<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Trending &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/category/trending/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sun, 12 Apr 2026 11:31:18 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Trending &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;ผลไม้ไทย&#8217; วนลูป &#8216;ราคาตก-ล้นตลาด&#8217; กลุ่มเซ็นทรัล หนุนเกษตรกร แก้ปัญหาทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว เน้นเข้าใจกลไกตลาด พร้อมหาโซลูชันสร้างมูลค่าเพิ่ม มุ่งยกระดับทั้งระบบนิเวศอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/central-group-support-coconut-farmer-ecosystem/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 12 Apr 2026 10:43:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Centara]]></category>
		<category><![CDATA[CENTRAL GROUP]]></category>
		<category><![CDATA[Central Tham]]></category>
		<category><![CDATA[Coconut]]></category>
		<category><![CDATA[CRG]]></category>
		<category><![CDATA[GO Wholesale]]></category>
		<category><![CDATA[good goods]]></category>
		<category><![CDATA[Tops]]></category>
		<category><![CDATA[Value Creation]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[กุ๊ด กุ๊ดส์]]></category>
		<category><![CDATA[ผลไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ผลไม้ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พิชัย จิราธิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[มะพร้าว]]></category>
		<category><![CDATA[มะพร้าวน้ำหอม]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างมูลค่าเพิ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกร]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล ทำ]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทารา]]></category>
		<category><![CDATA[โก โฮเซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41100</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อการเกษตรเป็น​หนึ่งภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับ​ประเทศไทย และถือเป็นหนึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นในการสร้างอัตลักษณ์ให้ประเทศไทย โดยเฉพาะ &#8216;ผลไม้ไทย&#8217; ซึ่งมีความหลากหลาย และ​รสชาติที่​อร่อย เป็นที่ติดใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติจนกลายเป็นอีกหนึ่ง Soft Power อันดับต้นๆ ของประเทศไทย แต่ขณะเดียวกัน หนึ่ง​ในปัญหาที่เกษตรกรไทยผู้ปลูกพืชผักผลไม้ต้องเผชิญอยู่บ่อยครั้งคือ ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ และสินค้าล้นตลาด ทั้งที่ต้นทุนในการปลูก การเก็บผลผลิต ไปจนถึงการขนส่ง ล้วนปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจและผลกระทบจากความขัดแย้งส่งผลให้ทั้งราคาน้ำมัน ปุ๋ย หรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซ้ำเติมภาระ​เกษตรกรไทยเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะหนึ่งวิกฤตที่เห็นผลกระทบได้ชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา สำหรับกลุ่มผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งปีนี้ราคาตกลงหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและถือว่าตกต่ำมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา กลายเป็นหนึ่งวาระสำคัญที่หลายภาคส่วนให้ความสนใจและเข้ามาร่วมมือเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน เช่นเดียวกับ กลุ่มเซ็นทรัล ที่ให้ความสำคัญในการทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรกลุ่มต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ได้ผนึกกำลังกับบริษัทในเครือเพื่อร่วมช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ผ่านการสนับสนุนการบริโภค รวมทั้งการร่วมแก้ปัญหาในระยะยาวเพื่อยกระดับห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และการบริหารกลไกการผลิตและการตลาดได้อย่างสมดุล ช่วยป้องกันราคาที่ผันผวนมากจนเกินไป และเป็นการช่วยแก้ปัญหาให้กลุ่มเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า มะพร้าวน้ำหอมไทยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีศักยภาพในระดับสากล การเติบโตอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภค เพื่อร่วมกันมองเห็นคุณค่าและสนับสนุนสินค้าไทย นอกเหนือจากการขยายช่องทางการจำหน่าย การพัฒนามะพร้าวสู่รูปแบบการบริโภคที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อ​เป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดโอกาสทางการตลาด และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร รวมทั้งการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับเศรษฐกิจในกลุ่มผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมได้ทั้งระบบนิเวศ ทั้งนี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/central-group-support-coconut-farmer-ecosystem/">&#8216;ผลไม้ไทย&#8217; วนลูป &#8216;ราคาตก-ล้นตลาด&#8217; กลุ่มเซ็นทรัล หนุนเกษตรกร แก้ปัญหาทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว เน้นเข้าใจกลไกตลาด พร้อมหาโซลูชันสร้างมูลค่าเพิ่ม มุ่งยกระดับทั้งระบบนิเวศอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อการเกษตรเป็น​หนึ่งภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับ​ประเทศไทย และถือเป็นหนึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นในการสร้างอัตลักษณ์ให้ประเทศไทย โดยเฉพาะ <strong>&#8216;ผลไม้ไทย&#8217;</strong> ซึ่งมีความหลากหลาย และ​รสชาติที่​อร่อย เป็นที่ติดใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติจนกลายเป็นอีกหนึ่ง Soft Power อันดับต้นๆ ของประเทศไทย</p>
<p><span id="more-41100"></span></p>
<p>แต่ขณะเดียวกัน หนึ่ง​ในปัญหาที่เกษตรกรไทยผู้ปลูกพืชผักผลไม้ต้องเผชิญอยู่บ่อยครั้งคือ ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ และสินค้าล้นตลาด ทั้งที่ต้นทุนในการปลูก การเก็บผลผลิต ไปจนถึงการขนส่ง ล้วนปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจและผลกระทบจากความขัดแย้งส่งผลให้ทั้งราคาน้ำมัน ปุ๋ย หรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซ้ำเติมภาระ​เกษตรกรไทยเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน</p>
<p>โดยเฉพาะหนึ่งวิกฤตที่เห็นผลกระทบได้ชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา สำหรับกลุ่มผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งปีนี้ราคาตกลงหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและถือว่าตกต่ำมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา กลายเป็นหนึ่งวาระสำคัญที่หลายภาคส่วนให้ความสนใจและเข้ามาร่วมมือเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41106 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Coconut1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>เช่นเดียวกับ <strong>กลุ่มเซ็นทรัล </strong>ที่ให้ความสำคัญในการทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรกลุ่มต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ได้ผนึกกำลังกับบริษัทในเครือเพื่อร่วมช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ผ่านการสนับสนุนการบริโภค รวมทั้งการร่วมแก้ปัญหาในระยะยาวเพื่อยกระดับห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และการบริหารกลไกการผลิตและการตลาดได้อย่างสมดุล ช่วยป้องกันราคาที่ผันผวนมากจนเกินไป และเป็นการช่วยแก้ปัญหาให้กลุ่มเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41107 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/01.คุณพิชัย-จิราธิวัฒน์-กรรมการบริหาร-กลุ่ม.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p><strong>คุณพิชัย จิราธิวัฒน์</strong> กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า มะพร้าวน้ำหอมไทยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีศักยภาพในระดับสากล การเติบโตอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภค เพื่อร่วมกันมองเห็นคุณค่าและสนับสนุนสินค้าไทย นอกเหนือจากการขยายช่องทางการจำหน่าย การพัฒนามะพร้าวสู่รูปแบบการบริโภคที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อ​เป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดโอกาสทางการตลาด และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร รวมทั้งการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับเศรษฐกิจในกลุ่มผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมได้ทั้งระบบนิเวศ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41111 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/17.สนับสนุนเกษตรกรไทย-ชวนอุดหนุนมะพร้าวน้ำ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือมุ่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกร​อย่างครอบคลุมทั้งการรับซื้อและเป็นช่องทางสำคัญในการกระจายผลผลิต​ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตด้านราคา ได้เพิ่มปริมาณการรับซื้อมากขึ้นจากช่วงปกติ 2-3 เท่า เพื่อให้เกษตรยังคงมีรายได้อย่างต่อเนื่อง และนำผลผลิตไปพัฒนาเป็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจในแต่ละช่องทาง ทั้งการรับประทานสด ไม่ว่าจะเป็นน้ำมะพร้าว หรือเนื้อมะพร้าว การเสิร์ฟในรูปแบบเมนู​เครื่องดื่มหรืออาหาร รวมทั้งการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่องทางที่นำไปจำหน่าย ประกอบด้วย​​</p>
<p><strong>ท็อปส์ : </strong>คัดสรรมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องมาจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41104 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/TOPS1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>โก โฮเซลล์ :  </strong>พัฒนาเป็นสินค้าแปรรูปภายใต้แบรนด์ a choice เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภครวมทั้งกลุ่มผู้ประกอบการต่างๆ ​เช่น  น้ำมะพร้าว, มะพร้าวเส้น, มะพร้าวขูด และมะพร้าวแผ่นแช่แข็ง เพื่อเพิ่มทางเลือกสินค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบภายในประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41105 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Go-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG)</strong> : ร่วมสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม โดยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในร้านอาหารเครือซีอาร์จี  และมีแผนพัฒนาต่อยอดวัตถุดิบดังกล่าวมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าและกระจายรายได้สู่เกษตรกรในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41108 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Coconut2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>โรงแรมเซ็นทารา</strong> : ได้นำมะพร้าวน้ำหอมไปจำหน่ายในโรงแรมทั้งในกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้สัมผัสคุณภาพและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของมะพร้าวน้ำหอมไทย พร้อมทั้งยกระดับภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทยสู่เวทีสากล และสร้างการรับรู้ในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41103 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Good-goods.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>กุ๊ด กุ๊ดส์</strong> : ร่วมสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม โดยจัดจำหน่ายมะพร้าวน้ำหอมผ่านร้านกุ๊ด กุ๊ดส์ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และสาขาจริงใจเชียงใหม่ รวมทั้งการใช้มะพร้าวเป็นส่วนผสมสำหรับเมนูเครื่องดื่มภายในร้าน และเตรียมจำหน่ายน้ำมะพร้าวบรรจุกระป๋องราว 5 หมื่นกระป๋อง ​เพื่อเป็นเครื่องดื่มพิเศษเพิ่มเติมในช่วงเทศกาล และช่วยให้บริโภคได้สะดวกมากยิ่งขึ้น</p>
<p><em>&#8220;ทางกลุ่มยังมีแผนพัฒนาต่อยอดวัตถุดิบจากมะพร้าวไปสู่การผลิตสินค้าต่างๆ ที่หลากหลาย เพื่อสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ในระยะยาว ​สร้างดีมานด์ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งแก้ปัญหาราคาสินค้าตกต่ำและผลผลิตล้นตลาด  ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มพร้อมดื่ม อาหารแปรรูป หรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ซึ่งจะช่วยยกระดับสินค้าเกษตรไทย และเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมะพร้าวน้ำหอมไทยจากสินค้าเกษตรพื้นฐาน สู่สินค้ามูลค่าสูงที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41109 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/18.สนับสนุนเกษตรกรไทย-ชวนอุดหนุนมะพร้าวน้ำ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ไม่เพียงการสร้างมูลค่าเพิ่มในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ทางกลุ่มเซ็นทรัล ยังมองต่อยอดไปถึงมิติในการบริหารจัดการขยะที่เกิดจากการบริโภคมะพร้าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะผลมะพร้าวที่มักจะถูกนำไปฝังกลบหลังจากบริโภคแล้ว และจะกลายเป็นหนึ่งในปัญหาขยะเศษอาหาร แต่ทางกลุ่มเซ็นทรัลได้ทำการรวบรวมเพื่อส่งต่อให้พันธมิตรอย่าง IBAP เพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการ Pyrolysis ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเพื่อแปรรูปเป็น<strong> &#8216;ไบโอชาร์&#8217; (Biochar)</strong> หรือถ่านชีวภาพที่ช่วยปรับปรุงและฟื้นฟูดิน ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในงานด้านภูมิทัศน์ การเกษตร และโครงการวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม รวมทั้งยังสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งเพิ่มโซลูชันในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุกส่วนของมะพร้าวได้เพิ่มมากขึ้น​ด้วย​</p>
<p>เห็นได้ว่า การขับเคลื่อนของกลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือไม่ได้มองเพียงกระตุ้นการบริโภค​เฉพาะหน้าแบบครั้งคราว แต่ที่ผ่านมา​กลุ่มเซ็นทรัลทำงานใกล้ชิดเกษตรกรกลุ่มต่างๆ อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องผ่านโครงการ <strong>&#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217;</strong> โดยเฉพาะการมอบองค์ความรู้เพื่อให้เกษตรกรสามารถสร้างคุณค่าเพิ่มให้ผลผลิตทั้งรสชาติ สายพันธุ์ ​รวมทั้งมีความเข้าใจกลไกตลาด และความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะการรู้จักแปรรูปและต่อยอดผลผลิตเพื่อให้มีความหลากหลาย เก็บไว้ได้นาน และเพิ่มโอกาสทางการตลาดได้มากขึ้น  สะท้อนให้เห็นบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนสินค้าเกษตรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่มและพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจอย่างครบวงจร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41110 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/14.สนับสนุนเกษตรกรไทย-ชวนอุดหนุนมะพร้าวน้ำ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/central-group-support-coconut-farmer-ecosystem/">&#8216;ผลไม้ไทย&#8217; วนลูป &#8216;ราคาตก-ล้นตลาด&#8217; กลุ่มเซ็นทรัล หนุนเกษตรกร แก้ปัญหาทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว เน้นเข้าใจกลไกตลาด พร้อมหาโซลูชันสร้างมูลค่าเพิ่ม มุ่งยกระดับทั้งระบบนิเวศอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คนขับ-ไรเดอร์ผู้หญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/women-in-ride-hailing-and-delivery/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Apr 2026 11:44:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[ASEAN]]></category>
