<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การเติบโต &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%95/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 18 May 2024 13:54:07 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.11</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>การเติบโต &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>BRANDi and Companies แชร์ 3 แนวทางร่วมขับเคลื่อนวาระแห่งโลก ​บทสรุปจากงาน The World Economic Forum Special Meeting on Global Collaboration</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/05/brandi-the-world-economic-forum-special-meeting/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 18 May 2024 12:23:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[BRANDi]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Triangle]]></category>
		<category><![CDATA[Geometric fragmentation]]></category>
		<category><![CDATA[Global Agenda]]></category>
		<category><![CDATA[Global Collaboration]]></category>
		<category><![CDATA[PPPs)]]></category>
		<category><![CDATA[Public-Private Partnerships]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainomy]]></category>
		<category><![CDATA[WEF]]></category>
		<category><![CDATA[World Economic Forum]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[การเติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[ความมั่นคงด้านพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ความร่วมมือ]]></category>
		<category><![CDATA[ปิยะชาติ อิศรภักดี]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[วาระโลก]]></category>
		<category><![CDATA[อาร์ม ปิยะชาติ อิศรภักดี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=25929</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณอาร์ม &#8211; ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด นักธุรกิจไทยหนึ่งเดียวในสภาที่ปรึกษาอนาคตแห่ง World Economic Forum ร่วมแชร์บทสรุปจากงาน The World Economic Forum Special Meeting on Global Collaboration, Growth and Energy for Development ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อ 28-29 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา คุณอาร์ม &#8211; ปิยะชาติ แชร์ประสบการณ์จากเวทีความร่วมมือระดับโลกครั้งนี้ว่า ในวันที่ 28-29 เมษายนที่ผ่านมา ผมได้เข้าร่วมการประชุมพิเศษของ World Economic Forum (WEF) ว่าด้วย ความร่วมมือระดับโลก การเติบโต และ พลังงานเพื่อการพัฒนา (Special Meeting [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/05/brandi-the-world-economic-forum-special-meeting/">BRANDi and Companies แชร์ 3 แนวทางร่วมขับเคลื่อนวาระแห่งโลก ​บทสรุปจากงาน The World Economic Forum Special Meeting on Global Collaboration</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คุณอาร์ม &#8211; ปิยะชาติ อิศรภักดี</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด นักธุรกิจไทยหนึ่งเดียวในสภาที่ปรึกษาอนาคตแห่ง World Economic Forum ร่วมแชร์บทสรุปจากงาน <strong>The World Economic Forum Special Meeting on Global Collaboration, Growth and Energy for Development ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย </strong>เมื่อ 28-29 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา</p>
<p><span id="more-25929"></span></p>
<p><strong>คุณอาร์ม &#8211; ปิยะชาติ</strong> แชร์ประสบการณ์จากเวทีความร่วมมือระดับโลกครั้งนี้ว่า ในวันที่ 28-29 เมษายนที่ผ่านมา ผมได้เข้าร่วมการประชุมพิเศษของ <strong>World Economic Forum (WEF)</strong> ว่าด้วย ความร่วมมือระดับโลก การเติบโต และ พลังงานเพื่อการพัฒนา (<strong>Special Meeting on Global Collaboration, Growth and Energy for Development</strong>) ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ในฐานะสมาชิกของ <strong>Global Future Council on the Future of Energy Transition</strong> ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่จัดตั้งขึ้นเพื่อนิยามประเด็นปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับการปรับแนวทางในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ที่สร้างความสมดุลระหว่างความมั่นคงด้านพลังงาน การเข้าถึงพลังงาน และความยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน</p>
<p><em><strong>&#8220;​พลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีวิต ดังนั้น หากจะสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือการเติบโตไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม พลังงานย่อมเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ และเพื่อให้การเติบโตนั้นเป็นการเติบโตอย่างยั่งยืน การร่วมมือกันจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง และ ณ ปัจจุบันนี้ </strong><strong><em>คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงแค่จะเกิดการร่วมมือกันเรื่องอะไรแล้ว แต่เป็น &#8220;จะร่วมมือกันอย่างไร&#8221;</em> ผมคิดว่านี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ผมสรุปได้จากงานนี้ และอยากจะแบ่งปันความรู้ความเข้าใจอื่น ๆ ที่ผมคิดว่ามีความสำคัญต่อผู้นำธุรกิจทุกคนในทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ &#8220;</strong></em></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25937 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/K-ARM-1.jpg" alt="" width="542" height="542" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เสาหลักแรกของการประชุม<strong> &#8220;การฟื้นฟูความร่วมมือระดับโลก</strong><strong>”</strong> แม้ว่าสาระสำคัญของเรื่องนี้ดูเหมือนเป็นการทำให้ความร่วมมือนั้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา แต่ความร่วมมือในฐานะแนวคิดก็เป็นเพียงแนวคิดที่ถูกพูดถึงเป็นประจำ ดังนั้นสิ่งที่ <strong>&#8220;การฟื้นฟูความร่วมมือระดับโลก&#8221;</strong> ต้องมุ่งเน้นจึงเป็นเรื่องความร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่างรัฐกับรัฐ และรัฐกับภาคเอกชนมากกว่า</p>
<p>เนื่องจากความขัดแย้งทั้งในเรื่องของความแห้งแล้งในแอฟริกาที่เลวร้ายที่สุดในรอบทศวรรษ และความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้นระหว่างประเทศเหนือ-ใต้ (ประเทศร่ำรวยกับประเทศกำลังพัฒนา) จึงมีการพูดคุยเกี่ยวกับการสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศขึ้นใหม่ รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (<strong>Public-Private Partnerships -PPPs)</strong> เพื่อรับมือกับปัญหา และสร้างกรอบการทำงานร่วมกัน</p>
<p>คณะผู้พิจารณาต่างๆ ภายใต้เสาหลักนี้กล่าวว่า <em><strong>การริเริ่มการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับภัยพิบัติทางธรรมชาติข้ามพรมแดนและโครงการวิจัยร่วมเกี่ยวกับการผลิตอาหารที่ยั่งยืน อาจเป็นกุญแจสำคัญในการก้าวไปข้างหน้า โดยข้อสรุปของเนื้อหาเสาหลักนี้คือ นับจากนี้ความร่วมมือไม่ใช่เป็นเพียงแค่สิ่งที่ควรจะทำ แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ</strong></em> ดังนั้น ผู้นำธุรกิจควรเตรียมความพร้อมในการระบุความเชี่ยวชาญของของตนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลหรือการพัฒนาระหว่างประเทศ และแสวงหาโอกาสในการสร้างความร่วมมือในด้านนั้น ๆ</p>
<p>เสาหลักที่สอง <strong>&#8220;ข้อตกลงเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง&#8221;</strong> ซึ่งรับรองว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ มีการเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดการกับ &#8220;<strong>Geometric fragmentation</strong>” ซึ่งเป็นคำที่ World Economic Forum บัญญัติขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก (ความเสี่ยงในตลาดหุ้น ห่วงโซ่อุปทาน มูลค่าเงิน ฯลฯ) ซึ่งสูงถึง 69% ดังนั้น <strong>เราควรให้ความสนใจกับการทำงานร่วมกันระหว่างผู้กำหนดนโยบายระดับชาติและบริษัทต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการเติบโตแบบครอบคลุมเพื่อต่อสู้กับความเสี่ยงดังกล่าว</strong></p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญได้หารือเกี่ยวกับการลงทุนในการฝึกอบรมเพื่อเตรียมพร้อมเยาวชนที่กำลังเข้าสู่วัยทำงานสำหรับอนาคตที่เป็นยุคดิจิทัล และความจำเป็นของโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคมเพื่อปกป้องประชากรกลุ่มเปราะบางในช่วงเปลี่ยนผ่าน เช่น แผนการบรรเทาทุกข์สำหรับประชากรที่ได้รับผลกระทบ ใบรับรองทักษะที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ และความร่วมมือของภาครัฐสำหรับบริษัทที่สร้างงานในชุมชนที่ด้อยโอกาส จากทั้งหมดนี้ ผู้บริหารธุรกิจต้องคำนึงถึงผลกระทบของการดำเนินธุรกิจต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ไม่ใช่แค่ผู้ถือหุ้น โดยนำแนวปฏิบัติที่ครอบคลุมและสนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมความมั่งคั่งร่วมกัน เมื่อเราทำสิ่งเหล่านี้สำเร็จแล้ว ผมมั่นใจว่าบริษัทของคุณจะสามารถมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพและยั่งยืนมากขึ้นได้</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-25931 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/WEF-Global-Collab.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>เสาหลักที่สาม <strong>&#8220;การเร่งดำเนินการด้านพลังงานเพื่อการพัฒนา&#8221;</strong> มุ่งเน้นไปที่การเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่แหล่งพลังงานที่สะอาดและราคาจับต้องได้ World Economic Forum ได้นำเสนอ &#8220;<strong>Energy Triangle”</strong> แบบจำลองที่แสดงให้เห็นถึงวิธีการนำพาไปสู่อนาคตแห่งพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจากการศึกษาพบว่าจะมีมูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งด้วยแบบจำลองที่เรียบง่าย และระบบการจัดหาและส่งพลังงานที่ยั่งยืนอย่างเพียงพอ ความต้องการซื้อก็จะตามมาโดยธรรมชาติ แต่ทั้งนี้การจะนำไปปฏิบัติจริงต้องอาศัยความร่วมมือ จึงมีการพูดคุยเกี่ยวกับการระดมการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทดแทน การส่งเสริมนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในด้านการจัดเก็บและการส่งพลังงานที่นำโดยภาคเอกชน และสำหรับภาครัฐ ต้องรับประกันว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) สำหรับคนงานในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล</p>
