<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Trending &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/category/trending/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 04 Nov 2026 13:27:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.11</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Trending &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>อินโดรามา เวนเจอร์ส &#8216;RECO Collective 2026 Final Show&#8217; เปิดตัว 3 แบรนด์ไทย ต่อยอด &#8216;แฟชั่นยั่งยืน&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/11/reco-collective-2026-final-show/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Nov 2026 13:25:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[APPEAL Summerwear]]></category>
		<category><![CDATA[CHANA]]></category>
		<category><![CDATA[deja]]></category>
		<category><![CDATA[KH EDITIONS]]></category>
		<category><![CDATA[RECO Collective]]></category>
		<category><![CDATA[RECO Collective 2026 Final Show]]></category>
		<category><![CDATA[กานต์สิรี ฉันทสหวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ชนะจิตร หนูเดช]]></category>
		<category><![CDATA[ซัพพลายเชน]]></category>
		<category><![CDATA[ธนวรรณ ฉันทสหวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[นภัต ตันสุวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ปาณิสรา มณีรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่คุณค่า]]></category>
		<category><![CDATA[อาราธนา โลเฮีย ชาร์มา]]></category>
		<category><![CDATA[อินโดรามา เวนเจอร์ส]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นด้ายรีไซเคิล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=45642</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จัดงาน RECO Collective 2026 Final Show  เปิดตัว 3 คอลเลกชันแฟชั่นไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น สร้างสรรค์จากผืนผ้าที่พัฒนาจากเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล deja™ ของบริษัทฯ ความเฉพาะตัวของ 3 คอลเลกชั่น จาก 3 แบรนด์ ทั้ง CHANA, KH EDITIONS และ APPEAL Summerwear ร่วมถ่ายทอดแนวคิด &#8216;THE NEXT ORIGINAL&#8217;  สะท้อน​ความร่วมมือตลอดห่วงโซ่คุณค่าที่ผสานนวัตกรรมวัสดุเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ พร้อมต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ตั้งแต่การผลิตเส้นด้ายรีไซเคิล การพัฒนาผืนผ้า การพิมพ์ลายดิจิทัล ไปจนถึงการจำหน่ายสินค้า สำหรับโครงการ RECO จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 12 นำเสนอการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้กับวัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้ว ผ่านการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดย CHANA, KH EDITIONS และ APPEAL Summerwear ต่างนำเสนอมุมมองของตนเองต่อวัสดุโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล เปลี่ยนวัสดุตั้งต้นชนิดเดียวกันให้กลายเป็นคอลเลกชันที่มีเอกลักษณ์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/11/reco-collective-2026-final-show/">อินโดรามา เวนเจอร์ส &#8216;RECO Collective 2026 Final Show&#8217; เปิดตัว 3 แบรนด์ไทย ต่อยอด &#8216;แฟชั่นยั่งยืน&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน)</strong> ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จัดงาน <strong>RECO Collective 2026 Final Show </strong> เปิดตัว 3 คอลเลกชันแฟชั่นไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น สร้างสรรค์จากผืนผ้าที่พัฒนาจากเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล deja™ ของบริษัทฯ</p>
<p><span id="more-45642"></span></p>
<p>ความเฉพาะตัวของ 3 คอลเลกชั่น จาก 3 แบรนด์ ทั้ง <strong>CHANA, KH EDITIONS </strong><strong>และ </strong><strong>APPEAL Summerwear </strong>ร่วมถ่ายทอดแนวคิด <strong>&#8216;</strong><strong>THE NEXT ORIGINAL&#8217;  </strong>สะท้อน​ความร่วมมือตลอดห่วงโซ่คุณค่าที่ผสานนวัตกรรมวัสดุเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ พร้อมต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ตั้งแต่การผลิตเส้นด้ายรีไซเคิล การพัฒนาผืนผ้า การพิมพ์ลายดิจิทัล ไปจนถึงการจำหน่ายสินค้า</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45646 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/11/CHANA_2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับโครงการ <strong>RECO</strong> จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 12 นำเสนอการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้กับวัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้ว ผ่านการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดย <strong>CHANA, KH EDITIONS </strong><strong>และ </strong><strong>APPEAL Summerwear</strong> ต่างนำเสนอมุมมองของตนเองต่อวัสดุโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล เปลี่ยนวัสดุตั้งต้นชนิดเดียวกันให้กลายเป็นคอลเลกชันที่มีเอกลักษณ์ คุณสมบัติการใช้งาน และความน่าสนใจสำหรับผู้บริโภคที่แตกต่างกัน</p>
<p>ทั้งนี้ เส้นด้าย <strong>deja™</strong> ของอินโดรามา เวนเจอร์ส ผลิตจากขวดพลาสติก PET ที่ผ่านการใช้งานแล้ว โดยนำวัสดุเหล่านี้กลับมาใช้เป็นทรัพยากรสำหรับการผลิตสิ่งทออีกครั้ง โครงการ <strong>RECO Collective</strong> แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของวัสดุดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม เปิดโอกาสให้นักออกแบบได้เรียนรู้และทดลองนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ในการพัฒนาคอลเลกชัน ตลอดจนการพัฒนาธุรกิจในระยะยาว</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-45648 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/11/APPEAL-Summerwear_2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>เส้นด้ายรีไซเคิล เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่คุณค่า </strong></p>
<p>โครงการ <strong>RECO Collective </strong>รวบรวมความเชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วนที่จำเป็นต่อการพัฒนาวัสดุรีไซเคิลให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่น โดยอินโดรามา เวนเจอร์ส ผู้สนับสนุนเส้นด้าย deja™ พร้อมองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิล ขณะที่พันธมิตรหลักของโครงการ ได้แก่ <strong>บูลเลียนเท็กซ์</strong><strong> </strong><strong>(</strong><strong>Bulliontex</strong><strong>)</strong> ทำหน้าที่พัฒนาเส้นด้ายให้เป็นผืนผ้า พร้อมให้คำแนะนำด้านเทคนิคเพื่อช่วยให้นักออกแบบเข้าใจคุณสมบัติของวัสดุและความเหมาะสมในการนำไปใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ ส่วน <strong>เอปสัน (</strong><strong>Epson</strong><strong>)</strong> สนับสนุนเทคโนโลยีการพิมพ์ลายดิจิทัลบนผืนผ้า ช่วยให้แต่ละแบรนด์สามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ของตนเองผ่านสีสันและลวดลายที่โดดเด่นเฉพาะตัว</p>
<p>ความร่วมมือดังกล่าวยังขยายออกไปนอกเหนือจากเวทีแฟชั่นโชว์ ผ่านพันธมิตรด้านการค้าปลีกอย่าง <strong>NEXTOPIA </strong><strong>และ </strong><strong>ECOTOPIA</strong> ซึ่งช่วยสร้างโอกาสให้คอลเลกชันเข้าถึงผู้บริโภค และเปิดโอกาสให้แบรนด์ที่เข้าร่วมโครงการเป็นที่รู้จักในตลาดมากยิ่งขึ้น</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-45644 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/11/KH-EDITIONS_2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>อีกหนึ่งส่วนสำคัญที่สนับสนุนกระบวนการดังกล่าวคือ <strong>RECO Incubation Lab</strong> ซึ่งเชื่อมโยงนักออกแบบรุ่นใหม่เข้ากับเมนเทอร์ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมแฟชั่น ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และคำแนะนำเชิงปฏิบัติ เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถพัฒนาแนวคิดให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสมดุลทั้งด้านความสวยงาม ประโยชน์ใช้สอย และความสอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยโครงการมีเป้าหมายที่ก้าวไกลกว่าการสร้างสรรค์คอลเลกชันเพียงครั้งเดียว ด้วยการส่งเสริมให้นักออกแบบนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปต่อยอดในการสร้างแบรนด์ที่ผสานแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ากับการออกแบบ การดำเนินธุรกิจ และการสื่อสารกับผู้บริโภค</p>
<p><strong>3 </strong><strong>แบรนด์ </strong><strong>3 </strong><strong>เอกลักษณ์ สร้างสรรค์วัสดุในมุมมองใหม่</strong></p>
<p>แบรนด์ทั้ง 3 ที่เข้าร่วมโครงการในปีนี้ ต่างนำเสนอแนวคิดสร้างสรรค์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวผ่านผืนผ้าที่ผลิตจาก<strong>เส้นด้ายรีไซเคิล deja™</strong> โดยนำวัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้วมาสร้างอัตลักษณ์ใหม่ผ่านคอลเลกชันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรม วัฒนธรรมสตรีท และวิถีชีวิตในฤดูร้อน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45647 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/11/CHANA.jpg" alt="" width="400" height="600" /></p>
<p><strong>CHANA – THE MIRAGED SYMMETRY</strong></p>
<p><strong>คุณชนะจิตร หนูเดช</strong> ผู้ก่อตั้งแบรนด์ CHANA ได้รับแรงบันดาลใจจากภูมิประเทศที่แตกต่างกันของทะเลทรายในประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยคอลเลกชันนี้ผสมผสานความเคลื่อนไหวที่พลิ้วไหวของเนินทรายเข้ากับความสมมาตรอันคมชัดของสถาปัตยกรรมกระจกสะท้อน รวมถึงหอแสดงคอนเสิร์ตมายา (Maraya Concert Hall) ถ่ายทอดเป็นการผสมผสานร่วมสมัยระหว่างรูปทรงธรรมชาติกับการออกแบบที่มีโครงสร้างชัดเจน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45645 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/11/KH-EDITIONS.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>KH EDITIONS – HIGHWAY LEGACY</strong></p>
<p><strong>คุณนภัต ตันสุวรรณ และปาณิสรา มณีรัตน์</strong> ถ่ายทอดพลังความคิดสร้างสรรค์ผ่านแฟชั่นสตรีทแวร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมไทย ภายใต้แนวคิดของแบรนด์ “Kick it to the Highway” โดยคอลเลกชันนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางบนท้องถนนและวัฒนธรรมสตรีทของไทย นำมาตีความเป็นเสื้อผ้าจากโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลที่มีความสนุกสนานและแหวกแนว</p>
<p><strong>APPEAL Summerwear – BEYOND THE BLUE</strong></p>
<p><strong>คุณธนวรรณ และ คุณกานต์สิรี ฉันทสหวัฒน์</strong> ถ่ายทอดบรรยากาศของฤดูร้อนที่ก้าวไกลไปกว่าชายทะเล ผ่านพื้นผิวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเกลียวคลื่น รูปทรงเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย และโทนสีสดใส ผสมผสานความพลิ้วไหวเข้ากับความสบายในการสวมใส่ สร้างสรรค์เป็นเสื้อผ้าที่สามารถสวมใส่ได้หลากหลายโอกาส ตั้งแต่วันพักผ่อนไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45649 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/11/APPEAL-Summerwear.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณอาราธนา โลเฮีย ชาร์มา รองประธานฝ่ายการเงินและธุรกิจ</strong><strong>เส้นใย</strong><strong> อินโดรามา เวนเจอร์ส </strong>กล่าวว่า ​<em>เรื่องราวในอดีตของวัสดุสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดจุดเริ่มต้นใหม่ได้ ภายใต้</em><em>ธีม</em> <em>‘<strong>THE NEXT ORIGINAL’ </strong></em><em>นักออกแบบของเราแสดงให้เห็นว่า วัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้วสามารถมีอัตลักษณ์ใหม่ได้ผ่านความคิดสร้างสรรค์ โครงการ </em><em>RECO Collective </em><em>รวบรวมองค์ความรู้ การให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายความร่วมมือในอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนแนวคิดเหล่านั้นให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงผู้บริโภค เราหวังว่าประสบการณ์ที่นักออกแบบได้รับจะยังคงเป็นประโยชน์ต่อไปนอกเหนือจากคอลเลกชันนี้ และช่วยสร้างความมั่นใจในการพัฒนาแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น ด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรของเรา เรากำลังขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน</em><em> </em><em>และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน</em><em> </em><em>เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้คนและโลกของเรา</em><em>”</em></p>
<p>โครงการ RECO เริ่มต้นขึ้นในปี 2554 ภายใต้ชื่อ <strong>RECO Young Designer Competition</strong> และมีนักออกแบบเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1,000 คน ตลอดการจัดงาน 12 ครั้งที่ผ่านมา ก่อนพัฒนาสู่ <strong>RECO Collective</strong> ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงนักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุ เมนเทอร์จากภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรด้านการจำหน่ายสินค้าเข้าด้วยกัน โดยมุ่งสนับสนุนทั้งการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น พร้อมสนับสนุนให้นักออกแบบและผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/11/reco-collective-2026-final-show/">อินโดรามา เวนเจอร์ส &#8216;RECO Collective 2026 Final Show&#8217; เปิดตัว 3 แบรนด์ไทย ต่อยอด &#8216;แฟชั่นยั่งยืน&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ธนาคารกรุงเทพ ผนึก MIT เปิดเวทีชี้โจทย์ใหญ่การบริหารจัดการน้ำของไทย ชู Data – AI เสริมจุดแข็ง จัดแผนรับมือความเสี่ยง ลดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/11/bbl-mit-the-future-of-water-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 03 Nov 2026 12:21:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[Data]]></category>
		<category><![CDATA[MIT]]></category>
		<category><![CDATA[MIT Sloan ASEAN Office]]></category>
		<category><![CDATA[Risk Management]]></category>
		<category><![CDATA[Southeast Asia Water Project]]></category>
		<category><![CDATA[The Future of Water]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Water Risk]]></category>
		<category><![CDATA[กอบศักดิ์ ภูตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารจัดการน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ชาติศิริ โสณพนิช]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[สถานการณ์น้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=45517</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ MIT Sloan ASEAN Office จัดงานสัมมนา &#8216;The Future of Water&#8217; เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยนำงานวิจัยและนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) มาต่อยอด ร่วมแก้ปัญหาของประเทศไทย พร้อมชูการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ข้อมูล (Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยประเมินและพยากรณ์สถานการณ์น้ำ วางแผนรับมือภัยพิบัติล่วงหน้า และลดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว รวมถึงยกระดับการติดตามแก้ไขปัญหาเรื่องการปนเปื้อนและคุณภาพน้ำ  คุณชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว เพราะน้ำเป็นปัจจัยพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชน ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่ Climate Change หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ทำให้สถานการณ์น้ำมีความซับซ้อนและคาดการณ์ได้ยากขึ้น การสร้างความพร้อมรับมือจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและองค์ความรู้จากหลากหลายภาคส่วน ธนาคารกรุงเทพซึ่งตระหนักถึงความสำคัญนี้ จึงร่วมกับ MIT Sloan ASEAN Office จัดงานสัมมนา ‘The Future of [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/11/bbl-mit-the-future-of-water-2026/">ธนาคารกรุงเทพ ผนึก MIT เปิดเวทีชี้โจทย์ใหญ่การบริหารจัดการน้ำของไทย ชู Data – AI เสริมจุดแข็ง จัดแผนรับมือความเสี่ยง ลดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ </strong><strong>MIT Sloan ASEAN Office </strong><strong>จัดงานสัมมนา &#8216;</strong><strong>The Future of Water&#8217; </strong><strong>เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยนำงานวิจัยและนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (</strong><strong>MIT) </strong><strong>มาต่อยอด ร่วมแก้ปัญหาของประเทศไทย</strong></p>