		<category><![CDATA[Delivery]]></category>
		<category><![CDATA[Driver]]></category>
		<category><![CDATA[GRAB]]></category>
		<category><![CDATA[Inclusion ​]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[Kantar]]></category>
		<category><![CDATA[Platform]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[Ride-hailing]]></category>
		<category><![CDATA[Rider]]></category>
		<category><![CDATA[UNGC]]></category>
		<category><![CDATA[Women]]></category>
		<category><![CDATA[Women in the Driver’s Seat]]></category>
		<category><![CDATA[เดวิด โฟการ์ตี]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ โฮลดิ้งส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40994</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศสิงคโปร์ (United Nations Global Compact Network Singapore) แกร็บ (Grab) ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกันตาร์ (Kantar) บริษัทวิจัยชั้นนำ ร่วมเปิดเผยรายงานวิจัย “การส่งเสริมและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้หญิงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านบริการเรียกรถและเดลิเวอรี” (Women in the Driver’s Seat: Driving Economic Inclusion for Southeast Asia’s Women through Ride-Hailing and Delivery) โดยศึกษาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั้งชายและหญิงจำนวน 42,000 คนใน 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม เพื่อวิเคราะห์แรงจูงใจ อุปสรรคและผลกระทบเชิงบวกจากการให้บริการบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงทั่วทั้งภูมิภาค งานวิจัยดังกล่าวระบุว่า ผู้หญิงจำนวนกว่า 40 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญ มีศักยภาพสูง และถือเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมในการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในการให้บริการรับส่งผู้โดยสาร (Driver) และเดลิเวอรี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/women-in-ride-hailing-and-delivery/">คนขับ-ไรเดอร์ผู้หญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศสิงคโปร์</strong> (United Nations Global Compact Network Singapore) <strong>แกร็บ</strong> (Grab) ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ <strong>และกันตาร์</strong> (Kantar) บริษัทวิจัยชั้นนำ ร่วมเปิดเผยรายงานวิจัย <strong>“การส่งเสริมและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้หญิงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านบริการเรียกรถและเดลิเวอรี</strong>” (Women in the Driver’s Seat: Driving Economic Inclusion for Southeast Asia’s Women through Ride-Hailing and Delivery)</p>
<p><span id="more-40994"></span></p>
<p>โดยศึกษาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั้งชายและหญิงจำนวน 42,000 คนใน 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม เพื่อวิเคราะห์แรงจูงใจ อุปสรรคและผลกระทบเชิงบวกจากการให้บริการบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงทั่วทั้งภูมิภาค</p>
<p>งานวิจัยดังกล่าวระบุว่า ผู้หญิงจำนวนกว่า 40 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญ มีศักยภาพสูง และถือเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมในการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในการให้บริการรับส่งผู้โดยสาร (Driver) และเดลิเวอรี (Rider) เนื่องจากแพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยให้ผู้หญิงมีโอกาสในการสร้างรายได้ด้วยตนเอง พร้อมทลายกำแพงข้อจำกัดด้านเวลาที่เกิดจากอุปสรรคด้านความเหลื่อมล้ำภายในครอบครัว</p>
<p>พร้อมทั้งได้พบข้อมูลที่น่าสนใจในระดับภูมิภาคจากรายงานฉบับดังกล่าว ประกอบด้วย</p>
<p>&#8211;  ในปี 2568 คนขับและไรเดอร์ผู้หญิงที่ให้บริการผ่าน Grab ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท)</p>
<p>&#8211; 22% ของคนขับและไรเดอร์ผู้หญิงเผยว่า พวกเธอไม่เคยมีรายได้ประจำมาก่อนที่จะสมัครให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งคนกลุ่มนี้มีสัดส่วนสูงกว่าผู้ชายถึง 2.4 เท่า</p>
<p>&#8211;  59% ของคนขับและไรเดอร์ผู้หญิงระบุว่า <strong>&#8216;ความยืดหยุ่น&#8217;</strong> ในด้านเวลาการทำงานถือเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นในการทำงานรูปแบบเดิม</p>
<p>&#8211;  <strong>&#8216;ความปลอดภัย&#8217;</strong> ถือเป็นปัจจัยแรกที่คนส่วนใหญ่กว่า 75% ให้ความสำคัญมากที่สุด ดังนั้น Grab จึงได้ลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟีเจอร์ AudioProtect ที่ช่วยบันทึกเสียงระหว่างการเดินทาง การถ่ายรูปยืนยันตัวตน (Selfie Verification) รวมถึงฟีเจอร์ &#8216;<strong>รับผู้โดยสารหญิงเป็นหลัก&#8217;</strong> (Women Passengers Preferred) ซึ่งช่วยสร้างความอุ่นใจและยกระดับมาตรฐาน โดย 8 ใน 10 ของคนขับผู้หญิง ยืนยันว่าฟีเจอร์เหล่านี้ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยยิ่งขึ้น</p>
<p>&#8211; 85% ของคนขับและไรเดอร์ผู้หญิง พร้อมที่จะแนะนำเพื่อนหรือคนในครอบครัวที่เป็นผู้หญิงให้เข้ามาหารายได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล</p>
<p>&#8211; 80% ของคนขับและไรเดอร์ผู้หญิงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หลังจากที่ได้ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นช่องทางหารายได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40996 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/01-Main_Grab-Women-Driver.jpg" alt="" width="1200" height="823" /></p>
<p><strong>เดวิด โฟการ์ตี</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า การส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ การสร้างโอกาสทางอาชีพที่มีคุณค่า และได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม มีส่วนสำคัญต่อการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมั่นคง โดยรายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า <em><strong>แพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถช่วยลดช่องว่างของการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานที่มีมาอย่างยาวนาน และเปิดโอกาสให้ผู้หญิงสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง</strong></em> ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานเพื่อบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน พ.ศ. 2573 (2030 Agenda for Sustainable Development) และการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสังคมภายใต้กรอบความยั่งยืน (ESG) ที่ทางสหประชาชาติได้ตั้งไว้</p>
<p><strong>เชอริล โก</strong> ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด ความยั่งยืน และการบริหารลูกค้า แกร็บ โฮลดิ้งส์ กล่าวว่า <em><strong>ผู้หญิงถือเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล สะท้อนผ่านข้อมูลบนแพลตฟอร์มของแกร็บที่พบว่า คนขับและไรเดอร์ผู้หญิงมีประสิทธิภาพในการให้บริการมากกว่าผู้ชาย โดยได้รับคะแนนเรตติ้งจากผู้ใช้บริการในระดับที่ไม่ต่างกันและมักได้รับทิปที่สูงกว่า</strong> </em>ซึ่งทำให้เราเชื่อมั่นว่า หากผู้หญิงได้รับโอกาสในการทำงานที่เหมาะสมจะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับทั้งภูมิภาค ทั้งการสร้างรายได้เพื่อนำไปต่อยอดด้านการศึกษาให้กับบุตรหลาน ไปจนถึงการสร้างธุรกิจของตัวเอง ทั้งนี้ แกร็บยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสในการเข้าถึงรายได้ให้กับผู้หญิงผ่านแพลตฟอร์มของเราต่อไป พร้อมช่วยลดข้อจำกัดต่างๆ ในชีวิต เพื่อทำให้ผู้หญิงทุกคนมั่นใจได้ว่า แกร็บเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยให้พวกเธอสามารถเลี้ยงชีพได้อย่างมีความหมายและมีอิสรภาพทางการเงิน</p>
<p>รายงานฉบับดังกล่าวยังระบุว่า การทำงานบนแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการทำงานในรูปแบบดั้งเดิม ทั้งยังเป็นตัวช่วยสำคัญในการลดช่องว่างด้านความเท่าเทียมทางเพศ โดยแกร็บถือเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้หญิงสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและคนรอบข้าง ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการภาระหน้าที่ส่วนตัวได้อย่างสมดุล</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/women-in-ride-hailing-and-delivery/">คนขับ-ไรเดอร์ผู้หญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มอง &#8216;การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050 ภาคพลังงานไทย&#8217; ป่าสาละ พัฒนา Net Zero Tracker เช็คลิสต์​เป้าหมาย​ &#8216;ทำจริง&#8217; หรือ&#8217;ฟอกเขียว&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/sal-forest-net-zero-tracker/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Apr 2026 06:45:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Aluminium Closed Loop Packaging System]]></category>
		<category><![CDATA[Bangchak]]></category>
		<category><![CDATA[banpu]]></category>
		<category><![CDATA[bcp]]></category>
		<category><![CDATA[BGRIM]]></category>
		<category><![CDATA[CKP]]></category>
		<category><![CDATA[Data]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[EGAT]]></category>
		<category><![CDATA[EGCO]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[GULF]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[Net zero tracker]]></category>
		<category><![CDATA[PTT]]></category>
		<category><![CDATA[RATCH]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[SRPC]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ป่าสาละ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าสาละ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สฤณี อาชวานันทกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40915</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ป่าสาละ จำกัด บริษัทวิจัยด้านธุรกิจยั่งยืน เปิดเผยผลการศึกษา การติดตามความก้าวหน้าด้าน &#8216;​การขับเคลื่อน​เป้าหมาย ​Net Zero 2050 ของภาค​พลังงาน&#8217; ผ่านเครื่องมือที่ทางบริษัทพัฒนาขึ้นมาสำหรับติดตามการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ ภายใต้แพลตฟอร์ม &#8216;Net Zero Tracker&#8217; สำหรับแพลตฟอร์ม Net Zero Tracker (www.netzerotracker.co) ถือเป็นแพลตฟอร์มแรกของประเทศไทย ที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับใช้​ติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้า การดำเนินการสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ  Net Zero ของภาคธุรกิจ ภายหลังจากการประกาศเป้าหมายแล้วมีการขับเคลื่อนจริงเพื่อบรรลุเป้าหมายในแต่ละมิติอย่างไรบ้าง โดยเริ่มนำร่องใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมภาคพลังงานเป็นกลุ่มแรก และเลือกติดตามการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทสูงสุดในระบบการจัดการพลังงานของประเทศ ​รวมทั้งบริษัทพลังงาน ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวม 10 แห่ง ประกอบด้วย ​1. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย , 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) , 3. บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/sal-forest-net-zero-tracker/">มอง &#8216;การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050 ภาคพลังงานไทย&#8217; ป่าสาละ พัฒนา Net Zero Tracker เช็คลิสต์​เป้าหมาย​ &#8216;ทำจริง&#8217; หรือ&#8217;ฟอกเขียว&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บริษัท ป่าสาละ จำกัด บริษัทวิจัยด้านธุรกิจยั่งยืน เปิดเผยผลการศึกษา การติดตามความก้าวหน้าด้าน <strong>&#8216;​การขับเคลื่อน​เป้าหมาย ​Net Zero 2050 ของภาค​พลังงาน&#8217;</strong> ผ่านเครื่องมือที่ทางบริษัทพัฒนาขึ้นมาสำหรับติดตามการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ ภายใต้แพลตฟอร์ม<strong> &#8216;Net Zero Tracker&#8217;</strong></p>
<p><span id="more-40915"></span></p>
<p>สำหรับแพลตฟอร์ม <strong>Net Zero Tracker</strong> (www.netzerotracker.co) ถือเป็นแพลตฟอร์มแรกของประเทศไทย ที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับใช้​ติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้า การดำเนินการสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ  Net Zero ของภาคธุรกิจ ภายหลังจากการประกาศเป้าหมายแล้วมีการขับเคลื่อนจริงเพื่อบรรลุเป้าหมายในแต่ละมิติอย่างไรบ้าง โดยเริ่มนำร่องใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมภาคพลังงานเป็นกลุ่มแรก และเลือกติดตามการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทสูงสุดในระบบการจัดการพลังงานของประเทศ ​รวมทั้งบริษัทพลังงาน ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวม 10 แห่ง ประกอบด้วย</p>
<p>​1. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย , 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) , 3. บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) , 4. บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), 5. บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) , 6. บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), 7. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), 8. บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) , 9. บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) และ 10. บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40927 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-ksarinee.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณสฤณี อาชวานันทกุล</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท ป่าสาละ จำกัด เปิดเผยเพิ่มเติมถึงการนำร่องใช้แพลตฟอร์ม <strong>&#8216;Net Zero Tracker&#8217;</strong> <strong>(NZT)</strong> ในกลุ่มภาคอุตสาหกรรมพลังงานว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง (High Emission) ​ในสัดส่วนที่มากกว่า 70% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ขณะเดียวกันยังมีความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะการใช้พลังงานหมุนเวียนในหลากหลายรูปแบบ ทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลังงานต่างออกมาประกาศเป้าหมาย Net Zero เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ</p>
<p>นอกจากนี้ การขยับเป้าหมาย​​ระดับประเทศให้เร็วขึ้น 15 ปี พร้อมตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแผน NDC 3.0 ไว้ที่ 47% หากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนในภาคพลังงานได้ ก็จะมีส่วนช่วยผลักดันประเทศไทยไปสู่เป้าหมายได้ตามแผนที่วางไว้ ประกอบกับการขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายของภาคพลังงานมีความเสี่ยงและส่งผลกระทบต่อกลุ่ม​​ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายมิติ ทั้งกลุ่มผู้มีอิทธิพล หรือกลุ่มเปราะบาง ​การติดตามเพื่อให้เกิดกระบวนการในการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมจึงมีความสำคัญอย่างมากเช่นกัน</p>