<p>&#8220;ผมเชื่อว่าผู้บริหารของทั้งอุตสาหกรรมพลังงานและภาคส่วนอื่น ๆ ควรให้ความสำคัญกับการปรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทั่วโลก ซึ่งอาจเป็นการลงทุนในแหล่งพลังงานหมุนเวียนสำหรับการดำเนินงาน การพัฒนาเทคโนโลยีประหยัดพลังงานใหม่ ๆ หรือการมีส่วนร่วมในโครงการนำพลังงานสะอาดมาสู่ชุมชนที่ด้อยโอกาส&#8221;</p>
<p>โดยสรุปแล้ว การประชุมพิเศษของ <strong>World Economic Forum</strong> ในครั้งนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างรัฐ เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความเข้าใจ ระหว่างบริษัทต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการเติบโต และระหว่างพลเมืองเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนจะได้รับผลประโยชน์อย่างครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหาร การประชุมนี้แสดงให้เห็นเส้นทางที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนธุรกิจของคุณไปสู่ทศวรรษหน้า</p>
<p>ดังนั้น อนาคตกำลังถูกกำหนดขึ้นในขณะนี้ และการตัดสินใจของคุณในวันนี้จะส่งผลกระทบต่อคนรุ่นต่อๆ ไป เมื่อคุณเปิดรับความร่วมมือ โดยให้ความสำคัญกับการไม่แบ่งแยก และการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน คุณจะสามารถทำให้บริษัทของคุณประสบความสำเร็จในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ และเป็นส่วนหนึ่งในนำพาโลกไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและยั่งยืนมากขึ้นสำหรับทุกคน คุณจะเห็นว่าการทำสิ่งที่ดีเพื่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนอย่างแท้จริงนั้นมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล เพราะเมื่อทุกคนเติบโต บริษัทก็เติบโตเช่นกัน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-25930 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/sustainomy.jpg" alt="" width="532" height="737" /></p>
<p>ที่จริงแล้วเป้าหมายของ World Economic Forum ในการส่งเสริมความร่วมมือกันก็สอดคล้องกับแนวคิด <a href="https://www.sdthailand.com/2024/03/sustainomy-new-economy-that-upholds-sustainability/" target="_blank" rel="noopener">Sustainomy</a> ของ BRANDi เหมือนกันนะครับ <em><strong>Sustainomy เป็นข้อเสนอสำหรับเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นการทำงานร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงและถาวร</strong></em> ซึ่งผมเชื่อว่าท้ายที่สุด สิ่งนี้จะเข้ามาแทนที่รูปแบบของระบบทุนนิยมในปัจจุบัน (ผมขอย้ำอีกครั้งว่าระบบทุนนิยมไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นสิ่งที่อยู่มานานเกินไปจนทำให้เกิดปัญหามากกว่าจะแก้ปัญหา)</p>
<p>โดยสามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Sustaininomy ได้ใน<a href="https://www.brandiandcompanies.com/_files/ugd/00b543_180f19a7c46a4ab2b30a167c5d1a7ec9.pdf" target="_blank" rel="noopener"> white paper ของ BRANDi</a> สุดท้ายนี้ ขอบคุณเอกอัครราชทูตไทย ผู้นำธุรกิจ และพนักงานของสถานทูตไทย ณ กรุงริยาดทุกท่าน สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเช่นนี้ สำหรับคุณผู้อ่าน ผมขอขอบคุณจากใจจริงที่อ่านมาถึงจุดนี้ และหวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณลงมือและร่วมมือกันเพื่ออนาคตที่ดีกว่าไปด้วยกันครับ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/05/brandi-the-world-economic-forum-special-meeting/">BRANDi and Companies แชร์ 3 แนวทางร่วมขับเคลื่อนวาระแห่งโลก ​บทสรุปจากงาน The World Economic Forum Special Meeting on Global Collaboration</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยูนิโคล่ ประเทศไทย ขึ้นเงินเดือนพนักงานทั้งหน้าร้านและสำนักงานใหญ่ 5-25% ​พร้อมหนุนนโยบายส่งเสริมพนักงานเติบโตได้ในระยะยาว</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/04/uniqlo-thailand-salary-increase-for-employees-and-support-to-growth/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Apr 2023 07:48:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Benefit]]></category>
		<category><![CDATA[Employee]]></category>
		<category><![CDATA[Human Resource]]></category>
		<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Uniqlo]]></category>
		<category><![CDATA[Uniqlo Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[การเติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ยูนิโคล่]]></category>
		<category><![CDATA[ยูนิโคล่ (ประเทศไทย)]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดิการพนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[โอกาส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=18328</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยูนิโคล่เล็งเห็นความสำคัญของทรัพยากรบุคคล ปรับเงินเดือนขึ้น 5 – 25% พร้อมมอบความก้าวหน้าและเป้าหมายการเติบโตระยะยาวของพนักงาน ยูนิโคล่ แบรนด์เครื่องแต่งกายระดับโลก ส่งเสริมศักยภาพของพนักงานในประเทศไทย เพื่อความก้าวหน้าและเป้าหมายการเติบโตของพนักงานในระยะยาว พร้อมพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน ทรัพยากรบุคคลเปรียบเสมือนกำลังสำคัญขององค์กรเพื่อขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ การให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคล จึงเป็นสิ่งที่ทางยูนิโคล่ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพื่อศักยภาพการทำงานที่มีประสิทธิภาพแบบมืออาชีพ ยูนิโคล่ ประเทศไทย เสริมแรงจูงใจในการทำงานด้วยสิทธิประโยชน์ของพนักงานยูนิโคล่ ประเทศไทย ประจำปี 2566 ดังต่อไปนี้ Salary Increment – ปรับขึ้นเงินเดือนพนักงาน พนักงานทั้งหน้าร้าน และสำนักงานใหญ่ จะได้รับการปรับเงินเดือนขึ้น 5-25% ขึ้นอยู่กับศักยภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานแต่ละท่าน โดยยึดหลักปรัชญาการทำงานของบริษัทเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติงาน รวมถึงความมุ่งมั่นและการทุ่มเทเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า Career Growth – ความก้าวหน้าทางวิชาชีพ มอบความเชื่อมั่นและโอกาสเพื่อจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ พร้อมสภาพแวดล้อมการทำงานแบบมืออาชีพในองค์กรระดับโลก เพื่อผลักดันคุณสู่ Global Leader ในอนาคต เน้นการสร้างความสามารถให้กับคนรุ่นใหม่ เพื่อบ่มเพาะผู้นำและผู้บริหารรุ่นใหม่ 360° Evaluation &#8211; การประเมินครบวงจร ประเมินการทำงานตามผลงานอย่างแท้จริง (ประวัติ, การศึกษา, อายุ, เพศ, อายุการทำงาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/04/uniqlo-thailand-salary-increase-for-employees-and-support-to-growth/">ยูนิโคล่ ประเทศไทย ขึ้นเงินเดือนพนักงานทั้งหน้าร้านและสำนักงานใหญ่ 5-25% ​พร้อมหนุนนโยบายส่งเสริมพนักงานเติบโตได้ในระยะยาว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ยูนิโคล่เล็งเห็นความสำคัญของทรัพยากรบุคคล ปรับเงินเดือนขึ้น </strong><strong>5 – 25% </strong><strong>พร้อมมอบความก้าวหน้าและเป้าหมายการเติบโตระยะยาวของพนักงาน</strong></p>
<p><span id="more-18328"></span></p>
<p><strong>ยูนิโคล่ แบรนด์เครื่องแต่งกายระดับโลก </strong>ส่งเสริมศักยภาพของพนักงานในประเทศไทย เพื่อความก้าวหน้าและเป้าหมายการเติบโตของพนักงานในระยะยาว พร้อมพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน</p>
<p>ทรัพยากรบุคคลเปรียบเสมือนกำลังสำคัญขององค์กรเพื่อขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ การให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคล จึงเป็นสิ่งที่ทางยูนิโคล่ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพื่อศักยภาพการทำงานที่มีประสิทธิภาพแบบมืออาชีพ ยูนิโคล่ ประเทศไทย เสริมแรงจูงใจในการทำงานด้วยสิทธิประโยชน์ของพนักงานยูนิโคล่ ประเทศไทย ประจำปี 2566 ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><u>Salary Increment – </u></strong><strong><u>ปรับขึ้นเงินเดือนพนักงาน</u></strong></p>
<ul>
<li>พนักงานทั้งหน้าร้าน และสำนักงานใหญ่ จะได้รับการปรับเงินเดือนขึ้น 5-25% ขึ้นอยู่กับศักยภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานแต่ละท่าน โดยยึดหลักปรัชญาการทำงานของบริษัทเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติงาน รวมถึงความมุ่งมั่นและการทุ่มเทเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า</li>
</ul>
<p><strong><u>Career Growth – </u></strong><strong><u>ความก้าวหน้าทางวิชาชีพ</u></strong></p>
<ul>
<li>มอบความเชื่อมั่นและโอกาสเพื่อจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ พร้อมสภาพแวดล้อมการทำงานแบบมืออาชีพในองค์กรระดับโลก เพื่อผลักดันคุณสู่ Global Leader ในอนาคต</li>
<li>เน้นการสร้างความสามารถให้กับคนรุ่นใหม่ เพื่อบ่มเพาะผู้นำและผู้บริหารรุ่นใหม่</li>
</ul>