<p><span id="more-45517"></span></p>
<p><strong>พร้อมชูการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ข้อมูล (</strong><strong>Data) </strong><strong>และปัญญาประดิษฐ์ (</strong><strong>AI) </strong><strong>ช่วยประเมินและพยากรณ์สถานการณ์น้ำ วางแผนรับมือภัยพิบัติล่วงหน้า และลดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว รวมถึงยกระดับการติดตามแก้ไขปัญหาเรื่องการปนเปื้อนและคุณภาพน้ำ</strong></p>
<p><strong> คุณ</strong><strong>ชาติศิริ โสภณพนิช </strong>กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว เพราะน้ำเป็นปัจจัยพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชน ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ</p>
<p>ขณะที่ Climate Change หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ทำให้สถานการณ์น้ำมีความซับซ้อนและคาดการณ์ได้ยากขึ้น การสร้างความพร้อมรับมือจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและองค์ความรู้จากหลากหลายภาคส่วน ธนาคารกรุงเทพซึ่งตระหนักถึงความสำคัญนี้ จึงร่วมกับ MIT Sloan ASEAN Office จัดงานสัมมนา <strong>‘</strong><strong>The Future of Water: AI, Weather Resilience, and Frontier Technologies for Water Security’ </strong>เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายองค์ความรู้จากทั้งในประเทศ และต่างประเทศสนับสนุนการพัฒนาในประเด็นที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยธนาคารมุ่งให้เวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนระหว่างนักวิจัย ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันมองหาแนวทางในการรับมือกับความท้าทายด้านน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45520 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/MIT-Re3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“ธนาคารกรุงเทพให้ความสำคัญกับการสนับสนุนองค์ความรู้และการสร้างความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ โดยเชื่อว่าการเชื่อมโยงงานวิจัยและประสบการณ์จากสถาบันชั้นนำระดับโลกอย่าง MIT เข้ากับความรู้และบริบทของประเทศไทย และหน่วยงานหลักของไทย จะช่วยเปิดมุมมองใหม่และสร้างโอกาสในการต่อยอดแนวทางที่เหมาะสมกับความท้าทายของประเทศ ธนาคารจึงตั้งใจสานต่อการจัดสัมมนาร่วมกับ MIT อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นพื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยนและอัปเดตองค์ความรู้ โดยเฉพาะในประเด็นการบริหารจัดการน้ำที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว” <strong> </strong></em></p>
<p><strong>คุณกอบศักดิ์ ภูตระกูล</strong> กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายใต้โครงการ Southeast Asia Water Project ซึ่งดำเนินงานโดยคณาจารย์และนักวิจัยของ MIT ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงเทพ มีการศึกษาระบบบริหารจัดการน้ำของไทยตลอดจนโครงการแหล่งน้ำชุมชนต่างๆ ร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2568 เพื่อทำความเข้าใจปัญหาที่ส่งผลต่อภาคเกษตรกรรม ประกอบด้วย</p>
<p>1.  การเข้าถึงแหล่งน้ำ การพัฒนาเศรษฐกิจ และการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ โดยเฉพาะข้อจำกัดในการบริหารจัดการระดับท้องถิ่น ซึ่งอาจส่งผลต่อปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ปลายน้ำ</p>
<p>2. การใช้ข้อมูลพยากรณ์น้ำ แม้จะมีข้อมูลคาดการณ์ แต่ยังมีข้อจำกัดในการนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างเหมาะสมและทันเวลา</p>
<p>3. การบำบัดและควบคุมคุณภาพน้ำ ซึ่งระบบบำบัดน้ำในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ ทั้ง 3 ประเด็นสะท้อนว่า การแก้ปัญหาน้ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการตัดสินใจที่ทันต่อสถานการณ์</p>
<p>พร้อมท้ัง​​การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เช่น Remote Sensing, Data และ AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล พัฒนาระบบพยากรณ์ และสร้างแบบจำลองสถานการณ์ จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินความเสี่ยงและวางแผนรับมือได้ล่วงหน้ามากขึ้น ทั้งนี้ ต้องทำควบคู่กับความรู้ในพื้นที่และการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน</p>
<p><em>“ความท้าทายสำคัญคือการนำข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและทันเวลา เพราะน้ำท่วมหรือภัยแล้งไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังส่งผลต่อภาคเกษตรกรรม การผลิต การท่องเที่ยว ธุรกิจ และเศรษฐกิจในวงกว้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีจึงเป็นโอกาสในการเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการน้ำ จากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุไปสู่การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เพื่อช่วยลดความเสียหายและสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน ยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุดปัญหาการปนเปื้อนของน้ำจากโลหะหนักและคุณภาพน้ำ กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญยิ่ง กระทบต่อห่วงโซ่อาหาร ดิน และชีวิตของประชาชน ที่เราต้องหาแนวทางแก้ไขต่อไป” <strong> </strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45522 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/MIT-re6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับสัมมนา ‘<strong>The Future of Water: AI, Weather Resilience, and Frontier Technologies for Water Security’</strong> ภายในงานประกอบด้วยช่วงการนำเสนอผลงานวิจัยจาก MIT ในหัวข้อที่น่าสนใจตลอดทั้งวัน อาทิ การใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาระบบน้ำและเกษตรกรรม ผลกระทบของป่าไม้ต่อความเสี่ยงน้ำท่วม ตลอดจนความเชื่อมโยงระหว่างป่าไม้ น้ำ และการเกษตร พร้อมจัดวงเสวนาร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการ อาทิ กรมป่าไม้ กรมชลประทาน กรมควบคุมมลพิษ และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ การแลกเปลี่ยนความรู้ครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน การรับมือความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ การฟื้นฟูระบบนิเวศและการปลูกป่า ไปจนถึงการใช้ข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบาย การติดตามคุณภาพน้ำ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสนับสนุนการวางแผนและรับมือกับความท้าทายด้านน้ำของประเทศไทยในอนาคต</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/11/bbl-mit-the-future-of-water-2026/">ธนาคารกรุงเทพ ผนึก MIT เปิดเวทีชี้โจทย์ใหญ่การบริหารจัดการน้ำของไทย ชู Data – AI เสริมจุดแข็ง จัดแผนรับมือความเสี่ยง ลดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลุ่มบริษัทบางจาก ​ผนึกธรรมศาสตร์ ขยายเครือข่าย UCO เพิ่มซัพพลายต่อยอด SAF</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/11/bangchak-turn-waste-to-value/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 02 Nov 2026 15:22:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Fry to Fly]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility Upcycling]]></category>
		<category><![CDATA[SAF]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Aviation Fuel]]></category>
		<category><![CDATA[UCO]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มบริษัทบางจาก]]></category>
		<category><![CDATA[กัณฑมาศ กฤตยานุกูล]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันพืชใช้แล้ว]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร. สร้อยสุดา เกสรทอง]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[รถเปลี่ยนโลก ปีที่ 2]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์]]></category>
		<category><![CDATA[สุรพร  เพชรดี]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ทอดซ้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=45563</guid>

					<description><![CDATA[<p>​กลุ่มบริษัทบางจาก โดย บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องการจัดการน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค ภายใต้โครงการ Fry to Fly และโครงการ ไม่ทอดซ้ำ เพื่อนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ศ.ดร. ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ คุณกัณฑมาศ กฤตยานุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการผลิต กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บมจ.บางจากฯ เป็นผู้ลงนาม โดยมี ผศ.ดร. สร้อยสุดา เกสรทอง คณบดี คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และ คุณสุรพร เพชรดี ผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด ร่วมเป็นพยาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/11/bangchak-turn-waste-to-value/">กลุ่มบริษัทบางจาก ​ผนึกธรรมศาสตร์ ขยายเครือข่าย UCO เพิ่มซัพพลายต่อยอด SAF</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>​กลุ่มบริษัทบางจาก </strong>โดย <strong>บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)</strong> และ <strong>บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด</strong> ร่วมกับ <strong>มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</strong> ลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องการจัดการน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค ภายใต้โครงการ <strong>Fry to Fly</strong> และโครงการ <strong>ไม่ทอดซ้ำ เ</strong>พื่อนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ</p>
<p><span id="more-45563"></span></p>
<p><strong>ศ.ดร. ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์</strong> อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ <strong>คุณกัณฑมาศ กฤตยานุกูล</strong> ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการผลิต กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บมจ.บางจากฯ เป็นผู้ลงนาม โดยมี <strong>ผศ.ดร. สร้อยสุดา เกสรทอง</strong> คณบดี คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และ <strong>คุณสุรพร เพชรดี</strong> ผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด ร่วมเป็นพยาน และนางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ.บางจากฯ ร่วมเป็นสักขีพยานกิตติมศักดิ์ ณ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45567 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/11/003.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ภายใต้ความร่วมมือนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะส่งเสริมให้เครือข่ายภายในมหาวิทยาลัย ทั้งผู้ประกอบการและร้านค้า ร้านอาหาร และโรงเรียนในสังกัด รวบรวมและจัดการน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วอย่างถูกวิธี จำหน่ายให้แก่กลุ่มบริษัทบางจาก ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนองค์ความรู้ ให้คำปรึกษา และอุปกรณ์สำหรับจัดเก็บน้ำมันใช้แล้วอย่างเหมาะสม ตลอดจนสนับสนุนการวัดผลสัมฤทธิ์ของโครงการ พร้อมออกใบรับรองการนำ UCO ไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต SAF ให้แก่เครือข่ายที่เข้าร่วมโครงการ สะท้อนการเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคเข้ากับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45570 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/11/004.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนั้น กลุ่มบริษัทบางจาก ร่วมกับ <strong>บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด</strong> และ<strong> บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ<strong> SCGC</strong> ได้ลงนามความร่วมมือโครงการ &#8216;<strong>Mobility Upcycling รถเปลี่ยนโลก ปีที่ 2&#8242;</strong> เพื่อร่วมขับเคลื่อนการบริหารจัดการขยะรีไซเคิลและน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วอย่างครบวงจรจากต้นทางสู่ปลายทาง ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมยกระดับศูนย์การเรียนรู้โตโยต้าเมืองสีเขียว อยุธยา ให้เป็นต้นแบบศูนย์กลางการจัดการขยะระดับชุมชน หรือ Recycling Hub และเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายเครือข่ายการจัดการทรัพยากรสู่ชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ  โดยได้ร่วมกันดำเนินกิจกรรม ปล่อยคาราวานรถเปลี่ยนโลก (Launch &amp; Caravan Flag-off Event) และเผยแพร่ข้อมูลสถิติปริมาณขยะและปริมาณการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO<sub>2</sub>) ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ร่วมกันตลอดระยะเวลาโครงการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45569 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/11/005.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยบางจากฯ และบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด สนับสนุนองค์ความรู้ด้านการจัดเก็บน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วตั้งแต่ระดับครัวเรือน เพื่อนำไปผลิตเป็น SAF รวมถึงส่งเสริมการใช้น้ำมันปรุงอาหารอย่างถูกต้องและการไม่ทอดซ้ำ ขณะที่โตโยต้า สนับสนุนรถกระบะสีเขียว (Mobility Upcyclingสำหรับเผยแพร่องค์ความรู้รวบรวมและขนส่งขยะรีไซเคิลและน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วพร้อมยังพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อสนับสนุนสำหรับติดตามปริมาณขยะ คำนวณปริมาณการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO<sub>2</sub>) และบริหารระบบคะแนนสะสมแลกรางวัล ส่วน SCGC สนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมาตรฐานการคัดแยกขยะรีไซเคิลประเภทต่าง ๆ พร้อมรับมอบขยะรีไซเคิลที่รวบรวมได้นำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและสร้างมูลค่าเพิ่มตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน</p>
<p>ความร่วมมือกับพันธมิตรทุกฝ่ายสะท้อนความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทบางจากในการสร้างเครือข่ายขับเคลื่อนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ขยายผลเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม รักษาสุขภาพ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/11/bangchak-turn-waste-to-value/">กลุ่มบริษัทบางจาก ​ผนึกธรรมศาสตร์ ขยายเครือข่าย UCO เพิ่มซัพพลายต่อยอด SAF</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผลประกอบการ 9 เดือน SCG &#8216;มาตามนัด&#8217; กำไรโต 19% ​ท่ามกลางปัจจัยท้าทาย เดินหน้าเติบโตต่อเนื่องผ่าน 3 กลยุทธ์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/10/scg-announced-performance-q3-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 31 Oct 2026 11:30:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[SCG]]></category>
		<category><![CDATA[SCGC]]></category>
