Top StoriesTrending

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กับบทบาทด้านการขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ต่อยอดทุนธรรมชาติ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

3 ยุทธศาสตร์หลัก มูลนิธิเม่ฟ้าหลวง ในการขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อยกระดับจากงานอนุรักษ์และพัฒนาชุมชน สู่การสร้าง 'ทุนธรรมชาติ'(Natural Capital) ต่อยอดสู่คุณค่าทางเศรษฐกิจ โอกาส และการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตอกย้ำบทบาทองค์กรต้นแบบด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานของคนและธรรมชาติ เนื่องในวันความหลากหลายทางชีวภาพสากล (International Day for Biological Diversity) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี

โดยในปี 2569 แนวคิดระดับโลกคือ ‘Acting locally for global impact : ลงมือทำในระดับท้องถิ่น สร้างผลลัพธ์ระดับโลก’ สะท้อนความสำคัญของการขับเคลื่อนจากพื้นที่จริงสู่ผลลัพธ์ในวงกว้าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่มุ่งยกระดับงานอนุรักษ์และพัฒนาชุมชน สู่การสร้าง ‘ทุนธรรมชาติ’ หรือ Natural Capital ที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ โอกาส และการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือจากภาคเอกชน และทิศทางนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

วาง 3 ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อน Biodiversity

คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ (ประธานสายงาน NbS มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ : Chief Nature-Based Solutions Officer) กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน

ท่ามกลางวิกฤตธรรมชาติที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงนำประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่จริง โดยเฉพาะแนวทาง ‘ปลูกคน ปลูกป่า’ ที่พิสูจน์ผลลัพธ์มาเกือบ 4 ทศวรรษ มาต่อยอดสู่การขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

1. ​การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน หรือ Nature-based Solutions (NbS)

การ​ต่อยอดผลสัมฤทธิ์จากแนวทาง ปลูกป่า ปลูกคน​ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย มากว่า 38 ปี ในพื้นที่ 91,779 ไร่  พร้อมฐานข้อมูลสิ่งมีชีวิตที่สำคัญของประเทศ โดยพบพันธุ์ไม้ถึง 1,459 ชนิด ซึ่งรวมถึงการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกถึง 12 ชนิด อาทิ นครินทรา เทียนดอยตุง และม่วงพายัพ รวมทั้งยังพบสัตว์ป่า 1,177 ชนิด โดยมี 8 ชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างเลียงผาและเต่าปูลู สะท้อนว่าแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิที่ดูแลคนและธรรมชาติไปด้วยกัน สามารถนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ให้ประโยชน์แก่ทุกสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะชุมชน และทำให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้​ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น เริ่มส่งผลกระทบต่องานพัฒนา ทั้งต่อการเพาะปลูกและผลผลิตของชุมชน ระบบนิเวศ และความเสี่ยงจากภัยพิบัติ มูลนิธิฯ จึงเริ่มศึกษาและขับเคลื่อนการจัดการความเสี่ยงทางธรรมชาติ หรือ Nature-related Risks เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบในระยะยาว

2. การร่วมขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับชาติและสากล
คุณธานิษฏ์ กองแก้ว
ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิ มุ่งมั่นขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ หรือ National Biodiversity Strategy and Action Plan (NBSAP) ผ่านความร่วมมือและการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning (ONEP) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) (BEDO) และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ National University of Singapore (NUS) เพื่อทำให้โครงการพัฒนาต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ สามารถเป็นแบบอย่างด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

พร้อมทั้งยังอยู่ระหว่างการผลักดันดอยตุงสู่การเป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ หรือ Other Effective Area-based Conservation Measures (OECM) ภายใต้เป้าหมาย 30×30 หรือเป้าหมายการอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเลอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 ขณะเดียวกันยังร่วมกับ BEDO ศึกษากลไกเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) ภายใต้มาตรฐาน Terrasos จากประเทศโคลอมเบีย

นอกจากนี้ ยังเตรียมนำเสนอโมเดลการทำงานร่วมกับชุมชนในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 หรือ the 17th meeting of the Conference of the Parties to the Convention on Biological Diversity (CBD COP17) ณ กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ในปลายปีนี้ เพื่อแสดงศักยภาพของไทยในการเป็นต้นแบบระดับภูมิภาค

มูลนิธิฯ ยังขยายพื้นที่ศึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย ไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย อาทิ

– จัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ ในป่าชายเลนเป้าหมาย จังหวัดตรัง พื้นที่ 10,832 ไร่ ระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี (ธันวาคม 2568 – พฤศจิกายน 2570) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศป่าชายเลน ประกอบด้วย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ สำนักงาน กปร. และบริษัท ปตท.สำรวจ และ ผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

– ศึกษาความเป็นไปได้ในการขึ้นทะเบียนป่าชุมชน 11 แห่ง ภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ (OECM) ผ่านการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 5 ล้านบาทจาก High Ambition Coalition for Nature and People (HAC) ซึ่งจะช่วยยกระดับบทบาทของชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

3. การขยายผลและส่งต่อองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจผ่านบริการที่ปรึกษา

มูลนิธิฯ  ก้าวสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity Advisory Service ให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินธุรกิจ เช่น โครงการ Rewilding ในพื้นที่ชลบุรี การพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่เชียงดาว เป็นต้น โดยเน้นการวัดผลที่จับต้องได้

อย่างไรก็ตาม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อมั่นว่าการผนวกวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มูลนิธิฯ สั่งสมมาตลอด 38 ปี จะเป็น ‘ทางรอด’ ที่สำคัญของเศรษฐกิจและโลกใบนี้ การขับเคลื่อนงานในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการแสดงผลสำเร็จจากอดีต แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งอนาคตที่คน ป่า และธุรกิจเติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุลและยั่งยืน