<p>สำหรับการพัฒนาแพลตฟอร์มได้ทำการอ้างอิงเกณฑ์​การประเมินให้สอดคล้องกับแพลตฟอร์มในต่างประเทศอย่าง Climate Action 100+  ที่ศึกษาเรื่อง​การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ เพื่อประกอบการกำหนดเกณฑ์การประเมินในแต่ละมิติอย่างรอบด้าน ทำให้แพลตฟอร์มมีความแตกต่างจากมาตรฐานด้านความยั่งยืนอื่นๆ ที่อาจโฟกัสเรื่องของการรายงาน ขณะที่ Net Zero Tracker จะเน้นการติดตามเพื่อให้เกิด<strong> การแข่งขันที่ดี และการเปลี่ยนผ่านที่น่าเชื่อถือในภาคพลังงาน</strong> เนื่องจาก คะแนนที่ได้สะท้อนการขับเคลื่อนและผลการดำเนินงานจริงของแต่ละองค์กรผ่าน 4 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย 1. การกำหนดเป้าหมาย (Target)​ 2.การกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูล (Oversight and Disclosure) 3.ผลการดำเนินงาน (Performance) และ 4.การเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม (Just Transition) ซึ่งทั้ง 10 บริษัทสามารถเข้าไปดูคะแนนของตัวเองทั้งคะแนนโดยรวม คะแนนแต่ละด้าน รวมทั้งการเปรียบเทียบผลการดำเนินการของตัวเองและคู่แข่งเพื่อนำมาปรับปรุงแผนการขับเคลื่อนสู่ Net Zero ให้มีประสิทธิภาพได้เพิ่มมากขึ้น​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40926 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/re-k-sarinee.jpg" alt="" width="533" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;เครื่องมือนี้ยังสามารถเป็นตัวช่วยที่ดีของบริษัทพลังงานต่างๆ เพื่อสามารถทราบถึงสถานะในการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะเป้าหมายสู่ Net Zero รวมทั้งการพิจารณาว่ามีเกณฑ์เรื่องใดบ้างที่ยังต้องปรับปรุงหรือเร่งเครื่องให้มากขึ้น โดยเฉพาะการประเมินทั้งมิติด้านข้อมูล เป้าหมาย และผลของการขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้น ​​ทำให้ทราบว่าบริษัทต่างๆ ที่ออกมาประกาศเป้าหมาย Net Zero นั้น ได้มีการวางแผนงาน และการขับเคลื่อนจริงเป็นอย่างไร หรือมีเกณฑ์การชี้วัดอะไรบ้างที่ต้องพิจารณา ซึ่งเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมานี้สามารถสะท้อนข้อเท็จจริง และความโปร่งใสต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ในอนาคตยังสามารถนำไปเป็นแนวทางในการศึกษาหรือติดตามการขับเคลื่อนสู่ Net Zero ของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มเติมได้เช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับความสำเร็จในการพัฒนาแพลตฟอร์ม Fair Finance ซึ่งทางป่าสาละได้พัฒนามาก่อนหน้านี้ สำหรับติดตามการขับเคลื่อนความยั่งยืนในกลุ่มธุรกิจภาคการเงิน ทำให้ปัจจุบันมีความตื่นตัวด้านความยั่งยืน และมีการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเห็นการเปลี่ยนผ่านและการพัฒนาของ Sustainable Finance ได้อย่างชัดเจน และเชื่อว่าจะสามารถเกิดขึ้นในภาคพลังงานเช่นเดียวกัน&#8221;</em></p>
<p><strong>สรุปผลการประเมิน Net Zero Tracker ปีแรก พร้อม 3 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย</strong></p>
<p>ทั้งนี้ ในส่วนผล​​การประเมินของ Net Zero Tracker ในปีแรก จากการติดตาม​​การขับเคลื่อน​เป้าหมาย ​Net Zero 2050 ของภาค​พลังงาน สามารถสรุปผลการประเมินได้ต่อไปนี้</p>
<p>​- บริษัทที่ได้คะแนนสูงสุดมีจำนวน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) (BANPU) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) โดยได้ 15 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน</p>
<p>&#8211; ตามมาด้วย บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) 14.11 คะแนน, บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) 14 คะแนน, บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) 12.11 คะแนน, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP) 12 คะแนน, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (BGRIM) 11 คะแนน, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) 6 คะแนน และ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC) 2.25 คะแนน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40917 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/score-logo.png" alt="" width="1200" height="704" /></p>
<p>&#8211; พร้อมรายละเอียดการประเมิน โดยแยกในแต่ละ​มิติในการดำเนินการ ประกอบด้วย<br />
<strong>1. การกำหนดเป้าหมาย :</strong> มีบริษัท 7 แห่งที่ได้คะแนนเรื่องนี้ โดยมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 2.00 คะแนน จาก 10 คะแนน จากการประกาศเป้าหมาย Net zero ในสโคป 1 และ 2 และไม่ต่ำกว่า 95% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ขณะที่อีก 3 แห่งยังไม่ได้ประกาศเป้า Net Zero หรือมีเพียง Zero Carbon , Carbon Neutral</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40925 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Target-.png" alt="" width="1200" height="612" /></p>
<p><strong>2. การกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูล</strong> : บริษัททุกแห่งได้คะแนนในหัวข้อนี้ โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.10 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ส่วนใหญ่มีการตั้งคณะกรรมการหรือผู้บริหารที่รับผิดชอบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ รวมทั้งมีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40922 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/disclosed.png" alt="" width="1200" height="607" /></p>
<p><strong>3.ผลการดำเนินงาน</strong> : มีบริษัท 6 แห่ง เท่านั้นที่ได้คะแนนในหัวข้อนี้ โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 0.65 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน เนื่องจากมีปริมาณการปล่อย หรือความเข้มข้นในการปล่อย​ลดลงได้เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้บางแห่งจะใช้วิธีชดเชย (offsets) ขณะที่แผนลดคาร์บอนส่วนใหญ่ยังขาดรายละเอียดที่ชัดเจน อาทิ การเปิดเผยปริมาณการชดเชย ประเภทการชดเชย และใบรับรองการชดเชย เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40923 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Performance.png" alt="" width="1200" height="613" /></p>
<p><strong>4. การเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม</strong> : บริษัท 9 แห่งที่ได้คะแนนจากหัวข้อนี้ โดยคะแนนเฉลี่ยอยู่ที 1.9 เต็ม 10 ส่วนใหญ่มีการประกาศว่าจะเคารพสิทธิมนุษยชนและพร้อมเยียวยาเมื่อเกิดการละเมิด รวมทั้งบางแห่งที่มีนโยบายเฉพาะ เช่น การไม่ฟ้องปิดปากผู้ที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบริษัทในที่สาธารณะ หรือไม่ตอบโต้ผู้ร้องเรียน เป็นต้น</p>
<p><b> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40924 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Transiiton.png" alt="" width="1200" height="614" /></b></p>
<p><b>&#8211; </b>สำหรับ 3 ​ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านในภาคพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย</p>
<p>1. ภาครัฐควรประกาศแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานระดับชาติที่ชัดเจน เนื่องจาก ปัจจุบันบริษัทพลังงานยังต้องเจอความท้าทายเพราะนโยบายของภาครัฐในเรื่องนี้ยังไม่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะยังไม่มีนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานที่กำหนดปีเป้าหมายในการปลดระวางโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล (ถ่านหินและก๊าซ) ก่อนกำหนดอย่างชัดเจน หรือมีกลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม (just energy transition) ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม เพื่อจูงใจการดำเนินการของบริษัทพลังงานได้เพิ่มมากขึ้น<br />
2. ภาครัฐควรออกนโยบายสนับสนุนการแก้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทเจ้าของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น</p>
<p>3. เรื่องกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก (anti-SLAPP law) เพื่อคุ้มครองการมีส่วนร่วมของสาธารณชนในประเด็นสาธารณะ รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย Net Zero และการดำเนินธุรกิจของบริษัทพลังงานด้วย เนื่องจาก เรื่องพลังงานมักเป็นประเด็นที่ภาคประชาสังคมวิพากษ์วิจารณ์ แต่ยังไม่มีกฎหมายชัดเจนจากภาครัฐ ถ้ามีการประกาศเรื่องนี้ชัดเจน จะเป็นกลไกที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม ภาคพลังงานเองก็จะมีข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40916 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/NZT-Report.jpg" alt="" width="1200" height="600" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/sal-forest-net-zero-tracker/">มอง &#8216;การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050 ภาคพลังงานไทย&#8217; ป่าสาละ พัฒนา Net Zero Tracker เช็คลิสต์​เป้าหมาย​ &#8216;ทำจริง&#8217; หรือ&#8217;ฟอกเขียว&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ซีพีแรม เน้นบริหารซัพพลายเชนใกล้ชิดรับวิกฤต​ ขับเคลื่อน FOOD 3S ส่งเสริม &#8216;ปูม้ายั่งยืน&#8217; ตลอดห่วงโซ่ หนุนขึ้นทะเบียน &#8216;ปูม้าพุมเรียง&#8217; สินค้า GI สุราษฎร์ธานี</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/cpram-phumriang-blue-crab-conservation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 04 Apr 2026 09:50:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[CPRAM)]]></category>
		<category><![CDATA[Food 3S]]></category>
		<category><![CDATA[food safety]]></category>
		<category><![CDATA[Food Security]]></category>
		<category><![CDATA[Food Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[GI]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain Management]]></category>
		<category><![CDATA[Young Crab]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ซีพีแรม จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บันดาล สถิรชวาล]]></category>
		<category><![CDATA[ปูม้าพุมเรียง]]></category>
		<category><![CDATA[ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย]]></category>
		<category><![CDATA[วิเศษ วิศิษฏ์วิญญู]]></category>
		<category><![CDATA[สุราษฎร์ธานี]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารพร้อมทาน]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมอาหาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40843</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในฐานะผู้นำธุรกิจอาหารพร้อมทานของประเทศ บริษัท ซีพีแรม จำกัด มุ่งให้ความสำคัญในการขับเคลื่อบภารกิจเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารตามแนวทาง FOOD 3S ​ ได้แก่ Food Safety , Food Security และ Food Sustainability ​ซึ่งตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัย​​ ความมั่นคง  และความยั่งยืน ภายใน​ห่วงโซ่ธุรกิจอาหารของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง โดยมี​โครงการ &#8216;ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย&#8217; เป็นหนึ่งโครงการสำคัญที่สะท้อนการขับเคลื่อนตามปณิธาน FOOD 3S ได้อย่างชัดเจน ​ตลอดระยะเวลา 14 ปี โดยในปีนี้ได้ทำการ​ปล่อยพันธุ์ลูกปูม้าในระยะ Young Crab ซึ่งเป็นระยะที่มีโอกาสในการรอดสูง  จำนวน 2 แสนตัว และคิดเป็นจำนวนการปล่อยสะสมในพื้นที่รวมแล้ว 1.8 ล้านตัว สำหรับการขับเคลื่อนโครงการ​ ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย​ เป็นการ​ผนึกกำลังกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในพื้นที่​ ทั้งส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี, กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 3 (สุราษฎร์ธานี), บริษัท วิยะเครป [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/cpram-phumriang-blue-crab-conservation/">ซีพีแรม เน้นบริหารซัพพลายเชนใกล้ชิดรับวิกฤต​ ขับเคลื่อน FOOD 3S ส่งเสริม &#8216;ปูม้ายั่งยืน&#8217; ตลอดห่วงโซ่ หนุนขึ้นทะเบียน &#8216;ปูม้าพุมเรียง&#8217; สินค้า GI สุราษฎร์ธานี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในฐานะผู้นำธุรกิจอาหารพร้อมทานของประเทศ บริษัท ซีพีแรม จำกัด มุ่งให้ความสำคัญในการขับเคลื่อบภารกิจเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารตามแนวทาง <strong>FOOD 3S</strong> ​ ได้แก่ <strong>Food Safety , Food Security และ Food Sustainability</strong> ​ซึ่งตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัย​​ ความมั่นคง  และความยั่งยืน ภายใน​ห่วงโซ่ธุรกิจอาหารของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p><span id="more-40843"></span></p>
<p>โดยมี​โครงการ <strong>&#8216;ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย&#8217;</strong> เป็นหนึ่งโครงการสำคัญที่สะท้อนการขับเคลื่อนตามปณิธาน <strong>FOOD 3S</strong> ได้อย่างชัดเจน ​ตลอดระยะเวลา 14 ปี โดยในปีนี้ได้ทำการ​ปล่อยพันธุ์ลูกปูม้าในระยะ Young Crab ซึ่งเป็นระยะที่มีโอกาสในการรอดสูง  จำนวน 2 แสนตัว และคิดเป็นจำนวนการปล่อยสะสมในพื้นที่รวมแล้ว 1.8 ล้านตัว</p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อนโครงการ​ <strong>ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย</strong>​ เป็นการ​ผนึกกำลังกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในพื้นที่​ ทั้งส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี, กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 3 (สุราษฎร์ธานี), บริษัท วิยะเครป โปรดักส์ จำกัด กลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปูม้า (ธนาคารปู) และชาวประมงพื้นบ้าน เพื่อจัดกิจกรรมปล่อยลูกพันธุ์ปูม้าระยะ Young Crab กว่า 2 แสนตัว ณ เกาะเสร็จ บ้านพุมเรียง ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40847 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/8F0A9AC0-ADDF-4B0C-96BF-6A8AD37ACF6F.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวว่า ​โครงการ &#8216;<strong>ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย&#8217;</strong> สามารถ​ตอบโจทย์ได้ทั้งการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชนและชาวประมงในพื้นที่ เนื่องจากปูม้าเป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลักสำคัญของ​บริษัท โดยเฉพาะเมนูยอดนิยมอย่าง <strong>&#8216;ข้าวผัดปู</strong>&#8216; ​ทำให้มีการรับซื้อวัตถุดิบจำนวนมาก และช่วยสร้างรายได้ให้กับทั้งชาวประมง รวมทั้งรายได้จากการแกะเนื้อปูให้กับคนในชุมชน การมีโครงการอนุรักษ์และดูแลปูม้าในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นการรักษาความสมบูรณ์ของทรัพยากรปูม้าให้มีปริมาณเพียงพอได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนภายในพื้นที่ในการดูแลพื้นที่อาศัยของสัตว์เศรษฐกิจชุมชน ไปจนถึงการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมต่างๆ บนเกาะ เพื่อมีส่วนช่วยอนุรักษ์ทั้งความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำ ควบคู่ไปกับการช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลภายในพื้นที่ เพื่อสามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่สามารถดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นได้อีกทางหนึ่ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40848 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/23FA7AB7-9298-490B-8362-237F26510312.