<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Nature-based Solutions &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/nature-based-solutions/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sun, 14 Jun 2026 10:20:33 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Nature-based Solutions &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;Factory to Forest, Operation to Oasis&#8217; WHA Group ปักธง นิคมฯ รายแรกของไทย ​ขับเคลื่อน Nature Positive อย่างเป็นรูปธรรม ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ ปั้น WHA ESIE 2​ เป็น OECM</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/wha-drives-nature-positive-target/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Jun 2026 10:20:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[Net Positive Impact]]></category>
		<category><![CDATA[OECM]]></category>
		<category><![CDATA[WHA]]></category>
		<category><![CDATA[WHA Group]]></category>
		<category><![CDATA[WHAID]]></category>
		<category><![CDATA[คุณปจงวิช พงษ์ศิวาภัย]]></category>
		<category><![CDATA[จรีพร จารุกรสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ปจงวิช พงษ์ศิวาภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42396</guid>

					<description><![CDATA[<p>อีกหนึ่งการขับเคลื่อน​เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน &#8216;ความยั่งยืน&#8216; ของ WHA Group หลังปรับยุทธศาสตร์เพื่อให้ธุรกิจเติบโตควบคู่กับการสร้าง Positive Impact ให้ทั้งประเทศ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน จากการขับเคลื่อนผ่าน​ Green Business ที่มีแผนการลงทุน​ตามยุทธศาสตร์ &#8216;กรีนกินได้&#8217; ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนให้​ธุรกิจ เพื่อ​สร้าง​ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกันผ่าน 5 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย การดูแลสิ่งแวดล้อม, การสร้างพลังทางสังคม, การบริหารจัดการด้วยนวัตกรรมและธรรมาภิบาล การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสีเขียว และการเป็นผู้ส่งเสริมความยั่งยืนให้กับประเทศ พร้อมเป้าหมายที่จะลงทุน​กว่า 35,000 ล้านบาท เพื่อผลักดันให้พอร์ตโฟลิโอฝั่งกรีนเติบโตและสร้างความแข็งแกร่งได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อลดคาร์บอนได้ตามแนวทาง SBTi ที่เริ่มมองเห็นการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero Commitments อย่างเป็นรูปธรรมได้แล้วนั้น ขณะที่โฟกัสที่จะเริ่มเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นจากนี้ คือฟากของ  Nature Commitments โดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่สีเขียว​ในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ที่ปัจจุบันมีสัดส่วน​ราว 10% ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดตามเกณฑ์ประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่เป้าหมายของ WHA คือการยกระดับจากเพียงแค่การมีพื้นที่สีเขียว มาเป็นการทำให้พื้นที่สีเขียวกลายเป็นป่าตามธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพ ตามแนวคิด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/wha-drives-nature-positive-target/">&#8216;Factory to Forest, Operation to Oasis&#8217; WHA Group ปักธง นิคมฯ รายแรกของไทย ​ขับเคลื่อน Nature Positive อย่างเป็นรูปธรรม ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ ปั้น WHA ESIE 2​ เป็น OECM</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อีกหนึ่งการขับเคลื่อน​เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน &#8216;<strong>ความยั่งยืน</strong>&#8216; ของ <strong>WHA Group</strong> หลังปรับยุทธศาสตร์เพื่อให้ธุรกิจเติบโตควบคู่กับการสร้าง Positive Impact ให้ทั้งประเทศ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน</p>
<p><span id="more-42396"></span></p>
<p>จากการขับเคลื่อนผ่าน​ Green Business ที่มีแผนการลงทุน​ตามยุทธศาสตร์<strong> &#8216;กรีนกินได้&#8217; </strong>ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนให้​ธุรกิจ เพื่อ​สร้าง​ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกันผ่าน 5 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย การดูแลสิ่งแวดล้อม, การสร้างพลังทางสังคม, การบริหารจัดการด้วยนวัตกรรมและธรรมาภิบาล การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสีเขียว และการเป็นผู้ส่งเสริมความยั่งยืนให้กับประเทศ</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42426 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/WHA_Factsheet_02.jpg" alt="" width="560" height="700" /></p>
<p>พร้อมเป้าหมายที่จะลงทุน​กว่า 35,000 ล้านบาท เพื่อผลักดันให้พอร์ตโฟลิโอฝั่งกรีนเติบโตและสร้างความแข็งแกร่งได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อลดคาร์บอนได้ตามแนวทาง SBTi ที่เริ่มมองเห็นการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero Commitments อย่างเป็นรูปธรรมได้แล้วนั้น</p>
<p>ขณะที่โฟกัสที่จะเริ่มเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นจากนี้ คือฟากของ  Nature Commitments โดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่สีเขียว​ในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ที่ปัจจุบันมีสัดส่วน​ราว 10% ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดตามเกณฑ์ประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่เป้าหมายของ WHA คือการยกระดับจากเพียงแค่การมีพื้นที่สีเขียว มาเป็นการทำให้พื้นที่สีเขียวกลายเป็นป่าตามธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพ ตามแนวคิด <strong>&#8216;From Factory to Forest , From Operation to Oasis&#8217;   </strong></p>
<p><strong>คุณ</strong><strong>ปจงวิช พงษ์ศิวาภัย</strong> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) </strong>หรือ <strong>WHAID </strong>​​เปิดเผยว่า  ภายใต้ยุทธศาสตร์ <strong>&#8216;กรีนต้องกินได้&#8217; </strong>ของ <strong>คุณจรีพร จารุกรสกุล</strong> ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (<strong>WHA Group</strong> ) มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนให้​ธุรกิจผ่าน 5 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย การดูแลสิ่งแวดล้อม, การสร้างพลังทางสังคม, การบริหารจัดการด้วยนวัตกรรมและธรรมาภิบาล การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสีเขียว และการเป็นผู้ส่งเสริมความยั่งยืนให้กับประเทศ</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-42421" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/คุณปจงวิช-พงษ์ศิวาภัย-ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-บริษัท-ดับบลิวเอชเอ-อินดัสเตรียล-ดีเวลลอป.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะที่ผลกระทบจากการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่วางไว้นี้  ไม่เพียงสร้างการเติบโตและแข็งแกร่งให้ WHA Group เท่านั้น แต่ยังเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์ทิศทาง​​ของเศรษฐกิจโลก ที่มุ่งสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมทั้งการสร้างระบบนิเวศให้รองรับการพัฒนาและเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสีเขียว​ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าเพื่อรับมือ​ความท้าทายระดับโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางทรัพยากร การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนข้อกำหนดและมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เข้มงวดมากขึ้นทั่วโลก</p>
<p>ทั้งนี้ WHA Group ขับเคลื่อน​ Green Business ​โดยมีเป้าหมายลดคาร์บอนจากการดำเนินธุรกิจ (Scope 1, 2 ) ตามกรอบ SBTi ให้ลดลง 42% ภายในปี 2030 พร้อมบรรลุ Net Zero ตลอดทั้งห่วงโซ่ได้ภายในปี 2050  ผ่านการ​ส่งเสริม​พลังงานหมุนเวียน การบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจร และการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยได้เพิ่ม​กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน​เป็น 1,222 เมกะวัตต์ เพิ่มปริมาณการจัดการน้ำด้วยระบบ Reclamation Water เป็น 24.25 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 10,000 คันภายในปี 2030</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในอนาคต WHA ยัง​​มุ่งศึกษาเทคโนโลยีเพื่อ​ลดคาร์บอน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อรองรับการขยายผลเพิ่มเติมในอนาคต​ อาทิ โรงไฟฟ้า SMR, กรีนไฮโดรเจน, เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ตลอดจนมุ่งพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อจัดการปัญหาของเสียอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายในการจัดการขยะอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุ และนำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุใช้งานมาสร้างประโยชน์ &#8220;</em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-42424 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ทิวทัศน์ป่า_WHA-ESIE-2.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ ขับเคลื่อน Nature Commitments</strong></p>
<p>สำหรับมิติด้านการดูแลความหลากหลายในระบบนิเวศและธรรมชาตินั้น  <em><strong>WHA Group ​ตั้งเป้าหมายลดผลกระทบ และการสูญเสียทรัพยากร (No Net Loss) ภายในปี 2030 รวมทั้งสามารถฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้ (Nature Positive) ได้ภายในปี 2050</strong></em> โดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและป่าไม้ได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มจำนวนต้นไม้ จากการปลูกป่าเท่านั้น แต่ต้องการให้พื้นที่สีเขียวภายในนิคมมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ ทั้งสัตว์​หรือพืชประจำถิ่น และระบบการเกื้อกูลกันตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตภายในพื้นที่ ซึ่งสอดคล้อง​ตามแนวคิด <strong>&#8216;From Factory to Forest , From Operation to Oasis&#8217;  </strong></p>
<p><b> </b>ความชัดเจนทั้งการต้ังเป้าหมาย รวมทั้งเริ่มมีแผนขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ WHA Group และ WHAID กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมรายแรกของประเทศไทย ที่เริ่มดำเนินการขับเคลื่อนพัฒนาระบบนิเวศ และ​ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) อย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของตนเอง ซึ่งเป้าหมายไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวตามกฏหมาย แต่<b>​</b>ในบางพื้นที่สามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่สูงขึ้นจนถึงการเป็น OECM  (Other Effective Area-Based Conservation Measures) หรือการเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่อยู่นอกเขตควบคุม​ในที่สุด เพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวร่วมการสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทย ในการบรรลุเป้าหมาย​​เพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศให้ได้ 30%  ได้อีกทางหนึ่ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42427 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/รังนกกระจาบ_WHA-ESIE-2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ส่วนการขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น​ ​ WHA​ Group​ ได้ผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญอย่าง <strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ </strong>ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความยั่งยืนในมิติ Nature Based Solutions โดยเฉพาะความสำเร็จจากการฟื้นฟู &#8216;<strong>โครงการดอยตุง&#8217;</strong> จากพื้นที่เขาหัวโล้นเสื่อมโทรมและยังเคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่น สู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบ สำหรับการเรียนรู้โมเดลการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมท้ังสามารถคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พื้นที่ได้สำเร็จ รวมทั้ง​อยู่ระหว่างการผลักดันเพื่อรับรองให้เป็นพื้นที่ OECM อีกด้วย</p>
<p><em>&#8220;WHAID ​ให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมและการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพราะ​เชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมต้องดำเนินควบคู่กันไป จึงนำร่องบุกเบิกการพัฒนาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และมีแผน​ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของตัวเอง เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และพร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตามหลักการ Avoid, Minimize, Restore, Regenerate และ Transform ​โดย​ความ​​ร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ​ภายใต้​พื้นที่การดูแลร่วมกัน 150 ไร่ จาก 3 นิคมฯ ในปี 2568 และจะเพิ่มพื้นที่เป็น 233 ไร่ จาก​​ 8 นิคมฯ ภายในปี 2569”</em> คุณปจงวิช กล่าวเสริม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42422 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/คุณสมิทธิ-หาเรือนพืชน์-Chief-Nature-based-Solutions-Officer-มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ </strong><strong>Chief Nature-based Solutions Officer </strong><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า​ ​การนำร่องความร่วมมือในโครงการพัฒนาระบบนิเวศและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่สีเขียวในนิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 2  (บ่อวิน ชลบุรี)  เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำ Nature-based Solutions มาประยุกต์ใช้เพื่อทำให้พื้นที่สีเขียวในนิคมอุตสาหกรรมมีคุณภาพ และความหลากหลายทางชีวภาพที่ดีขึ้น โดยได้เริ่มโครงการในปี 2568 ด้วยการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพขั้นต้น (Biodiversity Baseline Survey) ซึ่งข้อมูล Baseline นี้ คือหัวใจสำคัญในการวางแผนการฟื้นฟูอย่างเป็นขั้นตอน รวมทั้งจะทำให้เห็นความคืบหน้าและพัฒนาการในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม​</p>
<p>&#8220;จากการสำรวจ Baseline ทำให้ทราบว่า พื้นที่นำร่อง WHA ESIE 2 ดังกล่าว มีพรรณไม้ 89 ชนิด และนก 31 ชนิด รวมถึงสภาพดินที่มีอินทรียวัตถุปานกลาง และความหนาแน่นสูง ขณะที่แนวทางการพัฒนา​และฟื้นฟูความสมบูรณ์ของดิน จะทำผ่าน​แนวคิดเกษตรเชิงฟื้นฟูและการปรับปรุงดิน (Soil Regenerative) ในพื้นที่นิคมฯ ESIE 3 และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 (RY36) ให้เตรียมพร้อมต่อการปลูกต้นไม้และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพต่อไปในอนาคต”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42425 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/WHA_Factsheet_01.jpg" alt="" width="495" height="700" /></p>
<p>ทั้งนี้ จาก​แนวทางการวางแผนอย่างเป็นระบบ WHA Group ได้เริ่มดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดย ปี 2568 ได้มีการปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 15,800 ต้น บนพื้นที่ 69 ไร่ของ WHA ESIE 2 และ WHA ESIE3 ​ส่วน​ปี 2569 จะปลูกเพิ่มเติมอีก 81 ไร่ใน WHA ESIE 2 และ RY36</p>
<p>นอกจากนี้ ได้วางแผนที่จะขยายผลไปยังนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยมีเป้าหมายเพิ่มเติมในการปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศอีก 82 ไร่ภายในปี 2569 ครอบคลุมนิคมฯ หลายแห่ง เช่น เขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ สระบุรี (WHA SIL) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1 (CIE1) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด (ESIE) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 (ESIE1) และเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง (RIL) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างผลกระทบเชิงบวกทางชีวภาพอย่างต่อเนื่องของ WHA Group</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42423 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/WHA-ESIE-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;การฟื้นฟูธรรมชาติและการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ ควรจะมีการผสมผสานให้เป็นส่วนหนึ่งในการทำธุรกิจ เราไม่ควรทำธุรกิจที่เน้นแค่เพียงผลกำไร โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราได้ทำงานร่วมกับ WHA ทำให้เห็นการ Synergy ในหลายๆ มิติของสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติและธุรกิจได้อย่างกลมกลืน รวมทั้งความร่วมมือที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีระหว่างกันเพื่อให้เกิด​การขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการขยายความร่วมมือเพื่อให้สามารถสร้างประโยชน์ไปสู่ชุมชนที่อยู่โดยรอบและการขยายผลได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต&#8221;​ </em> คุณสมิทธิ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/wha-drives-nature-positive-target/">&#8216;Factory to Forest, Operation to Oasis&#8217; WHA Group ปักธง นิคมฯ รายแรกของไทย ​ขับเคลื่อน Nature Positive อย่างเป็นรูปธรรม ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ ปั้น WHA ESIE 2​ เป็น OECM</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กับบทบาทด้านการขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ต่อยอดทุนธรรมชาติ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/mflf-3-strategic-driving-biodiversity/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 May 2026 12:20:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Advisory Service]]></category>
