<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สินค้าเกษตร &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 21 Oct 2026 07:01:00 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.11</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>สินค้าเกษตร &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ซีพี แอ็กซ์ตร้า หนุนสินค้าเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน ครั้งแรกกับ &#8216;มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์&#8217; คว้าฉลาก CFP สะท้อนการยกระดับสินค้า เพิ่มมูลค่าด้วยมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/10/cpaxtra-coconut-low-carbon-label/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Oct 2026 07:01:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Footprint of Product]]></category>
		<category><![CDATA[CFP]]></category>
		<category><![CDATA[CP AXTRA]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Makro X Lotuss]]></category>
		<category><![CDATA[Platform of Opportunity]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลากคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลากเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ซีพีแอ็กซ์ตร้า]]></category>
		<category><![CDATA[ซีพีแอ็กซ์ตร้า เพื่อความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้าเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เครือเจริญโภคภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[เคียงข้างเกษตรกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แพลตฟอร์มแห่งโอกาส]]></category>
		<category><![CDATA[แม็คโคร]]></category>
		<category><![CDATA[แม็คโคร-โลตัส]]></category>
		<category><![CDATA[โลตัส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=45253</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก “แม็คโคร-โลตัส” ร่วมกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินหน้าส่งเสริมสินค้าเกษตรไทยให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของสินค้า ล่าสุด &#8216;มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์&#8217; จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ตำบลทุ่งโป่ง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่นำร่องวางจำหน่ายในแม็คโคร ได้รับการรับรองฉลาก Carbon Footprint of Product (CFP) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO สะท้อนการยกระดับสินค้าเกษตรไทยด้วยมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่ใส่ใจการบริโภคอย่างยั่งยืน ในฐานะผู้รับซื้อและจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรรายสำคัญของประเทศ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้า เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยการได้รับฉลาก CFP ของมะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของผู้ผลิตในการยกระดับสินค้าให้มีข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนตลาดสินค้าและการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนสินค้าเกษตรที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมยังสอดคล้องกับแนวทางของซีพี แอ็กซ์ตร้าในการเชื่อมโยงเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนกับตลาด ผ่านช่องทางของแม็คโครและโลตัส ช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าที่มีคุณภาพและมีจุดเด่นด้านความยั่งยืนสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง ขณะเดียวกันยังเป็นแรงสนับสนุนให้ผู้ผลิตเดินหน้าพัฒนากระบวนการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สอดรับกับทิศทางของตลาดในอนาคต ซีพี แอ็กซ์ตร้า ส่งเสริมการรับซื้อและจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำและสินค้าที่ได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยในการปรับตัวสู่การผลิตที่ยั่งยืน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต และเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่ต้องการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนสินค้าและบริการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ความสำเร็จของ &#8216;มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์&#8217; ในการได้รับฉลาก CFP จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/cpaxtra-coconut-low-carbon-label/">ซีพี แอ็กซ์ตร้า หนุนสินค้าเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน ครั้งแรกกับ &#8216;มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์&#8217; คว้าฉลาก CFP สะท้อนการยกระดับสินค้า เพิ่มมูลค่าด้วยมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)</strong> <strong>ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก “แม็คโคร-โลตัส”</strong> ร่วมกับ <strong>เครือเจริญโภคภัณฑ์</strong> เดินหน้าส่งเสริมสินค้าเกษตรไทยให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของสินค้า</p>