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณบันดาล สถิรชวาล</strong> รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ปูม้าเป็นทรัพยากรสำคัญของชาวประมงท้องถิ่น และมีบทบาทอย่างมากต่อระบบนิเวศชายฝั่ง โดยเฉพาะปูม้าในพื้นที่พุมเรียง ​มีความเป็นเอกลักษณ์จากรสชาติที่หวาน เพราะอยู่ในพื้นที่ประมงชายฝั่งอ่าวพุมเรียง-เกาะเสร็จ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นเขตที่อุดมสมบูรณ์ด้วยหญ้าทะเล มีระดับความเค็มของน้ำทะเลที่เหมาะสม และภูมิศาสตร์เอื้อต่อการอนุบาลลูกพันธุ์ปูม้า รวมทั้ง​มีการดูแลระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ​ต่อเนื่อง ทาง​จังหวัดสุราษฎร์ธานีจึงเตรียมเสนอให้ &#8216;<strong>ปูม้าพุมเรียง&#8217;</strong> เป็นอีกหนึ่งสินค้า GI หรือ​​สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ​ประเภทที่ 8 ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากปัจจุบันมีแล้ว 7 รายการ ประกอบด้วย ไข่เค็มไชยา หอยนางรมสุราษฎร์ธานี เงาะโรงเรียนนาสาร มะพร้าวเกาะพะงัน ขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี ปลาเม็งสุราษฎร์ธานี และกระท้อนคลองน้อย โดยเตรียมให้ทางกรมประมง ยื่นขอการรับรองเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน โดยคาด​ใช้เวลาราว 1 ปี  ซึ่งจะเป็นการช่วยสร้างเอกลักษณ์และความแตกต่าง​ให้​ปูม้าพุมเรียง รวมทั้งเป็นหนึ่ง​วัตถุดิบสำคัญในเมนูข้าวผัดปูของซีพีแรม ทำให้ช่วยเพิ่มการสนับสนุนสินค้า GI และเพิ่มการรับรู้ถึงแหล่งกำเนิดปูม้าพุมเรียงในวงกว้างได้อีกทางหนึ่งด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40849 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/677DA2C5-01EC-4D85-98EC-EDA7245524EB.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับสถานการณ์ธุรกิจอาหารพร้อมทานในปัจจุบันนั้น คุณวิเศษ กล่าวเพิ่มเติมว่า ซีพีแรมเป็นหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ​​โดยตรงจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลักของโลจิสติกส์หรือระบบขนส่ง และส่งผลต่อเนื่องไปสู่วัตถุดิบทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร อาหารทะเล เนื้อสัตว์ หรือผักผลไม้ต่างๆ เนื่องจาก วัตถุดิบทุกตัวจำเป็นต้องมีการขนส่งมาผลิตภายในโรงงาน รวมทั้ง​บรรจุภัณฑ์ ซึ่งเม็ดพลาสติกมีผลิตภัณฑ์ต้นทางมาจากกลุ่มปิโตรเลียม ซึ่งคาดว่าปริมาณพลาสติกในประเทศที่มีอยู่สามารถรองรับได้ถึงราวเดือนพฤษภาคม ซึ่งจำเป็นต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความผันผวนในระดับสูง และแตกต่างกันไปตามประเภทสินค้าและสถานการณ์ตลาดในแต่ละช่วงเวลา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40852 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/FB42A33A-8739-4398-A219-20F187370EB7.jpg" alt="" width="1200" height="901" /></p>
<p><em>&#8220;ด้วยภาวะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการอาหาร​ทั้งรายเล็ก และรายใหญ่ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น และเชื่อว่าจะมีหลายรายที่ไม่สามารถแบกรับไหว และจะทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าในอนาคตอันใกล้  ขณะที่การปรับตัวของซีพีแรม จะไม่เลือกการขึ้นราคาเป็นทางเลือกแรก แต่จะ​</em><em>ใช้วิธีบริหารจัดการภายในซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อสามารถลดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง ชดเชยกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น  และการบริหารความเสี่ยงเพื่อป้องกัน​การขาดแคลนบรรจุภัณฑ์ โดยยืนยันจุดยืนของ​ซีพีแรมในการตรึงราคาไว้ให้นานที่สุด ​เพื่อมีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคให้สามารถเข้าถึงอาหารคุณภาพดี ในราคาประหยัดให้ได้นานที่สุด ส่วนการปรับราคาในอนาคต จะพิจารณาผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ  อาทิ ระดับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถบริหารจัดการได้อีกต่อไป ความผันผวนของราคาพลังงานและนโยบายของประเทศมหาอำนาจ ตลอดจนความเสี่ยงด้านการขาดแคลนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ หากสถานการณ์ดังกล่าวรุนแรงถึงจุดที่บริษัทไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ บริษัทจึงจะพิจารณาปรับราคา โดยยืนยันว่า ซีพีแรมจะเป็น​ &#8216;รายสุดท้าย&#8217; ที่จะทำการปรับขึ้นราคาสินค้า&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40850 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/FC3E5141-3B64-4688-AD5A-44905657E104.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อนโครงการ &#8216;<strong>ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย&#8217;</strong> เป็นหนึ่งโครงการที่สะท้อนความมุ่งมั่นของซีพีแรม ในการให้ความสำคัญต่อการสร้างความยั่งยืนในระบบ Food Supply Chain ซึ่งดำเนินการ​ต่อเนื่องมากว่า 14 ปี และ​เป็นกรณีศึกษาการจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทานของซีพีแรม หรือ <strong>Supply Chain Management</strong> ที่เกิดผลตามปณิธาน <strong>FOOD 3S</strong> ขององค์กร โดยผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ อันได้แก่ ชาวประมง , บริษัท วิยะเครปโปรดักส์ จำกัด (ผู้ส่งมอบ   เนื้อปู) , บริษัท ซีพีแรม จำกัด (ผู้ผลิตอาหาร) และผู้บริโภค รวมถึงศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 3  (สุราษฎร์ธานี) ผู้สนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อให้การจัดการอนุรักษ์คุ้มครอง และการพัฒนาการประมงปูม้าในทะเลไทยบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>ตลอด 14 ปีของโครงการ ​<strong>ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย </strong>ยังสะท้อนจุดยืนของซีพีแรมในฐานะผู้ผลิตอาหารพร้อมรับประทานที่ให้ความสำคัญ ใส่ใจทั้งต่อผู้บริโภค ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ขององค์กร โดยซีพีแรมดำเนินธุรกิจเคียงข้างสังคมอย่างเกื้อกูลมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อมั่นว่าการส่งมอบอาหารคุณภาพ ปลอดภัย ต้องควบคู่กับการดูแลโลกใบนี้อย่างยั่งยืน เพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40851 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/F551229B-0364-48C2-B461-E72E358BC1BC.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/cpram-phumriang-blue-crab-conservation/">ซีพีแรม เน้นบริหารซัพพลายเชนใกล้ชิดรับวิกฤต​ ขับเคลื่อน FOOD 3S ส่งเสริม &#8216;ปูม้ายั่งยืน&#8217; ตลอดห่วงโซ่ หนุนขึ้นทะเบียน &#8216;ปูม้าพุมเรียง&#8217; สินค้า GI สุราษฎร์ธานี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พพ. มองมาตรการลดภาษีโซลาร์บ้าน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้าน ลดใช้ไฟฟ้า 585 หน่วยต่อปี พร้อมจ้างงานเพิ่ม 450 ตำแหน่ง ด้าน KTC เผยยอดใช้จ่ายหมวดโซลาร์หลังมาตรการมีผลเติบโตแล้ว 110%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/solar-rooftop-game-changer-thai-household-energy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 09:44:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Living]]></category>
		<category><![CDATA[solar cell]]></category>
		<category><![CDATA[solar roof]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Rooftop]]></category>
		<category><![CDATA[กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[จารุวรรณ พิพัฒน์พุทธพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐสิทธิ์ สุนทราณู]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอโซลาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท แพค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พพ.]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[อัจฉรา ปู่มี]]></category>
		<category><![CDATA[เคทีซี]]></category>
		<category><![CDATA[เอกภัทร ปัญญาแก้ว]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์บ้าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40809</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางแรงกดดันด้านพลังงานจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพของครัวเรือนไทยเร่งตัวสูงขึ้น ภาครัฐจึงเดินหน้ามาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท สำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ซึ่งเป็นภาระต้นทุนของประเทศที่สูงถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี การสนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือนจึงเป็นทั้งเกราะป้องกันความเสี่ยงด้านพลังงาน และแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยบรรเทาภาระค่าไฟของประชาชน และเสริมเสถียรภาพพลังงานในภาพรวม &#8216;เคทีซี&#8217; ในฐานะสถาบันการเงินของคนไทยจึงผนึกกำลังภาครัฐ–เอกชน เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองและไขความเข้าใจในหัวข้อ &#8216;Solar Rooftop: มาตรการใหม่คืนภาษี 200,000 บาท พลิกเกมพลังงานบ้านไทย&#8217; เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ต้นทุน ผลตอบแทนของการติดตั้ง และผลเชิงเศรษฐกิจทั้งต่อครัวเรือนและประเทศ เพื่อตอกย้ำว่า Solar Roof คือการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ลดค่าไฟเฉลี่ย 30–60% ต่อปี และเป็นก้าวแรกสู่ Smarter Living ที่ช่วยยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน คุณจารุวรรณ พิพัฒน์พุทธพันธ์ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มติดตามและประเมินผล กองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ​มาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้ง Solar Rooftop วงเงินสูงสุด 200,000 บาท ออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนเจ้าของบ้านได้รับประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะครัวเรือนที่ต้องการลดค่าไฟในระยะยาวและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระดับครอบครัว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/solar-rooftop-game-changer-thai-household-energy/">พพ. มองมาตรการลดภาษีโซลาร์บ้าน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้าน ลดใช้ไฟฟ้า 585 หน่วยต่อปี พร้อมจ้างงานเพิ่ม 450 ตำแหน่ง ด้าน KTC เผยยอดใช้จ่ายหมวดโซลาร์หลังมาตรการมีผลเติบโตแล้ว 110%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางแรงกดดันด้านพลังงานจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพของครัวเรือนไทยเร่งตัวสูงขึ้น ภาครัฐจึงเดินหน้ามาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท สำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ซึ่งเป็นภาระต้นทุนของประเทศที่สูงถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี</p>
<p><span id="more-40809"></span></p>
<p>การสนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือนจึงเป็นทั้งเกราะป้องกันความเสี่ยงด้านพลังงาน และแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยบรรเทาภาระค่าไฟของประชาชน และเสริมเสถียรภาพพลังงานในภาพรวม</p>
<p>&#8216;เคทีซี&#8217; ในฐานะสถาบันการเงินของคนไทยจึงผนึกกำลังภาครัฐ–เอกชน เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองและไขความเข้าใจในหัวข้อ <strong>&#8216;Solar Rooftop: มาตรการใหม่คืนภาษี 200,000 บาท พลิกเกมพลังงานบ้านไทย&#8217;</strong> เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ต้นทุน ผลตอบแทนของการติดตั้ง และผลเชิงเศรษฐกิจทั้งต่อครัวเรือนและประเทศ</p>
<p>เพื่อตอกย้ำว่า <strong><em>Solar Roof คือการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ลดค่าไฟเฉลี่ย 30–60% ต่อปี และเป็นก้าวแรกสู่ Smarter Living ที่ช่วยยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน</em></strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40813 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/KTC_Solar-Rooftop_1.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p><strong>คุณ</strong><strong>จารุวรรณ พิพัฒน์พุทธพันธ์</strong> นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มติดตามและประเมินผล กองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ​มาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้ง Solar Rooftop วงเงินสูงสุด 200,000 บาท ออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนเจ้าของบ้านได้รับประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะครัวเรือนที่ต้องการลดค่าไฟในระยะยาวและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระดับครอบครัว โดยประเมินครอบครัวกลุ่มเป้าหมายที่สามารถ​ได้รับสิทธิราว 9 หมื่นครัวเรือน</p>
<p>โดยผู้มีสิทธิต้องเป็น<strong>บุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า</strong> <strong>ติดตั้งระบบโซลาร์แบบ </strong><strong>On-grid</strong> บนหลังคา ดาดฟ้า หรือพื้นที่อยู่อาศัยจริง <strong>กำลังการผลิตไม่เกิน </strong><strong>10 kWp</strong> และต้อง<strong>ซื้อจากผู้ประกอบการที่ออก </strong><strong>e‑Tax Invoice </strong><strong>พร้อมทั้งต้องเชื่อมต่อระบบกับโครงข่ายไฟฟ้า</strong> (MEA หรือ PEA) <strong>ให้เสร็จและต้องยื่นขอใช้สิทธิ์ในปีภาษีที่ได้รับเชื่อมต่อเท่านั้น</strong></p>
<p>ทั้งนี้ มาตรการ​<strong>จำกัดหนึ่งหลัง–หนึ่งสิทธิ และใช้ได้ครั้งเดียวตลอดโครงการจนถึงวันที่ </strong><strong>31</strong><strong> ธันวาคม </strong><strong>2028</strong> จึงถือเป็นทั้งมาตรการช่วยลดภาระภาษีและลดค่าใช้จ่ายการลงทุนติดตั้งระบบฯ หากติดตั้งขนาด 5kW จะสามารถช่วยะประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 2,000-2,500 บาท/เดือน ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรศึกษาหลักเกณฑ์การใช้สิทธิให้ครบถ้วนตามที่ภาครัฐกำหนด เพื่อให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ และร่วมกันสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40814 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Benefit-Solar-.jpg" alt="" width="1200" height="664" /></p>
<p><em>&#8220;<strong>การที่ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นการติดตั้งผ่านการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท เชื่อว่า จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมได้มากกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อปี ลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ 585 ล้านหน่วยต่อปี ลดการนำเข้า LNG 9.4 หมื่นตันต่อปี ​ ลดการปล่อยคาร์บอน 0.28 ล้านตันต่อปี พร้อมสร้างการจ้างงานได้กว่า 450 ตำแหน่ง</strong> ขณะที่แนวโน้มการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของภาคประชาชนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ภายในครัวเรือนรวมกว่า 800 -1,000 เมกะวัตต์ โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญทั้งเรื่องค่าๆฟฟ้าและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการมีมาตราการทางภาษีเข้ามาจะช่วยผลักดันให้เกิดการเติบโตได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง&#8221;</em></p>