<p><strong><u>360° Evaluation &#8211; </u></strong><strong><u>การประเมินครบวงจร</u></strong></p>
<ul>
<li>ประเมินการทำงานตามผลงานอย่างแท้จริง (ประวัติ, การศึกษา, อายุ, เพศ, อายุการทำงาน และอื่นๆ ไม่มีผลต่อการประเมิน)</li>
<li>ประเมินสายงานทุกๆ 3 เดือน (สำหรับพนักงานที่ร้านสาขา) และ 6 เดือน (สำหรับพนักงานที่สำนักงานใหญ่ และ ผู้จัดการ)</li>
<li>พัฒนาสายอาชีพรายบุคคล (ขึ้นอยู่กับความถนัด และความสนใจในสายงาน)</li>
</ul>
<p><strong><u>Women Empowerment &#8211; </u></strong><strong><u>ส่งเสริมพลังของสตรี </u></strong></p>
<ul>
<li>พนักงานหญิงสามารถลาคลอดได้สูงสุด 365 วัน (พร้อมจ่ายเงินเดือน 90 วัน)</li>
<li>โดยมีพนักงานหญิงกว่า 75% อยู่ในระดับผู้จัดการ</li>
<li>ผลักดันด้านความเท่าเทียมทางเพศในองค์กร</li>
</ul>
<p><strong><u>Diversity and Inclusion – </u></strong><strong><u>สภาพแวดล้อมการทำงานแบบไดนามิค</u></strong></p>
<ul>
<li>สนับสนุนความหลากหลายของหารทำงาน พร้อมนโยบายการบริหารความหลากหลาย และยอมรับความแตกต่างผ่านการทำงานเป็นทีม</li>
</ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/04/uniqlo-thailand-salary-increase-for-employees-and-support-to-growth/">ยูนิโคล่ ประเทศไทย ขึ้นเงินเดือนพนักงานทั้งหน้าร้านและสำนักงานใหญ่ 5-25% ​พร้อมหนุนนโยบายส่งเสริมพนักงานเติบโตได้ในระยะยาว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตลาด Sustainable Technology โตทั่วโลกเฉลี่ยปีละ 22.4% คาดปี 2573 แตะ 8 หมื่นล้านUS ชี้ Green Building &#8211; Carbon Footprint Management โซลูชันมาแรง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/12/green-technology-and-sustainable-market-report/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Dec 2022 05:39:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Footprint]]></category>
		<category><![CDATA[Grand View Research]]></category>
		<category><![CDATA[Green Building]]></category>
		<category><![CDATA[Green Solution]]></category>
		<category><![CDATA[Green Technology]]></category>
		<category><![CDATA[Market Analysis]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Technology]]></category>
		<category><![CDATA[Trilateral North American]]></category>
		<category><![CDATA[การเติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดเทคโนโลยีความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[วิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์ตลาดความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[แนวโน้มตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[โซลูชันความยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=16356</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความตระหนักต่อสิ่งแวดล้อมและความกังวลเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้การใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยคาดว่า​ในปี 2565 นี้ ขนาดของตลาด Green Technology หรือในกลุ่ม Sustainable Technology จะเติบโตที่ 15.85 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 13.28 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2564 พร้อมทั้งคาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ในระหว่างปี 2565 &#8211; 2573 จะอยู่ที่ 22.4%  โดยมูลค่าตลาดจะเติบโตได้สูงถึง 79.65 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2573 หรือเกือบ 2.8 ล้านล้านบาท (เทียบอัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐ = 35 บาท) ข้อมูลจาก Grand View Research บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยระดับโลก ระบุว่า ความตระหนักต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทั้งในระดับองค์กรและระดับบุคคล ส่งผลให้มีการพัฒนา Green Technology  ที่หลากหลายเพื่อมีส่วนในการช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น อาทิ การติดตั้งแผงโซลาร์, การใช้หลอดไฟ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/12/green-technology-and-sustainable-market-report/">ตลาด Sustainable Technology โตทั่วโลกเฉลี่ยปีละ 22.4% คาดปี 2573 แตะ 8 หมื่นล้านUS ชี้ Green Building &#8211; Carbon Footprint Management โซลูชันมาแรง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความตระหนักต่อสิ่งแวดล้อมและความกังวลเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้การใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยคาดว่า​ในปี 2565 นี้ ขนาดของตลาด Green Technology หรือในกลุ่ม Sustainable Technology จะเติบโตที่ 15.85 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 13.28 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2564 <span id="more-16356"></span></p>
<p>พร้อมทั้งคาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ในระหว่างปี 2565 &#8211; 2573 จะอยู่ที่ 22.4%  โดยมูลค่าตลาดจะเติบโตได้สูงถึง 79.65 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2573 หรือเกือบ 2.8 ล้านล้านบาท (เทียบอัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐ = 35 บาท)</p>
<p>ข้อมูลจาก <strong>Grand View Research</strong> บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยระดับโลก ระบุว่า ความตระหนักต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทั้งในระดับองค์กรและระดับบุคคล ส่งผลให้มีการพัฒนา Green Technology  ที่หลากหลายเพื่อมีส่วนในการช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น อาทิ การติดตั้งแผงโซลาร์, การใช้หลอดไฟ LED, การใช้พลังงานลม​​,​ การทำเกษตรแนวตั้ง ,​EV หรือเทคโนโลยีที่ช่วยในการย่อยสลายต่างๆ เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16358 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/INFO-SUSTAIN-Green-Tech.jpg" alt="" width="1200" height="627" /></p>
<p>นอกจากนี้ หลายประเทศทั่วโลกยังให้ความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว เพื่อช่วยบริหารจัดการและรีไซเคิลของเสีย ทั้งจากภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีในการบำบัดฟื้นฟู อนุรักษ์น้ำ ลดขยะ หรือลดการใช้พลังงาน​ โดยตลาดหลักคือ อเมริกาเหนือ ซึ่งครองส่วนแบ่ง 40% ในปี 2564 ​จากการเร่งลงทุนโซลูชันและเทคโนโลยีสะอาดเพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ​ตามแนวทางการขับเคลื่อน<strong> Trilateral North American</strong> เพื่อช่วยเหลือชุมชนที่อยู่ห่างไกล เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการใช้พลังงานหมุนเวียน ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง โดยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย​ 25.4% จนถึงปี 2573 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตในระดับโลก</p>
<p>ทั้งนี้ เทคโนโลยีด้านการพัฒนาโซลูชันและการให้บริการความยั่งยืนต่างๆ มีส่วนแบ่งมากที่สุดในตลาดถึง 68% ของรายได้ทั่วโลก แต่หากเจาะถึงประเภทของเทคโนโลยี จะพบว่า กลุ่ม IOT มีส่วนแบ่งมากที่สุดด้วยส่วนแบ่ง 40% ของรายได้ทั่วโลก เนื่องจากเป็นการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีหลายๆ กลุ่ม ในระบบ IOT ทั้ง AIและการประมวลผล, คลาวด์คอมพิวติ้ง, ดิจิทัลทวิน, ระบบความมั่นคง หรือบล็อกเชน เพื่อใช้ในการประมวลผลสีเขียว ที่ช่วยให้สามารถประหยัดพลังงานได้ทั้งซัพพลายเชน รวมทั้งการเลือกวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน ตลอดจนการจัดการขยะจากการบริโภคและขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่ช่วยส่งเสริมการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16357 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Green-Tech-Solutions.jpg" alt="" width="1200" height="627" /></p>
<p>แต่หากพิจารณาด้านการพัฒนาโซลูชันในรูปแบบแอปพลิเคชั่น พบว่า กลุ่มอาคารสีเขียว หรือ Green Building จะมีสัดส่วนมากที่สุด คิดเป็น 20% ของรายได้ทั่วโลก ตามมาด้วยกลุ่มบริหารจัดการด้าน Carbon Footprint , การตรวจจับมลพิษจากสภาพอากาศหรือน้ำ​, การติดตามและคาดการณ์พยากรณ์อากาศ และระบบตรวจจับอัคคีภัย เป็นต้น ​</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/12/green-technology-and-sustainable-market-report/">ตลาด Sustainable Technology โตทั่วโลกเฉลี่ยปีละ 22.4% คาดปี 2573 แตะ 8 หมื่นล้านUS ชี้ Green Building &#8211; Carbon Footprint Management โซลูชันมาแรง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บางจาก ผลัดสู่ &#8216;ใบไม้ใบใหม่&#8217; ประกาศวิสัยทัศน์สู่ความยั่งยืน สร้าง New Engine จากนวัตกรรมสีเขียว ​เร่งสปีดการเติบโต 10 เท่า สู่องค์กรแสนล้าน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/11/bangchak-crafting-a-sustainable-world-with-evolving-greenovation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 24 Nov 2022 07:54:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[10X]]></category>
		<category><![CDATA[3’Rs]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutrality]]></category>
		<category><![CDATA[CI]]></category>
		<category><![CDATA[Corporate]]></category>
		<category><![CDATA[Corporate Identity]]></category>
		<category><![CDATA[Crafting a Sustainable World with Evolving Greenovation]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Security]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Logo]]></category>
		<category><![CDATA[Mission]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero GHG Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Refocus]]></category>
		<category><![CDATA[Reimagine]]></category>
