<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>sustainability report &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/sustainability-report/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 09 Sep 2026 14:20:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.10</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>sustainability report &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;ซีพี&#8217; เปิด Sustainability Report 2026 ลดสโคป 3 แล้ว 9.39% พร้อมเม็ดเงินลงทุนสิ่งแวดล้อม 5,119 ล้านบาท เม็ดเงิน R&#038;D 35,390 ล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/cp-sustainability-report-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 14:20:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Emission]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable energy]]></category>
		<category><![CDATA[SD Report]]></category>
		<category><![CDATA[SGDs]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Report 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste to Landfill]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภชัย เจียรวนนท์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เครือซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[เครือเจริญโภคภัณฑ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44182</guid>

					<description><![CDATA[<p>เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดเผย รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 (Sustainability Report 2025) สะท้อนความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนสู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ โดยมองว่ารายงานความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเปิดเผยข้อมูลหรือสรุปผลการดำเนินงาน แต่เป็น กลไกสำคัญ ในการกำหนดเป้าหมาย ติดตามความก้าวหน้า สร้างความโปร่งใส และผลักดันองค์กรให้พัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และกติกาการค้าโลกยุคใหม่ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การจัดทำรายงานความยั่งยืนมีความสำคัญมากกว่าการรวบรวมผลการดำเนินงานในแต่ละปี เพราะการมีเป้าหมาย ตัวชี้วัด และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทำให้องค์กรสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ดำเนินการไปแล้วสร้างผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด ยังมีช่องว่างใดที่ต้องพัฒนา และเรื่องใดที่ต้องเร่งดำเนินการต่อไป “รายงานความยั่งยืนไม่ควรเป็นเพียงรายงานว่าองค์กรทำอะไรไปแล้ว แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ทำให้องค์กรรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเรากำหนดเป้าหมาย มีตัวชี้วัด ติดตามผล และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ก็จะทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเจตนารมณ์ แต่กลายเป็นกระบวนการบริหารจัดการที่สามารถวัดผลและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง” แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมแก้ปัญหาความท้าทายของโลก และเคยเสนอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงตลาดทุนทั่วโลก ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนจัดทำ Sustainability Report เป็นมาตรฐานสำคัญ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/cp-sustainability-report-2026/">&#8216;ซีพี&#8217; เปิด Sustainability Report 2026 ลดสโคป 3 แล้ว 9.39% พร้อมเม็ดเงินลงทุนสิ่งแวดล้อม 5,119 ล้านบาท เม็ดเงิน R&#038;D 35,390 ล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)</strong> เปิดเผย รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 (Sustainability Report 2025) สะท้อนความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนสู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ โดยมองว่ารายงานความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเปิดเผยข้อมูลหรือสรุปผลการดำเนินงาน แต่เป็น <strong>กลไกสำคัญ </strong>ในการกำหนดเป้าหมาย ติดตามความก้าวหน้า สร้างความโปร่งใส และผลักดันองค์กรให้พัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และกติกาการค้าโลกยุคใหม่</p>
<p><span id="more-44182"></span></p>
<p><strong>ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ </strong>ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การจัดทำรายงานความยั่งยืนมีความสำคัญมากกว่าการรวบรวมผลการดำเนินงานในแต่ละปี เพราะการมีเป้าหมาย ตัวชี้วัด และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทำให้องค์กรสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ดำเนินการไปแล้วสร้างผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด ยังมีช่องว่างใดที่ต้องพัฒนา และเรื่องใดที่ต้องเร่งดำเนินการต่อไป</p>
<p><em>“รายงานความยั่งยืนไม่ควรเป็นเพียงรายงานว่าองค์กรทำอะไรไปแล้ว แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ทำให้องค์กรรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเรากำหนดเป้าหมาย มีตัวชี้วัด ติดตามผล และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ก็จะทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเจตนารมณ์ แต่กลายเป็นกระบวนการบริหารจัดการที่สามารถวัดผลและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง”</em></p>
<p>แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ <strong>คุณศุภชัย เจียรวนนท์</strong> รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมแก้ปัญหาความท้าทายของโลก และเคยเสนอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงตลาดทุนทั่วโลก ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนจัดทำ Sustainability Report เป็นมาตรฐานสำคัญ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ยกระดับความโปร่งใส และทำให้การดำเนินธุรกิจคำนึงถึงมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน</p>
<p><em>&#8220;คุณศุภชัยเคยชี้ให้เห็นว่า ระบบตลาดทุนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจ และแม้ที่ผ่านมาได้ยกระดับธรรมาภิบาลเพื่อคุ้มครองผู้มีส่วนได้เสียมาอย่างต่อเนื่อง แต่โลกวันนี้จำเป็นต้องก้าวไปอีกขั้นสู่ “ความยั่งยืนเชิงระบบ” โดยการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนจะช่วยสร้างทั้งความตระหนักรู้ ความรับผิดชอบ และแรงขับเคลื่อนให้องค์กรนำเรื่อง ESG เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์และการดำเนินธุรกิจ&#8221;</em></p>
<p><strong>ดร.ธีระพล </strong>กล่าวว่า สำหรับเครือซีพี หลักคิดดังกล่าวถูกนำมาสู่การปฏิบัติภายใต้ค่านิยม “3 ประโยชน์” ที่ยึดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กรเป็นลำดับสุดท้าย รวมถึง 3 เสาหลักด้านความยั่งยืน ได้แก่  การกำกับดูแลกิจการ หรือ Heart: Living Rights, การดูแลสังคม หรือ Health: Living Well, และการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อม หรือ Home: Living Togetherโดยมุ่งทำให้เป้าหมายด้านความยั่งยืนสามารถเชื่อมโยงลงไปสู่การดำเนินงานจริง ทั้งภายในองค์กรและตลอดห่วงโซ่อุปทาน</p>
<p>หนึ่งในความก้าวหน้าสำคัญของปี 2568 คือ <strong>การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม Scope 3 ซึ่งลดลง 9.39%</strong>  โดยมีปริมาณการปล่อยอยู่ที่ 76.87 ล้านต้น CO2e ต่อปี ผ่านการดำเนินตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยเฉพาะการทำงาน ร่วมกับเกษตรกร ซัพพลายเออร์ และพันธมิตรทางธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการผลักดันระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันที่มาของวัตถุดิบทางการเกษตรที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า และสนับสนุนการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน</p>
<p>ขณะเดียวกัน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานโดยตรงใน Scope 1 และ Scope 2  เมื่อเทียบจากฐานในปี 2564 สามารถลดการล่อยก๊าซเรือนกระจก​ลงได้แล้ว 19.32% จากเป้าหมายที่ต้องการลด 42% ตาม Science-base Targets ภายในปี 2573</p>
<p>รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ในกระบวนการผลิตเป็น 18% และสามารถนำขยะหรือของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ (Waste Utilization) ได้ถึง 87.90% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Zero Waste to Landfill ภายในปี 2030 และ Net Zero ภายในปี 2050  พร้อมทั้งได้​มีการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนเงิน 5,119 ล้านบาท</p>
<p>นอกเหนือจากมิติสิ่งแวดล้อม เครือซีพียังสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) จำนวน 35,390 ล้านบาท เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านอาหาร พลังงาน และเทคโนโลยีการเกษตรยุคใหม่ ตลอดจนดำเนินโครงการส่งเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Education for Equality) ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้มีส่วนสร้างโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้แก่ประชาชนทั่วโลกกว่า 35.8 ล้านคน</p>
<p><strong>ดร.ธีระพล </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า ความยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีห่วงโซ่อุปทานครอบคลุมผู้ประกอบการ คู่ค้า เกษตรกร และผู้บริโภคจำนวนมาก การกำหนดเป้าหมายและเปิดเผยผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใส จึงช่วยส่งต่อมาตรฐานและสร้างแรงขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันทั้งระบบ</p>
<p><em>“ความยั่งยืนไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง แต่เป็นกระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รายงานความยั่งยืนจึงไม่ใช่บทสรุปของสิ่งที่เราทำสำเร็จ แต่เป็นทั้งกระจกที่ทำให้เราเห็นผลการดำเนินงานของตัวเอง และเข็มทิศที่บอกว่าเรายังต้องพัฒนาเรื่องใดต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำข้อมูลเหล่านี้กลับไปสู่การลงมือทำ เพื่อสร้างคุณค่าร่วมทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปด้วยกัน”</em></p>
<p>ทั้งนี้ เครือซีพีจัดทำรายงานความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559 โดย รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 นับเป็นรายงานฉบับที่ 10 ครอบคลุมผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทใน 8 สายธุรกิจ ใน 23 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงความคืบหน้าในการบรรลุยุทธศาสตร์และเป้าหมายความยั่งยืนทั้ง 15 เป้าหมาย ตลอดจนการดำเนินงานเพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย โดยกำหนดขอบเขตการรายงานจากบริษัทที่เครือฯ ถือครองหุ้นในสัดส่วนมากกว่าหรือเท่ากับ 10% หรือมีอำนาจในการบริหารจัดการและควบคุมการปฏิบัติงาน</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44183 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/AW-CP-SD-Report-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกเหนือจากรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 เครือซีพียังจัดทำ รายงานเฉพาะเรื่อง (Topic-specific Reports) อีก 5 ฉบับ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกในประเด็นที่สนใจได้อย่างครอบคลุม ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; Stakeholder Engagement and Materiality Insights Supplement 2025</strong> ซึ่งนำเสนอแนวทางการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียและการประเมินประเด็นสาระสำคัญของเครือฯ</p>
<p><strong>&#8211; Sustainability Performance Supplement 2025</strong> ซึ่งนำเสนอผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในช่วง 4 ปีล่าสุด</p>
<p><strong>&#8211; Delivering on Our SDG Commitment 2025</strong> ซึ่งนำเสนอแนวทางการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)</p>
<p><strong>&#8211; Climate &amp; Nature Resilience Supplement 2025 (IFRS S2 &amp; TNFD)</strong> ซึ่งนำเสนอการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศและธรรมชาติตลอดห่วงโซ่คุณค่า</p>
<p><strong>&#8211; Human Rights Supplement 2025</strong> ซึ่งนำเสนอแนวทางการเคารพและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน รวมถึงประเด็นด้านสิทธิแรงงาน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย แรงงานข้ามชาติ การป้องกันการเลือกปฏิบัติและการคุกคาม ตลอดจนความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม</p>
<p>รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงไม่เพียงสะท้อนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า ด้วยการนำข้อมูลและผลลัพธ์ที่วัดได้มาใช้กำหนดทิศทาง ยกระดับการดำเนินงาน และสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายด้านความยั่งยืนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ประเทศ ประชาชน และองค์กรตามหลัก “3 ประโยชน์”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผู้สนใจสามารถอ่าน รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ฉบับภาษาไทย ได้ที่</p>
<p><a href="https://www.cpgroupglobal.com/th/document/viewer/923/" target="_blank" rel="noopener">https://www.cpgroupglobal.com/th/document/viewer/923/</a></p>
<p>และ ฉบับภาษาอังกฤษ ได้ที่</p>