<p><span id="more-45253"></span></p>
<p>ล่าสุด<strong> &#8216;มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์&#8217;</strong> จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ตำบลทุ่งโป่ง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่นำร่องวางจำหน่ายในแม็คโคร ได้รับการรับรองฉลาก Carbon Footprint of Product (CFP) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO สะท้อนการยกระดับสินค้าเกษตรไทยด้วยมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่ใส่ใจการบริโภคอย่างยั่งยืน</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45257 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/CPAX-CFP4.jpg" alt="" width="1200" height="848" /></p>
<p>ในฐานะผู้รับซื้อและจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรรายสำคัญของประเทศ <strong>ซีพี แอ็กซ์ตร้า </strong>ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้า เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยการได้รับฉลาก CFP ของมะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของผู้ผลิตในการยกระดับสินค้าให้มีข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนตลาดสินค้าและการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนสินค้าเกษตรที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมยังสอดคล้องกับแนวทางของซีพี แอ็กซ์ตร้าในการเชื่อมโยงเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนกับตลาด ผ่านช่องทางของแม็คโครและโลตัส ช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าที่มีคุณภาพและมีจุดเด่นด้านความยั่งยืนสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง ขณะเดียวกันยังเป็นแรงสนับสนุนให้ผู้ผลิตเดินหน้าพัฒนากระบวนการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สอดรับกับทิศทางของตลาดในอนาคต</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-45255 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/CPAX-CFP2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>ซีพี แอ็กซ์ตร้า</strong> ส่งเสริมการรับซื้อและจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำและสินค้าที่ได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยในการปรับตัวสู่การผลิตที่ยั่งยืน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต และเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่ต้องการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนสินค้าและบริการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม</p>
<p>ความสำเร็จของ &#8216;<strong>มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์&#8217;</strong> ในการได้รับฉลาก CFP จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมสะท้อนบทบาทของซีพี แอ็กซ์ตร้าในการเชื่อมโยง ผู้ผลิต – ตลาด – ผู้บริโภคเข้าด้วยกัน ผ่านการส่งเสริมสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมสร้างคุณค่าให้แก่เกษตรกร ชุมชน ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-45254 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/CPAX-CFP1.jpg" alt="" width="911" height="804" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/cpaxtra-coconut-low-carbon-label/">ซีพี แอ็กซ์ตร้า หนุนสินค้าเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน ครั้งแรกกับ &#8216;มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์&#8217; คว้าฉลาก CFP สะท้อนการยกระดับสินค้า เพิ่มมูลค่าด้วยมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คาด Super El Nino 2026 กระทบผลผลิตเกษตรเสียหายกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท ข้าวเสียหายมากสุด​ 4.3 หมื่นล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/krungthai-compass-super-elnino-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Jul 2026 04:55:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[El Nino]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[Super El Niño]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[การเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตสภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้าเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่อุปทาน]]></category>
		<category><![CDATA[เอลนีโญ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43135</guid>

