<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Trending &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/category/trending/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Tue, 28 Jul 2026 14:44:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Trending &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>GULF ชวนชี้พิกัดพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย กับโครงการ ‘GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต’   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/gulf-sparks-life-starts-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2026 14:43:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[GULF]]></category>
		<category><![CDATA[GULF Sparks]]></category>
		<category><![CDATA[GULF Sparks Life Starts]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเปราะบาง]]></category>
		<category><![CDATA[กัลฟ์]]></category>
		<category><![CDATA[ชี้พิกัดพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เติมพลังไฟให้ชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[เท่าเทียม]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43398</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เดินหน้าสานต่อพันธกิจเพื่อสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนยั่งยืน กับโครงการ “GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต” ชวนทุกคนร่วมส่งพิกัดพื้นที่ที่ขาดแคลนไฟฟ้า สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ โดยสามารถเสนอชื่อ และรายละเอียดของพื้นที่ที่ต้องการรับการสนับสนุนจากโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม ถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2569 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายแสงสว่าง และสร้างโอกาสให้กับชุมชนที่ขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า สำหรับโครงการ “GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต” เป็นการนำความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของ GULF มาสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม ด้วยการสนับสนุนและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ให้กับชุมชนในพื้นที่ห่างไกล หรือชุมชนที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ที่ผ่านมา GULF ได้ดำเนินการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับชุมชนห่างไกลไปแล้วกว่า 20 แห่ง ครอบคลุมพื้นบนดอยสูง พื้นที่เกาะ และพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศไทย ผลิตไฟฟ้าได้กว่า 100 กิโลวัตต์ ช่วยให้ประชาชนกว่า 10,000 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/gulf-sparks-life-starts-2026/">GULF ชวนชี้พิกัดพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย กับโครงการ ‘GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต’   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ <strong>GULF</strong> เดินหน้าสานต่อพันธกิจเพื่อสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนยั่งยืน กับโครงการ <strong>“</strong><strong>GULF Sparks, Life Starts </strong><strong>เติมพลังไฟให้ชีวิต” </strong>ชวนทุกคนร่วมส่งพิกัดพื้นที่ที่ขาดแคลนไฟฟ้า สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ</p>
<p><span id="more-43398"></span></p>
<p>โดยสามารถเสนอชื่อ และรายละเอียดของพื้นที่ที่ต้องการรับการสนับสนุนจากโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม ถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2569 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายแสงสว่าง และสร้างโอกาสให้กับชุมชนที่ขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43417 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GULF-ชวนชี้พิกัดพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า-2569_03.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>สำหรับโครงการ <strong>“</strong><strong>GULF Sparks, Life Starts </strong><strong>เติมพลังไฟให้ชีวิต” </strong>เป็นการนำความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของ GULF มาสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม ด้วยการสนับสนุนและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ให้กับชุมชนในพื้นที่ห่างไกล หรือชุมชนที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ที่ผ่านมา GULF ได้ดำเนินการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับชุมชนห่างไกลไปแล้วกว่า 20 แห่ง ครอบคลุมพื้นบนดอยสูง พื้นที่เกาะ และพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศไทย ผลิตไฟฟ้าได้กว่า 100 กิโลวัตต์ ช่วยให้ประชาชนกว่า 10,000 คน เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานอย่างไฟฟ้า ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษาและสาธารณสุข นำไปสู่การต่อยอดพัฒนาอาชีพ เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43415 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GULF-ชวนชี้พิกัดพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า-2569_01.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ผู้ที่สนใจนำเสนอพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า สามารถกรอกข้อมูลได้ที่: <a href="https://forms.gle/Dun55vSdrLem1WPi8" target="_blank" rel="noopener">https://forms.gle/Dun55vSdrLem1WPi8</a></p>
<p>หรือสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Gulf SPARK: <a href="https://www.facebook.com/GulfSPARK.TH/?locale=th_TH" target="_blank" rel="noopener">https://www.facebook.com/GulfSPARK.TH/</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ทั้งนี้ </strong><strong>การพิจารณาคัดเลือกพื้นที่เป็นดุลยพินิจของบริษัทฯ และขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการพิจารณาโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/gulf-sparks-life-starts-2026/">GULF ชวนชี้พิกัดพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย กับโครงการ ‘GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต’   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจาะตลาด &#8216;ไฟเบอร์ซีเมนต์&#8217; จากเยื่อกระดาษรีไซเคิล &#8216;เต็ดตรา แพ้ค&#8217; ผนึกพันธมิตร​ เพิ่มดีมานด์ระบบ Circularity จากกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/tetra-pak-sustainability-report-fy25/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2026 13:31:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Packaging]]></category>
		<category><![CDATA[Tetra Pak]]></category>
		<category><![CDATA[Tetra Pak Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[กระเบื้องโอฬาร]]></category>
		<category><![CDATA[กฤษณ์  เกรียวสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[กล่องเครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิญญา ศิลสุภดล]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[สมยศ วัฒน์พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[เต็ดตรา แพ้ค]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[โอฬาร]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟเบอร์ซีเมนต์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43400</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญ​เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศการเก็บกลับวัดสุในกลุ่ม &#8216;กล่องเครื่องดื่ม&#8217; ในประเทศไทย สำหรับบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด และมองเห็นการเติบโตของความร่วมมือภายใน Ecosystem นี้ได้อย่างชัดเจน จากในช่วงเริ่มต้นความร่วมมือของเครือข่ายเมื่อกว่า ​​5 ปีก่อนหน้า สามารถเก็บรวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วได้ไม่ถึง 20 ตัน แต่ตัวเลขล่าสุดในปีที่ผ่านมา สามารถจัดเก็บเพื่อนำกล่องเครื่องดื่มหลังการบริโภคเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้รวมทั้งสิ้น 1,364 ตัน และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ จะสามารถจัดเก็บได้เพิ่มเป็นมากกว่า 2,000 ตัน คุณปฏิญญา ศิลสุภดล ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย (Circular Economy) มาจากความร่วมมือกันอย่างบูรณาการของทุกภาคส่วนภายในภาคีเครือข่าย ทั้งภาคเอกชน ภาคชุมชน และภาครัฐ โดยเฉพาะการทำให้จุดเริ่มต้นสำคัญอย่างการสร้างระบบที่ทำให้การเก็บกลับมีความสะดวก เพื่อช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้เกิดการเก็บและคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อสร้าง​ต้นทางของกระบวนการในการรวบรวม และได้มาซึ่งวัสดุสำหรับนำเข้าสู่ระบบรีไซเคิล เพื่อนำไปแปรรูปใช้ซ้ำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณค่าเพิ่มทางธุรกิจได้อีกครั้งแทนการเป็นขยะที่หลุมฝังกลบ &#8220;หลายวัสดุในประเทศไทยอย่างแก้ว หรืออะลูมิเนียม มีตลาดและระบบรีไซเคิลที่แข็งแรง ทำให้ระบบ Circularity ในกลุ่มวัสดุเหล่านี้ ขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง แต่ใน วัสดุบางประเภท [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/tetra-pak-sustainability-report-fy25/">เจาะตลาด &#8216;ไฟเบอร์ซีเมนต์&#8217; จากเยื่อกระดาษรีไซเคิล &#8216;เต็ดตรา แพ้ค&#8217; ผนึกพันธมิตร​ เพิ่มดีมานด์ระบบ Circularity จากกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญ​เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศการเก็บกลับวัดสุในกลุ่ม <strong>&#8216;กล่องเครื่องดื่ม&#8217;</strong> ในประเทศไทย สำหรับบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด และมองเห็นการเติบโตของความร่วมมือภายใน Ecosystem นี้ได้อย่างชัดเจน</p>
<p><span id="more-43400"></span></p>
<p>จากในช่วงเริ่มต้นความร่วมมือของเครือข่ายเมื่อกว่า ​​5 ปีก่อนหน้า สามารถเก็บรวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วได้ไม่ถึง 20 ตัน แต่ตัวเลขล่าสุดในปีที่ผ่านมา สามารถจัดเก็บเพื่อนำกล่องเครื่องดื่มหลังการบริโภคเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้รวมทั้งสิ้น 1,364 ตัน และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ จะสามารถจัดเก็บได้เพิ่มเป็นมากกว่า 2,000 ตัน</p>
<p><strong>คุณปฏิญญา ศิลสุภดล </strong>ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย (Circular Economy) มาจากความร่วมมือกันอย่างบูรณาการของทุกภาคส่วนภายในภาคีเครือข่าย ทั้งภาคเอกชน ภาคชุมชน และภาครัฐ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43407 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__389464283.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p>โดยเฉพาะการทำให้จุดเริ่มต้นสำคัญอย่างการสร้างระบบที่ทำให้การเก็บกลับมีความสะดวก เพื่อช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้เกิดการเก็บและคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อสร้าง​ต้นทางของกระบวนการในการรวบรวม และได้มาซึ่งวัสดุสำหรับนำเข้าสู่ระบบรีไซเคิล เพื่อนำไปแปรรูปใช้ซ้ำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณค่าเพิ่มทางธุรกิจได้อีกครั้งแทนการเป็นขยะที่หลุมฝังกลบ</p>
<p><em>&#8220;หลายวัสดุในประเทศไทยอย่างแก้ว หรืออะลูมิเนียม มีตลาดและระบบรีไซเคิลที่แข็งแรง ทำให้ระบบ Circularity ในกลุ่มวัสดุเหล่านี้ ขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง แต่ใน <strong>วัสดุบางประเภท เช่น กล่องเครื่องดื่ม ตลาดยังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งต้องอาศัยทั้งเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ และความพยายามที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อทำให้ระบบสามารถขับเคลื่อนและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง</strong> ซึ่งเต็ดตรา แพ้ค และเครือข่ายพันธมิตรได้มุ่งมั่นในการผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่แข็งแรงในกลุ่มกล่องเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำงานร่วมกับกลุ่มต้นน้ำ อย่างชุมชน หรือร้านรับซื้อของเก่าเพื่อเพิ่มอัตราการเก็บกลับกล่องเครื่องดื่ม การทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์เยื่อกระดาษรีไซเคิลที่ตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มผู้ประกอบการในตลาด​ ไปจนถึงการขยายตลาด​เชิงพาณิชย์มารองรับ​การใช้งานเยื่อกระดาษรีไซเคิลที่สามารถผลิตได้​ภายในกระบวนการรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่ม&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43408 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__389464290.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>สร้างดีมานด์ใหม่ ขยายตลาด​สู่กลุ่มไฟเบอร์ซีเมนต์ </strong></p>
<p>การพัฒนาของตลาดเยื่อกระดาษรีไซเคิลจากกล่องเครื่องดื่มในประเทศไทยเริ่มมีโอกาสเติบโตได้มากขึ้น จากก่อนหน้ามักจะเป็นดีมานด์ที่อยู่ใน​กลุ่มผลิตภัณฑ์กระดาษในหมวดหมู่ต่างๆ อาทิ กลุ่มกระดาษอนามัย  กระดาษบรรจุภัณฑ์ หรือกระดาษขึ้นรูป สำหรับใช้เพื่อกันกระแทกสินค้าต่างๆ เป็นต้น</p>
<p>ล่าสุดสามารถขยายอุตสาหกรรมมาสู่กลุ่มวัสดุก่อสร้างได้แล้ว จากการนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิต <strong>&#8216;ไฟเบอร์ซีเมนต์&#8217;</strong> หรือผลิตภัณฑ์กลุ่มไม้ฝา ไม้สังเคราะห์ และซีเมนต์บอร์ด ของบริษัท กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ ที่มีฐานลูกค้ากระจายอยู่ในกว่า 10 ประเทศ ทำให้โอกาสของเยื่อกระดาษรีไซเคิลขยายตัวได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43406 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__389464270.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p><strong>คุณกฤษณ์  เกรียวสกุล</strong> ผู้บริหาร บริษัท กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด ผู้ผลิตกระเบื้องโอฬารซึ่งดำเนินธุรกิจมานานกว่า 60 ปีให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บริษัทใช้เยื่อกระดาษรีไซเคิลทดแทนการนำเข้าเยื่อกระดาษใหม่จากเดิมที่ต้อง​นำเข้าจากต่างประเทศที่ราว 30% โดยนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์กลุ่มไฟเบอร์ซีเมนต์ได้ถึงกว่า 90% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ผลิตได้ และสามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้เยื่อกระดาษซีเมนต์เพื่อทดแทนเส้นใยใหม่ได้มากกว่า 20 -30% และมีแผนพัฒนาเพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้เยื่อกระดาษรีไซเคิลให้เพิ่มมากขึ้นได้อีกในอนาคต</p>
