Top StoriesTrending

เตรียมผลักดัน ‘โครงการลดขยะอาหาร’ ขึ้นทะเบียนรับรองคาร์บอนเครดิต ตามมาตรฐาน T-VER พร้อมชงภาครัฐดูแล​ VAT ​​​กลุ่มอาหารบริจาค เทียบเท่าการทำลายอาหาร

กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง มูลนิธิเอสโอเอส ส่งต่ออาหารส่วนเกินคุณภาพดี สู่กลุ่มเปราะบาง เดินหน้าลดขยะอาหาร ลดก๊าซเรือนกระจก ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ปัญหา ขยะอาหาร  (Food Waste)  เป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของโลกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงทางอาหาร

ข้อมูลจาก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า คนไทยสร้างขยะอาหารเฉลี่ยสูงถึง 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และประเทศไทยยังถูกจัดอยู่ในอันดับ 77 ของโลก ในการสร้างขยะอาหาร ซึ่งขยะอาหารเหล่านี้เมื่อถูกฝังกลบจะเกิดกระบวนการย่อยสลายที่ปล่อย ก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกสำคัญที่เร่งให้เกิดภาวะโลกร้อน

ด้วยความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม กลุ่มเซ็นทรัล และ  บริษัทในเครือ นำโดย บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอรชั่น จำกัด (มหาชน) โดย ท็อปส์ และโก โฮลเซลล์, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน), บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมมือกับ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ  ซัสทีแนนซ์ (SOS Thailand) องค์กรไม่แสวงหากำไร ที่มุ่งสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนและเท่าเทียม เดินหน้าขับเคลื่อนการส่งต่อ อาหารส่วนเกิน (Surplus Food) ที่ยังมีคุณภาพดี ให้กับชุมชนและกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดปริมาณขยะอาหาร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการเพื่อความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล ‘เซ็นทรัล ทำ’ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาขยะอาหาร ด้วยการ หมุนเวียนอาหารส่วนเกิน คุณภาพดี ส่งต่อให้กับผู้ที่ต้องการ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการดูแลสิ่งแวดล้อมและสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนให้กับสังคม

ทั้งนี้ กลุ่มเซ็นทรัล ได้ร่วมมือกับเอสโอเอส มาเป็นเวลายาวนานกว่า 8 ปี ตั้งแต่ปี 2561 เพื่อร่วมกันส่งมอบอาหารส่วนเกินที่มีคุณภาพไปยังชุมชนและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงโรงเรียนและองค์กรการกุศลต่างๆ โดยปัจจุบันสามารถส่งมอบอาหารแล้วรวมกว่า 2,100 ตัน มากกว่า 8.7 ล้านมื้อ รวม 2,215 ชุมชน ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการป้องกันไม่ให้เกิดขยะอาหารเหลือทิ้งกว่า 5,300 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

“ความร่วมมือครั้งนี้ กลุ่มเซ็นทรัลมุ่งลดปริมาณขยะอาหารให้เหลือน้อยที่สุด เนื่องจากขยะอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง ขณะเดียวกันในกรณีที่ยังคงมีอาหารส่วนเกินเกิดขึ้นในแต่ละวัน กลุ่มเซ็นทรัลจึงร่วมมือกับเอสโอเอส เพื่อนำอาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพดีไปหมุนเวียนและส่งต่อให้กับผู้ที่ต้องการ เพื่อให้ทรัพยากรอาหารถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า”

ล่าสุด กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับ เอสโอเอส ได้จัดกิจกรรม ครัวรักษ์โลก ด้วยการรวบรวมอาหารส่วนเกินคุณภาพดีจากภาคธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล ได้แก่ ท็อปส์, โก โฮลเซลล์ ,โรงแรมเซ็นทารา นำมาปรุงเป็นอาหารสุกใหม่ และขนมหวานจากมิสเตอร์โดนัท เพื่อมอบให้ชุมชนรอบวัดจันทร์ประดิษฐาราม จำนวน 6 ชุมชน มากกว่า 100 คน โดยมีคณะผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัลและธุรกิจในเครือ ร่วมด้วยพนักงานอาสา พร้อมใจกันปรุงเมนูอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อส่งมอบมื้ออร่อยอย่างอบอุ่น ณ โรงเรียนวัดจันทร์ประดิษฐาราม

คุณทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย มูลนิธิ สโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS Thailand) กล่าวว่า  เอสโอเอสมุ่งสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน เพื่อให้กลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงอาหารที่เพียงพอ ปลอดภัย และมีคุณภาพ โดยการกอบกู้อาหารส่วนเกินจากภาคธุรกิจ เพื่อนำไปส่งต่อให้กับชุมชนที่ต้องการในพื้นที่กลุ่มเป้าหมาย 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และประจวบคีรีขันธ์ ผ่านระบบการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ โดยยึดหลักความปลอดภัยทางอาหารเป็นสำคัญ

สำหรับแนวทางการดำเนินงานในปีนี้ เพื่อสามารถกอบกู้อาหารได้เพิ่มมากขึ้น SOS Thailand เตรียมดำเนินการเพื่อให้ภาคเอกชนสามารถได้รับประโยชน์จากการบริจาคอาหารเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการเพิ่มแหล่งต้นทางในการรับบริจาคอาหารจากกลุ่มที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น รวม​ทั้ง​ขยายการบริหารจัดการไปสู่ต้นทางได้มากขึ้น เพื่อไม่เพียง​ลดปริมาณ Food Waste แต่ยัง​ลดลด Food Loss ซึ่งเป็นการลดโอกาสที่จะเกิดปริมาณขยะอาหารตามมาในที่สุด