					<description><![CDATA[<p>Krungthai COMPASS เผยรายงาน &#8216;ภาคเกษตรไทยกับความเสี่ยงภัยแล้งจาก Super El Nino 2026&#8216; คาดซูเปอร์เอลนีโญ กระทบภาคเกษตรช่วงครึ่งหลังปี 2026 ต่อเนื่องถึงครึ่งปีแรก 2027  พร้อมผลผลิตเกษตรเสียหายราว 6.2 หมื่นล้านบาท ข้าวเสียหายมากสุด​ 4.3 หมื่นล้านบาท ส่วนอ้อย และมันสำปะหลัง คาด​เสียหาย 1.1 และ 0.8 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ ผลผลิตที่ลดลง ส่งผลให้รายได้เกษตรกรในปี 2569 มีแนวโน้มลดลง ​8% จากปีก่อนหน้า ธุรกิจโรงสีข้าว​​เผชิญต้นทุนสูง​จากปริมาณข้าวเปลือกที่ลดลง กระทบ​กำไรจากการดำเนินงาน (OPM) ลดลง 0.3 &#8211; 0.7% ไปอยู่ที่ราว 1.0-2.6%  พร้อมแนะนำเกษตรกรใช้น้ำในการเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ​ และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน ส่วนผู้ประกอบการเกษตรแปรรูปควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการวัตถุดิบ รายะละเอียดเพิ่มเติมจากรายงาน &#8216;ภาคเกษตรไทยกับความเสี่ยงภัยแล้งจาก Super El Nino 2026&#8242; ระบุว่า ​ภาคเกษตรไทยนับเป็นภาคส่วนสำคัญ​ที่จะได้รับผลกระทบสูงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ช่วงปี  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/krungthai-compass-super-elnino-2026/">คาด Super El Nino 2026 กระทบผลผลิตเกษตรเสียหายกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท ข้าวเสียหายมากสุด​ 4.3 หมื่นล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Krungthai COMPASS</strong> เผยรายงาน &#8216;<strong>ภาคเกษตรไทยกับความเสี่ยงภัยแล้งจาก Super El Nino 2026</strong>&#8216; คาดซูเปอร์เอลนีโญ กระทบภาคเกษตรช่วงครึ่งหลังปี 2026 ต่อเนื่องถึงครึ่งปีแรก 2027  พร้อมผลผลิตเกษตรเสียหายราว 6.2 หมื่นล้านบาท ข้าวเสียหายมากสุด​ 4.3 หมื่นล้านบาท ส่วนอ้อย และมันสำปะหลัง คาด​เสียหาย 1.1 และ 0.8 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ</p>
<p><span id="more-43135"></span></p>
<p>ทั้งนี้ ผลผลิตที่ลดลง ส่งผลให้รายได้เกษตรกรในปี 2569 มีแนวโน้มลดลง ​8% จากปีก่อนหน้า ธุรกิจโรงสีข้าว​​เผชิญต้นทุนสูง​จากปริมาณข้าวเปลือกที่ลดลง กระทบ​กำไรจากการดำเนินงาน (OPM) ลดลง 0.3 &#8211; 0.7% ไปอยู่ที่ราว 1.0-2.6%  พร้อมแนะนำเกษตรกรใช้น้ำในการเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ​ และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน ส่วนผู้ประกอบการเกษตรแปรรูปควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการวัตถุดิบ</p>
<p>รายะละเอียดเพิ่มเติมจากรายงาน &#8216;<strong>ภาคเกษตรไทยกับความเสี่ยงภัยแล้งจาก Super El Nino 2026&#8242; </strong>ระบุว่า ​ภาคเกษตรไทยนับเป็นภาคส่วนสำคัญ​ที่จะได้รับผลกระทบสูงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ช่วงปี  2026-2027 เนื่องจากต้องพึ่งพาทรัพยากรน้ำสูงถึง 3 ใน 4 ของการใช้น้ำทั้งหมดของประเทศ และมีความเปราะบางต่อภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งมากกว่า​เศรษฐกิจในภาคส่วนอื่น</p>
<p>รวมทั้งยังมีข้อจำกัดด้านการปรับตัว เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำและลงทุนในระบบป้องกันความเสี่ยงค่อนข้างจำกัด ประกอบกับพื้นที่เพาะปลูกของไทยกว่า 80% ​อยู่นอกเขตชลประทาน ทำให้ต้องพึ่งพาปริมาณน้ำฝนเป็นหลัก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43423 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Select2.jpg" alt="" width="1300" height="1056" /></p>
<p>Krungthai COMPASS ระบุว่า <strong>เอลนีโญรอบนี้อาจกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยผ่าน 2 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ </strong></p>
<p><strong>1. รายได้ภาคเกษตรที่ลดลง : </strong>สภาพอากาศที่แห้งแล้งทำให้ปริมาณฝนและปริมาณน้ำใช้​อยู่ในระดับต่ำ กระทบการเพาะปลูก และผลผลิตให้หดตัวลง รวมทั้งการลดใช้ปุ๋ยเพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จากผลพวงของสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ปริมาณผลผลิตยิ่งปรับลดลงมากขึ้น สร้างแรงกดดันต่อกำลังซื้อและการบริโภคของครัวเรือนเกษตร</p>
<p><strong>2. ต้นทุนวัตถุดิบสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น : </strong>กระทบอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ซึ่งอาจผลักดันเงินเฟ้อหมวดอาหารและลดกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม ทั้งสองช่องทางจะกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะถัดไป</p>
