Top StoriesTrending

‘Factory to Forest, Operation to Oasis’ WHA Group ปักธง นิคมฯ รายแรกของไทย ​ขับเคลื่อน Nature Positive อย่างเป็นรูปธรรม ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ ปั้น WHA ESIE 2​ เป็น OECM

WHA Group เดินหน้าเป้าหมายด้าน Nature Commitment อย่างจริงจัง ผ่านการทำงานร่วมกับแม่ฟ้าหลวง ​เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในนิคมฯ พร้อม​​​พัฒนาระบบนิเวศและ​ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมาย Nature Positive ภายในปี 2050 ​และถือเป็นนิคมฯ ​​รายแรกของประเทศไทยที่เริ่มขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งการขับเคลื่อน​เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน ‘ความยั่งยืน‘ ของ WHA Group หลังปรับยุทธศาสตร์เพื่อให้ธุรกิจเติบโตควบคู่กับการสร้าง Positive Impact ให้ทั้งประเทศ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

จากการขับเคลื่อนผ่าน​ Green Business ที่มีแผนการลงทุน​ตามยุทธศาสตร์ ‘กรีนกินได้’ ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนให้​ธุรกิจ เพื่อ​สร้าง​ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกันผ่าน 5 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย การดูแลสิ่งแวดล้อม, การสร้างพลังทางสังคม, การบริหารจัดการด้วยนวัตกรรมและธรรมาภิบาล การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสีเขียว และการเป็นผู้ส่งเสริมความยั่งยืนให้กับประเทศ

พร้อมเป้าหมายที่จะลงทุน​กว่า 35,000 ล้านบาท เพื่อผลักดันให้พอร์ตโฟลิโอฝั่งกรีนเติบโตและสร้างความแข็งแกร่งได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อลดคาร์บอนได้ตามแนวทาง SBTi ที่เริ่มมองเห็นการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero Commitments อย่างเป็นรูปธรรมได้แล้วนั้น

ขณะที่โฟกัสที่จะเริ่มเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นจากนี้ คือฟากของ  Nature Commitments โดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่สีเขียว​ในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ที่ปัจจุบันมีสัดส่วน​ราว 10% ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดตามเกณฑ์ประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่เป้าหมายของ WHA คือการยกระดับจากเพียงแค่การมีพื้นที่สีเขียว มาเป็นการทำให้พื้นที่สีเขียวกลายเป็นป่าตามธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพ ตามแนวคิด ‘From Factory to Forest , From Operation to Oasis’   

คุณปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAID ​​เปิดเผยว่า  ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘กรีนต้องกินได้’ ของ คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group ) มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนให้​ธุรกิจผ่าน 5 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย การดูแลสิ่งแวดล้อม, การสร้างพลังทางสังคม, การบริหารจัดการด้วยนวัตกรรมและธรรมาภิบาล การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสีเขียว และการเป็นผู้ส่งเสริมความยั่งยืนให้กับประเทศ

ขณะที่ผลกระทบจากการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่วางไว้นี้  ไม่เพียงสร้างการเติบโตและแข็งแกร่งให้ WHA Group เท่านั้น แต่ยังเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์ทิศทาง​​ของเศรษฐกิจโลก ที่มุ่งสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมทั้งการสร้างระบบนิเวศให้รองรับการพัฒนาและเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสีเขียว​ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าเพื่อรับมือ​ความท้าทายระดับโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางทรัพยากร การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนข้อกำหนดและมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เข้มงวดมากขึ้นทั่วโลก

ทั้งนี้ WHA Group ขับเคลื่อน​ Green Business ​โดยมีเป้าหมายลดคาร์บอนจากการดำเนินธุรกิจ (Scope 1, 2 ) ตามกรอบ SBTi ให้ลดลง 42% ภายในปี 2030 พร้อมบรรลุ Net Zero ตลอดทั้งห่วงโซ่ได้ภายในปี 2050  ผ่านการ​ส่งเสริม​พลังงานหมุนเวียน การบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจร และการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยได้เพิ่ม​กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน​เป็น 1,222 เมกะวัตต์ เพิ่มปริมาณการจัดการน้ำด้วยระบบ Reclamation Water เป็น 24.25 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 10,000 คันภายในปี 2030

“การขับเคลื่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในอนาคต WHA ยัง​​มุ่งศึกษาเทคโนโลยีเพื่อ​ลดคาร์บอน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อรองรับการขยายผลเพิ่มเติมในอนาคต​ อาทิ โรงไฟฟ้า SMR, กรีนไฮโดรเจน, เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ตลอดจนมุ่งพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อจัดการปัญหาของเสียอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายในการจัดการขยะอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุ และนำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุใช้งานมาสร้างประโยชน์ “

ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ ขับเคลื่อน Nature Commitments

สำหรับมิติด้านการดูแลความหลากหลายในระบบนิเวศและธรรมชาตินั้น  WHA Group ​ตั้งเป้าหมายลดผลกระทบ และการสูญเสียทรัพยากร (No Net Loss) ภายในปี 2030 รวมทั้งสามารถฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้ (Nature Positive) ได้ภายในปี 2050 โดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและป่าไม้ได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มจำนวนต้นไม้ จากการปลูกป่าเท่านั้น แต่ต้องการให้พื้นที่สีเขียวภายในนิคมมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ ทั้งสัตว์​หรือพืชประจำถิ่น และระบบการเกื้อกูลกันตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตภายในพื้นที่ ซึ่งสอดคล้อง​ตามแนวคิด ‘From Factory to Forest , From Operation to Oasis’  

