<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>น้ำ &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 09 May 2026 10:26:09 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.7</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>น้ำ &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;น้ำ&#8217; เชื่อมโยงโครงสร้าง​เศรษฐกิจไทยกว่า 17 ล้านล้านบาท ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; เร่งผลักดันแนวคิด Water Economy เปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/water-resilience-forum-2-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 09 May 2026 10:26:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[Chulalongkorn University]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Water Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience Center]]></category>
		<category><![CDATA[กันก่อนท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ชยันต์ เมืองสง]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[พลิกน้ำ สร้างชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์​กันก่อนท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[สทนช.)]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศสุดขั้ว]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41719</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; (Water Resilience Center) เปิดเวที Water Resilience Forum 2/2026 ภายใต้หัวข้อ &#8216;Water Economy : พลิกน้ำ สร้างชาติ&#8217; ชี้ปัญหาประเทศไทย เผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมจากอากาศแปรปรวน (Climate Change) สร้างความสูญเสียซ้ำซาก กด GDP ให้ลดลงต่อเนื่อง พร้อมชวนเปลี่ยนมุมมอง​ น้ำไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่เป็น &#8216;โจทย์เศรษฐกิจของประเทศ&#8217; ถ้าบริหารดีสร้างมูลค่า บริหารพลาด สูญเสียมหาศาล ระดมความร่วมมือ จัดการน้ำเชิงรุก เปลี่ยนความเสี่ยงน้ำเป็นโอกาสเศรษฐกิจ พลิกจากรอดสู่รวย  ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน โดย​ความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554  ประเมินมูลค่าผลกระทบสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท ขณะที่ 2 ปีต่อจากนั้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/water-resilience-forum-2-2026/">&#8216;น้ำ&#8217; เชื่อมโยงโครงสร้าง​เศรษฐกิจไทยกว่า 17 ล้านล้านบาท ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; เร่งผลักดันแนวคิด Water Economy เปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; (</strong><strong>Water Resilience Center) </strong><strong>เปิดเวที </strong><strong>Water Resilience Forum 2/2026 </strong><strong>ภายใต้หัวข้อ &#8216;</strong><strong>Water Economy : </strong><strong>พลิกน้ำ สร้างชาติ&#8217; ชี้ปัญหาประเทศไทย เผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมจากอากาศแปรปรวน</strong><strong> (Climate Change) </strong><strong>สร้างความสูญเสียซ้ำซาก กด </strong><strong>GDP ให้</strong><strong>ลดลงต่อเนื่อง</strong></p>
<p><span id="more-41719"></span></p>
<p><strong>พร้อมชวนเปลี่ยนมุมมอง​ น้ำไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่เป็น &#8216;โจทย์เศรษฐกิจของประเทศ&#8217; ถ้าบริหารดีสร้างมูลค่า บริหารพลาด สูญเสียมหาศาล ระดมความร่วมมือ จัดการน้ำเชิงรุก เปลี่ยนความเสี่ยงน้ำเป็นโอกาสเศรษฐกิจ พลิกจากรอดสู่รวย </strong></p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร </strong>อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน โดย​ความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554  ประเมินมูลค่าผลกระทบสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท ขณะที่ 2 ปีต่อจากนั้น ในปี 2555 &#8211; 2556 ประเทศไทยกลับประสบปัญหาภัยแล้ง ซึ่งสร้างมูลค่าความเสียหายประมาณ 30,000 ล้านบาทตามมา</p>
<p><em> “ประเทศไทยสูญเสียให้กับน้ำทุกปี ไม่ว่าจะแล้งหรือท่วม หากยังแก้ปัญหาแบบเดิม เราจะสูญเสียซ้ำไปเรื่อยๆ  นำมาสู่การผลักดันแนวคิด <strong>Water Economy</strong> เพื่อเปลี่ยนน้ำจากความเสี่ยง เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ด้วยความร่วมมือของศูนย์ <strong>&#8216;กันก่อนท่วม&#8217;</strong> (Water Resilience Center) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก และภาคเอกชนหลายแห่ง พร้อม <strong>ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เน้นการบริหารจัดการเชิงรุกด้วยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม เพื่อพลิกวิกฤตน้ำให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ</strong>”</em></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41721 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Water-Resilience4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ผลักดัน Water Economy เปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ</strong></p>
<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์</strong> คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ประธานคณะกรรมการศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; (Water Resilience Center) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า <em><strong>ทรัพยากรน้ำไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ต่างจากพลังงาน ดิจิทัล หรือระบบโลจิสติกส์ ​ปัจจุบันทรัพยากรน้ำเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 17 ล้านล้านบาทของประเทศไทย</strong></em></p>
<p>ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ทั้งปรากฏการณ์เอลนีโญ ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอุทกภัยรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และความ เชื่อมั่นในการลงทุน โดย <strong>บทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 แสดงให้เห็นว่าความเสียหายสามารถส่งผลให้ GDP ของ ประเทศลดลงได้ถึง​​ 2.5% ขณะที่ความเสี่ยงในอนาคตมีแนวโน้มรุนแรงและถี่ขึ้นจาก Climate Extremes</strong></p>
<p>ดังนั้น ​มุมมองเกี่ยวกับน้ำจึงควรเปลี่ยนจากภัยพิบัติสู่ &#8216;<strong>สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ</strong>&#8216; ตามแนวคิด Water Economy ที่มองน้ำเป็น <strong>เหรียญสองด้าน </strong>ของระบบเศรษฐกิจ ในด้านหนึ่ง น้ำคือ <strong>&#8216;ตัวคูณทางเศรษฐกิจ&#8217;</strong> (Economic Generator) ที่สนับสนุนภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว สุขภาพ และ คุณภาพชีวิต แต่อีกด้านหนึ่ง หากขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ น้ำจะกลายเป็น <strong>&#8216;ตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจ&#8217;</strong> (Economic Disruptor) ที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจ การผลิต และกลุ่มเปราะบางในสังคม</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41722 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Water-Resilience3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“<strong>โจทย์สำคัญของประเทศไทยไม่ใช่เพียงรับมือภัยแล้งหรือน้ำท่วมเฉพาะหน้า แต่คือการยกระดับระบบ เศรษฐกิจให้มีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience Economy) ผ่านการลงทุนที่ถูกที่ ถูกเวลา และขับเคลื่อนด้วยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน</strong> ศูนย์กันก่อนท่วม (Water Resilience Center) เป็นแพลตฟอร์มกลางทางวิชาการที่เป็นมิตรและเป็นกลาง ทำหน้าที่สังเคราะห์ข้อมูล พัฒนาองค์ ความรู้ และสื่อสารความเสี่ยงด้านน้ำเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อาทิ เนเธอร์แลนด์ญี่ปุ่น และภาคเอกชน <strong>เพื่อผลักดันแนวคิด Water Economy และเปลี่ยน  &#8216;ความเสี่ยงด้านน้ำ&#8217; ให้เป็น  &#8216;โอกาสทางเศรษฐกิจ&#8217; ของประเทศในระยะยาว</strong>” </em></p>