<p><strong>คุณเอกภัทร ปัญญาแก้ว</strong> ประธานบริหาร บริษัท เอโซลาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า หลังภาครัฐประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้ง Solar Rooftop วงเงินสูงสุด 200,000 บาท มีการเติบโตด้านดีมานด์อย่างชัดเจน ยอดติดตั้งเพิ่มขึ้นราว 30–40% โดยมีทั้งปัจจัยฤดูร้อนซึ่งเป็นไฮซีซันของโซลาร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้ครอบครัวไทยมองเห็นภาพ <strong>‘ผลิตไฟเอง–ชาร์จเอง–ประหยัดจริง</strong>’ ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><em>&#8220;ข้อกำหนดด้านมาตรฐานอุปกรณ์ระดับสูงไม่ได้เป็นอุปสรรคต่ออุตสาหกรรม เพราะผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐานอยู่แล้วจะได้รับประโยชน์จากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของตลาดในระยะยาว โดยคำถามที่ลูกค้ามักสอบถามแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ของแต่ละราย ผู้เริ่มต้นติดตั้ง Solar Rooftop มักกังวลเรื่องระยะคืนทุน ส่วนลูกค้าที่มีความรู้เบื้องต้นจะโฟกัสเรื่องความปลอดภัยของการติดตั้ง ทีมงาน A Solar จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่หลายคนสนใจติดโซลาร์รูฟท็อปไว้วางใจ อีกทั้งยังให้บริการครบวงจร ทั้งประเมินระยะคืนทุนตามหน้างาน อธิบายมาตรฐานวิศวกรรมและความปลอดภัย ดูแลเอกสาร e‑Tax Invoice รวมถึงขั้นตอนการขออนุญาตเชื่อมต่อไฟฟ้าเพื่อให้ใช้สิทธิ์ภาษีได้อย่างมั่นใจ สำหรับกำลังการผลิตที่เหมาะสมกับบ้านส่วนใหญ่ในไทยคือระบบ On‑grid ขนาดไม่เกิน 10 kWp ซึ่งครอบคลุมพฤติกรรมการใช้ไฟประมาณ 50–60% ของครัวเรือน โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ไฟฟ้าช่วงกลางวัน และยังสามารถต่อยอดสู่ระบบ Smart Home หรือการชาร์จรถยนต์ EV ได้ตามความต้องการของผู้บริโภคจริง”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40816 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/S__18727113.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>คุณอัจฉรา ปู่มี</strong> ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท แพค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการโซลูชั่นด้าน Energy Efficiency มายาวนาน ​​เห็นการเปลี่ยนผ่านของบ้านไทยจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย ไปสู่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อนวัตกรรมในบ้านเริ่มเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานสะอาด เช่น เครื่องทำน้ำร้อนจากเครื่องปรับอากาศหรือเครื่องปรับอุณหภูมิสระว่ายน้ำของ PAC Regenerating Energy ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ จะช่วยให้ครัวเรือนบริหารจัดการต้นทุนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน และยกระดับ Smart Living ให้กลายเป็น Smarter Living อย่างแท้จริง</p>
<p><em>&#8220;​วันนี้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของพลังความร่วมมือที่ทำให้การใช้โซลาร์เกิดขึ้นได้จริง ภาครัฐออกมาตรการและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานและเทคโนโลยีให้เท่าทันยุคสมัย เคทีซีทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้ผู้บริโภคเข้าถึง      โซลูชันได้ง่ายขึ้น และสื่อมวลชนช่วยสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องไปสู่ประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ความเข้าใจที่ถูกต้อง’ เมื่อประชาชนรู้ว่าต้องเตรียมอะไร ขั้นตอนเป็นอย่างไร และควรเริ่มต้นตรงไหน มาตรการนี้จะกลายเป็นแรงขับที่ทำให้บ้านไทยก้าวสู่ Smarter Living ได้จริงในอนาคตอันใกล้”</em></p>
<p><strong>คุณณัฐสิทธิ์ สุนทราณู</strong> <strong>ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี</strong> หรือ <strong>บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)</strong> กล่าวว่า เคทีซีให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ของสมาชิกที่มีรวมกว่า  3 ล้านรายมาโดยตลอด โดยเฉพาะการส่งเสริมด้านพลังงานสะอาดและความยั่งยืน (SD) ผ่านการรวบรวมพันธมิตรที่ให้บริการด้านโซลาร์เซลล์ทั้งผู้จำหน่าย ผู้ติดตั้ง ที่มีความน่าเชื่อถือรวมกว่า 21 ราย เพื่ออำนวยความสะดวก และเป็นทางเลือกให้ลูกค้า โดยเชื่อว่าการมีมาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้ง Solar Rooftop สูงสุด 200,000 บาท ถือเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้พลังงานทางเลือกกลายเป็นการลงทุนที่เข้าถึงได้จริง และช่วยให้สมาชิกวางแผนบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างไม่กระทบรายได้หลัก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40817 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/solar1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><em>&#8220;จากอินไซต์การใช้จ่ายของสมาชิกที่เกี่ยวข้องกับ Solar Rooftop เติบโตต่อเนื่อง ​ช่วงสองเดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-กุมภาพันธ์) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนประกาศมาตรการลดหย่อนภาษี เมื่อนำข้อมูลก่อนและหลังการออกมาตรการในวันที่ 3 มีนาคม 2569 มาเปรียบเทียบกัน พบว่า <strong>การใช้จ่ายเฉลี่ยผ่านบัตรเคทีซีในหมวด </strong><strong>Solar Roof </strong><strong>เพิ่มขึ้น </strong><strong>110%</strong> และ<strong>จำนวนธุรกรรมเติบโตขึ้น </strong><strong>40% โดยคาดว่าจะสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกไม่ต่ำกว่า​ 2 เท่า </strong> สะท้อนถึงความสนใจของผู้บริโภคต่อ Solar Roof ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เห็นชัดว่าผู้บริโภคเริ่มมองพลังงานแสงอาทิตย์ในฐานะ ‘เครื่องมือบริหารต้นทุนระยะยาว’ ​เคทีซีจึงทำหน้าที่เป็น Financial Enabler ที่ช่วยให้สมาชิกบริหารค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ได้ง่ายขึ้น ด้วยการผ่อนชำระเป็นรายเดือน ผ่านสิทธิพิเศษร่วมกับพันธมิตรผู้ประกอบการที่ตั้งเป้าขยายเครือข่ายพันธมิตรเพิ่มเติมเป็นกว่า 35 ราย ภายในสิ้นปี 2569 โดยทุกรายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันและการติดตั้ง Solar Roof ที่ผ่านการคัดเลือกอย่างรอบคอบ&#8221;</em></p>
<p>สำหรับสิทธิประโยชน์เพื่อให้สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีและบัตรกดเงินสด &#8216;เคทีซี พราว&#8217; รวมกว่า 3 ล้านบัตร มั่นใจได้ถึงคุณภาพเทคโนโลยี ประสิทธิภาพการติดตั้ง และความคุ้มค่าในระยะยาว รวมทั้งลดภาระด้านค่าครองชีพผ่าน <strong>สิทธิผ่อน </strong><strong>0% </strong><strong>สูงสุด </strong><strong>10 </strong><strong>เดือน พร้อมรับเครดิตเงินคืน และใช้คะแนน </strong><strong>KTC FOREVER </strong><strong>แลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด </strong><strong>13% </strong><strong>ระหว่างวันที่ </strong><strong>1 </strong><strong>มีนาคม </strong><strong>2569 &#8211; 30 </strong><strong>พฤศจิกายน </strong><strong>2569</strong> ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง Solar Rooftop และสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่าย สะดวก และก้าวจาก Smart Living ไปสู่ Smarter Living ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น</p>
<p>ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ktc.promo/solar-roof หรือติดต่อ KTC PHONE 02 123 5000 สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรเครดิตควรใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี  สำหรับผู้ถือบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” ควรกู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ย 20%-25% ต่อปี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/solar-rooftop-game-changer-thai-household-energy/">พพ. มองมาตรการลดภาษีโซลาร์บ้าน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้าน ลดใช้ไฟฟ้า 585 หน่วยต่อปี พร้อมจ้างงานเพิ่ม 450 ตำแหน่ง ด้าน KTC เผยยอดใช้จ่ายหมวดโซลาร์หลังมาตรการมีผลเติบโตแล้ว 110%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยูนิลีเวอร์ เดินหน้าแคมเปญ &#8216;ยูนิลีเวอร์ ลดช่วยไทย&#8217; ช่วยภาระค่าครองชีพผู้บริโภค ลดราคาสินค้าสูงสุด 50% ทั่วประเทศ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/unilever-help-thai-save/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 05:53:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Unilever]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วยค่าครองชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[ยูนิลีเวอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ยูนิลีเวอร์ ลดช่วยไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ลดราคาสินค้า]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้าราคาประหยัด]]></category>
		<category><![CDATA[อาซีม ปุริ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40804</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ในฐานะองค์กรที่ดำเนินธุรกิจเคียงคู่สังคมไทยมากว่า 90 ปี ประกาศมาตรการลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นสูงสุดถึง 50% ในแคมเปญ &#8216;ยูนิลีเวอร์ ลดช่วยไทย&#8217; ครอบคลุมผลิตภัณฑ์จากทั้งสี่กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน ของใช้ส่วนบุคคล ความงามและสุขภาพ และอาหาร เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันได้ และเป็นการขานรับนโยบายภาครัฐด้านการดูแลราคาสินค้า และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในการอยู่เคียงข้างสังคม คู่ค้า และผู้บริโภคไทยมายาวนานเกือบศตวรรษ คุณอาซีม ปุริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ยูนิลีเวอร์ตระหนักดีว่าค่าครองชีพยังเป็นภาระและเป็นเรื่องท้าทายสำหรับหลายครอบครัว   จัดทำแคมเปญพิเศษยูนิลีเวอร์ ลดช่วยไทย​ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นได้ ในราคาลดสูงสุดถึง 50% ครอบคลุมแบรนด์หลัก  อาทิ บรีส โอโม ซันไลต์ ซันซิล โดฟ เคลียร์ และคนอร์ วางแผนร่วมมือกับพันธมิตรค้าปลีกกว่า 70,000 ร้านทั่วประเทศ เพื่อให้มาตรการนี้เกิดผลกับผู้บริโภคอย่างกว้างที่สุด สะท้อนความมุ่งมั่นที่จะอยู่เคียงข้างคนไทย และมีส่วนร่วมในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวไทยอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับแคมเปญครั้งนี้ ยูนิลีเวอร์ร่วมมือกับพันธมิตรคู่ค้าทุกรูปแบบ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของชำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/unilever-help-thai-save/">ยูนิลีเวอร์ เดินหน้าแคมเปญ &#8216;ยูนิลีเวอร์ ลดช่วยไทย&#8217; ช่วยภาระค่าครองชีพผู้บริโภค ลดราคาสินค้าสูงสุด 50% ทั่วประเทศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย</strong> ในฐานะองค์กรที่ดำเนินธุรกิจเคียงคู่สังคมไทยมากว่า 90 ปี ประกาศมาตรการลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นสูงสุดถึง 50% ในแคมเปญ <strong>&#8216;ยูนิลีเวอร์ ลดช่วยไทย&#8217;</strong></p>
<p><span id="more-40804"></span></p>
<p>ครอบคลุมผลิตภัณฑ์จากทั้งสี่กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน ของใช้ส่วนบุคคล ความงามและสุขภาพ และอาหาร เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันได้ และเป็นการขานรับนโยบายภาครัฐด้านการดูแลราคาสินค้า และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในการอยู่เคียงข้างสังคม คู่ค้า และผู้บริโภคไทยมายาวนานเกือบศตวรรษ</p>
<p><strong>คุณอาซีม</strong><strong> </strong><strong>ปุริ ประธานกรรมการบริหาร</strong><strong> </strong><strong>กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย</strong> กล่าวว่า ยูนิลีเวอร์ตระหนักดีว่าค่าครองชีพยังเป็นภาระและเป็นเรื่องท้าทายสำหรับหลายครอบครัว   จัดทำ<strong>แคมเปญ</strong><strong>พิเศษ</strong><strong>ยูนิลีเวอร์ ลดช่วยไทย​ </strong>เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นได้ ในราคา<strong>ลดสูงสุดถึง </strong><strong>50% ครอบคลุมแบรนด์หลัก  อาทิ บรีส โอโม </strong><strong>ซันไลต์ </strong><strong>ซันซิล โดฟ เคลีย</strong><strong>ร์ </strong><strong>และคนอร์ </strong>วางแผนร่วมมือกับพันธมิตรค้าปลีกกว่า 70,000 ร้านทั่วประเทศ เพื่อให้มาตรการนี้เกิดผลกับผู้บริโภคอย่างกว้างที่สุด สะท้อนความมุ่งมั่นที่จะอยู่เคียงข้างคนไทย และมีส่วนร่วมในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวไทยอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40807 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ULHelpsThaiSave.jpg" alt="" width="510" height="600" /></p>
<p>สำหรับแคมเปญครั้งนี้ ยูนิลีเวอร์ร่วมมือกับพันธมิตรคู่ค้าทุกรูปแบบ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของชำ รวมถึงช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม นำเสนอสินค้าราคาพิเศษกว่า <strong>700 </strong><strong>รายการ </strong>จากหลายหลายแบรนด์ชั้นนำ อาทิ บรีส โอโม ซันไลต์ คอมฟอร์ต ลักส์ วาสลีน ซันซิล พอนด์ส เคลียร์ แอ็กซ์ เรโซน่า และคนอร์ โดยแคมเปญจัดขึ้นตั้งแต่เมษายน 2569 นี้เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะสิ้นสุดโปรโมชั่น อ่านรายละเอียดหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ ณ จุดขายและร้านค้าที่ร่วมรายการทั่วประเทศ</p>
<p><em>&#8220;ยูนิลีเวอร์มุ่งมั่นยืนหยัดเคียงข้างประชาชนไทยในทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน หรือความท้าทายใด ๆ บริษัทฯ เดินหน้าสนับสนุนคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค พันธมิตร และสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความเชื่อของเราว่า การเติบโตของธุรกิจและการสร้างคุณค่าให้สังคมต้องก้าวเดินไปด้วยกันอย่างยั่งยืน&#8221;         </em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/unilever-help-thai-save/">ยูนิลีเวอร์ เดินหน้าแคมเปญ &#8216;ยูนิลีเวอร์ ลดช่วยไทย&#8217; ช่วยภาระค่าครองชีพผู้บริโภค ลดราคาสินค้าสูงสุด 50% ทั่วประเทศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เตรียมผลักดัน &#8216;โครงการลดขยะอาหาร&#8217; ขึ้นทะเบียนรับรองคาร์บอนเครดิต ตามมาตรฐาน T-VER พร้อมชงภาครัฐดูแล​ VAT ​​​กลุ่มอาหารบริจาค เทียบเท่าการทำลายอาหาร</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/central-group-sos-thailand-reduce-food-waste/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 29 Mar 2026 03:15:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Centara]]></category>
		<category><![CDATA[CENTRAL GROUP]]></category>
		<category><![CDATA[CPN]]></category>
		<category><![CDATA[CRC]]></category>
		<category><![CDATA[CRG]]></category>
		<category><![CDATA[Food Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[SOS THAILAND]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ครัวรักษ์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[ทวี อิ่มพูลทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ท็อปส์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พิชัย จิราธิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิ สโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล ทำ]]></category>