<p><em><strong>&#8220;คุณภาพของเส้นใยกระดาษรีไซเคิลจากกล่องเครื่องดื่มสามารถทดแทนเส้นใยใหม่ที่นำเข้าจากต่างประเทศได้ เพราะมีลักษณะเส้นใยยาวเหมือนกัน ทำให้มีความเหนียวและทนทาน​ได้เช่นเดียวกัน</strong> รวมทั้งการทำงานอย่างใกล้ชิดของผู้พัฒนาทำให้มั่นใจได้ทั้งคุณภาพ​ รวมทั้งความต่อเนื่องในการส่งวัตถุดิบเพื่อป้อนการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอนาคตมีแผนที่จะเพิ่มการใช้งานในผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น เพื่อมีส่วนช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและคาร์บอนต่ำ พร้อมมีส่วนช่วยต่อยอดคุณค่าให้แก่วัสดุที่มาจากบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้มีการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้เพิ่มมากขึ้น&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43411 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__389464317.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p>ด้าน <strong>คุณ</strong><strong>สมยศ วัฒน์พานิช </strong>กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด ในฐานะตัวกลางในระบบ Circularity ด้วยกระบวนการรีไซเคิลเพื่อเปลี่ยนกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วให้กลายเป็นวัสดุใหม่ที่นำไปต่อยอดสร้างคุณค่าใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า <strong>การมีกล่องเครื่องดื่มเข้ามาช่วยเติมซัพพลายให้วัสดุรีไซเคิล เพื่อเป็นต้นทางในการออกแบบวัตถุดิบที่ตอบโจทย์การใช้งานของตลาดหรือภาคธุรกิจได้เพิ่มมากขึ้น</strong> รวมทั้งการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม ทำให้ช่วยพัฒนาระบบ Circularity ของประเทศไทยให้มีความแข็งแรงเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น</p>
<p>ด้าน <strong>คุณปฏิญญา </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า <strong>ปริมาณความต้องการใช้เยื่อกระดาษในประเทศไทยโดยรวมอยู่ที่ราว 10 ล้านตันต่อปี ซึ่งรวมทั้งเส้นใยในทุกประเภท หากเราสามารถพัฒนาคุณภาพเส้นใยรีไซเคิลให้สามารถทดแทนในตลาดต่างๆ ได้มากขึ้น จะทำให้เกิดดีมานด์ใหม่ๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตในอนาคตได้อีกมาก</strong> ขณะที่การรองรับปริมาณซัพพลายจากกล่องเครื่องดื่ม​ ประเทศไทยถือว่ามีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการรีไซเคิลที่ก้าวหน้า และสามารถเป็นปลายทางเพื่อรองรับปริมาณกล่องเครื่องดื่มจากหลายประเทศที่มีกฎหมายการจัดเก็บบรรจุภัณฑ์ (EPR) ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลในการบริหารปริมาณวัตถุดิบได้อีกทางหนึ่ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43410 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__389464306.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong> ความคืบหน้า &#8216;เต็ดต้า แพ้ค&#8217; ขับเคลื่นน​ความยั่งยืน 2568 </strong></p>
<p>นอกจากการเป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและคาร์บอนต่ำ แล้ว &#8216;<strong>เต็ดตร้า แพ้ค&#8217;</strong> ยังเปิดเผย<strong>รายงาน​ความยั่งยืนประจำปี 2568 (FY25) </strong>โดยระบุ​ความคืบหน้าและความสำเร็จ​สำคัญด้านต่างๆ ดังนี้</p>
<p>&#8211; การลดการปลดปล่อยคาร์บอนในการดำเนินธุรกิจทั่วโลก (Scope 1,2) รวม 56% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้แล้ว 97% และคาดว่าจะทำได้ 100% ภายในปี 2030  ขณะที่การลด HGHG ภายในห่วงโซ่ธุรกิจ (Scope3) ลดลงได้ 34% หรือลดลงได้แล้ว 1 ใน 3 ส่วนในประเทศไทย อยู่ระหว่างการส่งข้อมูลเพื่อประเมินการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์องค์กร (CFO) และการจัดทำแผน Net Zero Pathway เพื่อเป็นแนวทางหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43404 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Report1.jpg" alt="" width="1200" height="579" /></p>
<p>&#8211; ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์มูลค่าประมาณ 100 ล้านยูโร (ราว 3,700 ล้านบาท) เพื่อยกระดับความยั่งยืนของบรรจุภัณฑ์เต็ตตรา แพ้ค โดยการลงทุนดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา ชั้นปกป้อง (Barrier) ที่ทำจากกระดาษสำหรับบรรจุภัณฑ์น้ำผลไม้เป็นครั้งแรกของโลก (Fiber-based Barrier)  ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 43% เมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อที่ใช้ชั้นอะลูมิเนียมฟอยล์และพอลิเมอร์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล</p>
<p>&#8211; เดินหน้าผลักดันการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในระบบอาหาร ด้วยการลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization &#8211; UNIDO) ภายในงานการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (COP30) เพื่อเร่งขยายการพัฒนาและประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านระบบอาหารที่ยั่งยืน</p>
<p>&#8211; สนับสนุนโครงการโภชนาการในโรงเรียนใน 52 ประเทศ โดยสนับสนุนการจัดส่งนมและเครื่องดื่มในกล่องเต็ตตรา แพ้คให้แก่เด็กกว่า 68 ล้านคน เพิ่มจากปี 2567 ถึง 2 ล้านคน ในอีก 3 ประเทศ</p>
<p>&#8211;  จัดทำการทบทวนเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่มีความสำคัญตลอดห่วงโซ่คุณค่า</p>
<p>&#8211; ขยายการดำเนินงานด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศผ่านโครงการ Araucaria Conservation Project โดยในปี 2568 เพียงปีเดียว ได้เพิ่มพื้นที่ฟื้นฟูกว่า 1,600 เฮกตาร์ ส่งผลให้พื้นที่ทั้งหมดที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปีเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43405 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Report2.jpg" alt="" width="960" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ ยังมีความก้าวหน้า​สำคัญในปีที่ผ่านมา คือการเปิดตัวเครื่องมือประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและธรรมชาติแบบบูรณาการในปี 2568 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจด้านการลงทุน รวมถึงเสริมสร้างระบบอาหารที่มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น</p>
<p>โดยผลการประเมินช่วยระบุประเด็นความเสี่ยงและโอกาสที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของการดำเนินงานและห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท พร้อมกำหนดแผนดำเนินงานสำหรับแต่ละประเด็นอย่างเป็นรูปธรรม  พร้อมทั้ง​ปรับปรุงกรอบการดำเนินงานด้านธรรมชาติ (Approach to Nature Framework) ให้สอดคล้องกับองค์ความรู้และบริบทของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดและปรับปรุงเป้าหมายในประเด็นสำคัญ เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ ​ยังเปิดตัวและพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น เพื่อช่วยให้ลูกค้าลดการใช้สาธารณูปโภค วัสดุ และพลังงานได้มากที่สุด โดยยึดแนวคิด ต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน (Total Cost of Ownership: TCO) ซึ่งคำนึงถึงต้นทุนของอุปกรณ์ตลอดทั้งวงจรชีวิต มากกว่าการพิจารณาเพียงต้นทุนเริ่มต้น นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดตัว Tetra Pak® Factory OS™ ระบบอัตโนมัติและระบบนิเวศดิจิทัลยุคใหม่ ที่ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะแบบโมดูลาร์ซึ่งสามารถขยายการใช้งานได้ตามความต้องการ เข้ากับความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านอุตสาหกรรมและเครื่องจักร เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจและลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43409 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__389464297.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;สำหรับประเทศไทยได้ขับเคลื่อนความยั่งยืนที่สอดคล้องกับภาพของโกลบอล รวมทั้งมุ่งมั่นทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อสนับสนุนระบบนิเวศคาร์บอนต่ำที่แข็งแรง รวมทั้ง​ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเฉพาะการผลักดันข้อกฎหมายสำคัญอย่าง ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนการใช้วัสดุอย่างยั่งยืน เพราะยังมีหลายวัสดุที่ยังสามารถต่อยอดการพัฒนาวิจัยเพื่อนำมาสร้างคุณค่าเพิ่มใหม่ๆ ได้มากขึ้น หากมีข้อกฎหมายมาช่วยผลักดันอย่างเป็นระบบ หรือแม้แต่ในบางวัสดุ​ อาทิ แก้ว หรืออะลูมิเนียม​ ที่อาจจะแข็งแรงและเติบโตอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่หากในอนาคตเกิดความเสี่ยงต่างๆ ขึ้น ก็จะมีกลไกในการเข้ามาช่วยอุดหนุน เพื่อให้ระบบ Circularity ยังขับเคลื่อนต่อไปได้ตามปกติ ซึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ความร่วมมือในทุกภาคส่วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่สามารถเกิดได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่งแต่ต้องเกิดจากการขับเคลื่อนร่วมกันทั้งระบบนิเวศ&#8221;</em> คุณปฏิญญา กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/tetra-pak-sustainability-report-fy25/">เจาะตลาด &#8216;ไฟเบอร์ซีเมนต์&#8217; จากเยื่อกระดาษรีไซเคิล &#8216;เต็ดตรา แพ้ค&#8217; ผนึกพันธมิตร​ เพิ่มดีมานด์ระบบ Circularity จากกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;โซลาร์รูฟท็อป&#8217; ดันธุรกิจรีโนเวทบ้านเติบโตสวนตลาดอสังหาฯ &#8216;SCG HOME Online&#8217; วางกลยุทธ์ 3S ตอกย้ำผู้นำ One-Stop Home Solution พร้อมส่งแคมเปญดันยอดครึ่งปีหลัง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/scg-home-online-one-stop-home-solution/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 10:55:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[3S]]></category>
		<category><![CDATA[e-commerce]]></category>
		<category><![CDATA[Home Solution]]></category>
		<category><![CDATA[O2O Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[One-Stop Home Solution]]></category>
		<category><![CDATA[scg cement-building materials]]></category>
		<category><![CDATA[SCG HOME Online]]></category>
		<category><![CDATA[SCG Solar Roof Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Service]]></category>
		<category><![CDATA[Solar FIX]]></category>
		<category><![CDATA[Solution]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดซ่อมแซมบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[นพพร กีรติบรรหาร]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[รีโนเวท]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[อสังหาริมทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[อีคอมเมิร์ซ]]></category>
		<category><![CDATA[เติมบ้านคุ้ม ลุ้นรับทอง]]></category>
		<category><![CDATA[โซล่าร์รูฟ]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43384</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ถูกคาดการณ์ว่าจะทรงตัวและเติบโตได้ไม่มากนัก สอดคล้องไปกับการขยายตัวของ GDP ประเทศ  แต่ปีที่ผ่านมา SCG HOME Online สามารถเติบโตได้ถึง 20% สวนทางภาพรวมตลาดที่โตได้ราว 1-2% เท่านั้น พร้อมเชื่อมั่นว่าในสิ้นปีนี้จะรักษาการเติบโตได้ไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมาไว้ที่ 20% จากจุดแข็งในการเป็น One-Stop Home Solution ที่รวมทุกความต้องการเรื่องบ้านไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ตั้งแต่การสร้างบ้าน ต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง ไปจนถึงการยกระดับไลฟ์สไตล์ในการอยู่อาศัย (Smart Living)  ​ คุณนพพร กีรติบรรหาร  Executive Vice President &#8211; B2C Sales บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด กล่าวว่า  การเติบโตของ SCG HOME มาจากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซ่อมแซม ขยาย และปรับปรุงบ้านเป็นหลัก โดยยอดขาย 70% มาจากการให้บริการโซลูชั่น และ 30% มาจากการขายสินค้าและบริการต่างๆ ซึ่งกลุ่มที่มีการเติบโตสูงที่สุด คืองานปรับปรุงซ่อมแซมหลังคา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/scg-home-online-one-stop-home-solution/">&#8216;โซลาร์รูฟท็อป&#8217; ดันธุรกิจรีโนเวทบ้านเติบโตสวนตลาดอสังหาฯ &#8216;SCG HOME Online&#8217; วางกลยุทธ์ 3S ตอกย้ำผู้นำ One-Stop Home Solution พร้อมส่งแคมเปญดันยอดครึ่งปีหลัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ถูกคาดการณ์ว่าจะทรงตัวและเติบโตได้ไม่มากนัก สอดคล้องไปกับการขยายตัวของ GDP ประเทศ  แต่ปีที่ผ่านมา<strong> SCG HOME Online</strong> สามารถเติบโตได้ถึง 20% สวนทางภาพรวมตลาดที่โตได้ราว 1-2% เท่านั้น</p>
<p><span id="more-43384"></span></p>
<p>พร้อมเชื่อมั่นว่าในสิ้นปีนี้จะรักษาการเติบโตได้ไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมาไว้ที่ 20% จากจุดแข็งในการเป็น<strong> One-Stop Home Solution</strong> ที่รวมทุกความต้องการเรื่องบ้านไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ตั้งแต่การสร้างบ้าน ต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง ไปจนถึงการยกระดับไลฟ์สไตล์ในการอยู่อาศัย (Smart Living)  ​</p>
<p><strong>คุณนพพร กีรติบรรหาร  </strong>Executive Vice President &#8211; B2C Sales บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด กล่าวว่า  การเติบโตของ SCG HOME มาจากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซ่อมแซม ขยาย และปรับปรุงบ้านเป็นหลัก โดยยอดขาย 70% มาจากการให้บริการโซลูชั่น และ 30% มาจากการขายสินค้าและบริการต่างๆ ซึ่งกลุ่มที่มีการเติบโตสูงที่สุด คืองานปรับปรุงซ่อมแซมหลังคา ที่มีสัดส่วน 30% หรือเกือบ 1 ใน 3 ของการให้บริการโซลูชั่นทั้งหมดผ่านแพลตฟอร์ม ​​โดยเฉพาะโซลูชั่นที่ให้บริการมากที่สุดในปีที่ผ่านมาคือ การบริการติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือ <strong>SCG Solar Roof Solutions </strong>จากการตอบรับนโยบายชดเชยภาษีของรัฐบาล และการปรับขึ้นของค่าพลังงานไฟฟ้า รวมทั้งกระแสการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม (Green Transition) ​ ทำให้เจ้าของบ้านติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43388 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/คุณนพพร-กีรติบรรหาร-บนเวที-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ดีมานด์จากเจ้าของบ้านในการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้าสูงถึง 8 เท่า เทียบกับช่วง​ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศนโยบายทางภาษี จากที่เคยมีลูกค้าติดต่อให้ประเมินการติดตั้งหน้างานราว 100 ราย เพิ่มเป็น 800 รายในปีที่ผ่านมา ประกอบกับการให้บริการในรูปแบบโซลูชั่นเพิ่มเติม ทั้งบริการ <strong>Solar FIX</strong> นวัตกรรมการติดตั้งที่ไม่เจาะหลังคา เพื่อป้องกันการรั่วซึม หรือดีไซน์การเดินสายไฟที่คำนึงถึงความเรียบร้อยและสวยงาม ​รวมทั้งบริการ​ระบบ Dahboard อัจฉริยะ ที่สามารถคำนวณและรายงานปริมาณไฟฟ้าที่สร้างได้ การลดคาร์บอนที่ทำได้ รวมทั้งการติดตามประสิทธิภาพ​การใช้งานระบบต่างๆ ภายในบ้านได้ต่อเนื่องและเรียลไทม์ ซึ่งความโดดเด่นในความสามารถพัฒนาโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ลูกค้า รวมทั้งกระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยหนุนสำคัญทำให้ลูกค้า​ตอบรับและผลักดันให้ธุรกิจยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่องสวนทางจากตลาดที่ไม่มีการเติบโตมากนัก&#8221;  </em></p>
<p><strong>เติบโตผ่าน 3S :</strong> <strong>Solution, Smart Service ,Supply Chain </strong></p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจของ <strong>SCG HOME Online</strong> ในปีนี้ ยัง​​ตอกย้ำจุดแข็งในการเป็น <strong>One-Stop Home Solution  </strong>และกลยุทธ์ <strong>O2O Ecosystem</strong> สะท้อนความเป็นผู้นำการให้บริการแบบ Omnichannel ที่เชื่อมโยงการให้บริการทั้งออนไลน์ และออฟไลน์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ และ Lifestyle Journey ของผู้บริโภคในปัจจุบัน ผ่านแนวคิด <strong>3S</strong> ประกอบด้วย</p>