<p><strong>คุณชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)</strong> กล่าวในหัวข้อ<strong> &#8216;พลิกนโยบายน้ำ สร้างเศรษฐกิจ&#8217;</strong> ว่า ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย เป็นปัญหาซ้ำซากที่กระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจ สทนช. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นเจ้าภาพบูรณาการหน่วยงานด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติ เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนแก้ วิกฤตน้ำให้เป็น “วาระแห่งชาติ”อย่างมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการแก้ไขปัญหา น้ำได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการพยากรณ์อากาศให้มีความแม่นยำและการแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้ ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤตได้ทันท่วงที</p>
<p><em>&#8220;​สทนช. ได้เสนอ <strong>มาตรการรับมือฤดูฝน แก้ภัยแล้ง และควบคุมคุณภาพน้ำ</strong> ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ นอกเขตชลประทาน เพื่อเตรียมจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตรช่วยเหลือไม่ให้เกิดผลกระทบ ล่าสุด ครม.มีมติ เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด ประกอบกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการ ทั้งภาคการศึกษาที่มี​ทั้งองค์ความรู้​ เทคโนโลยี รวมทั้งภาคเอกชน​ที่ให้ความสำคัญในการยกระดับการแก้ภัยแล้ง น้ำท่วมได้ครอบคลุมทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ เชื่อว่าจะสามารถช่วยลดผลกระทบต่อปากท้องของประชาชน และนำไปสู่การเตรียมการล่วงหน้า เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งยั่งยืนร่วมกัน ” </em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41723 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Water-resilience5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ยกระดับปัญหาน้ำ = วาระแห่งชาติ เดินหน้าแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ</strong></p>
<p><strong>คุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส</strong> ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และรองประธานคณะกรรมการศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในช่วงสรุป &#8216;<strong>Water Economy: พลิกน้ำ เปลี่ยนชะตาประเทศไทย&#8217;</strong> ว่า ประเทศไทย กำลังเข้าสู่ยุคที่ <strong>‘น้ำ’ ไม่ใช่เรื่องฤดูกาล แต่คือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา </strong>โดยชี้ว่า ภายใต้ภาวะเอลนีโญ และ Climate Change ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และน้ำแปรปรวนรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่รัฐยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการเยียวยาซ้ำซาก ทุกปีแต่ยังไม่ได้ลงทุนเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนแนวคิด Water Economy สู่การปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จนั้น ประเทศไทยมีต้นแบบที่พิสูจน์ แล้วว่าสามารถ <strong>&#8216;พลิกน้ำเป็นโอกาส&#8217;</strong> ลดความสูญเสียและสร้างเศรษฐกิจได้จริงในระดับพื้นที่ เช่น จังหวัดกาญจนบุรีที่ใช้ การบริหารจัดการเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ ร่วมกับระบบกระจายน้ำแบบ &#8216;ก้างปลา&#8217; และ &#8216;แก้มลิง ธรรมชาติ&#8217; เพื่อลดแรงมวลน้ำก่อนเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ รวมทั้ง​โครงการขนาดใหญ่ระดับโลก เช่น เขื่อนสามผา (Three Gorges Dam) ของจีน แสดงให้เห็นว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสามารถปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ และ สร้างเสถียรภาพให้กับประเทศในระยะยาว&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41724 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Water-Resilience6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความท้าทายสำคัญในการบริหารจัดการของไทยคือ <strong>&#8216;การขาดการเชื่อมต่อจากโมเดล พื้นที่สู่ระดับประเทศ&#8217;</strong> ทำให้ศักยภาพที่มีอยู่ยังไม่ถูกขยายผลอย่างเต็มที่ ​ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; จึง​มุ่งขับเคลื่อน Water Economy ผ่าน 3 แนวทาง ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. ยกระดับ ‘วิกฤตน้ำ’ เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง :  </strong>ปรับโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นเอกภาพและบูรณาการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>2. สร้าง </strong><strong>Water Smart Community :  </strong>สนับสนุนชุมชนและภาคประชาสังคมให้มีองค์ความรู้และบริหารจัดการน้ำเองได้</p>
<p><strong>3. ลงทุนระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติ (</strong><strong>National Water Data Platform) : </strong>ใช้ Real-time Data เพื่อคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก</p>
<p><strong>Designing Resilience : พลิกการออกแบบเมือง อยู่กับน้ำอย่างชาญฉลาด</strong></p>
<p>ช่วงเสวนาหัวข้อ <strong>&#8216;Designing Resilience: พลิกการออกแบบเมือง อยู่กับน้ำอย่างชาญฉลาด&#8217;</strong> โดย <strong>ศาสตราจารย์มิโฮ มาซูเรียว (</strong><strong>Prof. Miho Mazereeuw) </strong>ผู้อำนวยการ MIT Climate Mission และผู้อำนวยการ Urban Risk Lab และ <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ ทรัพย์สุข </strong>คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอ <em><strong>กรณีศึกษาการออกแบบอาคารและพื้นที่ต้นแบบที่สามารถรับมืออุทกภัย ใช้งานได้ในช่วงเกิดภัย พิบัติ และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41726 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/2254006.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong> ​ศาสตราจารย์มิโฮ</strong> ถ่ายทอดตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่น ​สะท้อนแนวคิด การออกแบบ <strong>หนึ่งได้สอง </strong> (dual‑use design) ที่เชื่อมโยงการป้องกันภัยพิบัติกับบริบทเศรษฐกิจน้ำ และให้ ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะที่ <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ </strong>สะท้อนความเปราะบางของเมืองไทยจากรูปแบบการพัฒนาในอดีต พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทของสถาปัตยกรรมเชิงยืดหยุ่นในการฟื้นฟูชุมชน ลดความเสี่ยง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว</p>
<p><strong>คุณประเชิญ คนเทศ</strong> ผู้จัดการมูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม กล่าวว่า พื้นที่นครปฐมเคยเผชิญวิกฤตน้ำซ้ำซาก ทั้ง น้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเสีย และการบริหารจัดการที่ <strong>ต่างคนต่างทำ</strong> ส่งผลให้ปัญหาของพื้นที่หนึ่งไปซ้ำเติมอีกพื้นที่หนึ่งไม่จบสิ้น</p>
<p>จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 2566 กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ริเริ่มให้ชุมชนใช้ <strong>ผังภูมิสังคม (Geo-Social Map)</strong> มาใช้เป็นฐานข้อมูลกลาง บูรณาการข้อมูลภูมิศาสตร์และข้อมูลชุมชน ทำให้สามารถวางแผนจัดการน้ำได้ทั้งระบบ ครอบคลุมทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ</p>
<p>“จากฐานข้อมูลที่พัฒนาขึ้น นำไปสู่โจทย์สำคัญของชุมชนว่า จะต่อยอดแหล่งน้ำให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ อย่างไร ทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว จึงขับเคลื่อนผ่านโครงการวิจัย​​​ ที่ทำหน้าที่เป็น​พื้นที่กลาง​เชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เข้ามาร่วมวางแผนอนาคตบนข้อมูลชุดเดียวกัน เช่น ระบบเตือนภัยที่ทุกคนเข้าถึงได้ทำให้นครปฐมรับมือมวลน้ำได้โดยไม่กระทบวงกว้าง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41720 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/2254033.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>หลังจากนั้นเริ่ม <strong>&#8216;พลิกน้ำเป็นรายได้ จากรอดสู่รวย&#8217;</strong> หลังจากมหาอุทกภัยปี 2554 เกษตรกรที่นครปฐมแทบหมดตัว ไม่มีรายได้ ปัจจุบันเฉพาะ สวนส้มโอ ปีนี้มีผลผลิตเกือบ 6,000 ตัน มูลค่าสูงถึง 1,500 ล้านบาท เฉลี่ยครอบครัวละ 1 ล้านบาท นอกจากนี้ภาคบริการ ท่องเที่ยว ก็ทำรายได้สู่ท้องถิ่นได้ดีชุมชนนครปฐมบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ ปีที่ผ่านมา สวนส้มโอไม่เสียหายจากน้ำท่วมเลย พิสูจน์แล้วว่าการจัดการน้ำที่ดี สร้างเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว” นายประเชิญกล่าว</p>