<p><a href="https://www.cpgroupglobal.com/en/document/viewer/922" target="_blank" rel="noopener">https://www.cpgroupglobal.com/en/document/viewer/922</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/cp-sustainability-report-2026/">&#8216;ซีพี&#8217; เปิด Sustainability Report 2026 ลดสโคป 3 แล้ว 9.39% พร้อมเม็ดเงินลงทุนสิ่งแวดล้อม 5,119 ล้านบาท เม็ดเงิน R&#038;D 35,390 ล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจาะตลาด &#8216;ไฟเบอร์ซีเมนต์&#8217; จากเยื่อกระดาษรีไซเคิล &#8216;เต็ดตรา แพ้ค&#8217; ผนึกพันธมิตร​ เพิ่มดีมานด์ระบบ Circularity จากกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/tetra-pak-sustainability-report-fy25/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2026 13:31:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Packaging]]></category>
		<category><![CDATA[Tetra Pak]]></category>
		<category><![CDATA[Tetra Pak Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[กระเบื้องโอฬาร]]></category>
		<category><![CDATA[กฤษณ์  เกรียวสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[กล่องเครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิญญา ศิลสุภดล]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[สมยศ วัฒน์พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[เต็ดตรา แพ้ค]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[โอฬาร]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟเบอร์ซีเมนต์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43400</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญ​เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศการเก็บกลับวัดสุในกลุ่ม &#8216;กล่องเครื่องดื่ม&#8217; ในประเทศไทย สำหรับบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด และมองเห็นการเติบโตของความร่วมมือภายใน Ecosystem นี้ได้อย่างชัดเจน จากในช่วงเริ่มต้นความร่วมมือของเครือข่ายเมื่อกว่า ​​5 ปีก่อนหน้า สามารถเก็บรวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วได้ไม่ถึง 20 ตัน แต่ตัวเลขล่าสุดในปีที่ผ่านมา สามารถจัดเก็บเพื่อนำกล่องเครื่องดื่มหลังการบริโภคเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้รวมทั้งสิ้น 1,364 ตัน และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ จะสามารถจัดเก็บได้เพิ่มเป็นมากกว่า 2,000 ตัน คุณปฏิญญา ศิลสุภดล ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย (Circular Economy) มาจากความร่วมมือกันอย่างบูรณาการของทุกภาคส่วนภายในภาคีเครือข่าย ทั้งภาคเอกชน ภาคชุมชน และภาครัฐ โดยเฉพาะการทำให้จุดเริ่มต้นสำคัญอย่างการสร้างระบบที่ทำให้การเก็บกลับมีความสะดวก เพื่อช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้เกิดการเก็บและคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อสร้าง​ต้นทางของกระบวนการในการรวบรวม และได้มาซึ่งวัสดุสำหรับนำเข้าสู่ระบบรีไซเคิล เพื่อนำไปแปรรูปใช้ซ้ำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณค่าเพิ่มทางธุรกิจได้อีกครั้งแทนการเป็นขยะที่หลุมฝังกลบ &#8220;หลายวัสดุในประเทศไทยอย่างแก้ว หรืออะลูมิเนียม มีตลาดและระบบรีไซเคิลที่แข็งแรง ทำให้ระบบ Circularity ในกลุ่มวัสดุเหล่านี้ ขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง แต่ใน วัสดุบางประเภท [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/tetra-pak-sustainability-report-fy25/">เจาะตลาด &#8216;ไฟเบอร์ซีเมนต์&#8217; จากเยื่อกระดาษรีไซเคิล &#8216;เต็ดตรา แพ้ค&#8217; ผนึกพันธมิตร​ เพิ่มดีมานด์ระบบ Circularity จากกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญ​เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศการเก็บกลับวัดสุในกลุ่ม <strong>&#8216;กล่องเครื่องดื่ม&#8217;</strong> ในประเทศไทย สำหรับบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด และมองเห็นการเติบโตของความร่วมมือภายใน Ecosystem นี้ได้อย่างชัดเจน</p>
<p><span id="more-43400"></span></p>
<p>จากในช่วงเริ่มต้นความร่วมมือของเครือข่ายเมื่อกว่า ​​5 ปีก่อนหน้า สามารถเก็บรวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วได้ไม่ถึง 20 ตัน แต่ตัวเลขล่าสุดในปีที่ผ่านมา สามารถจัดเก็บเพื่อนำกล่องเครื่องดื่มหลังการบริโภคเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้รวมทั้งสิ้น 1,364 ตัน และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ จะสามารถจัดเก็บได้เพิ่มเป็นมากกว่า 2,000 ตัน</p>
<p><strong>คุณปฏิญญา ศิลสุภดล </strong>ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย (Circular Economy) มาจากความร่วมมือกันอย่างบูรณาการของทุกภาคส่วนภายในภาคีเครือข่าย ทั้งภาคเอกชน ภาคชุมชน และภาครัฐ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43407 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__389464283.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p>โดยเฉพาะการทำให้จุดเริ่มต้นสำคัญอย่างการสร้างระบบที่ทำให้การเก็บกลับมีความสะดวก เพื่อช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้เกิดการเก็บและคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อสร้าง​ต้นทางของกระบวนการในการรวบรวม และได้มาซึ่งวัสดุสำหรับนำเข้าสู่ระบบรีไซเคิล เพื่อนำไปแปรรูปใช้ซ้ำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณค่าเพิ่มทางธุรกิจได้อีกครั้งแทนการเป็นขยะที่หลุมฝังกลบ</p>
<p><em>&#8220;หลายวัสดุในประเทศไทยอย่างแก้ว หรืออะลูมิเนียม มีตลาดและระบบรีไซเคิลที่แข็งแรง ทำให้ระบบ Circularity ในกลุ่มวัสดุเหล่านี้ ขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง แต่ใน <strong>วัสดุบางประเภท เช่น กล่องเครื่องดื่ม ตลาดยังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งต้องอาศัยทั้งเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ และความพยายามที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อทำให้ระบบสามารถขับเคลื่อนและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง</strong> ซึ่งเต็ดตรา แพ้ค และเครือข่ายพันธมิตรได้มุ่งมั่นในการผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่แข็งแรงในกลุ่มกล่องเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำงานร่วมกับกลุ่มต้นน้ำ อย่างชุมชน หรือร้านรับซื้อของเก่าเพื่อเพิ่มอัตราการเก็บกลับกล่องเครื่องดื่ม การทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์เยื่อกระดาษรีไซเคิลที่ตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มผู้ประกอบการในตลาด​ ไปจนถึงการขยายตลาด​เชิงพาณิชย์มารองรับ​การใช้งานเยื่อกระดาษรีไซเคิลที่สามารถผลิตได้​ภายในกระบวนการรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่ม&#8221;</em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43408 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__389464290.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>สร้างดีมานด์ใหม่ ขยายตลาด​สู่กลุ่มไฟเบอร์ซีเมนต์ </strong></p>
<p>การพัฒนาของตลาดเยื่อกระดาษรีไซเคิลจากกล่องเครื่องดื่มในประเทศไทยเริ่มมีโอกาสเติบโตได้มากขึ้น จากก่อนหน้ามักจะเป็นดีมานด์ที่อยู่ใน​กลุ่มผลิตภัณฑ์กระดาษในหมวดหมู่ต่างๆ อาทิ กลุ่มกระดาษอนามัย  กระดาษบรรจุภัณฑ์ หรือกระดาษขึ้นรูป สำหรับใช้เพื่อกันกระแทกสินค้าต่างๆ เป็นต้น</p>
<p>ล่าสุดสามารถขยายอุตสาหกรรมมาสู่กลุ่มวัสดุก่อสร้างได้แล้ว จากการนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิต <strong>&#8216;ไฟเบอร์ซีเมนต์&#8217;</strong> หรือผลิตภัณฑ์กลุ่มไม้ฝา ไม้สังเคราะห์ และซีเมนต์บอร์ด ของบริษัท กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ ที่มีฐานลูกค้ากระจายอยู่ในกว่า 10 ประเทศ ทำให้โอกาสของเยื่อกระดาษรีไซเคิลขยายตัวได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43406 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__389464270.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p><strong>คุณกฤษณ์  เกรียวสกุล</strong> ผู้บริหาร บริษัท กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด ผู้ผลิตกระเบื้องโอฬารซึ่งดำเนินธุรกิจมานานกว่า 60 ปีให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บริษัทใช้เยื่อกระดาษรีไซเคิลทดแทนการนำเข้าเยื่อกระดาษใหม่จากเดิมที่ต้อง​นำเข้าจากต่างประเทศที่ราว 30% โดยนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์กลุ่มไฟเบอร์ซีเมนต์ได้ถึงกว่า 90% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ผลิตได้ และสามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้เยื่อกระดาษซีเมนต์เพื่อทดแทนเส้นใยใหม่ได้มากกว่า 20 -30% และมีแผนพัฒนาเพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้เยื่อกระดาษรีไซเคิลให้เพิ่มมากขึ้นได้อีกในอนาคต</p>
<p><em><strong>&#8220;คุณภาพของเส้นใยกระดาษรีไซเคิลจากกล่องเครื่องดื่มสามารถทดแทนเส้นใยใหม่ที่นำเข้าจากต่างประเทศได้ เพราะมีลักษณะเส้นใยยาวเหมือนกัน ทำให้มีความเหนียวและทนทาน​ได้เช่นเดียวกัน</strong> รวมทั้งการทำงานอย่างใกล้ชิดของผู้พัฒนาทำให้มั่นใจได้ทั้งคุณภาพ​ รวมทั้งความต่อเนื่องในการส่งวัตถุดิบเพื่อป้อนการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอนาคตมีแผนที่จะเพิ่มการใช้งานในผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น เพื่อมีส่วนช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและคาร์บอนต่ำ พร้อมมีส่วนช่วยต่อยอดคุณค่าให้แก่วัสดุที่มาจากบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้มีการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้เพิ่มมากขึ้น&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43411 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__389464317.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p>ด้าน <strong>คุณ</strong><strong>สมยศ วัฒน์พานิช </strong>กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด ในฐานะตัวกลางในระบบ Circularity ด้วยกระบวนการรีไซเคิลเพื่อเปลี่ยนกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วให้กลายเป็นวัสดุใหม่ที่นำไปต่อยอดสร้างคุณค่าใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า <strong>การมีกล่องเครื่องดื่มเข้ามาช่วยเติมซัพพลายให้วัสดุรีไซเคิล เพื่อเป็นต้นทางในการออกแบบวัตถุดิบที่ตอบโจทย์การใช้งานของตลาดหรือภาคธุรกิจได้เพิ่มมากขึ้น</strong> รวมทั้งการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม ทำให้ช่วยพัฒนาระบบ Circularity ของประเทศไทยให้มีความแข็งแรงเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น</p>
<p>ด้าน <strong>คุณปฏิญญา </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า <strong>ปริมาณความต้องการใช้เยื่อกระดาษในประเทศไทยโดยรวมอยู่ที่ราว 10 ล้านตันต่อปี ซึ่งรวมทั้งเส้นใยในทุกประเภท หากเราสามารถพัฒนาคุณภาพเส้นใยรีไซเคิลให้สามารถทดแทนในตลาดต่างๆ ได้มากขึ้น จะทำให้เกิดดีมานด์ใหม่ๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตในอนาคตได้อีกมาก</strong> ขณะที่การรองรับปริมาณซัพพลายจากกล่องเครื่องดื่ม​ ประเทศไทยถือว่ามีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการรีไซเคิลที่ก้าวหน้า และสามารถเป็นปลายทางเพื่อรองรับปริมาณกล่องเครื่องดื่มจากหลายประเทศที่มีกฎหมายการจัดเก็บบรรจุภัณฑ์ (EPR) ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลในการบริหารปริมาณวัตถุดิบได้อีกทางหนึ่ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43410 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__389464306.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong> ความคืบหน้า &#8216;เต็ดต้า แพ้ค&#8217; ขับเคลื่นน​ความยั่งยืน 2568 </strong></p>
<p>นอกจากการเป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและคาร์บอนต่ำ แล้ว &#8216;<strong>เต็ดตร้า แพ้ค&#8217;</strong> ยังเปิดเผย<strong>รายงาน​ความยั่งยืนประจำปี 2568 (FY25) </strong>โดยระบุ​ความคืบหน้าและความสำเร็จ​สำคัญด้านต่างๆ ดังนี้</p>
<p>&#8211; การลดการปลดปล่อยคาร์บอนในการดำเนินธุรกิจทั่วโลก (Scope 1,2) รวม 56% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้แล้ว 97% และคาดว่าจะทำได้ 100% ภายในปี 2030  ขณะที่การลด HGHG ภายในห่วงโซ่ธุรกิจ (Scope3) ลดลงได้ 34% หรือลดลงได้แล้ว 1 ใน 3 ส่วนในประเทศไทย อยู่ระหว่างการส่งข้อมูลเพื่อประเมินการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์องค์กร (CFO) และการจัดทำแผน Net Zero Pathway เพื่อเป็นแนวทางหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43404 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Report1.jpg" alt="" width="1200" height="579" /></p>
<p>&#8211; ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์มูลค่าประมาณ 100 ล้านยูโร (ราว 3,700 ล้านบาท) เพื่อยกระดับความยั่งยืนของบรรจุภัณฑ์เต็ตตรา แพ้ค โดยการลงทุนดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา ชั้นปกป้อง (Barrier) ที่ทำจากกระดาษสำหรับบรรจุภัณฑ์น้ำผลไม้เป็นครั้งแรกของโลก (Fiber-based Barrier)  ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 43% เมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อที่ใช้ชั้นอะลูมิเนียมฟอยล์และพอลิเมอร์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล</p>
<p>&#8211; เดินหน้าผลักดันการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในระบบอาหาร ด้วยการลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization &#8211; UNIDO) ภายในงานการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (COP30) เพื่อเร่งขยายการพัฒนาและประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านระบบอาหารที่ยั่งยืน</p>
<p>&#8211; สนับสนุนโครงการโภชนาการในโรงเรียนใน 52 ประเทศ โดยสนับสนุนการจัดส่งนมและเครื่องดื่มในกล่องเต็ตตรา แพ้คให้แก่เด็กกว่า 68 ล้านคน เพิ่มจากปี 2567 ถึง 2 ล้านคน ในอีก 3 ประเทศ</p>
<p>&#8211;  จัดทำการทบทวนเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่มีความสำคัญตลอดห่วงโซ่คุณค่า</p>