<p><strong>Solution :</strong> เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นช่าง ผู้รับเหมา หรือเจ้าของบ้าน ที่ต้องการมากกว่าแค่การมีสินค้า แต่ยังมองหาทั้งไอเดีย รวมทั้งการให้บริการต่างๆ ที่ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการคิด สร้าง ปรับปรุง ต่อเติม ขยาย หรือยกระดับไลฟ์สไตล์ โดยรวบรวมบริการเรื่องบ้านไว้กว่า 6 หมวดหมู่ 135 โซลูชั่น เพื่อรองรับความต้องการต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน และ​ตอบโจทย์ Customer Lifetime Value เพื่อเป็นคำ​ตอบเรื่องบ้านได้ผ่านบริการต่างๆ ทั้งงานซ่อมปรับปรุงทั่วไป เพื่อรองรับผู้สูงอายุภายในบ้าน เพื่อประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน  เพื่อดูแลสภาพอากาศและสุขภาพภายในบ้าน รวมทั้งรองรับสมาร์ทลิฟวิ่ง เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43385 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/แชทกับโฮมมี่.png" alt="" width="838" height="618" /></p>
<p><strong>Smart Service</strong> : การพัฒนา AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้า ผ่านการพัฒนาระบบ Chat&amp;Shop ด้วย <strong>&#8216;โฮมมี่&#8217;</strong> ผู้ช่วยเอไอ ที่ให้บริการใน SCG HOME Application และ Line OA เพื่อตอบคำถาม ข้อสงสัย ให้ข้อมูลสินค้าและบริการ รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาด้านการบริการต่างๆ ไปจนถึงช่วยนำเสนอไอเดียในเรื่องที่ลูกค้าต้องการ เพื่ออำนวยความสะดวกและความพึงพอใจที่มากขึ้นให้แก่ลูกค้า ที่ปัจจุบันมีผู้เข้าเยี่ยมชมช่องทางออนไลน์กว่า 4 ล้านครั้ง รวมทั้งการให้บริการแก่สมาชิก SCG Home ที่ปัจจุบันมีกว่า 3 แสนราย และส่วนใหญ่จัดเป็น Active Users</p>
<p><strong> Supply Chain</strong> :  การผนึกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ผ่าน 4 แพลตฟอร์มหลักของ SCG HOME ไม่ว่าจะเป็น SCG HOME Online, SCG HOME Experience Flagship Store, สาขาร้าน SCG HOME ​รวมทั้งร้านผู้แทนจำหน่าย Housing Expert  ที่มีเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วประเทศ  และได้ขยายการให้บริการที่เชื่อมโยงกันทั้งออนไลน์และออฟไลน์​รวมกว่า 62  แห่ง เพื่อสามารถให้บริการลูกค้าได้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ รวมทั้งสามารถ​ส่งมอบสินค้าหรือบริการต่างๆ แก่ลูกค้าได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด จาก​เครือข่ายที่มีอยู่ เพื่อรองรับประสบการณ์ Shopping  Journey ได้ตลอดกระบวนการ ตั้งแต่ก่อนตัดสินใจใช้บริการ การมองหาไอเดีย ตลดจนส่งมอบบริการถึงสถานที่ได้อย่างสมบูรณ์  ภายในระยะเวลาที่กำหนด รวมท้ังช่วยบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบันผู้บริโภคมีความคาดหวังต่อการซื้อสินค้าเพื่อบ้านที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ไม่ได้มองเพียงเรื่องราคาเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความสะดวกในการค้นหาสินค้า ความชัดเจนของข้อมูล ความน่าเชื่อถือของผู้จำหน่าย ความรวดเร็วในการจัดส่ง และการได้รับบริการที่ครบวงจร โดยเฉพาะเจ้าของบ้าน ผู้รับเหมา และช่างมืออาชีพที่ต้องการลดขั้นตอนการจัดหาวัสดุ เพื่อให้การก่อสร้างหรือซ่อมแซมสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการให้บริการทั้งหมดได้ภายในจุดเดียว​ ซึ่ง SCG HOME Online สามารถตอบโจทย์ผ่านการเชื่อมต่อการสั่งซื้อออนไลน์เข้ากับเครือข่ายจัดส่งและร้านค้าพันธมิตรทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถจัดส่งสินค้าได้จากจุดที่อยู่ใกล้ลูกค้ามากที่สุด ลดระยะเวลาการขนส่ง โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างและสินค้าขนาดใหญ่ ช่วยให้การก่อสร้าง ซ่อมแซม และต่อเติมบ้านดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43386 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ภาพร่วมกับกลุ่มคู่ค้าทางธุรกิจ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>จัดแคมเปญ &#8216;เติมบ้านคุ้ม ลุ้นรับทอง&#8217;  กระตุ้นยอดตามเป้าหมาย</strong></p>
<p><strong>คุณนพพร</strong> กล่าวต่อว่า การพัฒนาแพลตฟอร์มของ SCG HOME Online ไม่เพียงมุ่งเน้นการเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์ แต่ต้องการสร้าง Ecosystem ด้านการซื้อสินค้าและบริการให้บ้าน ที่สามารถเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้จำหน่าย พันธมิตรด้านบริการ และลูกค้าเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับประสบการณ์การทำบ้านให้สะดวก ครบวงจร และตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิตรทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านสินค้า บริการ และสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าในอนาคต โดยเชื่อว่า การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ไม่ได้เกิดจากการมีสินค้าหลากหลายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาพร้อมการบริการที่มีคุณภาพ การจัดส่งที่รวดเร็ว เทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวก และเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ซึ่งทั้งหมดจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้ SCG HOME Online ก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์สด้านบ้านที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบวงจร</p>
<p>ทั้งนี้ สินค้าที่รวบรวมไว้บนแพลตฟอร์ม SCG HOME Online จากแบรนด์ชั้นนำทั้งวัสดุก่อสร้าง สินค้าตกแต่งบ้าน และเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ SCG, COTTO, UNIX, Tiger, TOPPRO, DOS, QCon, Shinkolite, Hisense, Xiaomi, Banala, Homefittools, Minima, A.X Fireplaces, Restar, ไบโอนิค, Restar, SMEG, Haier, Lamina, Beger และแบรนด์ชั้นนำอีกมากมาย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าแท้ที่ได้มาตรฐาน พร้อมรับสิทธิประโยชน์จากพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ธนาคารกสิกรไทย, บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส, บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด, บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด, ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ PTT Blue Card รวมถึงสามารถสะสมคะแนน SCG Family Plus+ และ SCG HOME Star เพื่อนำไปแลกรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้อีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43387 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ภาพร่วมกับแบรนด์ชั้นนำ-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>พร้อมกันนี้ เพื่อขอบคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ต่อเนื่อง SCG HOME Online ยังได้จัดแคมเปญ <strong>&#8216;เติมบ้านคุ้ม ลุ้นรับทอง&#8217;</strong> ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 &#8211; 15 พฤศจิกายน 2569 มอบสิทธิ์ลุ้นรับทองคำและของรางวัลรวมกว่า 100 รางวัล สำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าและบริการผ่าน SCG HOME Online โดยยิ่งซื้อยิ่งได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลเพิ่มขึ้น ลูกค้าสามารถร่วมรายการได้ผ่านเว็บไซต์ <a href="https://www.scghome.com/" target="_blank" rel="noopener">SCGHOME.COM</a>, SCGHOME Application และบริการ Chat-to-Shop บน LINE Official Account ของ SCGHOME ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยเชื่อว่าจะทำให้ยอดทราฟฟิกที่เข้ามาในแพลตฟอร์มเติบโตได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดการเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ​</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/scg-home-online-one-stop-home-solution/">&#8216;โซลาร์รูฟท็อป&#8217; ดันธุรกิจรีโนเวทบ้านเติบโตสวนตลาดอสังหาฯ &#8216;SCG HOME Online&#8217; วางกลยุทธ์ 3S ตอกย้ำผู้นำ One-Stop Home Solution พร้อมส่งแคมเปญดันยอดครึ่งปีหลัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ญี่ปุ่น&#8217; ​เผชิญ &#8216;Kokushobi&#8217; ทะลุ 40 องศาฯ 5 วันต่อเนื่อง นานสุดรอบ 16 ปี ​ผู้ป่วยฮีทสโตรกพุ่งสูง พร้อมเปิด 4 แนวทาง​ ที่ภาครัฐเตรียมไว้ เพื่อรับมือสถานการณ์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/how-japan-prepared-to-facing-kokushobi/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 26 Jul 2026 09:01:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate crisis]]></category>
		<category><![CDATA[Heatstroke]]></category>
		<category><![CDATA[Kokushobi]]></category>
		<category><![CDATA[Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติเหลว]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รับมือโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อากาศร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[อากาศร้อนจัด]]></category>
		<category><![CDATA[อุณภูมิสูง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคลมแดด]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42814</guid>

					<description><![CDATA[<p>อุณภูมิที่สูงขึ้นกลายเป็นความท้าทายไปทั่วโลก ข้อมูลจาก European Union&#8217;s weather agency, the Copernicus Climate Change Service ได้มีการบันทึกสถิติระหว่างปี 2023 – 2025 พบว่า เป็น 3 ปีที่อุณภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.5 องศาเซลเซียส ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่รุนแรงขึ้นของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ อีกทั้ง มีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในปี 2026 จะยังคงสูงกว่าปกติทั่วโลก &#8216;ประเทศญี่ปุ่น&#8217; เป็นหนึ่งประเทศที่กำลังเผชิญสภาพอากาศที่ร้อนจัดเป็นประวัติศาสตร์ มีอุณหภูมิที่ขยับสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันหลายวัน ขณะเดียวกันยังมี​ความตึงเครียดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตการจัดหาพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเครื่องปรับอากาศและมาตรการชะลอความร้อนอื่นๆ ปรากฏการณ์ความร้อนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในญี่ปุ่น ส่งผลให้กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศญี่ปุ่น (JMA) ได้มีการบัญญัติศัพท์ใหม่อย่าง Kokushobi (โคคุโชบิ)  ซึ่งแปลได้ว่า ร้อนอย่างทารุณ หรือ ร้อนอย่างรุนแรง สำหรับการเรียกวันที่มีอากาศร้อนจัดจากอุณหภูมิที่สูงเกินกว่า 40 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับจากปี 2007 ที่เคยบัญญัติศัพท์เกี่ยวกับสภาพอากาศร้อนอย่างคำว่า Moshobi (โมโชบิ) สำหรับใช้เรียกวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/how-japan-prepared-to-facing-kokushobi/">&#8216;ญี่ปุ่น&#8217; ​เผชิญ &#8216;Kokushobi&#8217; ทะลุ 40 องศาฯ 5 วันต่อเนื่อง นานสุดรอบ 16 ปี ​ผู้ป่วยฮีทสโตรกพุ่งสูง พร้อมเปิด 4 แนวทาง​ ที่ภาครัฐเตรียมไว้ เพื่อรับมือสถานการณ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อุณภูมิที่สูงขึ้นกลายเป็นความท้าทายไปทั่วโลก ข้อมูลจาก European Union&#8217;s weather agency, the Copernicus Climate Change Service ได้มีการบันทึกสถิติระหว่างปี 2023 – 2025 พบว่า เป็น 3 ปีที่อุณภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.5 องศาเซลเซียส ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่รุนแรงขึ้นของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ อีกทั้ง มีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในปี 2026 จะยังคงสูงกว่าปกติทั่วโลก</p>
<p><span id="more-42814"></span></p>
<p><strong>&#8216;ประเทศญี่ปุ่น&#8217;</strong> เป็นหนึ่งประเทศที่กำลังเผชิญสภาพอากาศที่ร้อนจัดเป็นประวัติศาสตร์ มีอุณหภูมิที่ขยับสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันหลายวัน ขณะเดียวกันยังมี​ความตึงเครียดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตการจัดหาพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเครื่องปรับอากาศและมาตรการชะลอความร้อนอื่นๆ</p>
<p>ปรากฏการณ์ความร้อนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในญี่ปุ่น ส่งผลให้กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศญี่ปุ่น (JMA) ได้มีการบัญญัติศัพท์ใหม่อย่าง <strong>Kokushobi (โคคุโชบิ)</strong>  ซึ่งแปลได้ว่า <strong>ร้อนอย่างทารุณ </strong>หรือ <strong>ร้อนอย่างรุนแรง</strong> สำหรับการเรียกวันที่มีอากาศร้อนจัดจากอุณหภูมิที่สูงเกินกว่า 40 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับจากปี 2007 ที่เคยบัญญัติศัพท์เกี่ยวกับสภาพอากาศร้อนอย่างคำว่า <strong>Moshobi (โมโชบิ)</strong> สำหรับใช้เรียกวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสมาแล้วก่อนหน้านี้</p>
<figure id="attachment_43364" aria-describedby="caption-attachment-43364" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43364 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/JP-Heat-Wave4.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-43364" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>อุณหภูมิญี่ปุ่นพุ่งสูง เผชิญภาวะ Kokushobi มากสุดรอบ 16 ปี</strong></p>
<p>ล่าสุด <a href="https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/th/news/20260725_07/" target="_blank" rel="noopener"><strong>NHK World Japan</strong></a> ระบุข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น เมื่อ 23 ก.ค. 2026 ถึงสถานการณ์ที่อุณหภูมิ​สูงขึ้นมากกว่า 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันนานถึง 5 วัน ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่มีการรวบรวมข้อมูลที่สามารถนำมาเทียบเคียงได้ตั้งแต่ปี 2010 หรือในรอบ 16 ปีที่ผ่านมา</p>
<p>พร้อมทั้งการ​ออกประกาศเตือนภาวะฮีทสโตรกใน  37 จังหวัด จากทั้งหมด 47 จังหวัดของญี่ปุ่น และจำนวนผู้ป่วยกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยหน่วยดับเพลิงโตเกียวระบุว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม มีการนำตัวประชาชน 453 คนส่งโรงพยาบาลด้วยอาการที่สงสัยว่าเป็นฮีตสโตรก นับเป็นจำนวนสูงสุดในรอบ 16 ปีเช่นกัน</p>
<figure id="attachment_43363" aria-describedby="caption-attachment-43363" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43363 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/NHK1.jpg" alt="" width="1200" height="657" /><figcaption id="caption-attachment-43363" class="wp-caption-text">Photo : https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/th/news/</figcaption></figure>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการขอให้ประชาชนใช้เครื่องปรับอากาศ ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอและรับประทานเกลือแร่ให้บ่อยครั้ง รวมถึงหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันอาการฮีทสโตรก รวมทั้งการแจ้งเตือนให้ระมัดระวัง ภัยจากดินถล่ม น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ แม่น้ำเอ่อล้นตลิ่ง ฟ้าผ่า และลมกระโชกแรงฉับพลัน ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ</p>