<p><strong>คุณวรสถิตย์ บัวแดง</strong> ต้นกล้าชุมชน มูลนิธิเอสซีจี สะท้อนจากประสบการณ์ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วม​ในภาคเหนือว่า น้ำท่วมไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่​ยังพรากชีวิตและอนาคตของคนจำนวนมาก การรับมือแบบคลำทางในช่วงวิกฤต ชุมชนจำนวนมากยังขาดข้อมูลพื้นฐานสำคัญ เช่น พื้นที่เสี่ยง จุดปลอดภัย หรือกลุ่มเปราะบาง ทำให้การช่วยเหลือไม่ตรงจุด พร้อมเสนอ 3 แนวทางเร่งด่วนเพื่อ &#8216;ติดอาวุธให้ชุมชน&#8217; เพื่อความมั่นคงของชีวิตและเศรษฐกิจในระยะยาว  ได้แก่</p>
<p>&#8211; สร้าง <strong>Geo-Social Map</strong> ให้ชุมชนรู้พื้นที่และความเสี่ยงของตัวเอง</p>
<p>&#8211; พัฒนา <strong>อาสาสมัครภัยพิบัติในชุมชน</strong> ให้พร้อมรับมือทันที</p>
<p>&#8211; ใช้<strong>เทคโนโลยีและระบบเตือนภัยที่แม่นยำ</strong> เปลี่ยนความตระหนกเป็นตระหนัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ด้านเยาวชนไทย <strong>คุณกิตตินันท์ สงคำ </strong>และ <strong>คุณณฐนนท์ เขื่อนทา ทีมพัฒนา </strong><strong>AI &#8216;</strong><strong>น้องเฝ้าน้ำ&#8217; </strong>ผู้ชนะเลิศในโครงการ กล้าใหม่ใฝ่รู้ SCB Challenge ปี 2568 เปิดเผยว่า แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ใน จังหวัดเชียงราย ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก จึงพัฒนา <strong>ระบบ AI คาดการณ์น้ำ</strong> โดยใช้ข้อมูลระดับน้ำแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์แนวโน้มล่วงหน้า สามารถติดตามระดับน้ำตลอด 24 ชั่วโมง และแจ้งเตือนผ่าน เว็บไซต์ SmartFlood AI และ AI LINE Chatbot  &#8216;น้องเฝ้าน้ำ&#8217; ให้คน ‘รู้ก่อน’ จะได้ ‘รอดก่อน’ ช่วยให้ชุมชนเตรียมรับมือได้ทันท่วงที ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41725 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/2253985_0.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>เวที Water Resilience Forum 2/2026 สะท้อนชัดว่า การแก้ปัญหาน้ำไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยี ภาคการศึกษา ภาคเอกชน ไปจนถึงนโยบายระดับประเทศ เมื่อข้อมูลวิทยาศาสตร์ และคนในพื้นที่ทำงานร่วมกัน ประเทศไทย  จะสามารถ &#8216;พลิกน้ำ สร้างชาติ&#8217; ได้อย่างแท้จริง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/water-resilience-forum-2-2026/">&#8216;น้ำ&#8217; เชื่อมโยงโครงสร้าง​เศรษฐกิจไทยกว่า 17 ล้านล้านบาท ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; เร่งผลักดันแนวคิด Water Economy เปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย เดินหน้าสานต่อโครงการ “ระยองรักษ์น้ำ” ส่งมอบถังหยดน้ำยาจุลินทรีย์ให้แก่เทศบาลนครระยองต่อเนื่องปีที่ 2 เพื่อฟื้นฟูคุณภาพน้ำในชุมชน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/08/suntory-pepsico-thailand-rayong-river-conservation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 17 Aug 2025 05:52:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Growing for Good]]></category>
		<category><![CDATA[Suntory Pepsico]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ซันโทรี่]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ระยองรักษ์น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐวุฒิ งามวุฒิวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[วิภาวรรณ ทัศนปรีชาชัย]]></category>
		<category><![CDATA[เป๊ปซี่โค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=35560</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์สินค้าของซันโทรี่และเป๊ปซี่โคในประเทศไทย นำโดย นายรัฐวุฒิ งามวุฒิวงศ์ รองประธานบริหารฝ่ายการผลิต โรงงานจังหวัดระยอง (ที่ 4 จากซ้าย) พร้อมด้วย นางสาววิภาวรรณ ทัศนปรีชาชัย รองประธานบริหารฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์ (ที่ 3 จากซ้าย) เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ​ “ระยองรักษ์น้ำ” ของบริษัทฯ ด้วยการสนับสนุนถังหยดน้ำยาจุลินทรีย์ขนาด 1,000 ลิตร จำนวน 10 ถัง ให้แก่เทศบาลนครระยองต่อเนื่องเป็นปีที่สอง เพื่อใช้ขยายผลการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำและปรับปรุงคุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรมในเขตเทศบาลนครระยอง โดยมี นายนรินทร์ เจนจิรวัฒนา รองนายกเทศมนตรีนครระยอง (ที่ 2 จากซ้าย) และนายชญชม ปลื้มวุฒิวัฒน์ หัวหน้าฝ่ายจัดการคุณภาพน้ำ เทศบาลนครระยอง (ที่ 1 จากซ้าย) เป็นผู้รับมอบ ณ ศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำเทศบาลนครระยอง จังหวัดระยอง ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ให้การสนับสนุนกิจกรรมติดตั้งถังหยดน้ำยาจุลินทรีย์จำนวน 10 ถัง เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำเขตเทศบาลนครระยองตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งหลังการดำเนินการในปีแรก เทศบาลนครระยองได้เก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องและพบว่าค่าความเป็นกรดด่าง (pH) และค่าออกซิเจนละลายน้ำในจุดที่ติดตั้งถังหยดน้ำยาจุลินทรีย์นั้นเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้คุณภาพน้ำและระบบนิเวศในแหล่งน้ำดีขึ้น ในปีนี้ จึงสนับสนุนการติดตั้งถังหยดน้ำยาจุลินทรีย์ตามแนวแม่น้ำระยองเพิ่มเติมอีก 10 ถัง เพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่ชุมชนให้ได้มากยิ่งขึ้น การสนับสนุนถังหยดน้ำยาจุลินทรีย์ให้กับเทศบาลนครระยอง เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการ “ระยองรักษ์น้ำ” ของ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย จัดขึ้นในจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของโรงงานผลิตของบริษัทฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อร่วมฟื้นฟูและดูแลแหล่งน้ำในชุมชนให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ   เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของ “น้ำ” [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/suntory-pepsico-thailand-rayong-river-conservation/">ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย เดินหน้าสานต่อโครงการ “ระยองรักษ์น้ำ” ส่งมอบถังหยดน้ำยาจุลินทรีย์ให้แก่เทศบาลนครระยองต่อเนื่องปีที่ 2 เพื่อฟื้นฟูคุณภาพน้ำในชุมชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="x_MsoNormal"><b><span lang="TH" data-olk-copy-source="MessageBody">บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์สินค้าของซันโทรี่และเป๊ปซี่โคในประเทศไทย </span></b><span lang="TH">นำโดย <b>นายรัฐวุฒิ งามวุฒิวงศ์ รองประธานบริหารฝ่ายการผลิต โรงงานจังหวัดระยอง</b> <b>(ที่ </b></span><b>4 <span lang="TH">จากซ้าย)</span></b><span lang="TH"> พร้อมด้วย <b>นางสาววิภาวรรณ ทัศนปรีชาชัย รองประธานบริหารฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์</b> <b>(ที่ </b></span><b>3 <span lang="TH">จากซ้าย)</span></b><span lang="TH"> เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ​</span><span lang="TH"> </span><b>“<span lang="TH">ระยองรักษ์น้ำ</span>”</b><b><span lang="TH"> </span></b><span lang="TH">ของบริษัทฯ </span></p>
<p><span id="more-35560"></span></p>
