อุณภูมิที่สูงขึ้นกลายเป็นความท้าทายไปทั่วโลก ข้อมูลจาก European Union’s weather agency, the Copernicus Climate Change Service ได้มีการบันทึกสถิติระหว่างปี 2023 – 2025 พบว่า เป็น 3 ปีที่อุณภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.5 องศาเซลเซียส ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่รุนแรงขึ้นของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ อีกทั้ง มีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในปี 2026 จะยังคงสูงกว่าปกติทั่วโลก
‘ประเทศญี่ปุ่น’ เป็นหนึ่งประเทศที่กำลังเผชิญสภาพอากาศที่ร้อนจัดเป็นประวัติศาสตร์ มีอุณหภูมิที่ขยับสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันหลายวัน ขณะเดียวกันยังมีความตึงเครียดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตการจัดหาพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเครื่องปรับอากาศและมาตรการชะลอความร้อนอื่นๆ
ปรากฏการณ์ความร้อนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในญี่ปุ่น ส่งผลให้กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศญี่ปุ่น (JMA) ได้มีการบัญญัติศัพท์ใหม่อย่าง Kokushobi (โคคุโชบิ) ซึ่งแปลได้ว่า ร้อนอย่างทารุณ หรือ ร้อนอย่างรุนแรง สำหรับการเรียกวันที่มีอากาศร้อนจัดจากอุณหภูมิที่สูงเกินกว่า 40 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับจากปี 2007 ที่เคยบัญญัติศัพท์เกี่ยวกับสภาพอากาศร้อนอย่างคำว่า Moshobi (โมโชบิ) สำหรับใช้เรียกวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสมาแล้วก่อนหน้านี้

อุณหภูมิญี่ปุ่นพุ่งสูง เผชิญภาวะ Kokushobi มากสุดรอบ 16 ปี
ล่าสุด NHK World Japan ระบุข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น เมื่อ 23 ก.ค. 2026 ถึงสถานการณ์ที่อุณหภูมิสูงขึ้นมากกว่า 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันนานถึง 5 วัน ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่มีการรวบรวมข้อมูลที่สามารถนำมาเทียบเคียงได้ตั้งแต่ปี 2010 หรือในรอบ 16 ปีที่ผ่านมา
พร้อมทั้งการออกประกาศเตือนภาวะฮีทสโตรกใน 37 จังหวัด จากทั้งหมด 47 จังหวัดของญี่ปุ่น และจำนวนผู้ป่วยกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยหน่วยดับเพลิงโตเกียวระบุว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม มีการนำตัวประชาชน 453 คนส่งโรงพยาบาลด้วยอาการที่สงสัยว่าเป็นฮีตสโตรก นับเป็นจำนวนสูงสุดในรอบ 16 ปีเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีการขอให้ประชาชนใช้เครื่องปรับอากาศ ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอและรับประทานเกลือแร่ให้บ่อยครั้ง รวมถึงหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันอาการฮีทสโตรก รวมทั้งการแจ้งเตือนให้ระมัดระวัง ภัยจากดินถล่ม น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ แม่น้ำเอ่อล้นตลิ่ง ฟ้าผ่า และลมกระโชกแรงฉับพลัน ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดความตระหนักและเฝ้าระวังผลกระทบจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในญี่ปุ่น ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นตามความร้อนแรงของสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพ จากการเผชิญภาะวอากาศร้อนจัดในช่วงนี้ รวมทั้งผลกระทบระยะยาว เช่น ความสามารถในการผลิตที่ลดลง ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องเร่งดำเนินการป้องกันในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชนท้องถิ่น