<p>&#8211; ขยายการดำเนินงานด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศผ่านโครงการ Araucaria Conservation Project โดยในปี 2568 เพียงปีเดียว ได้เพิ่มพื้นที่ฟื้นฟูกว่า 1,600 เฮกตาร์ ส่งผลให้พื้นที่ทั้งหมดที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปีเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43405 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Report2.jpg" alt="" width="960" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ ยังมีความก้าวหน้า​สำคัญในปีที่ผ่านมา คือการเปิดตัวเครื่องมือประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและธรรมชาติแบบบูรณาการในปี 2568 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจด้านการลงทุน รวมถึงเสริมสร้างระบบอาหารที่มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น</p>
<p>โดยผลการประเมินช่วยระบุประเด็นความเสี่ยงและโอกาสที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของการดำเนินงานและห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท พร้อมกำหนดแผนดำเนินงานสำหรับแต่ละประเด็นอย่างเป็นรูปธรรม  พร้อมทั้ง​ปรับปรุงกรอบการดำเนินงานด้านธรรมชาติ (Approach to Nature Framework) ให้สอดคล้องกับองค์ความรู้และบริบทของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดและปรับปรุงเป้าหมายในประเด็นสำคัญ เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ ​ยังเปิดตัวและพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น เพื่อช่วยให้ลูกค้าลดการใช้สาธารณูปโภค วัสดุ และพลังงานได้มากที่สุด โดยยึดแนวคิด ต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน (Total Cost of Ownership: TCO) ซึ่งคำนึงถึงต้นทุนของอุปกรณ์ตลอดทั้งวงจรชีวิต มากกว่าการพิจารณาเพียงต้นทุนเริ่มต้น นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดตัว Tetra Pak® Factory OS™ ระบบอัตโนมัติและระบบนิเวศดิจิทัลยุคใหม่ ที่ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะแบบโมดูลาร์ซึ่งสามารถขยายการใช้งานได้ตามความต้องการ เข้ากับความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านอุตสาหกรรมและเครื่องจักร เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจและลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43409 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__389464297.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;สำหรับประเทศไทยได้ขับเคลื่อนความยั่งยืนที่สอดคล้องกับภาพของโกลบอล รวมทั้งมุ่งมั่นทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อสนับสนุนระบบนิเวศคาร์บอนต่ำที่แข็งแรง รวมทั้ง​ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเฉพาะการผลักดันข้อกฎหมายสำคัญอย่าง ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนการใช้วัสดุอย่างยั่งยืน เพราะยังมีหลายวัสดุที่ยังสามารถต่อยอดการพัฒนาวิจัยเพื่อนำมาสร้างคุณค่าเพิ่มใหม่ๆ ได้มากขึ้น หากมีข้อกฎหมายมาช่วยผลักดันอย่างเป็นระบบ หรือแม้แต่ในบางวัสดุ​ อาทิ แก้ว หรืออะลูมิเนียม​ ที่อาจจะแข็งแรงและเติบโตอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่หากในอนาคตเกิดความเสี่ยงต่างๆ ขึ้น ก็จะมีกลไกในการเข้ามาช่วยอุดหนุน เพื่อให้ระบบ Circularity ยังขับเคลื่อนต่อไปได้ตามปกติ ซึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ความร่วมมือในทุกภาคส่วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่สามารถเกิดได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่งแต่ต้องเกิดจากการขับเคลื่อนร่วมกันทั้งระบบนิเวศ&#8221;</em> คุณปฏิญญา กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/tetra-pak-sustainability-report-fy25/">เจาะตลาด &#8216;ไฟเบอร์ซีเมนต์&#8217; จากเยื่อกระดาษรีไซเคิล &#8216;เต็ดตรา แพ้ค&#8217; ผนึกพันธมิตร​ เพิ่มดีมานด์ระบบ Circularity จากกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยยูเนี่ยน เปิดรายงานความยั่งยืน ยกระดับ &#8216;มาตรฐานห่วงโซ่อาหารทะเล&#8217; บทพิสูจน์ความสำเร็จตลอดทศวรรษของกลยุทธ์ &#8216;SeaChange 2030&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/thai-union-10-yrs-seachange-and-sustainability-report/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 10:15:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[10 ปี SeaChange]]></category>
		<category><![CDATA[Responsible Sourcing]]></category>
		<category><![CDATA[SD Report]]></category>
		<category><![CDATA[SEA the CHANGE. Be the CHANGE.]]></category>
		<category><![CDATA[Seachange®]]></category>
		<category><![CDATA[SeaChange® 2030]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Union]]></category>
		<category><![CDATA[TU]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดหาทูน่าอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ประมง]]></category>
		<category><![CDATA[พรภัสรา เอกกุล]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อดัม เบรนนัน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยยูเนี่ยน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42552</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TU) เปิดรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568  สะท้อนความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลที่มีความซับซ้อนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ SeaChnage  มาตลอดทศวรรษ พร้อมปักหมุดความสำเร็จ จากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืน &#8216;SeaChange2030&#8216; ที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ การดูแลสวัสดิภาพแรงงาน การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ การช่วยลดขยะพลาสติกในทะเล ตลอดจนการลงทุนเพื่อสังคม ยกระดับมาตรฐาน ตลอด &#8216;ห่วงโซ่อุปทาน&#8217; โดยเฉพาะการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงการประมง ตามที่ได้มีการประกาศเจตนารมณ์ในการจัดหาปลาทูน่าอย่างยั่งยืน มาตั้งแต่ปี 2558 ทั้งการยกระดับมาตรฐานแรงงานบนเรือประมง ตลอดจนการเสริมสร้างความรับผิดชอบและความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าในระยะยาว ซึ่งไทยยูเนี่ยนมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลอย่างมีนัยสำคัญ  ดังต่อไปนี้ &#8211; 99% ของปลาทูน่าที่ไทยยูเนี่ยนจัดหานั้นมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของ Marine Stewardship Council (MSC) อยู่ระหว่างการประเมิน หรือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาการประมง &#8211; 99% ของปริมาณวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าของไทยยูเนี่ยน อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาการทำงานและสวัสดิการแรงงานประมง (Fisher Work &#38; Welfare) การตรวจประเมินตามแนวปฏิบัติด้านแรงงานบนเรือประมง (Vessel Code of Conduct) หรือโครงการอื่นๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/thai-union-10-yrs-seachange-and-sustainability-report/">ไทยยูเนี่ยน เปิดรายงานความยั่งยืน ยกระดับ &#8216;มาตรฐานห่วงโซ่อาหารทะเล&#8217; บทพิสูจน์ความสำเร็จตลอดทศวรรษของกลยุทธ์ &#8216;SeaChange 2030&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TU) </strong>เปิดรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568  สะท้อนความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลที่มีความซับซ้อนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ <strong>SeaChnage </strong> มาตลอดทศวรรษ</p>
<p><span id="more-42552"></span></p>
<p>พร้อมปักหมุดความสำเร็จ จากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืน &#8216;<strong>SeaChange2030</strong>&#8216; ที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ การดูแลสวัสดิภาพแรงงาน การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ การช่วยลดขยะพลาสติกในทะเล ตลอดจนการลงทุนเพื่อสังคม</p>
<p><strong>ยกระดับมาตรฐาน ตลอด &#8216;ห่วงโซ่อุปทาน&#8217;</strong></p>
<p>โดยเฉพาะการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงการประมง ตามที่ได้มีการประกาศเจตนารมณ์ในการจัดหาปลาทูน่าอย่างยั่งยืน มาตั้งแต่ปี 2558 ทั้งการยกระดับมาตรฐานแรงงานบนเรือประมง ตลอดจนการเสริมสร้างความรับผิดชอบและความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าในระยะยาว ซึ่งไทยยูเนี่ยนมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลอย่างมีนัยสำคัญ  ดังต่อไปนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42555 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/K-Teerapong-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; 99%</strong> ของปลาทูน่าที่ไทยยูเนี่ยนจัดหานั้นมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของ Marine Stewardship Council (MSC) อยู่ระหว่างการประเมิน หรือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาการประมง</p>
<p><strong>&#8211; 99% </strong>ของปริมาณวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าของไทยยูเนี่ยน อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาการทำงานและสวัสดิการแรงงานประมง (Fisher Work &amp; Welfare) การตรวจประเมินตามแนวปฏิบัติด้านแรงงานบนเรือประมง (Vessel Code of Conduct) หรือโครงการอื่นๆ ที่เทียบเท่า</p>
<p><strong>&#8211; 100% </strong>ของปลาทูน่าที่จัดหาภายในห่วงโซ่อุปทาน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงเรือประมงหรือกลุ่มเรือประมง ทั้งในรูปแบบดิจิทัลและรูปแบบเอกสาร</p>
<p><strong>&#8211; 95%</strong> ของห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่ามีการติดตามตรวจสอบขณะออกเดินเรือในทะเล ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบการดำเนินงานบนเรือประมงได้อย่างโปร่งใสและเป็นอิสระ</p>
<p>&#8211; การปฏิบัติตามมาตรการของมูลนิธิเพื่อความยั่งยืนของอาหารทะเลสากล (International Seafood Sustainability Foundation: ISSF) ได้ครบถ้วน <strong>100%</strong> โดยได้รับการยืนยันผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ</p>
<p>&#8211; การปฏิบัติตามข้อกำหนดขององค์การบริหารจัดการประมงระดับภูมิภาค (Regional Fisheries Management Organizations: RFMO) ได้ครบถ้วน <strong>100%</strong> โดยไม่มีการจัดหาปลาทูน่าจากเรือที่อยู่ในบัญชีดำด้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42556 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ADAM.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>คุณอดัม เบรนนัน </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อาหารทะเลถือเป็นแหล่งอาหารสำคัญที่หล่อเลี้ยงประชากรโลกกว่า 3,100 ล้านคน ขณะที่ในอุตสาหกรรมอาหารทะเลยังเผชิญกับหลายปัจจัยความท้าทาย ทั้งจากสภาพอากาศที่ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น การทำประมงเกินขนาด และความคาดหวังต่อความโปร่งใสและสวัสดิภาพแรงงาน ​การดูแลท้องทะเลให้ยังคงความอุดมสมบูรณ์และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีความรับผิดชอบ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารทะเลสู่อนาคตที่ยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;การดำเนินงานในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าของไทยยูเนี่ยนตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน การส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตร ตลอดจนความมุ่งมั่นในการเดินหน้าสู่เป้าหมายอย่างต่อเนื่องแม้ต้องเผชิญกับความท้าทาย ​​นำมาสู่ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น และยังคงมุ่งยกระดับการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะทุกรายละเอียดล้วนมีความสำคัญ ตั้งแต่กระบวนการพัฒนาปรับปรุงการประมง การตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ทวนสอบมาตรฐาน ตลอดจนการดูแลสวัสดิภาพของแรงงานบนเรือประมง ซึ่งไทยยูเนี่ยน​ขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในมิติดังกล่าว และเรายังคงมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมปกป้องมหาสมุทร ส่งเสริมให้ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และดูแลให้ปลาทูน่ายังคงเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์สำหรับคนรุ่นถัดไป”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42558 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/11.-กิจกรรมเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติ-1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>นอกจากการขับเคลื่อนผ่านห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าแล้ว ไทยยูเนี่ยนยังให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายในมิติอื่น ภายใต้กลยุทธ์ ​SeaChange โดยมีความคืบหน้าสำคัญเพิ่มเติม เช่น ​</p>
<p><strong>&#8211; การลดคาร์บอนภายในธุรกิจ (สโคป 1 และ 2) ลงได้แล้ว 29%</strong> จากเป้าหมาย​ 50% ภายในปี 2030 ทั้งจากการใช้พลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภ่พการใช้พลังงาน รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ</p>
<p><strong>&#8211; การเก็บขยะในทะเลโดยรวมได้ 512 ตัน คิดเป็น 34%  หรือขับเคลื่อนได้ราว 1 ใน 3</strong> ของเป้าหมายที่วางไว้ ​1,500 ตัน</p>
<p><strong>&#8211; การเปิดตัวโครงการกุ้งคาร์บอนต่ำ เพื่อลดคาร์บอนจากฟาร์มกุ้งลงได้ 30%</strong> จากแนวทางเดิม ​รวมทั้ง​สามารถ<strong>จัดหากุ้งจากแหล่งเพาะเลี้ยงที่มีความรับผิดชอบได้แล้วกว่า 68%</strong></p>