		<category><![CDATA[Restructure]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Vision]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มบริษัทบางจาก]]></category>
		<category><![CDATA[การเติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วงเปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[บางจาก]]></category>
		<category><![CDATA[บางจากเปลี่ยนโลโก้ใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[วิสัยทัศน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=15684</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลุ่มบางจาก วางยุทธศาสตร์ 8 ปี  เติบโต 10 เท่า แตะ 1 แสนล้าน ด้วยวิสัยทัศน์ใหม่ ‘รังสรรค์โลกยั่งยืนด้วยนวัตกรรมสีเขียว’ เพิ่มพอร์ตรายได้  50% จากกลุ่มธุรกิจใหม่ พร้อมเปลี่ยนโลโก้ใหม่ ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ สะท้อนความมุ่งมั่นเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ภายใต้งบลงทุนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จนถึงปี 2030 กว่า 2 แสนล้านบาท คุณชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรก ของปีนี้ ​​มีรายได้ (EBITDA ) สูงถึง 37,773 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่แข็งแรงกว่าช่วงก่อนสถานการณ์โควิดแพร่ระบาด สะท้อนถึงความสามารถในกการเติบโตอย่างก้าวกระโดด แม้จะมีการหยุดชะงักในช่วงสถานการณ์ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในปี 2020 บริษัทได้ทำการปรับกลยุทธ์องค์กรผ่านแนวคิด  3Rs ประกอบด้วย Refocus: เร่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงานควบคู่กันกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/11/bangchak-crafting-a-sustainable-world-with-evolving-greenovation/">บางจาก ผลัดสู่ &#8216;ใบไม้ใบใหม่&#8217; ประกาศวิสัยทัศน์สู่ความยั่งยืน สร้าง New Engine จากนวัตกรรมสีเขียว ​เร่งสปีดการเติบโต 10 เท่า สู่องค์กรแสนล้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กลุ่มบางจาก วางยุทธศาสตร์ 8 ปี  เติบโต 10 เท่า แตะ 1 แสนล้าน ด้วยวิสัยทัศน์ใหม่<strong> ‘รังสรรค์โลกยั่งยืนด้วยนวัตกรรมสีเขียว’</strong> เพิ่มพอร์ตรายได้  50% จากกลุ่มธุรกิจใหม่ พร้อมเปลี่ยนโลโก้ใหม่ ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ สะท้อนความมุ่งมั่นเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ภายใต้งบลงทุนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จนถึงปี 2030 กว่า 2 แสนล้านบาท</p>
<p><span id="more-15684"></span></p>
<p><strong>คุณชัยวัฒน์ โควาวิสารัช</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรก ของปีนี้ ​​มีรายได้ (EBITDA ) สูงถึง 37,773 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่แข็งแรงกว่าช่วงก่อนสถานการณ์โควิดแพร่ระบาด สะท้อนถึงความสามารถในกการเติบโตอย่างก้าวกระโดด แม้จะมีการหยุดชะงักในช่วงสถานการณ์ 2-3 ปีที่ผ่านมา</p>
<p>ซึ่งในปี 2020 บริษัทได้ทำการปรับกลยุทธ์องค์กรผ่านแนวคิด  <strong>3Rs</strong> ประกอบด้วย<strong> Refocus:</strong> เร่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงานควบคู่กันกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด<strong> Restructure:</strong> การปรับองค์กรเพื่อสร้างช่องทางในการเข้าถึงตลาดและลูกค้า และ <strong>Reimagine:</strong> การใช้โอกาสและเครื่องมือในการลงทุนที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท ส่งผลให้บริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง และจะใช้มาตรฐานใหม่จากฐานที่แข็งแกร่งนี้สำหรับการขยายธุรกิจให้เติบโตไปข้างหน้า โดยสิ้นปีนี้คาดว่ารายได้จะเติบโตได้ถึง 45,000 ล้านบาท</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15686 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/11/DSC_8400.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับการเติบโตช่วง Post Covid  บริษัทจะให้ความสำคัญในกลุ่มธุรกิจใหม่ และธุรกิจต้นน้ำ (Green + Gas) ให้มีสัดส่วนรายได้เทียบเท่ากับธุรกิจดั้งเดิมในกลุ่มธุรกิจน้ำมัน (Oil) <strong>โดยวางยุทธศาสตร์การเติบโตในปี 2030 ให้เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนโควิด 10 เท่า เมื่อเทียบจากรายได้เฉลี่ยประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ในระหว่างปี 2015-2020 โดยคาดว่าจะสร้างการเติบโตได้ราว 1 แสนล้านบาท ภายใต้งบลงทุนรวมตลอดทั้งแผน 2 แสนล้านบาท โดยในปีหน้าจะใช้อยู่ที่ 4.5  หมื่นล้านบาท</strong> พร้อมทั้งการประกาศเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยจะสร้างให้เกิด<strong>ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2030</strong> และ​ขยับไปสู่ <strong>การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก​เป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ภายในปี 2050 </strong></p>
<p><em>“นับตั้งแต่ปี   2015  เป็นต้นมา กลุ่มบริษัทบางจากในฐานะผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ได้ขยายสู่ธุรกิจใหม่ๆ อย่างกลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้า กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ สถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ (BiiC) นอกเหนือไปจากธุรกิจที่เป็นรากฐานสำคัญอย่างกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมันและกลุ่มธุรกิจการตลาด และมีความเป็นบริษัทสากลจากการดำเนินธุรกิจในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก เปรียบเสมือนการเดินทางสู่บทใหม่ๆ ที่มีโอกาสแห่งการเติบโตมากมายรออยู่ ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทเดินมาถูกทางจากความแข็งแกร่งและการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การทำธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การขับเคลื่อนสู่พลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน มาตลอดเกือบ 40 ปี&#8221; คุณชัยวัฒน์ กล่าว </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15692 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/11/DSC_9544.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>เปลี่ยนโลโก้ ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ </strong></p>
<p>แนวทางดังกล่าว นำมา​สู่การปรับอัตลักษณ์ใหม่ขององค์กร โดยการ​ใช้สัญลักษณ์ <strong>‘ใบไม้ใบใหม่’</strong>  ซึ่งได้เริ่มต้นใช้ทดแทนสัญลักษณ์รูปใบไม้เดิมอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ 23 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา ​เพื่อสื่อความหมายถึงการขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานไปสู่อนาคตอย่างไม่สิ้นสุด และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ‘<strong>รังสรรค์โลกยั่งยืนด้วยนวัตกรรมสีเขียว’</strong>  รวมทั้งพันธกิจ ที่ต้องการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างยั่งยืน<strong> (Energy Transition)</strong> โดยคงไว้ซึ่งสมดุลแห่งความมั่นคงทางพลังงาน​<strong> (Energy Security)​</strong> เสริมสร้างคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี ด้วยนวัตกรรมโซลูชั่นสีเขียว ดำเนินธุรกิจด้วยความคำนึงถึงเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการ<strong> (ESG)</strong> อย่างมีความรับผิดชอบต่อทุกภาคส่วน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15687 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/11/LOGO.jpg" alt="" width="1200" height="655" /></p>
<p><em>&#8220;สำหรับวิสัยทัศน์ใหม่ <strong>รังสรรค์โลกยั่งยืนด้วยนวัตกรรมสีเขียว’</strong>  หรือ <strong>Crafting a Sustainable World with Evolving Greenovation </strong>เพื่อสะท้อนและตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของบางจากในฐานะผู้อยู่ในกลุ่มธุรกิจพลังงานที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนมาตลอด 38 ปี รวมทั้งการเริ่ม Upscale ผ่านการขยายการลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ เพื่อเป้าหมายด้านสภาพอากาศที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้  เพราะถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถมีพลังในการเปลี่ยนแปลงทั้งโลกได้ขนาดนั้น แต่เราสามารถออกแบบหรือรังสรรค์ให้โลกใบนี้ดีขึ้นได้ในแบบของเรา ซึ่งในโลโก้ใบไม้ใบใหม่นี้ ได้สะท้อนถึงความไม่หยุดนิ่งและมีใบไม้มากกว่าหนึ่งใบมาจากหลากหลายการขับเคลื่อนนวัตกรรมของเราที่จะมีการพัฒนาเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลานั่นเอง&#8221;</em></p>
<p>อย่างไรก็ตาม  การเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์องค์กรใหม่ดังกล่าวนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบริการทางธุรกิจใดๆ ของบริษัท อีกทั้งตราสัญลักษณ์ที่สถานีบริการบางจาก ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มธุรกิจการตลาดและสมาชิกบัตรบางจากกรีนไมล์ จะยังคงเดิม ไม่มีการปรับเปลี่ยนใดๆ จนกว่าจะมีการสื่อสารเรื่องการเปลี่ยนแปลง</p>
<p><strong>ทิศทางการขับเคลื่อนของทั้ง 5 หน่วยธุรกิจ</strong></p>