<p class="x_MsoNormal"><span lang="TH">ด้วยการสนับสนุนถังหยดน้ำยาจุลินทรีย์ขนาด 1</span>,<span lang="TH">000 ลิตร จำนวน </span>10 <span lang="TH">ถัง ให้แก่เทศบาลนครระยองต่อเนื่องเป็นปีที่สอง เพื่อใช้ขยายผลการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำและปรับปรุงคุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรมในเขตเทศบาลนครระยอง โดยมี</span> <b><span lang="TH">นายนรินทร์ เจนจิรวัฒนา รองนายกเทศมนตรีนครระยอง (ที่ </span></b><b>2 <span lang="TH">จากซ้าย) </span></b><span lang="TH">และ</span><b><span lang="TH">นายชญชม ปลื้มวุฒิวัฒน์ หัวหน้าฝ่ายจัดการคุณภาพน้ำ เทศบาลนครระยอง (ที่ </span></b><b>1 <span lang="TH">จากซ้าย) </span></b><span lang="TH">เป็นผู้รับมอบ ณ ศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำเทศบาลนครระยอง จังหวัดระยอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35561 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/rayong-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p class="x_MsoNormal"><b></b><span lang="TH">ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ให้การสนับสนุนกิจกรรมติดตั้งถังหยดน้ำยาจุลินทรีย์จำนวน </span>10 <span lang="TH">ถัง เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำเขตเทศบาลนครระยองตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งหลังการดำเนินการในปีแรก เทศบาลนครระยองได้เก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องและพบว่าค่าความเป็นกรดด่าง (</span>pH) <span lang="TH">และค่าออกซิเจนละลายน้ำในจุดที่ติดตั้งถังหยดน้ำยาจุลินทรีย์นั้นเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้คุณภาพน้ำและระบบนิเวศในแหล่งน้ำดีขึ้น ในปีนี้ จึงสนับสนุนการติดตั้งถังหยดน้ำยาจุลินทรีย์ตามแนวแม่น้ำระยองเพิ่มเติมอีก </span>10 <span lang="TH">ถัง เพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่ชุมชนให้ได้มากยิ่งขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35563 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/rayong3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p class="x_MsoNormal"><span lang="TH">การสนับสนุนถังหยดน้ำยาจุลินทรีย์ให้กับเทศบาลนครระยอง เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการ “ระยองรักษ์น้ำ” ของ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย จัดขึ้นในจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของโรงงานผลิตของบริษัทฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อร่วมฟื้นฟูและดูแลแหล่งน้ำในชุมชนให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ </span>  <span lang="TH">เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของ “น้ำ” ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและเป็นหัวใจสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงค่านิยมองค์กร “</span>Growing for Good” <span lang="TH">หรือ “การเติบโตอย่างยั่งยืน” ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/suntory-pepsico-thailand-rayong-river-conservation/">ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย เดินหน้าสานต่อโครงการ “ระยองรักษ์น้ำ” ส่งมอบถังหยดน้ำยาจุลินทรีย์ให้แก่เทศบาลนครระยองต่อเนื่องปีที่ 2 เพื่อฟื้นฟูคุณภาพน้ำในชุมชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สานต่อ ‘วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ’ ปีที่ 2 มุ่งสร้าง &#8216;คนรุ่นใหม่&#8217; สู่ &#8216;ผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม&#8217; เล็งผลักดันหลักสูตร &#8216;อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ&#8217; เข้าถึงเด็กไทยทุกคน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/07/one-suntory-mizuiku-education-program/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Jul 2025 11:50:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[EEC]]></category>
		<category><![CDATA[One Suntory]]></category>
		<category><![CDATA[One Suntory Mizuiku]]></category>
		<category><![CDATA[Suntory Beverage and Food Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Suntory Holdings]]></category>
		<category><![CDATA[Suntory PepsiCo Beverage (Thailand)]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[การอนุรักษ์น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ค่ายมิซุอิกุ]]></category>
		<category><![CDATA[ค่ายมิซุอิกุ ผู้พิทักษ์รักษ์น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[มิซุอิกุคลับ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนต้นแบบรักษ์น้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34694</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขับเคลื่อนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว สำหรับโครงการ ‘วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ’ ภายใต้การผนึกกำลังกันของ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี บริษัท ซันโทรี่ โฮลดิ้งส์ จำกัด บริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นร่วมให้การสนับสนุน ‘วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ’ เป็นการยกระดับและรวมความเชี่ยวชาญของทั้งสองบริษัทในเครือซันโทรี่ ที่เคยมีแนวทางในการขับเคลื่อนเรื่องน้ำในแบบฉบันของตัวเองมาก่อนหน้านี้ มาสู่การรวมพลังเพื่อเพิ่ม Impact ให้สร้างผลกระทบเชิงบวกได้มากขึ้น ผ่านแนวคิด &#8216;ไม่มีน้ำ ไม่มีเรา&#8217; (No Water, No Life) โดยมีเป้าหมาย​มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกและส่งต่อองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้แก่เด็กและเยาวชน เพื่อต้องการสร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่สามารถเติบโตขึ้นไปเป็น &#8216;ผู้นำ&#8217; ด้าน​สิ่งแวดล้อม  พร้อม​​ตั้ง​เป้าหมายภาพรวม​ทั่วโลก ในการเข้าถึงเด็กและเยาวชน รวมทั้งสามารถส่งมอบองค์ความรู้เรื่องน้ำให้แก่ผู้คนทั่วโลกได้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/one-suntory-mizuiku-education-program/">สานต่อ ‘วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ’ ปีที่ 2 มุ่งสร้าง &#8216;คนรุ่นใหม่&#8217; สู่ &#8216;ผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม&#8217; เล็งผลักดันหลักสูตร &#8216;อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ&#8217; เข้าถึงเด็กไทยทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ขับเคลื่อนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว สำหรับโครงการ <strong>‘</strong><strong>วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ</strong><strong> : </strong><strong>เรารักษ์น้ำ</strong><strong>’</strong> ภายใต้การผนึกกำลังกันของ <strong>บริษัท</strong> <strong>ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย)</strong> <strong>จำกัด</strong> และ <strong>บริษัท ซันโทรี่</strong> <strong>เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด</strong> โดยมี <strong>บริษัท ซันโทรี่ โฮลดิ้งส์ จำกัด</strong> บริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นร่วมให้การสนับสนุน</p>
<p><span id="more-34694"></span></p>
<p><strong>‘</strong><strong>วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ</strong><strong> : </strong><strong>เรารักษ์น้ำ</strong><strong>’</strong> เป็นการยกระดับและรวมความเชี่ยวชาญของทั้งสองบริษัทในเครือซันโทรี่ ที่เคยมีแนวทางในการขับเคลื่อนเรื่องน้ำในแบบฉบันของตัวเองมาก่อนหน้านี้ มาสู่การรวมพลังเพื่อเพิ่ม Impact ให้สร้างผลกระทบเชิงบวกได้มากขึ้น ผ่านแนวคิด <strong>&#8216;ไม่มีน้ำ ไม่มีเรา&#8217; (No Water, No Life)</strong></p>
<p>โดยมีเป้าหมาย​มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกและส่งต่อองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้แก่เด็กและเยาวชน เพื่อต้องการสร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่สามารถเติบโตขึ้นไปเป็น <strong>&#8216;ผู้นำ&#8217; ด้าน​สิ่งแวดล้อม  </strong>พร้อม​​ตั้ง​เป้าหมายภาพรวม​ทั่วโลก ในการเข้าถึงเด็กและเยาวชน รวมทั้งสามารถส่งมอบองค์ความรู้เรื่องน้ำให้แก่ผู้คนทั่วโลกได้ 5 ล้านคน ภายในปี 2030</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34703 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/สำเนาของ-14-ฐาน-2-Mizuiku-Water-Hero-Camp_-Year-2-1.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>เรียนรู้ผ่าน Experience Based Learning </strong></p>