<p><em>&#8220;ความท้าทายสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืนตามกลยุทธ์ SeaChange 2030 คือ การลดคาร์บอนภายในธุรกิจ โดยเฉพาะการดำเนินงานในสโคป 3 หรือส่วนที่เกิดภายในห่วงโซ่ ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ถึงกว่า 85% ซึ่งที่ผ่านมาพยายามทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อขับเคลื่อนการลด Carbon Emission ได้เพิ่มมากขึ้น อาทิ ​​การจัดหากุ้งอย่างมีความรับผิดชอบ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบคาร์บอนต่ำ รวมทั้งความร่วมมือในมิติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บกู้อุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหายในทะเล (ghost gear) การมีนโยบายการเงินเพื่อความยั่งยืน การฟื้นฟูระบบนิเวศ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งบนบกและในทะเล การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การยกระดับสวัสดิภาพแรงงาน ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของชุมชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า เป็นต้น&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42559 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/35.-ร่วมกันเก็บขยะชายหาด-2.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>10 ปี SeaChange 2030 &#8216;Vision to Action&#8217;</strong></p>
<p>ด้าน <strong>คุณพรภัสรา เอกกุล</strong> ผู้จัดการแผนกฝ่ายการพัฒนาที่ยั่งยืนและกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยน ภายใต้แผนงาน &#8216;SeaChnage 2030&#8217; ​เป็นโรดแม็พสำคัญในการดำเนินธุรกิ​จอย่างยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนผ่าน 11 พันธกิจ เพื่อเชื่อมโยงสู่การปฏิบัติงานจริง ที่ครอบคลุมทั้งการดูแลสังคม ส่ิงแวดล้อม และธรรมาภิบาลในธุรกิจ โดยมีเป้าหมายสำคัญผ่าน 2 แกนหลัก คือ<strong> Healthy Living, Healthy Oceans    </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42564 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/55.-เด็ก-ๆ-สนุกกับการ-Workshop-พวงกุญแจจากขยะรีไซเคิล-2.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><em>&#8220;ปี 2569 ​เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยยูเนี่ยน ขับเคลื่อนกลยุทธ์ SeaChange ครบรอบ 10 ปี หลังเปิดตัวในปี 2559 ก่อนจะต่อ​ยอดสู่ SeaChange 2030 จนถึงปัจจุบันเพื่อเป็นกรอบดำเนินงานด้านความยั่งยืนขององค์กร ​พร้อมจัดกิจกรรม <strong> &#8216;SeaChange Day&#8217;</strong> ภายใต้แนวคิด <strong>&#8216;SEA the CHANGE. Be the CHANGE.&#8217;</strong> เพื่อเชื่อมโยงพันธกิจ SeaChange2030 สู่ความร่วมมือในการลงมือปฏิบัติจริง ผ่านการให้ความรู้ แนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศ การส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และการผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรในภาคส่วนต่างๆ เพื่อมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก ควบคู่ไปกับการปกป้องทรัพยากรทางทะเล ระบบนิเวศ และชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนของอาหารทะเล&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42561 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/42.-เด็ก-ๆ-และพนักงานร่วมกันคัดแยกขยะ-1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>สำหรับกิจกรรม​ในโอกาสครบรอบ 10 ปี กลยุทธ์ SeaChange<sup>​</sup> ขับเคลื่อนผ่าน  4 กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย<strong> Shape the Shore</strong> ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน ปลูกต้นโกงกาง และดูแลเรือนเพาะชำกล้าไม้ร่วมกับนักเรียนและครูในท้องถิ่น,<strong> Sea Scan</strong> ซึ่งเป็นกิจกรรมทำความสะอาดชายหาด คัดแยกขยะ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะทะเล ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีโดรนบินสำรวจเพื่อตรวจจับอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหาย (ghost gear) ตามแนวชายฝั่ง โดยร่วมมือกับ, <strong>ReLoop ReUse</strong> ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการนำอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือหมดสภาพ มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้งานได้จริง ปิดท้ายด้วยกิจกรรม และ​<strong> Tuna Lab</strong> ซึ่งแสดงให้เห็นการใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรอาหารทะเล นับตั้งแต่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและโภชนาการ การสกัดแคลเซียมจากกระดูกปลา ไปจนถึงการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42563 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/62.-กิจกรรม-Fish-Lab-3.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ทั้งนี้ ได้ผนึกกำลังพันธมิตรสำคัญ เพื่อสามารถขับเคลื่อนการปฏิบัติงานในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาประเทศไทย (</strong><strong>EEC):</strong> ขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการลงมือปฏิบัติจริง นับตั้งแต่การศึกษาเกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลนและท้องทะเล ไปจนถึงกิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ในกลุ่มเยาวชน</p>
<p><strong>&#8211; ARRI (Aerial Recon &amp; Recovery Initiative):</strong> สาธิตการใช้โดรนและเทคโนโลยี AI เพื่อตรวจจับและระบุพิกัดอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหาย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทขยะทะเลที่อันตรายที่สุด และการนำขยะทะเลกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่</p>
<p><strong>&#8211; Second Life:</strong> นำเสนอแนวทางการคัดแยกและจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อแสดงให้เห็นถึงกระบวนการเก็บกู้ คัดแยกประเภท และส่งต่อขยะที่มีความเสี่ยงไหลลงสู่ทะเล (Ocean-Bound Plastic) ไปบริหารจัดการอย่างเหมาะสม</p>
<p><strong>&#8211; Seven Clean Seas:</strong> สนับสนุนภารกิจลดขยะพลาสติกในทะเลของไทยยูเนี่ยน ผ่านโครงการ HIPPO ระบบเก็บขยะในแม่น้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ช่วยดักจับขยะพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนไหลลงสู่ทะเล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42567 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/3.-ภาพหมู่ผู้บริหาร-พันธมิตร-ที่ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้-2.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ผลสำเร็จที่ได้รับการยอมรับของไทยยูเนี่ยน สามารถพิสูจน์ได้จากความสามารถในการ​รักษาความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนบนเวทีโลก ในปี 2568 ที่ผ่านมา โดยได้รับคะแนน 89 จาก 100 ในการประเมิน Corporate Sustainability Assessment ของ S&amp;P Global และครองอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารของโลก จากดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับผลการประเมินดัชนีชี้วัดความยั่งยืนด้านการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ CDP ประจำปี 2568 ในระดับ A- ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มผู้นำ (Leadership) สะท้อนมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่แข็งแกร่ง ทั้งในด้านการกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายที่ท้าทาย ความก้าวหน้าที่เห็นผลเป็นรูปธรรม และการดำเนินงานที่โดดเด่นในอุตสาหกรรม</p>
<p>ส่วนในปี 2569 นี้ ได้รับการจัดอันดับในกลุ่ม Top 1% จาก S&amp;P Global Sustainability Yearbook ในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร ด้วยคะแนนรวม 89 จาก 100 คะแนน ความสำเร็จนี้ต่อยอดจากผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในช่วงที่ผ่านมา อาทิ การได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมอาหารของโลก จากดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ ประจำปี 2561 2562 2565 และ 2567 การได้รับการปรับเพิ่มคะแนน ESG จาก FTSE Russell เป็น 4.3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 การได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ระดับ AA</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42569 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/1.-ภาพหมู่ผู้บริหาร-พันธมิตร-เด็กนักเรียน-ที่ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/thai-union-10-yrs-seachange-and-sustainability-report/">ไทยยูเนี่ยน เปิดรายงานความยั่งยืน ยกระดับ &#8216;มาตรฐานห่วงโซ่อาหารทะเล&#8217; บทพิสูจน์ความสำเร็จตลอดทศวรรษของกลยุทธ์ &#8216;SeaChange 2030&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำความรู้จัก &#8216;ISSB Standards&#8217; ทิศทางใหม่ในการเปิดเผย &#8216;ข้อมูลความยั่งยืน&#8217; ที่ประเทศไทยเตรียมนำมาใช้ในปี 2026  ​นำร่อง​กลุ่ม &#8216;SET50&#8217; ก่อนบังคับใช้ทั้งหมดในปี 2030</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/issb-standards-new-era-of-sustainability-report/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Oct 2025 11:10:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Financial Report]]></category>
		<category><![CDATA[IFRS]]></category>
		<category><![CDATA[ISSB Standards]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[SET]]></category>
		<category><![CDATA[SET100]]></category>
		<category><![CDATA[SET50]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[The International Sustainability Standards Board]]></category>
		<category><![CDATA[ก.ล.ต.]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุน]]></category>
		<category><![CDATA[การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ต.ล.ท.]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัทจดทะเบียน]]></category>
		<category><![CDATA[ภวิกา กล้าหาญ]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37456</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันนักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับธุรกิจที่ดำเนินงานอย่างยั่งยืน โดยมองว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำและมีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว ส่งผลให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะ​การเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างโปร่งใสและเป็นระบบ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุน และเพื่อ​ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนของภาคธุรกิจทั่วโลกให้​โปร่งใสและเปรียบเทียบได้ คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืน (The International Sustainability Standards Board: ISSB) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Reporting Standards Foundation: IFRS) ได้จัดทำ &#8216;ISSB Standards&#8217; เพื่อ​เป็นมาตรฐานสากลชุดแรกของโลกในการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ที่ได้รับการรับรองจากองค์กรกำกับดูแลระดับโลกอย่าง องค์กรกำกับดูแลตลาดทุนระหว่างประเทศ (International Organization of Securities Commissions: IOSCO) ซึ่งมาตรฐานนี้อยู่ระหว่างการเตรียมบังคับใช้ในประเทศไทยเช่นกัน ​ทำความรู้จัก ISSB Standards และการบังคับใช้ในไทย ปี 2024 คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืน (ISSB) ​ประกาศให้เริ่มใช้มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตาม ISSB Standards เพื่อเป็นมาตรฐานกลางของโลกในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยมาตรฐาน 2 ฉบับคือ 1) IFRS S1 : General Requirement for [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/issb-standards-new-era-of-sustainability-report/">ทำความรู้จัก &#8216;ISSB Standards&#8217; ทิศทางใหม่ในการเปิดเผย &#8216;ข้อมูลความยั่งยืน&#8217; ที่ประเทศไทยเตรียมนำมาใช้ในปี 2026  ​นำร่อง​กลุ่ม &#8216;SET50&#8217; ก่อนบังคับใช้ทั้งหมดในปี 2030</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันนักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับธุรกิจที่ดำเนินงานอย่างยั่งยืน โดยมองว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำและมีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว ส่งผลให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะ​การเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างโปร่งใสและเป็นระบบ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุน</p>
<p><span id="more-37456"></span></p>
<p>และเพื่อ​ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนของภาคธุรกิจทั่วโลกให้​โปร่งใสและเปรียบเทียบได้<strong> คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืน (The International Sustainability Standards Board: ISSB)</strong> ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Reporting Standards Foundation: IFRS) ได้จัดทำ <strong>&#8216;ISSB Standards&#8217;</strong> <strong>เพื่อ​เป็นมาตรฐานสากลชุดแรกของโลกในการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน </strong>ที่ได้รับการรับรองจากองค์กรกำกับดูแลระดับโลกอย่าง องค์กรกำกับดูแลตลาดทุนระหว่างประเทศ (International Organization of Securities Commissions: IOSCO) ซึ่งมาตรฐานนี้อยู่ระหว่างการเตรียมบังคับใช้ในประเทศไทยเช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37461 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Pic2.jpg" alt="" width="1200" height="877" /></p>
<p><strong>​</strong><strong>ทำความรู้จัก </strong><strong>ISSB Standards </strong><strong>และการบังคับใช้ในไทย</strong></p>