<p><b> </b><strong>เอลนีโญรอบนี้จะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยราว 6.2 หมื่นล้านบาท หรือ  0.31% ของ </strong><strong>GDP</strong> <strong>(</strong><strong>กรณี </strong><strong>Base Case) </strong>ที่คาดว่าจะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ครึ่งหลังของปีนี้ถึงกลางปีหน้า สอดคล้องกับการประเมินของ Columbia Climate School<sup> </sup>และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ส่งผลให้ผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญลดลง โดยข้าว​กระทบมากที่สุด คาดว่าผลผลิตจะหายไปราว 5.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 43,046 ล้านบาท รองลงมาคืออ้อย 12.0 ล้านตัน มูลค่า 10,711 ล้านบาท และมันสำปะหลัง 3.1 ล้านตัน มูลค่า 8,098 ล้านบาท</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43425 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Selected3.jpg" alt="" width="900" height="682" /></p>
<p><strong>ผลผลิตที่ลดลงกระทบรายได้เกษตรกรแค่ไหน</strong><strong>?</strong></p>
<p><strong>ขณะที่รายได้เกษตรกรช่วง 1-2  ปีนี้ มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อนหน้า </strong>โดยคาดดัชนีรายได้เกษตรกรในปีนี้จะลดลงราว 8%​ จากผลผลิตที่ลดลงมากกว่าราคาที่ปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะข้าวที่ผลผลิตคาดว่าจะลดลงราว 18% ส่วนในปี 2027 คาดลดลงต่อเนื่อง 2%  จากแรงกดดันทั้งด้านผลผลิตและราคาพร้อมกัน โดยเฉพาะผลผลิตอ้อยที่ลดลงราว ​5% จากผลของเอลนีโญ</p>
<p><strong>นอกจากส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตข้าวแล้ว เอลนีโญยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรไทยที่พึ่งพาวัตถุดิบทางการเกษตร โดยเฉพาะธุรกิจโรงสีข้าว </strong>ซึ่งมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนมากขึ้น จากภาวะผลผลิตข้าวตึงตัวและปริมาณวัตถุดิบที่ลดลง</p>
<p>ขณะที่ความสามารถในการปรับขึ้นราคาขายยังมีข้อจำกัดจากการแข่งขันในตลาดส่งออกและตลาดโลก ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการลดลง โดยคาดว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) ของโรงสีขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก จะลดลงจากปีก่อน -0.7% -0.6% และ -0.3% ตามลำดับ ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมข้าวไทยในระยะต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43424 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Selected2.jpg" alt="" width="1322" height="664" /></p>
<p><strong>Krungthai COMPASS</strong><strong> แนะนำทุกภาคส่วนต้องเร่งยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนมากขึ้น </strong>โดยภาคธุรกิจเกษตรแปรรูปควรสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบผ่าน Contract Farming หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และประยุกต์ใช้ Climate Tech เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารจัดการผลผลิต</p>
<p>ขณะที่เกษตรกรควรปรับรูปแบบการเพาะปลูกให้ใช้น้ำน้อยลง เช่น การทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงเลือกพันธุ์พืชทนแล้งและติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด ด้านภาครัฐควรเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทาน สนับสนุนการวิจัยพันธุ์พืชทนสภาพอากาศสุดขั้ว และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและฐานข้อมูล Climate Risk เพื่อเสริมความยืดหยุ่นของภาคเกษตรไทยในระยะยาว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/krungthai-compass-super-elnino-2026/">คาด Super El Nino 2026 กระทบผลผลิตเกษตรเสียหายกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท ข้าวเสียหายมากสุด​ 4.3 หมื่นล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;โลตัส x โครงการหลวง&#8217; ต่อยอด &#8216;เลอตอสู่โลตัส&#8217; ปี 2 คัดสรรสินค้าคุณภาพสูง จากยอดดอยสู่กลางเมือง เล็งเพิ่มสัดส่วนสินค้าโครงการหลวงมากขึ้น</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/03/lotus-join-ler-tor-royal-project-2nd-the-time/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 02 Mar 2024 08:00:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Ler Tor]]></category>
		<category><![CDATA[Lotus]]></category>
		<category><![CDATA[Lotus's]]></category>
		<category><![CDATA[royal project]]></category>
		<category><![CDATA[Value Chain]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิตชาวเขา]]></category>
		<category><![CDATA[พรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[มนต์ชัย อินทรพรอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิโครงการหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้าสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้าเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรชาวเขา]]></category>
		<category><![CDATA[เลอตอ]]></category>
		<category><![CDATA[เลอตอสู่โลตัส]]></category>
		<category><![CDATA[โลตัส]]></category>
		<category><![CDATA[ไฮเปอร์มาร์เก็ต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=24166</guid>