		<category><![CDATA[โก โฮลเซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40642</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหา ขยะอาหาร  (Food Waste)  เป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของโลกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงทางอาหาร ข้อมูลจาก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า คนไทยสร้างขยะอาหารเฉลี่ยสูงถึง 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และประเทศไทยยังถูกจัดอยู่ในอันดับ 77 ของโลก ในการสร้างขยะอาหาร ซึ่งขยะอาหารเหล่านี้เมื่อถูกฝังกลบจะเกิดกระบวนการย่อยสลายที่ปล่อย ก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกสำคัญที่เร่งให้เกิดภาวะโลกร้อน ด้วยความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม กลุ่มเซ็นทรัล และ  บริษัทในเครือ นำโดย บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอรชั่น จำกัด (มหาชน) โดย ท็อปส์ และโก โฮลเซลล์, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน), บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมมือกับ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ  ซัสทีแนนซ์ (SOS Thailand) องค์กรไม่แสวงหากำไร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/central-group-sos-thailand-reduce-food-waste/">เตรียมผลักดัน &#8216;โครงการลดขยะอาหาร&#8217; ขึ้นทะเบียนรับรองคาร์บอนเครดิต ตามมาตรฐาน T-VER พร้อมชงภาครัฐดูแล​ VAT ​​​กลุ่มอาหารบริจาค เทียบเท่าการทำลายอาหาร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัญหา <strong>ขยะอาหาร </strong> (Food Waste)  เป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของโลกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงทางอาหาร</p>
<p><span id="more-40642"></span></p>
<p>ข้อมูลจาก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า<strong> คนไทยสร้างขยะอาหารเฉลี่ยสูงถึง</strong><strong> 86 </strong><strong>กิโลกรัมต่อคนต่อปี และประเทศไทยยังถูกจัดอยู่ในอันดับ</strong><strong> 77 </strong><strong>ของโลก ในการสร้างขยะอาหาร </strong>ซึ่งขยะอาหารเหล่านี้เมื่อถูกฝังกลบจะเกิดกระบวนการย่อยสลายที่ปล่อย ก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกสำคัญที่เร่งให้เกิดภาวะโลกร้อน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40792 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/03.กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ-จัดกิจกรร.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้วยความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม <strong>กลุ่มเซ็นทรัล </strong>และ<strong>  บริษัทในเครือ</strong> นำโดย <strong>บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอรชั่น จำกัด (มหาชน) โดย ท็อปส์ และโก โฮลเซลล์</strong><strong>, </strong><strong>บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)</strong><strong>, </strong><strong>บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด </strong>ร่วมมือกับ <strong>มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ  ซัสทีแนนซ์ (</strong><strong>SOS Thailand</strong><strong>) </strong>องค์กรไม่แสวงหากำไร ที่มุ่งสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนและเท่าเทียม เดินหน้าขับเคลื่อนการส่งต่อ<strong> อาหารส่วนเกิน (</strong><strong>Surplus Food</strong><strong>) ที่ยังมีคุณภาพดี</strong> ให้กับชุมชนและกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดปริมาณขยะอาหาร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p><strong>คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล</strong> กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการเพื่อความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล <strong>&#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217;</strong> โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาขยะอาหาร ด้วยการ <strong>หมุนเวียนอาหารส่วนเกิน คุณภาพดี</strong> ส่งต่อให้กับผู้ที่ต้องการ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการดูแลสิ่งแวดล้อมและสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนให้กับสังคม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40795 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/กิจกรรมครัวรักษ์โลก-6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ กลุ่มเซ็นทรัล ได้ร่วมมือกับเอสโอเอส มาเป็นเวลายาวนานกว่า 8 ปี ตั้งแต่ปี 2561 เพื่อร่วมกันส่งมอบอาหารส่วนเกินที่มีคุณภาพไปยังชุมชนและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงโรงเรียนและองค์กรการกุศลต่างๆ โดยปัจจุบันสามารถส่งมอบอาหารแล้วรวมกว่า <strong>2</strong><strong>,</strong><strong>100 ตัน มากกว่า </strong><strong>8.7</strong><strong> ล้านมื้อ รวม 2</strong><strong>,</strong><strong>215 ชุมชน</strong> ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการป้องกันไม่ให้เกิดขยะอาหารเหลือทิ้งกว่า <strong>5</strong><strong>,</strong><strong>300 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า</strong></p>
<p><em>&#8220;ความร่วมมือครั้งนี้ กลุ่มเซ็นทรัลมุ่งลดปริมาณขยะอาหารให้เหลือน้อยที่สุด เนื่องจากขยะอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง ขณะเดียวกันในกรณีที่ยังคงมีอาหารส่วนเกินเกิดขึ้นในแต่ละวัน กลุ่มเซ็นทรัลจึงร่วมมือกับเอสโอเอส เพื่อนำอาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพดีไปหมุนเวียนและส่งต่อให้กับผู้ที่ต้องการ เพื่อให้ทรัพยากรอาหารถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า”</em></p>
<p>ล่าสุด กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับ เอสโอเอส ได้จัดกิจกรรม <strong>ครัวรักษ์โลก </strong>ด้วยการรวบรวมอาหารส่วนเกินคุณภาพดีจากภาคธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล ได้แก่ <strong>ท็อปส์</strong><strong>, </strong><strong>โก โฮลเซลล์ </strong><strong>,</strong><strong>โรงแรมเซ็นทารา นำมาปรุงเป็นอาหารสุกใหม่ และขนมหวานจากมิสเตอร์โดนัท เพื่อมอบให้ชุมชนรอบวัดจันทร์ประดิษฐาราม</strong> <strong>จำนวน 6 ชุมชน มากกว่า 100 คน</strong> โดยมีคณะผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัลและธุรกิจในเครือ ร่วมด้วยพนักงานอาสา พร้อมใจกันปรุงเมนูอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อส่งมอบมื้ออร่อยอย่างอบอุ่น ณ โรงเรียนวัดจันทร์ประดิษฐาราม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40796 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/กิจกรรมครัวรักษ์โลก-4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย มูลนิธิ สโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (</strong><strong>SOS Thailand) </strong>กล่าวว่า  เอสโอเอสมุ่งสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน เพื่อให้กลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงอาหารที่เพียงพอ ปลอดภัย และมีคุณภาพ โดยการกอบกู้อาหารส่วนเกินจากภาคธุรกิจ เพื่อนำไปส่งต่อให้กับชุมชนที่ต้องการในพื้นที่กลุ่มเป้าหมาย 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และประจวบคีรีขันธ์ ผ่านระบบการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ โดยยึดหลักความปลอดภัยทางอาหารเป็นสำคัญ</p>
<p>สำหรับแนวทางการดำเนินงานในปีนี้ เพื่อสามารถกอบกู้อาหารได้เพิ่มมากขึ้น SOS Thailand เตรียมดำเนินการเพื่อให้ภาคเอกชนสามารถได้รับประโยชน์จากการบริจาคอาหารเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการเพิ่มแหล่งต้นทางในการรับบริจาคอาหารจากกลุ่มที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น รวม​ทั้ง​ขยายการบริหารจัดการไปสู่ต้นทางได้มากขึ้น เพื่อไม่เพียง​ลดปริมาณ Food Waste แต่ยัง​ลดลด Food Loss ซึ่งเป็นการลดโอกาสที่จะเกิดปริมาณขยะอาหารตามมาในที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40794 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/01.คุณพิชัย-จิราธิวัฒน์-และคุณทวี-อิ่มพูลทร.jpg" alt="" width="731" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;SOS Thailand อยู่ระหว่างการผลักดันเรื่องข้อกฏหมายในการบริจาคอาหาร ให้สามารถหัก​ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่รวมอยู่ใน​รายการสินค้า​อาหารที่นำมาบริจาคออกได้ เพื่อช่วยลดภาระให้ทางภาคเอกชน เนื่องจากปัจจุบันมีภาคเอกชนหลายราย​มีปัญหาเรื่องของการจ่ายภาษี  VAT ส่วนเกิน เพราะมีภาษีบางส่วนที่​รวมอยู่ในรายการอาหารที่นำมาบริจาคโดยไม่ได้ทำการจำหน่าย และกลายเป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดในการบริจาคที่ภาคเอกชนบางรายจะเลือกบริจาคเฉพาะรายการสินค้าที่ไม่ได้มีการรวม VAT ไว้เท่านั้น  SOS Thailand จึงต้องการผลักดันให้เกิดการปลดล็อกข้อกำหนดในเรื่องดังกล่าวนี้ เพื่อให้ดำเนินการเช่นเดียวกับมาตรการในการทำลายอาหารด้วยสารเคมี หรือการทำให้อาหารอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถรับประทานได้ แต่เปลี่ยนจากรูปแบบของการทำลายมาอยู่ในรูปแบบของการส่งต่ออาหาร ซึ่งสามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่า&#8221;</em></p>
<p>นอกจากนี้ ยัง​ได้เตรียมทำงานร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO) เพื่อ​รับรองให้โครงการบริจาคอาหารของภาคเอกชนสามารถนำไปคำนวณคาร์บอนคาร์เครดิตได้ และเป็นส่วนหนึ่งในมาตรฐาน T-VER หรือโครงการลดดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย โดยได้เพิ่มข้อมูล​การจัดทำรายงาน เพื่อเปรียบเทียบกับจำนวนต้นไม้ที่สามารถดูดซับคาร์บอนได้จากปริมาณการบริจาคอาหารของภาคเอกชนแต่ละราย จากเดิมที่​รายงานเพียงปริมาณอาหารที่บริจาคตามน้ำหนัก ​จำนวนมื้ออาหารที่ได้นำไปส่งต่อ รวมทั้งการคำนวณเป็นกิโลกรัมคาร์บอนที่ลดลงได้จากการลดปริมาณขยะอาหาร เพื่อสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการขึ้นทะเบียนรับรองคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐาน T-VER ได้ในอนาคต เป็นอีกโอกาสสร้างรายได้เพิ่มเติมให้ภาคเอกชน รวมทั้งการยกระดับสู่ T-VER Premium ในอนาคต เพื่อการรับรองได้ในระดับสากล​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40797 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/กิจกรรมครัวรักษ์โลก-7.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน ได้ขยายโอกาสไปสู่การเพิ่มต้นทางในการส่งต่ออาหารได้มากขึ้น ทั้งจากพันธมิตรในกลุ่มโรงแรมจากในส่วนของห้องอาหารไปสู่ส่วน​ครัว เพื่อขยาย​การรับอาหารจากไลน์บุฟเฟต์ไปสู่ส่วนผสมที่เหลือจากการปรุงอาหาร  รวมทั้งจากกลุ่มผู้ประกอบการตลาด รวมทั้งพนักงานออฟฟิศในแต่ละองค์กรที่สามารถรวมกลุ่มและนำอาหารส่วนเกินจากครัวเรือนมาเข้าร่วมโครงการ</p>
<p>พร้อมทั้ง​ขยายการบริหารจัดการไปยังส่วนต้นน้ำมากขึ้น ด้วยการเพิ่มพันธมิตรในกลุ่มเกษตรกร เพื่อนำทีมอาสาสมัครไปช่วยเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อลดภาระค่าแรงงานในการเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งปัญหาสำคัญที่ทำให้เกษตรกรปล่อยทิ้งผลผลิตโดยไม่ทำการเก็บเกี่ยวและเกิดเป็นปัญหาขยะจากผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งยังสามารถเพิ่มการบริหารจัดการภายในห่วงโซ่อาหาร จากที่ดูแลเฉพาะ Food Waste ในส่วนปลายน้ำ มาสู่การจัดการ Food Loss ได้ตั้งแต่ต้นทางอีกด้วย​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40798 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/04.คณะผู้บริหารพร้อมเสิร์ฟอาหาร.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>​<em>&#8220;ความร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัล สะท้อน​ให้เห็นความมุ่งมั่นของภาคเอกชนที่ให้ความสำคัญ​กับการลดขยะอาหาร ผ่านความร่วมมือในฐานะ​​พันธมิตรสำคัญกับทาง SOS Thailand มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศไทยและช่วยลดการสูญเสียอาหารในภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม”</em></p>
<p><strong><em>กลุ่มเซ็นทรัล และ SOS Thailand ยังคงเดินหน้าร่วมภารกิจในการลดขยะอาหารอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อว่าการลดขยะอาหารไม่ใช่หน้าที่ของใครคนหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถร่วมกันทำได้ง่ายๆ ตั้งแต่ต้นทาง เพียงรับประทานอาหารให้หมดจาน หรือไม่บริโภคอาหารเกินความจำเป็น  ซึ่งเป็นสิ่งใกล้ตัวและ​ทุกคน​สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการกำจัดขยะอาหารได้อย่างยั่งยืน </em></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/central-group-sos-thailand-reduce-food-waste/">เตรียมผลักดัน &#8216;โครงการลดขยะอาหาร&#8217; ขึ้นทะเบียนรับรองคาร์บอนเครดิต ตามมาตรฐาน T-VER พร้อมชงภาครัฐดูแล​ VAT ​​​กลุ่มอาหารบริจาค เทียบเท่าการทำลายอาหาร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บ้านปู ปักหมุดพื้นที่ยุทธศาสตร์ ขยาย BESS เพิ่มเสถียรภาพระบบ​พลังงาน​ รับดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์  AI เติบโตทั่วโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/banpu-update-bess-projects-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Mar 2026 09:09:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[banpu]]></category>
		<category><![CDATA[Battery Energy Storage System]]></category>
		<category><![CDATA[Battery Farm]]></category>
		<category><![CDATA[BESS]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Storage]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Symphonics]]></category>
		<category><![CDATA[Power]]></category>
		<category><![CDATA[Remewable]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[ดาต้าเซ็นเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปู]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[สินนท์ ว่องกุศลกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่ฟาร์ม]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40712</guid>

					<description><![CDATA[<p>การมีระบบพลังงานที่มีเสถียรภาพถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI และดาต้าเซ็นเตอร์เติบโต ส่งผลให้แนวโน้มการใช้พลังงานทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ไม่เพียงมองเห็นการเติบโตของดีมานด์ในการใช้พลังงานที่จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังเห็นถึงความจำเป็นในการมีระบบกักเก็บพลังงานที่มีเสถียรภาพสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษา​ความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อให้สามารถมีพลังงานไฟฟ้าใช้ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งต้องสามารถเชื่อมโยงเข้ากับระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อตอบโจทย์อีกหนึ่งวาระสำคัญทั้งของโลกและขององค์กรในการขับเคลื่อนสู่ Net Zero ได้ตามเป้าหมาย BESS ฐานกำลังสำคัญ​ สร้างเสถียรภาพระบบพลังงาน นำมาสู่การลงทุนใน &#8216;ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่&#8217; (BESS : Battery Energy Storage System) โดยการใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ในการเก็บพลังงานที่มาจากแหล่งพลังงานที่หลากหลายโดยเฉพาะจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนต่างๆ (Renewable) เพื่อสะสมพลังงานในช่วงที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณมาก และสำรองไว้สำหรับจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในช่วงที่มีความต้องการใช้งานสูง​ โดยอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจ Power+ หรือกลุ่มธุรกิจ​ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ของบ้านปู ซึ่งได้เริ่มนำร่องโครงการแรกมาตั้งแต่ปี 2564 ในประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะทยอยเพิ่มการลงทุนในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่องทั้งในจีน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ​ หากมองโอกาสของตลาด BESS ​นับเป็นอีกหนึ่ง​​ตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีอัตราการเติบโตในระดับสูง โดย​มูลค่าตลาดทั่วโลกในปี 2567 ​มีมูลค่าสูงถึง 54,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง​​ 36% สะท้อนบทบาทสำคัญของระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/banpu-update-bess-projects-2026/">บ้านปู ปักหมุดพื้นที่ยุทธศาสตร์ ขยาย BESS เพิ่มเสถียรภาพระบบ​พลังงาน​ รับดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์  AI เติบโตทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การมีระบบพลังงานที่มีเสถียรภาพถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI และดาต้าเซ็นเตอร์เติบโต ส่งผลให้แนวโน้มการใช้พลังงานทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน</p>