		<category><![CDATA[biodiversity credit]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[MFL]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-related Risks]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41975</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตอกย้ำบทบาทองค์กรต้นแบบด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานของคนและธรรมชาติ เนื่องในวันความหลากหลายทางชีวภาพสากล (International Day for Biological Diversity) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี โดยในปี 2569 แนวคิดระดับโลกคือ &#8216;Acting locally for global impact : ลงมือทำในระดับท้องถิ่น สร้างผลลัพธ์ระดับโลก&#8217; สะท้อนความสำคัญของการขับเคลื่อนจากพื้นที่จริงสู่ผลลัพธ์ในวงกว้าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่มุ่งยกระดับงานอนุรักษ์และพัฒนาชุมชน สู่การสร้าง &#8216;ทุนธรรมชาติ&#8217; หรือ Natural Capital ที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ โอกาส และการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือจากภาคเอกชน และทิศทางนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล วาง 3 ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อน Biodiversity คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ (ประธานสายงาน NbS มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ : Chief Nature-Based Solutions Officer) กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/mflf-3-strategic-driving-biodiversity/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กับบทบาทด้านการขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ต่อยอดทุนธรรมชาติ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ตอกย้ำบทบาทองค์กรต้นแบบด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานของคนและธรรมชาติ เนื่องในวันความหลากหลายทางชีวภาพสากล (International Day for Biological Diversity) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี</p>
<p><span id="more-41975"></span></p>
<p>โดยในปี 2569 แนวคิดระดับโลกคือ <strong>&#8216;Acting locally for global impact : ลงมือทำในระดับท้องถิ่น สร้างผลลัพธ์ระดับโลก&#8217;</strong> สะท้อนความสำคัญของการขับเคลื่อนจากพื้นที่จริงสู่ผลลัพธ์ในวงกว้าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่มุ่งยกระดับงานอนุรักษ์และพัฒนาชุมชน สู่การสร้าง &#8216;<strong>ทุนธรรมชาติ&#8217;</strong> หรือ Natural Capital ที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ โอกาส และการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือจากภาคเอกชน และทิศทางนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล</p>
<p><strong>วาง 3 ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อน Biodiversity</strong></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์</strong> ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ (ประธานสายงาน NbS มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ : Chief Nature-Based Solutions Officer) กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41976 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ท่ามกลางวิกฤตธรรมชาติที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงนำประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่จริง โดยเฉพาะแนวทาง <strong>&#8216;ปลูกคน ปลูกป่า&#8217;</strong> ที่พิสูจน์ผลลัพธ์มาเกือบ 4 ทศวรรษ มาต่อยอดสู่การขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่</p>
<p><strong>1. ​การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน หรือ Nature-based Solutions (NbS)</strong></p>
<p>การ​ต่อยอดผลสัมฤทธิ์จากแนวทาง <strong>ปลูกป่า ปลูกคน</strong>​ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย มากว่า 38 ปี ในพื้นที่ 91,779 ไร่  พร้อมฐานข้อมูลสิ่งมีชีวิตที่สำคัญของประเทศ โดยพบพันธุ์ไม้ถึง 1,459 ชนิด ซึ่งรวมถึงการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกถึง 12 ชนิด อาทิ นครินทรา เทียนดอยตุง และม่วงพายัพ รวมทั้งยังพบสัตว์ป่า 1,177 ชนิด โดยมี 8 ชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างเลียงผาและเต่าปูลู สะท้อนว่าแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิที่ดูแลคนและธรรมชาติไปด้วยกัน สามารถนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ให้ประโยชน์แก่ทุกสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะชุมชน และทำให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>นอกจากนี้​ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น เริ่มส่งผลกระทบต่องานพัฒนา ทั้งต่อการเพาะปลูกและผลผลิตของชุมชน ระบบนิเวศ และความเสี่ยงจากภัยพิบัติ มูลนิธิฯ จึงเริ่มศึกษาและขับเคลื่อนการจัดการความเสี่ยงทางธรรมชาติ หรือ<strong> Nature-related Risks</strong> เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบในระยะยาว</p>
<p><strong><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41980 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/6.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></strong></p>
<p><strong>2. การร่วมขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับชาติและสากล<br />
คุณธานิษฏ์ กองแก้ว </strong>ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิ มุ่งมั่นขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ หรือ National Biodiversity Strategy and Action Plan (NBSAP) ผ่านความร่วมมือและการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning (ONEP) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) (BEDO) และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ National University of Singapore (NUS) เพื่อทำให้โครงการพัฒนาต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ สามารถเป็นแบบอย่างด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน</p>
<p>พร้อมทั้งยังอยู่ระหว่าง<em><strong>การผลักดันดอยตุงสู่การเป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ หรือ Other Effective Area-based Conservation Measures (OECM) ภายใต้เป้าหมาย 30&#215;30 หรือเป้าหมายการอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเลอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573</strong> </em>ขณะเดียวกันยังร่วมกับ BEDO ศึกษากลไกเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) ภายใต้มาตรฐาน Terrasos จากประเทศโคลอมเบีย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41979 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/3.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังเตรียมนำเสนอโมเดลการทำงานร่วมกับชุมชนในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 หรือ the 17th meeting of the Conference of the Parties to the Convention on Biological Diversity (CBD COP17) ณ กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ในปลายปีนี้ เพื่อแสดงศักยภาพของไทยในการเป็นต้นแบบระดับภูมิภาค</p>
<p>มูลนิธิฯ ยังขยายพื้นที่ศึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย ไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย อาทิ</p>
<p>&#8211; จัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ ในป่าชายเลนเป้าหมาย จังหวัดตรัง พื้นที่ 10,832 ไร่ ระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี (ธันวาคม 2568 – พฤศจิกายน 2570) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศป่าชายเลน ประกอบด้วย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ สำนักงาน กปร. และบริษัท ปตท.สำรวจ และ ผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)</p>
<p>&#8211; ศึกษาความเป็นไปได้ในการขึ้นทะเบียนป่าชุมชน 11 แห่ง ภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ (OECM) ผ่านการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 5 ล้านบาทจาก High Ambition Coalition for Nature and People (HAC) ซึ่งจะช่วยยกระดับบทบาทของชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41977 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/9-re.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>3</strong><strong>. การขยายผลและส่งต่อองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจผ่านบริการที่ปรึกษา</strong></p>
<p>มูลนิธิฯ  ก้าวสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ <strong>Biodiversity Advisory Service</strong> ให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินธุรกิจ เช่น โครงการ Rewilding ในพื้นที่ชลบุรี การพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่เชียงดาว เป็นต้น โดยเน้นการวัดผลที่จับต้องได้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อมั่นว่าการผนวกวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มูลนิธิฯ สั่งสมมาตลอด 38 ปี จะเป็น<strong> &#8216;ทางรอด&#8217;</strong> ที่สำคัญของเศรษฐกิจและโลกใบนี้ การขับเคลื่อนงานในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการแสดงผลสำเร็จจากอดีต แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งอนาคตที่คน ป่า และธุรกิจเติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุลและยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41978 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/13.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/mflf-3-strategic-driving-biodiversity/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กับบทบาทด้านการขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ต่อยอดทุนธรรมชาติ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดล สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พร้อมผนึกภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสู่เน็ตซีโร่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/mae-fah-luang-transformation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 04:39:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Business Model]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[Transformation]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41375</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยวางทิศทางใหม่ให้ &#8216;การพัฒนา&#8217; ไม่ใช่เป็นเพียงภารกิจเชิงสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักการพัฒนาที่มี &#8216;คน&#8216; เป็นศูนย์กลาง ควบคู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เดินหน้าเต็มกำลัง หลังปรับโครงสร้างองค์กร มูลนิธิฯ ปรับโครงสร้างการทำงานให้สอดรับบริบทปัจจุบัน โดยบูรณาการ 4 สายงานหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจเพื่อสังคม 2.การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3.ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน และ 4.สายงานพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทั้งการเผยแพร่องค์ความรู้ การขยายผล และการบริหารรายได้อย่างยั่งยืน โดยสายงาน NbS เร่งขับเคลื่อนโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคธุรกิจกับเครือข่ายชุมชน พร้อมขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ภายในองค์กรมีการใช้กลยุทธ์ &#8216;ระบบคู่ขนาน&#8217; (Parallel System) สร้างทีมและกลไกใหม่ควบคู่ระบบเดิม เพื่อเร่งผลลัพธ์และลดแรงต้านการเปลี่ยนแปลง ในระยะยาว มูลนิธิฯ ตั้งเป้าขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยต่อยอดประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เมียนมา และอินโดนีเซีย หวังมุ่งสู่การเป็นองค์กรพัฒนาระดับโลก ขณะเดียวกัน สายงานธุรกิจเพื่อสังคมรับไม้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของดอยตุง และสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะขับเคลื่อนความร่วมมือระดับประเทศและองค์กร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/mae-fah-luang-transformation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดล สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พร้อมผนึกภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสู่เน็ตซีโร่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยวางทิศทางใหม่ให้ <em><strong>&#8216;การพัฒนา&#8217; ไม่ใช่เป็นเพียงภารกิจเชิงสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดอย่างยั่งยืน</strong></em> ภายใต้หลักการพัฒนาที่มี &#8216;<strong>คน</strong>&#8216; เป็นศูนย์กลาง ควบคู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ</p>
<p><span id="more-41375"></span></p>
<p><strong>เดินหน้าเต็มกำลัง หลังปรับโครงสร้างองค์กร</strong></p>
<p>มูลนิธิฯ ปรับโครงสร้างการทำงานให้สอดรับบริบทปัจจุบัน โดยบูรณาการ 4 สายงานหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจเพื่อสังคม<br />
2.การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3.ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน และ 4.สายงานพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทั้งการเผยแพร่องค์ความรู้ การขยายผล และการบริหารรายได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>โดยสายงาน NbS เร่งขับเคลื่อนโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคธุรกิจกับเครือข่ายชุมชน พร้อมขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ภายในองค์กรมีการใช้กลยุทธ์<strong> &#8216;ระบบคู่ขนาน&#8217;</strong> (Parallel System) สร้างทีมและกลไกใหม่ควบคู่ระบบเดิม เพื่อเร่งผลลัพธ์และลดแรงต้านการเปลี่ยนแปลง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41380 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL5.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>ในระยะยาว มูลนิธิฯ ตั้งเป้าขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยต่อยอดประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เมียนมา และอินโดนีเซีย หวังมุ่งสู่การเป็นองค์กรพัฒนาระดับโลก ขณะเดียวกัน สายงานธุรกิจเพื่อสังคมรับไม้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของดอยตุง และสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะขับเคลื่อนความร่วมมือระดับประเทศและองค์กร สร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคเอกชนและเยาวชนผ่านการให้คำปรึกษาและหลักสูตรต่างๆ</p>
<p><strong>สร้างโมเดลพัฒนาใหม่ เชื่อมเศรษฐกิจ–ชุมชน–สิ่งแวดล้อม</strong></p>
<p><strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า การปรับครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้างองค์กร แต่เป็นการวางรากฐานแนวทางพัฒนาใหม่ที่ใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ความท้าทายคือทำให้การพัฒนาไม่เป็นภาระงบประมาณ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ที่ภาคเอกชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปด้วยกัน โดยหัวใจยังเหมือนเดิม คือ ถ้าจะปลูกป่า ต้องปลูกคนก่อน แต่วันนี้เรากำลังขยายแนวคิดนี้สู่ระดับประเทศ และเชื่อมต่อกับตลาดโลกได้จริง ซึ่งการปรับครั้งนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะ <strong>&#8216;ตัวกลางเศรษฐกิจความยั่งยืน&#8217;</strong> ที่เชื่อมทรัพยากร ชุมชน และทุนเข้าด้วยกัน พร้อมก้าวสู่ต้นแบบการพัฒนายุคใหม่ของประเทศไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41377 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL1.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>ขยาย</strong><strong>แบรนด์ธุรกิจเพื่อสังคม </strong><strong>&#8216;</strong><strong>ดอยตุง</strong><strong>&#8216; พัฒนาชุมชน </strong><strong>เจาะตลาดคนรุ่นใหม่ </strong></p>
<p><strong><u>งานหัตถกรรม </u></strong>ขยายการส่งเสริมงานหัตถกรรมจากพื้นที่ดอยตุงสู่พื้นที่ขยายผล เพื่อสร้างรายได้ฐานรากและยกระดับทักษะชุมชน โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงตั้งแต่การฝึกอบรม การผลิต ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้สามารถผลิตงานให้กับแบรนด์ DoiTung และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ของตนเอง ปัจจุบันในพื้นที่ปางมะหัน ปูนะ และบ้านห้วยส้าน สามารถสร้างรายได้รวมหลายล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้ครัวเรือนมีรายได้เสริมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสตรีที่สามารถทำงานใกล้บ้าน และเตรียมขยายโมเดลสู่พื้นที่ป่าชุมชนภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างอาชีพควบคู่การดูแลทรัพยากร และกระจายรายได้สู่ชุมชนในวงกว้าง</p>
<p>นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยลง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ประจำวัน พร้อมเชื่อมโยงแก่นแท้ของงานที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้ดำเนินงานตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันผ่านการออกแบบสินค้า จะออกวางจำหน่ายในร้านดอยตุงไลฟ์สไตล์ อย่างไม่เป็นทางการปลายไตรมาสที่ 2 นี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41381 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL8.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong><u>งานกาแฟและแมคคาเดเมีย</u></strong> ยังคงเป็นสินค้าหลักที่ตลาดมีความต้องการสูง โดยขยายการผลิตแบบ OEM ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น การบินไทย ซึ่งปัจจุบันเสิร์ฟกาแฟดอยตุงในทุกเที่ยวบินทั่วโลก พร้อมไปกับการพัฒนาสายพันธุ์ และการปลูกที่ทนทานต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</p>