					<description><![CDATA[<p>โลตัส ​จับมือ มูลนิธิโครงการหลวง ต่อเนื่องเป็นปีที่ 29 ต่อยอดโครงการหลวง “เลอตอสู่โลตัส” ปีที่ 2 จากยอดดอย สู่ใจกลางเมือง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวเขา และสุขภาพที่ดีของชาวเรา  ทั้งนี้ โลตัสได้ขยายการรับซื้อผลิตผลจาก &#8220;ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ&#8221; จังหวัดตาก ช่วยสนับสนุนการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรชาวเขา และผู้บริโภคได้เข้าถึงอาหารคุณภาพสูง ปลอดภัยได้มาตรฐานในราคาที่เอื้อมถึง พร้อมเดินหน้า​จัดงานมหกรรมสินค้าโครงการหลวง “เลอตอสู่โลตัส” ปีที่ 2 ที่ โลตัส รามอินทรา ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ &#8211; 11 มีนาคม 2567 พร้อมจัดบูธจำหน่ายสินค้าโครงการหลวงในโลตัส ไฮเปอร์มาร์เก็ตกว่า 78 สาขาทั่วประเทศ คุณมนต์ชัย อินทรพรอุดม ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานปฏิบัติการธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ต โลตัส กล่าวว่า โลตัส ดำเนินธุรกิจอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน คำนึงถึงการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า รวมถึง สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ให้สามารถเติบโตไปได้พร้อมกัน โดยโลตัส ได้ร่วมมือกับมูลนิธิโครงการหลวงมาต่อเนื่องกว่า 29 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/03/lotus-join-ler-tor-royal-project-2nd-the-time/">&#8216;โลตัส x โครงการหลวง&#8217; ต่อยอด &#8216;เลอตอสู่โลตัส&#8217; ปี 2 คัดสรรสินค้าคุณภาพสูง จากยอดดอยสู่กลางเมือง เล็งเพิ่มสัดส่วนสินค้าโครงการหลวงมากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โลตัส ​จับมือ มูลนิธิโครงการหลวง ต่อเนื่องเป็นปีที่ </strong><strong>29</strong><strong> ต่อยอดโครงการหลวง </strong><strong>“</strong><strong>เลอตอสู่โลตัส</strong><strong>”</strong><strong> ปีที่</strong><strong> 2 </strong><strong>จากยอดดอย สู่ใจกลางเมือง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวเขา และสุขภาพที่ดีของชาวเรา </strong></p>
<p><span id="more-24166"></span></p>
<p>ทั้งนี้ โลตัสได้ขยายการรับซื้อผลิตผลจาก &#8220;<strong>ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ&#8221;</strong> จังหวัดตาก ช่วยสนับสนุนการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรชาวเขา และผู้บริโภคได้เข้าถึงอาหารคุณภาพสูง ปลอดภัยได้มาตรฐานในราคาที่เอื้อมถึง พร้อมเดินหน้า​จัดงานมหกรรมสินค้าโครงการหลวง <strong>“เลอตอสู่โลตัส”</strong> ปีที่ 2 ที่ โลตัส รามอินทรา ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ &#8211; 11 มีนาคม 2567 พร้อมจัดบูธจำหน่ายสินค้าโครงการหลวงในโลตัส ไฮเปอร์มาร์เก็ตกว่า 78 สาขาทั่วประเทศ</p>
<p><strong>คุณมนต์ชัย อินทรพรอุดม ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานปฏิบัติการธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ต โลตัส </strong>กล่าวว่า โลตัส ดำเนินธุรกิจอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน คำนึงถึงการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า รวมถึง สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ให้สามารถเติบโตไปได้พร้อมกัน โดยโลตัส ได้ร่วมมือกับมูลนิธิโครงการหลวงมาต่อเนื่องกว่า 29 ปี ผ่านการ​เข้าไปสนับสนุนและทำงานร่วมกับ &#8220;<strong>ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ&#8221;</strong> ในพื้นที่ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก เพื่อร่วมส่งเสริม สนับสนุน วางแผน รับซื้อผลผลิตทางการเกษตร และพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนและเกษตรกรที่ดีขึ้น ภายใต้โครงการ <strong>‘</strong><strong>เลอตอสู่โลตัส เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวเขา เพื่อสุขภาพที่ดีของชาวเรา</strong><strong>’</strong>  ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกรชาวเขาในเครือข่ายของโครงการหลวง พร้อมตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาสของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและเกษตรกรไทยให้มีรายได้ที่มั่นคงและเติบโตได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24207 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/โลตัส-โครงการหลวงเลอตอสู่โลตัส-ปี2-4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณพรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์</strong> รองผู้อำนวยการฝ่ายกำกับดูแลคุณภาพสินค้า โลตัส กล่าวว่า ปีนี้โลตัส ​เพิ่มการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรและขยายช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากโครงการหลวง ผ่านไฮเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศ ทั้งสาขา 78 สาขา เพิ่มขึ้นจาก 10 สาขา ในปีที่แล้ว รวมทั้งเพิ่ม​​ช่องทางจำหน่ายในรูปแบบออนไลน์ผ่าน  Lotus’s SMART Apps เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกรชาวเขาในเครือข่ายโครงการหลวงได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งมีแผนเพิ่มสัดส่วนสินค้าโครงการหลวงมาวางจำหน่ายเพิ่มเติมให้ได้ราว 7-10% จากปัจจุบันมีสัดส่วน 3% ของสินค้าในกลุ่มสินค้าเกษตรทั้งหมด</p>