<p>การขับเคลื่อนนี้ ​ยังตอบโจทย์ทั้งในมิติทางธุรกิจ ในฐานะบริษัทเครื่องดื่ม ที่ <strong>&#8216;น้ำ&#8217;</strong> ถือว่าเป็นทรัพยากรสำคัญที่สร้างการเติบโตในธุรกิจ ประกอบกับ น้ำ​คือหัวใจสำคัญในการดำรงชีวิตของผู้คนบนโลก จึงมุ่งเดินหน้าปลูกจิตสำนึกและถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านการอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อม ผ่านการส่งเสริมการอนุรักษ์น้ำในชีวิตประจำวัน พร้อมการช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดขึ้นทั้งในโรงเรียน ​ครอบครัว ตลอดจนชุมชนและสังคมได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>สำหรับการดำเนินงานใน​ประเทศไทย ปี 2024 ที่ผ่านมา สามารถส่งมอบองค์ความรู้ให้เด็กและเยาวชนกว่า 8,115 คน รวมทั้งคุณครู 270 คน จาก 30 โรงเรียนในจังหวัดชลบุรีและระยอง และอนาคตต่อไปจะมุ่งขยายพื้นที่ขับเคลื่อนโครงการไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดที่มีโรงงานของทั้ง 2 บริษัทตั้งอยู่ ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และสระบุรี ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นบ้าน​อีกหนึ่งหลังของซันโทรี่เช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34706 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/สำเนาของ-43-Mizuiku-Water-Hero-Camp_-Year-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ในส่วนของการนำร่อง​โครงการในปีที่ 2 นี้ ได้จัดขึ้นใน จ.ชลบุรี พร้อมชักชวนแกนนำเยาวชนคนรุ่นใหม่ และคุณครูกว่า 500-600 คน มาร่วม​เรียนรู้และลงมือทำ <strong>‘</strong><strong>ค่ายมิซุอิกุ ผู้พิทักษ์รักษ์น้ำ</strong><strong>’</strong> ผ่านรูปแบบ Experience Based Learning จากห้องเรียนธรรมชาติ เพื่อสร้างความเข้าใจได้ชัดเจนมากขึ้นจากประสบการณ์จริง และนำความรู้ที่ได้จากค่าย กลับไปต่อยอดสู่การดำเนินโครงการอนุรักษ์น้ำภายในโรงเรียน พร้อมจัดตั้ง<strong> ‘มิซุอิกุ คลับ’</strong> เพื่อขยายผลโครงการออกไปสู่แต่ละครอบครัว หรือภายในชุมชนต่อไป</p>
<p>​​การออกแบบ 2 กิจกรรมหลักในโครงการ ทั้งการเข้าค่ายมิซุอิกุ และการจัดตั้งมิซุอิกุ คลับ จึงเป็นเสมือนการต่อยอดสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่มีหัวใจอนุรักษ์  และเป็นแรงกระเพื่อมให้เกิดการขยายผลไปสู่การแก้ปัญหาภายในโรงเรียน หรือในชุมชน โดยมีการสนับสนุนงบประมาณสำหรับจัดทำโครงการอนุรักษ์น้ำให้โรงเรียนในโครงการแห่งละ 1 หมื่นบาท  พร้อมทั้งทำการเฟ้นหา &#8216;<strong>โรงเรียนต้นแบบรักษ์น้ำ&#8217;</strong> หรือ School Model เพื่อคัดเลือกให้ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น และนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ให้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาของโรงเรียน หรือในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34702 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/สำเนาของ-17-ฐาน-3-Mizuiku-Water-Hero-Camp_-Year-2-2.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>มุ่งผลักดันหลักสูตร &#8216;อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ&#8217;</strong></p>
<p>โครงการนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง ทั้งในมิติของการศึกษา และด้านการดูแลบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (EEC : Environmental Education Centre) รวมทั้งภาคีหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกรมทรัพยากรน้ำ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และกรมควบคุมมลพิษ ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  สอดคล้องกับชื่อโครงการ คือ มิซุ ที่แปลว่าน้ำ และ อิกุ ที่แปลว่า การศึกษา นั่นเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34697 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/สำเนาของ-27-ฐาน-6-Mizuiku-Water-Hero-Camp_-Year-2-4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับเนื้อหา​การเรียนรู้ของเด็กๆ และเยาวชน จะเน้นการสร้างความตระหนักและทำความเข้าใจถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ ด้วยแนวคิด &#8216;<strong>ไม่มีน้ำ ไม่มีเรา&#8217;</strong>​ พร้อมเรียนรู้เส้นทางวัฏจักรของน้ำ และความรู้ที่เชื่อมโยงและเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์น้ำ เช่น การคัดแยกขยะ เพื่อเข้าใจประเภทของขยะ และสามารถแยกขยะที่รีไซเคิลได้ให้กลับเข้าสู่ระบบ Circularity เพื่อลดปริมาณขยะ และลดโอกาสที่จะหลุดมาสร้างผลกระทบให้สิ่งแวดล้อมหรือแหล่งน้ำในอนาคต</p>
<p>อีกหนึ่ง <strong><em>What&#8217;s Next ที่ทางซันโทรี่ตั้งเป้าไว้ คือ การ​ยกระดับองค์ความรู้เรื่องการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรน้ำในโครงการ  ‘วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ’ ให้กลายเป็นหนึ่งในหลักสูตร เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไทยทุกคนสามารถเข้าถึงและเรียนรู้ได้อย่างเสรี</em></strong>  จึงเตรียมเดินหน้าผลักดันและประสานงานต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสามารถบรรจุองค์ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ รวมทั้งสิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นหนึ่งทางเลือกในวิชาเรียน​เสรีของเด็กนักเรียนไทย เช่นเดียวกับที่สามารถผลักดันได้สำเร็จแล้วในบางประเทศ เช่น เวียดนาม เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34705 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/สำเนาของ-30-Mizuiku-Water-Hero-Camp_-Year-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะที่ในประเทศไทยจะเดินหน้าผลักดัน เพื่อสามารถขยายผลและสร้างความตระหนักรู้ได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการสร้างแนวร่วมเพื่อช่วยดูและรักษาทรัพยากรน้ำ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมของประเทศในอนาคต</p>
<p>เห็นได้ว่า ความแตกต่างและโดดเด่นในการขับเคลื่อนโครงการ <strong>‘วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ’</strong> จึงไม่ใช่แค่การให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนภายในห้องเรียนแล้วจบไป  แต่​มุ่งหวังให้เกิดการขับเคลื่อน​ Impact ที่​จับต้องได้ รวมทั้งเกิดการนำไปต่อยอดวิธีคิด หรือสร้าง Best Practice จากไอเดียของคนรุ่นใหม่ เพื่อพัฒนาเป็นโซลูชัน​ในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำหรือสิ่งแวดล้อมให้แต่ละพื้นที่ได้อย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34711 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/สำเนาของ-51-Mizuiku-Water-Hero-Camp_-Year-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/one-suntory-mizuiku-education-program/">สานต่อ ‘วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ’ ปีที่ 2 มุ่งสร้าง &#8216;คนรุ่นใหม่&#8217; สู่ &#8216;ผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม&#8217; เล็งผลักดันหลักสูตร &#8216;อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ&#8217; เข้าถึงเด็กไทยทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ไทยน้ำทิพย์&#8217; เปิดโรงงานปทุมธานี ชูมาตรฐานการผลิตระดับโลก พร้อมนวัตกรรมความยั่งยืน ตอกย้ำ​ผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/thainamthip-open-coca-cola-pathumthani-plant/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 10 Sep 2024 13:10:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Beverage]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutrality]]></category>
		<category><![CDATA[Coca-Cola ThaiNamthip]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ThaiNamthip]]></category>
		<category><![CDATA[กระบวนการผลิต]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ปุณฑริกา สุสัณฐิตพงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[เทอดพงษ์ ศิริเจน]]></category>
		<category><![CDATA[โค้ก]]></category>
		<category><![CDATA[โคคา โคล่า]]></category>
		<category><![CDATA[โรงงานปทุมธานี]]></category>