<p><span id="more-40712"></span></p>
<p><strong>บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) </strong>ไม่เพียงมองเห็นการเติบโตของดีมานด์ในการใช้พลังงานที่จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังเห็นถึงความจำเป็นในการมีระบบกักเก็บพลังงานที่มีเสถียรภาพสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษา​ความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อให้สามารถมีพลังงานไฟฟ้าใช้ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งต้องสามารถเชื่อมโยงเข้ากับระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อตอบโจทย์อีกหนึ่งวาระสำคัญทั้งของโลกและขององค์กรในการขับเคลื่อนสู่ Net Zero ได้ตามเป้าหมาย</p>
<p><strong>BESS ฐานกำลังสำคัญ​ สร้างเสถียรภาพระบบพลังงาน</strong></p>
<p>นำมาสู่การลงทุนใน <strong>&#8216;ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่&#8217;</strong> <strong>(BESS : Battery Energy Storage System)</strong> โดยการใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ในการเก็บพลังงานที่มาจากแหล่งพลังงานที่หลากหลายโดยเฉพาะจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนต่างๆ (Renewable) เพื่อสะสมพลังงานในช่วงที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณมาก และสำรองไว้สำหรับจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในช่วงที่มีความต้องการใช้งานสูง​ โดยอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจ <strong>Power+ </strong>หรือกลุ่มธุรกิจ​ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ของบ้านปู ซึ่งได้เริ่มนำร่องโครงการแรกมาตั้งแต่ปี 2564 ในประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะทยอยเพิ่มการลงทุนในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่องทั้งในจีน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ​</p>
<p>หากมองโอกาสของตลาด BESS ​นับเป็นอีกหนึ่ง​​ตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีอัตราการเติบโตในระดับสูง โดย​มูลค่าตลาดทั่วโลกในปี 2567 ​มีมูลค่าสูงถึง 54,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง​​ 36% สะท้อนบทบาทสำคัญของระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ที่เป็นตัวช่วยสำคัญในการ​เสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านมาสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนรวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น​ต่อเนื่อง ให้ยังสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ เพื่อรักษาศักยภาพของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต</p>
<p>ปัจจุบันบ้านปู ขยายการลงทุน BESS ​จนถึงปัจจุบัน​รวมทั้งสิ้นจำนวน 8 โครงการ ครอบคลุมทั้งที่เปิดดำเนินการแล้ว และอยู่ระหว่างพัฒนา กระจายใน 4 ประเทศหลัก รวมกำลังการผลิตมากกว่า 2,100 เมกะวัตต์ชั่วโมง และมีทิศทางขยายการลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพ เพื่อสนับสนุนระบบพลังงานสะอาดที่พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวและตอบโจทย์เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p>การขยายการลงทุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ <strong>Energy Symphonics</strong> ภายใต้กลุ่มธุรกิจ<strong> Power+</strong> ซึ่งมุ่งดำเนินธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ในลักษณะแพลตฟอร์มธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Power Pure-play Platform) ครอบคลุมห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้าครบวงจร ผสานการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพื้นฐาน โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน และพลังงานหมุนเวียน เข้ากับระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของลูกค้ากลุ่มธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) และธุรกิจกับภาครัฐ (B2G) และดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40732 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Wooreen-BESS-re.jpg" alt="" width="700" height="700" /></p>
<p><strong>ขยายพอร์ตโฟลิโอ ปักหมุด 4 พื้นที่ยุทธศาสตร์ </strong></p>
<p>บ้านปูมุ่งขยายธุรกิจ BESS ในตลาดที่เอื้ออำนวย ทั้งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ตลาดไฟฟ้าที่เปิดเสรี และการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐ และในทุกตลาดถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์เพื่อสร้างการเติบโตในอนาคตได้อย่างแข็งแกร่ง รวมทั้งเตรียมเปิดทยอยเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย</p>
<p><strong>จีน</strong> : ผ่านการลงทุนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ <strong>Jinhu Qianfeng</strong> ที่ติดตั้ง BESS เพื่อบริหารการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีความผันผวนตามช่วงเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่มีการผลิตไฟฟ้าสูงในเวลากลางวัน BESS จึงเข้ามาช่วยปรับสมดุลระหว่างปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้กับความต้องการใช้ไฟฟ้า คาดว่าโครงการ Jinhu Qianfeng จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2569</p>
<p><strong>ออสเตรเลีย</strong> : โครงการ <strong>Wooreen</strong> และ โครงการ <strong>Kerang</strong> อยู่ระหว่างพัฒนา คาดว่าจะเปิดดำเนินการครึ่งหลังของปี 2570</p>
<p><strong>ญี่ปุ่น</strong> : บ้านปูได้ก้าว​​สู่การเป็นผู้เล่นรายหลักระดับสาธารณูปโภค (Utility-Scale) ด้วยโครงการ<strong> Iwate Tono</strong> ซึ่งได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว และโครงการ <strong>Aizu</strong> โครงการ <strong>Tsuno</strong> รวมถึง โครงการ<strong> Kamigumi-Tokyo</strong> ซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2571 โดยโครงการ Kamigumi-Tokyo ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกรุงโตเกียว (Tokyo Metropolitan Government) โครงการทั้งหมดดำเนินงานในรูปแบบตลาดไฟฟ้าเสรี (Merchant Market) และสร้างรายได้จากการซื้อขายพลังงาน (Energy Arbitrage) การให้บริการในตลาดสมดุลพลังงาน (Balancing Market) และตลาดกำลังการผลิต (Capacity Market) พร้อมใช้ระบบบริหารจัดการพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน</p>
<p><strong>สหรัฐอเมริกา</strong> : หมุดหมายล่าสุด และเป็น BESS แห่งแรกของบ้านปูในสหรัฐอเมริกา ผ่าน <strong>โครงการ Megamouth ในเมืองฮิวสตัน </strong>ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีความต้องการพลังงานในระดับสูง และมีมาร์เก็ตไซส์ของ BESS ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศรวมทั้งมีการ​เติบโตอย่างรวดเร็ว</p>
<p>สำหรับโครงการ Megamouth มีขนาดกำลังผลิต 100 เมกะวัตต์ และความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของ CenterPoint Energy และดำเนินงานในตลาดไฟฟ้าเสรี ERCOT โดยการลงทุนครั้งนี้ช่วยเติมเต็มห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้าของบ้านปูในสหรัฐฯ ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า การกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการซื้อขายไฟฟ้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40731 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/ตารางรายละเอียดแต่ละประเทศ-TH-BESS.jpg" alt="" width="1200" height="441" /></p>
<p><strong>คุณสินนท์ ว่องกุศลกิจ</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเดินหน้าขยายการลงทุน BESS ของบ้านปูอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งการสร้างการเติบโตผ่านรายได้​จากการบริหารจัดการราคาพลังงานในแต่ละช่วงเวลา เช่น การซื้อไฟฟ้าในช่วงราคาต่ำและจำหน่ายในช่วงราคาสูง (Energy Arbitrage) และการให้บริการเสริมเพื่อสนับสนุนเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า (Ancillary Services) รวมทั้งยังมีข้อได้เปรียบจากความสามารถในการผสานพลังร่วมกับสินทรัพย์อื่น ๆ ในห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานของบ้านปู เช่น โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) และธุรกิจซื้อขายพลังงาน เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการดำเนินงานของแต่ละสินทรัพย์ เช่น การบริหารต้นทุนและสร้างรายได้ หรือการควบคุมความเสถียรของระบบไฟฟ้า ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการพลังงาน และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์และภาคธุรกิจ</p>
<p><em> “การขยายการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ของบ้านปูในประเทศยุทธศาสตร์ต่างๆ คือก้าวสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตโฟลิโอพลังงานของบ้านปู​ให้สอดรับกับเทรนด์พลังงานอนาคต เราเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี AI มาเสริมศักยภาพด้านการบริหารจัดการพลังงานแบบเรียลไทม์ อีกทั้งการผสานพลังร่วมกับสินทรัพย์ที่มีอยู่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและขยายโอกาสในการสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืน บ้านปูจึงมั่นใจว่าการลงทุนใน BESS ไม่เพียงตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ยังเป็นฐานสำคัญในการสร้างมูลค่าและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนในระยะยาว”  </em>คุณสินนท์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/banpu-update-bess-projects-2026/">บ้านปู ปักหมุดพื้นที่ยุทธศาสตร์ ขยาย BESS เพิ่มเสถียรภาพระบบ​พลังงาน​ รับดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์  AI เติบโตทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ผนึก พาณิชย์ เดินหน้าโครงการ &#8216;ไทยช่วยไทย&#8217; พร้อมชูมาตรการ 3 ระยะ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/tra-hand-moc-thai-chuay-thai-project/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Mar 2026 12:20:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Retailers Association]]></category>
		<category><![CDATA[TRA]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วยค่าครองชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐ วงศ์พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจค้าปลีก]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรการภาครัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมผู้ค้าปลีกไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40709</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ประกาศความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าโครงการ &#8216;ไทยช่วยไทย&#8217; เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างเร่งด่วน ระดมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นโดยเฉพาะ สินค้ากลุ่ม House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) ที่มีคุณภาพของห้างร้านในกลุ่มสมาชิกและเครือข่ายกว่า 5,000 รายการ มาจำหน่ายในราคาประหยัดผ่านช่องทางค้าปลีกทั่วประเทศ พร้อมเสนอ มาตรการขับเคลื่อน 3 ระยะ เพื่อดูแลค่าครองชีพอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับเสนอขยายช่องทางร้านค้ารองรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โครงการ &#8216;ไทยช่วยไทย&#8217; จะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ครอบคลุมระยะเวลา 2 เดือน มุ่งเน้นการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในราคาประหยัดทั่วประเทศ อีกทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในด้านปริมาณสินค้า โดยยืนยันว่ามีการบริหารจัดการสต็อกอย่างเพียงพอและบริหารความเสี่ยงของการปรับขึ้นราคาได้ในระยะสั้น โดยอาศัยความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานใน ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์ คุณณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานที่มีผลต่อราคาสินค้า สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนมาตรการระยะสั้น กลาง และยาว โดยในระยะเร่งด่วน &#8220;สมาคมฯ พร้อมสนับสนุนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ อย่างเต็มที่ ผ่านการนำสินค้ากลุ่ม House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือก (Second-tier [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/tra-hand-moc-thai-chuay-thai-project/">สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ผนึก พาณิชย์ เดินหน้าโครงการ &#8216;ไทยช่วยไทย&#8217; พร้อมชูมาตรการ 3 ระยะ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สมาคมผู้ค้าปลีกไทย</strong> ประกาศความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าโครงการ <strong>&#8216;ไทยช่วยไทย&#8217;</strong> เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างเร่งด่วน</p>
<p><span id="more-40709"></span></p>
<p>ระดมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นโดยเฉพาะ<strong> สินค้ากลุ่ม </strong><strong>House Brand </strong><strong>และสินค้าแบรนด์ทางเลือก (</strong><strong>Second-tier Brand) </strong><strong>ที่มีคุณภาพของห้างร้านในกลุ่มสมาชิกและเครือข่ายกว่า </strong><strong>5,000 </strong><strong>รายการ</strong> มาจำหน่ายในราคาประหยัดผ่านช่องทางค้าปลีกทั่วประเทศ พร้อมเสนอ <strong>มาตรการขับเคลื่อน </strong><strong>3 </strong><strong>ระยะ</strong> <strong>เพื่อดูแลค่าครองชีพอย่างเป็นระบบ</strong> ควบคู่กับเสนอขยายช่องทางร้านค้ารองรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น</p>
<p>โครงการ <strong>&#8216;ไทยช่วยไทย&#8217;</strong> จะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ครอบคลุมระยะเวลา 2 เดือน มุ่งเน้นการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในราคาประหยัดทั่วประเทศ อีกทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในด้านปริมาณสินค้า โดยยืนยันว่ามีการบริหารจัดการสต็อกอย่างเพียงพอและบริหารความเสี่ยงของการปรับขึ้นราคาได้ในระยะสั้น โดยอาศัยความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานใน ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์</p>