<p><strong><u>งานสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ </u></strong>โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เดินหน้ายกระดับบทบาทสู่การเป็นแพลตฟอร์มสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยใช้การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเป็นกลไกสำคัญ ปัจจุบันมี 15 กลุ่ม สมาชิกกว่า 1,030 คน สร้างรายได้รวมกว่า 38.2 ล้านบาท ในปี 2568 ครอบคลุมตั้งแต่ภาคเกษตร การแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนศักยภาพคือ<strong> &#8216;หมูดำดอยตุง&#8217;</strong> ซึ่งต่อยอดจากการจำหน่ายเนื้อสด สู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ไส้กรอก แฟรงก์เฟิร์ตเตอร์ และดอยตุงแฮม ช่วยเพิ่มมูลค่าจากหลักร้อยสู่หลักพันบาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้และยกระดับชุมชนสู่การเป็นผู้ประกอบการที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41382 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL10.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong><u>งานท่องเที่ยว</u></strong> มุ่งเจาะกลุ่มสัมมนาและอบรม โดยบูรณาการกับสายงานความยั่งยืนและองค์ความรู้ เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการเรียนรู้</p>
<p><strong>ดันคาร์บอนเครดิตไทยสู่ตลาดโลกด้วย</strong><strong> &#8216;</strong><strong>มิติทางสังคม</strong><strong>&#8216; </strong></p>
<p>อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการผลักดันคาร์บอนเครดิตสู่ตลาดโลก โดยใช้เครือข่ายป่าชุมชนกว่า 300 แห่งเป็นฐาน</p>
<p>จุดเด่นของแนวทางนี้คือการให้ความสำคัญกับ &#8216;มิติทางสังคมและชุมชน&#8217; ควบคู่กับการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งยังไม่ถูกใช้เป็นเกณฑ์หลักในตลาดส่วนใหญ่ โดยมูลนิธิ ได้ดำเนินการผ่านโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 287,914 ไร่ ใน 12 จังหวัด มีชุมชนเข้าร่วม 303 ชุมชน และมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 161,000 คน พร้อมตั้งเป้าขยายพื้นที่เพิ่มอีก 100,000–150,000 ไร่ในปี 2569 สู่เป้าหมาย 1 ล้านไร่ภายในปี 2572 โครงการครอบคลุมระบบนิเวศหลากหลาย เช่น ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนควบคู่การสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยปัจจุบันสามารถรับรองคาร์บอนเครดิตแล้วจาก 12 ป่าชุมชน พื้นที่รวม 12,840 ไร่ คิดเป็นปริมาณ 58,824 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41378 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL2.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>มูลนิธิฯ ยังได้เริ่มขยายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อส่งเงินทุนลงสู่ชุมชนโดยตรง ลดการกระจุกตัวในโครงการขนาดใหญ่ หากสำเร็จ จะช่วยผลักดันคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้ไทยสู่ตลาดโลก และเชื่อมทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับเศรษฐกิจสากลอย่างเป็นรูปธรรม แนวทางนี้สะท้อน <strong>&#8216;เศรษฐกิจชุมชนรูปแบบใหม่&#8217;</strong> ที่เชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอน และทำให้การอนุรักษ์ทรัพยากรเป็นแหล่งรายได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41379 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL3.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/mae-fah-luang-transformation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดล สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พร้อมผนึกภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสู่เน็ตซีโร่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยกทีมเยือน​ COP30 บราซิล ชู Local Best Practice ​&#8217;ดอยตุงโมเดล&#8217; เชื่อมโยงคน​ ธรรมชาติ และเทคโนโลยี ช่วยดูแลได้ทั้ง Climate และ Nature ​ต้นแบบขับเคลื่อนโลก​สู่ Net Zero อย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/mae-fah-luang-foundation-in-cop30/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Dec 2025 11:03:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Climate and Nature]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Collective Capitalism]]></category>
		<category><![CDATA[COP30]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[รัมภ์รดา นินนาท]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38344</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นำทีมผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (COP30) เวทีสำคัญของการกำหนดทิศทางโลกด้าน Climate และ Nature ระหว่างวันที่ 10 ถึง 21 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ เมืองเบเล็ง รัฐปารา ประเทศบราซิล โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหลายเวทีของ UNFCCC และ Thailand Pavilion พร้อมยกบทเรียนจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย และพื้นที่ป่าชุมชนของไทยขึ้นสู่การสนทนาเชิงนโยบายระดับสากล สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่เชื่อมโยงคน ชุมชน ธรรมชาติ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำบทบาทขององค์กรไทยที่นำประสบการณ์จากพื้นที่จริงไปเชื่อมโยงสู่การออกแบบแนวนโยบายระดับโลก และย้ำว่า การแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศและการอนุรักษ์ธรรมชาติจะเกิดผลอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อ เริ่มจากคนและชุมชนที่เป็นเจ้าของพื้นที่ คุ้มครองสิทธิในที่ดิน ใช้เทคโนโลยีและกลไกทางการเงินที่โปร่งใสเพื่อเสริมพลัง และเปิดพื้นที่ให้องค์ความรู้จากภาคสนามมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของโลกบนฐานความร่วมมือระหว่างประเทศที่ยั่งยืนและเท่าเทียม หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวในหลายเวทีสำคัญของการประชุม ทั้ง &#8216;Tokenization: [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/mae-fah-luang-foundation-in-cop30/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยกทีมเยือน​ COP30 บราซิล ชู Local Best Practice ​&#8217;ดอยตุงโมเดล&#8217; เชื่อมโยงคน​ ธรรมชาติ และเทคโนโลยี ช่วยดูแลได้ทั้ง Climate และ Nature ​ต้นแบบขับเคลื่อนโลก​สู่ Net Zero อย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> โดย <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นำทีมผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (COP30) เวทีสำคัญของการกำหนดทิศทางโลกด้าน Climate และ Nature ระหว่างวันที่ 10 ถึง 21 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ เมืองเบเล็ง รัฐปารา ประเทศบราซิล</p>
<p><span id="more-38344"></span></p>
<p><strong>โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหลายเวทีของ UNFCCC และ Thailand Pavilion พร้อมยกบทเรียนจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย และพื้นที่ป่าชุมชนของไทยขึ้นสู่การสนทนาเชิงนโยบายระดับสากล สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่เชื่อมโยงคน ชุมชน ธรรมชาติ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38346 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/3-Re.jpg" alt="" width="1000" height="668" /></p>
<p>ตอกย้ำบทบาทขององค์กรไทยที่นำประสบการณ์จากพื้นที่จริงไปเชื่อมโยงสู่การออกแบบแนวนโยบายระดับโลก และย้ำว่า การแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศและการอนุรักษ์ธรรมชาติจะเกิดผลอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อ เริ่มจากคนและชุมชนที่เป็นเจ้าของพื้นที่ คุ้มครองสิทธิในที่ดิน ใช้เทคโนโลยีและกลไกทางการเงินที่โปร่งใสเพื่อเสริมพลัง และเปิดพื้นที่ให้องค์ความรู้จากภาคสนามมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของโลกบนฐานความร่วมมือระหว่างประเทศที่ยั่งยืนและเท่าเทียม</p>
<p><strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> กล่าวในหลายเวทีสำคัญของการประชุม ทั้ง &#8216;<strong>Tokenization: Decentralizing Carbon Market&#8217; </strong> และ <strong>&#8216;Connecting the Dots from Ground Action to Global Commitments Through High Integrity Climate and Nature Implementation&#8217; </strong>ว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจคาร์บอนสูงไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อ <strong>&#8216;คนและชุมชน&#8217;</strong> เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่าน โดยเน้นย้ำว่า <strong><em>หัวใจของ Climate และ Nature ไม่ใช่เทคโนโลยีหรือกลไกทางการเงิน แต่คือผู้คนแนวหน้าที่อยู่กับป่า ทำเกษตร และดูแลระบบนิเวศ  ส่วนเทคโนโลยีควรถูกใช้เพื่อให้โลกมองเห็นและเคารพในคุณค่าของพวกเขาอย่างเป็นธรรม</em></strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38347 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/4.jpg" alt="" width="1000" height="668" /></p>
<p><em>&#8220;ตลาดคาร์บอนในอนาคตควรเปิดกว้าง โปร่งใส และเข้าถึงได้ในระดับประชาชน โดยเทคโนโลยีอย่าง tokenization และ blockchain จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือ ทำให้การซื้อขายคาร์บอนเครดิตเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ และตรวจสอบได้ว่ามูลค่าที่เกิดขึ้นไหลกลับสู่ชุมชนผู้ดูแลป่าอย่างเป็นธรรม  เพราะสุดท้ายแล้วหากคาร์บอนเครดิตกลายเป็นเพียงสินทรัพย์ในตลาด โดยที่ชุมชนไม่ได้รับประโยชน์ โลกก็จะยังติดอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมเช่นเดิม”</em></p>
<p>​ขณะที่มุมในเชิงนโยบาย ได้เสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับบางส่วนของงบประมาณด้านพลังงานหรือการอุดหนุนอุตสาหกรรม ไปสนับสนุนการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีต้นทุนต่ำกว่าแต่สร้างผลกระทบเชิงบวกได้สูงกว่า พร้อมเน้นแนวคิด <strong>&#8216;Collective Capitalism&#8217;</strong> หรือทุนนิยมที่เห็นคุณค่าร่วมระหว่างคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม <strong>โดย​ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการใช้ทุนเพื่อผลกำไร มาเป็นการใช้ทุนเพื่อสร้างคุณค่าให้สังคมและธรรมชาติร่วมกัน</strong></p>
<p><strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา</strong> ยังกล่าวถึงบทบาทของเยาวชน โดยมองว่าเสียงของคนรุ่นใหม่กำลังมีอิทธิพลสูงขึ้น ทั้งในฐานะผู้บริโภคและผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ​ขณะที่เรากำลังตัดสินอนาคตของคนที่ยังไม่เกิด ดังนั้น งานด้านสิ่งแวดล้อมจึงต้องคิดข้ามรุ่น ต้องลงมือทำให้เร็ว และต้องเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38348 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/6.รัมภ์รดา-นินนาท-หัวหน้าสายงานความยั่งยืน-.jpg" alt="" width="1000" height="750" /></p>
<p>ด้าน <strong>คุณรัมภ์รดา นินนาท หัวหน้าสายงานความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> ร่วมแลกเปลี่ยนในเวที &#8216;Forests, Agriculture and the Green Economy of the Global South&#8217; เพื่อนำเสนอกรณีศึกษาจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ พื้นที่ชายแดนไทยกับเมียนมาที่เคยเผชิญความยากจนและการบุกรุกป่า แต่สามารถฟื้นฟูป่าและสร้างรายได้ให้ชุมชนได้อย่างมั่นคง โดยกล่าวว่า <em>“ดอยตุงพิสูจน์แล้วว่าการฟื้นฟูป่าจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อคนในพื้นที่มีทางเลือกทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าเดิม และองค์ความรู้จากพื้นที่จริงคือสิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถแบ่งปันให้โลกได้  รวมทั้ง​ความร่วมมือของประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวจากฐานราก&#8221;​ </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38349 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/8.jpg" alt="" width="1000" height="750" /></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ หัวหน้าสายงาน </strong><strong>Nature based Solutions </strong><strong>และโครงการพิเศษมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> เปิดเผยผ่านเวที &#8216;Market Opportunities and Strategies&#8217; และ &#8216;Case Study of Tropical Forest Conservation&#8217; ว่า ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้เมื่อชุมชนมีอาชีพมั่นคง สินค้าเกษตรได้มาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และมีความร่วมมือระยะยาวกับภาคเอกชน โดยมองว่า หากต้องการ​​ให้ป่าอยู่ได้ยาวนาน ต้องทำให้คนที่อยู่กับป่ามองเห็นอนาคตของตัวเองได้ยาวไม่แพ้กัน พร้อมเสนอการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างความโปร่งใสในการจัดการไฟป่าและโครงการคาร์บอนเครดิตของชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38350 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/9.ดร.ธนพงศ์-ดวงมณี-กลาง.jpg" alt="" width="1000" height="668" /></p>
<p><strong>ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> ร่วมแลกเปลี่ยนในเวที &#8216;Carbon Accounting 2.0: Accelerating Transparency and Trust on the Road to Net Zero 2050&#8217; โดยชี้ให้เห็นว่า การทำ Carbon Accounting ที่เชื่อถือได้ต้องอาศัยข้อมูลจากพื้นที่จริงและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะหากระบบบัญชีคาร์บอนเริ่มต้นโดยไม่มีเสียงและข้อมูลจากพื้นที่จริง ต่อให้แบบจำลองซับซ้อนเพียงใดก็สร้างความเชื่อมั่นไม่ได้ พร้อมอธิบายว่า การเชื่อมโยงข้อมูลระดับชุมชนเข้ากับมาตรฐานระดับประเทศจะช่วยยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกลไก Carbon Accounting ของไทยบนเส้นทาง Net Zero</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38351 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/11.ดร.สุภัชญา-เตชะชูเชิด-ซ้ายสุด.jpg" alt="" width="1000" height="667" /></p>
<p>ปิดท้ายด้วย <strong>ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> เข้าร่วมเวที &#8216;Local Experiences in Land Regularization for the Promotion of Sustainable Development&#8217; โดยย้ำว่าสิทธิในที่ดินคือ &#8216;กระดุมเม็ดแรก&#8217; ของการพัฒนา หากไม่จัดการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ชุมชนจะขาดความมั่นคงและไม่สามารถวางแผนระยะยาวได้ ดังนั้น การคุยเรื่อง Climate และ Nature โดยไม่คุยเรื่องสิทธิในที่ดิน เท่ากับเรายังไม่ได้ติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก​​ พร้อมยกตัวอย่างแนวทาง​โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่โมเดลความสำเร็จ เกิดขึ้นจากการทำข้อตกลงร่วมกับชุมชนเพื่อแบ่งเขตป่าและพื้นที่ทำกิน ช่วยให้ชาวบ้านวางแผนปลูกพืชระยะยาวและใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38352 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/13-RE.jpg" alt="" width="750" height="1000" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/mae-fah-luang-foundation-in-cop30/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยกทีมเยือน​ COP30 บราซิล ชู Local Best Practice ​&#8217;ดอยตุงโมเดล&#8217; เชื่อมโยงคน​ ธรรมชาติ และเทคโนโลยี ช่วยดูแลได้ทั้ง Climate และ Nature ​ต้นแบบขับเคลื่อนโลก​สู่ Net Zero อย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TCP Spirit เปิดห้องเรียนธรรมชาติ &#8216;อาสา อา Guard&#8217; พาเยาวชนเรียนรู้​ &#8216;คาร์บอนเครดิตในป่าชุมชน&#8217; กลไกช่วยดูดซับ​คาร์บอน พร้อมเติมความหลากหลายให้ธรรมชาติ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/11/tcp-spirit-arsar-ar-guard/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 22 Nov 2025 12:12:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Footprint]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Offset]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forest]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Fonudation]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[TCP]]></category>
		<category><![CDATA[TCP Spirit]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มธุรกิจ TCP]]></category>
		<category><![CDATA[ค่ายอาสา]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เพชร มโนปวิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ทีซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมขน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[รอยเท้าคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[สราวุฒิ อยู่วิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[สุดารัตน์ โรจน์พงศ์เกษม]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องเรียนธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[อาสา อา Guard]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38213</guid>