		<category><![CDATA[SCGP]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจเคมิคอลส์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจแพคเกจจิ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี เดคคอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=45545</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลประกอบการงวด 9 เดือน เอสซีจี ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยยอดขายรวมกว่า 3.8 แสนล้านบาท เติบโต 3%  ต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย มี Adjusted Cash EBITDA 9 เดือนอยู่ที่ 57,357 ล้านบาท เติบโต 19%  จากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยมีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 20,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% โดยคาดว่ากำไรทั้งปีจะแตะ 60,000 ล้านบาท ความสามารถในการเติบโตและรักษาระดับผลกำไรมาจากการเดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันที่เร่งทำมาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางหลายปัจจัยท้าทายทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การปรับตัวของราคา​พลังงานโลก และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยคาดว่ายังคงต้องเฝ้าระวังต่อในช่วงปลายปี และเดินหน้าเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างการเติบโตของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง เร่งทรานส์ฟอร์ม​ผ่าน 3 กลยุทธ์  เติบโตระยะยาว คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ​​ปี 2569 เป็นหนึ่งในปีที่ธุรกิจเผชิญบททดสอบหนักที่สุด ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ราคาพลังงานผันผวน และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่เอสซีจียังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง ทั้งยอดขาย กำไร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/scg-announced-performance-q3-2026/">ผลประกอบการ 9 เดือน SCG &#8216;มาตามนัด&#8217; กำไรโต 19% ​ท่ามกลางปัจจัยท้าทาย เดินหน้าเติบโตต่อเนื่องผ่าน 3 กลยุทธ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผลประกอบการงวด 9 เดือน เอสซีจี ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยยอดขายรวมกว่า 3.8 แสนล้านบาท เติบโต 3%  ต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย มี Adjusted Cash EBITDA 9 เดือนอยู่ที่ 57,357 ล้านบาท เติบโต 19%  จากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยมีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 20,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% โดยคาดว่ากำไรทั้งปีจะแตะ 60,000 ล้านบาท</p>
<p><span id="more-45545"></span></p>
<p>ความสามารถในการเติบโตและรักษาระดับผลกำไรมาจากการเดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันที่เร่งทำมาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางหลายปัจจัยท้าทายทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การปรับตัวของราคา​พลังงานโลก และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยคาดว่ายังคงต้องเฝ้าระวังต่อในช่วงปลายปี และเดินหน้าเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างการเติบโตของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p><strong>เร่งทรานส์ฟอร์ม​ผ่าน 3 กลยุทธ์  เติบโตระยะยาว</strong></p>
<p><strong>คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม</strong> กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ​​ปี 2569 เป็นหนึ่งในปีที่ธุรกิจเผชิญบททดสอบหนักที่สุด ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ราคาพลังงานผันผวน และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่เอสซีจียังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง ทั้งยอดขาย กำไร รวมทั้งการสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน ทำให้สามารถบริหารหนี้สินสุทธิให้ลดลงเพื่อความแข็งแรงภายในธุรกิจ รวมทั้งเดินหน้าสร้างโอกาสให้ธุรกิจเติบโตได้ต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45552 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/1_นายธรรมศักดิ์-เศรษฐอุดม-กรรมการผู้จัดการใหญ่-เอสซีจี.png" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><em>&#8220;แม้ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาจะเผชิญความท้าทายรอบด้าน แต่เอสซีจียังคง &#8216;มาตามนัด&#8217; ทั้งกำไรในรอบ 9 เดือน (Adjusted Cash EBITDA) ที่ทำได้ 57,357 ล้านบาท เติบโต 19% กำไรสำหรับงวด 20,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% รวมทั้งมีความแข็งแกร่งทางการเงินมากขึ้น จากหนี้สินสุทธิที่ลดลง 42,656 ล้านบาท จากไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา ทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงต่อเนื่องมาที่ 3.6 เท่า และมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2569 อยู่ที่ 75,147 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถผลักดันกำไรท้ังปีให้สามารถแตะ 60,000 ล้านบาทได้&#8221;</em></p>
<p>สำหรับกลยุทธ์​เพื่อเติบโตอย่างต่อเนื่อง จะเดินหน้าทรานฟอร์มธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวผ่าน 3 กลยุทธ์ ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. การเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ :</strong> ซึ่งเปรียบเหมือนการสร้างซิกแพ็คให้กับธุรกิจ ผ่านการสร้างโอกาสเติบโตใหม่ๆ โดยล่าสุด เปิดบิ๊กดีลระหว่าง SCGC กับ GC เพื่อสร้างการซินเนอร์จี้ภายในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีประเทศไทยเพื่อเติบโตเป็น Top10 ของโลก ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มราว 200 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี รวมทั้งการเดินหน้าโครงการอีเทนในเวียดนาม ซึ่งหากโรงงานแล้วเสร็จ คาดจะสร้างรายได้เพิ่มอีกราว 250 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี รวมทั้งการเดินหน้าขยาย Low Carbon Cement Platform หรือปูนคาร์บอนต่ำ ในภูมิภาคอาเซียน</p>
<p><strong>2. การเดินหน้าขยายโอกาสเติบโตในอาเซียน ตามแนวทาง ASEAN Optimization :</strong> ซึ่งถือเป็นการเสริมแพ็คที่ 7 ให้กับธุรกิจ โดยการยกระดับ AI &amp; Robotics เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการเป็นฐานการผลิตอัจฉริยะ ลดความซ้ำซ้อน หรือการสูญเสียในระบบการผลิต การเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานผันผวน รวมทั้งการต่อยอดทรัพยากรและการควบรวมในกลุ่มธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันภายในภูมิภาค เช่น โอกาสจากตลาดวัสดุก่อสร้างและบรรจุภัณฑ์ในอาเซียน โดยเฉพาะในตลาดเวียดนามที่มีการเติบโตดี</p>
<p><strong>3. การเสริมความเข้มแข็งทางการเงิน :</strong> ผ่านการเดินหน้าลดหนี้สินสุทธิภายในธุรกิจลงอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายหนี้สินสุทธิเทียบสัดส่วนกับกำไรให้ต่ำกว่า 3.5 เท่า</p>
<p><em>&#8220;การเติบโตจากนี้ เราจะไม่มองแค่ระยะสั้นเป็นรายไตรมาส แต่จะเน้นการสร้างความเข้มแข็งในระยะยาว ผ่านการลงทุนในโครงการสำคัญๆ เช่น ดีลระหว่าง SCGC และ GC ในการรุกตลาดปิโตรเคมีระดับโลก หรือการขยายความสามารถแข่งขันในตลาดภูมิภาค รวมทั้งการผลักดันการเติบโตและฟื้นตัวในอุตสาหกรรมต่างๆ ​ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภายในธุรกิจให้ลดความซ้ำซ้อน ​เพื่อให้มีโครงสร้างที่แข็งแรง และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการ​​ปรับตัวเพื่อสามารถเติบโตได้ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45549 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/3_ผลประกอบการเอสซีจี-ไตรมาส-3.jpg" alt="" width="560" height="700" /></p>
<p><strong>สำหรับการดำเนินงานสำคัญภายในกลุ่มธุรกิจ ที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา  ประกอบด้วย </strong></p>
<p><strong> บิ๊กดีลระหว่าง ธุรกิจเคมิคอลส์ หรือเอสซีจีซี  </strong></p>
<p>ประกาศแผนผนึกกำลังธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย ร่วมกับ GC คาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน (Synergy) เพิ่มขึ้นประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี​ ยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย พร้อมก้าวสู่ Top 10 ผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์ของโลก จากการรวมจุดแข็งของทั้งสองบริษัท ทั้งด้านฐานการผลิต ความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม  ตลอดจนเครือข่ายลูกค้าและตลาดทั่วโลก</p>
<p>ความร่วมมือนี้ มุ่งสร้างธุรกิจที่มีขนาดใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในไทย พร้อมรับความผันผวนของอุตสาหกรรมและความท้าทายจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ในระยะยาว  ขณะที่โรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) กลับมาเดินโรงงานตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2569  หลังหยุดชั่วคราวจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง  รวมทั้งยังเร่งโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทน ที่ LSP เวียดนาม ช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี  คาดแล้วเสร็จกลางปี 2570   ซึ่งเร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้</p>
<p>สำหรับผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2569  เอสซีจีซี มี Adjusted EBITDA ไม่รวม LSP อยู่ที่ 14,441 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสำหรับงวด 4,160 ล้านบาท ส่วน<strong>ผลประกอบการไตรมาส </strong><strong>3</strong><strong> ปี </strong><strong>2569</strong>      Adjusted EBITDA ไม่รวม LSP 2,756 ล้านบาท และขาดทุนสำหรับงวด อยู่ที่ 1,738 ล้านบาท เนื่องจากการหยุดเดินโรงงาน ROC เป็นการชั่วคราวและโรงงาน LSP ปรับปรุง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบอีเทน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45546 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/10_Infographic_GC-และ-SCGC-ผนึกกำลังเสริมแกร่งปิโตรเคมีไทย-สู่ศูนย์กลางภูมิภาค_.jpg" alt="" width="800" height="800" /></p>
<p><strong>กลุ่มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง </strong></p>
<p>ดำเนินแนวทาง<strong> One CBM</strong> เพิ่มยอดขายข้ามกลุ่มสินค้าเติบโต 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน ลดความซ้ำซ้อนและใช้ทรัพยากรร่วมกัน ส่งผลให้ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้กว่า 1,000 ล้านบาทภายในปี 2569 นอกจากนี้ ยังใช้เชื้อเพลิงทดแทน (AF) อยู่ที่ 25%-35% ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านต้นทุน</p>
<p>ด้านผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2569 ของกลุ่ม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ธุรกิจมี Adjusted Cash EBITDA 16,018 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 7%  กำไรสำหรับงวด 7,459 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 53%  ส่วนผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 มี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 4,611 ล้านบาท และมีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 1,669 ล้านบาท</p>
<p>โดยในส่วนของ​ <strong>เอสซีจี เดคคอร์</strong> Adjusted cash EBITDA ไตรมาส 3 ปี 2569 เทียบกับไตรมาสก่อนอยู่ที่ 839 ล้านบาท เติบโต 36% และมีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 314 ล้านบาท โดยเดินหน้าเพิ่ม<strong>​กำลังการผลิตกระเบื้อง</strong><strong>เกลซพอร์ซเลน</strong><strong>ในเวียดนาม</strong> รองรับตลาดในประเทศและส่งออกที่สามารถเติบโตกว่า 32%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45547 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/7_บริหารพอร์ตสินค้าให้ครอบคลุมทุกตลาด_.jpg" alt="" width="1200" height="817" /></p>
<p><strong>ธุรกิจแพคเกจจิ้ง</strong></p>
<p>มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมความสามารถในการแข่งขัน ผ่านเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค โดย​​​ต่อยอดการฟื้นตัวของธุรกิจในอินโดนีเซีย รวมถึงบูรณาการเครือข่ายการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร พร้อมขยายโอกาสในตลาดเวียดนามและอินเดีย  เสริมความแข็งแกร่งในตลาดและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>โดยผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2569  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ธุรกิจมี Adjusted Cash EBITDA 15,725 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 24%  กำไรสำหรับงวด 5,896 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 106% <strong>ผลประกอบการไตรมาส </strong><strong>3</strong><strong> ปี </strong><strong>2569</strong> มี Adjusted Cash EBITDA 5,253 ล้านบาท และกำไรสำหรับงวด 2,026 ล้านบาท</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45548 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/8_กระดาษสำหรับผลิตเเผ่นยิปซัม_.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>นอกจากนี้ ในช่วง​สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่<strong> เอสซีจีและมูลนิธิเอสซีจี</strong> ผนึกกำลังธุรกิจในเครือและเครือข่ายพันธมิตร ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที  ครอบคลุมหลายพื้นที่ โดยจัดตั้งโรงครัวชุมชน มอบอาหารพร้อมทาน น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็น สนับสนุนสุขากระดาษ เตียงสนามกระดาษ และผ้าห่มสำหรับศูนย์อพยพ</p>
<p>ด้าน <strong>เอสซีจีซี</strong> ได้สนับสนุนทุ่นลอยน้ำคุณภาพสูงจาก SCGC Floating Solar Solution ให้เป็นแพกู้ภัยและทางเดินลอยน้ำ เพื่อใช้ลำเลียงอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค และสิ่งของจำเป็นไปยังพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก</p>
<p>ขณะที่ <strong>เอสซีจีพี</strong>ส่งทีมจิตอาสา Emergency Response Team (S.E.R.T.) ลงพื้นที่ช่วยเหลือชุมชน  ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้มอบส่วนลดวัสดุก่อสร้างเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านเรือนหลังน้ำลดด้วย</p>
<p><em>“ปี 2570 เอสซีจีมุ่งต่อยอดการทรานฟอร์มธุรกิจที่ทำมาต่อเนื่องให้เกิดผลลัพธ์อย่างชัดเจน ปรับโครงสร้างธุรกิจควบคู่กับการเดินหน้าโครงการเชิงกลยุทธ์ อาทิ การผนึก SCGC และ GC ยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสู่ระดับโลก โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP เวียดนาม การขยาย Low Carbon Cement Platform ในอาเซียน รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพฐานผลิตในอาเซียน ผ่าน AI &amp; Robotics เชื่อมั่นว่าจะช่วยให้เรารับมือกับทุกความท้าทาย และเสริมธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระยะยาว”</em> คุณธรรมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/scg-announced-performance-q3-2026/">ผลประกอบการ 9 เดือน SCG &#8216;มาตามนัด&#8217; กำไรโต 19% ​ท่ามกลางปัจจัยท้าทาย เดินหน้าเติบโตต่อเนื่องผ่าน 3 กลยุทธ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย&#8217; เปิดผลศึกษา EU PPWR กระทบต้นทุนภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทย พร้อม 3 แนวทาง สร้างโอกาสแข่งขันในช่วงเปลี่ยนผ่าน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/10/kresearch-discover-eu-ppwr-impact-thai-exporters/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Oct 2026 14:56:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[eco-design]]></category>
		<category><![CDATA[EU]]></category>
		<category><![CDATA[K Research]]></category>
		<category><![CDATA[Packaging and Packaging Waste Regulation]]></category>
		<category><![CDATA[packaging waste.]]></category>
		<category><![CDATA[PPWR]]></category>
		<category><![CDATA[Regulation]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Design]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Packaging]]></category>
		<category><![CDATA[ThaiCBN]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand PPWR Consortium]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand PPWR Stronger Together]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. กฤตย์ สีตะธนี]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดอียู]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ผนึกกำลังไทย รับมือ PPWR]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งออก]]></category>