<p>ขณะการ​การขับเคลื่อนแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ภายใต้การสร้างความสมดุลทั้งในมิติของ Energy Security และ Energy Transition เพื่อสร้างความสมดุลในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน และเพิ่มโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ให้องค์กร มีดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน : </strong>เนื่องจากเป็นโรงกลั่นที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก จึงปรับตัวได้ไว และก่อนหน้านี้ก็มีการปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความแข็งแกร่ง และรองรับการขยายโอกาสใหม่ๆ</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วน EBITDA ของกลุ่มธุรกิจเชื้อเพลิงที่เป็น extended core businesses เป็นกว่า 60% ภายในค.ศ. 2030</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มุ่งเน้นในส่วนของการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพตามความต้องการของตลาดหรือลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น Unconverted Oil และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel หรือ SAF) </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตของธุรกิจหลัก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">BCP Trading เติบโตจนเป็นผู้ค้าน้ำมันอิสระอันดับ 1 ที่ตลาดสิงคโปร์</span></li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15688 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/11/ServiceStation.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>กลุ่มธุรกิจการตลาด : </strong>  ตั้งเป้าเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์คนทุกวัยภายใต้แนวคิด “YOUR” Greenovative Destination for Intergeneration ผ่านการเติบโตจากธุรกิจ Non-Oil อย่าง อาหารและเครื่องดื่ม และ EV Charger สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ตั้งเป้าขยายเครือข่ายสถานีบริการบางจากเป็น 1,900 แห่ง และร้านกาแฟอินทนิล 3,000 แห่งทั่วประเทศ ในปี ค.ศ. 2030</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Unique Design Service Station เพื่อให้เป็นมากกว่าสถานที่เติมน้ำมัน โดยมุ่งมั่นเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สร้างการเติบโตธุรกิจ Non-Oil (ร่วมมือกับคู่ค้าและจากแฟรนไชส์) </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สร้างความผูกพันกับลูกค้าด้วยดิจิทัล</span></li>
</ul>
<p><b>กลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้า :</b> สัดส่วนหลักจากการเติบโตมาจากกลุ่มธุรกิจพลังงานสีเขียว ตามการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลกสู่พลังงานสะอาด</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ตั้งเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเป็น 6,800 GWh จากการเติบโตของธุรกิจพลังงานสีเขียว ทั้งจากโครงการในประเทศและต่างประเทศ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ขยายธุรกิจที่มีศักยภาพในอนาคต เช่น ธุรกิจแบตเตอรี่และการกักเก็บพลังงาน การให้บริการด้านเทคโนโลยีพลังงาน พลังงานรูปแบบใหม่และธุรกิจคาร์บอนต่ำอื่น ๆ </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ธุรกิจคาร์บอน เครดิต</span></li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15689 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/11/BCPG.jpg" alt="" width="1200" height="901" /></p>
<p><strong>กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ</strong> <strong>:</strong> ธุรกิจหลักผ่านจุดต่ำสุดช่วงไตรมาส 2-3 ไปแล้ว แนวโน้มธุรกิจจะดีขึ้น จะต่อยอดธุรกิจชีวภาพมูลค่าสูง (HVP)</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายเพิ่มสัดส่วนธุรกิจหลักกว่า 70% ของ EBITDA ให้มาจากผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">รุกขยายธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลสุขภาพและความงามของผู้บริโภค</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">จะตั้งโรงงานพัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง (CDMO) </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ต่อยอดการเติบโตในกลุ่มธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อเพลิงอากาศชีวภาพแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel -SAF) </span></li>
</ul>
<p><b>กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติและธุรกิจใหม่ : </b>มุ่งเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานผ่านการขยายธุรกิจในกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างโอกาสเติบโตได้จากทั้ง Organic growth และ Inorganic growth ในอนาคต</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ตั้งเป้าหมายการผลิตมากกว่า 100,000 boepd (บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน) ภายในปี ค.ศ. 2030 จากการดำเนินการแหล่งปิโตรเลียมในประเทศของนอร์เวย์ผ่านบริษัทฯ OKEA ASA  และพิจารณาการเติบโตในธุรกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติในแหล่งอื่นๆ ที่มีศักยภาพในอนาคต</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ตั้งเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วน EBITDA กว่า 7,000 ล้านบาทภายในปีค.ศ. 2030 </span>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="2"><span style="font-weight: 400;">Winnonie – Battery as a Service ต่อยอด หาพันธมิตรใหม่ๆ และรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ  ขยายจำนวนรถจาก 1 พันคัน เป็น 5.5 พันคัน และเพิ่มสถานี Swop แบตจาก 100 แห่ง เป็นมากกว่า 300 แห่งในปีหน้า </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="2"><span style="font-weight: 400;">ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="2"><span style="font-weight: 400;">ธุรกิจ New S-Curve ใหม่ๆ</span></li>
</ul>
</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15691 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/11/Winnonie.jpg" alt="" width="1200" height="837" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/11/bangchak-crafting-a-sustainable-world-with-evolving-greenovation/">บางจาก ผลัดสู่ &#8216;ใบไม้ใบใหม่&#8217; ประกาศวิสัยทัศน์สู่ความยั่งยืน สร้าง New Engine จากนวัตกรรมสีเขียว ​เร่งสปีดการเติบโต 10 เท่า สู่องค์กรแสนล้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเติบโตของตลาด EV ประเทศไทย ยังไม่ได้มาจาก Real Demand?​ เอ็มจีมองตลาดยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/09/thailand-ev-market-not-growth-from-real-demand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Sep 2022 08:44:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[EV Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[MG]]></category>
		<category><![CDATA[ttb analytics]]></category>
		<category><![CDATA[การเติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดรถยนนต์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี]]></category>
		<category><![CDATA[เอ็มจี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=14517</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี หรือ ttb analytics ได้เคยประเมินยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าของไทยในปี 2565 นี้ จะเติบโตสูงมากกว่า 5 เท่า หรือทำยอดขายถึง 6.36 หมื่นคัน (รวมเครื่องยนต์ไฮบริดกว่า 4 หมื่นคัน ) โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) 10,203 คัน และรถยนต์เครื่อง Hybrid แบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 11,469 คัน ประกอบกับตัวเลขยอดจองรถ EV ในงานมอเตอร์โชว์ช่วงต้นปีที่ผ่านมา คิดเป็นกว่า 10% หรือมากกว่า 3,100 คันเลยทีเดียว สะท้อนว่า ผู้ซื้อรถใหม่ในปัจจุบัน เริ่มให้ความสนใจที่จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น จากที่ก่อนหน้าจะมีตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดยเฉพาะกลุ่มกำลังซื้อสูงและเป็นผู้ที่อาศัยในเขตเมืองเท่านั้น แต่ความเห็นจาก คุณพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด มีมุมมองว่า แม้​การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยปีนี้ จะเติบโตเพิ่มขึ้นได้หลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ต้องยอมรับว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/09/thailand-ev-market-not-growth-from-real-demand/">การเติบโตของตลาด EV ประเทศไทย ยังไม่ได้มาจาก Real Demand?​ เอ็มจีมองตลาดยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="" data-block="true" data-editor="2uumm" data-offset-key="eomci-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="eomci-0-0"><span data-offset-key="eomci-0-0">แม้ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี หรือ ttb analytics ได้เคยประเมินยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าของไทยในปี 2565 นี้ จะเติบโตสูงมากกว่า 5 เท่า หรือทำยอดขายถึง 6.36 หมื่นคัน (รวมเครื่องยนต์ไฮบริดกว่า 4 หมื่นคัน )</span></div>
</div>
<p><span id="more-14517"></span></p>
<p>โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) 10,203 คัน และรถยนต์เครื่อง Hybrid แบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 11,469 คัน ประกอบกับตัวเลขยอดจองรถ EV ในงานมอเตอร์โชว์ช่วงต้นปีที่ผ่านมา คิดเป็นกว่า 10% หรือมากกว่า 3,100 คันเลยทีเดียว</p>
<p>สะท้อนว่า ผู้ซื้อรถใหม่ในปัจจุบัน เริ่มให้ความสนใจที่จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น จากที่ก่อนหน้าจะมีตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดยเฉพาะกลุ่มกำลังซื้อสูงและเป็นผู้ที่อาศัยในเขตเมืองเท่านั้น</p>
<p>แต่ความเห็นจาก <strong>คุณพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์</strong> รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด มีมุมมองว่า แม้​การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยปีนี้ จะเติบโตเพิ่มขึ้นได้หลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ต้องยอมรับว่า การขยายตัวนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นจาก Real Demand หรือยังไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงของตลาด แต่มาจากการกระตุ้นด้วยมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ ซึ่งต้องติดตามดูภาพรวมของตลาดหลังจากจบมาตรการส่งเสริมว่าการขยายตัวจะชะลอตัวลงมากน้อยอย่างไร</p>