					<description><![CDATA[<p>เปิด &#8216;ห้องเรียนธรรมชาติ&#8217; ​อีกครั้ง สำหรับ  &#8216;TCP Spirit&#8217; โครงการอาสาภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP เพื่อร่วมปลุกพลังคนรุ่นใหม่ สร้างเครือข่ายร่วมดูแลอากาศและสิ่งแวดล้อม ​โดยปีนี้ได้จัดกิจกรรม &#8216;ค่ายอาสา TCP Spirit อาสา อา Guard&#8217; แคมป์ปิ้งฮิมดอยเชียงดาว เรียนเรื่องราวป่าชุมชน ณ ตำบลเมืองแหง อำเภอเมืองแหง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเข้าใจ​ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรียนรู้เรื่องการตรวจวัดคาร์บอนเครดิตจากป่าและการดูแลป่าของชุมชน เจาะลึกบริบทการทำการเกษตรของชุมชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการจัดการปัญหา ร่วมกันสร้าง Guard ในการปกป้องโลกใบนี้ไปด้วยกัน สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP ในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 5 ภารกิจ  ​เรียนรู้ การดูแลป่าชุมชน  กิจกรรมในปีนี้ ได้พาไปสำรวจ &#8216;ป่าชุมชน&#8217; 2 พื้นที่ ใน จ.เชียงใหม่ ได้แก่​ ป่าชุมชนบ้านป่าไผ่​  อ. เวียงแหง และ ชุมชนบ้านผาลาย​ อ. [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/tcp-spirit-arsar-ar-guard/">TCP Spirit เปิดห้องเรียนธรรมชาติ &#8216;อาสา อา Guard&#8217; พาเยาวชนเรียนรู้​ &#8216;คาร์บอนเครดิตในป่าชุมชน&#8217; กลไกช่วยดูดซับ​คาร์บอน พร้อมเติมความหลากหลายให้ธรรมชาติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เปิด <strong>&#8216;ห้องเรียนธรรมชาติ&#8217;</strong> ​อีกครั้ง สำหรับ  <strong>&#8216;TCP Spirit&#8217;</strong> โครงการอาสาภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP เพื่อร่วมปลุกพลังคนรุ่นใหม่ สร้างเครือข่ายร่วมดูแลอากาศและสิ่งแวดล้อม ​โดยปีนี้ได้จัดกิจกรรม<strong> &#8216;ค่ายอาสา TCP Spirit อาสา อา Guard&#8217; แคมป์ปิ้งฮิมดอยเชียงดาว เรียนเรื่องราวป่าชุมชน </strong>ณ ตำบลเมืองแหง อำเภอเมืองแหง จังหวัดเชียงใหม่</p>
<p><span id="more-38213"></span></p>
<p>เพื่อเข้าใจ​ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรียนรู้เรื่องการตรวจวัดคาร์บอนเครดิตจากป่าและการดูแลป่าของชุมชน เจาะลึกบริบทการทำการเกษตรของชุมชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการจัดการปัญหา ร่วมกันสร้าง Guard ในการปกป้องโลกใบนี้ไปด้วยกัน สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP ในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38216 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Ambience_005.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>5 ภารกิจ  ​เรียนรู้ การดูแลป่าชุมชน </strong></p>
<p>กิจกรรมในปีนี้ ได้พาไปสำรวจ &#8216;ป่าชุมชน&#8217; 2 พื้นที่ ใน จ.เชียงใหม่ ได้แก่​ <strong>ป่าชุมชนบ้านป่าไผ่​</strong>  อ. เวียงแหง และ <strong>ชุมชนบ้านผาลาย</strong>​ อ. เชียงดาว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มธุรกิจ TCP เข้าไปดูแลร่วมกับ<strong> มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> องค์กรที่เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูป่าและชุมชน รวมถึงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่คน ชุมชน และธรรมชาติเติบโตไปด้วยกัน</p>
<p>พื้นที่เหล่านี้ กลุ่มเยาวชนอาสาทุกคนจะได้เข้าใจถึงปัญหาสภาพอากาศรอบตัว ทั้งฝุ่น PM2.5 ​ปัญหาน้ำท่วม–น้ำแล้งที่รุนแรงขึ้น และแนวทางการฟื้นฟูผ่านแนวคิด <strong>Nature-based Solutions</strong> ที่ใช้พลังของธรรมชาติมาช่วยเยียวยาโลก ตามแนวคิด &#8216;อาสา อา Guard&#8217; เพื่อแสดงถึงความร่วมมือของเหล่า &#8216;อาสา&#8217; เพื่อการดูแล​ &#8216;อากาศ&#8217; หรือการเป็น Guard​ ​ในฐานะผู้พิทักษ์อากาศ ที่พร้อมร่วมมือกันปกป้องโลกให้ปลอดภัยและยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38215 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Group-Shot_002.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>เหล่าอาสาจะได้เรียนรู้เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและปราชญ์ชาวบ้าน อาทิ <strong>ดร. เพชร มโนปวิตร </strong>นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ และนักอนุรักษ์แนวหน้าของประเทศไทย และ<strong> คุณสุดารัตน์ โรจน์พงศ์เกษม</strong> ผู้อำนวยการฝ่าย Nature-based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ​​ผ่านห้องเรียนธรรมชาติและการลงปฏิบัติจริงในพื้นที่ ผ่าน 5 ภารกิจหลัก ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; ภารกิจวิกฤตโลกรวน </strong><strong>101</strong> เรียนรู้ปัญหาสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ผลกระทบต่อชีวิตและโลก พร้อมหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์</p>
<p><strong>&#8211; ภารกิจพลังธรรมชาติ</strong> การทำความเข้าใจถึงแนวทางแก้ปัญหาที่อิงธรรมชาติ เช่น การฟื้นฟูป่า การจัดการน้ำ และการใช้ระบบนิเวศลดภัยพิบัติ พร้อมสัมผัสพลังของธรรมชาติ</p>
<p><strong>&#8211; ภารกิจ </strong><strong>Climate Triforces </strong>การเรียนรู้ 3 กลไกรับมือวิกฤตและลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การวางแปลงตัวอย่าง (Carbon Credit)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38224 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Activities_016.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; ภารกิจอาสาป้องกันไฟ</strong> การลงพื้นที่ร่วมกับชุมชนเพื่อจัดการพื้นที่เสี่ยงไฟป่า ทั้งการกำจัดวัชพืช และการสร้างแนวกันไฟ</p>
<p><strong>&#8211; ภารกิจนักสืบคาร์บอนในดิน</strong> การสำรวจผลกระทบทรัพยากรและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเกษตร ร่วมกับการแลกเปลี่ยนความรู้กับชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่อง &#8216;รอยเท้าคาร์บอน&#8217; (Carbon Footprint) และวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตโลกเดือด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38217 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Activities_022.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>กลุ่มธุรกิจ TCP ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ ลดคาร์บอนด้วย Nature-based </strong></p>
<p><strong>คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า กิจกรรม TCP Spirit ‘อาสา อา Guard’ ครั้งนี้ ไม่ใช่​เพียงค่ายเรียนรู้ธรรมชาติ แต่เป็​นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจสิ่งแวดล้อม เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการลงมือคิด ลงมือทำจริง และส่งต่อแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมดูแลโลกไปด้วยกัน เพราะเชื่อว่า <strong>‘พลังของคนรุ่นใหม่’</strong> คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้สังคมเติบโตอย่างสมดุล และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้ทุกคนได้จริง สอดคล้องเป้าหมายของกลุ่มธุรกิจ TCP ในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2จถจ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38218 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/คุณสราวุฒิ-อยู่วิทยา_002.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;การบริหารจัดการป่าชุมชน ทำให้​ได้มาซึ่งคาร์บอนเครดิต เป็นหนึ่งในโซลูชั่นลดก๊าซเรือนกระจก​ของกลุ่ม TCP ในฟากของการชดเชย (Offset) ปริมาณคาร์บอน​​ ควบคู่ไปกับการลดปริมาณคาร์บอนจากการดำเนินธุรกิจ (Carbon Reduction) ซึ่ง TCP จะขับเคลื่อนทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี การยกระดับประสิทธิภาพในการผลิต การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการพลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน รวมทั้งการขับเคลื่อนผ่าน Nature-based Solutions ด้วยการส่งเสริมการดูแลป่าชุมชนจำนวน 6,000 ไร่ ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ภายใต้งบประมาณเบื้องต้นในช่วง 3 ปีแรก จำนวน 17 ล้านบาท ​ซึ่งนอกจากจะได้รับคาร์บอนเครดิตจากโครงการแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกในการช่วยกระจายรายได้ให้แก่ชุมชน พร้อมทั้งการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างความแข็งแรงให้ชุมชนในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งด้วย&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38219 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Activities_031.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>คุณสุดารัตน์ โรจน์พงศ์เกษม</strong> ผู้อำนวยการฝ่าย Nature-based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ​โครงการป่าชุมชนของแม่ฟ้าหลวงฯ จะเปิดโอกาสให้ชุมชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลบริหารจัดการป่าชมุชน ผ่านการจัดต้ัง 2 กองทุนหลักในชุมชน ​ทั้งเพื่อการดูแลรักษาป่าชุนชน และเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและอาชีพของคนในชุมชน โดยจะพิจารณาจากแผนของทั้งสองกองทุนเพื่อพิจารณาอนุมัติงบให้ทางชุมชนนำไปบริหารจัดการ จึงทำให้ทิศทางในการขับเคลื่อนจะมีความสอดคล้องกับบริบทและความต้องการที่เกิดจากคนในชุมชนอย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38220 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/คุณสุดารัตน์-โรจน์พงศ์เกษม-_002.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;โครงการนี้จึงถือว่าเป็น Win Win WIn Solutions ทั้งภาคเอกชนที่ได้คาร์บอนเครดิตเพื่อนำไปชดเชยในธุรกิจ ภาคชุมชนที่ได้รับทุนในการสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่และความเป็นอยู่ รวมทั้งยังช่วยลดงบประมาณภาครัฐในการพัฒนาท้องถิ่น โดย​ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการเบื้องต้นได้กำหนดไว้อย่างน้อย 0.3 ตันต่อไร่ แต่หากสามารถบริหารจัดการป่าชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจสามารถส่งมอบให้ทางภาคเอกชนได้มากกว่าที่กำหนดไว้ ขณะที่การส่งเสริมอาชีพในชุมชน จะสอดคล้องไปกับทักษะ หรือทรัพยากรธรรมชาติภายในพื้นที่ เพื่อสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดประโยขน์ได้สูงสุด&#8221;​</em></p>
<p>ทั้งนี้ <em><strong>กลุ่มธุรกิจ TCP ได้ขยับเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนสู่ Net Zero ​ได้เร็วขึ้น ภายในปี 2050​ จากเดิมตั้งเป้าหมายไว้ที่การเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) พร้อม​ตั้งเป้า​ลดก๊าซเรือนกระจกทั้ง 3 สโคป ให้ได้ 26% ภายในปี 2030</strong> </em>จากปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ในปีฐาน​ 2022 โดยการลดในสโคป 1 และ 2 ผ่านการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ทั้งการใช้รถขนส่ง HEV/EV 26% ,เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน (Renewable) 68%, เพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน 30% พร้อมพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย โดย​จะทยอยเพิ่มสัดส่วนรถ EV และไฮโดรเจน รวมทั้งการใช้พลังงานหมุนเวียนในธุรกิจให้ได้ทั้ง 100% ภายในปี 2050</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38221 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Activities_012.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ส่วนการลดในสโคป 3 ​จะเน้น​การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ทั้งการพัฒนาให้สามารถรีไซเคิลได้ทั้ง 100% การลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลาสติก PCR  รวมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของพันธมิตร โดยเฉพาะในพันธมิตรรายหลัก​ราว 50% ภายในปี 2033 และสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านได้ทั้งหมด เพื่อช่วยให้พันธมิตรบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือบรรลุ Net Zero ร่วมกันได้ภายในปี 2050</p>
<p><em>&#8220;<strong>คาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนจะเป็นหนึ่งกลไกในการช่วยชดเชยได้ราว 10%  ขณะที่ทางกลุ่ม TCP ยังมองหาการพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องเพื่อสามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต รวมทั้งการส่งเสริมความยั่งยืนในมิติอื่นๆ เพิ่มเติม</strong> ทั้งการดูแลรักษาแหล่งน้ำ และการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาสภาพอากาศ และขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ รวมทั้งการผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรตลอดทั้งห่วงโซ่ธุรกิจเพื่อสามารถบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายเพื่อสานต่อ​แนวคิด <strong>&#8216;การเติบโตอย่างยั่งยืน&#8217; </strong>ผ่าน​พลังของคนรุ่นใหม่ จากการเรียนรู้และลงมือทำ เพื่อสร้างให้เกิดเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ​โดยมี<strong>พลังของอาสา ​TCP Spirit​ เป็นหนึ่งการตอกย้ำเป้าหมายของกลุ่มธุรกิจ TCP ในการ &#8216;ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า&#8217; ให้เกิดขึ้นจริง ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม</strong>&#8220;</em> คุณสราวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38222 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Activities_001.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/tcp-spirit-arsar-ar-guard/">TCP Spirit เปิดห้องเรียนธรรมชาติ &#8216;อาสา อา Guard&#8217; พาเยาวชนเรียนรู้​ &#8216;คาร์บอนเครดิตในป่าชุมชน&#8217; กลไกช่วยดูดซับ​คาร์บอน พร้อมเติมความหลากหลายให้ธรรมชาติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Nature-based Solutions ดันแผนดูแลป่าชุมชน 1 ล้านไร่ พร้อมปรับโครงสร้าง เพิ่มโมเดล ดึง &#8216;คนและป่า&#8217; เข้ามาอยู่ในสมการมากขึ้น เพิ่มโอกาสภาคชุมชนได้ประโยชน์ Climate Finance ​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/11/mae-fah-luang-expands-naturebased-solutions-model/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 09 Nov 2025 11:54:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Green Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[T‑VER]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[คนกับป่า]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า ปลูกคน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตร์พระราชา]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37857</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากความสำเร็จในการขับเคลื่อนและพัฒนา &#8216;ดอยตุงโมเดล&#8217; ตามแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อดูแลได้ครบทุกติติทั้งป่าไม้ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิต การศึกษา และเศรษฐกิจชุมชนของผู้คนและชุมชนในพื้นที่ ตามแนวทาง &#8216;ศาสตร์พระราชา&#8217; ​ ประกอบกับบริบทโลกปัจจุบันที่มีความตระหนักถึงปัญหาสภาพอากาศ (Climate Change) เพิ่มมากขึ้น ทำให้บทบาทของภาคป่าไม้เริ่มมีความสำคัญต่อ​การแผนการขับเคลื่อน Net Zero Pathway ทั้งในระดับประเทศ และภาคเอกชนรายใหญ่ที่มีแผนในการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านกลไก &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; เพื่อช่วยดูดซับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emissions) ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ส่งผลให้  มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ​ซึ่งมีองค์ความรู้และเชี่ยวชาญการบริหารจัดการและพัฒนาป่าชุมชน โดยเฉพาะความสำเร็จจากดอยตุงโมเดลที่สามารถผลิตคาร์บอนเครดิตได้ถึงกว่าปีละ  4 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ( CO2e)  มีความมุ่งมั่นที่จะต่อยอดความสำเร็จไปสู่พื้นที่ป่าชุมชนทั้งประเทศที่มีอยู่ราว 7 ล้านไร่ทั่วประเทศ  และเป็นโอกาสในการดึงให้  &#8216;คนและป่า&#8217; เข้ามาอยู่ในสมการแห่งโอกาสนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ชุมชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของทรัพยากรตัวจริง เป็นผู้​ได้รับประโยชน์จากกลไก Climate Finance และเป็นการสร้างแนวร่วมในการดูแลพื้นที่ป่าทั่วประเทศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน ปรับโครงสร้างเพิ่มโอกาส Nature-based Solutions  คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ Head [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/mae-fah-luang-expands-naturebased-solutions-model/">แม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Nature-based Solutions ดันแผนดูแลป่าชุมชน 1 ล้านไร่ พร้อมปรับโครงสร้าง เพิ่มโมเดล ดึง &#8216;คนและป่า&#8217; เข้ามาอยู่ในสมการมากขึ้น เพิ่มโอกาสภาคชุมชนได้ประโยชน์ Climate Finance ​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากความสำเร็จในการขับเคลื่อนและพัฒนา &#8216;<strong>ดอยตุงโมเดล&#8217;</strong> ตามแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อดูแลได้ครบทุกติติทั้งป่าไม้ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิต การศึกษา และเศรษฐกิจชุมชนของผู้คนและชุมชนในพื้นที่ ตามแนวทาง <strong>&#8216;ศาสตร์พระราชา&#8217;</strong> ​</p>
<p><span id="more-37857"></span></p>
<p>ประกอบกับบริบทโลกปัจจุบันที่มีความตระหนักถึงปัญหาสภาพอากาศ (Climate Change) เพิ่มมากขึ้น ทำให้บทบาทของภาคป่าไม้เริ่มมีความสำคัญต่อ​การแผนการขับเคลื่อน Net Zero Pathway ทั้งในระดับประเทศ และภาคเอกชนรายใหญ่ที่มีแผนในการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านกลไก &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; เพื่อช่วยดูดซับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emissions) ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้</p>