		<category><![CDATA[โรงงานเครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยน้ำทิพย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28699</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ “โคคา-โคล่า” เพื่อทำตลาดในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2502 โดย​รับผิดชอบ​​ 63 จังหวัดทั่วประเทศ ยกเว้น 14 จังหวัดภาคใต้ ฉลองครบ 65 ปี พร้อม​เปิดโรงงานปทุมธานีโชว์มาตรฐานการผลิตระดับโลก บนพื้นที่ 140 ไร่  7 สายการผลิต พร้อมกำลังการผลิตกว่า 180 ล้านยูนิตเคสต่อปี พร้อมด้วย​กระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมทุกขั้นตอน และยังเป็นโรงงานที่ใช้ระบบบำบัดน้ำเสีย MBR (Membrane Bio Reactor) ซึ่งเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพและล้ำสมัยที่สุดในเวลานี้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านความยั่งยืน ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรจุภัณฑ์  เพื่อวางรากฐานการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนให้อุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย คุณปุณฑริกา สุสัณฐิตพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ องค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน ​ไทยน้ำทิพย์ ​กล่าวว่า บริษัทได้วางโรดแม็พ 2030 เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนให้ครอบคลุมทุกมิติธุรกิจ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ และสังคม โดยเฉพาะในส่วนของกระบวนการผลิตและซัพพลายเชนที่จะโฟกัสผ่าน 3 เสาหลัก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/thainamthip-open-coca-cola-pathumthani-plant/">&#8216;ไทยน้ำทิพย์&#8217; เปิดโรงงานปทุมธานี ชูมาตรฐานการผลิตระดับโลก พร้อมนวัตกรรมความยั่งยืน ตอกย้ำ​ผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท ไทยน้ำทิพย์ </strong><strong>คอร์ปอเรชั่น จำกัด</strong> ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ <strong>“โคคา-โคล่า”</strong> เพื่อทำตลาดในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2502 โดย​รับผิดชอบ​​ 63 จังหวัดทั่วประเทศ ยกเว้น 14 จังหวัดภาคใต้ ฉลองครบ 65 ปี พร้อม​เปิดโรงงานปทุมธานีโชว์มาตรฐานการผลิตระดับโลก บนพื้นที่ 140 ไร่  7 สายการผลิต พร้อมกำลังการผลิตกว่า 180 ล้านยูนิตเคสต่อปี</p>
<p><span id="more-28699"></span></p>
<p>พร้อมด้วย​กระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมทุกขั้นตอน และยังเป็นโรงงานที่ใช้ระบบบำบัดน้ำเสีย MBR (Membrane Bio Reactor) ซึ่งเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพและล้ำสมัยที่สุดในเวลานี้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านความยั่งยืน ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรจุภัณฑ์  เพื่อวางรากฐานการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนให้อุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย</p>
<p><strong>คุณปุณฑริกา สุสัณฐิตพงษ์</strong> ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ องค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน ​ไทยน้ำทิพย์ ​กล่าวว่า บริษัทได้วางโรดแม็พ 2030 เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนให้ครอบคลุมทุกมิติธุรกิจ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ และสังคม โดยเฉพาะในส่วนของกระบวนการผลิตและซัพพลายเชนที่จะโฟกัสผ่าน 3 เสาหลัก คือ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28705 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/นางสาวปุณฑริกา-สุสัณฐิตพงษ์-ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ-องค์กรสัมพันธ์-การสื่อสาร-และคว.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>Water : </strong>การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากเป็นหัวใจสำคัญของทุก​ผลิตภัณฑ์ของไทยน้ำทิพย์ โดยเน้นการขับเคลื่อนผ่านแนวทาง 3R  ทั้งการลดการใช้น้ำ (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) และการบำบัด (Recycle)</p>
<p><strong>Climate :</strong> การมีส่วนรับมือกับวิกฤตสภาพ​อากาศ โดยมุ่งลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต รวมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนทั้งในกระบวนการผลิต และการขนส่งตลอดทั้งซัพพลายเชน</p>
<p><strong>Packaging :</strong> บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน ผ่านการจัดการด้านบรรจุภัณฑ์เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค ผ่านแนวทางทั้ง Reduce ลดปริมาณการใช้พลาสติกในการผลิต Redesign การออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อให้นำไปรีไซเคิลได้ง่าย รวมทั้งสนับสนุนการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์เพื่อนำมาเข้ากระบวนการรีไซเคิล (Collection &amp; Recycling) โดยจะขับเคลื่อนให้คล้องไปกับวิสัยทัศน์​<strong>​ World Without Waste</strong> ของโคคา-โคล่า ทั่วโลก ทั้งการทำให้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดสามารถรีไซเคิลได้ภายในปีหน้า การใช้ Recycle Content ในบรรจุภัณฑ์ได้ราว 50% รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการเก็บกลับผลิตภัณฑ์ได้เท่าที่ขายได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28706 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/นายเทอดพงษ์-ศิริเจน-ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านคุณภาพ-ความปลอดภัย-สิ่งแวดล้อม-และบร.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้าน<strong> ​คุณเทอดพงษ์ ศิริเจน</strong> ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านคุณภาพ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และบรรจุภัณฑ์ ไทยน้ำทิพย์ กล่าวว่า  ปัจจุบันไทยน้ำทิพย์ มีโรงงานผลิตทั้งหมด 5 แห่ง ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและได้มาตรฐานระดับโลก รวมถึงได้รับการยกย่องในระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิคใต้ ในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม จากการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในทุกกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยปัจจุบันไทยน้ำทิพย์มีสายการผลิตที่ทันสมัยถึง 21 สาย ​ผ่านกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้นกว่า 450 ล้านยูนิตเคสต่อปี</p>
<p>ขณะที่การขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนผ่านทั้ง 3 เสาหลัก ที่ &#8216;ไทยน้ำทิพย์&#8217; ได้ดำเนินการแล้วในปัจจุบัน ประกอบด้วย</p>
<p><strong>การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ</strong></p>
<p>หนึ่งแนวทาง​ที่ไทยน้ำทิพย์ใช้เพื่อลดการใช้น้ำ (Reduce) ผ่านการพัฒนา​แอปพลิเคชัน<strong> “บำรุง”</strong> ​แพลตฟอร์มคำนวณการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่พัฒนาโดยบริษัทไทย พร้อมวางแผนการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด​ (Reuse) โดย​นำน้ำที่ไม่เกี่ยวข้องในการผลิตเครื่องดื่มมาใช้ประโยชน์หลายๆ ทาง รวมทั้งนำน้ำที่ผ่านการใช้งานแล้วมาบำบัด (Recycle) เพื่อนำกลับไปใช้ประโยชน์ใหม่ เช่น ติดตั้งระบบ Membrane Bio Reactor บำบัดน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบ R.O. (Reverse Osmosis) เพื่อนำน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดจนสะอาดได้มาตรฐานในการกลับมาใช้ใหม่​ในขั้นตอนการผลิต (ไม่ใช่วัตถุดิบสำหรับผลิตเครื่องดื่ม) ซี่งการบริหารจัดการทรัพยากการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้​ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2020 -2023) สามารถลดการใช้น้ำจากทั้ง 5 โรงงานได้กว่า 907 ล้านลิตร หรือเทียบเท่าสระว่ายน้ำโอลิมปิก 363 สระ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28701 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/ThaiNamthip-Rangsit-Plant-Solar-re.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</strong></p>
<p>ปัจจุบันได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงานครบทั้ง 5 แห่ง คือ โรงงานรังสิต โรงงานปทุมธานี โรงงานนครราชสีมา โรงงานขอนแก่น และโรงงานลำปาง สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานสะอาดรวม 12.6242 MWp หรือประมาณ 10% ของกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในโรงงาน โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดได้สูงสุดราว 15-30% ผ่านการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ว่างภายในโรงงาน หรือการลงทุนโซลาร์แบบลอยน้ำเพิ่มเติมในอนาคต</p>