<p>ทั้งนี้ ปัจจัยหนุนที่จะทำให้ลูกค้าเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ยังมาจากปัญหาน้ำมันมีราคาแพง แต่ด้วยความผันผวนของตลาด หากในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงไม่แพงมาก ความสนใจต่อการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็จะน้อยตามลงไปด้วยเช่นกัน โดยปัจจุบันกลุ่มคนที่ให้ความสนใจยังคงเป็นกลุ่มคนในเมือง หรือกลุ่มที่เน้นการขับขี่ในระยะทางใกล้ๆ แต่กลุ่มคนที่ต้องขับรถทางไกลก็ยังมีคงมีความกังวลต่อประเด็นดังกล่าวอยู่</p>
<p>“ต้องยอมรับว่าลูกค้าบางส่วนยังไม่มั่นใจในการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากนัก แม้จะมีการเร่งลงทุนใน EV Ecosystem จากหลายภาคส่วน แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้มากนัก ประกอบกับปัญหาเรื่องของการส่งมอบรถ จากผลกระทบทางด้านซัพพลายก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ลูกค้ายังไม่มีความเชื่อมั่น และอาจส่งผลให้ตลาดเติบโตได้อย่างจำกัดเช่นเดียวกัน”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14520 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/EV-Charge-3.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้านั้นเป็นทิศทางที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน ตามเทรนด์การเติบโตของพลังงานสะอาดและประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมที่คนในปัจจุบันสนใจเพิ่มมากขึ้น แต่จะเกิดขึ้นในลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะเมื่อถึงจุดที่ความแตกต่างระหว่างราคาของรถยนต์ไฟฟ้าและรถเครื่องยนต์สันดาปนั้น มีความใกล้เคียงกันมากขึ้น ก็จะทำให้ผู้ใช้รถเลือกที่จะหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเมื่อต้องเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ แค่คาดการณ์ว่ายังไม่ใช่ในเร็วๆ นี้ ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินของ Deloitte ที่คาดการณ์การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก จะมีสัดส่วนที่ราว 30% ของตลาดภายในปี 2030 สะท้อนว่าตลาดมากกว่า 2 ใน 3 ก็ยังคงเป็นเครื่องยนต์สันดาป แต่จะเห็นอัตราเร่งในบางตลาด เช่น ในกลุ่มยุโรป เนื่องจาก ต้องการกระจายความเสี่ยงจากการใช้พลังงานน้ำมัน เนื่องจากไม่สามารถผลิตน้ำมันเองได้นั่นเอง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/09/thailand-ev-market-not-growth-from-real-demand/">การเติบโตของตลาด EV ประเทศไทย ยังไม่ได้มาจาก Real Demand?​ เอ็มจีมองตลาดยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ญี่ปุ่น เอาจริง ​นำร่องศึกษา Green GDP วัดประสิทธิภาพนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/08/japan-research-green-gdp-performance/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Aug 2022 11:52:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutral]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Development]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[Green GDP]]></category>
		<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[การวัดผล]]></category>
		<category><![CDATA[การเติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ประสิทธิภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตภัณฑ์มวลรวม]]></category>
		<category><![CDATA[วิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=13472</guid>

					<description><![CDATA[<p>น่าจะช่วยคลายความสงสัยให้กับผู้ที่เคยตั้งคำถามก่อนหน้านี้ได้ว่า นโยบายในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนที่ทุกฝ่ายกำลังให้ความสำคัญอยู่นั้นจะช่วยทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นได้จริงหรือไม่? เมื่อญี่ปุ่นได้เริ่มนำร่องศึกษาวิจัยการวัดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green GDP​ เพื่อต้องการวัดถึงผลสะท้อนต่อการใช้นโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับประสิทธิภาพในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจว่าเกื้อหนุนต่อกันอย่างไรบ้าง โดยได้เลือกใช้วิธีของ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) มาเป็นรูปแบบในการทดสอบ ขนาดเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี 1.04% ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2538 -2563) ซึ่งจากการคำนวนค่าของมลภาวะเมื่อเทียบกับการเติบโตของ GDP ตามกระบวนการแบบ OECD และพบว่าการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจภายใต้แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการเติบโตโดยเฉลี่ยสูงกว่า 0.57% เมื่อเทียบกับช่วงที่ยังไม่ได้มีการนำนโยบายในการลดการปล่อยมลพิษมาใช้ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ของญี่ปุ่น ได้กำหนดนโยบายหลักในการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นกุญแจสำคัญของรัฐบาลเพื่อสามารถบรรลุคำมั่นในการลดการปล่อยคาร์บอนลง 46% ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับฐานจากปี 2556 นำมาซึ่งความจำเป็นในการผลักดันให้มีมาตรการเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนลงเป็นจำนวนมาก โดยมีการคาดการณ์ว่า การเร่งศึกษาวิจัย Green GDP ในครั้งนี้ เป็นไปตามมติที่ระบุไว้ในร่างนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจประจำปีที่ได้ประกาศเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ส่วนรายละเอียดที่ชัดเจนกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของทางคณะรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทางนายกรัฐมตรีญี่ปุ่น เคยให้ข้อมูลถึงการเตรียมแผนออกพันธบัตร &#8220;green transition&#8221; มูลค่าราว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/08/japan-research-green-gdp-performance/">ญี่ปุ่น เอาจริง ​นำร่องศึกษา Green GDP วัดประสิทธิภาพนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="" data-block="true" data-editor="24d6e" data-offset-key="aeri4-0-0">
<p class="_1mf _1mj" data-offset-key="aeri4-0-0"><span data-offset-key="aeri4-0-0">น่าจะช่วยคลายความสงสัยให้กับผู้ที่เคยตั้งคำถามก่อนหน้านี้ได้ว่า นโยบายในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนที่ทุกฝ่ายกำลังให้ความสำคัญอยู่นั้นจะช่วยทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นได้จริงหรือไม่?</span></p>
</div>
<p><span id="more-13472"></span></p>
<p>เมื่อญี่ปุ่นได้เริ่มนำร่องศึกษาวิจัยการวัดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green GDP​ เพื่อต้องการวัดถึงผลสะท้อนต่อการใช้นโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับประสิทธิภาพในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจว่าเกื้อหนุนต่อกันอย่างไรบ้าง โดยได้เลือกใช้วิธีของ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) มาเป็นรูปแบบในการทดสอบ</p>
<p>ขนาดเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี 1.04% ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2538 -2563) ซึ่งจากการคำนวนค่าของมลภาวะเมื่อเทียบกับการเติบโตของ GDP ตามกระบวนการแบบ OECD และพบว่าการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจภายใต้แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการเติบโตโดยเฉลี่ยสูงกว่า 0.57% เมื่อเทียบกับช่วงที่ยังไม่ได้มีการนำนโยบายในการลดการปล่อยมลพิษมาใช้</p>
<p>ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ของญี่ปุ่น ได้กำหนดนโยบายหลักในการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นกุญแจสำคัญของรัฐบาลเพื่อสามารถบรรลุคำมั่นในการลดการปล่อยคาร์บอนลง 46% ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับฐานจากปี 2556 นำมาซึ่งความจำเป็นในการผลักดันให้มีมาตรการเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนลงเป็นจำนวนมาก</p>
<p>โดยมีการคาดการณ์ว่า การเร่งศึกษาวิจัย Green GDP ในครั้งนี้ เป็นไปตามมติที่ระบุไว้ในร่างนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจประจำปีที่ได้ประกาศเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ส่วนรายละเอียดที่ชัดเจนกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของทางคณะรัฐมนตรี</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทางนายกรัฐมตรีญี่ปุ่น เคยให้ข้อมูลถึงการเตรียมแผนออกพันธบัตร &#8220;green transition&#8221; มูลค่าราว 20 ล้านล้านเยน ( มากกว่า 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ) เพื่อสนับสนุนและกระตุ้นการลงทุนการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ carbon-neutral รวมทั้งการวางแผน 10 ปี เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย</p>
<p><a href="https://www.reuters.com/markets/commodities/japan-takes-step-into-green-gdp-research-2022-08-05/" target="_blank" rel="noopener">source </a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/08/japan-research-green-gdp-performance/">ญี่ปุ่น เอาจริง ​นำร่องศึกษา Green GDP วัดประสิทธิภาพนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>3 ทิศทาง ไปรษณีย์ไทย สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อตลาด Logistics ต้องเผชิญ​ Price War</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/08/strategic-of-thailand-post-sustainable-growth/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 Aug 2022 09:38:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Differentiate]]></category>
		<category><![CDATA[EMS]]></category>
		<category><![CDATA[Green Logistics]]></category>