<p>ส่งผลให้  <strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ </strong>​ซึ่งมีองค์ความรู้และเชี่ยวชาญการบริหารจัดการและพัฒนาป่าชุมชน โดยเฉพาะความสำเร็จจากดอยตุงโมเดลที่สามารถผลิตคาร์บอนเครดิตได้ถึงกว่าปีละ  4 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ( CO2e)  มีความมุ่งมั่นที่จะต่อยอดความสำเร็จไปสู่พื้นที่ป่าชุมชนทั้งประเทศที่มีอยู่ราว 7 ล้านไร่ทั่วประเทศ  และเป็นโอกาสในการดึงให้<strong>  &#8216;คนและป่า&#8217;</strong> เข้ามาอยู่ในสมการแห่งโอกาสนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ชุมชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของทรัพยากรตัวจริง เป็นผู้​ได้รับประโยชน์จากกลไก Climate Finance และเป็นการสร้างแนวร่วมในการดูแลพื้นที่ป่าทั่วประเทศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37860 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ปรับโครงสร้างเพิ่มโอกาส Nature-based Solutions </strong></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์</strong> Head of Nature-based Solutions and Special Projects มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อสอดคล้องกับบริบทและความเชี่ยวชาญที่มี โดยจากนี้จะเพิ่มการขับเคลื่อนภารกิ​จที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความยั่งยืน​ ​และเชื่อมโยงกับการดูแลฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เพื่อให้ได้มาซึ่งคาร์บอนเครดิต รวมทั้ง​การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และอีกหนึ่งบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับภาคเอกชนหรือองค์กร (ESG Incubation Partners) ที่ต้องการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน เช่น การให้คำปรึกษาด้านการจัดการน้ำ การจัดการขยะ หรือการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย  Net zero เพื่อสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกไปสู่วงกว้างได้มากยิ่งขึ้น</p>
<p>ทั้งนี้<strong> จากการปรับโครงสร้างดังกล่าว ​​ทำให้ปัจจุบันมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ​จะมีภารกิจสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนใน 4 มิติ ประกอบด้วย การพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างครบวงจร (โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ) โครงการธุรกิจเพื่อสังคม (แบรนด์กาแฟดอยตุง) และอีก 2 ภารกิจใหม่คือ งานด้านการฟื้นฟูธรรมชาติ และการเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน</strong> โดยเฉพาะโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน​ ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจด้าน​ Nature-based Solutions ผ่านการทำงานร่วมกับพื้นที่ป่าชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาโมเดล<strong> &#8216;คาร์บอนเครดิตที่มีชุมชนเป็นศูนย์กลาง</strong>&#8216; เพื่อตอบโจทย์การอนุรักษ์ป่าและดูแลความเป็นอยู่ของคนไปพร้อมกัน ​ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2564 ภายใต้มาตรฐาน T‑VER ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งปัจจุบันประสบความสำเร็จสามารถดึงภาคเอกชนมาร่วมโครงการ และได้รับการสนับสนุนงบประมาณสะสมได้แล้วกว่า 500 ล้านบาท รวมทั้งสามารถส่งมอบคาร์บอนเครดิต​ให้แก่ภาคเอกชนในเฟสแรก​ได้แล้วกว่า 43,123 ตัน CO2e จากชุมชนที่เข้าร่วม 12 ชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37862 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_13.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ในอนาคตงานด้าน Nature-based Solutions และการเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งช่วยสร้างรายได้ให้มูลนิธิฯ ได้ใกล้เคียงกับโมเดลเดิมที่เคยขับเคลื่อนอยู่ จากปัจจุบันรายได้หลักมาจากแบรนด์กาแฟดอยตุงราว 50% โครงการพัฒนาพื้นที่ดอยตุง 25%  การสร้างคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชน 20% และที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน 5% ซึ่งในอนาคตรายได้ของทั้งธุรกิจกาแฟ การพัฒนาพื้นที่ดอยตุง และคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ 30% และรายได้จากธุรกิจที่ปรึกษาที่ราว 10%&#8221;</em></p>
<p>สำหรับการขยายโมเดลการพัฒนาฯ มาจากการความต้องการต่อยอดความสำเร็จจาก​โครงการ  &#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217; ณ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาโลก นำมาสู่การขยายผลเพื่อดูแลพื้นที่ป่าชุมชนทั่วประเทศ  ​ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนแล้วกว่า 287,000 ไร่ ​จากการดูแลของชุมชน​กว่า 300 ชุมชน ใน 12 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค ทั้ง​​ภาคเหนือ อีสาน กลาง และใต้ ครอบคลุมประชาชนภายในพื้นที่รวมกว่า 150,000 คน​ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจมากกว่า 30 องค์กร ขณะที่ปีนี้ตั้งเป้า​​​เพิ่มเติมพื้นที่ป่าชุมชนเข้าร่วมโครงการ 33,000 ไร่ และขยายเพิ่ม 150,000 ไร่  ในปี 2569 โดยตั้งเป้าขยายพื้นที่ให้ถึง  1 ล้านไร่ ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะครอบคลุมผู้ได้รับประโยชน์จากป่าชุมชนได้กว่า 5-7 แสนคน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37868 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_20.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>รวมทั้งอีกหนึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จนอกจากจำนวนพื้นที่ป่าชุมชนที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ทั้งป่าบก และป่าชายเลน ยังมีตัวชี้วัดสำคัญอย่าง การลดลงของปริมาณพื้นที่​เสียหายจากไฟป่า โดยตัวเลขจากโครงการระยะที่ 1–2 ลดจากค่าเฉลี่ย 12% เหลือ 4% (พ.ศ. 2567) ส่วนระยะที่ 3 ลดจาก 8% เหลือ 3% สะท้อนประสิทธิภาพการดูแลป่าอย่างต่อเนื่องทั้งฤดูไฟและนอกฤดูไฟ</p>
<p><em>&#8220;การสร้างคาร์บอนเครดิตจากการพัฒนาป่าชุมชน จะช่วยเพิ่มแนวร่วมการดูแลและปกป้องป่าจากผู้คนในพื้นที่ ให้เห็นประโยชน์จากป่า และมีรายได้จากป่า เพื่อลดการสูญเสียพื้นที่ป่าในภาพรวม ​รวมทั้งเพิ่มพื้นที่ดูดซับคาร์บอน (Carbon Sink) เพื่อบรรลุ Net Zero ได้ตามนโยบายประเทศ นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์นอกเหนือจากแค่การได้คาร์บอนเครดิต แต่ยังเป็นการรักษาแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร ให้ผู้คนในชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากป่า พร้อมทั้งช่วยสร้าง​ความหลากหลายทางธรรมชาติ (Biodiveesity) ซึ่งในอนาคต จะเป็นอีกหนึ่งดัชนีชี้วัดด้านความยั่งยืนที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น และอาจเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ๆ เพิ่มเติม อาทิ Biodiversity Credit หรือ Nature Credit ​ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคชุมชนจากกลไกทางการเงินยั่งยืน หรือ Climate Finance ​ขณะเดียวกันยังช่วย​รักษาพื้นที่ป่าของประเทศ ไม้ให้ลดจำนวนลงจากการบุกรุกหรือถูกทำลายในอนาคต&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37869 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8216;บ้านหัวทุ่ง&#8217; โมเดลต้นแบบ &#8216;คาร์บอนเครดิตจากป่าสงวนชีวมณฑล&#8217;</strong></p>
<p>ความสำเร็จของโครงการ &#8216;<strong>คาร์บอนเครดิตป่าชุมชน&#8217;</strong>  มาจากความสามารถในการดึงชุมชนมาเข้าร่วมขับเคลื่อน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะชุมชนถือเป็นเ​จ้าของ​พื้นที่และอยู่ใกล้ชิดป่าที่สุด รวมทั้งการพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ป่าชุมชนเพื่อเข้าไปดูแลฟื้นฟู</p>
<p>โดยได้​สนับสนุนงบประมาณจากภาคีและผู้ซื้อคาร์บอนเครดิต เพื่อขับเคลื่อน​การดำเนินงานของแต่ละหมู่บ้าน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุน ตามวัตุประสงค์ในการนำเงินไปใช้ ได้แก่ <strong>1. กองทุนดูแลป่า</strong>เพื่อใช้ในกิจกรรมอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า และป้องกันและบรรเทาไฟป่าเช่น ทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน สร้างฝายชะลอน้ำ ปลูก‑ฟื้นฟูป่า  และ<strong> 2. กองทุนพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน</strong> เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ทั้งการพัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต หรือการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตภายในชุมชนได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37861 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_9.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ซึ่ง​​มูลนิธิฯ ได้นำจ่าย​สำหรับ 2 กองทุนหมุนเวียนแล้วกว่า 157 ล้านบาท พร้อม​​ติดตามการดำเนินงานเพื่อความโปร่งใส  รวมทั้งมีการติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ โดยทาง​มูลนิธิฯ ทำหน้าที่พี่เลี้ยงด้านมาตรฐาน การติดตาม‑ตรวจวัด (Measurement, Reporting and Verification: MRV) และธรรมาภิบาล ทำให้การดูแลป่ากลายเป็นอาชีพสุจริตที่ยกคุณภาพชีวิตคนและต่ออายุป่า</p>
<p><strong>&#8216;ชุมชนบ้านหัวทุ่ง&#8217;</strong> อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่  เป็นหนึ่งพื้นที่ตัวอย่างสะท้อนความสำเร็จ​ของการ​พัฒนาการพัฒนาอย่างยั่งยืน ​ในฐานะชุมชนต้นแบบในพื้นที่สงวนชีวมณฑลดอยเชียงดาว และแหล่งกำเนิด <strong>&#8216;น้ำออกฮู&#8217;</strong> สายน้ำย่อยของแม่น้ำปิง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37870 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ชุมชนแห่งนี้เข้าร่วมโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ตั้งแต่ปี 2565 โดยดูแลป่าชุมชน 883.93 ไร่ จนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้การนำของ<strong> &#8216;แม่หลวงศิริวรรณ ศรีเงิน&#8217;</strong> ผู้นำชุมชนสตรีที่รวบรวมพลังคนทุกวัย สร้างโครงสร้างบทบาทและธรรมาภิบาลที่ชัดเจนในชุมชน ทั้งการตั้งกติกาการใช้ประโยชน์ป่า จัดเวรยามลาดตระเวน ทำแนวกันไฟ และเก็บข้อมูลแปลงตัวอย่างร่วมกับทีมเทคนิค ทำให้ป่าฟื้นตัวต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงไฟป่าอย่างมีนัยสำคัญ และยกระดับความมั่นคงของระบบนิเวศต้นน้ำ ซึ่งคนทั้งลุ่มน้ำปิงได้รับประโยชน์ร่วมกัน</p>
<p>จุดเด่นของบ้านหัวทุ่งคือ รายได้ไม่ได้มาจากการบุกรุกป่า แต่มาจากการดูแลป่า และการต่อยอดภูมิปัญญา และนำเงินสนับสนุนจากกองทุนมาต่อยอดการจ้างงานดูแลป่า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรอย่างน่าทึ่ง อาทิ การนำเศษไม้ไผ่เหลือใช้จากงานจักสาน มาเผาเป็นถ่าน และพัฒนาต่อเป็นก้อนดับกลิ่น ที่ดันทรงรองเท้า สบู่ และยาสีฟัน สร้างรายได้เสริมแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสในชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37865 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_16.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังได้ขยายผลไปสู่หมู่บ้านข้างเคียงอีก 5 หมู่บ้าน โดยการถ่ายทอดทักษะอาชีพหลากหลาย ทั้งการเพาะเห็ด เลี้ยงผึ้ง อาหารพื้นถิ่น และงานจักสาน ทำให้คนรุ่นใหม่เห็นเส้นทางอาชีพในบ้านเกิดโดยไม่ต้องเบียดเบียนป่า และเกิดความภาคภูมิใจร่วมกันในฐานะ <strong>&#8216;ผู้พิทักษ์ต้นน้ำ&#8217;  </strong></p>
<p><strong>ในมุมสิ่งแวดล้อม</strong> : ผลลัพธ์ของบ้านหัวทุ่งและเครือข่ายชี้ชัดว่าการป้องกันเชิงรุกทำให้ไฟป่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงลดความเสี่ยง PM2.5 จากไฟป่าและการสูญเสียคาร์บอนกักเก็บ ป่าที่ฟื้นตัวช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและบริการระบบนิเวศสำคัญ เช่น การซึมซับน้ำฝน การลดการพังทลายของดิน และการรักษาต้นทุนคุณภาพน้ำของประเทศ เมื่อป่าต้นน้ำแข็งแรง เศรษฐกิจฐานทรัพยากรที่พึ่งพาน้ำก็มั่นคงขึ้น ทั้งต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และเมืองปลายน้ำที่ต้องการน้ำประปาคุณภาพ ซึ่งคือประโยชน์สาธารณะของคนทั้งประเทศไม่ใช่เฉพาะผู้ซื้อคาร์บอนเครดิต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37867 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/C-Forest2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ในมุมเศรษฐกิจของชุมชน : </strong>คาร์บอนเครดิตเป็นแรงจูงใจที่ยุติธรรม  มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือชดเชยคาร์บอนของธุรกิจ เพราะหลังจาก​​ 3 ปีแรก ที่เข้าไปดูแลฟื้นฟูป่า จะสามารถ​ทำการตรวจวัด ประเมิน ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่สร้างได้ ภายใต้การประเมินและทวนสอบภายใต้มาตรฐาน T‑VER ซึ่งปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองจะคำนวณเป็นรายได้ของชุมชน ​ในอัตราตันละ 300 บาทต่อไร่  รวมทั้งในระหว่างการดูแลรักษาป่าช่วง 1-3 ปีแรกก็จะมีการจ่ายค่าดูแลรักษาป่าในอัตรา 300 บาทต่อปีต่อไร่ โดยสมทบเข้ากองทุนดูแลป่าของหมู่บ้าน</p>
<p>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนแสดงให้เห็นภาพใหญ่ที่สังคมไทยกำลังมองหารูปธรรมของคาร์บอนเครดิตที่ยึดโยงกับชีวิตคนในชุมชน ปกป้องต้นน้ำ สร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และส่งมอบอากาศและน้ำที่ดีให้คนทั้งประเทศ &#8216;บ้านหัวทุ่ง&#8217; จึงมิใช่เพียงตัวอย่างความสำเร็จของป่าชุมชนเชียงดาว หากเป็นเครื่องยืนยันว่าเมื่อกติกาและแรงจูงใจถูกออกแบบให้เป็นธรรม คาร์บอนเครดิตก็จะกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างป่าที่สมบูรณ์ สังคมที่เท่าเทียม และเศรษฐกิจที่ยั่งยืน จนก่อให้เกิด Total Well-being ได้อย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37866 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/C-Forest1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/mae-fah-luang-expands-naturebased-solutions-model/">แม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Nature-based Solutions ดันแผนดูแลป่าชุมชน 1 ล้านไร่ พร้อมปรับโครงสร้าง เพิ่มโมเดล ดึง &#8216;คนและป่า&#8217; เข้ามาอยู่ในสมการมากขึ้น เพิ่มโอกาสภาคชุมชนได้ประโยชน์ Climate Finance ​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แม่ฟ้าหลวงฯ ปลื้มคาร์บอนเครดิต โครงการป่าชุมชนเฟสแรกทะลุเป้า 4 เท่า ได้รับรองแล้วกว่า 4.3 หมื่นตัน CO2e จาก 12 ชุมชน พร้อมส่งมอบภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/mflf-certify-carbon-credit-from-community-forests-project/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Sep 2025 10:53:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[biodiversity credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forest]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Fonudation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF Sustainability Forum]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF Sustainability Forum 2025]]></category>
		<category><![CDATA[nature credit]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36656</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากริเริ่ม​ขับเคลื่อน &#8216;โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน&#8216; หรือการสร้างคาร์บอนเครดิตจาก &#8216;ป่าชุมชน&#8216; มาตั้งแต่ ปี 2564  วันนี้ &#8216;มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมรราชูปถัมภ์&#8217; สามารถส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากการดำเนินงานในเฟสแรก ​​ให้ภาคีภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนได้เรียบร้อยแล้ว สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่ป่าชุมชน ได้ต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์มาจากการทำงานในโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเฉพาะแนวคิดหลักของ​การพัฒนาตามตำราแม่ฟ้าหลวง คือ &#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217;  เพื่อ​สร้าง​ประโยชน์ต่อทุกฝ่ายทั้งการดูแลธรรมชาติ การส่งเสริมรายได้ให้คนในชุมชน รวมทั้งภาคเอกชนที่เข้ามาสนับสนุนโครงการ ซึ่งตลอดการขับเคลื่อนที่ผ่านมานี้ ​โครงการสามารถเข้าไปฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่าชุมชนได้แล้วกว่า 2.5 แสนไร่ ​​​ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ  เปิดเผยในเวที MFLF Sustainability Forum 2025 โดยกล่าวว่า &#8216;โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน&#8217; ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตในเฟสแรกจาก 12 ชุมชน รวมทั้งสิ้น 43,123 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) หรือเทียบได้กับจำนวนตึกสูง 11 ชั้น ที่ปลูกเต็มพื้นที่ของสวนเบญจกิตติ และมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ถึง 4 เท่า พร้อม​นำส่งมอบให้ภาคเอกชนที่สนับสนุนโครงการในเฟสแรกแล้ว ซึ่งถือเป็นการส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ที่มีจำนวนสูงสุดของประเทศ  สำหรับองค์กรที่ได้รับมอบคาร์บอนเครดิตในเฟสแรกนี้ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/mflf-certify-carbon-credit-from-community-forests-project/">แม่ฟ้าหลวงฯ ปลื้มคาร์บอนเครดิต โครงการป่าชุมชนเฟสแรกทะลุเป้า 4 เท่า ได้รับรองแล้วกว่า 4.3 หมื่นตัน CO2e จาก 12 ชุมชน พร้อมส่งมอบภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากริเริ่ม​ขับเคลื่อน <strong>&#8216;โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong>&#8216; หรือการสร้างคาร์บอนเครดิตจาก <strong>&#8216;ป่าชุมชน</strong>&#8216; มาตั้งแต่ ปี 2564  วันนี้<strong> &#8216;มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมรราชูปถัมภ์&#8217;</strong> สามารถส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากการดำเนินงานในเฟสแรก ​​ให้ภาคีภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนได้เรียบร้อยแล้ว</p>
<p><span id="more-36656"></span></p>
<p>สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่ป่าชุมชน ได้ต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์มาจากการทำงานในโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเฉพาะแนวคิดหลักของ​การพัฒนาตามตำราแม่ฟ้าหลวง คือ <strong>&#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217; </strong> เพื่อ​สร้าง​ประโยชน์ต่อทุกฝ่ายทั้งการดูแลธรรมชาติ การส่งเสริมรายได้ให้คนในชุมชน รวมทั้งภาคเอกชนที่เข้ามาสนับสนุนโครงการ ซึ่งตลอดการขับเคลื่อนที่ผ่านมานี้ ​โครงการสามารถเข้าไปฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่าชุมชนได้แล้วกว่า 2.5 แสนไร่ ​​​</p>
