อีกหนึ่งการขับเคลื่อนเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน ‘ความยั่งยืน‘ ของ WHA Group หลังปรับยุทธศาสตร์เพื่อให้ธุรกิจเติบโตควบคู่กับการสร้าง Positive Impact ให้ทั้งประเทศ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
จากการขับเคลื่อนผ่าน Green Business ที่มีแผนการลงทุนตามยุทธศาสตร์ ‘กรีนกินได้’ ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนให้ธุรกิจ เพื่อสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกันผ่าน 5 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย การดูแลสิ่งแวดล้อม, การสร้างพลังทางสังคม, การบริหารจัดการด้วยนวัตกรรมและธรรมาภิบาล การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสีเขียว และการเป็นผู้ส่งเสริมความยั่งยืนให้กับประเทศ

พร้อมเป้าหมายที่จะลงทุนกว่า 35,000 ล้านบาท เพื่อผลักดันให้พอร์ตโฟลิโอฝั่งกรีนเติบโตและสร้างความแข็งแกร่งได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อลดคาร์บอนได้ตามแนวทาง SBTi ที่เริ่มมองเห็นการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero Commitments อย่างเป็นรูปธรรมได้แล้วนั้น
ขณะที่โฟกัสที่จะเริ่มเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นจากนี้ คือฟากของ Nature Commitments โดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนราว 10% ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดตามเกณฑ์ประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่เป้าหมายของ WHA คือการยกระดับจากเพียงแค่การมีพื้นที่สีเขียว มาเป็นการทำให้พื้นที่สีเขียวกลายเป็นป่าตามธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพ ตามแนวคิด ‘From Factory to Forest , From Operation to Oasis’
คุณปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAID เปิดเผยว่า ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘กรีนต้องกินได้’ ของ คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group ) มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนให้ธุรกิจผ่าน 5 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย การดูแลสิ่งแวดล้อม, การสร้างพลังทางสังคม, การบริหารจัดการด้วยนวัตกรรมและธรรมาภิบาล การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสีเขียว และการเป็นผู้ส่งเสริมความยั่งยืนให้กับประเทศ

ขณะที่ผลกระทบจากการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่วางไว้นี้ ไม่เพียงสร้างการเติบโตและแข็งแกร่งให้ WHA Group เท่านั้น แต่ยังเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์ทิศทางของเศรษฐกิจโลก ที่มุ่งสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมทั้งการสร้างระบบนิเวศให้รองรับการพัฒนาและเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสีเขียวตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าเพื่อรับมือความท้าทายระดับโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางทรัพยากร การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนข้อกำหนดและมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เข้มงวดมากขึ้นทั่วโลก
ทั้งนี้ WHA Group ขับเคลื่อน Green Business โดยมีเป้าหมายลดคาร์บอนจากการดำเนินธุรกิจ (Scope 1, 2 ) ตามกรอบ SBTi ให้ลดลง 42% ภายในปี 2030 พร้อมบรรลุ Net Zero ตลอดทั้งห่วงโซ่ได้ภายในปี 2050 ผ่านการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน การบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจร และการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยได้เพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเป็น 1,222 เมกะวัตต์ เพิ่มปริมาณการจัดการน้ำด้วยระบบ Reclamation Water เป็น 24.25 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 10,000 คันภายในปี 2030
“การขับเคลื่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในอนาคต WHA ยังมุ่งศึกษาเทคโนโลยีเพื่อลดคาร์บอน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อรองรับการขยายผลเพิ่มเติมในอนาคต อาทิ โรงไฟฟ้า SMR, กรีนไฮโดรเจน, เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ตลอดจนมุ่งพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อจัดการปัญหาของเสียอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายในการจัดการขยะอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุ และนำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุใช้งานมาสร้างประโยชน์ “

ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ ขับเคลื่อน Nature Commitments
สำหรับมิติด้านการดูแลความหลากหลายในระบบนิเวศและธรรมชาตินั้น WHA Group ตั้งเป้าหมายลดผลกระทบ และการสูญเสียทรัพยากร (No Net Loss) ภายในปี 2030 รวมทั้งสามารถฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้ (Nature Positive) ได้ภายในปี 2050 โดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและป่าไม้ได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มจำนวนต้นไม้ จากการปลูกป่าเท่านั้น แต่ต้องการให้พื้นที่สีเขียวภายในนิคมมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ ทั้งสัตว์หรือพืชประจำถิ่น และระบบการเกื้อกูลกันตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตภายในพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องตามแนวคิด ‘From Factory to Forest , From Operation to Oasis’
ความชัดเจนทั้งการต้ังเป้าหมาย รวมทั้งเริ่มมีแผนขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ WHA Group และ WHAID กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมรายแรกของประเทศไทย ที่เริ่มดำเนินการขับเคลื่อนพัฒนาระบบนิเวศ และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) อย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของตนเอง ซึ่งเป้าหมายไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวตามกฏหมาย แต่ในบางพื้นที่สามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่สูงขึ้นจนถึงการเป็น OECM (Other Effective Area-Based Conservation Measures) หรือการเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่อยู่นอกเขตควบคุมในที่สุด เพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวร่วมการสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทย ในการบรรลุเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศให้ได้ 30% ได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนการขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น WHA Group ได้ผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญอย่าง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความยั่งยืนในมิติ Nature Based Solutions โดยเฉพาะความสำเร็จจากการฟื้นฟู ‘โครงการดอยตุง’ จากพื้นที่เขาหัวโล้นเสื่อมโทรมและยังเคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่น สู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบ สำหรับการเรียนรู้โมเดลการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมท้ังสามารถคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พื้นที่ได้สำเร็จ รวมทั้งอยู่ระหว่างการผลักดันเพื่อรับรองให้เป็นพื้นที่ OECM อีกด้วย
“WHAID ให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมและการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพราะเชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมต้องดำเนินควบคู่กันไป จึงนำร่องบุกเบิกการพัฒนาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และมีแผนดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของตัวเอง เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และพร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตามหลักการ Avoid, Minimize, Restore, Regenerate และ Transform โดยความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ภายใต้พื้นที่การดูแลร่วมกัน 150 ไร่ จาก 3 นิคมฯ ในปี 2568 และจะเพิ่มพื้นที่เป็น 233 ไร่ จาก 8 นิคมฯ ภายในปี 2569” คุณปจงวิช กล่าวเสริม

คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ Chief Nature-based Solutions Officer มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การนำร่องความร่วมมือในโครงการพัฒนาระบบนิเวศและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่สีเขียวในนิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 2 (บ่อวิน ชลบุรี) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำ Nature-based Solutions มาประยุกต์ใช้เพื่อทำให้พื้นที่สีเขียวในนิคมอุตสาหกรรมมีคุณภาพ และความหลากหลายทางชีวภาพที่ดีขึ้น โดยได้เริ่มโครงการในปี 2568 ด้วยการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพขั้นต้น (Biodiversity Baseline Survey) ซึ่งข้อมูล Baseline นี้ คือหัวใจสำคัญในการวางแผนการฟื้นฟูอย่างเป็นขั้นตอน รวมทั้งจะทำให้เห็นความคืบหน้าและพัฒนาการในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
“จากการสำรวจ Baseline ทำให้ทราบว่า พื้นที่นำร่อง WHA ESIE 2 ดังกล่าว มีพรรณไม้ 89 ชนิด และนก 31 ชนิด รวมถึงสภาพดินที่มีอินทรียวัตถุปานกลาง และความหนาแน่นสูง ขณะที่แนวทางการพัฒนาและฟื้นฟูความสมบูรณ์ของดิน จะทำผ่านแนวคิดเกษตรเชิงฟื้นฟูและการปรับปรุงดิน (Soil Regenerative) ในพื้นที่นิคมฯ ESIE 3 และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 (RY36) ให้เตรียมพร้อมต่อการปลูกต้นไม้และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพต่อไปในอนาคต”

ทั้งนี้ จากแนวทางการวางแผนอย่างเป็นระบบ WHA Group ได้เริ่มดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดย ปี 2568 ได้มีการปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 15,800 ต้น บนพื้นที่ 69 ไร่ของ WHA ESIE 2 และ WHA ESIE3 ส่วนปี 2569 จะปลูกเพิ่มเติมอีก 81 ไร่ใน WHA ESIE 2 และ RY36
นอกจากนี้ ได้วางแผนที่จะขยายผลไปยังนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยมีเป้าหมายเพิ่มเติมในการปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศอีก 82 ไร่ภายในปี 2569 ครอบคลุมนิคมฯ หลายแห่ง เช่น เขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ สระบุรี (WHA SIL) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1 (CIE1) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด (ESIE) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 (ESIE1) และเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง (RIL) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างผลกระทบเชิงบวกทางชีวภาพอย่างต่อเนื่องของ WHA Group

“การฟื้นฟูธรรมชาติและการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ ควรจะมีการผสมผสานให้เป็นส่วนหนึ่งในการทำธุรกิจ เราไม่ควรทำธุรกิจที่เน้นแค่เพียงผลกำไร โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราได้ทำงานร่วมกับ WHA ทำให้เห็นการ Synergy ในหลายๆ มิติของสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติและธุรกิจได้อย่างกลมกลืน รวมทั้งความร่วมมือที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีระหว่างกันเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการขยายความร่วมมือเพื่อให้สามารถสร้างประโยชน์ไปสู่ชุมชนที่อยู่โดยรอบและการขยายผลได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต” คุณสมิทธิ กล่าวทิ้งท้าย