 ความชัดเจนทั้งการต้ังเป้าหมาย รวมทั้งเริ่มมีแผนขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ WHA Group และ WHAID กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมรายแรกของประเทศไทย ที่เริ่มดำเนินการขับเคลื่อนพัฒนาระบบนิเวศ และ​ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) อย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของตนเอง ซึ่งเป้าหมายไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวตามกฏหมาย แต่ในบางพื้นที่สามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่สูงขึ้นจนถึงการเป็น OECM  (Other Effective Area-Based Conservation Measures) หรือการเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่อยู่นอกเขตควบคุม​ในที่สุด เพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวร่วมการสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทย ในการบรรลุเป้าหมาย​​เพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศให้ได้ 30%  ได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนการขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น​ ​ WHA​ Group​ ได้ผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญอย่าง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความยั่งยืนในมิติ Nature Based Solutions โดยเฉพาะความสำเร็จจากการฟื้นฟู ‘โครงการดอยตุง’ จากพื้นที่เขาหัวโล้นเสื่อมโทรมและยังเคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่น สู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบ สำหรับการเรียนรู้โมเดลการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมท้ังสามารถคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พื้นที่ได้สำเร็จ รวมทั้ง​อยู่ระหว่างการผลักดันเพื่อรับรองให้เป็นพื้นที่ OECM อีกด้วย

“WHAID ​ให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมและการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพราะ​เชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมต้องดำเนินควบคู่กันไป จึงนำร่องบุกเบิกการพัฒนาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และมีแผน​ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของตัวเอง เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และพร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตามหลักการ Avoid, Minimize, Restore, Regenerate และ Transform ​โดย​ความ​​ร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ​ภายใต้​พื้นที่การดูแลร่วมกัน 150 ไร่ จาก 3 นิคมฯ ในปี 2568 และจะเพิ่มพื้นที่เป็น 233 ไร่ จาก​​ 8 นิคมฯ ภายในปี 2569” คุณปจงวิช กล่าวเสริม

คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ Chief Nature-based Solutions Officer มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า​ ​การนำร่องความร่วมมือในโครงการพัฒนาระบบนิเวศและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่สีเขียวในนิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 2  (บ่อวิน ชลบุรี)  เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำ Nature-based Solutions มาประยุกต์ใช้เพื่อทำให้พื้นที่สีเขียวในนิคมอุตสาหกรรมมีคุณภาพ และความหลากหลายทางชีวภาพที่ดีขึ้น โดยได้เริ่มโครงการในปี 2568 ด้วยการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพขั้นต้น (Biodiversity Baseline Survey) ซึ่งข้อมูล Baseline นี้ คือหัวใจสำคัญในการวางแผนการฟื้นฟูอย่างเป็นขั้นตอน รวมทั้งจะทำให้เห็นความคืบหน้าและพัฒนาการในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม​

“จากการสำรวจ Baseline ทำให้ทราบว่า พื้นที่นำร่อง WHA ESIE 2 ดังกล่าว มีพรรณไม้ 89 ชนิด และนก 31 ชนิด รวมถึงสภาพดินที่มีอินทรียวัตถุปานกลาง และความหนาแน่นสูง ขณะที่แนวทางการพัฒนา​และฟื้นฟูความสมบูรณ์ของดิน จะทำผ่าน​แนวคิดเกษตรเชิงฟื้นฟูและการปรับปรุงดิน (Soil Regenerative) ในพื้นที่นิคมฯ ESIE 3 และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 (RY36) ให้เตรียมพร้อมต่อการปลูกต้นไม้และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพต่อไปในอนาคต”

ทั้งนี้ จาก​แนวทางการวางแผนอย่างเป็นระบบ WHA Group ได้เริ่มดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดย ปี 2568 ได้มีการปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 15,800 ต้น บนพื้นที่ 69 ไร่ของ WHA ESIE 2 และ WHA ESIE3 ​ส่วน​ปี 2569 จะปลูกเพิ่มเติมอีก 81 ไร่ใน WHA ESIE 2 และ RY36

นอกจากนี้ ได้วางแผนที่จะขยายผลไปยังนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยมีเป้าหมายเพิ่มเติมในการปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศอีก 82 ไร่ภายในปี 2569 ครอบคลุมนิคมฯ หลายแห่ง เช่น เขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ สระบุรี (WHA SIL) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1 (CIE1) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด (ESIE) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 (ESIE1) และเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง (RIL) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างผลกระทบเชิงบวกทางชีวภาพอย่างต่อเนื่องของ WHA Group

“การฟื้นฟูธรรมชาติและการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ ควรจะมีการผสมผสานให้เป็นส่วนหนึ่งในการทำธุรกิจ เราไม่ควรทำธุรกิจที่เน้นแค่เพียงผลกำไร โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราได้ทำงานร่วมกับ WHA ทำให้เห็นการ Synergy ในหลายๆ มิติของสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติและธุรกิจได้อย่างกลมกลืน รวมทั้งความร่วมมือที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีระหว่างกันเพื่อให้เกิด​การขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการขยายความร่วมมือเพื่อให้สามารถสร้างประโยชน์ไปสู่ชุมชนที่อยู่โดยรอบและการขยายผลได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต”​  คุณสมิทธิ กล่าวทิ้งท้าย