<p><strong>ปี 2024 คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืน (</strong><strong>ISSB) </strong><strong>​ประกาศให้เริ่มใช้มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตาม </strong><strong>ISSB Standards </strong><strong>เพื่อเป็นมาตรฐานกลางของโลกในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยมาตรฐาน 2 ฉบับคือ </strong></p>
<p><strong>1) </strong><strong>IFRS S1 : General Requirement for Disclosure of Sustainability-related Financial Information </strong>หรือข้อกำหนดทั่วไปสำหรับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินเกี่ยวกับความยั่งยืน ซึ่งระบุข้อกำหนดทั่วไปสำหรับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน รวมถึงโอกาสและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนทั้ง 3 ประเด็น ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล</p>
<p><strong>2) </strong><strong>IFRS S2 : Climate Related Disclosure</strong><strong> หรือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ </strong>ซึ่งกำหนดการเปิดเผยข้อมูลในด้านโอกาสและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ</p>
<p>ปัจจุบัน ​<strong>ISSB Standards </strong><strong>ถูกนำมาใช้ในหลายประเทศทั่วโลก</strong> โดยพบว่า ​มีประเทศและกลุ่มประเทศ 18 แห่งที่นำ ISSB Standards มาใช้หรือใช้มาตรฐานอื่นที่มีความสอดคล้องและเทียบเท่า ​เช่น สหภาพยุโรป (EU) ที่​ใช้มาตรฐานการรายงานความยั่งยืนของยุโรป (European Sustainability Reporting Standards: ESRS)  ซึ่งได้รับการยอมรับจากทั้งคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืน (ISSB) และคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ว่าสอดคล้องกับ ISSB Standards ในระดับสูง โดย​มีอีกกว่า 16 แห่ง ที่มีแผนจะนำมาตรฐานดังกล่าวมาบังคับใช้ โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ รวมทั้งประเทศไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37462 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Pic3.jpg" alt="" width="1200" height="996" /></p>
<p><strong>สำหรับประเทศไทยเตรียมบังคับใช้ </strong><strong>ISSB Standards </strong><strong>สำหรับการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนของบริษัท​​​จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยคาดว่าจะเริ่มต้นในรอบบัญชีปี 2026 สำหรับบริษัทในกลุ่ม </strong><strong>SET50 </strong><strong>เป็นกลุ่มแรก </strong>ก่อนจะทยอยขยายการบังคับใช้ไปยังกลุ่มบริษัทอื่นๆ โดยปี 2027 จะเริ่มบังคับใช้กับบริษัทในกลุ่ม SET100 และในปี 2029 จะครอบคลุมบริษัทจดทะเบียนฯ ทั้งหมดในตลาด SET รวมถึงบริษัทที่ยื่นขอเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในตลาด SET</p>
<p>จากนั้นในปี 2030 จะขยายการบังคับใช้ไปยังบริษัทในตลาด mai ทั้งในส่วนของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่แล้วและบริษัทที่เตรียม IPO รวมถึงกองทุนประเภทต่างๆ ได้แก่ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust: REIT) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund: IFF) ทรัสต์เพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Trust: Infra Trust) และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37460 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Pic5.jpg" alt="" width="1200" height="634" /></p>
<p><strong>ความท้าทายของภาคธุรกิจในการใช้มาตรฐาน ISSB Standards</strong></p>
<p><b> มาตรฐาน </b><em><strong>ISSB Standards เน้นการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนที่เชื่อมโยงกับข้อมูลทางการเงิน โดยมุ่งให้ผู้ใช้งบการเงินสามารถประเมินผลกระทบของความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนต่อกระแสเงินสด สถานะทางการเงิน และผลการดำเนินงานของกิจการ</strong>  </em>รวมทั้งใช้ข้อมูลเชิงคาดการณ์ (Forward-looking) ด้านกลยุทธ์ เพื่อประเมินสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงในแต่ละสถานการณ์อย่างครอบคลุม</p>
<p>แต่ขณะเดียวกันยังพบความท้าทายของภาคธุรกิจไทยในการนำมาตรฐานนี้มาใชั  ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. การขาดแคลนองค์ความรู้และผู้เชี่ยวชาญ</strong></p>
<p>การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนตาม ISSB Standards ต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับการวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนและสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการประเมินผลกระทบในเชิงการเงิน ซึ่งจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ขณะที่ผลสำรวจ​ Deloitte Thailand ในปี 2022<sup>​</sup> พบว่า มีบริษัทไทยเพียง 27% ที่ระบุว่ามีบุคลากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน (In‑house sustainability experts) ที่สามารถรองรับความท้าทายของการรายงานข้อมูลความยั่งยืนได้ รวมทั้ง​ผลสำรวจ​​ Manpower Group ในปี 2024 ที่ระบุว่าบริษัททั่วโลกส่วนใหญ่ยังขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะในการขับเคลื่อนงานด้านความยั่งยืน</p>
<p><strong>2. ความไม่พร้อมของระบบข้อมูลภายใน ซึ่งต้องรองรับการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความซับซ้อน </strong></p>
<p>​ข้อกำหนดของ ISSB Standards ​เน้นการเชื่อมโยงกลยุทธ์ ความเสี่ยง และข้อมูลทางการเงิน ซึ่งมีความซับซ้อนและต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึก ขณะที่หลายบริษัทยังขาดเทคโนโลยีหรือเครื่องมือในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ สะท้อนจากผลสำรวจ​​ PwC Thailand ในปี 2025<sup>​</sup> พบว่า บริษัทในไทยกว่า 42% ยังไม่มีการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์คาดการณ์ และกว่า 47% ยังไม่มีการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้กระบวนการประเมินความเสี่ยง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียแปซิฟิก</p>
<p><strong>3. ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น</strong></p>
<p>​การพัฒนาระบบการรายงานและบุคลากรให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ จะต้องมีการลงทุนในระบบการจัดเก็บข้อมูล เครื่องมือวิเคราะห์ รวมถึงการจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน และการอบรมพนักงาน ส่งผลให้ต้นทุนดำเนินงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปรับตัว โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กอย่างกลุ่ม mai ที่มีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ค่อนข้างต่ำ เฉลี่ย 3 ปี (2022-2024) เพียง 0.4%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37459 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Pic7.jpg" alt="" width="1200" height="985" /></p>
<p><strong>คุณภวิกา กล้าหาญ </strong>นักวิเคราะห์ จากศูนย์วิจัย <strong>Krungthai Compass</strong> ประเมินความพร้อมของภาคธุรกิจไทยจากการเปรียบเทียบรูปแบบการเปิดเผยรายงานความยั่งยืนในปัจจุบันกับข้อกำหนดของ ISSB Standards ทั้ง2 มาตรฐาน ครอบคลุมใน 4 มิติ<strong> ทั้งการกำกับดูแล​</strong><strong> (Governance) กลยุทธ์ (Strategy)  </strong><strong>การบริหารความเสี่ยง (</strong><strong>Risk</strong><strong> management) </strong> และ <strong>ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (</strong><strong>Metrics &amp; Targets) พบว่า </strong></p>
<p><em>&#8220;<strong>บริษัทจดทะเบียนฯ ทั้งใน </strong><strong>SET </strong><strong>และ </strong><strong>mai </strong><strong>กว่า 88% ยังเปิดเผยข้อมูลที่มีความสอดคล้องกับ </strong><strong>ISSB Standards</strong><strong> อยู่ในระดับต่ำ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายอย่างมากในการปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่เข้มงวดมากขึ้น </strong>โดยเฉพาะกลุ่ม mai ที่เกือบทั้งหมดกว่า 99.5% ยังมีความสอดคล้องในระดับต่ำในทางกลับกัน<strong> หากพิจารณาบริษัทในกลุ่ม </strong><strong>SET100 </strong><strong>และ </strong><strong>SET50 </strong><strong>พบว่า มีบริษัทที่เปิดเผยข้อมูลที่สอดคล้องกับ </strong><strong>ISSB Standards</strong><strong> อยู่ในระดับสูง อยู่ที่ 37% และ 64% ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด </strong>สะท้อนระดับความพร้อมในการปรับตัวที่เหนือกว่า เนื่องจากบริษัทในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนในเชิงลึกผ่านรายงานความยั่งยืนซึ่งอ้างอิงกรอบการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานระดับสากลที่มีความสอดคล้องกับ ISSB Standards&#8221;</em></p>
<p><strong>Krungthai Compass</strong> ยังให้คำแนะนำภาคธุรกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อ​เร่งปรับตัว โดย <em>​<strong>ภาคธุรกิจควรเร่ง​ศึกษาข้อกำหนดของ </strong><strong>ISSB Standards</strong><strong> ตลอดจนวิเคราะห์ช่องว่าง (</strong><strong>Gap Analysis) </strong><strong>ว่าการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนในปัจจุบัน ยังขาดในส่วนใด เพื่อวางแผนการพัฒนาและจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ </strong> </em><strong><em>​สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ต.ล.ท.) ควรมีบทบาทสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ เงินทุน และระบบข้อมูลกลาง</em> </strong>ทั้ง​การจัดอบรม สร้างชุดคู่มือการรายงาน และให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคแก่บริษัท โดยเฉพาะกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและองค์ความรู้ เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37458 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Pic8.jpg" alt="" width="1200" height="932" /></p>
<p><strong>อย่างไรก็ตาม แม้การเปิดเผยข้อมูลตาม </strong><strong>ISSB Standards</strong><strong> จะกลายเป็นข้อกำหนดที่ภาคธุรกิจต้องปฏิบัติตามในอนาคตอันใกล้ </strong><strong>แต่ประโยชน์ที่ได้รับจากการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวก็นับว่ามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการโอกาสและความเสี่ยงด้านความยั่งยืนและสภาพภูมิอากาศ </strong>ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบทั้งในแง่รายได้ที่สูญเสียไปและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านการ​​ศึกษาของ Potsdam Institute for Climate Impact Research ในปี 2024<sup>​  </sup>ที่ระบุว่า ภายในปี 2050 เศรษฐกิจทั่วโลกมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียรายได้กว่า 19% หรือคิดเป็น 38 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>ขณะเดียวกัน​​ <strong>การมีข้อมูลที่ชัดเจนและเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ขององค์กรยังช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ อีกทั้งเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน </strong>เช่น สินเชื่อสีเขียว (Green loans) สินเชื่อที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยตามผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-linked loans) เป็นต้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในยุคที่ผู้มีส่วนได้เสียให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม   มากยิ่งขึ้น​</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/issb-standards-new-era-of-sustainability-report/">ทำความรู้จัก &#8216;ISSB Standards&#8217; ทิศทางใหม่ในการเปิดเผย &#8216;ข้อมูลความยั่งยืน&#8217; ที่ประเทศไทยเตรียมนำมาใช้ในปี 2026  ​นำร่อง​กลุ่ม &#8216;SET50&#8217; ก่อนบังคับใช้ทั้งหมดในปี 2030</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดรายงาน “Thairath Sustainability Report 2024” พบสถิติหน่วยงานเพียง 12% ทั่วโลกบรรลุเป้าหมาย พร้อมเผยมุมมอง ผู้นำองค์กรภาครัฐ-เอกชน ชั้นนำของประเทศ ด้านความยั่งยืนของไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/03/thairath-sustainability-report-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Mar 2024 10:45:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[3P]]></category>
		<category><![CDATA[Creating Shared Value]]></category>
		<category><![CDATA[CSV]]></category>
		<category><![CDATA[Future Perfect]]></category>
		<category><![CDATA[Greener & Smarter]]></category>
		<category><![CDATA[Greenwashing]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Planet]]></category>
		<category><![CDATA[Profit]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[Thairath Sustainability Report 2024]]></category>
		<category><![CDATA[Watershed Moment]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มธุรกิจ TCP]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มมิตรผล]]></category>
		<category><![CDATA[การฟอกเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จิตสุภา วัชรพล]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิรไท สันติประภพ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารออมสิน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท )]]></category>
		<category><![CDATA[บันเทิง ว่องกุศลกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล]]></category>
		<category><![CDATA[วิทัย รัตนากร]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร]]></category>
		<category><![CDATA[สมฤดี ชัยมงคล]]></category>