		<category><![CDATA[สหภาพยุโรป]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=45523</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ฉายภาพผลกระทบของ PPWR ต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทย พร้อมแนวทาง​​การปรับตัวของผู้ประกอบการไทย และผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ รวมท้ัง​แนวทางในการสร้างโอกาสของผู้ประกอบการไทย​ที่อยู่ภายในซัพพลายเชนในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ข้อมูลจาก​งาน &#8216;Thailand PPWR Stronger Together: ผนึกกำลังไทย รับมือ PPWR&#8217; โดย เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (ThaiCBN )ธนาคารกสกิรไทย ผนึก Thailand PPWR Consortium เพื่อมุ่งสร้างความเข้าใจและเปิดมุมมองการปรับตัวของธุรกิจไทยสู่ตลาดสหภาพยุโรป ทั้งนี้ การเริ่มบังคับใช้ กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation) ของสหภาพยุโรป หรือ &#8216;EU PPWR&#8217; ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานการส่งออกของไทย เนื่องจากสินค้าไทยส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์ในการขนส่งและจัดจำหน่าย ​ดร.กฤตย์ สีตะธนี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กฎหมาย PPWR ​ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทในทุกอุตสาหกรรม ไม่ได้จำกัดเฉพาะพลาสติกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเหล็ก กระดาษ แก้ว และวัสดุอื่นๆ ที่ใช้ในการห่อหุ้มหรือขนส่งสินค้าเข้าสู่สหภาพยุโรป แต่พลาสติกถือเป็นสัดส่วนใหญ่ในตลาดส่งออกบรรจุภัณฑ์ ที่มีมูลค่ากว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/kresearch-discover-eu-ppwr-impact-thai-exporters/">&#8216;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย&#8217; เปิดผลศึกษา EU PPWR กระทบต้นทุนภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทย พร้อม 3 แนวทาง สร้างโอกาสแข่งขันในช่วงเปลี่ยนผ่าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="" data-block="true" data-editor="fdkf7" data-offset-key="9c6qq-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="9c6qq-0-0"><strong><span class="_5zk7" spellcheck="false" data-offset-key="9c6qq-0-0">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</span></strong><span data-offset-key="9c6qq-1-0"> ฉายภาพผลกระทบของ </span><strong><span class="_5zk7" spellcheck="false" data-offset-key="9c6qq-2-0">PPWR</span></strong><span data-offset-key="9c6qq-3-0"> ต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทย พร้อมแนวทาง​​การปรับตัวของผู้ประกอบการไทย และผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ รวมท้ัง​แนวทางในการสร้างโอกาสของผู้ประกอบการไทย​ที่อยู่ภายในซัพพลายเชนในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน</span></div>
</div>
<p><span id="more-45523"></span></p>
<div class="" data-block="true" data-editor="fdkf7" data-offset-key="1g746-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="1g746-0-0"><span data-offset-key="1g746-0-0">ข้อมูลจาก​งาน <strong>&#8216;Thailand PPWR Stronger Together: ผนึกกำลังไทย รับมือ PPWR&#8217;</strong> โดย </span><span data-offset-key="1g746-2-0"><strong>เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (<span class="_5zk7" spellcheck="false" data-offset-key="1g746-1-0">ThaiCBN</span> )</strong></span><span class="_5zk7" spellcheck="false" data-offset-key="1g746-3-0"><span data-offset-key="1g746-3-0">ธนาคารกสกิรไทย</span></span><span data-offset-key="1g746-4-0"> ผนึก <strong>Thailand PPWR Consortium</strong> เพื่อมุ่งสร้างความเข้าใจและเปิดมุมมองการปรับตัวของธุรกิจไทยสู่ตลาดสหภาพยุโรป</span></div>
</div>
<div data-offset-key="1g746-0-0"></div>
<div data-offset-key="1g746-0-0">
<p>ทั้งนี้ การเริ่มบังคับใช้ <strong>กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation)</strong> ของสหภาพยุโรป หรือ <strong>&#8216;EU PPWR&#8217;</strong> ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานการส่งออกของไทย เนื่องจากสินค้าไทยส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์ในการขนส่งและจัดจำหน่าย</p>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="fdkf7" data-offset-key="b7b3k-0-0">
<div data-offset-key="b7b3k-0-0"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45525 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/K-Krit.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></div>
<div data-offset-key="b7b3k-0-0"></div>
<div data-offset-key="b7b3k-0-0"><strong>​ดร.กฤตย์ สีตะธนี</strong> ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กฎหมาย PPWR ​ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทในทุกอุตสาหกรรม ไม่ได้จำกัดเฉพาะพลาสติกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเหล็ก กระดาษ แก้ว และวัสดุอื่นๆ ที่ใช้ในการห่อหุ้มหรือขนส่งสินค้าเข้าสู่สหภาพยุโรป แต่พลาสติกถือเป็นสัดส่วนใหญ่ในตลาดส่งออกบรรจุภัณฑ์ ที่มีมูลค่ากว่า 2,900 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่กว่า 1,900 ล้านบาท และมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง</div>
</div>
<p>ขณะที่ <em><strong>การส่งออกสินค้าจากประเทศไทยไป EU โดยรวมมีมูลค่าราว 3 หมื่นล้านยูโร (หรือราว 9 แสนล้านบาท) โดยสินค้าส่งออกหลักเป็นกลุ่มเครื่องจักร (Machine &amp; Appliances) ที่เกือบ 6 แสนล้านบาท และในจำนวนสินค้าส่งออกทั้งหมด​นี้มีส่วนที่เป็นบรรจุภัณฑ์ผูกติดไปกับสินค้าส่งออกราว 2% หรือประมาณ  2 หมื่นล้านบาทต่อปี  </strong></em></p>
<p>ทั้งนี้ จากการที่กฎหมาย PPWR ของยุโรป เริ่มประกาศใช้มาตั้งแต่ 12 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยต้องเริ่มดำเนินการแล้ว​คือ การเตรียมเอกสารสำแดงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Technical Documentation หรือ เอกสารเชิงเทคนิค และ EU Declaration o f Conformity (EU DoC) หรือใบสำแดงรับรองความสอดคล้องตามมาตรฐานที่  EU ระบุไว้ สำหรับบรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นที่จะมีการนำเข้าไปสู่สหภาพยุโรป ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45526 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/PPWR1.jpg" alt="" width="1200" height="691" /></p>
<p>ส่วนเฟสต่อไป <strong>หลังจากปี 2028 หรืออีก 2 ปีขึ้นไป จะขยายการบังคับใช้ไปถึงสัดส่วนช่องว่างระหว่าง​สินค้าภายในบรรจุภัณฑ์ (Empty Space Rules)</strong> จนถึงเฟสสุดท้าย<strong> หลังจากปี 2030 เป็นต้นไป จะขยายผลมาตรการบังคับใช้อย่าง​เข้มงวด</strong> ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องของการเพิ่มสัดส่วนของ​วัสดุรีไซเคิล <strong>(Recycle Content) </strong>โดยบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะต้องมีสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิล (PCR) 30-35%  รวมทั้งการควบคุมไปจนถึงขั้นตอนของการดีไซน์บรรจุภัณฑ์ ที่ต้องออกแบบให้รองรับ​การรีไซเคิลได้<strong> (Design for Recycling) </strong>เช่น การใช้วัสดุ Mono-material พร้อมทั้งการลดขนาดบรรจุภัณฑ์ให้มีความเหมาะสมกับสินค้าเพื่อลดปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์ฟุ่มเฟือย <strong>(Minimization)  </strong></p>
<p>สำหรับการประเมินการปรับตัวและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ ภายหลัง PPWR เริ่มต้นบังคับใช้ในเฟสแรกนี้  ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการจะแตกต่างกันไปตามปความซับซ้อนของบรรจุภัณฑ์ โดยแบ่งได้ 3 ระดับ</p>
<p><strong>&#8211; Retain + Document</strong> : หากเป็นสินค้าที่มีโครงสร้างมาตรฐานคงเดิม ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไรมาก เช่น PET จะเป็นกลุ่มที่สามารถปรับตัวได้ง่าย และไม่ส่งผลต่อต้นทุนมากนัก ส่วนใหญ่จะเน้นการดำเนินงานและการเตรียมเอกสาร ประเมินค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นราว 1 -3 หมื่นบาทต่อรายการ และกระทบมาร์จิ้นที่ราว 0.1 -0.6%</p>
<p><strong>&#8211; Modify :</strong> กลุ่มที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต เช่น เพิ่มเม็ดพลาสติกรีไซเคิลผสมกับพลาสติกใหม่ ตามสัดส่วน 30% ทำให้ต้นทุนปรับเพิ่มจากส่วนต่างของ Virgin Plastic ที่มีราคา 24 -42 บาทต่อกิโลกรัม มาใช้​ Recycled Plastic ซึ่งแพงกว่า โดยราคาเพิ่มเป็น 35 -55  บาทต่อกิโลกรัม และต้นทุนโดยรวมจะปรับเพิ่ม 0.7-1.1%</p>
<p><strong>&#8211; </strong><span dir="auto"><strong>Redesign / Re-engineer :</strong> หรือกลุ่มที่ต้องมีการออกแบบใหม่ทั้งหมด เช่น บรรจุภัณฑ์ในกลุ่มอาหาร หรืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีการใช้วัสดุหลายชั้น มาเป็น Mono material เพื่อให้รีไซเคิลได้ ซึ่งอาจต้องมีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้มีความยั่งยืน และจะกระทบต้นทุนสูงสุดที่ 1.4-2.2% </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45527 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/PPWR2.jpg" alt="" width="1200" height="688" /></p>
<p><em>&#8220;จากการประเมินผลกระทบต้นทุนโดยรวมที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจทั้งปีที่ราว 2.2-3.9% ขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจและความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการ รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับแต่ละอุตสาหกรรมจะแตกต่างกันไปตามความหลากหลายในการใช้ โดยประเมินว่า <strong>อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์จะได้รับผลกระทบสูงสุด ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออก EU สูงถึง 59% จากตลาดส่งออกไทย &#8211; อียู ส่วนอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร เป็นกลุ่มที่มีความซับซ้อนในการปรับตัวสูงที่สุด เนื่องจากมีการใช้บรรจุภัณฑ์ที่หลากหลายรูปแบบ</strong> ทั้งขวดพลาสติก ถาดอาหาร ไปจนถึงฟิล์มยืด รวมทั้งยังมีข้อกำหนดเรื่องความปลอดภัยในการสัมผัสอาหารมาเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึง จึงต้องคำนึงถึงกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ทำให้กระบวนการในการ Redesign มีความซับซ้อนและใช้เวลาในการเตรียมการนาน&#8221;</em> <strong>​</strong>ดร.กฤตย์ ประเมินเพิ่มเติม</p>
<p><strong>ยุทธศาสตร์การปรับตัวของผู้ประกอบการไทย  </strong></p>
<p>ผู้ประกอบการไทย จำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อดำเนินการตามกฎระเบียบที่ระบุไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการจัดทำและสามารถแสดงเอกสาร Technical Documentation​ และ EU Declaration of Conformity ได้ทันทีเมื่อถูกร้องขอ เพราะในปัจจุบันได้มีการบังคับใช้ในส่วนนี้แล้ว ทำให้คู่ค้าหรือผู้นำเข้ามีสิทธิเรียกตรวจเอกสารได้ และต้องสามารถจัดส่งข้อมูลได้ภายใน 10 วัน รวมทั้งการสำรวจบรรจุภัณฑ์ที่มีอยู่ในพอร์ตโฟลิโอ เพื่อจัดประเภทความซับซ้อนในการปรับตัว และสามารถดำเนินการเพื่อ​การเปลี่ยนผ่าน และการประเมินต้นทุนที่เกิดขึ้น เพื่อสามารถเจรจาต่อรองกับคู่ค้าและสามารถชดเชยภาระต้นทุนที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นได้</p>
<p>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมองว่า​ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านข้อบังคับตาม PPWR นี้ ​ผู้ประกอบการไทยจะสามารถสร้างโอกาสจากตลาดได้จาก 3 แนวทาง ต่อไปนี้</p>
<p><strong>1. Service Play :</strong> เน้นการบริการและเอกสาร ผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์ในช่วงแรกนี้แล้ว (Retain + Document) ให้เพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้วยความเร็วในการให้บริการ การตอบสนองข้อมูล การจัดทำเอกสารอย่างรวดเร็วและถูกต้อง ซึ่งสามารถกลายเป็นจุดขายที่เหนือคู่แข่งได้​ และช่วย​บริหารความเสี่ยงให้ลูกค้าได้</p>
<p><strong>2. Volume Play : </strong>เน้นปริมาณและซัพพลายเชน สำหรับกลุ่มที่ต้องเปลี่ยนวัตถุดิบ (Modify) ต้องเริ่มปรับโคงสร้าง​ด้านซัพพลายเชน ​ร่วมกับคู่ค้า เช่น ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล เพื่อเตรียมขยายสเกลการผลิตให้พร้อมรองรับการ​ใช้สัดส่วนวัตถุดิบรีไซเคิลที่ต้องเพิ่มขึ้นในอนาคต</p>
<p><strong>3. Specialist Play :</strong> เน้นนวัตกรรมและการออกแบบ สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนและต้อง Redesign ต้องตอกย้ำบทบาทในการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Eco-design การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ Mono material ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน EU โดยมีความแข็งแรงที่ช่วยสามารถปกป้องสินค้าได้สูง หรือ​ช่วยยืดอายุอาหารได้ดีขึ้นในกลุ่ม Food Packaging ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างอัตรากำไรให้ผู้ประกอบการในระยะยาวได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45528 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/PPWR4.jpg" alt="" width="1200" height="704" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/kresearch-discover-eu-ppwr-impact-thai-exporters/">&#8216;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย&#8217; เปิดผลศึกษา EU PPWR กระทบต้นทุนภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทย พร้อม 3 แนวทาง สร้างโอกาสแข่งขันในช่วงเปลี่ยนผ่าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อ ​Climate Change ไม่ได้เปลี่ยนแค่ ‘อากาศ’ แต่เปลี่ยนกติกาใหม่ ‘การค้า-เศรษฐกิจโลก’ พร้อมเช็ค ‘ภาคเกษตรอุตสาหกรรมไทย’ เร่งสร้างห่วงโซ่ Low Carbon Economy</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/10/mitr-phol-group-value-chain-resilience/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Oct 2026 06:46:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutral Complex]]></category>
		<category><![CDATA[CBAM]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[EUDR]]></category>
		<category><![CDATA[From Factory to Value Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Global Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Low-Carbon Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Mitr Phol]]></category>
		<category><![CDATA[Mitr Phol Group]]></category>
		<category><![CDATA[Net zero emissions]]></category>
		<category><![CDATA[Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Scope 3 Emissions]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Value Chain Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มมิตรผล]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ณกรณ์ ตรรกวิรพัท]]></category>
		<category><![CDATA[มิตรผล]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่อุปทาน]]></category>
		<category><![CDATA[อุทยานมิตรผลด่านช้าง]]></category>
		<category><![CDATA[อุทยานมิตรผลภูเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง]]></category>