“SOS Thailand อยู่ระหว่างการผลักดันเรื่องข้อกฏหมายในการบริจาคอาหาร ให้สามารถหัก​ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่รวมอยู่ใน​รายการสินค้า​อาหารที่นำมาบริจาคออกได้ เพื่อช่วยลดภาระให้ทางภาคเอกชน เนื่องจากปัจจุบันมีภาคเอกชนหลายราย​มีปัญหาเรื่องของการจ่ายภาษี  VAT ส่วนเกิน เพราะมีภาษีบางส่วนที่​รวมอยู่ในรายการอาหารที่นำมาบริจาคโดยไม่ได้ทำการจำหน่าย และกลายเป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดในการบริจาคที่ภาคเอกชนบางรายจะเลือกบริจาคเฉพาะรายการสินค้าที่ไม่ได้มีการรวม VAT ไว้เท่านั้น  SOS Thailand จึงต้องการผลักดันให้เกิดการปลดล็อกข้อกำหนดในเรื่องดังกล่าวนี้ เพื่อให้ดำเนินการเช่นเดียวกับมาตรการในการทำลายอาหารด้วยสารเคมี หรือการทำให้อาหารอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถรับประทานได้ แต่เปลี่ยนจากรูปแบบของการทำลายมาอยู่ในรูปแบบของการส่งต่ออาหาร ซึ่งสามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่า”

นอกจากนี้ ยัง​ได้เตรียมทำงานร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO) เพื่อ​รับรองให้โครงการบริจาคอาหารของภาคเอกชนสามารถนำไปคำนวณคาร์บอนคาร์เครดิตได้ และเป็นส่วนหนึ่งในมาตรฐาน T-VER หรือโครงการลดดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย โดยได้เพิ่มข้อมูล​การจัดทำรายงาน เพื่อเปรียบเทียบกับจำนวนต้นไม้ที่สามารถดูดซับคาร์บอนได้จากปริมาณการบริจาคอาหารของภาคเอกชนแต่ละราย จากเดิมที่​รายงานเพียงปริมาณอาหารที่บริจาคตามน้ำหนัก ​จำนวนมื้ออาหารที่ได้นำไปส่งต่อ รวมทั้งการคำนวณเป็นกิโลกรัมคาร์บอนที่ลดลงได้จากการลดปริมาณขยะอาหาร เพื่อสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการขึ้นทะเบียนรับรองคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐาน T-VER ได้ในอนาคต เป็นอีกโอกาสสร้างรายได้เพิ่มเติมให้ภาคเอกชน รวมทั้งการยกระดับสู่ T-VER Premium ในอนาคต เพื่อการรับรองได้ในระดับสากล​

ขณะเดียวกัน ได้ขยายโอกาสไปสู่การเพิ่มต้นทางในการส่งต่ออาหารได้มากขึ้น ทั้งจากพันธมิตรในกลุ่มโรงแรมจากในส่วนของห้องอาหารไปสู่ส่วน​ครัว เพื่อขยาย​การรับอาหารจากไลน์บุฟเฟต์ไปสู่ส่วนผสมที่เหลือจากการปรุงอาหาร  รวมทั้งจากกลุ่มผู้ประกอบการตลาด รวมทั้งพนักงานออฟฟิศในแต่ละองค์กรที่สามารถรวมกลุ่มและนำอาหารส่วนเกินจากครัวเรือนมาเข้าร่วมโครงการ

พร้อมทั้ง​ขยายการบริหารจัดการไปยังส่วนต้นน้ำมากขึ้น ด้วยการเพิ่มพันธมิตรในกลุ่มเกษตรกร เพื่อนำทีมอาสาสมัครไปช่วยเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อลดภาระค่าแรงงานในการเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งปัญหาสำคัญที่ทำให้เกษตรกรปล่อยทิ้งผลผลิตโดยไม่ทำการเก็บเกี่ยวและเกิดเป็นปัญหาขยะจากผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งยังสามารถเพิ่มการบริหารจัดการภายในห่วงโซ่อาหาร จากที่ดูแลเฉพาะ Food Waste ในส่วนปลายน้ำ มาสู่การจัดการ Food Loss ได้ตั้งแต่ต้นทางอีกด้วย​

“ความร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัล สะท้อน​ให้เห็นความมุ่งมั่นของภาคเอกชนที่ให้ความสำคัญ​กับการลดขยะอาหาร ผ่านความร่วมมือในฐานะ​​พันธมิตรสำคัญกับทาง SOS Thailand มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศไทยและช่วยลดการสูญเสียอาหารในภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม”

กลุ่มเซ็นทรัล และ SOS Thailand ยังคงเดินหน้าร่วมภารกิจในการลดขยะอาหารอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อว่าการลดขยะอาหารไม่ใช่หน้าที่ของใครคนหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถร่วมกันทำได้ง่ายๆ ตั้งแต่ต้นทาง เพียงรับประทานอาหารให้หมดจาน หรือไม่บริโภคอาหารเกินความจำเป็น  ซึ่งเป็นสิ่งใกล้ตัวและ​ทุกคน​สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการกำจัดขยะอาหารได้อย่างยั่งยืน