<p><em>&#8220;การเข้าไปสนับสนุนสินค้าโครงการหลวง ทำให้โลตัสมีส่วนช่วยยกระดับการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กลุ่มชาวเขา ขณะเดียวกันยังเป็นการสนับสนุนการมีสุขภาพที่ดีของลูกค้าผ่านการเลือกสรรสินค้าคุณภาพสูง​ ในราคาที่เอื้อมถึง เพื่อส่งมอบให้ลูกค้าในทุกวัน รวมทั้งยังเป็นการช่วยดูแลโลกอีกทางหนึ่ง เพราะแนวคิดในการขับเคลื่อนโครงการหลวงมีส่วนช่วยลดการบุกรุกพื้นที่ป่า สำหรับนำไปปลูกฝิ่นหรือปลูกพืชเชิงเดี่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ป่าทางภาคเหนือของประเทศ จึงได้ช่วยทั้งชาวเขา ชาวเรา และชาวโลก ขณะที่​โลตัสเข้าไปช่วยสนับสนุนโคงการหลวงในเครือข่ายเลอตอ จ.ตาก ช่วยเพิ่มรายได้ให้กลุ่มเกษตรกรถึงเดือนละกว่า 2 หมื่นบาทต่อครัวเรือน พร้อมสามารถสร้างเครือข่ายเกษตรกรได้แล้วกว่าร้อยราย&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24211 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/โลตัส-โครงการหลวงเลอตอสู่โลตัส-ปี2-7.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับการจัดงาน “<strong>เลอตอสู่โลตัส</strong>” <strong>ปีที่ 2 </strong>ในครั้งนี้ ได้จัดขึ้นที่ <strong>โลตัส รามอินทรา ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ </strong><strong>– 11 </strong><strong>มีนาคม </strong><strong>2567 </strong> เพื่อเพิ่มการรับรู้ถึงเป้าหมายในการขับเคลื่อนโครงการหลวงโมเดล ซึ่งเกิดขึ้นจาก​พระราชดำริของรัชกาลที่ 9 และได้รับการสานต่อในรัชกาลที่ 10 เพื่อมุ่งมั่นพัฒนาทุกมิติ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสนับสนุนให้เกษตรกรชาวเขามีรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการส่งเสริมให้ปลูกพืชผักและผลไม้ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพให้กับผู้บริโภค สอดคล้องพันธกิจร่วมกันระหว่างโครงการหลวงและโลตัส ที่มุ่งส่งเสริมเกษตรกรชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมี <strong>พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เลขาธิการ และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง</strong> ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24209 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/โลตัส-โครงการหลวงเลอตอสู่โลตัส-ปี2-11.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>​ส่วนสินค้าไฮไลท์ที่โลตัสยกจากยอดดอยสู่ใจกลางเมือง ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; ผักและผลไม้</strong> อาทิ เคพกูสเบอร์รี่, สตรอว์เบอร์รี พันธุ์พระราชทาน 80 และ 89, เสาวรส, แบล็คเบอร์รี่, กะหล่ำปลีหัวใจ, มะเขือเทศราชินี, มะเขือเทศเนื้อ, ผักกาดหอมห่อ, ฟักทองญี่ปุ่น, กลุ่มผักสลัด, กลุ่มผักอินทรีย์ และกลุ่มเห็ดเมืองหนาว เป็นต้น</p>
<p><strong>&#8211; ดอกไม้เมืองหนาว</strong> อาทิ ดอกไลซิแอนทัส ที่มีความหมายสื่อถึงมิตรภาพที่ยั่งยืนและความทรงจำดี ๆ, ดอกแคลล่า ลิลลี่ หมายถึงตัวแทนแห่งความสง่างาม, ดอกเอสเตอร์ สื่อความหมายแทนความห่วงใย และดอกสตาติส ที่สื่อความหมายถึงความรักที่ไม่มีวันจืดจาง</p>
<p><strong>&#8211; สินค้าเพื่อสุขภาพ สินค้าแปรรูป </strong><strong>และอื่นๆ</strong> อาทิ ข้าวกล้อง, ข้าวดอย, ธัญพืช, ชุดชงชา, ชาพร้อมดื่ม (Cold brew), เมล็ดกาแฟ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากผักชนิดเคี้ยว-ผงชงดื่ม “รอยัล โปรเจ็กต์ เวจจี้ พลัส”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24213 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/โลตัส-โครงการหลวงเลอตอสู่โลตัส-ปี2-10.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ โลตัสมีแผนเดินหน้าจัดมหกรรมสินค้าคุณภาพจากโครงการหลวงอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมเกษตรกรชาวเขาให้มีรายได้ที่ยั่งยืน ความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้สังคมอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำต้นพันธกิจองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24210 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/โลตัส-โครงการหลวงเลอตอสู่โลตัส-ปี2-13.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/03/lotus-join-ler-tor-royal-project-2nd-the-time/">&#8216;โลตัส x โครงการหลวง&#8217; ต่อยอด &#8216;เลอตอสู่โลตัส&#8217; ปี 2 คัดสรรสินค้าคุณภาพสูง จากยอดดอยสู่กลางเมือง เล็งเพิ่มสัดส่วนสินค้าโครงการหลวงมากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถึงเวลาสินค้าเกษตรต้อง &#8216;น้อยแต่มาก&#8217; กรุงไทยหนุนรุกตลาด Biochemical เพิ่มมูลค่าได้ 18-188 เท่า​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/07/biochemical-the-most-value-added-for-agriculture/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Jul 2022 08:45:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biochemical]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[Mega trend]]></category>