		<category><![CDATA[โลกรวน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=45453</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันเรื่อง ‘ความยั่งยืน’ ขยายบริบทเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผู้คนบนโลกอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะ​อย่างยิ่ง เมื่อผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น เริ่มทวีความรุนแรง ขึ้นอย่างต่อเนื่อง และได้​กลายเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญของโลกในระดับเมกะเทรนด์ ทั้งมิติการใช้ชีวิตของผู้คน ไปจนถึงมิติทางด้านเศรษฐกิจและการค้าในระดับโลก จากจุดเริ่มต้น​ต่อความกังวลด้าน​การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ที่มีสาเหตุสำคัญจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ นำไปสู่ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ซึ่งปัจจุบันได้ทวีความรุนแรงขึ้น กลายเป็น ‘โลกเดือด’ ไปจนถึง ‘โลกรวน’ โดยรายงาน State of the Global Climate 2025 ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ยืนยันว่า ปี 2015–2025 เป็นช่วงทศวรรษที่​อุณหภูมิโลกร้อนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี 2025 สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.43 องศาเซลเซียส ตัวเลขนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง นำมาสู่ความตื่นตัวและความร่วมมือของประชาคมโลกในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยภายใต้ ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ประเทศภาคีได้ร่วมกันตั้งเป้าหมายควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/mitr-phol-group-value-chain-resilience/">เมื่อ ​Climate Change ไม่ได้เปลี่ยนแค่ ‘อากาศ’ แต่เปลี่ยนกติกาใหม่ ‘การค้า-เศรษฐกิจโลก’ พร้อมเช็ค ‘ภาคเกษตรอุตสาหกรรมไทย’ เร่งสร้างห่วงโซ่ Low Carbon Economy</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันเรื่อง ‘<strong>ความยั่งยืน’</strong> ขยายบริบทเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผู้คนบนโลกอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะ​อย่างยิ่ง เมื่อผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น เริ่มทวีความรุนแรง ขึ้นอย่างต่อเนื่อง และได้​กลายเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญของโลกในระดับเมกะเทรนด์ ทั้งมิติการใช้ชีวิตของผู้คน ไปจนถึงมิติทางด้านเศรษฐกิจและการค้าในระดับโลก</p>
<p><span id="more-45453"></span></p>
<p>จากจุดเริ่มต้น​ต่อความกังวลด้าน​การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ <strong>Climate Change</strong> ที่มีสาเหตุสำคัญจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ นำไปสู่ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ซึ่งปัจจุบันได้ทวีความรุนแรงขึ้น กลายเป็น ‘<strong>โลกเดือด’</strong> ไปจนถึง <strong>‘โลกรวน’ </strong>โดยรายงาน State of the Global Climate 2025 ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ยืนยันว่า ปี 2015–2025 เป็นช่วงทศวรรษที่​อุณหภูมิโลกร้อนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี 2025 สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.43 องศาเซลเซียส ตัวเลขนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง</p>
<p>นำมาสู่ความตื่นตัวและความร่วมมือของประชาคมโลกในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยภายใต้ ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ประเทศภาคีได้ร่วมกันตั้งเป้าหมายควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ของโลกภายในราวปี 2050 เพราะผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่อากาศที่ร้อนขึ้นเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการดำรงชีวิตจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว การเกิดภัยธรรมชาติที่จะรุนแรงและบ่อยครั้งมากขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก น้ำท่วม และไฟป่า เป็นต้น</p>
<figure id="attachment_45457" aria-describedby="caption-attachment-45457" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-45457 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Climate-Change2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-45457" class="wp-caption-text">PIC : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>มากกว่า ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ แต่คือ ‘ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ’</strong></p>
<p>ความเสียหายจากวิกฤตสภาพอากาศในช่วงที่ผ่านมา ​ส่งผลกระทบทั้งมิติทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างคาดไม่ถึง ตามรายงานของ Swiss Re Institute สถาบันวิจัยของบริษัทรับประกันภัยต่อระดับโลกประเมินว่า ผลกระทบจาก Climate Change อาจส่งผลให้ GDP โลกลดลงถึง 18% ภายในปี 2050 โดยเฉพาะเศรษฐกิจในเอเชียที่อาจจะได้รับผลกระทบหนักสุด โดยจีนมีความเสี่ยงสูญเสีย GDP ถึง 24% ขณะที่ยุโรปเสี่ยงกระทบ GDP 11% สหรัฐอเมริกา 10% ส่วนประเทศไทยนั้น จากการประเมินของธนาคารโลกพบว่า หากไม่มีมาตรการเชิงรุกเพิ่มเติม ผลกระทบจาก Climate Change อาจฉุด GDP ไทยลดลงถึง 7–14% ภายในปี 2050</p>
<p>การขับเคลื่อน <strong>‘เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ’ </strong>จึงกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่ทั่วโลกต้องร่วมมือกัน เพื่อมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือที่เราคุ้นเคยกับคำว่า การปล่อยคาร์บอน ที่เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ควบคู่กับการ​สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งแตกต่างจากในยุคที่ผ่านมาที่แต่ละจุดของ GDP ที่เพิ่มขึ้น อาจไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากนัก จนนำมาสู่การเกิดวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในท้ายที่สุด</p>
<p>เราจึงได้เห็น <strong>‘กติกาใหม่’</strong> ในเวทีการค้าและเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในประเทศที่ให้ความสำคัญกับการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 เช่น ​สหภาพยุโรปซึ่งถือเป็น​หนึ่งตลาดสำคัญของโลก ได้ประกาศใช้กฎหมายและมาตราการด้านสิ่งแวดล้อมในหลายเรื่อง อย่างเช่น <strong>CBAM </strong>ซึ่งกำหนดกลไกในการคิดราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน ทำให้สินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง จะมี​ต้นทุนทางการค้าที่เพิ่มขึ้นทันที หรือมาตรการ <strong>EUDR </strong>ที่ต้องตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อพิสูจน์ได้ว่าสินค้านั้นๆไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่า เป็นต้น</p>
<p>ขณะเดียวกันองค์กรชั้นนำทั่วโลกต่างหันมาให้ความสำคัญกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Scope 3 Emissions) และนำมาใช้เป็นเงื่อนไขในการคัดเลือกคู่ค้า เพื่อเดินทางตามเป้าหมาย Net Zero อีกด้วยดังนั้น <strong><em>หากประเทศ หรือภาคธุรกิจใดๆ ต้องการรักษาตลาดส่งออกเหล่านี้ไว้ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะการกำหนดเป้าหมาย </em></strong><strong><em>Net Zero</em></strong> พร้อมแนวทางขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนผ่านตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า เพื่อให้สามารถแข่งขันได้และลดความเสี่ยงที่จะหลุดจาก <strong>Global Supply Chain</strong> และเวทีเศรษฐกิจและการค้าโลกในอนาคต</p>
<figure id="attachment_45456" aria-describedby="caption-attachment-45456" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-45456 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Climate-Change1.jpg" alt="" width="1200" height="792" /><figcaption id="caption-attachment-45456" class="wp-caption-text">Pic : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>เร่งเปลี่ยนผ่าน ‘ประเทศไทย’ สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</strong></p>
<p>ประเทศไทยในฐานะภาคีความตกลงปารีส (Paris Agreement) ได้มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างจริงจังด้วยการประกาศยกระดับเป้าหมายการบรรลุ Net Zero ให้เร็วขึ้นถึง 15 ปี จากปี 2065 เป็น 2050 เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ยังตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลงให้ได้ 47% ภายในปี 2035 เพื่อ​รักษาความสามารถในการแข่งขันและรองรับกติการการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญที่มีการปล่อยกีษวเรือนกระจกในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นภาคพลังงานและขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ภาคการจัดการของเสีย รวมทั้งภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์จากที่ดิน เป็นต้น</p>
<p><strong>คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท</strong> ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ให้มุมมองว่า<strong> <em>“การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อขีดความสามารถเพื่อ​การแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจในระยะยาว</em></strong><em> องค์กรควรต้องเชื่อมโยงประเด็นดังกล่าวให้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางธุรกิจตั้งแต่วันนี้ เพราะไม่เพียงช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก แต่ยังเป็นการลงทุนที่</em><em>ช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎเกณฑ์ และเทคโนโลยี ทั้งยัง</em><em>ช่วยยกระดับผลิตผล ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดการใช้พลังงานและทรัพยากร ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดใหม่ เปลี่ยนความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45480" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/TGO.jpg" alt="" width="600" height="600" /></p>
<p>สำหรับภาคเกษตรซึ่งเป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 2 รองจากภาคพลังงานและการขนส่ง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เชื่อมโยงแนวคิดคาร์บอนต่ำตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ</p>
<p><em>&#8220;</em><em> TGO </em><em>ในฐานะองค์กรสนับสนุนการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทย พร้อมให้การสนับสนุนทุกองค์กรให้พร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน ทั้งในด้านองค์ความรู้ ​มาตรฐาน และเครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยให้การจัดเก็บข้อมูล การจัดทำรายงานการรับรองฉลากคาร์บอน การจัดทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกและการใช้ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต รวมถึงการให้คำปรึกษาและพัฒนากลไกสนับสนุนต่างๆ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถยกระดับการดำเนินงาน ให้เกิดการเปลี่ยนผ่านและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม”</em><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>‘กลุ่มมิตรผล’ ต้นแบบ </strong><strong>Carbon Neutral Complex</strong></p>
<p>ในฐานะองค์กรที่เติบโตเคียงคู่ภาคเกษตรไทยมากว่า 70 ปี <strong>‘กลุ่มมิตรผล’</strong> จึงให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมสู่เศรฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยสะท้อนความมุ่งมั่นผ่านการได้รับการ​รับรองโรงงานที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนแล้ว 3 แห่ง จากทั้งหมด​ 8 แห่ง ​นำร่องด้วย <strong>อุทยานมิตรผลด่านช้าง</strong> ที่ได้รับรอง <strong>Carbon Neutral Complex</strong> ในปี 2023 <strong>ถือเป็นโรงงานรูปแบบคอมเพล็กซ์แห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองความเป็นกลางทางคาร์บอนฯ </strong>และยังคงได้รับการรับรองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>ล่าสุดในปี 2026 โรงงานอีก 2 แห่ง ได้แก่ <strong>อุทยานมิตรผลภูเขียว จ.ชัยภูมิ</strong> และ <strong>โรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง<br />
ก็ได้รับการรับรอง</strong> <strong>Carbon Neutrality </strong><strong>เช่นกัน</strong> ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า พร้อมวางเป้าหมายให้โรงงานในเครือสามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นโรงงานคาร์บอนต่ำได้ครบทุกแห่งในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45454 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Carbon-Neutral-Chain-4.jpg" alt="" width="1200" height="795" /></p>
<p>นอกจากนี้ กลุ่มมิตรผลยังได้ประกาศเป้าหมายมุ่งสู่องค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 เพื่อมีส่วน​ร่วมในการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนการบรรลุแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งของประเทศไทยและนานาประเทศทั่วโลก ตลอดจน​ช่วยยกระดับภาคเกษตรอุตสาหกรรมของประเทศไทยสู่ความยั่งยืนและเพิ่มความสามารถการแข่งขันได้ในระดับสากล</p>
<p><strong>From Factory to Value Chain </strong><strong>ลงมือทำจริงตลอดห่วงโซ่คุณค่า</strong></p>
<p><strong>‘กลุ่มมิตรผล’</strong> ไม่ได้มองความสำเร็จ​ในการขับเคลื่อนสู่อนาคตคาร์บอนต่ำเพียงแค่โรงงาน หรือกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่ต้องการให้ทุก Touchpoint คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างรอบด้าน ผ่านการขับเคลื่อนที่เริ่มจากภายในองค์กร ไปสู่การดูแลชุมชนและระบบนิเวศได้อย่างครอบคลุม ผ่าน 4 แนวทางที่สร้างให้เกิดความยั่งยืนได้ตลอดทั้งห่วงโซ่ ประกอบด้วย</p>
<p><strong>&#8211; ไร่อ้อยยั่งยืน :</strong> มุ่งสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำ ตามแนวทาง <strong>Mitr Phol ModernFarm</strong> ที่ส่งเสริมการปลูกอ้อยอย่างรับผิดชอบและดูแลสิ่งแวดล้อม ภายใต้มาตรฐาน <strong>Bonsucro </strong>เพื่อรับรองความยั่งยืนในระดับสากล และ <strong>VIVE Sustainable Supply Programme </strong>เพื่อยกระดับความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการตัดอ้อยสด ลดการใช้สารเคมี มีการใช้ปุ๋ยและการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ  ทำให้สามารถส่งออกน้ำตาลไปจำหน่ายในตลาดโลก โดยเฉพาะในตลาดที่มีความเข้มงวดได้อย่างมั่นใจ</p>
<p><strong>&#8211; โรงงานน้ำตาลคาร์บอนต่ำ :</strong> ​สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนตามแนวทาง From Waste to Value ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานไอน้ำ จากชีวมวลหรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักรและพัฒนาระบบการผลิตด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45458 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Logistics.jpg" alt="" width="1200" height="879" /></p>
<p><strong>&#8211;  ขนส่งคาร์บอนต่ำ :</strong> ใช้รถขนส่งประสิทธิภาพสูงและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด พร้อมบริหารจัดการเส้นทางขนส่งให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ​ลดการวิ่งเที่ยวเปล่าเพื่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งน้อยที่สุด</p>
<p><strong>&#8211; บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</strong> : ในส่วนปลายน้ำก่อนถึงมือผู้บริโภค ลดพลาสติก Single-use และส่งเสริมการใช้​​​พลาสติกที่สามารถรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้ โดยตั้งเป้าใช้ Sustainable Packaging 100% ภายในปี 2030</p>
<p>ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กลุ่มมิตรผลไม่ได้เน้นการพัฒนาเพียงแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง <strong>แต่ให้ความสำคัญในการ​ขับเคลื่อนแบบองค์รวมเพื่อให้เกิดความยั่งยืน​ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ซึ่ง​ไม่สามารถเดินหน้าไปได้เพียงลำพัง </strong><strong>แต่ต้องใช้ความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม </strong>ตั้งแต่เกษตรกรชาวไร่อ้อย พนักงาน หน่วยงานภาครัฐ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคส่วนต่างๆ ที่ให้​การสนับสนุนองค์ความรู้ และเครื่องมื่อวัดผลหรือการจัดทำรายงานต่างๆ ตลอดจนการเดินหน้าพัฒนา​ชุมชนต่างๆ รอบโรงงานอย่างต่อเนื่อง <strong>เพื่อทุกฝ่ายเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45459 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Carbon-Neutral-Chain2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>ต่อยอด </strong><strong>Best Practice </strong><strong>ตอบโจทย์ </strong><strong>Value Chain Resilience </strong></p>