<p>สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดความตระหนักและเฝ้าระวังผลกระทบจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในญี่ปุ่น ท่ามกลาง​ความเสี่ยง​​ด้านต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นตามความร้อนแรงของสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้ง​ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพ จากการเผชิญภาะวอากาศร้อนจัดในช่วงนี้  รวมทั้งผลกระทบระยะยาว เช่น ความสามารถในการผลิตที่ลดลง ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องเร่งดำเนินการป้องกันในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชนท้องถิ่น</p>
<figure id="attachment_43369" aria-describedby="caption-attachment-43369" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43369 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/JP-Heat-Wave3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-43369" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>4 วิธีรับมือสภาพ &#8216;อากาศร้อนจัด&#8217; ในประเทศญี่ปุ่น</strong></p>
<p>World Economic Forum เผยแพร่แนวทางการรับมือต่อสภาพอากาศที่ร้อนจัดของญี่ปุ่น โดยดำเนินงานผ่าน 4 มาตรการสำคัญ ประกอบไปด้วย</p>
<p><strong>1. มาตรการด้านพลังงาน รองรับการใช้งานเครื่องปรับอากาศ</strong></p>
<p>ฤดูร้อนของญี่ปุ่นมีลักษณะเด่นคืออุณหภูมิสูงและความชื้นสูง ทำให้เหงื่อระเหยได้ยาก ส่งผลให้เสี่ยงต่อภาวะเป็นโรคลมแดด (Heatstroke) ดังนั้น การใช้เครื่องปรับอากาศจึงไม่ใช่แค่เพื่อความสะดวกสบาย แต่ยังช่วยปกป้องชีวิตได้อีกด้วย</p>
<p>ในเดือนพฤษภาคม ปี 2026 ที่ผ่านมา กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ได้จัดหาแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอสำหรับความต้องการสูงสุดในช่วงฤดูร้อน และได้ชะลอประกาศขอความร่วมมือประหยัดไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อนเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน</p>
<p>แม้ว่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับการจัดหาเชื้อเพลิงที่นำไปสู่ความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ กระทรวงฯ ได้ระบุว่า การพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันของญี่ปุ่นยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างจำกัด ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และแหล่งพลังงานอื่นๆ จะช่วยตอบสนองความต้องการในช่วงฤดูร้อนปีนี้ได้ รัฐบาลยังได้มีการส่งเสริมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานเพื่อกระตุ้นให้มีการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย</p>
<p>ในกรุงโตเกียว รัฐบาลท้องถิ่นประกาศยกเว้นค่าน้ำประปาเป็นเวลา 4 เดือน ราว 8 ล้านครัวเรือน มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายรายเดือนของครัวเรือนได้ประมาณ 5,000 เยน เนื่องจากพบผู้ป่วยโรคลมแดดจำนวนมากเกิดขึ้นภายในบ้าน นโยบายนี้จึงมุ่งเป้าไปที่การบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคและส่งเสริมให้ประชาชนใช้เครื่องปรับอากาศได้อย่างไม่ลังเล แม้ว่าค่าครองชีพจะสูงขึ้นก็ตาม</p>
<p><strong>2.  ส่งเสริมการปรับตัวในสภาพอากาศร้อน</strong></p>
<p>ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับอากาศร้อนอย่างฉับพลันได้ทันที และการปรับตัวต่ออากาศร้อนที่ไม่เพียงพอจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะโรคลมแดดได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงส่งเสริม &#8216;การปรับตัวให้เข้ากับอากาศร้อน&#8217; ซึ่งเป็นกระบวนการที่ให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศร้อนก่อนที่จะมาถึง</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ การเริ่มส่งเสริมการออกกำลังกายเบาๆ การอาบน้ำอุ่น และกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเหงื่อของร่างกายจึงได้รับความสนใจมากขึ้น ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่น ภาคเอกชน และสื่อต่างๆ ได้ร่วมเผยแพร่สื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการปรับตัวให้เข้ากับอากาศร้อนและความสำคัญของวิธีการเหล่านั้น ช่วยสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการสร้างความแข็งแกร่งเพื่อรับมือกับอากาศร้อนก่อนถึงช่วงฤดูร้อน</p>
<figure id="attachment_43367" aria-describedby="caption-attachment-43367" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43367 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/JP-Heat-Wave1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-43367" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>3. ภาคธุรกิจแนวใหม่ หนุนการป้องกันโรคลมแดด</strong></p>
<p>มาตรการป้องกันโรคลมแดดถูกบังคับใช้ในสถานที่ทำงานของญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2025 ส่งผลให้การเสียชีวิตในสถานที่ทำงานเนื่องจากโรคลมแดดลดลงครึ่งหนึ่งในปี 2025 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา</p>
<p>ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจ ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคลมแดดกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น บริษัทอาหารและเครื่องดื่ม ซันโทรี (Suntory) ของประเทศญี่ปุ่น ได้ผสานการบริการด้านการป้องกันโรคลมแดดเข้ากับเครื่องดื่มเกลือแร่ที่ให้ความสดชื่น และสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มได้ง่ายขึ้นผ่านเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติ รวมถึงการให้ความรู้และการสัมมนาด้านความปลอดภัยแก่พนักงาน เพื่อสนับสนุนพนักงานที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงอีกด้วย</p>
<p>ทางด้านบริษัทไดกิ้น (Daikin) ได้ร่วมมือกับ Future Design Shibuya และมหาวิทยาลัยโอซากา เปิดตัวโครงการ Shibuya Green Shift Project ซึ่งเป็นโครงการทดลองเกี่ยวกับจุดระบายความร้อน การจัดการอาคารประหยัดพลังงาน และแผนผังแสดงความเสี่ยงจากโรคลมแดด รวมถึงโครงการใหม่อื่นๆ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่นเช่นนี้ กำลังช่วยสร้างสังคมที่ปรับตัวเข้ากับอากาศร้อนได้ดียิ่งขึ้น</p>
<p><strong>4. </strong><strong>สร้างความยืดหยุ่น ในยุคที่อากาศร้อนรุนแรง</strong></p>
<p>เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น การปกป้องผู้คนจากอากาศร้อนจัดจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาชีวิตและดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ความเป็นอยู่ของผู้คนและชุมชน ดังนั้น การทำงานแบบบูรณาการจากหลายภาคส่วนของญี่ปุ่น นับเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านการปรับตัวของสังคมให้เข้ากับอากาศร้อนที่นับวันยิ่งอันตรายมากขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ</p>
<p><strong><em>เนื่องจากอุณหภูมิยังคงสูงขึ้นทั่วโลก ความพยายามเหล่านี้จึงเป็นบทเรียนที่น่าสนใจ สำหรับประเทศอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับความร้อนที่มากขึ้นในอนาคต</em></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : NHK World Japan, World Economic Forum</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/how-japan-prepared-to-facing-kokushobi/">&#8216;ญี่ปุ่น&#8217; ​เผชิญ &#8216;Kokushobi&#8217; ทะลุ 40 องศาฯ 5 วันต่อเนื่อง นานสุดรอบ 16 ปี ​ผู้ป่วยฮีทสโตรกพุ่งสูง พร้อมเปิด 4 แนวทาง​ ที่ภาครัฐเตรียมไว้ เพื่อรับมือสถานการณ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TEI หนุนโมเดล Sponge City รับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ชี้ทางรอดไทย! ต้องแก้ที่ &#8216;โครงสร้างผังเมือง&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/sponge-city-climate-adaptation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Jul 2026 16:03:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[EIA]]></category>
		<category><![CDATA[Green Water Retention]]></category>
		<category><![CDATA[Sponge City]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ผังเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่หน่วงน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตสภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองฟองน้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43246</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม และองค์กรที่มีบทบาทเป็นคลังสมอง (Think Tank) ระดับแนวหน้าของประเทศ เสนอแนวทางการยกระดับกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่สู่การเป็น &#8220;เมืองฟองน้ำ&#8221; รับมือกับวิกฤตฝนตกชุกสะสมเฉียบพลันในยุคโลกเดือด ชี้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในปัจจุบันจำเป็นต้อง “ปรับ-เปลี่ยน” โครงสร้างผังเมืองและการตั้งถิ่นฐานแทนการตั้งรับระยะสั้น โดยเสนอภาครัฐบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อน NAP พร้อมปรับปรุงเกณฑ์ EIA บังคับใช้พื้นที่หน่วงน้ำสีเขียวในโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ลดความเสี่ยงวิกฤตอัมพาตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เปิดเผยว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ก้าวเข้าสู่ยุคโลกเดือด ส่งผลให้รูปแบบของภัยพิบัติมีความรุนแรงและผันผวนสูง โดยเฉพาะปรากฏการณ์ฝนตกหนักเฉียบพลันในปริมาณมหาศาล ซึ่งระบบระบายน้ำทางวิศวกรรมแบบเดิมไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป สังคมจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกรอบความคิดจากการมองปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเพียงเรื่องขยะอุดท่อหรือน้ำรอระบายรายวัน ไปสู่การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างในระยะยาว “ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีแผนแม่บทบูรณาการเรื่องทรัพยากรน้ำที่ปรับตัวได้ทันต่อยุคโลกเดือด แผนแนวทางแบบเก่าที่มีอยู่นั้นรับไม่ทัน และไม่เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ส่งผลให้ผลกระทบต่อภาคเมืองและเกษตรกรรม จะยิ่งทวีความรุนแรงและมีมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว” ซึ่งข้อมูลนี้สอดคล้องกับข้อมูลภูมิสารสนเทศจากระบบ Disaster Platform ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ที่แสดงภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่น้ำท่วมขังสะสมในฤดูมรสุมที่ผ่านมา ซึ่งแผ่ขยายวงกว้างกว่า 1.2 ถึง 2.4 ล้านไร่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่มีระดับน้ำแช่ขังลึกมากกว่า 1 เมตร ยาวนานจนดินอิ่มน้ำเกินขีดจำกัด สะท้อนให้เห็นว่าหากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างผังเมือง เพิ่มระบบการระบายน้ำ การชะลอน้ำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/sponge-city-climate-adaptation/">TEI หนุนโมเดล Sponge City รับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ชี้ทางรอดไทย! ต้องแก้ที่ &#8216;โครงสร้างผังเมือง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) <strong>ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม และองค์กรที่มีบทบาทเป็นคลังสมอง (</strong><strong>Think Tank) </strong><strong>ระดับแนวหน้าของประเทศ</strong> เสนอแนวทางการยกระดับกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่สู่การเป็น &#8220;<strong>เมืองฟองน้ำ</strong>&#8221; รับมือกับวิกฤตฝนตกชุกสะสมเฉียบพลันในยุคโลกเดือด</p>
<p><span id="more-43246"></span></p>
<p>ชี้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในปัจจุบันจำเป็นต้อง “ปรับ-เปลี่ยน” โครงสร้างผังเมืองและการตั้งถิ่นฐานแทนการตั้งรับระยะสั้น โดยเสนอภาครัฐบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อน NAP พร้อมปรับปรุงเกณฑ์ EIA บังคับใช้พื้นที่หน่วงน้ำสีเขียวในโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ลดความเสี่ยงวิกฤตอัมพาตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน</p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI) </strong>เปิดเผยว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ก้าวเข้าสู่ยุคโลกเดือด ส่งผลให้รูปแบบของภัยพิบัติมีความรุนแรงและผันผวนสูง โดยเฉพาะปรากฏการณ์ฝนตกหนักเฉียบพลันในปริมาณมหาศาล ซึ่งระบบระบายน้ำทางวิศวกรรมแบบเดิมไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป สังคมจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกรอบความคิดจากการมองปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเพียงเรื่องขยะอุดท่อหรือน้ำรอระบายรายวัน ไปสู่การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43355 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ภาพประกอบข่าว-6.jpg" alt="" width="1200" height="821" /></p>
<p><em>“ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีแผนแม่บทบูรณาการเรื่องทรัพยากรน้ำที่ปรับตัวได้ทันต่อยุคโลกเดือด แผนแนวทางแบบเก่าที่มีอยู่นั้นรับไม่ทัน และไม่เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ส่งผลให้ผลกระทบต่อภาคเมืองและเกษตรกรรม จะยิ่งทวีความรุนแรงและมีมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว”</em></p>
<p>ซึ่งข้อมูลนี้สอดคล้องกับข้อมูลภูมิสารสนเทศจากระบบ Disaster Platform ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ที่แสดงภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่น้ำท่วมขังสะสมในฤดูมรสุมที่ผ่านมา ซึ่งแผ่ขยายวงกว้างกว่า 1.2 ถึง 2.4 ล้านไร่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่มีระดับน้ำแช่ขังลึกมากกว่า 1 เมตร ยาวนานจนดินอิ่มน้ำเกินขีดจำกัด สะท้อนให้เห็นว่าหากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างผังเมือง เพิ่มระบบการระบายน้ำ การชะลอน้ำ เมืองใหญ่จะเผชิญความเสี่ยงต่อวิกฤตอัมพาตทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43358 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ภาพประกอบข่าว-1-re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>TEI ได้นำเสนอทางออกเชิงรุกที่สอดคล้องกับแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมขยายความถึงแนวคิด <strong>เมืองฟองน้ำ</strong> (Sponge City) ว่า หัวใจสำคัญคือการมีพื้นที่สีเขียวที่ทำหน้าที่รองรับและซับน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้ จากการศึกษาของ TEI มีข้อสังเกตที่น่ากังวลว่า ปัจจุบันเมืองใหญ่ของไทยยังขาดแคลนพื้นที่ดังกล่าว โดยมีสัดส่วนที่น้อยมากและไม่เพียงพอต่อการซับมวลน้ำมหาศาล</p>