<p><strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา</strong><strong> </strong><strong>ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ  เปิดเผยในเวที <strong>MFLF Sustainability Forum 2025 </strong>โดยกล่าวว่า <strong>&#8216;โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน&#8217;</strong><strong> ไ</strong><strong>ด้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตในเฟสแรกจาก 12 ชุมชน รวมทั้งสิ้น 43,123 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) หรือเทียบได้กับจำนวนตึกสูง 11 ชั้น ที่ปลูกเต็มพื้นที่ของสวนเบญจกิตติ และมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ถึง 4 เท่า พร้อม​นำส่งมอบให้ภาคเอกชนที่สนับสนุนโครงการในเฟสแรกแล้ว ซึ่งถือเป็นการส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ที่มีจำนวนสูงสุดของประเทศ </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36658 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/Carbon-Credit-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับองค์กรที่ได้รับมอบคาร์บอนเครดิตในเฟสแรกนี้ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 7 แห่ง ประกอบด้วย ​ 1.บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) 2. สำ​นักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 3.  ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 4.  บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน) 6. บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และ  7. PwC ประเทศไทย</p>
<p>ความสำเร็จดังกล่าว มาจากการทำงานอย่างหนักและความร่วมมือของชุมชนในพื้นที่ เพื่อมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่า ​ทำให้สามารถดูแลป่าได้อย่างมีคุณภาพและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างคาร์บอนเครดิตได้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการบริหารจัดการเพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการสามารถสร้างประโยชน์ให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้อย่างเท่าเทียมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน รวมทั้งการคัดเลือกชุมชนและพื้นที่ป่าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำงานร่วมกับชุมชนที่เข้มแข็งและมีศักยภาพ ผ่านการเลือกชุมชนที่มีความเสี่ยงต่ำ และพื้นที่ป่าที่มีศักยภาพในการเติบโตได้สูงที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36646 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/14.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับภาพรวมการดำเนินงานในปีนี้  มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ​ปิดโครงการด้วยพื้นที่ 33,000 ไร่ ​จากผลกระทบของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้หลายบริษัทลดปริมาณการสนับสนุนการดูแลพื้นที่ป่าลง แต่ในอนาคตคาดว่าจะมีความต้องการโครงการลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่าปีหน้า​จะสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าผ่านโครงการได้ 120,000 ไร่ ขณะที่คาร์บอนเครดิตที่สร้างได้จะอยู่ที่ราว 0.5 ตัน CO2e ต่อไร่ ซึ่งได้การันตีขึ้นต่ำที่ 0.3 ตัน CO2e ต่อไร่ต่อปี แต่หากดูแลป่าได้ดีทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับได้ดีขึ้น ซึ่งปีที่ผ่านมา ตัวเลขจริงอยู่ที่ 1,8 ตัน CO2e ต่อไร่ต่อปี ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ไว้ถึง 4 เท่า ขณะที่การสนับสนุนของภาคเอกชน งบประมาณหลักราว 55% จะถูกส่งตรงไปให้กับชุมชน​ ส่วนที่เหลือจะ​เป็นงบประมาณสำหรับการขึ้นทะเบียนและบริหารจัดการ​</p>
<p><em>&#8220;แม้โครงการจะสามารถส่งมอบคาร์บอนเครดิตได้ตามเป้าหมาย แต่เพื่อให้โครงการสามารถสร้างการพัฒนา​ที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องมองการขับเคลื่อนที่มากกว่าแค่การสร้างคาร์บอนเครดิต แต่เป็นการฟื้นฟูธรรมชาติและดูแลความหลากลายทางชีวภาพได้แบบองค์รวม หรือมองข้ามจากแค่เรื่อง Carbon Credit ไปสู่ Biodiversity Credit หรือ Nature Credit ด้วย  เพราะเรื่องคาร์บอนเครดิต​เป็นหน่วยวัดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ธรรมชาติ หรือ Biodiversity ทั้งสัตว์ แมลง หรือพันธุ์พืชต่างๆ จะสามารถสร้างผลกระทบไปสู่อนาคตได้ด้วย&#8221;​</em></p>
<p>​ทั้งนี้ การพัฒนาโมเดลเพื่อความยั่งยืน ในโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูธรรมชาติต่างๆ จำเป็นต้องมองให้กว้างและครอบคลุมโดยเฉพาะการคำนวณต้นทุนในการดำเนินการ ที่มีมากกว่าแค่ต้นทุนในการปลูกหรือดูแลป่า แต่ต้องมองรวมไปถึงต้นทุนที่จะทำให้คนที่อาศับอยู่ในพื้นที่ป่า สามารถอยู่รอดได้ด้วย ซึ่งพบว่า พื้นที่ป่าประเทศไทยในทุกๆ 1.5 ไร่ จะมี​ประชากร 1 คน ที่อาศัยอยู่ หรือใช้ชีวิตโดยพึ่งพาพื้นที่ป่า ดังนั้น การจะพัฒนาโมเดลในการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูให้ประสบความสำเร็จและยั่งยืน จำเป็นต้องคำนวณปัจจัยเหล่านี้ลงไปในสมการด้วย</p>
<p><strong>เสนอ 7 ทางออก ประเทศไทย</strong></p>
<p><strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา</strong> ยังได้สรุป 7 ประเด็น เพื่อการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนสำหรับเป็นทางออกให้ประเทศไทย ประกอบด้วย</p>
<p>1.  วิธีคิดในการทำธุรกิจแบบเดิมๆ เหมือนที่ผ่านมา BAU (Business As Usual) ไม่เพียงพออีกต่อไป ​ต้องลงลึกในการทำงานที่มากกว่าเดิม และไม่มองเพียงแค่มิติของสิ่งแวดล้อม แต่ต้องมองให้ครอบคลุมถึงความผาสุกโดยรวม หรือ Total Well Being  ซึ่งรวมถึงธรรมชาติอยู่ในสมการนี้ด้วย</p>
<p>2. เตรียมความพร้อมสำหรับการคว้าโอกาสจากปัญหาและความท้าทายรอบด้านต่างๆ และลุกขึ้นมาลงทุนด้าน Nature Credit เพื่อเพิ่มโอกาสเติบโตได้มากขึ้น จากปัจจุบันที่ซัพพลาย หรือกลไกต่างๆ ยังไม่สามารถรองรับการเติบโตของดีมานด์ได้อย่างเพียงพอ</p>
<p>3. โฟกัสในผลลัพธ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เช่นเดียวกับโครงการป่าชุมชนที่ประสบความสำเร็จในเฟสแรกแล้ว ขณะที่เฟสต่อๆ ไป จะเริ่มจับต้องได้มากขึ้นในปีต่อไป และเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการปรับตัวเพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น</p>
<p>4. ปรับโฟกัสในการวางเป้าหมายระยะยาวใหม่ โดยต้องมองแบบข้ามรุ่น ข้ามเจนเนอเรชั่น มากกว่าแค่การวางแผนแบบ 10 -15 ปี แบบที่ผ่านมา เพราะปัญหาทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ผลกระทบไม่ได้เกิดในรุ่นเรา แต่เป็นรุ่นต่อจากเรา ในอีก 30-50 ปี จึงต้องมีแผนรองรับที่ครอบคลุม โดยเฉพาะการปรับสมดุล 3P ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันความเสี่ยงแบบ Slow on Set หรือผลกระทบที่ค่อยๆ เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เช่น ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ อุณหภูมิที่สูงขึ้น และกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงาน หรือสุขภาพ เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36659 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>5. การกำหนดกฏเกณฑ์ กติกาใหม่ ที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม และพิจารณาถึงผลกระทบในการกำหนดใช้กฏเกณฑ์ต่างๆ อย่างรอบคอบ และถี่ถ้วน เช่น การไปกระทบต่อสิทธิ์ในพื้นที่ทำกินของประชาชน รวมทั้งป้องกันการเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจไปครอบงำการพัฒนาและผลประโยชน์ที่ควรจะเป็นของชุมชน</p>
<p>6. การเพิ่มศักยภาพในภาคการเกษตร ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตได้สูง และสามารถเข้าไปบริหารจัดการได้ตลอดทั้ง Supply Chain หากสามารถปลดล็อกเพื่อเพิ่มศักยภาพทั้งเรื่องต้นทุน การใช้ทรัพยากรดิน น้ำ และมีการวิจัยอย่างจริงจัง เพื่อผลิตและแปรรูปสินค้าให้ตรงกับความต้องการของโลก เชื่อว่าจะเป็นโอกาสเติบโตของประเทศ รวมทั้งสามารถกระจายรายได้ลงมาสู่ชุมชนที่เป็นต้นน้ำได้ด้วย</p>
<p>7. การทบทวนกฏเกณฑ์ บทบาท ความร่วมมือ และหาโมเดลและโซลูชั่นในการขับเคลื่อนใหม่ๆ เพราะไม่สามารถใช้วิธีเดิมๆ ในการแก้ปัญหาได้ โดยส่ิงที่ทุกคนต้องคำนึงถึงคือ Cost of Action และ Cost of Inaction หรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อการเลือกที่จะทำ หรือเลือกที่จะไม่ทำสิ่งใดๆ ซึ่งต้องประเมินถึง​อิมแพ็คหรือผลกระทบที่จะตามมาอย่างรอบด้าน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/mflf-certify-carbon-credit-from-community-forests-project/">แม่ฟ้าหลวงฯ ปลื้มคาร์บอนเครดิต โครงการป่าชุมชนเฟสแรกทะลุเป้า 4 เท่า ได้รับรองแล้วกว่า 4.3 หมื่นตัน CO2e จาก 12 ชุมชน พร้อมส่งมอบภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title> MFLF Sustainability Forum 2025  &#8216;วิกฤตโลก ทางออกไทย&#8217; มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ระดมความคิด นำเสนอทางออกยั่งยืนให้ประเทศ ท่ามกลางวิกฤตโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Sep 2025 07:13:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[biodiversity credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Global Challenges  Local Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF Sustainability Forum 2025]]></category>
		<category><![CDATA[nature credit]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุนด้านความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คนและธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตโลก ทางออกไทย]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวง ดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36640</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงาน MFLF Sustainability Forum 2025 ภายใต้แนวคิด &#8216;วิกฤตโลก ทางออกไทย&#8217; (Global Challenges, Local Solutions at Scale) โดยมี ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ  หม่อมหลวง ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิฯ ตลอดจนผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เวทีครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ระดมความคิดและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงปฏิบัติด้านความยั่งยืน โดยชี้ให้เห็น ทั้งความท้าทายและโอกาสของประเทศไทยในการก้าวข้ามวิกฤตสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจโลก ผ่านการผสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน  ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า โลกและไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางการเมือง การค้า และกฎระเบียบสากลที่เข้มขึ้น ขณะเดียวกันวิกฤตสิ่งแวดล้อม เช่น การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและไฟป่ากว่า 42 ล้านไร่ทั่วโลก กดดันเศรษฐกิจฐานรากของไทย แม้ป่าไม้ในประเทศลดลงช้ากว่าหลายภูมิภาค แต่หากไม่มีมาตรการเชิงรุกจะปรับตัวไม่ทัน &#8220;รายงาน IPCC ชี้ว่าการดำเนินงานด้านการเงินและการเชื่อมโยงชุมชนยังไม่พอ ​การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ​ เช่น การขับเคลื่อนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ​เป็นกรณีศึกษาว่า การอนุรักษ์ต้องควบคู่การใช้ประโยชน์และแบ่งปันผลลัพธ์อย่างเป็นธรรม ด้านการค้า มาตรการ CBAM และ EUDR ของสหภาพยุโรป จะกระทบสินค้าส่งออกและรายได้ของประเทศ ส่วนตลาดคาร์บอนในไทยยังอ่อน จำเป็นต้องเชื่อมโยง T-VER กับภาคบังคับ และผลักดันร่าง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025/"> MFLF Sustainability Forum 2025  &#8216;วิกฤตโลก ทางออกไทย&#8217; มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ระดมความคิด นำเสนอทางออกยั่งยืนให้ประเทศ ท่ามกลางวิกฤตโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง</strong><strong> </strong><strong>ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> จัดงาน <strong>MFLF</strong><strong> </strong><strong>Sustainability</strong><strong> </strong><strong>Forum</strong><strong> </strong><strong>2025</strong> ภายใต้แนวคิด &#8216;<strong>วิกฤตโลก</strong><strong> </strong><strong>ทางออกไทย&#8217;</strong> (Global Challenges, Local Solutions at Scale) โดยมี <strong>ท่านผู้หญิงบุตรี </strong><strong>วีระไวทยะ</strong> ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นประธานในพิธีเปิด</p>
<p><span id="more-36640"></span></p>
<p>พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ  <strong>หม่อมหลวง</strong><strong> </strong><strong>ดิศปนัดดา</strong><strong> </strong><strong>ดิศกุล</strong><strong> </strong>เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิฯ ตลอดจนผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36641 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>เวทีครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ระดมความคิดและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงปฏิบัติด้านความยั่งยืน โดยชี้ให้เห็น ทั้งความท้าทายและโอกาสของประเทศไทยในการก้าวข้ามวิกฤตสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจโลก ผ่านการผสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน</p>
<p><strong> </strong><strong>ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช </strong>อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า โลกและไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางการเมือง การค้า และกฎระเบียบสากลที่เข้มขึ้น ขณะเดียวกันวิกฤตสิ่งแวดล้อม เช่น การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและไฟป่ากว่า 42 ล้านไร่ทั่วโลก กดดันเศรษฐกิจฐานรากของไทย แม้ป่าไม้ในประเทศลดลงช้ากว่าหลายภูมิภาค แต่หากไม่มีมาตรการเชิงรุกจะปรับตัวไม่ทัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36643 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/4-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;รายงาน IPCC ชี้ว่าการดำเนินงานด้านการเงินและการเชื่อมโยงชุมชนยังไม่พอ ​การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ​ เช่น การขับเคลื่อนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ​เป็นกรณีศึกษาว่า การอนุรักษ์ต้องควบคู่การใช้ประโยชน์และแบ่งปันผลลัพธ์อย่างเป็นธรรม ด้านการค้า มาตรการ CBAM และ EUDR ของสหภาพยุโรป จะกระทบสินค้าส่งออกและรายได้ของประเทศ ส่วนตลาดคาร์บอนในไทยยังอ่อน จำเป็นต้องเชื่อมโยง T-VER กับภาคบังคับ และผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป้าหมายสำคัญคือสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน ออกกฎหมายและกองทุนภูมิอากาศเชื่อมตลาดคาร์บอนกับภาคบังคับ และกระจายประโยชน์สู่ประชาชน เพื่อให้ไทยก้าวสู่ net zero ปี 2050 ได้อย่างมั่นคง&#8221;</em></p>
<p><strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา</strong><strong> </strong><strong>ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวถึงบทบาทสำคัญของชุมชนและทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนความยั่งยืน โดยชี้ให้เห็นว่าการส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนในวันนี้เกินกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ถึง 4 เท่า สะท้อนผลลัพธ์จากการทำงานหนักและความร่วมมือของชุมชน พร้อมเน้นว่าการอนุรักษ์และการป้องกันจะเกิดผลอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อทุกคนได้รับประโยชน์ร่วมกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36642 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/1-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ประเด็นสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการขับเคลื่อนคือ การทำแบบ ​BAU (Business As Usual) ไม่เพียงพอ การทำงานต่อไปต้องลงลึกกว่าการทำงานแบบเดิม และไม่มองเพียงมิติสิ่งแวดล้อม แต่ต้องครอบคลุมถึงความผาสุกโดยรวม รวมถึงเรื่อง well-being ซึ่งมีธรรมชาติอยู่ในนั้นด้วย นอกจากนี้ควรคว้าโอกาสจากปัญหา เราพร้อมหรือยังที่จะลงทุนด้าน nature credits เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน ขณะเดียวกันต้องพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์จริง อย่างโครงการคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนแสดงให้เห็นแล้วว่าความสำเร็จเกิดขึ้นได้จริงเมื่อทุกฝ่ายให้ความสำคัญและร่วมมือกัน รวมถึงต้องมองระยะยาวแบบข้ามรุ่น เพราะความยั่งยืนไม่ใช่เพียง 10–15 ปี แต่ต้องมองไปถึงรุ่นถัดไปที่อาจได้รับผลกระทบ&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ เศรษฐกิจและความยั่งยืนจึงเป็นเรื่องเดียวกัน และต้องหากฎเกณฑ์ใหม่ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง และป้องกันไม่ให้ธุรกิจเข้าไปครอบงำการพัฒนาที่ควรเป็นของชุมชน โดยภาคการเกษตรคือหัวใจ หากเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคการเกษตรจะสามารถสร้างและกระจายรายได้ในวงกว้าง เนื่องจาก supply chain ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในประเทศเรา และที่สำคัญทุกภาคส่วนต้องคำนึงถึง cost of action และ cost of inaction ว่าการลงมือหรือการเพิกเฉยจะส่งผลต่ออนาคตอย่างไร</p>
<p>ภายในงาน ยังมีเสวนาหลัก 3 ช่วง ได้แก่  ช่วงที่ 1<strong> &#8216;วิกฤตโลก ทางออกไทย&#8217; </strong> ช่วงที่ 2<strong> &#8216;กุญแจสู่การอยู่รอดของคนและธรรมชาติ&#8217;</strong> พร้อมเสวนาพิเศษในช่วงที่ 3 โดยตัวแทนชุมชนและตัวแทนจากภาคเอกชน สะท้อน<strong>ความสัมพันธ์ของคนกับป่า และบทบาทของภาคเอกชน</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36652 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ช่วงที่</strong><strong> </strong><strong>1 </strong><strong>วิกฤตโลก</strong><strong> </strong><strong>ทางออกไทย</strong></p>
<p>ผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ​ <strong>คุณปิยะชาติ</strong><strong> </strong><strong>อิศรภักดี</strong> ประธานร่วม  BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) <strong>ดร.</strong><strong> </strong><strong>กรินทร์</strong><strong> </strong><strong>บุญเลิศวณิชย์</strong> รองผู้จัดการใหญ่  ธนาคารกสิกรไทย และ <strong>ดร.</strong><strong> </strong><strong>สุภัชญา</strong><strong> </strong><strong>เตชะชูเชิด</strong> ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โดยสะท้อนภาพรวมของโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จนหลายคนมองว่าการขับเคลื่อนความยั่งยืนขัดกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ</p>