<p>ความสำเร็จของกลุ่มมิตรผลในวันนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากล ในฐานะผู้ผลิตน้ำตาลอย่างยั่งยืน อันดับ 1 ของโลก ที่อยู่ในลิสต์ TOP 5% ผู้นำด้านความยั่งยืนของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร จากผลการประเมิน Corporate Sustainability Assessment (CSA) ประจำปี 2025 โดย S&amp;P Global สะท้อนการพัฒนาจากโมเดลในระดับประเทศ สู่การเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมการเกษตรในระดับ Frontier ของโลก เพื่อเป็นต้นแบบการปรับตัวให้แก่ภาคการเกษตรไทย ภายใต้บริบทและกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะการพัฒนาคุณภาพสินค้าและการรักษาความสามารถด้านราคาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเพิ่มแต้มต่อด้วยการผลิตสินค้าที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า</p>
<p>ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมของไทย​จึงจำเป็นต้องปรับตัว เพื่อรักษาตำแหน่งใน​ห่วงโซ่การค้าโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนสู่ <strong>Low</strong><strong>​ </strong><strong>Carbon Economy</strong> ทั้งการ​ให้ความสำคัญในการวัดและจัดการปริมาณก๊าซเรือนกระจกตลอด Value Chain การมีห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใสและตรวจสอ​บได้ การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเกิดของเสีย ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) รวมทั้งให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งทุกธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากการยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดส่งออก​ และเป็นบทพิสูจน์ว่าการขับเคลื่อนสู่​ธุรกิจคาร์บอนต่ำนั้น ไม่ใช่ภาระหรือต้นทุนเพิ่มเติม แต่เป็นการตอบโจทย์ความคุ้มค่าและเพิ่มศักยภาพให้แก่ธุรกิจในระยะยาว ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45460 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Product-.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะสามารถปักธงการสร้าง <strong>‘บริษัทต้นแบบ’</strong> ด้านความยั่งยืนและเริ่มเห็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่ Low Carbon Economy ได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว แต่โจทย์สำคัญและท้าทายยิ่งกว่า คือการสร้าง <strong>‘ความยืดหยุ่นและความพร้อมต่อการปรับตัวที่เท่าทันกันทั้งห่วงโซ่คุณค่า’</strong> เพราะไม่ได้มีเพียงองค์กรขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรและความพร้อม แต่ยังรวมถึงผู้ประกอบการ SMEs คู่ค้า และเกษตรกรจำนวนมาก ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ</p>
<p><strong><em>ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมและกลไกสนับสนุนที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านของผู้ประกอบการทุกขนาด ตั้งแต่องค์กรขนาดใหญ่ </em></strong><strong><em>SMEs </em></strong><strong><em>ไปจนถึงพี่น้องเกษตรกร ให้สามารถ​พัฒนาแนวทางการเปลี่ยนผ่านที่สอดรับกับการดำเนินธุรกิจของตัว​เอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ‘ใบเบิกทาง’ ใบใหม่ของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลกจะเกิดจากการผนึกกำลังของทั้งระบบนิเวศ ที่พร้อมใจกันเปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สร้างความเข้มแข็งตลอดห่วงโซ่คุณค่า และส่งต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนสู่คนรุ่นต่อไปได้อย่างแท้จริง</em></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/mitr-phol-group-value-chain-resilience/">เมื่อ ​Climate Change ไม่ได้เปลี่ยนแค่ ‘อากาศ’ แต่เปลี่ยนกติกาใหม่ ‘การค้า-เศรษฐกิจโลก’ พร้อมเช็ค ‘ภาคเกษตรอุตสาหกรรมไทย’ เร่งสร้างห่วงโซ่ Low Carbon Economy</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รายงาน WEF-TCS ชี้ ‘การลดคาร์บอน’ ไม่ใช่ภาระภาคอุตสาหกรรม แต่คือโอกาสธุรกิจ ด้านมูลค่า &#8216;เศรษฐกิจสีเขียว&#8217; ทะลุ 5 ล้านล้านเหรียญ แต่ปฏิบัติจริงยังล้าหลัง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/10/wef-tcs-white-paper-decarbonizing-manufacturing-and-supply-chains/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Oct 2026 09:54:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Anupam Singhal]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Decarbonizing Manufacturing and Supply Chains]]></category>
		<category><![CDATA[Green Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Manufacturing]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Tata Consultancy Services]]></category>
		<category><![CDATA[WEF]]></category>
		<category><![CDATA[White Paper]]></category>
		<category><![CDATA[World Economic Forum]]></category>
		<category><![CDATA[ทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[สภาเศรษฐกิจโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่อุปทาน]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจสีเขียว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=45485</guid>

					<description><![CDATA[<p>สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ร่วมกับ ทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส (Tata Consultancy Services: TCS) เปิดเผยรายงานสมุดปกขาวฉบับล่าสุด Decarbonizing Manufacturing and Supply Chains for Growth: Guide for C-suite Executives ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงสำคัญในวงการอุตสาหกรรม โดยระบุว่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Decarbonization) ไม่ใช่ภาระทางต้นทุนแต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เศรษฐกิจสีเขียวโตแรง ทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์ แต่แผนปฏิบัติการยังตามหลัง หนึ่งในประเด็นสำคัญจากรายงานดังกล่าวคือ ปัจจุบัน &#8216;เศรษฐกิจสีเขียว&#8217; (Green Economy) มีมูลค่าสูงกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และมีอัตราการเติบโตรวดเร็วกว่ารายได้จากธุรกิจแบบดั้งเดิมถึง 2 เท่า อย่างไรก็ดี กลับพบช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง &#8216;เป้าหมาย&#8217; กับ &#8216;การลงมือทำ&#8217; โดยแม้ว่าสองในสามของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกต่างวางเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) แต่มีบริษัทเพียง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/wef-tcs-white-paper-decarbonizing-manufacturing-and-supply-chains/">รายงาน WEF-TCS ชี้ ‘การลดคาร์บอน’ ไม่ใช่ภาระภาคอุตสาหกรรม แต่คือโอกาสธุรกิจ ด้านมูลค่า &#8216;เศรษฐกิจสีเขียว&#8217; ทะลุ 5 ล้านล้านเหรียญ แต่ปฏิบัติจริงยังล้าหลัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ร่วมกับ ทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส (Tata Consultancy Services: TCS) เปิดเผยรายงานสมุดปกขาวฉบับล่าสุด<a href="https://www.weforum.org/publications/decarbonizing-manufacturing-and-supply-chains-for-growth-guide-for-c-suite-executives" target="_blank" rel="noopener"> <strong><em>Decarbonizing Manufacturing and Supply Chains for Growth: Guide for C-suite Executives</em></strong></a> ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงสำคัญในวงการอุตสาหกรรม โดยระบุว่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Decarbonization) ไม่ใช่ภาระทางต้นทุนแต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน</p>
<p><span id="more-45485"></span></p>
<p><strong>เศรษฐกิจสีเขียวโตแรง ทะลุ </strong><strong>5 </strong><strong>ล้านล้านดอลลาร์ แต่แผนปฏิบัติการยังตามหลัง</strong></p>
<p>หนึ่งในประเด็นสำคัญจากรายงานดังกล่าวคือ ปัจจุบัน <strong>&#8216;เศรษฐกิจสีเขียว&#8217; (Green Economy)</strong> มีมูลค่าสูงกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และมีอัตราการเติบโตรวดเร็วกว่ารายได้จากธุรกิจแบบดั้งเดิมถึง 2 เท่า อย่างไรก็ดี กลับพบช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง &#8216;เป้าหมาย&#8217; กับ &#8216;การลงมือทำ&#8217; โดยแม้ว่าสองในสามของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกต่างวางเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) แต่มีบริษัทเพียง 8% เท่านั้นที่มีแผนปฏิบัติการลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม และมีเพียง 4% ที่จัดสรรเงินทุนหมุนเวียนเพื่อขับเคลื่อนแผนงานดังกล่าวอย่างจริงจัง</p>
<p>จากการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกผ่านการปรึกษาหารือร่วมกับผู้นำในอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการ และนักพัฒนานวัตกรรมกว่า 50 ราย ครอบคลุม 13 ภาคอุตสาหกรรม รายงานได้ระบุถึงแหล่งที่มาของมูลค่าทางธุรกิจ 3 ประการจากการลดคาร์บอน ได้แก่ การเพิ่มผลกำไรสุทธิ (Bottom-line gains) ความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นของธุรกิจ (Business continuity and resilience) และการเติบโตของรายได้รวม (Top-line growth)</p>
<figure id="attachment_45490" aria-describedby="caption-attachment-45490" style="width: 1390px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-45490 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/white-Paper-WEF3.jpg" alt="" width="1390" height="816" /><figcaption id="caption-attachment-45490" class="wp-caption-text">Pic : White Paper : Decarbonizing Manufacturing and Supply Chains for Growth</figcaption></figure>
<p>นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังได้เปรียบเทียบ 10 โซลูชันการลดคาร์บอนที่นำไปใช้ได้จริง ทั้งในด้านมูลค่าทางธุรกิจ ศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก และความซับซ้อนในการดำเนินงาน เพื่อช่วยให้ผู้บริหารสามารถจัดลำดับความสำคัญในการลงมือทำและตัดสินใจลงทุนได้ดียิ่งขึ้น</p>
<p>ขณะเดียวกัน รายงานยังได้นำเสนอแนวทางการเปลี่ยนผ่าน 3 ระยะ ตั้งแต่การสร้างผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพอย่างเร่งด่วน (Quick Wins) การปรับเปลี่ยนไปสู่พลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน Net-Zero และการเติบโตที่มีความยืดหยุ่น</p>
<p>ในรายงานยังนำเสนอ 6 กรณีศึกษา จากสถานการณ์จริงที่แสดงให้เห็นว่า การลดคาร์บอนสามารถแปลงไปสู่มูลค่าทางธุรกิจได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น <strong>แพลตฟอร์มการออกแบบเชิงนิเวศของ Foxconn Industrial Internet</strong> ที่สร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงถึง 107%, <strong>โรงงานของ Beko ในเมืองเอสกิเชฮีร์ (Eskişehir)</strong> ที่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น 43% พร้อมลดต้นทุนการปรับโครงสร้างลง 17% และ <strong>Schneider Electric</strong> สามารถสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการซึ่งแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน เป็นสัดส่วนถึง 75% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2025</p>
<figure id="attachment_45492" aria-describedby="caption-attachment-45492" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-45492 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/white-Paper-Tata.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-45492" class="wp-caption-text">Anupam Singhal ประธานกลุ่มธุรกิจการผลิต Tata Consultancy Services</figcaption></figure>
<p><strong>Anupam Singhal</strong> ประธานกลุ่มธุรกิจการผลิตของ Tata Consultancy Services ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันผู้ผลิตหลายรายยังคงติดกับดักความคิดที่ว่า การลดคาร์บอนในห่วงโซ่คุณค่าที่ซับซ้อนจะกระทบต่ออัตรากำไรและการเติบโตของธุรกิจ</p>
<p><em>“</em><em>เราจำเป็นต้องปรับกรอบความคิดใหม่ ให้มองการลดคาร์บอนเป็นกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดความเสี่ยงด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังช่วยปลดล็อกโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ ๆ รายงานฉบับนี้จึงเปรียบเสมือนคู่มือปฏิบัติการสำหรับผู้นำระดับสูง เพื่อก้าวข้ามความซับซ้อน และเปลี่ยนความตั้งใจด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง”</em></p>
<p>ทั้งนี้ รายงานฉบับดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นโดย ศูนย์เพื่อการผลิตขั้นสูงและห่วงโซ่อุปทาน (Centre for Advanced Manufacturing and Supply Chains) แห่งสภาเศรษฐกิจโลก ร่วมกับ ทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส โดยข้อมูลและผลการศึกษาต่างๆ ได้มาจากการปรึกษาหารือกว่า 50 ครั้ง ร่วมกับผู้ผลิตระดับโลก ผู้นำด้านห่วงโซ่อุปทาน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้กำหนดนโยบาย ครอบคลุม 13 ภาคอุตสาหกรรม</p>
<figure id="attachment_45491" aria-describedby="caption-attachment-45491" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-45491 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/white-Paper-WEF4.jpg" alt="" width="1200" height="901" /><figcaption id="caption-attachment-45491" class="wp-caption-text">Pic : White Paper : Decarbonizing Manufacturing and Supply Chains for Growth</figcaption></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/wef-tcs-white-paper-decarbonizing-manufacturing-and-supply-chains/">รายงาน WEF-TCS ชี้ ‘การลดคาร์บอน’ ไม่ใช่ภาระภาคอุตสาหกรรม แต่คือโอกาสธุรกิจ ด้านมูลค่า &#8216;เศรษฐกิจสีเขียว&#8217; ทะลุ 5 ล้านล้านเหรียญ แต่ปฏิบัติจริงยังล้าหลัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นาโนเทค สวทช. คว้ารางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ปี 2569 ชู MOFs วัสดุขั้นสูงดักจับ CO2 และไอน้ำครบวงจร ต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/10/nanotec-outstanding-technologist-awards-techinno-forum-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Oct 2026 11:31:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[CCUS]]></category>
		<category><![CDATA[CO2]]></category>
		<category><![CDATA[Metal Organic Frameworks]]></category>
		<category><![CDATA[MOFs]]></category>
		<category><![CDATA[OUTSTANDING TECHNOLOGIST AWARDS & TECHINNO FORUM 2026]]></category>
		<category><![CDATA[TMA]]></category>
		<category><![CDATA[Unfinished Business]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.บุญรัตน์ รุ่งทวีวรนิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ดักจับคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[นักเทคโนโลยีดีเด่น]]></category>
		<category><![CDATA[นักเทคโนโลยีรุ่นใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=45302</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักวิจัยจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คว้ารางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2569 จากงาน &#8216;OUTSTANDING TECHNOLOGIST AWARDS &#38; TECHINNO FORUM 2026 &#8216; จัดโดยมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) สำหรับงาน OUTSTANDING TECHNOLOGIST AWARDS &#38; TECHINNO FORUM 2026​ จัดขึ้น​​ภายใต้แนวคิด &#8216;Unfinished Business&#8217; เพื่อทบทวนและแก้ไขโจทย์สำคัญที่ยังค้างคาในระบบนิเวศนวัตกรรมของไทย มุ่งเชื่อมโยงงานวิจัยและเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) สู่การสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ และการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ​ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ Unfinished Business ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ที่มีเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของตนเอง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/nanotec-outstanding-technologist-awards-techinno-forum-2026/">นาโนเทค สวทช. คว้ารางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ปี 2569 ชู MOFs วัสดุขั้นสูงดักจับ CO2 และไอน้ำครบวงจร ต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นักวิจัยจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คว้ารางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2569 จากงาน &#8216;<strong>OUTSTANDING TECHNOLOGIST AWARDS &amp; TECHINNO FORUM 2026 &#8216; </strong>จัดโดยมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA)</p>