<p>TEI จึงเน้นย้ำถึงแนวทางการร่วมมือกับชุมชนต้นแบบในการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System: EWS) และการบริหารจัดการพื้นที่หน่วงน้ำสีเขียว (Green Water Retention) ในระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐในการปรับปรุงเกณฑ์การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในภาคอสังหาริมทรัพย์ เพื่อบังคับใช้มาตรการเพิ่มพื้นที่หน่วงน้ำสีเขียวในโครงการสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างยุคใหม่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ซับน้ำฝนและหน่วงน้ำให้กับเมืองในยามวิกฤต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43356 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ภาพประกอบข่าว-3.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ทั้งนี้ แนวคิด Sponge City ประสบความสำเร็จและมีการบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรมในหลายประเทศทั่วโลก อาทิ เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ที่เปลี่ยนพื้นที่ชุ่มน้ำเลียบแม่น้ำแยงซีให้เป็นสวนสาธารณะซับน้ำขนาดใหญ่ โครงการ ABC Waters ของประเทศสิงคโปร์ ที่ปรับเปลี่ยนคลองคอนกรีตให้เป็นแม่น้ำธรรมชาติคดเคี้ยวเพื่อหน่วงน้ำในสวนสาธารณะบิชาน-อังโมเกียว (Bishan-Ang Mo Kio Park)</p>
<p>สำหรับประเทศไทย TEI ประเมินว่ามีความพร้อมและโอกาสสูงในการนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้จริง โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณลงทุนมหาศาลจากศูนย์ แต่สามารถขับเคลื่อนได้ทันทีผ่านการปรับปรุงกฎหมายผังเมือง กำหนดพื้นที่ Buffer Zone (แนวกันชน) การยกระดับเกณฑ์ EIA เพื่อสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน และการปรับปรุงฟังก์ชันของสวนสาธารณะเดิมในเขตเมืองให้ทำหน้าที่เป็นฟองน้ำซับน้ำตามธรรมชาติ</p>
<p>&#8220;การรื้อระบบเชิงโครงสร้างและแผนแม่บททรัพยากรน้ำของประเทศให้เท่าทันโลกเดือด เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเงื่อนเวลา หากเราเริ่มต้นลงมือทำตั้งแต่วันนี้ อย่างน้อยต้องใช้เวลา 10 ปีจึงจะประสบความสำเร็จและเห็นผลเป็นรูปธรรม แต่ถ้าหากเราเลือกที่จะไม่เริ่มต้นนับหนึ่งเลยตั้งแต่วันนี้ ความมั่นคง ความยั่งยืน ตลอดจนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้านต่างๆ ของประชากรไทย ก็จะยิ่งถูกทิ้งห่างไกลออกไปและยากเกินกว่าจะกลับมาควบคุมได้ เช่น การเพิ่มช่องระบายน้ำในถนนสายหลักต่างๆ ที่กีดขวางลำน้ำ&#8221; <strong>ดร.วิจารย์ </strong>กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43353 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Photo-post-เมืองฟองน้ำ-2.jpg" alt="" width="640" height="800" /></p>
<p>อย่างไรก็ดี ในยุคที่โลกเดือดแปรเปลี่ยนวิถีชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในบทบาท Think Tank และหน่วยงานพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งมั่นขับเคลื่อนและสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระดับประเทศ เพื่อส่งมอบ <strong>‘แนวคิดการปรับตัว’</strong> (Climate Adaptation) ให้แก่สังคมไทย พร้อมร่วมเปลี่ยนผ่านทุกภาคส่วนไปสู่การเติบโตที่สมดุลและยั่งยืน เพราะในวันนี้ การปรับตัว ‘ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด’ ร่วมติดตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อม และความเคลื่อนไหวของ TEI ได้ที่ เฟซบุ๊กเพจ <a href="https://www.google.com/search?q=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftei.or.th%2F" target="_blank" rel="noopener">www.facebook.com/tei.or.th/</a> และเว็บไซต์ <a href="https://www.tei.or.th/" target="_blank" rel="noopener">https://www.tei.or.th/</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/sponge-city-climate-adaptation/">TEI หนุนโมเดล Sponge City รับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ชี้ทางรอดไทย! ต้องแก้ที่ &#8216;โครงสร้างผังเมือง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GOOD GOODS x UMBRO Thailand เปิดตัว Special Collaboration Collection ถ่ายทอดแนวคิด &#8216;Global Meets Local&#8217; ยกระดับงานคราฟต์ไทยสู่แฟชั่นสปอร์ตระดับโลก วางจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/good-goods-umbro-global-meets-local/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Jul 2026 10:33:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Global Meets Local]]></category>
		<category><![CDATA[good goods]]></category>
		<category><![CDATA[GOOD GOODS x UMBRO]]></category>
		<category><![CDATA[Special Collaboration Collection]]></category>
		<category><![CDATA[Sport Wear]]></category>
		<category><![CDATA[SUPERSPORTS]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Fashion]]></category>
		<category><![CDATA[UMBRO Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[กุ๊ด กุ๊ดส์]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ท้องถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก ​]]></category>
		<category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชนสายรุ้งนาวาทอง]]></category>
		<category><![CDATA[หัตถกรรมไทย​]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล ทำ]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่นสปอร์ต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43280</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อแบรนด์ระดับโลกเติบโตไปพร้อมกับคุณค่าจากชุมชนไทย นั่นคือจุดเริ่มต้นของ GOOD GOODS x UMBRO Thailand Special Collaboration Collection คอลเลกชันพิเศษที่ถ่ายทอดแนวคิด &#8216;Global Meets Local&#8217; ผ่านการผสานดีไซน์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ของ UMBRO แบรนด์กีฬาระดับโลก เข้ากับภูมิปัญญาหัตถกรรมไทยจากชุมชนท้องถิ่น สร้างสรรค์เป็นสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยที่สะท้อนทั้งมาตรฐานการออกแบบระดับสากลและเสน่ห์ของงานคราฟต์ไทย พร้อมวางจำหน่าย เฉพาะในประเทศไทย โดย UMBRO ในประเทศไทย ที่บริหารภายใต้การดำเนินงานของ Supersports GOOD GOODS แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของไทยภายใต้ บริษัท เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม ร่วมกับ UMBRO Thailand ถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวผ่านการต่อยอดองค์ความรู้และใช้วัสดุของชุมชนไทยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมกลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน เพราะทุกการสนับสนุนไม่ได้เป็นเพียงการเป็นเจ้าของคอลเลกชันสุดพิเศษ แต่ยังเป็นการร่วมกระจายรายได้ สร้างโอกาส และสนับสนุนการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง หัวใจสำคัญของคอลเลกชันคือการทำงานร่วมกับ 2 วิสาหกิจชุมชนจากจังหวัดสกลนคร ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก และวิสาหกิจชุมชนสายรุ้งนาวาทอง  ซึ่งนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดสู่สินค้าแฟชั่นที่ร่วมสมัยและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง โดยที่ เสื้อผ้าและหมวก ในคอลเลกชันได้รับการตกแต่งด้วยผ้าฝ้ายเข็นมือย้อมครามสีธรรมชาติจาก วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/good-goods-umbro-global-meets-local/">GOOD GOODS x UMBRO Thailand เปิดตัว Special Collaboration Collection ถ่ายทอดแนวคิด &#8216;Global Meets Local&#8217; ยกระดับงานคราฟต์ไทยสู่แฟชั่นสปอร์ตระดับโลก วางจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อแบรนด์ระดับโลกเติบโตไปพร้อมกับคุณค่าจากชุมชนไทย นั่นคือจุดเริ่มต้นของ <strong>GOOD GOODS x UMBRO Thailand Special Collaboration Collection</strong> คอลเลกชันพิเศษที่ถ่ายทอดแนวคิด <strong>&#8216;</strong><strong>Global Meets Local&#8217;</strong> ผ่านการผสานดีไซน์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ของ UMBRO แบรนด์กีฬาระดับโลก เข้ากับภูมิปัญญาหัตถกรรมไทยจากชุมชนท้องถิ่น</p>
<p><span id="more-43280"></span></p>
<p>สร้างสรรค์เป็นสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยที่สะท้อนทั้งมาตรฐานการออกแบบระดับสากลและเสน่ห์ของงานคราฟต์ไทย พร้อมวางจำหน่าย เฉพาะในประเทศไทย โดย UMBRO ในประเทศไทย ที่บริหารภายใต้การดำเนินงานของ Supersports</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43347 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GOOD-GOODS-x-UMBRO-Thailand-13.jpg" alt="" width="640" height="800" /></p>
<p>GOOD GOODS แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของไทยภายใต้ <strong>บริษัท เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม</strong> ร่วมกับ UMBRO Thailand ถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวผ่านการต่อยอดองค์ความรู้และใช้วัสดุของชุมชนไทยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมกลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน เพราะทุกการสนับสนุนไม่ได้เป็นเพียงการเป็นเจ้าของคอลเลกชันสุดพิเศษ แต่ยังเป็นการร่วมกระจายรายได้ สร้างโอกาส และสนับสนุนการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>หัวใจสำคัญของคอลเลกชันคือการทำงานร่วมกับ <strong>2</strong><strong> วิสาหกิจชุมชนจากจังหวัดสกลนคร ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก และวิสาหกิจชุมชนสายรุ้งนาวาทอง </strong> ซึ่งนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดสู่สินค้าแฟชั่นที่ร่วมสมัยและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43348 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GOOD-GOODS-x-UMBRO-Thailand-14.jpg" alt="" width="640" height="800" /></p>
<p>โดยที่ <strong>เสื้อผ้าและหมวก </strong>ในคอลเลกชันได้รับการตกแต่งด้วย<strong>ผ้าฝ้ายเข็นมือย้อมครามสีธรรมชาติ</strong>จาก <strong>วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก จังหวัดสกลนคร</strong> ซึ่งสืบสานภูมิปัญญาการทอผ้าและการย้อมครามจากรุ่นสู่รุ่น ก่อนนำมาตีความใหม่ให้เข้ากับดีไซน์สปอร์ตของ UMBRO เกิดเป็นรายละเอียดที่สะท้อนอัตลักษณ์ของไทยในรูปแบบที่ทันสมัย</p>
<p>ขณะที่ <strong>กระเป๋า</strong> ในคอลเลกชันผลิตจาก<strong>เสื่อกกสานมือ</strong>ของ <strong>วิสาหกิจชุมชนสายรุ้งนาวาทอง จังหวัดสกลนคร</strong> ที่ต่อยอดภูมิปัญญาการสานเสื่อกกพื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย โดดเด่นทั้งด้านดีไซน์และการใช้งาน พร้อมช่วยสร้างรายได้และสนับสนุนการสืบสานงานหัตถกรรมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>GOOD GOODS x UMBRO Special Collaboration Collection</strong> จึงเป็นมากกว่าการร่วมออกแบบสินค้าระหว่างสองแบรนด์ แต่เป็นการเชื่อมโยงมาตรฐานการออกแบบระดับโลกเข้ากับคุณค่าของงานคราฟต์ไทย เปิดโอกาสให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นก้าวสู่สายตาผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนทั้งคุณภาพ ดีไซน์ และเรื่องราวของชุมชนไทยในทุกชิ้นงาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43350 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GOOD-GOODS-x-UMBRO-Thailand-16.jpg" alt="" width="640" height="800" /></p>
<p>ร่วมสัมผัส <strong>GOOD GOODS x UMBRO Special Collaboration Collection</strong> ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เฉพาะในประเทศไทย โดยวางจำหน่ายที่ร้าน GOOD GOODS และ SUPERSPORTS สาขาที่ร่วมรายการ ดังนี้</p>
<p><strong><u>GOOD GOODS</u></strong></p>
<ul>
<li>เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1 โซน Hug Thai</li>
<li>จริงใจมาร์เก็ต เชียงใหม่</li>
<li>เซ็นทรัลพาร์ค ชั้น LG</li>
<li>เซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า ชั้น 2 โซน Skywalk</li>
</ul>
<p><strong><u>SUPERSPORTS</u></strong></p>
<ul>
<li>เซ็นทรัลเวิลด์</li>
<li>เซ็นทรัล ลาดพร้าว</li>
<li>แฟชั่นไอส์แลนด์</li>
<li>เซ็นทรัล พัทยา</li>
<li>เซ็นทรัล ขอนแก่น</li>
<li>เซ็นทรัล ภูเก็ต เฟสติวัล</li>
<li>เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43349 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GOOD-GOODS-x-UMBRO-Thailand-17.jpg" alt="" width="640" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/good-goods-umbro-global-meets-local/">GOOD GOODS x UMBRO Thailand เปิดตัว Special Collaboration Collection ถ่ายทอดแนวคิด &#8216;Global Meets Local&#8217; ยกระดับงานคราฟต์ไทยสู่แฟชั่นสปอร์ตระดับโลก วางจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;มากกว่าสร้างโรงงาน แต่สร้างโอกาสและการเติบโตให้ทุกฝ่าย&#8217; กลุ่มธุรกิจ TCP เผยเส้นทาง 33 ปี ในตลาดจีน ผ่าน 4 มิติการลงทุนที่สร้างคุณค่าร่วม ให้ทั้ง​เศรษฐกิจ นวัตกรรม ผู้คน และชุมชน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/tcp-group-growing-with-china/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Jul 2026 07:58:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Redbull]]></category>
		<category><![CDATA[TCP]]></category>
		<category><![CDATA[TCP GROUP]]></category>
		<category><![CDATA[TCP ประเทศจีน]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand - China]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand - China (Sichuan) Investment and Economic Forum]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มธุรกิจ TCP]]></category>
		<category><![CDATA[ความสัมพันธ์ไทย-จีน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดจีน]]></category>
		<category><![CDATA[มณฑลเสฉวน]]></category>
		<category><![CDATA[สราวุฒิ อยู่วิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[หงหนิว]]></category>
		<category><![CDATA[เฉลียว อยู่วิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[เรดบูล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43277</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลุ่มธุรกิจ TCP ร่วมคณะภาครัฐ และภาคเอกชนไทย เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมร่วมงาน การประชุมสัมมนาการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจจีน (เสฉวน) &#8211; ไทย ประจำปี 2569​ (Thailand &#8211; China (Sichuan) Investment and Economic Forum) ณ เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน นำโดยนายกรัฐมนตรี และภารกิจขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับจีน โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันตกของจีนซึ่งมี มณฑลเสฉวน เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โอกาสเดียวกันนี้  คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP  ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP ผ่าน​หัวข้อ &#8216;Growing with China : Why TCP Group Chose Sichuan&#8217; ในฐานะบริษัทไทยที่ดำเนินธุรกิจและลงทุนในประเทศจีนมาเป็นเวลากว่าสามทศวรรษ พร้อมนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับองค์ประกอบสำคัญของการลงทุนระยะยาว และศักยภาพของมณฑลเสฉวนในฐานะหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับธุรกิจไทยที่ต้องการเติบโตในตลาดจีน คุณสราวุฒิ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีนไม่ได้เกิดขึ้นจากการค้าและการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเข้าใจระหว่างผู้คน และความมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ทั้งสองฝ่ายสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ “ประสบการณ์ของกลุ่มธุรกิจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/tcp-group-growing-with-china/">&#8216;มากกว่าสร้างโรงงาน แต่สร้างโอกาสและการเติบโตให้ทุกฝ่าย&#8217; กลุ่มธุรกิจ TCP เผยเส้นทาง 33 ปี ในตลาดจีน ผ่าน 4 มิติการลงทุนที่สร้างคุณค่าร่วม ให้ทั้ง​เศรษฐกิจ นวัตกรรม ผู้คน และชุมชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กลุ่มธุรกิจ </strong><strong>TCP</strong> ร่วมคณะภาครัฐ และภาคเอกชนไทย เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมร่วมงาน <strong>การประชุมสัมมนาการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจจีน (เสฉวน) &#8211; ไทย ประจำปี </strong><strong>2569</strong><strong>​</strong> (Thailand &#8211; China (Sichuan) Investment and Economic Forum) ณ เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน</p>