		<category><![CDATA[Logistics]]></category>
		<category><![CDATA[New Demand]]></category>
		<category><![CDATA[Price War]]></category>
		<category><![CDATA[Retail]]></category>
		<category><![CDATA[Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Post]]></category>
		<category><![CDATA[Value]]></category>
		<category><![CDATA[การเติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท )]]></category>
		<category><![CDATA[ปณท.]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามราคา]]></category>
		<category><![CDATA[ไปรษณีย์ไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=13267</guid>

					<description><![CDATA[<p>พฤติกรรม New Normal จากเอฟเฟ็กต์การแพร่ระบาดของโควิด -19  ส่งผลให้ตลาด E-commerce เติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีผู้ให้บริการในซัพพลายเชน อย่างผู้ให้บริการด้านขนส่งและโลจิสติกส์ เข้ามาในตลาดจำนวนมาก นำมาซึ่งการแข่งขันอย่างรุนแรง และหนึ่งในวิธีการสร้างตลาดอย่างรวดเร็วของผู้เล่นรายใหม่​ก็หนีไม่พ้น การลดราคาเพื่อจูงใจผู้ใช้บริการ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์​ กรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า แม้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ตลาดขนส่งในปีนี้จะเติบโตต่อเนื่องได้ราว 11-12% จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความคุ้นชินในการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ทำให้มูลค่าตลาดขยับไปแตะเกิน 1 แสนล้านบาท ขณะที่จำนวนการขนส่งโดยรวมในช่วง 1-2 ปีนี้จะอยู่ที่ 995 -997 ล้านชิ้น และคาดการณ์ว่าจะทะลุไปเกิน 1181 ล้านชิ้นได้ในปี 202 “หลาย​ฝ่ายอาจมองว่าเป็นโอกาสสำหรับผู้เล่นในตลาดที่จะได้อานิสสงส์จากการขยายตัวของตลาด แต่ผมมองตรงข้าม เนื่องจาก สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เราไม่ได้อยู่ในช่วงล็อกดาวน์แบบ 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย คนเริ่มออกจากบ้านมากขึ้น  ทำให้เวลาที่จะใช้อยู่แต่หน้าจอลดลง คนเริ่มไปใช้ชีวิต ไปแฮงค์เอ้า และมีกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น และได้มีโอกาสไปซื้อสินค้าแบบออฟไลน์เพิ่มขึ้น อาจจะกระทบต่อดีมานด์ในตลาดสินค้าออนไลน์ ซึ่งต้องยอมรับว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/08/strategic-of-thailand-post-sustainable-growth/">3 ทิศทาง ไปรษณีย์ไทย สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อตลาด Logistics ต้องเผชิญ​ Price War</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>พฤติกรรม New Normal จากเอฟเฟ็กต์การแพร่ระบาดของโควิด -19  ส่งผลให้ตลาด E-commerce เติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีผู้ให้บริการในซัพพลายเชน อย่างผู้ให้บริการด้านขนส่งและโลจิสติกส์ เข้ามาในตลาดจำนวนมาก นำมาซึ่งการแข่งขันอย่างรุนแรง และหนึ่งในวิธีการสร้างตลาดอย่างรวดเร็วของผู้เล่นรายใหม่​ก็หนีไม่พ้น การลดราคาเพื่อจูงใจผู้ใช้บริการ</p>
<p><span id="more-13267"></span></p>
<p><strong>ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์</strong>​ กรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า แม้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ตลาดขนส่งในปีนี้จะเติบโตต่อเนื่องได้ราว 11-12% จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความคุ้นชินในการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ทำให้มูลค่าตลาดขยับไปแตะเกิน 1 แสนล้านบาท ขณะที่จำนวนการขนส่งโดยรวมในช่วง 1-2 ปีนี้จะอยู่ที่ 995 -997 ล้านชิ้น และคาดการณ์ว่าจะทะลุไปเกิน 1181 ล้านชิ้นได้ในปี 202</p>
<p>“หลาย​ฝ่ายอาจมองว่าเป็นโอกาสสำหรับผู้เล่นในตลาดที่จะได้อานิสสงส์จากการขยายตัวของตลาด แต่ผมมองตรงข้าม เนื่องจาก สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เราไม่ได้อยู่ในช่วงล็อกดาวน์แบบ 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย คนเริ่มออกจากบ้านมากขึ้น  ทำให้เวลาที่จะใช้อยู่แต่หน้าจอลดลง คนเริ่มไปใช้ชีวิต ไปแฮงค์เอ้า และมีกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น และได้มีโอกาสไปซื้อสินค้าแบบออฟไลน์เพิ่มขึ้น อาจจะกระทบต่อดีมานด์ในตลาดสินค้าออนไลน์ ซึ่งต้องยอมรับว่า สินค้าบางประเภทการซื้อผ่านออนไลน์อาจจะยังไม่ตอบโจทย์มากนัก ประกอบกับ การเข้ามาของผู้ให้บริการหน้าใหม่ ที่ยังคงมีเข้ามาต่อเนื่อง ส่งผลให้การแข่งขันสูง หลายรายเริ่มใช้วิธีการลดราคา เพื่อขยายฐานผู้ใช้งาน ทำให้แม้ตลาดโดยรวมในแง่จำนวนชิ้นงานจะมากขึ้น แต่มูลค่าที่ได้ต่อชิ้นงานลดน้อยลง ซึ่งมูลค่าต่อชิ้นงานของไปรษณีย์ไทยเองก็ลดลงราว 7-10% ด้วยเช่นเดียวกัน”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13270 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/08/Post2.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>สถานการณ์ที่คาดว่าจะได้เห็นในตลาดนี้ คือ การแข่งขันทางด้านราคา หรือการเกิด​ Price War จากการที่ผู้เล่นรายเดิมต้องการรักษาส่วนแบ่งในตลาดของตัวเองไว้ ขณะที่ผู้เล่นรายใหม่ก็ต้องการสร้างฐานลูกค้าให้ได้โดยเร็ว ซึ่งตลาดที่สู้กันด้วยราคา แม้จะสร้างการเติบโตได้ แต่ไม่ใช่แนวทางในการเติบโตอย่างยั่งยืนอย่างแน่นอน</p>
<p>ขณะที่ Performance ของไปรษณีย์ไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2022 ที่ผ่านมา ยังคงรักษาการเติบโตไว้ได้  โดยมีการเติบโตของปริมาณชิ้นงาน EMS ในประเทศ เพิ่มขึ้น 15 % รวมทั้งลดการร้องเรียนต่างๆ ลงได้เกือบครึ่ง ทั้งความผิดพลาดในการนำจ่ายที่ลดลง 46% เช่นเดียวกับ การร้องเรียนเรื่องสิ่งของสูญหาย เสียหาย ล่าช้า ที่ลดลงในอัตรา 46% เท่ากัน</p>
<p><strong> </strong><strong>วาง </strong><strong>3 </strong><strong>กลยุทธ์​ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน </strong></p>
<p>ส่วนทิศทางการเติบโตของไปรษณีย์ไทย ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ จะเน้นการเติบโตจากกการสร้างมูลค่าเพิ่มในการส่ง เพื่อเลี่ยงการเข้าไปแข่งขันในสงครามราคา รวมทั้งการปรับต้นทุน จากการปรับเส้นทางในการขนส่ง รวมทั้งหันมาใช้รถ EV ทั้งเพื่อการประหยัดพลังงาน รวมทั้งขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย และการครีเอทดีมานด์ใหม่ๆ ให้ธุรกิจ ผ่านการรุกธุรกิจในกลุ่ม Retail ให้เติบโตเพิ่มมากขึ้น ​โดยคาดว่าจะสามารถรักษาการเติบโตไว้ได้ โดยรักษารายได้ไม่น้อยไปกว่าปีที่ผ่านมา ที่ทำรายได้กว่า 2.1 หมื่นล้านบาท โดยรายละเอียดในการขับเคลื่อนแต่ละมิติ ประกอบไปด้วย</p>
<p><strong>1. การสร้าง </strong><strong>Value &amp; Differentiate </strong><strong>สำหรับการขนส่ง</strong> โดยเฉพาะการใช้กลยุทธ์ <strong>Parcel Define Logistic</strong> เพื่อการขนส่งในตลาดเฉพาะ ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพในการส่งมากขึ้น เช่น ความต้องการส่งของใหญ่ ของสด ของเย็น ส่งยา ส่งผลไม้ หรือการส่งของที่ต้องอาศัยความระมัดระวังในการส่งมากขึ้น ซึ่งจะต้องให้ความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนตั้งแต่การเลือกแพกเกจที่เหมาะกับสินค้า การจัดวางสินค้าเพื่อป้องกันความเสียหาย รวมไปถึงการรองรับความต้องการในกลุ่มการส่งด่วน ​ด้วยการขยายเครือข่ายจุดให้บริการที่ปัจจุบันมีกว่า 1.1 หมื่นแห่ง เพื่อขยายการให้บริการครอบคลุมได้ทั่วประเทศ รวมทั้งเพิ่มจุดให้บริการ EMS Point ให้สอดคล้องความต้องการ ​และการผนึกพันธมิตรในภาคธุรกิจขนส่ง เพื่อเข้ามาเป็นหนึ่งในอีโคซิสเท็มในการให้บริการด้านการขนส่ง เพื่อขยายเครือข่ายการให้บริการในรูปแบบ Next Day ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13271 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/08/Post4.jpg" alt="" width="800" height="1067" /></p>
<p>นอกจากนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นดีมานด์ในช่วงปลายปี ทางไปรษณีย์ไทยยังได้ขยายเวลาการจัดโปรโมชั่น <strong>“โปรคุ้ม </strong><strong>EMS </strong><strong>ลดทุกวัน”</strong> ด้วยการมอบส่วนลดค่าส่งด่วน EMS สูงสุดกว่า 50% โดยฝากส่งสิ่งของในวันจันทร์ถึงวันเสาร์ราคาเริ่มต้นเพียง 25 บาท และวันอาทิตย์เริ่มต้นเพียง 19 บาท โดยคิดคำนวณแบบราคาเดียวทุกปลายทางทั่วไทย ไม่บวกเพิ่ม และไม่มีเก็บค่าขนส่งในพื้นที่ห่างไกล พร้อมนำจ่ายทุกวันไม่มีวันหยุด โดยผู้ใช้บริการสามารถรับส่วนลดดังกล่าวได้จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 ครอบคลุมทุกที่ทำการฯ ทั่วประเทศ <strong>  </strong></p>
<p><strong>2. </strong><strong>การบริหารจัดการเส้นทางขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น​ และการดำเนินนโยบาย </strong><strong>Green Logistics </strong>ผ่านการปรับปรุงและเชื่อมโยงเส้นทางในการขนส่งอย่างเหมาะสม เพื่อให้ลดจำนวนกิโลเมตรแต่สามารถเพิ่มชิ้นงานได้มากขึ้น และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปริมาณการใช้น้ำมันซึ่งเป็นสัดส่วนต้นทุนราว 30% โดยยังคงรักษานโยบายสำคัญที่สามารถ<strong> ‘ส่งได้ทุกที่ทั่วประเทศ</strong>’ ขณะเดียวกันมีแผนปรับเปลี่ยนรถนำจ่ายมาใช้เป็นรถพลังงานไฟฟ้า เพื่อลดการใช้ปริมาณน้ำมันลง ซึ่งได้นำร่องไปแล้วจำนวน 250 คัน ​และมีแผนจะขยายเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการรณรงค์การเปลี่ยนมอเตอร์ไซค์ของบุรุษไปรษณีย์ที่มีกว่า 2 หมื่นคัน มาเป็น EV Bike เช่นเดียวกัน โดยปัจจุบันมีการเริ่มนำร่องในการเปลี่ยนไปแล้วราว 30 คัน โดยการผลักดันภาพรวมต่างๆ เชื่อว่าจะทำให้ต้นทุนการดำเนินงานโดยรวมลดลงได้ราว 18%</p>