<p><span id="more-45302"></span></p>
<p>สำหรับงาน <strong>OUTSTANDING TECHNOLOGIST AWARDS &amp; TECHINNO FORUM 2026​ </strong>จัดขึ้น​​ภายใต้แนวคิด <strong>&#8216;Unfinished Business&#8217; </strong>เพื่อทบทวนและแก้ไขโจทย์สำคัญที่ยังค้างคาในระบบนิเวศนวัตกรรมของไทย มุ่งเชื่อมโยงงานวิจัยและเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) สู่การสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ และการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์</strong> รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ​ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ Unfinished Business ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ที่มีเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของตนเอง โดยมุ่งพัฒนางานวิจัยเชิงลึก (Deep Tech) ให้สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ สร้างงานมูลค่าสูง ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45466 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/2-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงความเป็นเลิศของนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญแต่ละบุคคลให้กลายเป็นพลังในการพัฒนาประเทศ พร้อมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถสร้างอนาคตและเติบโตได้ในประเทศไทย และนำพาประเทศก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสานต่อให้สำเร็จ”</em></p>
<p>ยังมีกิจกรรม <strong>พิธีประกาศผลรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น และนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี </strong><strong>2569 (Award Ceremony) </strong>โดย<strong> ดร.บุญรัตน์ รุ่งทวีวรนิตย์</strong> นักวิจัยจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวง อว. ได้รับรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2569 จากการพัฒนา <strong>&#8216;เทคโนโลยีวัสดุพรุน Metal–Organic Frameworks (MOFs) สำหรับการดักจับ CO<sub>2</sub> และไอน้ำแบบครบวงจร&#8217;</strong> สะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยในการพัฒนาวัสดุขั้นสูงสู่เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม</p>
<p>โดยมี <strong>รศ.ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน</strong> ประธานมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้มอบรางวัล นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ สวทช. ที่สะท้อนศักยภาพของบุคลากรวิจัยในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีที่มีคุณค่า และสามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงจากผลงาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45468 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/7-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โอกาสนี้<strong> ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ <strong>ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย</strong> ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ เข้าร่วมรับฟังปาฐกถาพิเศษและร่วมแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัล</p>
<p>สำหรับแนวคิดการพัฒนา MOFs สำหรับการดักจับ CO<sub>2</sub> และไอน้ำแบบครบวงจร เนื่องจาก การมองเห็นปัญหาสภาวะโลกร้อน​​จากการปล่อย​คาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการลด  CO<sub>2</sub> สู่ชั้นบรรยากาศ โดยประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายการปล่อยแก๊สเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 การไปถึงเป้าหมายดังกล่าว นอกจากมาตรการอื่น ๆ แล้ว ยังมีความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (carbon dioxide capture, utilization, and storage, CCUS)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45467 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/MOF4.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p>ดังนั้น เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยลด CO<sub>2</sub> จากแหล่งกำเนิด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกได้ยาก (hard-to-abate sector) การพัฒนาวัสดุและระบบดักจับแก๊ส CO<sub>2</sub> ที่มีประสิทธิภาพ และต่อยอดสู่การใช้งานจริงได้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ และเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองเพื่อตอบโจทย์ทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>ดร.บุญรัตน์</strong> กล่าวว่า วัสดุโครงข่ายโลหะ-อินทรีย์ หรือ Metal–Organic Frameworks (MOFs) เป็นวัสดุที่มีรูพรุนระดับนาโน สามารถออกแบบโครงสร้างและสมบัติทางเคมีให้เลือกดูดซับโมเลกุลเป้าหมายได้อย่างจำเพาะ และใช้พลังงานต่ำในการคายซับเพื่อนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ ทีมวิจัยพัฒนา MOFs สำหรับดักจับแก๊ส CO<sub>2</sub>  ตั้งแต่ตั้งแต่ความเข้มข้นร้อยละ 0.1 ถึงร้อยละ 20 เพื่อให้ครอบคลุมแหล่งแก๊สไอเสียต่าง ๆ ของไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45470 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/MOF1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>จุดเด่นของผลงาน </strong>อยู่ที่การพัฒนาเทคโนโลยีแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบวัสดุ การทดสอบสมบัติการดูดซับแก๊สในสภาวะเสมือนจริง การขยายกำลังการผลิตด้วยกระบวนการสังเคราะห์แบบไหลต่อเนื่อง การขึ้นรูป  MOFs จากผงเป็นเม็ดวัสดุดูดซับ สารเคลือบที่ใช้งานได้บนวัสดุต่าง ๆ ไปจนถึงการพัฒนาระบบต้นแบบสำหรับใช้งานจริง ภายใต้แนวคิด “Drop-in Upgrade” เพื่อให้สามารถนำวัสดุไปทดแทนหรือยกระดับระบบเดิมของโรงงานได้ โดยลดความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์หลัก ปัจจุบัน เทคโนโลยีการผลิต MOFs ที่พัฒนาขึ้นสามารถขยายกำลังการผลิตได้มากกว่า 50 เท่าและอยู่ในระหว่างการต่อยอดสู่ระบบผลิตวัสดุที่ผลิตได้ในระดับไม่น้อยกว่า 100 กิโลกรัมต่อวัน  ในขณะที่เทคโนโลยีขึ้นรูปวัสดุแบบเม็ดมีกำลังการผลิตมากกว่า 20 กิโลกรัมต่อวัน และมีการพัฒนาต้นแบบระบบดักจับแก๊ส CO<sub>2</sub> ด้วยกระบวนการแยกแก๊สแบบสลับความดัน หรือ Vacuum Pressure Swing Adsorption (VPSA) สำหรับขยายผลสู่การทดสอบกับแก๊สไอเสียจริง</p>
<p><strong>ดร.บุญรัตน์ </strong>เผยว่า ผลการทดสอบระบบต้นแบบระดับห้องปฏิบัติการ พบว่าสามารถแยกแก๊ส CO<sub>2</sub> จากแก๊สไอเสียที่มี CO<sub>2</sub> ร้อยละ 15 ได้ CO<sub>2</sub> ที่มีความบริสุทธิ์มากกว่าร้อยละ 93 ขณะนี้ได้ขยายผลสู่การจัดสร้างต้นแบบระดับสนามสำหรับการดักจับแก๊ส CO<sub>2</sub> เพื่อทดสอบการดักจับจากแก๊สไอเสียจริงจากปล่องไอเสียของโรงไฟฟ้า ภายใต้ความร่วมมือระหว่างนาโนเทค สวทช. และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45469 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/MOF-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้นำเทคโนโลยีแบบครบวงจรที่พัฒนาขึ้นมาใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการลดความชื้นต่ำยิ่งยวด ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และเซมิคอนดักเตอร์ โดยอยู่ในขั้นการศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น นอกจากใช้กับแก๊ส CO<sub>2</sub> แล้ว ยังสามารถประยุกต์ใช้กับแก๊สอื่น ๆ ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ มีศักยภาพลดการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้า และเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย</p>
<p><em>“ผมรู้สึกเป็นเกียรติและดีใจอย่างยิ่งที่ผลงานวิจัยได้รับการยอมรับ รางวัลนี้เป็นกำลังใจสำคัญให้ทีมวิจัยมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพราะเป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการพัฒนาวัสดุที่มีประสิทธิภาพในห้องปฏิบัติการ แต่ต้องทำให้เทคโนโลยีสามารถผลิตได้จริง ใช้งานได้จริง และตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม ในระยะต่อไป เราจะเร่งทดสอบและขยายขนาดระบบต้นแบบร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อผลักดันการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ทั้งด้านการดักจับแก๊ส CO<sub>2</sub> และการควบคุมความชื้น ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มจากงานวิจัยไทยและสนับสนุนการลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกของประเทศ”</em> ดร.บุญรัตน์ กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45471 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/MOF3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ผลงานนี้สะท้อนบทบาทของนาโนเทค สวทช. ในการผลักดันงานวิจัยวัสดุขั้นสูงจากระดับห้องปฏิบัติการสู่เทคโนโลยีที่พร้อมนำไปต่อยอดในภาคอุตสาหกรรม โดยดำเนินงานร่วมกับพันธมิตร อาทิ บริษัท ครูเกอร์ เอเซีย อินดัสทรีส์ (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด และบริษัท โอโบตรอนส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อขยายผลนวัตกรรมไทยให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม และมีส่วนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่สังคมและอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/nanotec-outstanding-technologist-awards-techinno-forum-2026/">นาโนเทค สวทช. คว้ารางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ปี 2569 ชู MOFs วัสดุขั้นสูงดักจับ CO2 และไอน้ำครบวงจร ต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดมิติ Beyond Sustainability ดันเศรษฐกิจดิจิทัลสีเขียว ขับเคลื่อนนวัตกรรม ยกระดับธุรกิจ เติบโตยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคม ในงาน CP Innovation Exposition 2026</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/10/beyond-sustainability-cp-innovation-exposition-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Oct 2026 11:39:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Beyond Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[CP Innovation Exposition 2026]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจดิจิทัลสีเขียว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=45400</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเติบโตของ AI คลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้ธุรกิจดิจิทัลในไทยมีภาระการใช้พลังงานสูงขึ้น ทั้งด้านปริมาณไฟฟ้า เสถียรภาพโครงข่าย และการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาด การดึงดูดการลงทุน จึงควรมาพร้อมนโยบาย เศรษฐกิจดิจิทัลสีเขียว ที่จัดสรรต้นทุนอย่างเป็นธรรม โดยไม่ผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป อีกหนึ่งในเซสชั่นสำคัญ &#8216;Beyond Sustainability&#8217; ในงาน CP Innovation Exposition 2026 ได้รวมตัวแทนภาครัฐและภาคเอกชนมาแบ่งปันมุมมอง สะท้อนแนวทางสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลสีเขียว และนำเสนอการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน ปรับตลาดไฟฟ้ารับการลงทุนดิจิทัล   เวที &#8216;Advancing Thailand’s Power Market for the Digital Economy&#8217;  โดย คุณสาร์รัฐ ประกอบชาติ รองผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงผ่าน Direct PPA และให้บุคคลที่สามใช้โครงข่ายไฟฟ้า หรือ TPA เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาด โดยเฉพาะจากดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการแบ่งรับต้นทุน ขณะที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/beyond-sustainability-cp-innovation-exposition-2026/">เปิดมิติ Beyond Sustainability ดันเศรษฐกิจดิจิทัลสีเขียว ขับเคลื่อนนวัตกรรม ยกระดับธุรกิจ เติบโตยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคม ในงาน CP Innovation Exposition 2026</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การเติบโตของ AI คลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้ธุรกิจดิจิทัลในไทยมีภาระการใช้พลังงานสูงขึ้น ทั้งด้านปริมาณไฟฟ้า เสถียรภาพโครงข่าย และการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาด การดึงดูดการลงทุน จึงควรมาพร้อมนโยบาย <strong>เศรษฐกิจดิจิทัลสีเขียว</strong> ที่จัดสรรต้นทุนอย่างเป็นธรรม โดยไม่ผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป</p>
<p><span id="more-45400"></span></p>
<p>อีกหนึ่งในเซสชั่นสำคัญ &#8216;<strong>Beyond Sustainability&#8217;</strong> ในงาน CP Innovation Exposition 2026 ได้รวมตัวแทนภาครัฐและภาคเอกชนมาแบ่งปันมุมมอง สะท้อนแนวทางสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลสีเขียว และนำเสนอการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>ปรับตลาดไฟฟ้ารับการลงทุนดิจิทัล  </strong></p>
<p>เวที <strong>&#8216;Advancing Thailand’s Power Market for the Digital Economy&#8217;</strong>  โดย <strong>คุณสาร์รัฐ ประกอบชาติ </strong>รองผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงผ่าน Direct PPA และให้บุคคลที่สามใช้โครงข่ายไฟฟ้า หรือ TPA เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาด โดยเฉพาะจากดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการแบ่งรับต้นทุน</p>
<p>ขณะที่<strong> คุณอามาน โมดี</strong> Managing Director &amp; Partner Boston Consulting Group (BCG) Thailand มองว่า ผู้ลงทุนเทคโนโลยีรายใหญ่ควรมีบทบาทจัดหาไฟฟ้ารองรับความต้องการของตนเองให้มากขึ้น ไทยจึงควรกำหนดกติกาที่ชัดเจนในระยะยาว ขยายผลโครงการนำร่อง และจัดโครงสร้างค่าไฟ ไม่ให้ครัวเรือนต้องแบกรับปัญหาดังกล่าว</p>
<p><strong>คุณกัลย์ แสงเรือง </strong>รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า ควรพิจารณาแนวคิดในการกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ เพื่อสะท้อนต้นทุนกำลังผลิตสำรองและการดูแลโครงข่าย ควบคู่กับการลงทุนรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45401 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/CP-Inno2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>Arise IDC </strong><strong>ใช้ </strong><strong>AI </strong><strong>จัดการพลังงาน</strong></p>
<p>ด้าน <strong>ดร.ธาริน นิมมานวุฒิพงษ์ หัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล </strong><strong>Arise IDC</strong> กล่าวว่า เครือซีพีให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงข่ายดิจิทัล การจูงใจให้กลุ่มธุรกิจลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงความต้องการสูงสุด และการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์รองรับบริการตั้งแต่โมบายแบงก์กิ้ง สื่อสังคมออนไลน์ ไปจนถึงคลาวด์ จึงต้องมีระบบไฟฟ้าที่มั่นคงและเสถียร พร้อมตอบโจทย์พลังงานสะอาดของลูกค้าระดับโลก</p>
<p><em>&#8220;การตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย​ช่วย​จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลในประเทศ ลดความหน่วง และพัฒนาบุคลากรดิจิทัล แต่ความพร้อมด้านพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุน Arise IDC จึงใช้ AI ควบคุมระบบพลังงานอัตโนมัติและปรับเวลาประมวลผลให้เหมาะกับความต้องการไฟฟ้า โดยมีค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (PUE) ประมาณ 1.3 – 1.4 พร้อมลงทุนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อสำรองไฟและลดการดึงไฟจากโครงข่ายในช่วงความต้องการสูง (Peak Shaving) รวมถึงร่วมมือกับผู้พัฒนาพลังงานในประเทศเพื่อเพิ่มไฟฟ้าสะอาด เช่น โซลาร์ฟาร์ม ควบคู่กับการผลักดันความชัดเจนของนโยบาย Direct PPA, TPA และอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว UGT2 เนื่องจากกติกา ระยะเวลาอนุมัติ และความพร้อมด้านพลังงาน ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค&#8221;</em></p>