<p><strong>คุณณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย</strong> กล่าวว่า จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานที่มีผลต่อราคาสินค้า สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนมาตรการระยะสั้น กลาง และยาว โดยในระยะเร่งด่วน</p>
<p><em>&#8220;<strong>สมาคมฯ พร้อมสนับสนุนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ อย่างเต็มที่ ผ่านการนำสินค้ากลุ่ม </strong><strong>House Brand </strong><strong>และสินค้าแบรนด์ทางเลือก (</strong><strong>Second-tier Brand</strong><strong>) ที่มีคุณภาพของห้างร้านในกลุ่มสมาชิกและเครือข่าย มาจัดจำหน่ายในราคาประหยัด</strong> เพื่อเพิ่มตัวเลือกและช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน <strong>อีกทั้งเสนอให้ขยายช่องทางร้านค้าที่รองรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปยังโมเดิร์นเทรด </strong>เพื่อให้เกิดความสะดวกและรองรับความต้องการมากขึ้น&#8221;</em></p>
<p>อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ เล็งเห็นว่าการดูแลค่าครองชีพจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จึงขอเสนอมาตรการ 3 ระยะ ดังนี้</p>
<p><strong>1. ระยะสั้น &#8211; ประคองราคา</strong> (ช่วง 60 วันแรก)</p>
<ul>
<li>เสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐ–เอกชน ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมผู้ส่งปลีกไทย ผู้ผลิตผู้จัดจำหน่าย โดยกำหนดให้มีการประชุมอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และความเสี่ยงด้านอุปทานสินค้า เพื่อให้สามารถวางแผนบริหารสต๊อก ดูแลราคาสินค้าได้อย่างทันท่วงที</li>
<li>กำหนด “ตะกร้าสินค้าจำเป็นราคาประหยัด (สินค้าธงฟ้า)” มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง และผู้ค้าปลีกทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัด เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นเหล่านี้ในราคาที่เหมาะสม</li>
</ul>
<p><strong>2. ระยะกลาง &#8211; ลดต้นทุน</strong> (ช่วง 60 วัน – 12 เดือน)</p>
<ul>
<li>กำหนดการจัดกลุ่มสินค้าเป้าหมายอย่างชัดเจน แบ่งเป็น สินค้าจำเป็นสูง , สินค้าจำเป็นที่มีสินค้าทดแทนได้ แยกออกจากสินค้าทั่วไป เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการดูแลความเหมาะสมของราคาและความพร้อมของสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการและตรงตามกลุ่มเป้าหมาย</li>
<li>เสนอให้มีมาตรการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในส่วนภูมิภาคและต่างจังหวัด เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่เข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เหมาะสมอย่างทั่วถึง</li>
</ul>
<p><strong>3. ระยะยาว – ปรับโครงสร้าง </strong>(ช่วง 1-3 ปี)</p>
<ul>
<li>เสนอให้ยกระดับโครงสร้างระบบค้าปลีกและโลจิสติกส์ของประเทศ โดยพัฒนาเครือข่ายกระจายสินค้าในระดับภูมิภาค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสต็อกและการขนส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงทีในทุกพื้นที่</li>
<li>ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกในระบบขนส่งเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว ลดความเสี่ยงจากความ ผันผวนของราคาพลังงาน</li>
</ul>
<p><strong>สมาคมผู้ค้าปลีกไทยยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับภาครัฐและทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมดูแลค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบการค้า และเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปอย่างยั่งยืน </strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/tra-hand-moc-thai-chuay-thai-project/">สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ผนึก พาณิชย์ เดินหน้าโครงการ &#8216;ไทยช่วยไทย&#8217; พร้อมชูมาตรการ 3 ระยะ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดีมานด์โซลาร์บ้านพุ่ง 20% หลังมาตรการลดหย่อนภาษีมีผล &#8216;ไอออน เอนเนอร์ยี่&#8217; จัดแคมเปญ​คุ้ม 3 ต่อ รับอานิสสงส์ ตั้งเป้าติดตั้งใหม่ 2,000 หลัง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/ion-energy-solar-rooftop-campaign/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Mar 2026 01:08:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[ION Energy]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Rooftop]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ติดโซลาร์คุ้ม 3 ต่อ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[พีรกานต์ มานะกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์รูฟท็อป]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<category><![CDATA[ไอออน เอนเนอร์ยี่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40697</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไอออน เอนเนอร์ยี่ เผยดีมานด์ติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือนพุ่งกว่า 20% หลังมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับโซลาร์รูฟท็อปในที่อยู่อาศัยเริ่มมีผลบังคับใช้ ประเมินมาตรการรัฐมีโอกาสหนุนผู้บริโภคเปลี่ยนผ่านใช้โซลาร์ก้าวกระโดด คล้ายคลึงเปลี่ยนผ่านสู่ EV พร้อมเดินหน้าลุยแคมเปญ ติดโซลาร์คุ้ม 3 ต่อ มอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมทั้งด้านราคาและการเข้าถึงสินเชื่อ พร้อมเติมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโซลาร์ที่คุ้มค่าและใช้สิทธิลดหย่อนภาษีให้ผู้บริโภค รวมทั้ง​จับมือ​บิ๊กอสังหาฯ​ เปิดทางผู้บริโภคสั่งซื้อโซลาร์ได้ผ่านแอปนิติบุคคล ตั้งเป้ารายได้โต 60% คุณพีรกานต์ มานะกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า หลังมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในที่อยู่อาศัยมีผลบังคับใช้ บริษัทพบว่ายอดผู้สนใจติดตั้งโซลาร์ ทั้งการสอบถามผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ แม้กระทั่งกลุ่มลูกค้าบ้านโครงการที่มีโซลาร์ติดตั้งมากับบ้านอยู่แล้ว ก็มีการกลับมาสอบถามข้อมูลเพื่อติดตั้งระบบโซลาร์เพิ่มเติมด้วย สะท้อนให้เห็นถึงแรงกระตุ้นจากนโยบายภาครัฐล่าสุดที่ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 200,000 บาท ที่เริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค “มาตรการของภาครัฐมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานและการกระตุ้นประชาชนให้ปรับตัวมาใช้พลังงานสะอาด เช่น กรณีรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่มีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและส่งผลให้ประชาชนมีความมั่นใจในการเปลี่ยนผ่าน เราเชื่อว่ามาตรการใหม่ของภาครัฐที่เพิ่งบังคับใช้ จะมีส่วนสำคัญให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน”   อย่างไรก็ดี แม้ความสนใจจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผู้บริโภคจำนวนมากยังอยู่ในช่วงของการพิจารณา เนื่องจากยังไม่มั่นใจในความคุ้มค่าในระยะยาว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/ion-energy-solar-rooftop-campaign/">ดีมานด์โซลาร์บ้านพุ่ง 20% หลังมาตรการลดหย่อนภาษีมีผล &#8216;ไอออน เอนเนอร์ยี่&#8217; จัดแคมเปญ​คุ้ม 3 ต่อ รับอานิสสงส์ ตั้งเป้าติดตั้งใหม่ 2,000 หลัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ไอออน เอนเนอร์ยี่</strong> เผยดีมานด์ติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือนพุ่งกว่า 20% หลังมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับโซลาร์รูฟท็อปในที่อยู่อาศัยเริ่มมีผลบังคับใช้</p>
<p><span id="more-40697"></span></p>
<p>ประเมินมาตรการรัฐมีโอกาสหนุนผู้บริโภคเปลี่ยนผ่านใช้โซลาร์ก้าวกระโดด คล้ายคลึงเปลี่ยนผ่านสู่ EV พร้อมเดินหน้าลุยแคมเปญ <strong>ติดโซลาร์คุ้ม 3 ต่อ </strong>มอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมทั้งด้านราคาและการเข้าถึงสินเชื่อ พร้อมเติมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโซลาร์ที่คุ้มค่าและใช้สิทธิลดหย่อนภาษีให้ผู้บริโภค รวมทั้ง​จับมือ​บิ๊กอสังหาฯ​ เปิดทางผู้บริโภคสั่งซื้อโซลาร์ได้ผ่านแอปนิติบุคคล ตั้งเป้ารายได้โต 60%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40700 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/S__32948951.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณพีรกานต์ มานะกิจ</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า หลังมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในที่อยู่อาศัยมีผลบังคับใช้ บริษัทพบว่ายอดผู้สนใจติดตั้งโซลาร์ ทั้งการสอบถามผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ แม้กระทั่งกลุ่มลูกค้าบ้านโครงการที่มีโซลาร์ติดตั้งมากับบ้านอยู่แล้ว ก็มีการกลับมาสอบถามข้อมูลเพื่อติดตั้งระบบโซลาร์เพิ่มเติมด้วย สะท้อนให้เห็นถึงแรงกระตุ้นจากนโยบายภาครัฐล่าสุดที่ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 200,000 บาท ที่เริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค</p>
<p><em>“มาตรการของภาครัฐมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานและการกระตุ้นประชาชนให้ปรับตัวมาใช้พลังงานสะอาด เช่น กรณีรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่มีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและส่งผลให้ประชาชนมีความมั่นใจในการเปลี่ยนผ่าน เราเชื่อว่ามาตรการใหม่ของภาครัฐที่เพิ่งบังคับใช้ จะมีส่วนสำคัญให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน”  </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40702 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/ion1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>อย่างไรก็ดี แม้ความสนใจจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผู้บริโภคจำนวนมากยังอยู่ในช่วงของการพิจารณา เนื่องจากยังไม่มั่นใจในความคุ้มค่าในระยะยาว รวมถึงยังมีความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเริ่มต้น และความเข้าใจในขั้นตอนการติดตั้งและการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีที่ยังไม่ครบถ้วน โดยบริษัทพบว่าช่องว่างสำคัญของตลาดในปัจจุบันอยู่ที่การนำสิทธิประโยชน์ไปใช้จริง เพราะผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่สามารถเชื่อมโยงระหว่างสิทธิ์ทางภาษีกับความคุ้มค่าในการติดตั้งได้อย่างชัดเจน</p>
<p><strong>คุณพีรกานต์</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า จากประสบการณ์ในการติดตั้งโซลาร์ให้แก่โครงการที่อยู่อาศัยแบรนด์ดัง อาทิ แสนสิริ ศุภาลัย เอสซี เอพี รวมกว่า 117 โครงการ มากกว่า 6,500 หลัง บริษัทพบว่า ค่าเฉลี่ยของบ้านที่มีความคุ้มค่าในการติดตั้งโซลาร์ คือบ้านที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยเดือนละ 3,000 บาทขึ้นไป โดยหลังติดตั้งโซลาร์แล้ว จะสามารถลดต้นทุนค่าไฟได้ราว 30-40% และคืนทุนได้ในระยะเวลาประมาณ 4 ปี (ขึ้นอยู่กับขนาดติดตั้ง) โดยผู้บริโภคที่ติดตั้งโซลาร์ในขณะนี้ อาจมีระยะเวลาการคืนทุนที่เร็วขึ้นอีก เนื่องจากมีมาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท เข้ามาสนับสนุน ขณะเดียวกัน สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง กำลังส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในรูปแบบปกติแพงขึ้นทั่วโลก และส่งผลให้พลังงานทดแทนกลายเป็นทางเลือกในการประหยัดค่าใช้จ่ายที่สำคัญ</p>
<p>ดังนั้น เพื่อลดอุปสรรคในการตัดสินใจและผลักดันให้มาตรการภาครัฐเกิดผลในทางปฏิบัติ บริษัทได้พัฒนาโซลูชันแบบครบวงจร พร้อมออกแคมเปญ <strong>&#8216;ติดโซลาร์ คุ้ม 3 ต่อ&#8217;</strong> เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก ลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้น และเพิ่มความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภค ด้วยสิทธิประโยชน์ 3 ต่อ</p>
<p><strong> คุ้มที่ 1</strong> สำรวจหน้างานฟรี มีทีมงานเข้าสำรวจหน้างาน พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการติดตั้งฟรี แตกต่างจากในตลาดดั้งเดิมที่ใช้วิธีการสำรวจผ่าน GPS ซึ่งอาจไม่แม่นยำ</p>
<p><strong>คุ้มที่ 2</strong> ผ่อนโซลาร์ 0% จับมือกับบัตรเครดิตและธนาคารชั้นนำ อาทิ SCB, KBank, กรุงศรี, TTB และธนาคารอื่นๆ ที่ร่วมรายการ ให้ผู้ซื้อสามารถผ่อนโซลาร์ได้ 0% นานสูงสุด 10 เดือน</p>
<p><strong>คุ้มที่ 3</strong> อำนวยความสะดวกเชิงรุก จับมือกลุ่มบริษัทบริหารนิติบุคคลของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายราย อาทิ แสนสิริ ศุภาลัย เอสซี และ เอพี จัดแพ็คเกจโซลาร์ยอดนิยมที่เหมาะกับบ้านแต่ละกลุ่ม ขนาดเริ่มต้น 2.5kWp เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคในกลุ่มบ้านโครงการ สามารถเลือกซื้อและตัดสินใจได้ง่ายขึ้นผ่านแอปพลิเคชั่นนิติบุคคลของโครงการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40704 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/ion-energy.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><em>“มาตรการภาครัฐเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ แต่การทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้จริง จำเป็นต้องลดทั้งความซับซ้อนและภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้น เราในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ในการติดตั้งโซลาร์ให้แก่บ้านโครงการมาแล้วมากกว่า 6,500 หลังทั่วประเทศ และตระหนักถึง Pain Point ของผู้บริโภค จึงเดินหน้าออกแคมเปญและพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความคุ้มค่าและความสะดวกในการเข้าถึง”  </em></p>
<p>ทั้งนี้ ระบบโซลาร์ของ ION Energy ได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือน พร้อมอุปกรณ์คุณภาพมาตรฐานสากล และระบบ monitoring ที่ช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถติดตามประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้แบบเรียลไทม์ โดยบริษัทตั้งเป้าขยายการติดตั้งโซลาร์ในกลุ่มบ้านเพิ่มเติมอีก 2,000 หลังภายในปีนี้ เพื่อผลักดันให้การใช้พลังงานสะอาดในภาคครัวเรือนเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ขณะเดียวกัน บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 60% จากปีที่ผ่านมา เพื่อให้สอดรับกับดีมานด์โซลาร์ที่สูงขึ้น</p>
<p>สำหรับบริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy เป็นผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร และเป็นผู้ต่อยอดโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรให้ตอบโจทย์ทั้งภาคครัวเรือนและอสังหาริมทรัพย์ มีวิสัยทัศน์ผลักดันพลังงานสะอาดให้เข้าถึงครัวเรือนไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยผสานเทคโนโลยีโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ และระบบบริหารพลังงานอัจฉริยะไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามผลผลิตพลังงานได้แบบเรียลไทม์ ลดค่าไฟและเสริมความปลอดภัยของระบบในทุกขั้นตอน มีประสบการณ์การติดตั้งให้แก่ที่อยู่อาศัยของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ รวมถึงบ้านของผู้บริโภคทั่วไป รวมแล้วกว่า 6,500 หลังทั่วประเทศ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/ion-energy-solar-rooftop-campaign/">ดีมานด์โซลาร์บ้านพุ่ง 20% หลังมาตรการลดหย่อนภาษีมีผล &#8216;ไอออน เอนเนอร์ยี่&#8217; จัดแคมเปญ​คุ้ม 3 ต่อ รับอานิสสงส์ ตั้งเป้าติดตั้งใหม่ 2,000 หลัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