4 วิธีรับมือสภาพ ‘อากาศร้อนจัด’ ในประเทศญี่ปุ่น
World Economic Forum เผยแพร่แนวทางการรับมือต่อสภาพอากาศที่ร้อนจัดของญี่ปุ่น โดยดำเนินงานผ่าน 4 มาตรการสำคัญ ประกอบไปด้วย
1. มาตรการด้านพลังงาน รองรับการใช้งานเครื่องปรับอากาศ
ฤดูร้อนของญี่ปุ่นมีลักษณะเด่นคืออุณหภูมิสูงและความชื้นสูง ทำให้เหงื่อระเหยได้ยาก ส่งผลให้เสี่ยงต่อภาวะเป็นโรคลมแดด (Heatstroke) ดังนั้น การใช้เครื่องปรับอากาศจึงไม่ใช่แค่เพื่อความสะดวกสบาย แต่ยังช่วยปกป้องชีวิตได้อีกด้วย
ในเดือนพฤษภาคม ปี 2026 ที่ผ่านมา กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ได้จัดหาแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอสำหรับความต้องการสูงสุดในช่วงฤดูร้อน และได้ชะลอประกาศขอความร่วมมือประหยัดไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อนเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน
แม้ว่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับการจัดหาเชื้อเพลิงที่นำไปสู่ความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ กระทรวงฯ ได้ระบุว่า การพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันของญี่ปุ่นยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างจำกัด ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และแหล่งพลังงานอื่นๆ จะช่วยตอบสนองความต้องการในช่วงฤดูร้อนปีนี้ได้ รัฐบาลยังได้มีการส่งเสริมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานเพื่อกระตุ้นให้มีการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
ในกรุงโตเกียว รัฐบาลท้องถิ่นประกาศยกเว้นค่าน้ำประปาเป็นเวลา 4 เดือน ราว 8 ล้านครัวเรือน มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายรายเดือนของครัวเรือนได้ประมาณ 5,000 เยน เนื่องจากพบผู้ป่วยโรคลมแดดจำนวนมากเกิดขึ้นภายในบ้าน นโยบายนี้จึงมุ่งเป้าไปที่การบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคและส่งเสริมให้ประชาชนใช้เครื่องปรับอากาศได้อย่างไม่ลังเล แม้ว่าค่าครองชีพจะสูงขึ้นก็ตาม
2. ส่งเสริมการปรับตัวในสภาพอากาศร้อน
ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับอากาศร้อนอย่างฉับพลันได้ทันที และการปรับตัวต่ออากาศร้อนที่ไม่เพียงพอจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะโรคลมแดดได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงส่งเสริม ‘การปรับตัวให้เข้ากับอากาศร้อน’ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศร้อนก่อนที่จะมาถึง
ด้วยเหตุนี้ การเริ่มส่งเสริมการออกกำลังกายเบาๆ การอาบน้ำอุ่น และกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเหงื่อของร่างกายจึงได้รับความสนใจมากขึ้น ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่น ภาคเอกชน และสื่อต่างๆ ได้ร่วมเผยแพร่สื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการปรับตัวให้เข้ากับอากาศร้อนและความสำคัญของวิธีการเหล่านั้น ช่วยสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการสร้างความแข็งแกร่งเพื่อรับมือกับอากาศร้อนก่อนถึงช่วงฤดูร้อน

3. ภาคธุรกิจแนวใหม่ หนุนการป้องกันโรคลมแดด
มาตรการป้องกันโรคลมแดดถูกบังคับใช้ในสถานที่ทำงานของญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2025 ส่งผลให้การเสียชีวิตในสถานที่ทำงานเนื่องจากโรคลมแดดลดลงครึ่งหนึ่งในปี 2025 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจ ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคลมแดดกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น บริษัทอาหารและเครื่องดื่ม ซันโทรี (Suntory) ของประเทศญี่ปุ่น ได้ผสานการบริการด้านการป้องกันโรคลมแดดเข้ากับเครื่องดื่มเกลือแร่ที่ให้ความสดชื่น และสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มได้ง่ายขึ้นผ่านเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติ รวมถึงการให้ความรู้และการสัมมนาด้านความปลอดภัยแก่พนักงาน เพื่อสนับสนุนพนักงานที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงอีกด้วย
ทางด้านบริษัทไดกิ้น (Daikin) ได้ร่วมมือกับ Future Design Shibuya และมหาวิทยาลัยโอซากา เปิดตัวโครงการ Shibuya Green Shift Project ซึ่งเป็นโครงการทดลองเกี่ยวกับจุดระบายความร้อน การจัดการอาคารประหยัดพลังงาน และแผนผังแสดงความเสี่ยงจากโรคลมแดด รวมถึงโครงการใหม่อื่นๆ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่นเช่นนี้ กำลังช่วยสร้างสังคมที่ปรับตัวเข้ากับอากาศร้อนได้ดียิ่งขึ้น
4. สร้างความยืดหยุ่น ในยุคที่อากาศร้อนรุนแรง
เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น การปกป้องผู้คนจากอากาศร้อนจัดจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาชีวิตและดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ความเป็นอยู่ของผู้คนและชุมชน ดังนั้น การทำงานแบบบูรณาการจากหลายภาคส่วนของญี่ปุ่น นับเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านการปรับตัวของสังคมให้เข้ากับอากาศร้อนที่นับวันยิ่งอันตรายมากขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ
เนื่องจากอุณหภูมิยังคงสูงขึ้นทั่วโลก ความพยายามเหล่านี้จึงเป็นบทเรียนที่น่าสนใจ สำหรับประเทศอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับความร้อนที่มากขึ้นในอนาคต
ที่มา : NHK World Japan, World Economic Forum






