  Local Connect ที่นำอัตลักษณ์และวิถีชีวิตชุมชนแต่ละท้องถิ่น มาออกแบบ 6 Brand  Touchpoint  ภายในโรงแรมอย่างจับต้องได้ ​และเพิ่มการมีส่วนร่วมกับชุมชนในแต่ละท้องที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย</p>
<p><strong>&#8211; Welcome Wishes :</strong> การต้อนรับผู้เข้าพัก ด้วยวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น เช่น เซ็นทารา สาขาอยุธยา ใช้การ​แปะทองช้างเพื่อความเป็นสิริมงคล  ซึ่งช้างถือเป็นสัตว์คู่เมืองอยุธยาและสะท้อนถึงความเป็นไทย</p>
<p><strong>&#8211; Art of Sleep :</strong> การเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้การนอนและการพักผ่อน เช่น บริการหมอนผ่อนคลายพร้อม​กลิ่นที่ชื่นชอบภายในห้อง เครื่องดื่มชาคาโมมายด์ เสียงเพลงสร้างบรรยากาศ หรือหนังสือนิทานก่อนนอนสำหรับกลุ่มครอบครัว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41882 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/5471B76E-3DAF-4329-9145-F1D50CF8A16E.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>&#8211; <strong>Memory Maker : </strong>การเพิ่มจุดเชื่อมโยงประสบการณ์ในการเข้าพักที่เป็นเอกลักษณ์ และแตกต่างจากที่อื่นๆ เช่น จุดเช็คอินถ่ายรูป</p>
<p><strong>&#8211; Centara Jounior :</strong> กิจกรรมสำหรับกลุ่มเด็กและครอบครัว ชุด​เช็คอินสำหรับเด็ก เพื่อสัมผัสได้ถึงการต้อนรับกลุ่มลูกค้าทุกวัยอย่างอบอุ่น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41883 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/35011A8F-7CC6-4F23-8EF8-AB8ACB3ED500.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>&#8211; <strong>Treat &amp; Treasure</strong> : การมีของขวัญพิเศษในแต่ละวัน หรือคูปองส่วนลดต่างๆ เพื่อเพิ่มความพิเศษให้แก่ลูกค้าที่มาเข้าพัก เป็นเซอร์ไพร้ส์พิเศษ เมื่อเดินทางเข้ามาพักในโรงแรม</p>
<p><strong>&#8211; Local Heroes : </strong>การดึงให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในโรงแรมในมิติต่างๆ เช่น การมาร่วมเวิร์กช้อปงานฝีมือ อาหาร หรือสินค้าท้องถิ่นต่างๆ  เพื่อเชื่อมโยงให้ลูกค้าสามารถสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ได้ด้วยตัวเอง พร้อมทั้งยังเพิ่มรายได้ให้ชุมชนและท้องถิ่นได้อีกทางหนึ่งด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41884 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/49BC3B48-25F0-46C1-BC95-5BF8B065C4A7.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณพินิดา เพชรธนะกุล</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าว​ว่า การปรับ 6 Brand Touchpoint เพื่อตอกย้ำการให้ความสำคัญในการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาประสบการณ์การเข้าพักของลูกค้า พร้อมทั้งการออกแบบเพื่อให้​ประสบการณ์เหล่านี้สามารถจับต้องได้ และสร้างความแตกต่าง นอกเหนือจากการให้บริการที่ดี พร้อมเสริมความประทับใจจากความพิเศษต่างๆ ที่ไม่มีในโรงแรมอื่น เพื่อเพิ่มความประทับใจจากลูกค้าที่มาเข้าพักได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><strong>คุณไมเคิล เฮนสเลอร์</strong> ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงแรมเซ็นทารายังคงความแข็งแรงในการเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ผู้เดินทางทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญเรื่องประสบการณ์ ซึ่งการพัฒนา Touchpoint ที่เน้นการมอบประสบการณ์ พร้อมทั้งเพิ่มการมีส่วนร่วมจากชุมชนมากขึ้น จะทำให้แบรนด์มีความแข็งแรงและสามารถตอบโจทย์ได้มากกว่​าการมอบบริการที่ดี แต่ครอบคลุมไปถึงการเพิ่มคุณค่าในการเดินทาง และการมีส่วนร่วมกับชุมชนในแต่ละ Destination ได้อย่างแท้จริง ซึ่งช่วยเติมเต็มประสบการณ์ ​สร้างความแตกต่าง และเพิ่มการจดจำที่ดีให้​กับการเดินทางในแต่ละครั้งเพิ่มมากขึ้น หรือสามารถมอบ Emotional Value นอกเหนือจากการเรื่องของให้บริการ หรือการอำนวยความ​สะดวกสบาย หรือความหรูหราต่าง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่นักเดินทางและนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41885 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/BF7F7F20-C90B-41FA-986E-F17BD5452452.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/centara-new-brand-touchpoint/">โรงแรมเซ็นทารา เซ็ต 6 ทัชพ้อยท์ ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ดึงชุมชน -ท้องถิ่่น สร้างความแตกต่าง สไตล์ Thai Hoaputality</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