		<category><![CDATA[สราวุฒิ อยู่วิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[อนาคตที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อภิชาติ ชูตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐา ทวีสิน]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยรัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยรัฐกรุ๊ป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=24520</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไทยรัฐกรุ๊ป เปิดรายงานหนังสือฉบับพิเศษ “Thairath Sustainability Report 2024” ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ แนวคิดและกลยุทธ์ความยั่งยืนจากผู้นำประเทศ ผู้นำองค์กรชั้นนำ และอาจารย์จากภาควิชาการที่เชี่ยวชาญมาถ่ายทอดเรื่องราวความยั่งยืนให้กับประชาชน ภายใต้แคมเปญ Future Perfect ‘อนาคตที่ยั่งยืน’ ซึ่งถูกครีเอทขึ้นบนพื้นฐานปณิธานของไทยรัฐกรุ๊ปที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันต่อความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมมาตลอดกว่า 75 ปี นาวสาวจิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ไทยรัฐทีวี และไทยรัฐออนไลน์ กล่าวถึงการจัดทำรายงาน Thairath Sustainability Report 2024 ภายใต้แคมเปญ Future Perfect ‘อนาคตที่ยั่งยืน’ นี้ว่า เป็นรายงานเล่มแรกที่ได้รวบรวมและเชื่อมโยงองค์ความรู้เกี่ยวกับความยั่งยืนและวิสัยทัศน์ของผู้นำทางความคิดจากหลายภาคส่วนมาผสานกัน เพื่อส่งต่อให้ประชาชนคนไทยได้มีความเข้าใจในเรื่องของความยั่งยืนมากขึ้น และสามารถนำไปปรับใช้ ศึกษา ต่อยอด รวมถึงการสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกสู่อนาคตที่ยั่งยืนจากรุ่นสู่รุ่น เพราะความยั่งยืน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมเท่านั้นอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน แต่ยังมีความยั่งยืนในมิติด้านสังคมและเศรษฐกิจด้วยซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “จะเห็นได้ชัดว่าทุกองค์กรให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งในเรื่องของผู้คน สิ่งแวดล้อม และการดำเนินธุรกิจ ที่ต้องมีการพัฒนาไปพร้อมๆกัน การเพิ่มผลกำไรสูงสุดไม่ใช่หนทางที่จะทำให้องค์กรอยู่รอดได้ในระยะยาว แต่การที่จะทำให้องค์กรคงอยู่ได้นั้นต้องมีความสมดุลร่วมกันในทุกด้าน จึงจะทำให้เกิด Future Perfect หรืออนาคตที่ยั่งยืนได้จริง” ทั้งนี้ในรายงาน “Thairath Sustainability [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/03/thairath-sustainability-report-2024/">เปิดรายงาน “Thairath Sustainability Report 2024” พบสถิติหน่วยงานเพียง 12% ทั่วโลกบรรลุเป้าหมาย พร้อมเผยมุมมอง ผู้นำองค์กรภาครัฐ-เอกชน ชั้นนำของประเทศ ด้านความยั่งยืนของไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไทยรัฐกรุ๊ป เปิดรายงานหนังสือฉบับพิเศษ “<strong>Thairath Sustainability Report 2024</strong>” ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ แนวคิดและกลยุทธ์ความยั่งยืนจากผู้นำประเทศ ผู้นำองค์กรชั้นนำ และอาจารย์จากภาควิชาการที่เชี่ยวชาญมาถ่ายทอดเรื่องราวความยั่งยืนให้กับประชาชน</p>
<p><span id="more-24520"></span></p>
<p>ภายใต้แคมเปญ<strong> Future Perfect ‘อนาคตที่ยั่งยืน’</strong> ซึ่งถูกครีเอทขึ้นบนพื้นฐานปณิธานของไทยรัฐกรุ๊ปที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันต่อความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมมาตลอดกว่า 75 ปี</p>
<p><strong>นาวสาวจิตสุภา วัชรพล</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ไทยรัฐทีวี และไทยรัฐออนไลน์ กล่าวถึงการจัดทำรายงาน Thairath Sustainability Report 2024 ภายใต้แคมเปญ Future Perfect ‘อนาคตที่ยั่งยืน’ นี้ว่า เป็นรายงานเล่มแรกที่ได้รวบรวมและเชื่อมโยงองค์ความรู้เกี่ยวกับความยั่งยืนและวิสัยทัศน์ของผู้นำทางความคิดจากหลายภาคส่วนมาผสานกัน เพื่อส่งต่อให้ประชาชนคนไทยได้มีความเข้าใจในเรื่องของความยั่งยืนมากขึ้น และสามารถนำไปปรับใช้ ศึกษา ต่อยอด รวมถึงการสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกสู่อนาคตที่ยั่งยืนจากรุ่นสู่รุ่น เพราะความยั่งยืน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมเท่านั้นอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน แต่ยังมีความยั่งยืนในมิติด้านสังคมและเศรษฐกิจด้วยซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24539 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/TH4.jpg" alt="" width="1200" height="842" /></p>
<p><em>“จะเห็นได้ชัดว่าทุกองค์กรให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งในเรื่องของผู้คน สิ่งแวดล้อม และการดำเนินธุรกิจ ที่ต้องมีการพัฒนาไปพร้อมๆกัน การเพิ่มผลกำไรสูงสุดไม่ใช่หนทางที่จะทำให้องค์กรอยู่รอดได้ในระยะยาว แต่การที่จะทำให้องค์กรคงอยู่ได้นั้นต้องมีความสมดุลร่วมกันในทุกด้าน จึงจะทำให้เกิด Future Perfect หรืออนาคตที่ยั่งยืนได้จริง”</em></p>
<p>ทั้งนี้ในรายงาน “Thairath Sustainability Report 2024” เผยถึงความเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าโลกกำลังเผชิญกับจุดหักเหสำคัญที่เรียกว่า ‘<strong>Watershed Moment’</strong> ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่เราเน้นย้ำเสมอมาคือ ความยั่งยืนไม่ได้อยู่แค่ในมิติของสิ่งแวดล้อม หลายคนตกหลุมพรางของ “การฟอกเขียว” หรือ Greenwashing ซึ่งเป็นคำที่ใช้อธิบายแนวทางปฏิบัติที่หลอกลวง ในการนำเสนอภาพลักษณ์ที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมต่อสาธารณะ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24538 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/TH3.jpg" alt="" width="1200" height="826" /></p>
<p>ขณะที่แนวทางปฏิบัติจริงอาจไม่สอดคล้องกับคำกล่าวดังกล่าว และสำหรับคำว่า “ความยั่งยืน” ของ ไทยรัฐ เองไม่ใช่สิ่งที่เราเพิ่งมาใส่ใจ แต่เป็นทั้งกลยุทธ์ในการเติบโตและเป็นค่านิยมหลักขององค์กรที่เรายึดมั่นเสมอมาซึ่งหากเราได้อ่านวิสัยทัศน์และสิ่งที่แต่ละองค์กรในหนังสือเล่มนี้ได้ลงมือทำแล้วนั้น เราจะเห็นได้ว่า ไม่มีใครเลยที่จะทำแต่เรื่องสิ่งแวดล้อมโดยละเลยมิติอื่นๆของความยั่งยืน ทั้งเรื่องสังคม การกำกับกิจการที่ดี และการคำนึงถึงความยั่งยืนของตัวธุรกิจเองด้วย นาวสาว จิตสุภา กล่าว</p>
<p>ด้าน<strong> นายเศรษฐา ทวีสิน</strong> นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หนึ่งในผู้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ได้ให้ข้อมูลในหัวข้อ <em><strong>‘รัฐบาลเพื่อความยั่งยืน สู่อนาคตที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</strong></em>’ โดยระบุว่า ในปัจจุบันทั่วโลกมีเพียงร้อยละ 12 ที่สามารถบรรลุได้ตามเป้าหมายแผนการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ปี 2030 จึงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งประเทศไทยสามารถระดมเงินได้มากกว่า 1.25 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการต่างๆ ตั้งแต่การพัฒนาระบบขนส่งใต้ดินใหม่ ไปจนถึงการปรับปรุงระบบการจัดการน้ำ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว และส่งเสริมโอกาสการลงทุนใหม่ๆเพื่อสนับสนุนความยั่งยืนในทุกภาคส่วนของประเทศไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24537 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/TH2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ในส่วนมุมมองของ <strong>นายวิทัย รัตนากร</strong> ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ให้ข้อมูลการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับผลกำไรทั้งสามด้าน หรือ<strong> Triple Bottom Line</strong> ที่ประกอบด้วย People, Planet และ Profit ซึ่งหากสามารถดำเนินธุรกิจตามหลัก 3P นี้ได้ก็จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายในเรื่อง การขจัดความยากจน และการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย สำหรับทางด้านสิ่งแวดล้อมได้มีการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 โดยไม่อนุมัติสินเชื่อให้กับองค์กรที่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับหลักการ CSV (Creating Shared Value)</p>
<p><strong>ดร.วิรไท สันติประภพ</strong> เลขาธิการและประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ถ่ายทอดแนวคิด การทำเรื่องความยั่งยืน ควรเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การทำธุรกิจ เพราะจะช่วยสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มประสิทธิผลของการบริหารความเสี่ยงขององค์กรด้วย รวมถึงการยกตัวอย่างของการบริหารจัดการลดขยะ โครงการผลิตคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนทั่วประเทศที่ได้ดำเนินไปแล้วกว่า 150,000 ไร่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24541 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/TH6.jpg" alt="" width="1200" height="833" /></p>
<p>นอกจากนี้ <strong>นางสมฤดี ชัยมงคล</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ให้วิสัยทัศน์ในเรื่อง การดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ Greener &amp; Smarter ที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2556 โดยเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับโลก พร้อมไปกับการส่งเสริมโครงการพัฒนาด้านการศึกษา สุขอนามัย และเศรษฐกิจของชุมชน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวยังมีผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำที่มาร่วมเผยองค์ความรู้ในการสร้างความยั่งยืน ถ่ายทอดผ่านรายงาน Thairath Sustainability Report 2024 เล่มนี้ด้วยกัน ได้แก่ <strong>นายบันเทิง ว่องกุศลกิจ</strong> ประธานกรรมการ กลุ่มมิตรผล, นายอภิชาติ ชูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) , <strong>ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์</strong> กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) , <strong>นายสราวุฒิ อยู่วิทยา</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP ,<strong> ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์</strong> กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด , <strong>ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดี </strong>และ <strong>รศ.ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล</strong> หัวหน้าภาควิชาพาณิชยศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24540 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/TH5.jpg" alt="" width="1200" height="820" /></p>
<p>ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปอ่านหรือดาวน์โหลดหนังสือรายงาน Thairath Sustainable Report 2024 นี้ได้ทาง https://www.thairath.co.th/futureperfect/thairath_sustainability_report</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/03/thairath-sustainability-report-2024/">เปิดรายงาน “Thairath Sustainability Report 2024” พบสถิติหน่วยงานเพียง 12% ทั่วโลกบรรลุเป้าหมาย พร้อมเผยมุมมอง ผู้นำองค์กรภาครัฐ-เอกชน ชั้นนำของประเทศ ด้านความยั่งยืนของไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผู้บริหารระดับสูงมอง &#8216;สภาพอากาศ&#8217; คือปัญหาเร่งด่วน 75% เพิ่มเม็ดเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืน พร้อมรับขยับมากขึ้น แต่ยังห่างไกลการเป็น &#8216;วัฒนธรรมองค์กร&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/02/deloitte-cxo-sustainability-report-2023-accelerating-the-green-transition/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2023 11:36:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[SD-ers]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[C level]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Action]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[CxO]]></category>
		<category><![CDATA[Deloitte]]></category>
		<category><![CDATA[Factors]]></category>
		<category><![CDATA[Green Transition]]></category>
		<category><![CDATA[innovation]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[Talent]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์องค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดีลอยท์]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้บริหารระดับสูง]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจสีเขียว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=16988</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดีลอยท์เผยผลศึกษา CXO Sustainability Report: Accelerating the Green Transition ประจำปี 2023 รายงานฉบับนี้ เกิดจากการสำรวจกลุ่มผู้บริหารระดับ CxO หรือกลุ่มผู้บริหารสูงสุด ในระดับ C Level มากกว่า 2,000 คน ใน 24 ประเทศ รวมถึงประเด็นที่ยังวิตกกังวลและการดำเนินการเกี่ยวกับสภาพอากาศที่จัดทำโดยเหล่าผู้บริหาร CxO และองค์กรของพวกเขาในปีที่ผ่านมาซึ่งต้องอยู่ท่ามกลางความท้าทายหลากหลายด้าน โดยดีลอยท์ได้จัดทำการวิเคราะห์เส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในองค์กรและกลุ่มผู้บริหาร รวมทั้งทำการสำรวจเพิ่มเติมถึงความต้องการและเป้าหมาย การลงมือปฏิบัติ และผลกระทบ ที่ไม่สอดคล้องกัน ตลอดจนขั้นตอนที่ CxO สามารถดำเนินการให้แต่ละส่วนสอดคล้องกันและเร่งให้เกิดดำเนินการไปสู่การเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจสีเขียว ทั้งนี้ ผู้บริหารส่วนใหญ่มีวิสัยทัศน์ไปในทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะสามารถเติบโตได้เป็นอย่างดี และจะสามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้  แต่วิธีการและผลลัพธ์อาจไม่เชื่อมโยงกัน ​​พร้อมยอมรับว่าองค์กรต่าง ๆ ยังคงล่าช้าในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จะปลูกฝังแนวคิดความยั่งยืนในการวางกลยุทธ์ การดำเนินงาน และวัฒนธรรมขององค์กร  โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้ 1. ประเด็นเรื่องปัญหาสภาพอากาศอยู่ใน Top 3 ของปัญหาเร่งด่วนที่องค์กรต้องขับเคลื่อน โดยได้จัดให้ปัญหาสภาพอากาศมีความสำคัญมากกว่า เมื่อพิจารณาร่วมกับ​อีก 7 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/02/deloitte-cxo-sustainability-report-2023-accelerating-the-green-transition/">ผู้บริหารระดับสูงมอง &#8216;สภาพอากาศ&#8217; คือปัญหาเร่งด่วน 75% เพิ่มเม็ดเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืน พร้อมรับขยับมากขึ้น แต่ยังห่างไกลการเป็น &#8216;วัฒนธรรมองค์กร&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ดีลอยท์เผยผลศึกษา <strong>CXO Sustainability Report: Accelerating the Green Transition ประจำปี 2023</strong> รายงานฉบับนี้ เกิดจากการสำรวจกลุ่มผู้บริหารระดับ CxO หรือกลุ่มผู้บริหารสูงสุด ในระดับ C Level มากกว่า 2,000 คน ใน 24 ประเทศ</p>