<p>นอกจากนี้ ยังนำรถพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในรถยกสินค้า (EV Forklift) ในคลังสินค้า และรถขนส่งสินค้า (EV Truck) อีกด้วย พร้อมนำระบบ Telematics มาใช้บริหารจัดการการขนส่ง ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกล้อง AI ช่วยมอนิเตอร์ความเสี่ยงของพฤติกรรมการขับขี่ เพิ่มความปลอดภัยให้กับพนักงานขับรถ ในปีพ.ศ. 2566 สามารถลดการใช้พลังงานได้ 34.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28703 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/ThaiNamthip-EV-Forklift-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>การขับเคลื่อนบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน </strong></p>
<p>​บรรจุภัณฑ์ของไทยน้ำทิพย์ในปัจจุบัน มีการลดปริมาณพลาสติก (Reduce)ในบรรจุภัณฑ์ผ่านการ lightweight โดยยังคงรักษาคุณภาพและความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ ​ทำให้ไทยน้ำทิพย์สามารถลดการใช้เม็ดพลาสติกลงได้กว่า 7,645 ตัน นับจากปี 2009 ทั้งการลดพลาสติก PET ในบรรจุภัณฑ์โค้ก 1.25 ลิตร จาก 38 กรัม เหลือเพียง 34 กรัม และจากขวดน้ำทิพย์ จาก 16.5 กรัม เหบือเพียง 10.7 กรัม</p>
<p>รวมทั้งการ Redesign ด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งการเริ่มใช้บรรจุภัณฑ์ rPET ในโค้กลิตร เมื่อปีที่ผ่านมา รวมทั้งขยายมาสู่แพกเกจ 300 และ 51o มิลลิลิตร โดยมีแผนจะเพิ่มการใช้ rPET ในบรรจุภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องไปกับวิสัยทัศน์ World Without Waste รวมทั้งการเปลี่ยนขวดสไปรท์จากขวดสีเขียวให้เป็นขวดใส เพื่อให้ง่ายต่อการรีไซเคิล ซึ่งปัจจุบันเครื่องดื่มของไทยน้ำทิพย์ไม่มีขวดที่เป็น PET สี อยู่ในพอร์ตสินค้าแล้ว ขณะที่การขับเคลื่อนด้าน Collection &amp; Recycling ในขวดพลาสติกและกระป๋องบรรจภัณฑ์​ เพื่อ​สร้างวงจรปิดของบรรจุภัณฑ์ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน และองค์กรไม่แสวงผลกำไร เพื่อส่งเสริมการรีไซเคิลขยะพลาสติกในประเทศไทย และกระตุ้นให้ผู้บริโภครับรู้และมีส่วนร่วมในการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับบรรจุภัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันอัตราการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะในกลุ่มขวด PET ที่สามารถเก็บกลับได้มากกว่า 50% ที่จำหน่าย ซึ่งมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ราว 40%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28700 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/ThaiNamthip_01.jpg" alt="" width="1200" height="788" /></p>
<p><em>&#8220;<strong>ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ไทยน้ำทิพย์ได้​ลงทุนเพื่อวางรากฐานด้านความยั่งยืนให้ธุรกิจไปกว่า 1 พันล้านบาท</strong> ทั้งการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการนำ​พลังงานสะอาดเข้ามาใช้ในระบบการผลิต รวมทั้งการนำร่องเปลี่ยนผ่านการกระจายสินค้าด้วย EV Truck และการนำ ​EV Forklift มาใช้ภายในโรงงาน <strong>ซึ่งในอนาคตจะมีการขยายลงทุนเพิ่มเติม เพื่อขับเคลื่อนตามโรดแม็พด้านความยั่งยืน รวมทั้งแนวทางในการขับเคลื่อน Decarbonization​ เพิ่มเติมภายในสโคปที่ 3</strong> เช่น การพัฒนาตู้แช่สินค้า แบบ Non-CFC ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากขึ้น เพื่อนำไปทดแทนตู้เดิมที่มีการกระจายไปยังร้านตัวแทนจำหน่ายที่มีกว่า 1 แสนรายทั่วประเทศ​ ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการวางแผนสำหรับการขับเคลื่อ​นเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และ Net  Zero พร้อมทิศทางในการเคลื่อน เพื่อการประกาศเป็นเป้าหมายได้อย่างชัดเจน และสอดคล้องไปกับภาพใหญ่ของ Coca-Cola ที่ประกาศไว้ในระดับโลก&#8221;​</em>  <strong>คุณปุณฑริกา สุสัณฐิตพงษ์</strong>  และ <strong> ​คุณเทอดพงษ์ ศิริเจน </strong>กล่าวทิ้งท้าย​ร่วมกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/thainamthip-open-coca-cola-pathumthani-plant/">&#8216;ไทยน้ำทิพย์&#8217; เปิดโรงงานปทุมธานี ชูมาตรฐานการผลิตระดับโลก พร้อมนวัตกรรมความยั่งยืน ตอกย้ำ​ผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>World Economic Forum ชี้ 5 ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองใน COP 27</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/11/world-economic-forum-point-5-keys-for-action-in-cop27/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 05 Nov 2022 01:51:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[#ClimateChange]]></category>
		<category><![CDATA[Conference of the Parties]]></category>
		<category><![CDATA[COP27]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[IPCC]]></category>
		<category><![CDATA[Sharm El Sheikh]]></category>
		<category><![CDATA[World Economic Forum]]></category>
		<category><![CDATA[การประชุม COP 27]]></category>
		<category><![CDATA[การลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ความท้าทายทางด้านสภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[อิยิปต์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=15369</guid>

					<description><![CDATA[<p>COP (Conference of the Parties) คือ กลุ่มประเทศที่ได้ลงนามในกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งจัดทำขึ้นในปี 1992 เพื่อบรรลุการรักษาเสถียรภาพของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) เพื่อรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยครั้งล่าสุดที่ผ่านมาคือ COP26 ​ที่เมืองกลาสโกว์ สกอตแลนด์ ส่วนปีนี้ การประชุม COP 27 กำลังจะเริ่มขึ้น ณ เมือง Sharm El Sheikh ประเทศอิยิปต์ ระหว่าง​ 6 ​- 18 พฤศจิกายน 2022 เพื่อเป็นก้าวสำคัญสำหรับการดำเนินการและความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย โดยคาดว่าจะมีผู้นำของแต่ละประเทศและผู้เชี่ยวชาญจากสภาพอากาศจากทั่วโลกเข้าร่วมกว่า  2,000 คน เพื่อหารือแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้องมากว่า 300 ประเด็น โดยปัจจุบันมีคนลงทะเบียนมาแล้วกว่า 45,000 คน ทั้งตัวแทนภาคีองค์การสหประชาชาติ และองค์กรระดับภูมิภาค ธุรกิจ ชุมชนวิทยาศาสตร์ ชุมชนพื้นเมืองและท้องถิ่น และภาคประชาสังคมเพื่อร่วมกันส่งเสริมและเร่งดำเนินการตามการดำเนินการด้านสภาพอากาศและติดตาม คำมั่นสัญญาและคำมั่นสัญญาร่วมกันที่เคยได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ด้าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/11/world-economic-forum-point-5-keys-for-action-in-cop27/">World Economic Forum ชี้ 5 ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองใน COP 27</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>COP (Conference of the Parties)</strong> คือ กลุ่มประเทศที่ได้ลงนามในกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งจัดทำขึ้นในปี 1992 เพื่อบรรลุการรักษาเสถียรภาพของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) เพื่อรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยครั้งล่าสุดที่ผ่านมาคือ COP26 ​ที่เมืองกลาสโกว์ สกอตแลนด์</p>
<p><span id="more-15369"></span></p>
<p>ส่วนปีนี้ การประชุม COP 27 กำลังจะเริ่มขึ้น ณ เมือง Sharm El Sheikh ประเทศอิยิปต์ ระหว่าง​ 6 ​- 18 พฤศจิกายน 2022 เพื่อเป็นก้าวสำคัญสำหรับการดำเนินการและความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย โดยคาดว่าจะมีผู้นำของแต่ละประเทศและผู้เชี่ยวชาญจากสภาพอากาศจากทั่วโลกเข้าร่วมกว่า  2,000 คน เพื่อหารือแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้องมากว่า 300 ประเด็น</p>
<p>โดยปัจจุบันมีคนลงทะเบียนมาแล้วกว่า 45,000 คน ทั้งตัวแทนภาคีองค์การสหประชาชาติ และองค์กรระดับภูมิภาค ธุรกิจ ชุมชนวิทยาศาสตร์ ชุมชนพื้นเมืองและท้องถิ่น และภาคประชาสังคมเพื่อร่วมกันส่งเสริมและเร่งดำเนินการตามการดำเนินการด้านสภาพอากาศและติดตาม คำมั่นสัญญาและคำมั่นสัญญาร่วมกันที่เคยได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้</p>
<p>ด้าน <strong>World Economic Forum</strong> ได้สรุปประเด็นสำคัญเพื่อรับมือความท้าทายทางด้านสภาพอากาศที่จะเกิดขึ้นใน COP 27 ใน 5 มิติสำคัญ ได้แก่  ธรรมชาติ อาหาร น้ำ การลดคาร์บอนของอุตสาหกรรม และการปรับตัวของสภาพอากาศ ต่อไปนี้</p>
<p><strong>1. ธรรมชาติ</strong></p>