<p>ทั้งนี้ การผลักดันนโยบายด้าน Green Logistic นอกจากจะช่วยด้านการจัดการต้นทุนแล้ว ยังสอดคล้องกับนโยบายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรด้วย เนื่องจาก การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและการขนส่ง เป็นหนึ่งในกิจกรรมของธุรกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดอย่างหนึ่ง ซึ่งปี 2564 ที่ผ่านมา ไปรษณีย์ไทย สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้เกือบ 13%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13272 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/08/post5.png" alt="" width="1200" height="672" /></p>
<p><strong>3. การครีเอท New Demand ในตลาด ผ่านกลุ่มธุรกิจรีเทล</strong> ด้วยการจำหน่ายสินค้าในแพลตฟอร์ม Thailand Post Mart ด้วยการหาสินค้าเด่นจากแต่ละท้องถิ่นเข้ามาจำหน่ายในแพลตฟอร์มเพิ่มมากขึ้นทั้งในรูปแบบออนไลร์ รวมทั้งออฟไลน์ผ่านที่ทำการ และการใช้เครือข่ายผ่านบุรุษไปรษณีย์ที่มีความคุ้นเคยกับผู้คนในพื้นที่ ในการนำเสนอสินค้าให้แต่ละท้องถิ่น ที่มีความสนใจแตกต่างกันไป โดยในปีที่ผ่านมา ธุรกิจรีเทลสามารถทำรายได้ราว 300 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มได้เป็น 500 ล้านบาทในปีนี้ ​โดยสัดส่วนยอดขายมาจากแพลตฟอร์มออนไลน์​ 30-40% และช่องทางออฟไลน์ราวๆ 60%</p>
<p>“ธุรกิจในกลุ่มค้าปลีก นอกจากการเพิ่มโมเดลธุรกิจใหม่ที่สร้างรายได้ให้องค์กรแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือชุมชนทั่วประเทศ ให้มีช่องทางในการจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มมากขึ้น ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ยังเป็นการสร้างดีมานด์ในธุรกิจขนส่งของตัวเอง โดยไม่ต้องไปแข่งขันจากการรอเป็นผู้ให้บริการขนส่งจากภายนอกแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งหากธุรกิจรีเทลเติบโตได้เพิ่มมากขึ้น ก็เท่ากับมีดีมานด์เข้ามามากขึ้น และไม่ต้องเข้าไปแข่งขันด้านราคากับผู้ประกอบการรายอื่นๆ เนื่องจาก เป็นธุรกิจในเครือของไปรษณีย์ไทยเอง เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งให้กับทั้งซัพพลายเชน”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13269 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/08/post6.jpg" alt="" width="1200" height="803" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การวางกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจ รวมทั้งการ Diversify เพื่อขยายการเติบโต​​ จะสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับไปรษณีย์ไทยโดยภาพรวม รวมทั้งขยายฐานรายได้ให้กับแต่ละกลุ่มธุรกิจให้เติบโตได้มากขึ้น โดยคาดว่าในสิ้นปีนี้​สัดส่วนรายได้จากแต่ละกลุ่มธุรกิจจะขยับเพิ่มสัดส่วน ดังต่อไปนี้ กลุ่มธุรกิจ Logistic และส่งด่วน 40% กลุ่มไปรษณียภัณฑ์​ 30% กลุ่มธุรกิจขนส่งต่างประเทศ​ 15% และกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและการเงิน 15%</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/08/strategic-of-thailand-post-sustainable-growth/">3 ทิศทาง ไปรษณีย์ไทย สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อตลาด Logistics ต้องเผชิญ​ Price War</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SCGP ​เดินหน้าขยายการลงทุนธุรกิจรีไซเคิลวัสดุบรรจุภัณฑ์ รับดีมานด์ฟื้นตัว ตั้งเป้ายอดขาย 1.5 แสนล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/07/scgp-2022-direction-and-investment-plan/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 Jul 2022 12:07:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[packaging]]></category>
		<category><![CDATA[Recycle]]></category>
		<category><![CDATA[SCGP]]></category>
		<category><![CDATA[Strategic]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[การเติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาญ จิตร์ภักดี]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี แพคเกจจิิง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=13087</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยทิศทางลงทุนช่วงครึ่งปีหลัง จะมุ่งสร้างการเติบโตให้มั่นคงต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ารายได้จากการขาย  1.5 แสนล้านบาท ​พร้อมวางงบลงทุนรวม  2 หมื่นล้านบาท เพื่อปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต การขยายกำลังการผลิต และสร้างการเติบโตร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ (Merger and Partnership : M&#38;P) โดยไตรมาส 2 ของปี 2565 ได้ขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกเพื่อรองรับความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทยอีก 75,000 ตันต่อปี พร้อมลงทุนในธุรกิจรีไซเคิลวัสดุบรรจุภัณฑ์ (Packaging Materials Recycling Business) ใน Peute Recycling B.V. (เพอเธ่) และการลงทุนใน Imprint Energy Inc. (Imprint) ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ผลิตแบตเตอรี่ด้วยการพิมพ์ (Printed Battery) ด้วยเงินลงทุนประมาณ 105 ล้านบาท สัดส่วนการถือหุ้น​ 3.3% เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโต [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/07/scgp-2022-direction-and-investment-plan/">SCGP ​เดินหน้าขยายการลงทุนธุรกิจรีไซเคิลวัสดุบรรจุภัณฑ์ รับดีมานด์ฟื้นตัว ตั้งเป้ายอดขาย 1.5 แสนล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>SCGP</strong> เปิดเผยทิศทางลงทุนช่วงครึ่งปีหลัง จะมุ่งสร้างการเติบโตให้มั่นคงต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ารายได้จากการขาย  1.5 แสนล้านบาท ​พร้อมวางงบลงทุนรวม  2 หมื่นล้านบาท เพื่อปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต การขยายกำลังการผลิต และสร้างการเติบโตร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ (Merger and Partnership : M&amp;P)</p>
<p><span id="more-13087"></span></p>
<p>โดยไตรมาส 2 ของปี 2565 ได้ขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกเพื่อรองรับความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทยอีก 75,000 ตันต่อปี พร้อมลงทุนในธุรกิจรีไซเคิลวัสดุบรรจุภัณฑ์ (Packaging Materials Recycling Business) ใน Peute Recycling B.V. (เพอเธ่) และการลงทุนใน Imprint Energy Inc. (Imprint) ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ผลิตแบตเตอรี่ด้วยการพิมพ์ (Printed Battery) ด้วยเงินลงทุนประมาณ 105 ล้านบาท สัดส่วนการถือหุ้น​ 3.3% เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโต สามารถนำความรู้ความเชี่ยวชาญมาขยายสู่ภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคต รวมทั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะได้ด้วย</p>
<p><strong>คุณวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร </strong><strong>SCGP </strong>ระบุว่า  SCGP มุ่งดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนตามกรอบแนวคิด ESG และการก้าวไปสู่เป้าหมายในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 ด้วยการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตให้ใช้พลังงานในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนานวัตกรรมสินค้า บริการ และโซลูชันที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม รวมถึงขยายความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อน ESG</p>
<p>ล่าสุดยังได้ร่วมกับพันธมิตรอย่าง บริษัท คาโอ อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Kao ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคและธุรกิจเคมีภัณฑ์ชั้นนำ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมและการให้ความสำคัญกับการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้ว เป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของสองบริษัทที่มีเป้าหมายเดียวกันในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสร้างแนวทางที่ยั่งยืนสำหรับผู้บริโภค</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13089 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/07/SCGP-1.jpg" alt="" width="1200" height="544" /></p>
<p>“ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565 มีรายได้จากการขายเท่ากับ 74,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้น​ 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตของทุกสายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และการรวมผลดำเนินงานของ Duy Tan, Intan Group และ Deltalab รวมถึงปริมาณความต้องการบรรจุภัณฑ์กระดาษและบรรจุภัณฑ์อาหารที่เพิ่มขึ้น มี EBITDA เท่ากับ 10,365 ล้านบาท ลดลง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสำหรับงวดเท่ากับ 3,514 ล้านบาท ลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น”</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ภาพรวมความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในครึ่งปีหลังของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากนโยบายเปิดประเทศที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความคึกคักให้กับการท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยสินค้าอุปโภคบริโภค และความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์จากอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงในหมวดสินค้าแช่แข็ง อาหารกระป๋อง และอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยเชิงบวกต่อความต้องการบรรจุภัณฑ์</p>
<p>อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและปัจจัยต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ที่มีผลต่อราคาพลังงานในตลาดโลก โดยคาดว่าราคาพลังงานครึ่งปีหลังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/07/scgp-2022-direction-and-investment-plan/">SCGP ​เดินหน้าขยายการลงทุนธุรกิจรีไซเคิลวัสดุบรรจุภัณฑ์ รับดีมานด์ฟื้นตัว ตั้งเป้ายอดขาย 1.5 แสนล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