		<category><![CDATA[Value Added]]></category>
		<category><![CDATA[กฤชนนท์ จินดาวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลค่าเพิ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้าเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[อภินันทร์ สู่ประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=12796</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เนื่องจากไทยมีความได้เปรียบด้านแหล่งวัตถุดิบสินค้าเกษตร ในฐานะผู้ผลิตปาล์ม อ้อย และมันสำปะหลัง อันดับที่  3  5 และ 7 ของโลก ตามลำดับ แต่กลับต่อยอดสินค้าให้มีมูลค่าสูงได้ ไม่หลากหลาย​ เข้าข่าย &#8216;ทำมากได้น้อย&#8217; ส่งผลให้ทั้งประเทศและเกษตรกรไทยจึงมีรายได้น้อยมาเป็นเวลานาน ขณะที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ที่เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำให้เทรนด์การใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพใน กลุ่ม Biochemical มีแนวโน้มเติบโต และจะกลายเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มในระดับสูงให้แก่ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น เพราะสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ BCG Economy ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ตลาด Biochemical ของโลก คาดว่าจะมีมูลค่า 78,830 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2028  เติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 9.1% ส่วนมูลค่าตลาด Biochemical ในไทย คาดว่าจะมีมูลค่า 3,769 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 120,000 ล้านบาท ในปี 2028 คิดเป็นอัตราเติบโตที่ปีละ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/07/biochemical-the-most-value-added-for-agriculture/">ถึงเวลาสินค้าเกษตรต้อง &#8216;น้อยแต่มาก&#8217; กรุงไทยหนุนรุกตลาด Biochemical เพิ่มมูลค่าได้ 18-188 เท่า​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เนื่องจากไทยมีความได้เปรียบด้านแหล่งวัตถุดิบสินค้าเกษตร ในฐานะผู้ผลิตปาล์ม อ้อย และมันสำปะหลัง อันดับที่  3  5 และ 7 ของโลก ตามลำดับ แต่กลับต่อยอดสินค้าให้มีมูลค่าสูงได้ ไม่หลากหลาย​ เข้าข่าย &#8216;ทำมากได้น้อย&#8217; ส่งผลให้ทั้งประเทศและเกษตรกรไทยจึงมีรายได้น้อยมาเป็นเวลานาน</p>
<p><span id="more-12796"></span></p>
<p>ขณะที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ที่เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำให้เทรนด์การใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพใน กลุ่ม Biochemical มีแนวโน้มเติบโต และจะกลายเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มในระดับสูงให้แก่ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น เพราะสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ BCG Economy</p>
<p><strong>ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ</strong> ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ตลาด Biochemical ของโลก คาดว่าจะมีมูลค่า 78,830 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2028  เติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 9.1% ส่วนมูลค่าตลาด Biochemical ในไทย คาดว่าจะมีมูลค่า 3,769 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 120,000 ล้านบาท ในปี 2028 คิดเป็นอัตราเติบโตที่ปีละ 14.2% ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตมากกว่าตลาดโลก ​โดยมีปัจจัยหนุนการเติบโตจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคสินค้าที่ใส่ใจต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น</p>
<p>ทั้งนี้ Biochemical Technology คือ การพัฒนาและปรับใช้เทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร ในการผลิตสารเคมีและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง โดยนำวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน มาพัฒนาให้เป็นสารเคมี และผลิตภัณฑ์เคมี ที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์ยาและเครื่องสำอาง เป็นต้น</p>