<p>คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCCC)  คาดว่าการใช้ประโยชน์จากที่ดินมีส่วนทำให้เกิด GHG  ประมาณ 1 ใน 4  จากการปลดปล่อยจากทั่วโลก ขณะเดียวกันยังสามารถใช้ศักยภาพจากระบบนิเวศตามธรรมชาติเพื่อกักเก็บ CO2 ในชั้นบรรยากาศได้ เช่น ต้นไม้  ดิน ป่าชายเลน แหล่งน้ำตามธรรมชาติ  และหญ้าทะเลในมหาสมุทร</p>
<p>COP26 มองเห็นความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยมีจุดประสงค์ในการปกป้องและฟื้นฟูธรรมชาติ อำนวยความสะดวก โดย Tropical Forest Alliance กลุ่มบริษัทเกษตรรายใหญ่ที่สุดของโลก 12 แห่ง ได้แสดงความมุ่งมั่นเพื่อหยุดการตัดไม้ทำลายป่าที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ เพื่อบรรลุเป้าหมาย 1.5°C  ซึ่งคาดหวังว่าจะมีการขับคเลื่อนอย่างต่อเนื่องใน COP27 ผ่าน <strong>The Nature Pavilion</strong>  ซึ่งจะเข้ามาเป็นศูนย์กลางที่สำคัญสำหรับเชื่อมโยงกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งหมด</p>
<p><strong>2. อาหาร</strong><br />
อุตสาหกรรมอาหาร ทั้งจากพื้นดินและมหาสมุทรทั่วโลกคิดเป็น 12% ของ GDP โลก โดยปี 2564 ผู้คนกว่า 820 ล้านคนกำลังทุกข์ทรมานจากความอดอยาก และมากกว่า 40% ของวิกฤตการณ์อาหารรุนแรงขึ้นจากสงครามในยูเครน ขยายห่วงโซ่อุปทานและราคาพลังงาน หมายความว่าราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูงขึ้น สิ่งนี้ส่งผลกระทบอย่างยิ่ง</p>
<p>ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระบบอาหารทั่วโลกของเราเชื่อมโยงกันด้วยเหตุและผล โดยภาคการเกษตรเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นต้นทางการผลิตอาหาร​ มีการสร้าง GHG มากถึง 1ใน 3 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะยังคงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผลิตภาพอาหาร โดย IPCC ประเมินว่าผลผลิตที่ดินนั้นลดลงแล้ว 21% เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>แนวทางการเพิ่มการผลิตอาหารให้สามารถตอบสนองความต้องการของโลกอย่างมีความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศ จึงจำเป็นต้องได้รับคามร่วมมือจากรัฐบาล ภาคธุรกิจ และเกษตรกรรายย่อย และในเวที COP27 จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาโซลูชันทางเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมไปใช้ในเชิงพาณิชย์และส่งเสริมการปฏิบัติทางการเกษตร ซึ่งมักจะมีความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศมากกว่าวิธีการทำฟาร์มแบบอุตสาหกรรม โดยมี <strong>Food Systems Pavilion </strong> ด้านหน้าและเป็นศูนย์กลางในการเสริมสร้างความร่วมมือของ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย</p>
<figure id="attachment_15370" aria-describedby="caption-attachment-15370" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-15370 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/11/0cop1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /><figcaption id="caption-attachment-15370" class="wp-caption-text">Credit: cop27.eg</figcaption></figure>
<p><strong>3. น้ำ</strong><br />
เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น น้ำท่วมและภัยแล้งกำลังเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ IPCC รายงานว่าผู้คน 3 พันล้านคน อาจเผชิญกับการขาดแคลนน้ำทางกายภาพด้วยอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคแอฟริกา และภูมิภาคอื่นๆ นอกจากนี้ ความมั่นคงปลอดภัยในการจัดการทรัพยกรน้ำเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก สำหรับตำแหน่งประธานาน COP ของอียิปต์ จึงจำเป็นในการผลักดันผ่านความร่วมมือที่แข็งแกร่งผ่าน ทั้งจากรัฐบาล ธุรกิจ นักประดิษฐ์ และผู้มีบทบาทสำคัญอื่นๆ ผ่านเวที COP27</p>
<p>ทั้งนี้ การแก้ปัญหาน้ำเร่งด่วนเป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในอนาคต ซึ่งหลังจากการประชุม COP27 ในเดือนมีนาคม  บรรดาผู้นำโลกจะประชุมเรื่องน้ำแห่งสหประชาชาติ 2023 เพื่อหารือเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างน้ำกับการพัฒนา สภาพภูมิอากาศ และสุขภาพ</p>
<p><strong>4.  การลดคาร์บอนของอุตสาหกรรม</strong><br />
กรอบความตกลงในกลาสโกว์ ส่งผลให้เกิดการปฏิบัติอย่างยุติธรรมและเป็นธรรมต่อประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ จะเป็นประเด็นที่ต้องจับตาต่อเนื่องในการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากโลกกำลังประสบกับคลื่นการเปลี่ยนแปลงของเมืองอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน</p>
<p>วัสดุที่จำเป็นในการบรรลุเมืองที่มีคาร์บอนต่ำและทนต่อสภาพอากาศจะเป็นส่วนสำคัญของการแก้ปัญหาเพื่อปลดล็อกการลดคาร์บอน อาทิ  คอนกรีต เหล็ก อะลูมิเนียม และสารเคมี รวมไปถึงการขนส่งวัสดุเหล่านี้ทางเรือ เครื่องบิน และรถบรรทุก ที่มีส่วนในการสร้าง GHG 30%  และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง</p>
<p>โดยกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ คือ การเข้าถึงวิธีการและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดได้ในราคาที่ถูกลง  ดังนั้น ความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างรัฐบาล บริษัท นักลงทุน และนักประดิษฐ์เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกกว่า 55 แห่ง มูลค่ารวมกันตามราคาตลาดกว่า 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ และรัฐบาล 10 แห่ง กำลังดำเนินการเพื่อปรับขนาดเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เพื่อการปฏิรูปกลุ่ม First Movers Coalition เป็นพันธมิตรชั้นนำระดับโลกระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขยายเทคโนโลยีสะอาดใหม่ ๆ เพื่อกำจัดคาร์บอนในระยะยาว ภาคการขนส่งและวัสดุ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-15371 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/11/02217598511.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>5. การปรับตัวของสภาพอากาศ</strong><br />
ผลกระทบร้ายแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น รายงาน IPCC ฉบับล่าสุดพบว่าเกือบ 3.3 พันล้านคนในขณะนี้อาศัยอยู่ในบริบทของสภาพอากาศที่เปราะบางอย่างมาก และคาดว่าตอนนี้ผู้คน 10 ล้านคนต้องพลัดถิ่นจากอุทกภัยในปากีสถานเมื่อเดือนที่แล้ว ชุมชนที่เปราะบางที่สุด ซึ่งมีความรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศน้อยที่สุด และมีทรัพยากรเพียงพอในการตอบสนองต่อผลกระทบจากสภาพอากาศน้อยที่สุด จะกลายเป็นแนวหน้าที่ต้องเผชิญความเสี่ยง</p>
<p>การเผชิญหน้ากับความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องมีการตอบสนองร่วมกันทั่วโลก ซึ่งรวมถึงการเพิ่มทุนสาธารณะและการเงินแบบผสมผสาน การเป็นหุ้นส่วนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายแนวใหม่ และการเพิ่มโซลูชันที่เป็นนวัตกรรมเป็นสองเท่า เพื่อปรับให้เข้ากับผลกระทบต่อสภาพอากาศ โดยรายงาน Global Commission on Adaptation เมื่อปี  2019 ระบุว่ามีการลงทุนมากกว่า 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐทั่วโลก เกี่ยวกับมาตรการเตือนภัยและรับมือต่อวิกฤตสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งสามารถสร้างผลประโยชน์สุทธิรวมกว่า 7.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ</p>
<p>ซึ่งในเวที COP27 จึงคาดหวังว่าจะได้เห็นวาระเกี่ยวกับมาตรการเหล่านี้เป็นศูนย์กลางของการเจรจา โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและรัฐที่เป็นเกาะเล็กๆ ที่ขาดแคลนทรัพยากรในการตอบสนองต่อการรับมือกับผลกระทบต่อสภาพอากาศ และเป็นปัญหาที่ประเทศเกาะเล็ก ๆ จำนวนมากได้ประสบมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ รวมไปถึงความพยายามที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ธุรกิจ นักลงทุน เมืองและภูมิภาคต่างๆ เพื่อดำเนินการอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับการปรับตัวของสภาพภูมิอากาศ จากการดำเนินการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายในการสร้างความสามารถต่อการรับมือต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างสมดุล</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/11/world-economic-forum-point-5-keys-for-action-in-cop27/">World Economic Forum ชี้ 5 ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองใน COP 27</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