<p>เนื้อหาในการพูดคุยชี้ให้เห็นว่าความยั่งยืนและการพัฒนาเศรษฐกิจที่สามารถเดินไปด้วยกันได้ หากสามารถรักษาความสมดุล​ระหว่างผลกำไรกับผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวและมองโอกาสจากการลงทุนสีเขียวเพื่อสร้าง S curve ใหม่ ลดต้นทุนของการไม่ทำ และใช้กลไก  Public Private Partnership (PPP) กับระบบนิเวศที่เอื้อให้ภาคธุรกิจและชุมชนมีส่วนร่วม</p>
<p>นอกจากนี้ยังเน้นว่าการบริหารจัดการทรัพยากรควรเริ่มจากการกระจายอำนาจสู่ชุมชน คิดเชิงป้องกันมากกว่ารอแก้ไข และเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติกว้าง ทั้งหมดนี้คือแนวทางที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวข้ามวิกฤตโลกไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36645 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/7.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>ช่วงที่</strong><strong> </strong><strong>2 </strong><strong>กุญแจสู่การอยู่รอดของคนและธรรมชาติ</strong></p>
<p>ผู้ร่วมเสวนาได้แก่ <strong>คุณณกรณ์</strong><strong> </strong><strong>ตรรกวิรพัท</strong> ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) <strong>คุณทวิโรจน์</strong><strong> </strong><strong>ทรงกำพล</strong> ประธานเจ้าหน้าที่สายกลยุทธ์องค์กร  บริษัท การบินไทย จำกัด  (มหาชน) <strong>คุณนิรันดร์</strong><strong>  </strong><strong>นิรันดร์นุต </strong>Country Project Manager, UNDP BIOFIN และ <strong>คุณสมิทธิ</strong><strong> </strong><strong>หาเรือนพืชน์</strong> หัวหน้าสายงาน  Nature based Solutions  มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ  เนื้อหาสะท้อนบทบาทสำคัญของภาคป่าไม้ต่อเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ รวมถึงความจำเป็นของคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงและเครื่องมือทางการเงินเพื่อความยั่งยืนในฐานะตัวเชื่อมมนุษย์ คาร์บอน และสิ่งแวดล้อม จึงต้องเร่งรักษาและขยายพื้นที่สีเขียวที่ไม่ใช่เพียงเป็นป่าไม้ แต่เป็นพื้นที่เขียวที่มีระบบนิเวศน์สมบูรณ์ โดยเฉพาะป่าชุมชนที่สอดคล้องกับ SDGs และเป้าหมาย Net Zero</p>
<p>ขณะเดียวกัน การลงทุนนวัตกรรมทางการเงิน เช่น  blended finance  และการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน จะเปิดโอกาสสร้างผลลัพธ์หลายด้าน ทั้งลดก๊าซเรือนกระจก รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และยกระดับชีวิตชุมชน พร้อมส่งเสริมให้ธุรกิจผนวกประเด็นสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ากับกลยุทธ์สร้างมูลค่า</p>
<p>โครงการป่าชุมชนจึงถูกยกเป็นตัวอย่างความสำเร็จของคาร์บอนเครดิตที่มีมาตรฐานสูงและการมีส่วนร่วมของชุมชน และยังเป็นสะพานไปสู่นวัตกรรมการเงินใหม่ๆ เช่น  Biodiversity Credit  และ  Nature Credit ที่กระจายโอกาสการพัฒนาไปยังพื้นที่ชนบท ทำให้การลงทุนด้านความยั่งยืนกลายเป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจ และกุญแจสู่การอยู่รอดของทั้งคนและธรรมชาติก็คือการรักษา และเพิ่มปริมาณความหลากหลายทางชีวภาพที่โลกกำลังสูญเสียไปอย่างมากให้กลับคืนมาเพื่อความอยู่รอดของคนรุ่นต่อๆไป เพราะถ้าคนไม่รอด ป่าไม่รอด ธุรกิจก็ไม่รอด<strong> </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36648 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/15.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ช่วงที่</strong><strong> </strong><strong>3 </strong><strong>เสวนาพิเศษ</strong> โดยมี <strong>คุณวิชัย</strong><strong> </strong><strong>เป็งเรือน</strong> ผู้ใหญ่บ้านต้นผึ้งและประธานเครือข่ายป่าชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ <strong>คุณทอน</strong><strong> </strong><strong>ใจดี</strong> ประธานเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดพะเยา และตัวแทนภาคธุรกิจ <strong>ไพบูล</strong><strong> </strong><strong>ตันกูล</strong><strong> </strong>ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ หุ้นส่วนและกรรมการบริษัท PwC Thailand ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของชุมชนที่ร่วมโครงการป่าชุมชน</p>
<p>โดยย้ำว่าการดูแลป่าอย่างเป็นระบบช่วยให้คนกับธรรมชาติเกื้อกูลกันในทุกมิติ ชุมชนทั้งที่แม่โป่งและบ้านปี้มีคณะกรรมการและชาวบ้านทุกช่วงวัยร่วมกันวางกฎระเบียบ ใช้ประโยชน์และดูแลป่าอย่างยั่งยืน จัดการแหล่งน้ำและเชื้อเพลิง ลดไฟป่า และต่อยอดเป็นอาชีพเสริม เช่น ทำจานใบไม้ ไม้กวาด น้ำผึ้ง และการท่องเที่ยวชุมชนจนเกิดกองทุนและเครือข่ายปลอดการเผา</p>
<p>พร้อมทั้งเปิดพื้นที่เป็นแหล่งศึกษาและถ่ายทอดความรู้ให้ชุมชนอื่นด้านภาคเอกชนมองว่าโครงการนี้ตอบโจทย์ทั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศและการลงทุนด้านความยั่งยืน  จึงเข้ามาสนับสนุนและให้คำปรึกษาด้านการตรวจติดตามการเงิน เพื่อเสริมสร้างคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงที่สะท้อนประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง</p>
<p>อีกวาระสำคัญภายในงาน คือพิธีส่งมอบคาร์บอนเครดิตจำนวน 43,123 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e) ซึ่งถือเป็นปริมาณคาร์บอนเครดิตจากโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าที่มากที่สุดที่เคยมีการส่งมอบในประเทศไทย จากโครงการ &#8216;คุณดูแลป่า เราดูแลคุณ : การจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน&#8217; ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี  2564  ครอบคลุม 12 โครงการ ใน 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และพะเยา โดยส่งมอบให้แก่ 7 องค์กรเอกชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36647 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/10.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความสำเร็จนี้อาศัยความร่วมมือจาก 14 หน่วยงานและเครือข่ายป่าชุมชน และตั้งอยู่บนรากฐาน &#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217; ที่มูลนิธิฯ สานต่อร่วมกับกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และภาคเอกชนกว่า 30 ราย ฟื้นฟูป่าชุมชนแล้วกว่า  250,000  ไร่ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมพร้อมส่งเสริมศักยภาพชุมชนในการรักษาป่าและเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า ตลอดจนการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ</p>
<p>การจัดงาน <strong>MFLF Sustainability Forum 2025</strong> ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีแห่งปีในการระดมความคิดและความร่วมมือ และร่วมหาทางออกด้านความยั่งยืน แต่ยังสะท้อนพันธกิจระยะยาวของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่จะยืนหยัดเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่แข่งขันได้บนฐานความยั่งยืน โดยมีทั้งเวทีนี้และกิจกรรมอื่นๆ เป็นกลไกสำคัญที่จะผลักดันให้ &#8216;ความยั่งยืน&#8217; กลายเป็นพลังขับเคลื่อนจริงในระดับบุคคล องค์กร และประเทศ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025/"> MFLF Sustainability Forum 2025  &#8216;วิกฤตโลก ทางออกไทย&#8217; มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ระดมความคิด นำเสนอทางออกยั่งยืนให้ประเทศ ท่ามกลางวิกฤตโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว จ.ร้อยเอ็ด&#8217; ต้นแบบ &#8216;คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217; ชนะเลิศป่าชุมชนระดับประเทศ ปี 2567  กรมป่าไม้ &#8211; ราช กรุ๊ป หนุนลดวิกฤตโลกร้อนแบบ Nature-based Solutions    </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/ratch-group-support-community-forrest-project/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Sep 2024 10:32:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutrality]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forrest]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[PPP]]></category>
		<category><![CDATA[Ratch Group]]></category>
		<category><![CDATA[Role Model]]></category>
		<category><![CDATA[กรมป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การประกวดป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลางทางคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำรอบป่า]]></category>
		<category><![CDATA[นิทัศน์ วรพนพิพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชนต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าไม้แห่งชาติ พ.ศ. 2562]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติทางธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ราช กรุ๊ป]]></category>
		<category><![CDATA[สุรชัย อจลบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายพิทักษ์ป่า]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29205</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความถี่ขึ้นและไม่อาจคาดการณ์ได้ในหลายๆ ภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงพายุรุนแรง ฝนตกหนักจนเกิดอุทกภัยและดินถล่มในภาคต่างๆ ของประเทศไทย เป็นสัญญาณเตือนให้สังคมตระหนักถึงภัยพิบัติ และผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจุบันนานาประเทศได้ร่วมกันกำหนดแนวทางและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ โดยประเทศไทยได้ร่วมแสดงเจตจำนงและประกาศเป้าหมายในปี 2065 การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้เป็นหนทางที่จะทำให้อุณหภูมิของโลกลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะจะช่วยดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปลดปล่อยจากกิจกรรมของมนุษย์มากักเก็บไว้ในรูปของเนื้อไม้ ทั้งนี้ ป่าชุมชนถือเป็นวิธีที่ทรงประสิทธิภาพทั้งการรักษาฟื้นฟูป่าและเพิ่มพื้นที่ป่าเพราะมีชุมชนเป็นกำลังสำคัญในการดูแล ขณะเดียวกันชุมชนก็สามารถพึ่งพิงป่าเป็นแหล่งอาหาร แหล่งน้ำในการดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน จึงถือเป็นอีกหนึ่งโซลูชันในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง Nature-based Solutions (NbS) กรมป่าไม้ และ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันสนับสนุนส่งเสริมป่าชุมชนมาตั้งแต่ปี 2551 ภายใต้โครงการ &#8216;คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217; ทุกปีจะมีการเฟ้นหาป่าชุมชนต้นแบบที่มีความเข้มแข็งในการดูแลรักษาป่า การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าให้มีความยั่งยืน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างพอเพียง จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อมอบรางวัล &#8216;คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217; เป็นการเชิดชูเกียรติและเป็นขวัญกำลังใจแก่ชุมชน รวมทั้งช่วยปลุกสังคมให้เกิดการรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ ซึ่งเป็นแหล่งดูดกลับก๊าซเรือนกระจก ลดภาวะโลกรวนและยังเป็นกลไกในการป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติทั้งพายุ ฝนตกหนัก ดินถล่ม น้ำท่วม น้ำแล้ง ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ สำหรับ รางวัลคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ประจำปี 2567 ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว ตำบลช้างเผือก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/ratch-group-support-community-forrest-project/">&#8216;ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว จ.ร้อยเอ็ด&#8217; ต้นแบบ &#8216;คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217; ชนะเลิศป่าชุมชนระดับประเทศ ปี 2567  กรมป่าไม้ &#8211; ราช กรุ๊ป หนุนลดวิกฤตโลกร้อนแบบ Nature-based Solutions    </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความถี่ขึ้นและไม่อาจคาดการณ์ได้ในหลายๆ ภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงพายุรุนแรง ฝนตกหนักจนเกิดอุทกภัยและดินถล่มในภาคต่างๆ ของประเทศไทย เป็นสัญญาณเตือนให้สังคมตระหนักถึงภัยพิบัติ และผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจุบันนานาประเทศได้ร่วมกันกำหนดแนวทางและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ โดยประเทศไทยได้ร่วมแสดงเจตจำนงและประกาศเป้าหมายในปี 2065</p>
<p><span id="more-29205"></span></p>
<p>การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้เป็นหนทางที่จะทำให้อุณหภูมิของโลกลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะจะช่วยดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปลดปล่อยจากกิจกรรมของมนุษย์มากักเก็บไว้ในรูปของเนื้อไม้</p>
<p>ทั้งนี้ ป่าชุมชนถือเป็นวิธีที่ทรงประสิทธิภาพทั้งการรักษาฟื้นฟูป่าและเพิ่มพื้นที่ป่าเพราะมีชุมชนเป็นกำลังสำคัญในการดูแล ขณะเดียวกันชุมชนก็สามารถพึ่งพิงป่าเป็นแหล่งอาหาร แหล่งน้ำในการดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน จึงถือเป็นอีกหนึ่งโซลูชันในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง Nature-based Solutions (NbS)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29215 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/Re-ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว-จ.ร้อยเอ็ด-1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>กรมป่าไม้</strong> และ <strong>บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)</strong> ได้ร่วมกันสนับสนุนส่งเสริมป่าชุมชนมาตั้งแต่ปี 2551 ภายใต้โครงการ &#8216;<strong>คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217;</strong> ทุกปีจะมีการเฟ้นหาป่าชุมชนต้นแบบที่มีความเข้มแข็งในการดูแลรักษาป่า การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าให้มีความยั่งยืน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างพอเพียง จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อมอบรางวัล &#8216;คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217; เป็นการเชิดชูเกียรติและเป็นขวัญกำลังใจแก่ชุมชน รวมทั้งช่วยปลุกสังคมให้เกิดการรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ ซึ่งเป็นแหล่งดูดกลับก๊าซเรือนกระจก ลดภาวะโลกรวนและยังเป็นกลไกในการป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติทั้งพายุ ฝนตกหนัก ดินถล่ม น้ำท่วม น้ำแล้ง ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ</p>
<p>สำหรับ <em><strong>รางวัลคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ประจำปี 2567 ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว ตำบลช้างเผือก อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด คว้ารางวัลป่าชุมชนชนะเลิศระดับประเทศ</strong></em> รับถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินกองทุนอนุรักษ์ป่าชุมชน 200,000 บาท</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29208 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/การมีส่วนร่วมในป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว-จ.ร้อยเอ็ด-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดย <strong>ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว​ </strong>เป็นป่าดิบแล้งและป่าเต็งรังพื้นที่ 1,013 ไร่  มีต้นพะยูงจำนวนมาก แสดงถึงดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างดี พร้อมพันธุ์ไม้หลักอื่นๆ ​เช่น แดง ประดู่ มะค่าแต้ ยางนา มะพอก พืชสมุนไพร ได้แก่ โด่ไม่รู้ล้ม ย่านาง กำแพงเก้าชั้น เครือหมาน้อย มะเกลือ มะขามป้อม มะตูม</p>
<div class="x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ป่าแห่งนี้ใช้แนวคิดจัดการแบบ <strong>“น้ำรอบป่า”</strong> ด้วยการปลูก ฟื้นฟูจนป่าอุดมสมบูรณ์สามารถดูดซับน้ำไว้ใต้ดิน เพื่อนำมาใช้เป็นน้ำในการอุปโภคบริโภคของชุมชน พร้อมหล่อเลี้ยงป่า โดย​ชุมชนมีความเข้มแข็งและมีความรักหวงแหนในผืนป่า ผนึกกำลังกันปกป้องผืนป่าจากการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่ากว่า 19 ปี และฟื้นฟูผืนป่าจนอุดมสมบูรณ์หลุดพ้นจากปัญหาการขาดแคลนน้ำได้สำเร็จ</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29210 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/การมีส่วนร่วมในป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว-จ.ร้อยเอ็ด-5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">พร้อมทั้งติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าสำหรับระบบน้ำบาดาล และวางท่อประปารอบผืนป่าเพื่อให้น้ำแก่ต้นไม้ สัตว์ป่าและสรรพชีวิตในป่า รวมทั้งปล่อยสู่แหล่งน้ำในชุมชนเพื่อประโยชน์ทางการเกษตรด้วย</div>
</div>
<div class="x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ที่สำคัญสมาชิกชุมชนมีส่วนร่วมในการร่วมคิดร่วมทำแผนพัฒนาและกำหนดกฎระเบียบข้อบังคับการใช้ป่าชุมชน ทั้งเป็นแหล่งอาหาร พืชสมุนไพรพื้นบ้าน ทั้งการบริโภคใช้สอยในครัวเรือน และจัดจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ โดยมีมูลค่าผลผลิตจากป่าช่วยลดรายจ่าย/สร้างรายได้แก่ชุมชน ปีละกว่า 200,000 บาท</div>
</div>