<p><span id="more-16988"></span></p>
<p>รวมถึงประเด็นที่ยังวิตกกังวลและการดำเนินการเกี่ยวกับสภาพอากาศที่จัดทำโดยเหล่าผู้บริหาร CxO และองค์กรของพวกเขาในปีที่ผ่านมาซึ่งต้องอยู่ท่ามกลางความท้าทายหลากหลายด้าน</p>
<p>โดยดีลอยท์ได้จัดทำการวิเคราะห์เส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในองค์กรและกลุ่มผู้บริหาร รวมทั้งทำการสำรวจเพิ่มเติมถึงความต้องการและเป้าหมาย การลงมือปฏิบัติ และผลกระทบ ที่ไม่สอดคล้องกัน ตลอดจนขั้นตอนที่ CxO สามารถดำเนินการให้แต่ละส่วนสอดคล้องกันและเร่งให้เกิดดำเนินการไปสู่การเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจสีเขียว</p>
<p>ทั้งนี้ ผู้บริหารส่วนใหญ่มีวิสัยทัศน์ไปในทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะสามารถเติบโตได้เป็นอย่างดี และจะสามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้  แต่วิธีการและผลลัพธ์อาจไม่เชื่อมโยงกัน ​​พร้อมยอมรับว่าองค์กรต่าง ๆ ยังคงล่าช้าในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จะปลูกฝังแนวคิดความยั่งยืนในการวางกลยุทธ์ การดำเนินงาน และวัฒนธรรมขององค์กร  โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16994 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/02/Deloitte-CxO.jpg" alt="" width="1200" height="667" /></p>
<p><strong>1. ประเด็นเรื่องปัญหาสภาพอากาศอยู่ใน Top 3 ของปัญหาเร่งด่วนที่องค์กรต้องขับเคลื่อน</strong></p>
<p>โดยได้จัดให้ปัญหาสภาพอากาศมีความสำคัญมากกว่า เมื่อพิจารณาร่วมกับ​อีก 7 ประเด็นสำคัญอย่าง นวัตกรรม การแข่งขันเพื่อหาบุคลากรที่มีความสามารถ และความท้าทายในห่วงโซ่อุปทาน มีเพียงประเด็นด้านแนวโน้มเศรษฐกิจเท่านั้นได้รับการจัดอันดับสูงกว่าประเด็นที่กล่าวมาเล็กน้อย</p>
<p>ผู้บริหารระดับสูงสุดเกินกว่าครึ่ง หรือ  61% เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อกลยุทธ์และการดำเนินงานขององค์กรในอีก 3 ปีข้างหน้าในระดับสูงหรือสูงมาก ขณะที่ 3 ใน 4 หรือ 75% ขององค์กรได้เพิ่มการลงทุนด้านความยั่งยืนในปีที่ผ่านมา โดยเกือบ 20% ในกลุ่มนี้ มีการเพิ่มเม็ดเงินการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16990 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/02/Top3-Priority.jpg" alt="" width="1200" height="681" /></p>
<p><strong>2. แม้จะมีความกังวลอย่างมาก แต่ยังมีความเชื่อในทางที่ดีว่า สุดท้ายแล้วจะสามารถดำเนินการจัดการด้านสภาพอากาศได้ในที่สุด</strong></p>
<p>โดยผู้บริหาร 62% ​มีความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดเวลาหรือเกือบตลอดเวลา และเกือบทั้งหมดระบุว่าบริษัทได้รับผลกระทบเชิงลบจากปัญหาสภาพอากาศในทางใดทางหนึ่ง และมากกว่า 82% ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากตัวเอง</p>
<p>นอกจากนี้ เกือบ 8 ใน 10 หรือ 78% ยังเชื่ออย่างมากว่า จะสามารถหาวิธีในการดำเนินการ เพื่อให้โลกสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ในที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16991 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/02/Worry-but-optimism.jpg" alt="" width="1200" height="683" /></p>
<p><strong>3. บริษัทต่างๆ รู้สึกกดดันอย่างมาก กับการต้องดำเนินการกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตั้งแต่คณะกรรมการ/ฝ่ายบริหาร ลูกค้า ไปจนถึงกลุ่มพนักงาน</strong></p>
<p>โดยมากกว่าครึ่งของผู้บริหาร C Level มองว่าการที่พนักงานเข้ามาช่วยผลักดันประเด็นเกี่ยวกับปัญหาสภาพอากาศ ช่วยเพิ่มการดำเนินการด้านความยั่งยืนให้กับองค์กรได้ โดย 24%  ที่มองว่าเป็นตัวเร่งในการดำเนินการได้อย่างมีนัยสำคัญ​ ขณะที่ 65% มองว่า​กฎระเบียบที่เปลี่ยนไปขององค์กรมีส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มการขับเคลื่อนในปีที่ผ่านมา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16992 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/02/Stakeholder.jpg" alt="" width="1200" height="645" /></p>
<p><strong>4. แม้จะเริ่มเห็นการขับเคลื่อนและดำเนินการเพื่อรับมือปัญหาสภาพอากาศ​ในองค์กรมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรในเรื่องเหล่านี้</strong></p>
<p>แต่การมีผู้นำระดับสูงในองค์กรที่มองเห็นความสำคัญและสนับสนุนการผลักดันและเปลี่ยนผ่าน เป็นสิ่งที่มีความหมายอย่างมาก โดย 21% ของผู้บริหารให้ข้อมูลว่า องค์กรของตน​ไม่มีแผนในการกำหนดค่าตอบแทน จากการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม​ และ 30% ก็ไม่มีแผนที่จะชักชวนรัฐบาลมาร่วมสนับสนุนโครงการด้านสภาพอากาศ​ รวมทั้งมีเพียงไม่ถึง 1 ใน 3 หรือราว 29% เท่านั้น ที่มีการดำเนินเกี่ยวกับปัญหาสภาพอากาศในระดับ ‘จริงจังมาก’</p>
<p>และมีเพียง 46% ที่มองว่าการสร้างความเชื่อมั่นด้วย ‘การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม’ หรือความเชื่อมั่นต่อประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวจะไปสู่ทุกฝ่ายอย่างทั่วถึง แม้แต่ผู้ที่ต้องอาจสูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ‘มีความสำคัญอย่างยิ่ง‘ ​และมุมมองด้านความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ยังแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาคและประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16993 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/02/4.jpg" alt="" width="1200" height="620" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/02/deloitte-cxo-sustainability-report-2023-accelerating-the-green-transition/">ผู้บริหารระดับสูงมอง &#8216;สภาพอากาศ&#8217; คือปัญหาเร่งด่วน 75% เพิ่มเม็ดเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืน พร้อมรับขยับมากขึ้น แต่ยังห่างไกลการเป็น &#8216;วัฒนธรรมองค์กร&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ESG ไม่ใช่งานแถม&#8217; ดีลอยท์ ชี้ จะขับเคลื่อนให้ได้ผลต้องกำหนดเป็น KPI​ เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่การสร้างภาพ แต่เป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/12/deloitte-thailand-esg-and-sustainability-survey-report-2022-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 03 Dec 2022 12:58:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[SD-ers]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Deloitte]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Report]]></category>
		<category><![CDATA[Opportunity]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand ESG and Sustainability Survey Report 2022]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[กษิติ เกตุสุริยงค์]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. นเรนทร์ ชุติจิรวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดีลอยท์ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[บรรษัทภิบาล]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโตอย่างยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=15502</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดีลอยท์ ประเทศไทย เผยรายงานผลการสำรวจ Thailand ESG and Sustainability Survey Report 2022 พบว่า ESG มีความสำคัญต่อการพัฒนาภูมิทัศน์ทางธุรกิจมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เกิดการวางมาตรฐานในการวัดผลการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจตามหลักเกณฑ์ด้าน ESG นอกจากนี้ ความสนใจของนักลงทุนในบริษัทต่างๆ ที่มีการดำเนินการตามเป้าหมาย ESG อย่างจริงจังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คุณกษิติ เกตุสุริยงค์ Sustainability &#38; Climate Leader และ ดร.นเรนทร์ ชุติจิรวงศ์ ผู้อำนวยการบริหาร Clients and Markets จากดีลอยท์ ประเทศไทย ร่วมกันให้ข้อมูลจากการสำรวจ Thailand ESG and Sustainability Survey Report 2022  สะท้อนถึงการรับรู้และความคิดเห็นของผู้บริหารระภายในองค์กรชั้นนำของประเทศไทย ในประเด็นด้าน ESG เพื่อสะท้อนภาพธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในปัจจุบัน โดยไ้ด้สำรวจในระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน 2565 ผ่านองค์กรจำนวน  106 บริษัท ครอบคลุมทุกภาคอุตสาหกรรมหลัก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/12/deloitte-thailand-esg-and-sustainability-survey-report-2022-2/">&#8216;ESG ไม่ใช่งานแถม&#8217; ดีลอยท์ ชี้ จะขับเคลื่อนให้ได้ผลต้องกำหนดเป็น KPI​ เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่การสร้างภาพ แต่เป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><em>ดีลอยท์ ประเทศไทย</em></strong><em> เผยรายงานผลการสำรวจ </em><em><strong>Thailand ESG and Sustainability Survey Report 2022</strong> </em><em>พบว่า </em><em>ESG </em><em>มีความสำคัญต่อการพัฒนาภูมิทัศน์ทางธุรกิจมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ </em><em>ส่งผลให้เกิดการวางมาตรฐานในการวัดผลการดำเนินงานของ</em><em>องค์กรธุรกิจตาม</em><em>หลัก</em><em>เกณฑ์</em><em>ด้าน</em> <em>ESG</em><em> นอกจากนี้</em><em> ความสนใจของ</em><em>นักลงทุนในบริษัทต่างๆ ที่มีการดำเนินการตามเป้าหมาย </em><em>ESG </em><em>อย่างจริงจังมีจำนวน</em><em>เพิ่ม</em><em>มากขึ้น</em><em>เรื่อยๆ</em></p>
<p><span id="more-15502"></span></p>
<p><strong>คุณกษิติ เกตุสุริยงค์</strong> Sustainability &amp; Climate Leader และ <strong>ดร.นเรนทร์ ชุติจิรวงศ์ </strong>ผู้อำนวยการบริหาร Clients and Markets จากดีลอยท์ ประเทศไทย ร่วมกันให้ข้อมูลจากการสำรวจ <strong>Thailand ESG and Sustainability Survey Report 2022</strong>  สะท้อนถึงการรับรู้และความคิดเห็นของผู้บริหารระภายในองค์กรชั้นนำของประเทศไทย ในประเด็นด้าน ESG เพื่อสะท้อนภาพธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในปัจจุบัน โดยไ้ด้สำรวจในระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน 2565 ผ่านองค์กรจำนวน  106 บริษัท ครอบคลุมทุกภาคอุตสาหกรรมหลัก เช่น กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและทรัพยากร กลุ่มธุรกิจการเงิน กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มวิทยาศาสตร์ชีวภาพและการแพทย์ และอื่นๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15896 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Deloitte-Thailand.jpg" alt="" width="1000" height="668" /></p>
<p>โดยพบประเด็นสำคัญจากการสำรวจในครั้งนี้ ประกอบด้วย</p>
<p>1.<strong> ผู้นำส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับสร้างการตระหนักรู้ด้าน ESG ในองค์กร และการบูรณาการ ESG เข้ากับกลยุทธ์ขององค์กร</strong> โดยมีมุมมองต่อการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนอย่างเข้าใจมากขึ้น ไม่ได้มองว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้องค์กรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวางกลยุทธ์ที่สามารถผลักดันศักยภาพในการเติบโตให้ธุรกิจได้อีกทางหนึ่ง</p>
<p>2. <strong>การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้าน ESG ให้ได้ผลดีจำเป็นต้องกำหนดเป็น KPI และมอบหมายผู้ดูแลให้ชัดเจน</strong> เพื่อไม่ให้ <strong>&#8216;ESG ถูกมองว่าเป็นงานแถม งานงอก&#8217;</strong> ทำให้ไม่มีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มีเจ้าภาพ บางคนมองว่ามีเวลาว่างค่อยทำ ทำอย่างอื่นไปก่อน ทำให้การขับเคลื่อนไม่ได้ผล ขณะที่ปัจจุบัน 34% ขององค์กรทที่สำรวจ มีการจัดตั้งคณะกรรมการด้านความยั่งยืนเพื่อกำกับดูแล และขับเคลื่อนวาระ ESG ในองค์กรแล้ว และบางบริษัทได้กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบด้าน ESG ให้กับคณะกรรมการบริหาร เพื่อผลักดันประเด็นความยั่งยืนของบริษัท</p>
<p>3. ขณะที่การใช้งบประมาณเพื่อผลักดันโครงการด้าน<strong> ESG ไม่ใช่การเพิ่มค่าใช้จ่าย</strong> หรือเป็นการใช้งบเพื่อเสริมภาพลักษณ์องค์กรในมิติของสังคม หรือ CSR แบบเดิมๆ  <strong>แต่เป็นเหมือนการลงทุน ที่สามารถก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวก 3 ประการ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน การช่วยลดต้นทุน รวมไปถึงช่วยเพิ่มโอกาสใหม่ๆ ให้ธุรกิจ</strong> ซึ่งสุดท้ายแล้ว จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้กับธุรกิจได้</p>
<p>4. ผู้บริหารระดับสูง (C-Level) มีแนวโน้มที่จะเน้น <strong>การรายงาน ESG ให้สอดคล้องกับกรอบการรายงานของ</strong> ‘<strong>56-1 One Report</strong>’ ที่ได้ปรับปรุงประสิทธิภาพการเปิดเผยข้อมูล โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจตามกรอบของ ESG</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15895 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/ESG-in-Org.jpg" alt="" width="1200" height="587" /></p>