<figure id="attachment_45402" aria-describedby="caption-attachment-45402" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-45402 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/278-4_ดร.ธาริน-Arise-IDC-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-45402" class="wp-caption-text">ดร.ธาริน นิมมานวุฒิพงษ์โชติ หัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล Arise IDC</figcaption></figure>
<p><strong>บรรจุภัณฑ์ซีพีเพิ่มไฟสะอาด–ลดต้นทุน</strong></p>
<p><strong>ดร.ทินพล กัลยาสิริพัทธ์ </strong>รองประธานอาวุโส บมจ. ซีพีพีซี กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เครือซีพี กล่าวว่า ความยั่งยืนต้องสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยเชื่อมการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เข้ากับการลดต้นทุน รักษากำไร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงใช้ AI และซอฟต์แวร์บริหารพลังงาน ร่วมกับโซลาร์เซลล์บนหลังคาและลอยน้ำ แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานภายนอก เช่น โรงงานสีคิ้ว จ.นครราชสีมา โรงงานผลิตกระสอบพลาสติกขนาดใหญ่ที่สุดในไทย อยู่ระหว่างพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด ระยะที่ 5 ตั้งเป้าแล้วเสร็จปี 2570 มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 20.98 เมกะวัตต์ เพิ่มเวลาเดินเครื่องด้วยพลังงานสะอาดจาก 3 ชั่วโมงต่อวันในปี 2566 เป็น 14 ชั่วโมงในปี 2570 โดยอีก 10 ชั่วโมงยังซื้อไฟฟ้าภายนอก พร้อมตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสม 12,000 ตันคาร์บอน ช่วงปี 2565 – 2570</p>
<p>กลุ่มธุรกิจยังพัฒนาซอฟต์แวร์อัจฉริยะ 8 ระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงานต่อหน่วยในการผลิต อาทิ Power IoT ติดตามการใช้ไฟฟ้า Cost AI ติดตามต้นทุนรายวัน Maintenance AI คาดการณ์เครื่องจักรชำรุด รวมถึงระบบวางแผนการผลิต ขนส่ง และคลังสินค้า ตั้งเป้าเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพลังงานในปี 2569–2570 ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร ภายใต้แนวคิด &#8216;<strong>พลังงานที่ถูกที่สุด คือพลังงานที่ไม่ต้องใช้</strong>&#8216; และ <strong>&#8216;พลังงานที่ฉลาดที่สุด คือพลังงานที่เราผลิตและจัดการได้ด้วยตัวเอง&#8217;</strong></p>
<figure id="attachment_45403" aria-describedby="caption-attachment-45403" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-45403 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/278-5_ดร.ทินพล-CPPC-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-45403" class="wp-caption-text">ดร.ทินพล กัลยาสิริพัทธ์ รองประธานอาวุโส บมจ. ซีพีพีซี กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เครือซีพี</figcaption></figure>
<p><strong>ALL NOW</strong><strong> เชื่อมข้อมูลกว่า </strong><strong>1 </strong><strong>ล้านเที่ยววิ่ง</strong></p>
<p><strong>คุณสนิฎา มานะกิจภิญโญ </strong>Chief Commercial Officer ออลล์ นาว โลจิสติกส์ กล่าวว่า บริษัทให้บริการลูกค้าทั้งในและนอกเครือ มีทีมงานกว่า 400 คน ร่วมกับผู้ประกอบการและคนขับรถ บริหารการเดินรถกว่า 1 ล้านเที่ยววิ่งต่อปีทั่วประเทศ โดยเชื่อม 5 ระบบบนคลาวด์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเรียลไทม์ ได้แก่ CMP จัดเที่ยววิ่งและคาดการณ์เวลาขนส่ง VMP จัดการข้อมูลรถ คนขับ และเอกสาร TMS วางแผนเส้นทางร่วมกับ Google Maps ส่วน SLE ใช้ GPS และ AI วิเคราะห์พฤติกรรมขับขี่ และแอป TPS ให้คนขับอัปเดตสถานะ ลดการโทรติดตาม</p>
<p>ข้อมูลทั้งหมดใช้ประเมินคุณภาพบริการตามข้อตกลง (SLA) วิเคราะห์การดำเนินงาน และฝึก AI โดยคลาวด์ใช้ Microservices แบ่งการทำงานเป็นบริการย่อย รองรับเที่ยววิ่งที่เพิ่มขึ้น พร้อมเปิดให้พันธมิตรทดลองใช้หรือร่วมพัฒนา ALL NOW Logistics ตั้งเป้าใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลรองรับการเติบโตในปี 2570 เพิ่มความคล่องตัว ลดต้นทุน ติดตามสถานะได้แม่นยำและโปร่งใส ควบคู่กับรักษาคุณภาพบริการและลดการปล่อยคาร์บอน</p>
<figure id="attachment_45404" aria-describedby="caption-attachment-45404" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-45404 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/278-6_คุณสนิฎา-ALL-NOW-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-45404" class="wp-caption-text">คุณสนิฎา มานะกิจภิญโญ Chief Commercial Officer ออลล์ นาว โลจิสติกส์</figcaption></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/beyond-sustainability-cp-innovation-exposition-2026/">เปิดมิติ Beyond Sustainability ดันเศรษฐกิจดิจิทัลสีเขียว ขับเคลื่อนนวัตกรรม ยกระดับธุรกิจ เติบโตยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคม ในงาน CP Innovation Exposition 2026</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บ้านปูฉลอง BC4C 15 ปี มอบ 500,000 บาท หนุน 2 กิจการเพื่อสังคม ใช้พลังงานแก้โจทย์ธุรกิจ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/10/bc4c-grant-energy-of-possibility/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 25 Oct 2026 05:52:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[banpu]]></category>
		<category><![CDATA[Banpu Champions for Change]]></category>
		<category><![CDATA[BC4C]]></category>
		<category><![CDATA[ChangeFusion]]></category>
		<category><![CDATA[Energy of Possibility]]></category>
		<category><![CDATA[Karen Design]]></category>
		<category><![CDATA[Social Enterprise]]></category>
		<category><![CDATA[กิจการเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิตผู้สูงวัย]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างพลังงานชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างเอก]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวกะเหรี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลังดี ไม่มีดรอป]]></category>
		<category><![CDATA[พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบไฟฟ้าสำรองของบ้านผู้สูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐพล สุคันธี]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟเฟส 2]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=45305</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ร่วมกับสถาบัน ChangeFusion ประกาศผลคัดเลือก &#8216;Karen Design&#8217; และ &#8216;ช่างเอก&#8216;  สองกิจการเพื่อสังคมที่ได้รับทุนสนับสนุนรวม 500,000 บาท จาก โปรแกรมพิเศษฉลองครบรอบ 15 ปี โครงการ &#8216;พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม&#8217; หรือ Banpu Champions for Change (BC4C) เพื่อนำพลังงานมาจัดการ แก้ไขปัญหา หรือต่อยอดธุรกิจ โดย Karen Design เตรียมใช้พลังงานแสงอาทิตย์แก้ปัญหาไฟฟ้าดับ ที่กระทบกลุ่มทอผ้าในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขณะที่ ช่างเอก มุ่งต่อยอดเครื่องมือไฟฟ้าและโซลูชันพลังงานที่สนับสนุนอาชีพผู้สูงวัยและสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น โปรแกรมพิเศษนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด &#8216;Energy of Possibility: พลังดี ไม่มีดรอป&#8217; เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคมรวมไปถึงเครือข่ายศิษย์เก่า BC4C เสนอแผนการนำพลังงานไปใช้ในธุรกิจ เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม &#8216;Karen Design&#8217; ใช้โซลาร์แก้ปัญหาไฟดับบ่อยบนดอย เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้กลุ่มทอผ้า Karen Design [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/bc4c-grant-energy-of-possibility/">บ้านปูฉลอง BC4C 15 ปี มอบ 500,000 บาท หนุน 2 กิจการเพื่อสังคม ใช้พลังงานแก้โจทย์ธุรกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)</strong> ร่วมกับสถาบัน ChangeFusion ประกาศผลคัดเลือก &#8216;<strong>Karen Design&#8217; </strong><strong>และ</strong><strong> &#8216;</strong><strong>ช่างเอก</strong><strong>&#8216;</strong>  สองกิจการเพื่อสังคมที่ได้รับทุนสนับสนุนรวม 500,000 บาท จาก <strong>โปรแกรมพิเศษฉลองครบรอบ </strong><strong>15 </strong><strong>ปี โครงการ &#8216;พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม&#8217; หรือ </strong><strong>Banpu Champions for Change (BC4C)</strong> เพื่อนำพลังงานมาจัดการ แก้ไขปัญหา หรือต่อยอดธุรกิจ</p>
<p><span id="more-45305"></span></p>
<p>โดย <strong>Karen Design</strong> เตรียมใช้พลังงานแสงอาทิตย์แก้ปัญหาไฟฟ้าดับ ที่กระทบกลุ่มทอผ้าในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขณะที่ <strong>ช่างเอก </strong>มุ่งต่อยอดเครื่องมือไฟฟ้าและโซลูชันพลังงานที่สนับสนุนอาชีพผู้สูงวัยและสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น</p>
<p>โปรแกรมพิเศษนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด <strong>&#8216;Energy of Possibility: </strong><strong>พลังดี ไม่มีดรอป&#8217;</strong> เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคมรวมไปถึงเครือข่ายศิษย์เก่า BC4C เสนอแผนการนำพลังงานไปใช้ในธุรกิจ เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45385 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/image005.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>&#8216;Karen Design&#8217; </strong><strong>ใช้โซลาร์แก้ปัญหาไฟดับบ่อยบนดอย เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้กลุ่มทอผ้า</strong></p>
<p><strong>Karen Design </strong><strong>เป็นกิจการเพื่อสังคมในชุมชนแม่โถน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ต่อยอดภูมิปัญญาการทอผ้าของชาวกะเหรี่ยงเพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้คนในชุมชน</strong> โดยมุ่งลดการพึ่งพาการปลูกข้าวโพด เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการเผาพื้นที่เกษตร ปัจจุบันทำงานร่วมกับกลุ่มทอผ้าในชุมชนประมาณ 50 คน โดยเป็นการสร้างอาชีพใหม่ให้ชุมชนไปพร้อมกับนำกำไรส่วนหนึ่งกลับไปดูแลผืนป่าในพื้นที่</p>
<p>ข้อจำกัดสำคัญของกิจการคือระบบไฟฟ้าที่ไม่เสถียร โดยเฉพาะในฤดูฝนที่อาจเกิดไฟดับต่อเนื่องหลายวัน ทำให้การผลิตหยุดชะงักและส่งมอบสินค้าได้ล่าช้า โดยเฉพาะสมาชิกที่ต้องดูแลครอบครัวในตอนกลางวัน กลางคืนจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญในการทอผ้า การขาดแสงสว่างกระทบโดยตรงต่อการทำงานและรายได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45388 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/image006.jpg" alt="" width="379" height="506" /></p>
<p><em><strong>Karen Design เตรียมติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานจำนวน 4 จุด แต่ละจุดรองรับประมาณ 7–8 ครัวเรือน เพื่อให้สมาชิกมีไฟฟ้าสำรองสำหรับการทำงาน ควบคู่กับการลงทุนด้านวัตถุดิบ ค่าแรง สต๊อกสินค้า และการตลาด เพื่อเพิ่มความพร้อมในการผลิตและส่งมอบสินค้า</strong></em></p>
<p>จากการพัฒนาทั้งระบบพลังงานและธุรกิจ กิจการตั้งเป้าเพิ่มรายได้ประมาณ <strong>1 </strong><strong>ล้านบาท ภายในระยะเวลา </strong><strong>1 </strong><strong>ปี</strong> ซึ่งจะส่งผลให้สมาชิกในชุมชนมีงานและรายได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลระบบพลังงาน และพัฒนาเป็นต้นแบบเพื่อขยายผลสู่ชุมชนใกล้เคียงในอนาคต</p>
<p><strong>&#8216;ช่างเอก</strong><strong>&#8216;</strong><strong> ต่อยอดพลังงานสะอาด สร้างอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย</strong></p>
<p><strong>ช่างเอก เป็นกิจการที่พัฒนาเครื่องมือการเกษตรให้เหมาะกับผู้สูงวัย</strong> จากข้อจำกัดของเครื่องมือแบบเดิมที่มีน้ำหนักมาก เสียงดัง ปัญหาด้านมลพิษของเครื่องยนต์ จึงนำเทคโนโลยีไฟฟ้าและพลังงานสะอาดมาพัฒนาเครื่องมือเกษตรโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุให้สามารถใช้ประกอบอาชีพได้สะดวกขึ้น และพึ่งพาตนเองได้ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลักคือเครื่องตัดหญ้าไฟฟ้าแบบรถเข็นและแบบสะพาย ซึ่งจำหน่ายไปแล้วเกือบ 1,000 เครื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45386 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Chang-Ek-Pitching_1.jpg" alt="" width="1200" height="857" /></p>
<p>แผนที่เสนอต่อโปรแกรมพิเศษ BC4C ครอบคลุมการเพิ่มกำลังผลิตและสต๊อกสินค้าที่มีตลาดรองรับ ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานสินค้าและการตลาด เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนและนำกำไรไปพัฒนานวัตกรรมสำหรับผู้สูงวัยเพิ่มเติม</p>
<p>หนึ่งในแนวทางต่อยอดคือ ศึกษาแนวทางนำแผงโซลาร์เซลล์ที่ปลดระวางกลับมาใช้ประโยชน์เพื่อลดต้นทุนสำหรับ <strong>ระบบไฟฟ้าสำรองของบ้านผู้สูงอายุ หรือ &#8216;ไฟเฟส </strong><strong>2&#8242;</strong>  ซึ่งเป็นระบบแรงดันต่ำ 12 โวลต์ แยกจากระบบไฟฟ้าหลักของบ้าน หลักการคือ ใช้โซลาร์เซลล์ร่วมกับแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานเพื่อจ่ายไฟให้จุดจำเป็น เช่น ห้องน้ำ ทางเดิน ห้องครัว และจุดชาร์จโทรศัพท์เมื่อเกิดไฟฟ้าดับ นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดพัฒนา <strong>&#8216;</strong><strong>ช่างพลังงานชุมชน&#8217;</strong> โดยต่อยอดความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านพลังงานสะอาดให้นักศึกษาคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ สร้างทักษะและโอกาสทางอาชีพพร้อมเพิ่มบุคลากรที่สามารถดูแลระบบพลังงานให้ชุมชนได้ในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45387 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Chang-Ek_เครื่องตัดหญ้าไฟฟ้า_2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>พัฒนาคนพร้อมนำพลังงานไปสร้างประโยชน์</strong></p>
<p><strong>คุณรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส – สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า </strong>โปรแกรมพิเศษฉลองครบรอบ 15 ปี ของ BC4C ต้องการส่งเสริมการนำพลังงานไปต่อยอดเพื่อขยายธุรกิจและอิมแพกต์ต่อสังคมเพราะพลังงานเป็นพื้นฐานของพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งสองกิจการที่ได้รับทุนมีความโดดเด่นด้านความเข้าใจบริบทชุมชนมีแนวทางการนำพลังงานมาใช้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด และมีพื้นฐานธุรกิจที่พร้อมต่อยอด เมื่อกิจการเติบโตอย่างมั่นคงก็จะสามารถสร้างอาชีพ ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งต่อโอกาสให้กับผู้คนได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p>ขั้นตอนต่อจากนี้ทางโครงการจะทำงานร่วมกับเมนทอร์เพื่อให้คำปรึกษาแก่ทั้งสองทีม ตั้งแต่การวางแผนดำเนินงานการใช้ทุน ไปจนถึงการวัดผลทางธุรกิจและประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับชุมชน พร้อมติดตามความก้าวหน้าอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยแก้ปัญหาและปรับแนวทางระหว่างการดำเนินงาน บ้านปูเชื่อว่าประสบการณ์ของผู้ประกอบการ ประกอบกับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ทั้งสองทีมเดินหน้าธุรกิจได้ตามเป้าหมายที่วางไว้”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45389 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/re-image017.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ติดตามความก้าวหน้าของ Karen Design และช่างเอก รวมถึงความเคลื่อนไหวของโครงการ <strong>Banpu Champions for Change (BC4C)</strong> ได้ทาง <a href="https://www.facebook.com/banpuchampions/?locale=th_TH" target="_blank" rel="noopener">เฟซบุ๊ก:  Banpu Champions for Change</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/bc4c-grant-energy-of-possibility/">บ้านปูฉลอง BC4C 15 ปี มอบ 500,000 บาท หนุน 2 กิจการเพื่อสังคม ใช้พลังงานแก้โจทย์ธุรกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