<p><span id="more-43277"></span></p>
<p>นำโดยนายกรัฐมนตรี และภารกิจขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับจีน โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันตกของจีนซึ่งมี มณฑลเสฉวน เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43340 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/06_TCP-Group-in-Chengdu-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โอกาสเดียวกันนี้  <strong>คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP </strong> ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP ผ่าน​หัวข้อ <strong>&#8216;Growing with China : Why TCP Group Chose Sichuan&#8217;</strong> ในฐานะบริษัทไทยที่ดำเนินธุรกิจและลงทุนในประเทศจีนมาเป็นเวลากว่าสามทศวรรษ พร้อมนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับองค์ประกอบสำคัญของการลงทุนระยะยาว และศักยภาพของมณฑลเสฉวนในฐานะหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับธุรกิจไทยที่ต้องการเติบโตในตลาดจีน</p>
<p><strong>คุณสราวุฒิ</strong> กล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีนไม่ได้เกิดขึ้นจากการค้าและการลงทุนเพียงอย่างเดียว<br />
แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเข้าใจระหว่างผู้คน และความมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ทั้งสองฝ่ายสามารถเติบโตไปด้วยกันได้</p>
<p><em>“ประสบการณ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับทุกบริษัท แต่เป็นหนึ่งในตัวอย่างของสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้</em><br />
<em>เมื่อภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชนทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยมีเป้าหมายไม่ใช่เพียงการลงทุนให้สำเร็จ แต่คือการสร้างการเติบโตที่เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่ายในระยะยาว” </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43339 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/02_TCP-Group-in-Chengdu.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>สร้าง​ธุรกิจ 4.36 พันล้านหยวน และการเติบโตพร้อมประเทศจีน</strong></p>
<p>กลุ่มธุรกิจ TCP ก่อตั้งในประเทศไทยเมื่อ 70 ปีก่อน โดยเติบโตจากผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำของไทยสู่กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าเรดบูลที่วางจำหน่ายในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศจีนถือเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของบริษัทมาโดยตลอด</p>
<p>ความผูกพันระหว่างกลุ่มธุรกิจ TCP กับประเทศจีนเริ่มต้นตั้งแต่ผู้ก่อตั้ง <strong>คุณเฉลียว อยู่วิทยา</strong> นักธุรกิจไทยเชื้อสายจีน ผู้คิดค้นและเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าเรดบูล ซึ่งตั้งโรงงานผลิตเครื่องดื่ม <strong>&#8216;เรดบูล&#8217; หรือ &#8216;หงหนิว&#8217; </strong>แห่งแรกในมณฑลไห่หนาน เมื่อปี พ.ศ. 2536 นับเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจในประเทศจีนที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 33 ปี</p>
<p>ปัจจุบัน <strong>กลุ่มธุรกิจ TCP มีมูลค่าการลงทุนสะสมในประเทศจีนกว่า 4.36 พันล้านหยวน</strong> ครอบคลุมสำนักงานใหญ่ประจำประเทศจีน ณ กรุงปักกิ่ง และฐานการผลิตสมัยใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ เมืองเน่ยเจียง มณฑลเสฉวน และเมืองหนานหนิง<br />
เขตปกครองตนเองกว่างซี ซึ่งเปิดดำเนินการผลิตแล้วทั้งสองแห่ง</p>
<p>การดำเนินธุรกิจทั้งหมดตั้งอยู่บนแนวคิด <strong>&#8216;In China, For China&#8217;</strong> หรือ &#8216;<strong>ในจีน เพื่อจีน&#8217;</strong>  มุ่งสร้างการเติบโตไปพร้อมกับประเทศจีน ผ่านการลงทุน การผลิต การพัฒนานวัตกรรม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวจีนอย่างแท้จริง</p>
<p>แนวคิดนี้ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนที่มณฑลเสฉวน ซึ่งมีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านการผลิต ระบบโลจิสติกส์ บุคลากรที่คุณภาพ และทำเลที่เชื่อมโยงสู่ตลาดสำคัญในภูมิภาคตะวันตกของจีน</p>
<p>คุณสราวุฒิ ระบุว่า ปัจจัยที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับบริษัทมากที่สุดไม่ได้มีเพียงขนาดของตลาดหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือ <strong>เสถียรภาพที่มีรากฐานจากนโยบาย และทัศนคติของผู้คนที่พร้อมทำงานร่วมกับนักลงทุนในฐานะพันธมิตร</strong></p>
<p><em>“เมื่อเราได้พบกับผู้แทนภาครัฐจากมณฑลเสฉวนและเมืองเน่ยเจียง สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับเรา คือคำถามแรกของผู้แทนฯ ที่ไม่ได้ถามว่ากลุ่มธุรกิจ TCP จะลงทุนเป็นจำนวนเท่าไร แต่ถามว่า ‘เราจะช่วยให้กลุ่มธุรกิจ TCP ลงทุนและดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร’ สำหรับผม นี่คือจุดเริ่มต้นของความเป็นพันธมิตรอย่างแท้จริง” </em></p>
<p>ตลอดกระบวนการพัฒนาฐานการผลิตในเมืองเน่ยเจียง ตั้งแต่การอนุมัติโครงการ การก่อสร้าง การเริ่มดำเนินงาน ตลอดจนการขยายกำลังการผลิต กลุ่มธุรกิจ TCP ได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลมณฑลเสฉวน เมืองเน่ยเจียง เขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเน่ยเจียง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความมั่นใจว่าการลงทุนในเสฉวนจะสามารถเติบโตได้ในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43341 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/04_TCP-Group-in-Chengdu-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>การลงทุนที่ดีต้องสร้างมากกว่าโรงงาน</strong></p>
<p>แม้การลงทุนในเสฉวนจะเริ่มต้นจากการสร้างฐานการผลิต<strong> แต่คุณค่าที่แท้จริงของการลงทุนอยู่ที่ความสามารถในการสร้างโอกาสและการเติบโตให้กับระบบเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่</strong></p>
<p>คุณสราวุฒิ มองว่า การลงทุนที่ดีควรสร้างมากกว่าโรงงาน แต่ต้องสร้างโอกาส ขีดความสามารถ และการเติบโตให้แก่ทุกฝ่าย วันนี้กลุ่มธุรกิจ TCP และมณฑลเสฉวนกำลังเติบโตไปด้วยกันในสี่มิติสำคัญ ได้แก่</p>
<p><strong>มิติแรก การเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน</strong> ฐานการผลิตของกลุ่มธุรกิจ TCP ในเมืองเน่ยเจียง หรือ “เมืองแห่งความหวานของจีน” มีส่วนดึงดูดพันธมิตรและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานให้เข้ามาลงทุนและขยายธุรกิจในเสฉวน ช่วยสร้างงาน<br />
เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิด “Sweetness+” ของเมืองเน่ยเจียง</p>
<p><strong>มิติที่สอง การเติบโตด้านนวัตกรรมร่วมกัน</strong> กลุ่มธุรกิจ TCP มองว่านวัตกรรมเริ่มต้นจากความเข้าใจผู้บริโภค โดยได้พัฒนาและปรับสูตรเครื่องดื่มสปอนเซอร์ให้เหมาะกับผู้บริโภคชาวจีน พร้อมใช้ศักยภาพการผลิตในเสฉวนนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>มิติที่สาม การเติบโตของมิตรภาพระหว่างผู้คน</strong> กลุ่มธุรกิจ TCP ส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–จีนผ่านการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม อาหาร และดนตรี เช่น Very Thai Music Festival ซึ่งจัดขึ้นมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 โดยปีที่สอง (2567) จัดขึ้นที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน เพราะความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืนต้องมีมิตรภาพและความเข้าใจระหว่างผู้คนเป็นรากฐาน</p>
<p><strong>มิติที่สี่ การเติบโตไปพร้อมกับชุมชน</strong> กลุ่มธุรกิจ TCP สนับสนุนโครงการเพื่อสังคมในเสฉวนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการ Education for the Future เพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนและชุมชนในพื้นที่</p>
<p><em>“ความสำเร็จของธุรกิจไม่ควรวัดจากผลประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าเราได้สร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่ผู้คน ชุมชน และสังคมมากเพียงใด นี่คือองค์กรที่กลุ่มธุรกิจ TCP มุ่งมั่นจะเป็น”  </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43342 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/03_TCP-Group-in-Chengdu.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>มองเสฉวนผ่านระบบนิเวศ ไม่ใช่เพียงขนาดตลาด</strong></p>
<p>จากประสบการณ์การดำเนินธุรกิจในจีน ทำให้เข้าใจว่า การตัดสินใจเลือกพื้นที่ลงทุนไม่ควรพิจารณาจากต้นทุน ที่ตั้งหรือขนาดตลาดแยกออกจากกัน แต่ควรมองถึงระบบนิเวศโดยรวม ทั้งทิศทางนโยบาย คุณภาพบุคลากร ประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ ความพร้อมของพันธมิตรทางธุรกิจ และความสามารถในการเชื่อมโยงกับผู้บริโภค</p>
<p>สำหรับมณฑลเสฉวน จุดแข็งสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงที่โครงสร้างพื้นฐานหรือทำเลในภูมิภาคตะวันตกของจีน แต่อยู่ที่ความเปิดกว้างของพื้นที่ ความเป็นมืออาชีพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความพร้อมที่จะสร้างความสัมพันธ์กับนักลงทุนในระยะยาว</p>
<p><em> “กลุ่มธุรกิจ TCP เดินทางมายังเสฉวนเพื่อการลงทุน แต่สิ่งที่เราได้รับกลับมามีคุณค่ามากกว่านั้น เราได้ร่วมกันสร้างงาน พัฒนาอุตสาหกรรม ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น สำหรับผม นี่คือความหมายที่แท้จริงของการลงทุนอย่างยั่งยืน”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43343 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/05_TCP-Group-in-Chengdu.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><em>“ผมหวังว่าประสบการณ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP จะเป็นอีกหนึ่งข้อมูลประกอบการตัดสินใจสำหรับบริษัทไทยที่กำลังมองหาโอกาสในประเทศจีน เสฉวนอาจไม่ได้เป็นคำตอบเดียวสำหรับทุกธุรกิจ แต่สำหรับบริษัทที่กำลังมองหาพันธมิตร ระบบนิเวศ และพื้นที่ที่พร้อมเติบโตไปด้วยกัน ผมเชื่อว่าเสฉวนเป็นหนึ่งในโอกาสที่ควรศึกษาอย่างจริงจัง” </em>คุณสราวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/tcp-group-growing-with-china/">&#8216;มากกว่าสร้างโรงงาน แต่สร้างโอกาสและการเติบโตให้ทุกฝ่าย&#8217; กลุ่มธุรกิจ TCP เผยเส้นทาง 33 ปี ในตลาดจีน ผ่าน 4 มิติการลงทุนที่สร้างคุณค่าร่วม ให้ทั้ง​เศรษฐกิจ นวัตกรรม ผู้คน และชุมชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>AIS ผนึกบางกอกแลนด์ ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะทั่วเมืองทองธานี 4,000 ไร่ อัด 5G-ADVANCED และ Smart Connectivity ดันวิถีดิจิทัล–ธุรกิจ สู่พื้นที่เศรษฐกิจอัจฉริยะแห่งอนาคต</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/muang-thong-next-smart-connected-city/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 16:15:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[5G-ADVANCED]]></category>
		<category><![CDATA[AIS]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Land]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Transformation]]></category>
		<category><![CDATA[Hub Connectivity City]]></category>
		<category><![CDATA[Muang Thong NEXT]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Living]]></category>
		<category><![CDATA[The Smart & Connected City]]></category>
		<category><![CDATA[บางกอกแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัธนา ลีลพนัง]]></category>
		<category><![CDATA[พอลล์ กาญจนพาสน์]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองทองธานี]]></category>
		<category><![CDATA[เอไอเอส]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43283</guid>

					<description><![CDATA[<p>AIS ผนึกกำลัง บางกอกแลนด์ ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ นำเครือข่าย 5G, เน็ตบ้าน และโซลูชันเพื่อองค์กร ยกระดับพื้นที่เมืองทองธานีกว่า 4,000 ไร่ ปูพรมสู่เมืองอัจฉริยะต้นแบบของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Muang Thong NEXT: The Smart &#38; Connected City” ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาเมืองทองธานีจากศูนย์กลางการจัดงานและอีเวนต์ระดับประเทศ สู่ Hub Connectivity City ที่เชื่อมโยงทุกระบบนิเวศของเมืองเข้าด้วยกัน ทั้งการใช้ชีวิต การอยู่อาศัย การทำงาน การศึกษา ความบันเทิง ธุรกิจ การจัดงาน การเดินทาง ความปลอดภัย และโอกาสทางเศรษฐกิจแห่งอนาคต ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการนำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะมาเป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในทุกมิติ โดย AIS จะนำศักยภาพด้านเครือข่าย เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาเสริมความพร้อมของเมืองทองธานีอย่างครบวงจร ประกอบด้วย ปูพรมโครงข่ายมือถืออัจฉริยะ 5G ทั่วเมืองทองธานี พร้อมยกระดับสู่ 5G-ADVANCED ด้วยเทคโนโลยีรวมคลื่นความถี่ เพื่อเพิ่มความเร็ว ความแรง ลดความหน่วง และรองรับการใช้งานหนาแน่นทั่วพื้นที่ โดยเฉพาะศูนย์จัดงานและคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้งานพร้อมกันหลักหมื่นคน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/muang-thong-next-smart-connected-city/">AIS ผนึกบางกอกแลนด์ ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะทั่วเมืองทองธานี 4,000 ไร่ อัด 5G-ADVANCED และ Smart Connectivity ดันวิถีดิจิทัล–ธุรกิจ สู่พื้นที่เศรษฐกิจอัจฉริยะแห่งอนาคต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>AIS</strong> ผนึกกำลัง <strong>บางกอกแลนด์</strong> ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ นำเครือข่าย 5G, เน็ตบ้าน และโซลูชันเพื่อองค์กร ยกระดับพื้นที่เมืองทองธานีกว่า 4,000 ไร่ ปูพรมสู่เมืองอัจฉริยะต้นแบบของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด <strong>“Muang Thong NEXT: The Smart &amp; Connected City”</strong></p>
<p><span id="more-43283"></span></p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาเมืองทองธานีจากศูนย์กลางการจัดงานและอีเวนต์ระดับประเทศ สู่ <strong>Hub Connectivity City</strong> ที่เชื่อมโยงทุกระบบนิเวศของเมืองเข้าด้วยกัน ทั้งการใช้ชีวิต การอยู่อาศัย การทำงาน การศึกษา ความบันเทิง ธุรกิจ การจัดงาน การเดินทาง ความปลอดภัย และโอกาสทางเศรษฐกิจแห่งอนาคต ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการนำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะมาเป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในทุกมิติ</p>