<div class="x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">อีกทั้งยังสร้างเครือข่ายพิทักษ์ป่าร่วมกับป่าชุมชนใกล้เคียง จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติและฐานเรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเยาวชนและผู้ที่สนใจ มุ่งขยายกลุ่มคนรักษ์ป่าออกไปในวงกว้าง และก่อตั้ง &#8216;หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงนิเวศ&#8217; แหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ​สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน เพื่อช่วยกันรักษาและปกป้องผืนป่าให้อยู่ยืนยงชั่วลูกชั่วหลาน</div>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29212 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/นายสุรชัย-อจลบุญ-อธิบดีกรมป่าไม้.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้</strong> กล่าวว่า <em><strong>กรมป่าไม้มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ 55% ของประเทศ ตามที่กำหนดในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศให้ได้อย่างน้อย 40% ตามนโยบายป่าไม้แห่งชาติ พ.ศ. 2562</strong> </em>ตลอดจนร่วมเป็นแรงหนุนประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยส่งเสริมให้ชุมชน เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการ ฟื้นฟู รักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลร่วมกับภาครัฐ ในรูปแบบของป่าชุมชน ตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ถือเป็นยุทธศาสตร์การเพิ่มพื้นที่ป่า ที่กรมป่าไม้ให้ความสำคัญ ด้วยเล็งเห็นว่าการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้จะยั่งยืนได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากองคาพยพของสังคม โดยเฉพาะประชาชนและชุมชนซึ่งเป็นผู้อยู่ใกล้ชิดป่ามากที่สุด โดยตั้ง <em><strong>เป้าหมายขยายการจัดตั้งป่าชุมชนทั่วประเทศให้ถึง 15,000 แห่ง รวมพื้นที่ 10 ล้านไร่ ภายในปี 2570</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29214 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/ผลิตผลจากป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว-จ.ร้อยเอ็ด-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“ผลสำเร็จของป่าชุมชนที่ได้รับรางวัลเป็นภาพสะท้อนที่แจ่มชัดว่า คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุลและเกื้อกูลกัน เมื่อมีการพัฒนาและบริหารจัดการป่าที่ดี ชุมชนก็สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตจากป่าที่สมบูรณ์ ลดรายจ่าย สร้างรายได้ ต่อยอดพัฒนาอาชีพได้อย่างยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องบุกรุกทำลายป่า และป่าชุมชนต้นแบบเหล่านี้จะเป็นแหล่งข้อมูลด้านการบริหารจัดการป่าชุมชนที่สำคัญ ให้ประชาชนได้เข้ามาศึกษาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการดูแล ป่าชุมชน เพื่อนำไปปรับใช้ในการพัฒนาป่าชุมชนของตนเองต่อไป ซึ่งโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ถือได้ว่าเป็นโครงการต้นแบบที่บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานรัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน (PPP)หลอมรวมเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม”</em> นายสุรชัย กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29211 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/นายนิทัศน์-วรพนพิพัฒน์-กรรมการผู้จัดการใหญ่-บมจ.ราช-กรุ๊ป-2.jpg" alt="" width="1200" height="857" /></p>
<p><strong>นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) </strong>กล่าวว่า ในสภาวการณ์ที่สภาพภูมิอากาศของโลกกำลังแปรปรวนอย่างหนัก ทุกประเทศต่างยอมรับว่า การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้จะช่วยลดปัญหานี้ได้ ดังนั้น ป่าชุมชน จึงเป็นความหวังและพลังในการรักษา ฟื้นฟู ดูแลผืนป่าและขับเคลื่อนสังคม <em><strong>ตลอดระยะเวลา 17 ปีของโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน บริษัทฯ ได้เห็นก้าวย่างการพัฒนาป่าชุมชน ทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และศักยภาพความสามารถของชุมชนในการบริหารจัดการป่าและความสามัคคีของชุมชนที่นับวันจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29216 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/Re-ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว-จ.ร้อยเอ็ด-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" />&#8220;บริษัทฯ ภูมิใจที่ได้ร่วมสนับสนุนชุมชนคนรักษ์ป่าทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ บริษัทฯ ขอชื่นชมและยกย่องป่าชุมชนที่ได้รับรางวัลคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชนทั้ง 16 แห่ง ที่ร่วมมือร่วมใจมุ่งมั่นดูแลป่าไม้อย่างจริงจังและต่อเนื่องยาวนาน ทุกท่านล้วนเป็นทรัพยากรบุคคลอันทรงคุณค่าของประเทศ ที่ช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของป่าที่เป็นต้นกำเนิดของน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพที่ทุกคนในสังคมพึ่งพาอาศัย บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนป่าชุมชนเพื่อตอบสนองเป้าหมายยุทธศาสตร์ของชาติ ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ต่อไป&#8221;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29206 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว-จ.ร้อยเอ็ด-คว้ารางวัลคนรักษ์ป่า-ป่ารักชุมชน-ชนะเลิศระดับประเ-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับการประกวดป่าชุมชน ภายใต้โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ประจำปี 2567 มีป่าชุมชนที่ได้รับรางวัล 16 แห่ง รวมพื้นที่ป่า 37,062.61 ไร่ มีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนได้ 233,494.443 ตันคาร์บอน (ค่าเฉลี่ยอัตราการ​กักเก็บคาร์บอนของป่าไม้ประมาณ 6.3 ตัน/ไร่) รวมตลอด 17 ปี ที่ผ่านมา โครงการได้สนับสนุนป่าชุมชนไปแล้ว 1,779 แห่ง พื้นที่ป่ารวม 1,607,072.23 ไร่ ซึ่งสามารถกักเก็บและดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 10,124,555.049 ​​ตันคาร์บอน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/ratch-group-support-community-forrest-project/">&#8216;ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว จ.ร้อยเอ็ด&#8217; ต้นแบบ &#8216;คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217; ชนะเลิศป่าชุมชนระดับประเทศ ปี 2567  กรมป่าไม้ &#8211; ราช กรุ๊ป หนุนลดวิกฤตโลกร้อนแบบ Nature-based Solutions    </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มัดรวม 10 แนวคิดการจัดการน้ำที่ “ควรเริ่มและเร่ง” ในยุคนี้!  เก็บตกจาก​ TCP Sustainability Forum 2024</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/10-idea-water-resilience-from-tcp-sustainability-forum-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Sep 2024 08:36:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[TCP]]></category>
		<category><![CDATA[TCP Sustainability Forum 2024]]></category>
		<category><![CDATA[tcp โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย]]></category>
		<category><![CDATA[Water Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[water management]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience in a Changing Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Water Security]]></category>
		<category><![CDATA[Water Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มธุรกิจ TCP]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เพชร มโนปวิตร]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ประสิทธิ์ ไวยาวัจมัย]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิโลกสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สราวุฒิ อยู่วิทยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29192</guid>

					<description><![CDATA[<p>การประชุม TCP Sustainability Forum 2024 ที่จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Water Resilience in a Changing Climate” โดยกลุ่มธุรกิจ TCP เป็นเวทีที่ให้ความสำคัญและเจาะลึกถึงเรื่องวิกฤตน้ำ ประเด็นร้อนที่เป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เห็นได้ชัดจากสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ในประเทศไทยขณะนี้ โดยได้ระดมผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชนมาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนแนวทางการรับมือและปลุกพลังความร่วมมือ และขับเคลื่อนไทยให้จัดการกับวิกฤตน้ำได้อย่างยั่งยืน จากมุมมองและประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในแวดวงต่างๆ ทั้ง ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP นายประสิทธิ์ ไวยาวัจมัย กรรมการบริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และ ดร.เพชร มโนปวิตร ที่ปรึกษาองค์การสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว และนายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ประมวลรวมเป็น 10 แนวคิดจากผู้เชี่ยวชาญและกูรูวงการธุรกิจ ดังนี้ 1. น้ำ เป็นเรื่องเร่งด่วน รอไม่ได้ : เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเรากำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นทางภาคเหนือของประเทศไทยตั้งแต่เดือนสิงหาคม และต่อเนื่องมาถึงเดือนกันยายนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคกลางตอนบน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/10-idea-water-resilience-from-tcp-sustainability-forum-2024/">มัดรวม 10 แนวคิดการจัดการน้ำที่ “ควรเริ่มและเร่ง” ในยุคนี้!  เก็บตกจาก​ TCP Sustainability Forum 2024</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การประชุม <strong>TCP Sustainability Forum 2024</strong> ที่จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ <strong>“Water Resilience in a Changing Climate”</strong> โดยกลุ่มธุรกิจ TCP เป็นเวทีที่ให้ความสำคัญและเจาะลึกถึงเรื่องวิกฤตน้ำ ประเด็นร้อนที่เป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เห็นได้ชัดจากสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ในประเทศไทยขณะนี้ โดยได้ระดมผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชนมาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนแนวทางการรับมือและปลุกพลังความร่วมมือ และขับเคลื่อนไทยให้จัดการกับวิกฤตน้ำได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-29192"></span></p>
<p>จากมุมมองและประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในแวดวงต่างๆ ทั้ง <strong>ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ</strong> ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ <strong>นายสราวุฒิ อยู่วิทยา</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP <strong>นาย</strong><strong>ประสิทธิ์ ไวยาวัจมัย</strong> กรรมการบริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และ <strong>ดร.เพชร มโนปวิตร</strong> ที่ปรึกษาองค์การสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว และนายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ประมวลรวมเป็น 10 แนวคิดจากผู้เชี่ยวชาญและกูรูวงการธุรกิจ ดังนี้</p>
<p><strong>1. น้ำ เป็นเรื่องเร่งด่วน รอไม่ได้</strong> : เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเรากำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นทางภาคเหนือของประเทศไทยตั้งแต่เดือนสิงหาคม และต่อเนื่องมาถึงเดือนกันยายนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคกลางตอนบน นายสราวุฒิ ย้ำถึงสัญญาณที่กระตุ้นเตือนว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน <strong>“ฟื้นน้ำ”</strong> ก่อนที่จะสายเกินแก้ นอกจากนี้ รายงาน Forward Faster ของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ประจำปี 2566 เตือนว่าภายในปี 2573 โลกจะเผชิญกับวิกฤตน้ำสะอาดขาดแคลน เพราะปริมาณน้ำและความต้องการใช้น้ำจะมีสัดส่วนต่างกันถึง 40% และสถานการณ์มีแต่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนและธุรกิจ การนำแนวปฏิบัติด้านน้ำที่ยั่งยืนมาใช้จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนยิ่งกว่าในอดีต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29194 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/2-7.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>2. ต้องปรับตัวเร็วให้ทันการเปลี่ยนแปลง </strong>: เมื่อโลกเปลี่ยนธุรกิจต้องรีบปรับตัวให้ไวกว่า นับเป็นโจทย์สำคัญของกลุ่มธุรกิจ TCP ทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโตควบคู่กับการลดผลกระทบเชิงลบและเพิ่มผลกระทบเชิงบวกให้กับสิ่งแวดล้อมและสังคม จึงเร่งนำแนวคิดการจัดการน้ำแบบองค์รวม เริ่มจากความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) สร้างความยั่งยืนของน้ำ (Water Sustainability) และปิดท้ายด้วยความยืดหยุ่นของน้ำ (Water Resilience) มาใช้รับมือกับความท้าทายด้านน้ำ</p>
<p><strong>3. ใช้นวัตกรรมเพื่อยกระดับการจัดการน้ำ </strong>: นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างกลุ่มธุรกิจ TCP ได้นำระบบ Smart Manufacturing มาปรับปรุงน้ำในกระบวนการผลิต ช่วยให้สามารถลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตลง 24% เมื่อเทียบกับปี 2562</p>
<p><strong>4. ผนึกพันธมิตรและชุมชน</strong> : เพราะงานด้านความยั่งยืนเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือ และการลงมือทำร่วมกัน นายสราวุฒิ ชูความสำเร็จโครงการ <strong>“TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย”</strong> ที่กลุ่มธุรกิจ TCP ร่วมกับภาคีเครือข่ายและชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำในการเติมน้ำผิวดินและเติมน้ำใต้ดิน ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำอย่างยั่งยืน จนสามารถคืนน้ำสู่ชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้กว่า 17 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือชาวบ้านกว่า 42,462 ครัวเรือน พร้อมพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29195 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/3-5.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>5. ดูแลน้ำ ทางรอดเศรษฐกิจไทย</strong> : ดร.ศุภวุฒิ ได้ชี้ให้เห็นทางรอดหรือโอกาสในการรับมือกับเศรษฐกิจด้วยการดูแลภาคเกษตร ซึ่งต้องอาศัย “น้ำ” เป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะปลูก เพื่อสร้างผลผลิตที่จะนำมาสู่รายได้ของเกษตรกรและสร้างการเติบโตให้กับประเทศ ด้านนายประสิทธิ์ เผยสถิติว่า ประเทศไทยมีการใช้น้ำมากเป็นอันดับ 4 ของโลก โดยภาคการเกษตรของไทยใช้น้ำกว่า 70% ของความต้องการทั้งหมด ขณะที่ในปัจจุบัน น้ำบนผิวดินกว่า 19% ในประเทศไทย มีปัญหาด้านคุณภาพ และยังมีการปล่อยน้ำเสียกว่า 5 พันล้านลูกบาศก์เมตรลงสู่เเม่น้ำ</p>
<p><strong>6. พร้อมเรื่องน้ำก่อน ได้เปรียบ</strong> : นายประสิทธิ์ แนะให้ธุรกิจตระหนักเรื่องการดูแลน้ำและพลิกเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน ลงมือหรือขยับตัวเร็ว เพื่อสร้างความแตกต่างและสร้างมูลค่าทางธุรกิจ ทำให้พร้อมรับมือกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะมีความเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งในที่สุด ความยืดหยุ่นด้านน้ำจะนำไปสู่ความยืดหยุ่นทางธุรกิจได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29196 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/4-8.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>7. ต้องดูแลต้นน้ำถึงปลายน้ำ </strong><strong>: </strong>ดร.เพชร ได้ย้ำให้เห็นว่าการฟื้นฟูน้ำจะช่วยฟื้นฟูระบบผลิตอาหาร รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพด้วย รวมถึงความสำคัญของการดูแลต้นจนถึงปลายน้ำ เพื่อให้มีพื้นที่รับน้ำ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี มีที่เก็บกักน้ำ ชะลอน้ำ ป้องกันความเสียหายที่ปลายน้ำ สำหรับการจัดการน้ำ ควรเน้นมิติ 3 ด้าน คือ ความพร้อมใช้ของน้ำ คุณภาพน้ำ และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ควรดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ</p>
<p><strong>8. โซลูชันจากธรรมชาติ </strong><strong>: </strong>ดร.เพชร ชูแนวทางการจัดการโดยอาศัยธรรมชาติและระบบนิเวศเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions &#8211; NbS) เป็นการมองภาพใหญ่ ที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันหลายอย่าง โดยการจัดการน้ำต้องอาศัยความเข้าใจในเชิงระบบนิเวศควบคู่ไปกับองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม การจัดการน้ำไม่สามารถบริหารแยกส่วนได้ ทรัพยากรน้ำมีความสัมพันธ์กับภาคส่วนอื่น ทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29197 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/5-6.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>9. เทรนด์โลกคือ </strong><strong>Nature Positive</strong> : ดร.เพชร กล่าวถึงเทรนด์ระดับโลกที่ไม่ใช่แค่ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่จะต้องฟื้นฟูและจัดการธรรมชาติให้เป็นเชิงบวก การจัดการโดยอาศัยธรรมชาติและระบบนิเวศ จึงเป็นโซลูชันสำหรับประเทศไทย ในการรับมือกับอนาคต</p>
<p><strong>10. ความยั่งยืนเหมือนวิ่งมาราธอน </strong>: นายสราวุฒิ มองว่าการดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมถึงจัดการน้ำ เป็นภารกิจระยะยาว เปรียบเหมือนการวิ่งมาราธอน จึงต้องทำต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29198 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/6-4.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศและทรัพยากรน้ำ ยังคงเกิดขึ้นไม่หยุด การจัดการต้องแข่งกับเวลา TCP Sustainability Forum 2024 มุ่งปลุกพลังให้ภาคธุรกิจตระหนักว่าการสร้างความยืดหยุ่นด้านน้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้สามารถจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากวิกฤตน้ำ เพื่อรับประกันอนาคตของธุรกิจที่ยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/10-idea-water-resilience-from-tcp-sustainability-forum-2024/">มัดรวม 10 แนวคิดการจัดการน้ำที่ “ควรเริ่มและเร่ง” ในยุคนี้!  เก็บตกจาก​ TCP Sustainability Forum 2024</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