<p>5. ความยั่งยืนเข้ามามีบทบาทต่อสายงานในภาคการเงินเพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก <strong>สายงานบัญชีและการเงินจะเข้ามามีส่วนในการขับเคลื่อน พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนต่างๆ ในฐานะเป็นผู้ดูแลจัดสรรงบประมาณของบริษัท</strong> รวมทั้ง CFO จะมีส่วนในการวางกลยุทธ์ในการเติบโต ก็จะผนวกแผนงานด้านความยั่งยืนให้อยู่ในกลยุทธ์องค์กร ทำให้มีถึง ​85% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนมีส่วนสำคัญด้านการเงิน ทั้งในมิติของการจัดทำรายงานทางการเงิน การจัดสรรงบประมาณ รวมทั้งการระดมทุนหรือการกู้ยืมของบริษัท เพราะมุมมองของนักลงทุนจากนี้จะไม่ได้มองแค่ความสามารถในเชิงธุรกิจ แต่จะมองนโยบายด้านความยั่งยืนประกอบไปด้วย</p>
<p><em>&#8220;<strong>CFO หรือคนดูแลด้านการเงิน ​จำเป็นต้องมีความเข้าใจ และสามารถถ่ายทอดหรือให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายด้าน ESG ได้ เพราะถือว่า​เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายทางด้านการเงิน&#8221;</strong> </em></p>
<p>6. บางบริษัทใช้<strong>มุมมองด้านความยั่งยืนยังมาช่วยขับเคลื่อนโปรดักต์ทางการเงิน</strong> หลายบริษัทมีแผนนำแนวคิดเรื่องนี้มาต่อยอดภายในอีก 2 ปีจากนี้  ซึ่งประเด็นเหล่านี้มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของโลก โดยพบว่า ปี 2021 มีการระดมทุนผ่านผลิตภัณฑ์การเงินด้านความยั่งยืน เช่น Green Bond, Social Bond หรือ Sustaibability Link Bond ทั่วโลกมากกว่า 1.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ในไทยก็มีตัวเลขอยู่ที่ราว 5 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีดีลใหญ่ๆ ของภาคธุรกิจที่มีการระดมผ่านผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้เช่นเดียวกัน  โดยกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและทรัพยากร โดยเฉพาะใน<strong>กลุ่มพลังงาน เป็นอุตสาหกรรมอันดับต้นๆ ที่ได้ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือสินเชื่อสีเขียวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และยังมุ่งเน้นนวัตกรรมสำหรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอีกด้วย</strong> ซึ่งอาจเป็นผลจาก Social License to Operate ผลักดันให้ดำเนินการ เนื่องจากการดำเนินการของกลุ่มนี้อาจก่อผลกระทบทางลบทางสิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น ขณะที่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจะโฟกัสในเรื่องของ Supplay Chain ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ</p>
<p>7.  ในอนาคตรายงานด้านความยั่งยืน หรือ <strong>Sustainability Report</strong> <strong>จะมีความสำคัญกับภาคธุรกิจไม่ต่างกับการจัดทำรายงานด้านการเงิน</strong> หรือรายงานผลประกอบการประจำปี  ซึ่ง​ปัจจุบัน 51% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีการจัดทำรายงานเกี่ยวกับการดำเนินงานด้าน ESG และมีตัวชี้วัดเป็นส่วนหนึ่งของการรายงานตามรอบการจัดทำรายงาน แม้แต่บริษัทที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งไม่มีการบังคับให้ต้องจัดทำ บางส่วนก็มีการจัดทำเพื่อการมอนิเตอร์ หรือวัดผลภายในองค์กรของตัวเอง แต่พบว่า องค์กรราว 1 ใน 4​ มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้าน ESG แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะ เพราะไม่มั่นใจว่าเก็บข้อมูลได้ถูกต้องหรือมีประสิทธิภาพมากพอหรือไม่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15897 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Lack-Technology.jpg" alt="" width="1200" height="588" /></p>
<p>8. ในส่วนของ <strong>ความท้าทายในการขับเคลื่อนด้าน ESG ไม่ต่างกับหลายๆ การเปลี่ยนผ่าน คือ การขาดเทคโนโลยีสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ การขาดความสามารถและทักษะภายในองค์กร และการไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ</strong> โดยเฉพาะการหาเทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาใช้ ​โดยพบว่าส่วนใหญ่ยังมีการจัดเก็บข้อมูลแบบ Manual ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงว่าจะผิดพลาดได้ง่าย รวมทั้งความจำเป็นในการมีผู้สอบทานความถูกต้องในการจัดทำรายงานเช่นเดียวกับทางธุรกิจ ซึ่งในอนาคตอาจจะมีการกำหนดให้เป็นอีกหนึ่งข้อบังคับที่ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า​ โดยปัจจุบันองค์กรราว 1 ใน 4 ที่ยังไม่มีแผนในการหาคนมาสอบทานข้อมูลด้านความยั่งยืน</p>
<p>9. <strong>ความจำเป็นในการทำความเข้าใจและปฏิบัติตามมาตรฐานหรือกรอบการขับเคลื่อนตามหลักสากล</strong> ซึ่งในอนาคตอาจกลายมาเป็นข้อบังคับให้ธุรกิจต่างๆ ต้องปฏิบัติตาม ​ซึ่งผลสำรวจพบว่า บริษัทของผู้ตอบแบบสำรวจใช้กรอบการรายงานสากลที่พัฒนาโดย GRI (Global Reporting Initiative) เป็นมาตรฐานหลักในการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG และใช้กรอบตัวชี้วัด ESG ภายในองค์กร (Internal ESG KPI) มากำหนดโครงสร้างรูปแบบหลักสำหรับการรวบรวมข้อมูลในองค์กร</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนนโยบาย ESG ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การสร้างแบรนดิ้งที่ทำชั่วคราว แต่เป็นกลยุทธ์ที่สร้างให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน และมากกว่าแค่การสร้างผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถผลิตสินค้าที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และมีการกำกับกิจการที่ดีด้วย โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญอย่างพนักงาน​โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มองประเด็นความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ของบริษัทที่ทำงานหรือเลือกจะไปสมัครงานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ​ธุรกิจควรจะเริ่มบูรณาการ ESG ให้มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ กำหนดเป้าหมายและกระบวนการความยั่งยืนขององค์กรเพื่อดำเนินการด้าน ESG และเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ที่จะกลายเป็นข้อบังคับสำหรับองค์กรธุรกิจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม การดำเนินการบนพื้นฐานของความยั่งยืนจะช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถก้าวผ่านสถานการณ์วิกฤติต่างๆ และปรับตัวให้พร้อมรับกับดิสรัปชั่นในอนาคต &#8220;</em></p>
<p>​<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15898 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Key-Finding-.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/12/deloitte-thailand-esg-and-sustainability-survey-report-2022-2/">&#8216;ESG ไม่ใช่งานแถม&#8217; ดีลอยท์ ชี้ จะขับเคลื่อนให้ได้ผลต้องกำหนดเป็น KPI​ เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่การสร้างภาพ แต่เป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>PepsiCo, Inc.เผยรายงานความยั่งยืนปี 2019 สู่เป้าหมายสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2020/06/pepsico-releases-2019-sustainability-report/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panee]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 Jun 2020 02:16:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Inc.]]></category>
		<category><![CDATA[PepsiCo]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[sustainable food]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายลดโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[รางวัลรายงานความยั่งยืน ประจำปี 2560]]></category>
		<category><![CDATA[เป็บวี่โค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=7810</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา PepsiCo, Inc. ได้เผยแพร่รายงานความยั่งยืน ปี 2019 ผ่านข่าวประชาสัมพันธ์ของบริษัท โดย Ramon Laguarta ซีอีโอและประธานบริษัท ได้กล่าวในช่วงต้นของแถลงการณ์ว่า “ความกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของโลกในวันนี้นำมาซึ่งความต้องการในการเปลี่ยนแปลงด้านระบบ ซึ่งความท้าทายนี้ไม่เพียงต้องอาศัยความมุ่งมั่นที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจากภาคเอกชนเท่านั้น แต่การดำเนินงานที่แสดงออกถึงความยั่งยืนก็มีความจำเป็นด้วยเช่นกัน” ในรายงานความยั่งยืน ปี 2019 ของ PepsiCo,Inc ได้พูดถึงพัฒนาการด้านต่างๆที่สำคัญที่บริษัทเชื่อว่าจะส่งผลดีทั้งในด้านการเกษตร น้ำ ภูมิอากาศ บรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ และคน โดยมีใจความดังนี้ เข้าถึงแหล่งน้ำที่ปลอดภัย PepsiCo เชื่อว่าการเข้าถึงแหล่งน้ำที่ปลอดภัยเป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง ซึ่งมูลนิธิ PepsiCo ได้มีโอกาสช่วยเหลือให้คนกว่า 44 ล้านคน ในชุมชนด้อยโอกาสทั่วโลกเข้าถึงแหล่งน้ำที่ปลอดภัยผ่านโครงการแจกจ่าย บำบัด และอนุรักษ์น้ำ ที่ทำมาตั้งแต่ปี 2006 นอกจากนี้ เพื่อให้บรรลุความตั้งใจที่แน่วแน่ของบริษัทจึงตั้งเป้าช่วยเหลือให้ได้ 100 ล้านคน ภายในปี 2030 ที่จะเน้นการดำเนินงานเร่งด่วนผ่านโปรแกรมการแจกจ่ายน้ำ สุขอนามัย และสุขภาพ เพื่อสนับสนุนสาธารณสุขในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ใช้ส่วนผสมอาหารที่มาจากแหล่งการเกษตรที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2020/06/pepsico-releases-2019-sustainability-report/">PepsiCo, Inc.เผยรายงานความยั่งยืนปี 2019 สู่เป้าหมายสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4><span style="color: #993366;">เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา PepsiCo, Inc. ได้เผยแพร่รายงานความยั่งยืน ปี 2019 ผ่านข่าวประชาสัมพันธ์ของบริษัท โดย Ramon Laguarta ซีอีโอและประธานบริษัท ได้กล่าวในช่วงต้นของแถลงการณ์ว่า “ความกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของโลกในวันนี้นำมาซึ่งความต้องการในการเปลี่ยนแปลงด้านระบบ ซึ่งความท้าทายนี้ไม่เพียงต้องอาศัยความมุ่งมั่นที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจากภาคเอกชนเท่านั้น แต่การดำเนินงานที่แสดงออกถึงความยั่งยืนก็มีความจำเป็นด้วยเช่นกัน”</span></h4>
<p><span id="more-7810"></span><br />
ในรายงานความยั่งยืน ปี 2019 ของ PepsiCo,Inc ได้พูดถึงพัฒนาการด้านต่างๆที่สำคัญที่บริษัทเชื่อว่าจะส่งผลดีทั้งในด้านการเกษตร น้ำ ภูมิอากาศ บรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ และคน โดยมีใจความดังนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-7813 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2020/06/pepsi-1.jpg" alt="" width="544" height="326" /></p>
<p><span style="color: #993366;"><strong>เข้าถึงแหล่งน้ำที่ปลอดภัย</strong></span></p>
<p>PepsiCo เชื่อว่าการเข้าถึงแหล่งน้ำที่ปลอดภัยเป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง ซึ่งมูลนิธิ PepsiCo ได้มีโอกาสช่วยเหลือให้คนกว่า 44 ล้านคน ในชุมชนด้อยโอกาสทั่วโลกเข้าถึงแหล่งน้ำที่ปลอดภัยผ่านโครงการแจกจ่าย บำบัด และอนุรักษ์น้ำ ที่ทำมาตั้งแต่ปี 2006 นอกจากนี้ เพื่อให้บรรลุความตั้งใจที่แน่วแน่ของบริษัทจึงตั้งเป้าช่วยเหลือให้ได้ 100 ล้านคน ภายในปี 2030 ที่จะเน้นการดำเนินงานเร่งด่วนผ่านโปรแกรมการแจกจ่ายน้ำ สุขอนามัย และสุขภาพ เพื่อสนับสนุนสาธารณสุขในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19</p>
<p><span style="color: #993366;"><strong>ใช้ส่วนผสมอาหารที่มาจากแหล่งการเกษตรที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้น</strong></span></p>
<p>PepsiCo กำลังทำงานด้านการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไร่ทั่วโลก ขณะเดียวกันก็ได้สร้างมาตรฐานการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ การตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และสิทธิของคนงาน โดยเกือบ 80% ของวัตถุดิบที่นำมาใช้ในปี 2019 มีต้นกำเนิดจากแหล่งเกษตรกรรมที่ยั่งยืนและได้มาตรฐานเกณฑ์ Sustainability Farming Program (SFP) ของบริษัท ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุการใช้วัตถุดิบจากแหล่งดังกล่าวให้ได้ 100% ภายในสิ้นปี 2020</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-7814 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2020/06/pepsi-2.jpg" alt="" width="544" height="362" /><br />
<span style="color: #993366;"><strong>ด้านสภาพภูมิอากาศ</strong></span></p>
<p>PepsiCo ได้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณ 6% ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าในปี 2019 โดยในเดือนเมษายน 2020 บริษัทได้ยืนยันแผนเร่งดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศด้วยการลงนามในข้อตกลง the UN&#8217;s Business Ambition for 1.5°C pledge ร่วมกับบริษัทชั้นนำอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์ในการลดโลกร้อนให้ได้ 1.5°C ขณะเดียวกัน ได้มีการพัฒนากลยุทธ์ระยะยาวเพื่อให้ปลอดการปล่อยคาร์บอนภายในปี 2050 โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา PepsiCo ได้ออกมาประกาศว่าบริษัทกำลังเปลี่ยนมาใช้กระแสไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทดแทน 100% ผ่านโซลูชั่นที่หลากหลายสำหรับการดำเนินงานในสหรัฐฯซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด และอีก 9 ประเทศในทวีปยุโรปที่บริษัทตั้งอยู่ได้เปลี่ยนมาใช้กระแสไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทดแทนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว</p>
<p><span style="color: #993366;"><strong>credit</strong> </span><br />
<strong>https://sustainablebrands.com/read/press-release/pepsico-releases-2019-sustainability-report-highlights-progress-toward-helping-to-build-a-more-sustainable-food-system</strong><br />
<strong>https://www.pepsico.com/news/press-release/pepsico-releases-2019-sustainability-report-highlights-progress-toward-helping-t06182020</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2020/06/pepsico-releases-2019-sustainability-report/">PepsiCo, Inc.เผยรายงานความยั่งยืนปี 2019 สู่เป้าหมายสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