<p>โดย AIS จะนำศักยภาพด้านเครือข่าย เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาเสริมความพร้อมของเมืองทองธานีอย่างครบวงจร ประกอบด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43284 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/05-AIS-ผนึกบางกอกแลนด์-ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะทั่วเมืองทองธานี-4000-ไร่.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<ul>
<li><strong>ปูพรมโครงข่ายมือถืออัจฉริยะ </strong><strong>5G </strong><strong>ทั่วเมืองทองธานี</strong> พร้อมยกระดับสู่ 5G-ADVANCED ด้วยเทคโนโลยีรวมคลื่นความถี่ เพื่อเพิ่มความเร็ว ความแรง ลดความหน่วง และรองรับการใช้งานหนาแน่นทั่วพื้นที่ โดยเฉพาะศูนย์จัดงานและคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้งานพร้อมกันหลักหมื่นคน ทั้งการไลฟ์สตรีม, Immersive Experience, Extended Reality, Hologram และการถ่ายทอดสดคุณภาพสูงแบบเรียลไทม์</li>
<li><strong>ยกระดับทุกครัวเรือนสู่</strong><strong> Smart Living </strong><strong>ด้วยเน็ตบ้าน </strong><strong>AIS 3BB Fibre3</strong> และมาตรฐานใหม่ของอินเทอร์เน็ตไร้สาย WiFi 7 ช่วยให้บ้าน คอนโดมิเนียม และชุมชนเชื่อมต่อได้รวดเร็ว เสถียร และพร้อมรองรับบริการอัจฉริยะในอนาคต ตั้งแต่ Smart Home, Work from Home ไปจนถึง Telemedicine และระบบติดตามสุขภาพจากระยะไกล</li>
<li><strong>ทรานส์ฟอร์มธุรกิจรับยุค </strong><strong>AI </strong><strong>ด้วยโซลูชัน</strong> Hyper Connectivity, Sovereign Cloud, Data Center และ AI Solutions เพื่อช่วยให้อาคารสำนักงานและผู้ประกอบการขับเคลื่อน Digital Transformation ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับ Cloud ระดับโลก การวิเคราะห์ข้อมูล และบริการ Managed Service โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ</li>
<li><strong>ยกระดับประสบการณ์คอนเสิร์ตและอีเวนต์ของ </strong><strong>IMPACT</strong> ด้วยเครือข่าย WiFi และระบบเชื่อมต่อที่รองรับผู้ร่วมงานจำนวนมาก ให้การสื่อสาร ธุรกรรม และ Digital Engagement ดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับ Exhibitor และผู้จัดงาน รวมถึงการต่อยอดบริการ 5G VIP Ultra และ Boost Mode บนเครือข่าย 5G SA เพื่อสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่รวดเร็วและเสถียรยิ่งขึ้น สำหรับผู้ร่วมงาน</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43287 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/02-AIS-ผนึกบางกอกแลนด์-ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะทั่วเมืองทองธานี-4000-ไร่.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลดังกล่าวจะต่อยอดสู่การบริหารเมืองอัจฉริยะแห่งอนาคตอย่างครบวงจร ครอบคลุมเทคโนโลยีเพื่อวิถีดิจิทัล ทั้ง AI CCTV, Smart Access, Digital Signage, Smart Meter, IoT, ระบบชำระเงินดิจิทัล, Data Analytics, Digital Library, Virtual Classroom และ Cyber Security พร้อมเชื่อมข้อมูลจากศูนย์ประชุม พื้นที่ธุรกิจ ที่พักอาศัย ค้าปลีก สถานศึกษา หน่วยงานด้านความมั่นคง และพื้นที่สาธารณะเข้าสู่ Smart City Data Platform และ Digital Twin เพื่อให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมของเมืองแบบเรียลไทม์ วางแผนการจราจร พลังงาน การใช้พื้นที่ และความปลอดภัยได้แม่นยำยิ่งขึ้น ตลอดจนสร้างประสบการณ์ดิจิทัลใหม่ให้กับผู้คน ธุรกิจ และชุมชน พร้อมผลักดันเมืองทองธานีสู่ต้นแบบ Smart &amp; Connected City ที่บริหารจัดการได้อย่างชาญฉลาด ปลอดภัย และรองรับการเติบโตในอนาคต พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับทุกคน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43289 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/09-AIS-ผนึกบางกอกแลนด์-ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะทั่วเมืองทองธานี-4000-ไร่.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน)</strong> กล่าวว่า “สำหรับเมืองทองธานี Smart &amp; Connected City ไม่ได้หมายถึงเพียงการนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการเมือง แต่คือการทำให้ทั้งเมืองทำงานได้ฉลาดขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อยกระดับประสบการณ์และคุณภาพชีวิตของทุกคนในพื้นที่ ดิจิทัลและเทคโนโลยีจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้แนวคิด Live–Work–Play–Learn เกิดขึ้นได้จริง โดยเชื่อมโยงการอยู่อาศัย การทำงาน ความบันเทิง และการเรียนรู้ให้ต่อเนื่องกัน ทำให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูล บริการ กิจกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ได้สะดวกและตรงกับความต้องการมากขึ้น ในด้านการศึกษา เทคโนโลยีจะช่วยเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ ขณะที่ภาคธุรกิจสามารถนำดิจิทัลมาต่อยอดบริการ เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ได้มากขึ้น ส่วนการบริหารเมือง เทคโนโลยีอย่าง Smart AI CCTV, Smart Traffic Management System และระบบข้อมูล จะช่วยให้เมืองทองธานีปลอดภัย คล่องตัว และรองรับผู้คนจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือกับ AIS จึงเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันเมืองทองธานีสู่การเป็น Hub Connectivity City ที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิต การทำงาน ความบันเทิง การเรียนรู้ และโอกาสทางธุรกิจไว้ในเมืองเดียวอย่างเป็นรูปธรรม”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43286 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/07-AIS-ผนึกบางกอกแลนด์-ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะทั่วเมืองทองธานี-4000-ไร่.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส</strong> กล่าวว่า “AIS มองว่าความร่วมมือครั้งนี้คือการต่อยอดบทบาทของเราในฐานะ National Intelligent Infrastructure จากผู้ให้บริการเครือข่าย สู่การเป็นส่วนหนึ่งในการวางรากฐานให้เมือง ธุรกิจ และผู้คนเติบโตไปพร้อมกันบนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่พร้อม เชื่อถือได้ และปลอดภัย หัวใจสำคัญของ Muang Thong NEXT คือการทำให้เทคโนโลยีอยู่เบื้องหลังทุกประสบการณ์ของเมืองอย่างเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่การรองรับผู้ชมหลักหมื่นในคอนเสิร์ตและอีเวนต์ การใช้ Cloud และ AI ในภาคธุรกิจ ไปจนถึง Smart Living, Telemedicine, Smart Parking, Virtual Classroom และ Cyber Security เพื่อให้การใช้ชีวิตสะดวกขึ้น การบริหารพื้นที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้าใจผู้ใช้บริการ ออกแบบบริการใหม่ และต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากกว่าเดิม สำหรับ AIS ความสำเร็จของเมืองอัจฉริยะไม่ได้วัดจากจำนวนเทคโนโลยีที่นำมาใช้ แต่ต้องวัดจากประโยชน์ที่ผู้คนสัมผัสได้จริง ตั้งแต่การเดินทาง การใช้ชีวิต การทำงาน ไปจนถึงการเข้าถึงบริการและประสบการณ์ใหม่ ๆ ภายในเมือง บทบาทของ AIS จึงไม่ใช่เพียงการเชื่อมต่อระบบ แต่คือการเชื่อมโยงเครือข่าย ข้อมูล และศักยภาพของทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันเมืองทองธานีสู่การเป็นต้นแบบ Smart &amp; Connected City ที่สร้างคุณค่าให้กับผู้คน ธุรกิจ และเศรษฐกิจเมืองได้อย่างยั่งยืน”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43285 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/06-AIS-ผนึกบางกอกแลนด์-ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะทั่วเมืองทองธานี-4000-ไร่.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>การยกระดับครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการพัฒนาเทคโนโลยี แต่คือความร่วมมือในการออกแบบระบบนิเวศเมืองรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงผู้คน ธุรกิจ การศึกษา การใช้ชีวิต และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ และช่วยเปลี่ยนศักยภาพของพื้นที่เมืองทองธานีกว่า 4,000 ไร่ ให้กลายเป็นประสบการณ์และโอกาสใหม่ที่ผู้คนและภาคธุรกิจสามารถสัมผัสได้จริง พร้อมผลักดันเมืองทองธานีจากศูนย์กลางการจัดงานระดับประเทศ สู่ Hub Connectivity City และพื้นที่เศรษฐกิจอัจฉริยะแห่งอนาคต ที่สร้างคุณค่าให้กับเมือง ชุมชน จังหวัดนนทบุรี และประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/muang-thong-next-smart-connected-city/">AIS ผนึกบางกอกแลนด์ ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะทั่วเมืองทองธานี 4,000 ไร่ อัด 5G-ADVANCED และ Smart Connectivity ดันวิถีดิจิทัล–ธุรกิจ สู่พื้นที่เศรษฐกิจอัจฉริยะแห่งอนาคต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดเหตุผล หลายแบรนด์ใจตรงกัน จัดแคมเปญ &#8216;วิ่งแลก&#8230;&#8217; ทำไมต้อง​ยอมจ่าย​ให้คนออกไปวิ่ง? เมื่อสุขภาพกำลังแทนที่ส่วนลดในเกมการตลาดยุคใหม่   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/ktc-wellness-the-journey-to-well-being/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 10:34:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Campaign]]></category>
		<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[KTC]]></category>
		<category><![CDATA[KTC Wellness]]></category>
		<category><![CDATA[Running]]></category>
		<category><![CDATA[The Journey to Well-being]]></category>
		<category><![CDATA[Wellness Economy]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[การวิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[วิ่งแลก...]]></category>
		<category><![CDATA[เคทีซี]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[แคมเปญ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43249</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบัน​ &#8216;การวิ่ง&#8217; ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น &#8216;สกุลเงิน&#8217; รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค ทั้งนี้ เราเริ่มเห็นแคมเปญการตลาดที่เชื่อมโยงกับการวิ่ง​เกิดขึ้นมากมายในตลาด  ไม่ว่าจะป็น วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง แต่กลับใจตรงกันเลือกใช้วิธีเดียวกันในการจัดแคมเปญ คือ ​&#8217;การวิ่ง&#8217; มาเป็นเงื่อนไข​​ในการมอบรางวัลให้ผู้บริโภค คำตอบอาจไม่ใช่เพราะคนไทยกำลังฮิตวิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะ &#8216;สุขภาพ&#8217; กำลังกลายเป็นสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่มีคุณค่าต่อทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของการเปลี่ยนเกมการตลาดในยุคที่ผู้คนไม่ได้ต้องการเพียงโปรโมชั่น แต่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เมื่อแบรนด์ไม่เพียงแค่อยากให้​ซื้อ แต่อยากให้มีสุขภาพดีด้วย ในอดีตการตลาดส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดง่ายๆ ยิ่งใช้ ยิ่งได้  ยิ่งรูดบัตรมาก ยิ่งได้คะแนน ยิ่งซื้อเยอะ  ยิ่งได้ส่วนลด ยิ่งใช้บริการ ยิ่งได้รับสิทธิพิเศษ แต่วันนี้หลายแบรนด์เริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าลูกค้าเลือกดูแลสุขภาพตัวเอง เราจะตอบแทนพฤติกรรมนั้นได้อย่างไร แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนจากการให้รางวัล จากยอดใช้จ่ายไปสู่การให้รางวัลจากพฤติกรรม ไม่ใช่เพราะคุณซื้อของมากขึ้น แต่เพราะคุณเดินมากขึ้น วิ่งมากขึ้น หรือใช้ชีวิตอย่างใส่ใจสุขภาพมากขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/ktc-wellness-the-journey-to-well-being/">เปิดเหตุผล หลายแบรนด์ใจตรงกัน จัดแคมเปญ &#8216;วิ่งแลก&#8230;&#8217; ทำไมต้อง​ยอมจ่าย​ให้คนออกไปวิ่ง? เมื่อสุขภาพกำลังแทนที่ส่วนลดในเกมการตลาดยุคใหม่   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบัน​ &#8216;การวิ่ง&#8217; ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น &#8216;สกุลเงิน&#8217; รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค</p>
<p><span id="more-43249"></span></p>
<p>ทั้งนี้ เราเริ่มเห็นแคมเปญการตลาดที่เชื่อมโยงกับการวิ่ง​เกิดขึ้นมากมายในตลาด  ไม่ว่าจะป็น วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ</p>
<p>คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง แต่กลับใจตรงกันเลือกใช้วิธีเดียวกันในการจัดแคมเปญ คือ ​&#8217;การวิ่ง&#8217; มาเป็นเงื่อนไข​​ในการมอบรางวัลให้ผู้บริโภค</p>
<p>คำตอบอาจไม่ใช่เพราะคนไทยกำลังฮิตวิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะ<strong> &#8216;สุขภาพ&#8217; กำลังกลายเป็นสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่มีคุณค่าต่อทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ</strong> ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของการเปลี่ยนเกมการตลาดในยุคที่ผู้คนไม่ได้ต้องการเพียงโปรโมชั่น แต่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43253 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/วิ่งแลก1.jpeg" alt="" width="1200" height="875" /></p>
<p><strong>เมื่อแบรนด์ไม่เพียงแค่อยากให้​ซื้อ แต่อยากให้มีสุขภาพดีด้วย</strong></p>
<p>ในอดีตการตลาดส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดง่ายๆ ยิ่งใช้ ยิ่งได้  ยิ่งรูดบัตรมาก ยิ่งได้คะแนน ยิ่งซื้อเยอะ  ยิ่งได้ส่วนลด ยิ่งใช้บริการ ยิ่งได้รับสิทธิพิเศษ แต่วันนี้หลายแบรนด์เริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าลูกค้าเลือกดูแลสุขภาพตัวเอง เราจะตอบแทนพฤติกรรมนั้นได้อย่างไร</p>
<p><em><strong>แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนจากการให้รางวัล จากยอดใช้จ่ายไปสู่การให้รางวัลจากพฤติกรรม ไม่ใช่เพราะคุณซื้อของมากขึ้น แต่เพราะคุณเดินมากขึ้น วิ่งมากขึ้น หรือใช้ชีวิตอย่างใส่ใจสุขภาพมากขึ้น</strong> </em></p>
<p>การวิ่งจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือที่แบรนด์ใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระยะยาว</p>
<p>หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่า &#8216;นักวิ่ง&#8217; ไม่ได้เป็นเพียงคนที่ชอบออกกำลังกาย แต่เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าที่หลายคนคิด การเริ่มวิ่งหนึ่งครั้ง มักนำไปสู่การใช้จ่ายอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าวิ่ง เสื้อผ้ากีฬา สมาร์ทวอช  อาหารเสริม ฟิตเนส โปรแกรมฝึกซ้อม หรือบริการด้านสุขภาพต่างๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43254 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/วิ่งแลก3-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ เมื่อเข้าสู่วงการวิ่งอย่างจริงจัง หลายคนยังเดินทางไปแข่งขันในจังหวัดต่างๆ เข้าพักโรงแรม ใช้บริการร้านอาหาร คาเฟ่ หรือแหล่งท่องเที่ยวรอบสนามแข่งขันอีกด้วย</p>
<p>กล่าวอีกนัยหนึ่ง<strong> การวิ่งหนึ่งกิโลเมตร อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าที่เห็นบนเส้นทางวิ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายแบรนด์ยินดีเปลี่ยน &#8216;ทุกกิโลเมตร&#8217; ให้เป็นรางวัล</strong> เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมาไม่ใช่แค่ยอดขายระยะสั้น แต่เป็นลูกค้าที่มีแนวโน้มกลับมาใช้บริการซ้ำ และมีความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว</p>
<p><strong>จากกระแสสุขภาพ สู่เศรษฐกิจสุขภาพ</strong></p>
