ในฐานะผู้อยู่ในธุรกิจผลิตไฟฟ้า ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม High Emission และได้ชื่อว่าเป็นภาคส่วนที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในสัดส่วนที่สูง
ทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมกลุ่ม Power & Energy ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น
เช่นเดียวกับ RATCH GROUP ที่มีแผนขับเคลื่อนองค์กรสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน Carbon Neutrality ภายในปี 2050 โดยมีแผนเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด หรือ Renewable เป็น 70% ภายในอีก 3-4 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันมีสัดส่วนพลังงานสะอาดอยู่ที่กว่า 20%
คุณนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มราช กรุ๊ป จะพยามยามลดพอร์ตฟอสซิลให้ลดลง และเพิ่มการลงทุนในกลุ่มพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม รวมทั้งการลงทุนกลุ่มแบตเตอรี่ เพื่อเพิ่มศักยภาพ Storage System ลดความผันผวนด้านความมั่นคงทางพลังงาน จากแหล่งพลังงานจากธรรมชาติที่มีความไม่แน่นอนสูง ภายใต้เงินลงทุนรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท สำหรับทุกประเทศทั้งในไทย ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ซึ่งการลงทุนช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดนี้ จะสอดคล้องกับทิศทาง นโยบาย และความเร่งด่วนของแต่ละประเทศที่เข้าไปลงทุน แต่เชื่อว่าโดยภาพรวมจะลดพอร์ตในกลุ่มฟอสซิลลงได้ตามโรดแม็พ
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อน Energy Transition มี 3 pillars ที่ต้องคำนึงถึง ทั้งเรื่อง ความมั่นคงทางพลังงาน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และต้นทุนในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งต้องมีความสมดุลกันทั้ง 3 ด้าน จึงจะสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะหากจะคำนึงถึงแต่ประเด็นสิ่งแวดล้อม แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดทั้งหมด แต่ไฟติดๆ ดับๆ หรือต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่ราคาแพงมาก ก็ไม่สามารถมีใครพร้อมที่จะลงทุนได้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความมั่นคง หรือ Energy Security ถือว่ามีความสำคัญมากที่สุด เพราะถือเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ และยังเป็นอีกหนึ่งจุดที่ช่วยดึงดูดการลงทุน ดึงดูดเม็ดเงินเข้ามาพัฒนาประเทศ และสะท้อนความสามารถทางการแข่งขันของประเทศนั้นๆ ด้วยเช่นกัน
“ก่อนหน้านี้บริบทในเรื่องของสิ่งแวดล้อม อยู่ที่การไม่สร้างมลภาวะมากเกินมาตรฐาน แต่เมื่อบริบทในปัจจุบันและมาตรฐานได้ถูกยกระดับมากขึ้น การปล่อย Carbon Emission ซึ่งเป็นเรื่องที่มาคู่กับการผลิตไฟฟ้ากลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกมีความกังวล และมีการยกระดับเพื่อควบคุมปริมาณการปลดปล่อยซึ่งกระทบต่ออุตสาหกรรม แต่ก็ถือเป็นความท้าทายใหม่ที่ผู้อยู่ในอุตสาหกรรมทุกรายต้องสามารถสร้างให้เกิดความสมดุลขึ้นมาให้ได้ในสุด”