<p><em>&#8220;กลุ่ม Biochemical เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรมากที่สุด แทนการขายเป็นสินค้าเกษตรทั่วไป (Commodity) แต่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม และยังมีราคาผันผวน เมื่อเทียบกับปริมาณซัพพลายที่ต้องบริโภค​ แม้หลายปีที่ผ่านมาเริ่มมีการนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ​ หรือบรรจุภัณฑ์ชีวภาพมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีพลังงานทางเลือกอื่นมากขึ้นเช่นกัน​​ ส่วนของบรรจุภัณฑ์ชีวภาพก็สามารถใช้วัตถุดิบอื่นที่มีราคาต่ำกว่าได้ อาทิ ขยะอินทรีย์ หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร​​​ ดังนั้น การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการแปรรูปเป็นสินค้า Biochemical น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ และเมื่อเทียบกับปริมาณวัตถุดิบที่ใช้กับมูลค่าเพิ่มที่ได้ ถือว่าเป็นการใช้ปริมาณน้อยกว่าแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าได้อย่างสูงสุด โดยประเมินว่าสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทยได้ราว 18-188 เท่า มากกว่าการนำไปแปรรูปแบบเดิมๆ อย่างที่ผ่านมา&#8221;   ​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12798 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/07/Compass-Biochem1.jpg" alt="" width="1200" height="678" /></p>
<p>ส่วนความกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนอาหารในอนาคต จะส่งผลต่อ Supply ในการนำวัตถุดิบทางการเกษตรไปรองรับกลุ่ม Biochemical หรือมไม่นั้น หากประเมินจากมูลค่าตลาด Biochemical ในปี 2028 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ราว 125,523 ล้านบาท แต่ใช้วัตถุดิบสินค้าเกษตรในสัดส่วนไม่เกิน 5% ของผลผลิตรวมของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้น จึงไม่น่ากังวลว่าวัตถุดิบจะไม่เพียงพอต่อการผลิต ​ประกอบกับผู้ประกอบการด้าน Biochemical ยังน้อยอยู่มาก โดยที่ผ่านมามีผู้ประกอบการเพียง 1.7% ของผู้ประกอบการในกลุ่มโรงงาน​น้ำตาล มันสำปะหลัง​ และโรงงานน้ามันปาล์ม หรือเท่ากับมีผู้ประกอบการเฉลี่ยอยู่ราวอุตสาหกรรมละ 1 รายเท่านั้น</p>
<p><strong>นายอภินันทร์ สู่ประเสริฐ</strong> นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS  กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์ Biochemical ที่คาดว่าจะเติบโตดี ได้แก่ สารที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหาร เช่น สารให้ความหวาน สารที่เพิ่มโภชนาการในอาหารหรือสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย รวมถึงสารที่ใช้เป็นส่วนประกอบของยาและเครื่องสำอาง รวมทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์  โดยหากไทยมีการลงทุนต่อยอดไปในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้มากขึ้น นอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทยแล้ว ยังช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา ไทยต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล่านี้สูงกว่า 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี หรือกว่า 47,000 ล้านบาท</p>
<p>“ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรที่น่าจะมองหาโอกาสในการเข้าสู่ตลาดนี้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาล โรงงานแป้งมันสำปะหลัง และโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม เนื่องจากเป็นกลุ่มที่สามารถต่อยอดได้จากธุรกิจเดิม โดยมีประสบการณ์และวัตถุดิบรองรับอยู่แล้ว การต่อยอดไปสู่ตลาด Biochemical จึงไม่ใช่เรื่องยาก จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับเอสเอ็มอีไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12799 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/07/BioChem2.jpg" alt="" width="1200" height="680" /></p>
<p><strong>นายกฤชนนท์ จินดาวงศ์</strong> นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS แนะนำว่า จากการที่ผลิตภัณฑ์ Biochemical ส่วนใหญ่ยังเป็นการผลิตที่ต้องมีการลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างเข้มข้น ดังนั้น ปัจจัยที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต Biochemical ได้ คือภาครัฐจะต้องมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการลงทุน อีกทั้งการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตรอยู่แล้ว ขณะที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญเรื่องแหล่งวัตถุดิบที่เพียงพอ เพราะต้นทุนหลักของธุรกิจนี้มาจากวัตถุดิบเป็นหลัก รวมทั้งการสร้างความร่วมมือกันทั้ง Ecosystem ไม่ว่าจะด้านหน่วยงานวิจัยและให้คำปรึกษาของภาครัฐหรือสถาบันการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพถูกนำไปใช้ให้หลากหลาย และตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/07/biochemical-the-most-value-added-for-agriculture/">ถึงเวลาสินค้าเกษตรต้อง &#8216;น้อยแต่มาก&#8217; กรุงไทยหนุนรุกตลาด Biochemical เพิ่มมูลค่าได้ 18-188 เท่า​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