<p>อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ ผู้บริโภคยุคใหม่มองเรื่องสุขภาพแตกต่างจากอดีต สุขภาพไม่ใช่เรื่องของการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่เป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว คนพร้อมจ่ายเพื่อฟิตเนสมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่ออาหารสุขภาพมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่อการตรวจสุขภาพและการป้องกันโรคมากขึ้น</p>
<p>ทำให้  <strong>Wellness Economy </strong>หรือเศรษฐกิจสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก <em><strong>เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ธุรกิจก็ต้องปรับตัวตาม จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยราคาและโปรโมชั่น มาแข่งขันกันด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ดีของลูกค้า</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43250 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/วิ่งแลก4-re.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ในมุมของ &#8216;<strong>เคทีซี&#8217;</strong> หรือ <strong>บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)</strong> การเติบโตของแคมเปญ<strong> &#8216;วิ่งแลก&#8230;&#8217;</strong> สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การดูแลสุขภาพกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีพบว่า หมวดกีฬาและการออกกำลังกายมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีเป้าหมายชัดเจนอย่างการวิ่งมาราธอน เทรลรันนิ่ง และกิจกรรมออกกำลังกายในรูปแบบคอมมูนิตี้</p>
<p>เคทีซีจึงพัฒนา<a href="https://www.ktc.co.th/refined-wellness" target="_blank" rel="noopener">สิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างครบวงจร</a> ภายใต้แนวคิด <strong>KTC Wellness: The Journey to Well-being</strong> ครอบคลุมตั้งแต่ฟิตเนส สตูดิโอออกกำลังกาย อุปกรณ์กีฬา โรงพยาบาล ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงกิจกรรมกีฬาและการเดินทาง เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องในทุกมิติของชีวิต สุดท้ายแล้ว สิ่งที่หลายแบรนด์กำลังแข่งขันกันในวันนี้ อาจไม่ใช่ใครให้ส่วนลดมากที่สุด หรือใครแจกของรางวัลแพงที่สุด แต่อาจเป็นการแข่งขันว่า ใครสามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนลุกขึ้นมาดูแลตัวเองได้มากที่สุด</p>
<p>เพราะเมื่อสุขภาพกลายเป็นรางวัล<strong> ทุกก้าวที่เดินและทุกกิโลเมตรที่วิ่ง ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับผู้วิ่งเพียงคนเดียว แต่ยังสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม</strong> ในวันที่การตลาดไม่ใช่แค่เรื่องการขายของอีกต่อไป แบรนด์ที่เข้าใจวิธีเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดี ให้กลายเป็นแรงจูงใจที่ยั่งยืน อาจเป็นผู้ชนะตัวจริงของเกมธุรกิจยุคใหม่</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/ktc-wellness-the-journey-to-well-being/">เปิดเหตุผล หลายแบรนด์ใจตรงกัน จัดแคมเปญ &#8216;วิ่งแลก&#8230;&#8217; ทำไมต้อง​ยอมจ่าย​ให้คนออกไปวิ่ง? เมื่อสุขภาพกำลังแทนที่ส่วนลดในเกมการตลาดยุคใหม่   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GULF ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ม.มหิดล ชูความเชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาด หนุนภาควิจัยสร้าง ‘Nature-based Innovation Lab’ พร้อมเสริมศักยภาพเด็กกลุ่มเปราะบาง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/gulf-install-solar-systems-mahidol-university/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 11:12:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Bio Economy]]></category>
		<category><![CDATA[GULF]]></category>
		<category><![CDATA[GULF x Mahidol]]></category>
		<category><![CDATA[GULF1]]></category>
		<category><![CDATA[Mahidol University]]></category>
		<category><![CDATA[MU]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Innovation Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Renerable]]></category>
		<category><![CDATA[solar cell]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Rooftop]]></category>
		<category><![CDATA[กัลฟ์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท กัลฟ์1 จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ณัฏฐนียา โตรักษา]]></category>
		<category><![CDATA[อำนวยพร ประกอบนพเก้า]]></category>
		<category><![CDATA[อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43227</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เดินหน้าพันธกิจด้านความยั่งยืน จับมือ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล สนับสนุนการปรับปรุงหลังคา และติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) มูลค่า 3.6 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในพื้นที่อุทยานฯ มุ่งยกระดับงานวิจัยด้านสมุนไพรไทยสู่ระดับอุตสาหกรรม และสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับกลุ่มเด็กที่มีความเปราะบางและประชาชนทั่วไป คุณอำนวยพร ประกอบนพเก้า กรรมการผู้จัดการ บริษัท กัลฟ์1 จำกัด (ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัย) และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  GULF มุ่งมั่น​นำความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์มาสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน โดยติดตั้งระบบ Solar Rooftop ณ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ &#8220;ความร่วมมือ​ครั้งนี้ เพื่อ​สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในภาคการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับพืชสมุนไพร พืชหายาก รวมถึงเพิ่มโอกาสทางการเรียนรู้ให้กลุ่มเด็กที่มีความเปราะบาง ผ่านกิจกรรมห้องเรียนธรรมชาติบำบัด เยียวยา และส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย  พร้อมทั้ง​สานต่อเจตนารมณ์ของ GULF ในการสนับสนุนและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ เพื่อเชื่อมต่อพลังงานสะอาดเข้ากับเครือข่ายทางสังคม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/gulf-install-solar-systems-mahidol-university/">GULF ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ม.มหิดล ชูความเชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาด หนุนภาควิจัยสร้าง ‘Nature-based Innovation Lab’ พร้อมเสริมศักยภาพเด็กกลุ่มเปราะบาง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) </strong>หรือ <strong>GULF </strong>เดินหน้าพันธกิจด้านความยั่งยืน จับมือ <strong>อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> สนับสนุนการปรับปรุงหลังคา และติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) มูลค่า 3.6 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในพื้นที่อุทยานฯ มุ่งยกระดับงานวิจัยด้านสมุนไพรไทยสู่ระดับอุตสาหกรรม และสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับกลุ่มเด็กที่มีความเปราะบางและประชาชนทั่วไป</p>
<p><span id="more-43227"></span></p>
<p><strong>คุณอำนวยพร ประกอบนพเก้า </strong>กรรมการผู้จัดการ บริษัท กัลฟ์1 จำกัด (ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัย) และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  GULF มุ่งมั่น​นำความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์มาสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน โดยติดตั้งระบบ Solar Rooftop ณ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43229 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/นางสาวอำนวยพร-ประกอบนพเก้า-กรรมการผู้จัดก.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><em>&#8220;ความร่วมมือ​ครั้งนี้ เพื่อ​สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในภาคการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับพืชสมุนไพร พืชหายาก รวมถึงเพิ่มโอกาสทางการเรียนรู้ให้กลุ่มเด็กที่มีความเปราะบาง ผ่านกิจกรรมห้องเรียนธรรมชาติบำบัด เยียวยา และส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย  พร้อมทั้ง​สานต่อเจตนารมณ์ของ GULF ในการสนับสนุนและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ เพื่อเชื่อมต่อพลังงานสะอาดเข้ากับเครือข่ายทางสังคม โดยเฉพาะชุมชนในพื้นที่ห่างไกล หรือชุมชนที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนแหล่งเรียนรู้และสถาบันการศึกษา ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นศูนย์กลางถ่ายทอดความรู้และทักษะต่างๆ  ผลิตกำลังแรงงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43238 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GULF-X-Sireepark-Mahidol_05-re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>สำหรับระบบ Solar Rooftop ที่ GULF เข้าไปดำเนินการติดตั้ง จะครอบคลุมพื้นที่อาคารหลัก 2 แห่ง ได้แก่ อาคารวิจัยและพิพิธภัณฑ์พืช และอาคารสัมมนา โดยเริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าตั้งแต่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ประมาณ 69 ตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่กว่า 3,153 ต้นต่อปี และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้อุทยานสิรีรุกขชาติได้กว่า 5.5 แสนบาทต่อปี</p>
<p><em>&#8220;GULF ​​หวังว่าระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่​เข้ามาติดตั้งในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภารกิจด้านงานวิจัย และส่งต่อพลังงานดีๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านธรรมชาติวิทยาของเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปที่เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่แห่งนี้ต่อไป&#8221; </em>คุณอำนวยพร กล่าวเพิ่มเติม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43232 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GULF-X-Sireepark-Mahidol_12-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้าน <strong>รศ.ดร.ณัฏฐนียา โตรักษา</strong> ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า​ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 140 ไร่ เป็นแหล่งรวบรวมพืชสมุนไพรที่มีคุณค่าและหายากมากที่สุดในประเทศไทยกว่า 1,000 ชนิด มีพันธกิจสำคัญในการเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพพืชสมุนไพรและการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศธรรมชาติอย่างครบวงจร เพื่อยกระดับสุขภาวะของมนุษย์และส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy) ผ่านการบูรณาการข้ามศาสตร์และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งด้านการวิจัยการศึกษา และบริการวิชาการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43230 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/รศ.ดร.ณัฏฐนียา-โตรักษา-ผู้อำนวยการโครงการจ.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><em>“การเข้ามาติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ของ GULF ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาอุทยานฯ สู่การเป็น <strong>‘Nature-based Innovation Lab’</strong> ที่ดึงดูดนักวิจัยและพันธมิตรจากหลากหลายสาขาให้เข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในการทดลองและพัฒนานวัตกรรม โดยเฉพาะในส่วนของอาคารวิจัยและพิพิธภัณฑ์พืช ซึ่งเป็น One Stop Service สำหรับการวิจัยสมุนไพร ตั้งแต่การระบุชนิดพืช ตรวจสอบพันธุกรรม ไปจนถึงการผลิตสายพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคเพื่อส่งต่อสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยพลังงานสะอาดเข้ามาช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและสร้างภาพลักษณ์องค์กรสีเขียวที่สอดรับกับทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43231 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GULF-X-Sireepark-Mahidol_06-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากมิติด้านนวัตกรรมแล้ว การสนับสนุนของ GULF ในครั้งนี้ยังส่งผลกระทบเชิงบวกต่อมิติด้านสังคม เนื่องจาก​อาคารสัมมนา ยังเป็นที่ตั้งของ <strong>‘</strong><strong>ห้องเรียนศูนย์สมานใจ</strong><strong>’</strong> หรือ <strong>‘</strong><strong>โครงการศูนย์สมานใจปฐมวัยสาธิต สู่การพัฒนาระบบคุ้มครองเด็กท้องถิ่น (</strong><strong>Center for Early Childhood Trauma and Resilience)’</strong> เพื่อพัฒนาการกลุ่มเด็กที่มีความเปราะบางทางสังคมด้วยระบบ Inclusive Care</p>
<p>ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มูลนิธิรามาธิบดี กรมกิจการเด็กและเยาวชน บ้านพักเด็กและครอบครัวกรุงเทพมหานคร อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ โดยเป็นห้องเรียนธรรมชาติบำบัดที่ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูเด็กที่มีภาวะความเครียดเป็นพิษ (Toxic Stress) หรือมีบาดแผลทางใจ ให้สามารถเรียนรู้และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีสุขภาวะที่ดี ปัจจุบันมีเด็กและบุคลากรใช้ประโยชน์จากอาคารสัมมนาแห่งนี้ประมาณ 120 – 150 คน หรือ 3,000 คนต่อเดือน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43233 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GULF-X-Sireepark-Mahidol_08-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><em>“ที่สำคัญการสนับสนุนของ GULF ยังช่วยให้อุทยานฯ สามารถขยายโอกาสในการเข้าถึงพื้นที่ให้แก่สาธารณชนได้มากขึ้น โดยสามารถเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติและพฤกษศาสตร์ได้ฟรี 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเช้า เวลา 06.00 – 08.29 น. และช่วงเย็น เวลา 16.31 – 18.00 น. จากเดิมที่ต้องเสียค่าเข้าชมตลอดทั้งวัน โดยในปีที่ผ่านมามีผู้เข้าใช้บริการกว่า 100,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”</em> รศ.ดร.ณัฏฐนียา กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><strong><em>ความร่วมมือระหว่าง </em></strong><strong><em>GULF </em></strong><strong><em>และมหาวิทยาลัยมหิดลในครั้งนี้ ถือเป็นการบูรณาการความรู้ความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ และองค์ความรู้ด้านวิชาการ เพื่อสร้างต้นแบบสถาบันการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ซึ่งให้ผลลัพธ์ครอบคลุมทั้งด้านการดูแลและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การส่งเสริมงานวิจัยระดับชาติ และการพัฒนาศักยภาพแก่เด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้สังคมไทยต่อไป</em></strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43234 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GULF-X-Sireepark-Mahidol_02.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/gulf-install-solar-systems-mahidol-university/">GULF ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ม.มหิดล ชูความเชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาด หนุนภาควิจัยสร้าง ‘Nature-based Innovation Lab’ พร้อมเสริมศักยภาพเด็กกลุ่มเปราะบาง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
