DialogueTop Stories

เมื่อโลก ‘ผันผวน’ ธุรกิจต้อง ‘พร้อมผัน’ ไทยพัฒน์ แนะขับเคลื่อน ‘Corporate Resilience Framework’ ​ปรับกลยุทธ์ยั่งยืนระยะยาว สู่สร้างประโยชน์ระยะสั้น รับมือ 6 ธงแดง สัญญาณเตือนจาก ESG Trends 2026

สถาบันไทยพัฒน์​ นำเสนอ Corporate Resilience Framework หรือกรอบความพร้อมผันของกิจการ​ ​เพื่อ​ใช้เป็นกลไกในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน ที่มิใช่เพียงการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว แต่ยังเป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มผลกำไรและลดความเสี่ยงในโลกปัจจุบันที่มีความผันผวนและไม่แน่นอนสูง

เมื่อโลกปัจจุบัน เต็มไปด้วยความผันผวนและไม่แน่นอน ​​รวมทั้งกำลังเผชิญกับหลายปัจจัยความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิกฤตสภาพอากาศ ​ รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว และการแข่งขันในระดับสูง ​ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้

ความเสี่ยงเหล่านี้กลายเป็นความท้าทายสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องของ ‘ความยั่งยืน’ (Sustainability) จากการที่ประเทศมหาอำนาจ​ถอนตัวจากข้อตกลง​ปารีส หรือแม้แต่การที่ยุโรปเลื่อนกรอบเวลาในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน ทำให้เริ่มมองเห็นการชะลอการขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืนลงจากช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา​ ซึ่งถือเป็นช่วงสูงสุดของการตื่นตัวในการขับเคลื่อนนโยบาย ESG

เปิด ESG Trends 2026 กับ 6 สัญญาณธงแดง

ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ​ทิศทางการขับเคลื่อน ESG ของโลก ได้ผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว และกำลังเข้าสู่ภาวะ ESG Backlash หรือ การตีกลับด้านความยั่งยืน เป็นการย่อตัวลง​จากที่เคยอยู่ในจุดสูงสุด มาสู่การปรับฐานใหม่ ​จากความผันผวนที่เกิดขึ้นทั่วโลก  ทำให้หลายธุรกิจอยู่ระหว่างการทบทวนว่าจะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง หรือ​จะลดความเข้มข้นในการขับเคลื่อนลง เพื่อหันมารักษาเสถียรภาพ และความสามารถในการแข่งขันเฉพาะหน้าให้แก่​ธุรกิจ ขณะที่อีกด้านหนึ่งปัญหาวิกฤตสภาพอากาศ ก็ถูกยกระดับเป็นให้ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถส่งผล​กระทบในปัจจุบันแบบจับต้องได้ และจำเป็นต้องหาแนวทางในการรับมือด้วยเช่นกัน

“จากการติดตามทิศทางการขับเคลื่อน ESG ในระดับโลก พบว่า ในปี 2025 ที่ผ่านมา มีภาคธุรกิจกว่า 70% จากจำนวนที่ทำการสำรวจ ได้รายงานว่า มีการทบทวนเป้าหมาย หรือลดทอนความเข้มข้นด้านการขับเคลื่อน ESG  ลง ซึ่งมากกว่าปี 2024 ที่มีจำนวน 13% ขณะที่การขับเคลื่อนของภาคธุรกิจแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มสำคัญ คือ กลุ่มที่ตัดสินใจหยุดหรือชะลอการขับเคลื่อนลง กับอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ยังให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนต่อเนื่อง และพยายามมองหาวิธีเพื่อให้ การขับเคลื่อน ESG สามารถสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจได้แบบเฉพาะหน้าหรือระยะสั้น มากกว่าการรอให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาวแบบ Long Term เช่น เพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้ หรือช่วยลดตันทุน เพิ่มศักยภาพหรือประสิทธิภาพในการแข่งขัน โดยสามารถสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้แบบเฉพาะหน้า หรือในระยะสั้นช่วง 3-5 ปีนี้ได้”​

พร้อมกันนี้ ดร. พิพัฒน์ ยังได้เปิดเผย ESG Trends 2026 ซึ่งสะท้อนสัญญาณการขับเคลื่อนด้าน ESG ที่น่าสนใจ เพื่อให้ธุรกิจเตรียมรับมือ และปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย

1. ESG Backlash: การตีกลับด้านความยั่งยืน

ในปี 2569 กิจการในไทย จะมีการทบทวนจุดยืนในเรื่อง ESG ใหม่ สถาบันการเงินจะถอนการผูกมัดตนเองกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ด้วยเงื่อนไขแวดล้อมที่ไม่สามารถดำเนินการได้ บริษัทส่วนหนึ่งจะยกเลิกการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยศาสตร์ทางภูมิอากาศกับหน่วยงาน SBTi (Science Based Targets initiative) ด้วยข้อจำกัดทางข้อมูลที่มีความยุ่งยาก รวมทั้งจะมีการปรับทิศทางการดำเนินงานเรื่อง ESG ที่เน้นให้เกิดประโยชน์ในระยะสั้น แทนการหวังผลในระยะยาว

2. Climate-driven Recession: ภาวะ (เศรษฐกิจ)ถดถอยจากสภาพภูมิอากาศ

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้เลื่อนสถานะจากภัยคุกคามในอนาคต มาเป็นภัยคุกคามในปัจจุบัน เกษตรกรได้รับผลกระทบจากผลผลิตที่เสียหาย ครัวเรือนได้รับผลกระทบจากราคาอาหารที่แพงขึ้น ธุรกิจได้รับผลกระทบจากการจัดส่งสินค้าที่ไม่เป็นไปตามกำหนด ทำให้กิจการจะมีการดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจโดยผนวกปัจจัยด้านภูมิอากาศ ความสามารถในการรับมือกับวิกฤตน้ำ และการพึ่งพิงธรรมชาติ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างต้นทุน ระดับความเสี่ยง กระแสการลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน สำหรับการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันในอนาคต

3. Nature Call: การทวงถามจากธรรมชาติ

กิจการที่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติ จะแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวกับธรรมชาติ การพึ่งพาบริการจากระบบนิเวศ และผลกระทบต่อธรรมชาติ ซึ่งสามารถส่งผลต่อมูลค่าองค์กร ผ่านการเปลี่ยนแปลงของรายได้ โครงสร้างต้นทุน การเข้าถึงแหล่งทุน และมูลค่าตราสินค้า รวมถึงสามารถอธิบายถึง การปรับตัวของธุรกิจต่อความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ต่อการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ หรือต่อความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่เกี่ยวกับธรรมชาติในการช่วยเสริมสร้างมูลค่าในระยะยาวของกิจการ

4. Value Chain Challenges: ความท้าทายในห่วงโซ่คุณค่า

กิจการที่มีการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จะคิดวิธีดำเนินการกับคาร์บอนในฐานะปัจจัยด้านผลิตภาพ (Factor of Productivity) ที่ช่วยเชื่อมโยงการลดก๊าซเรือนกระจกเข้ากับการสร้างมูลค่า ภาวะพร้อมผัน และขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ รวมถึงการริเริ่มปรับแนวนโยบายองค์กรให้สอดรับกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ ตลอดจนการยกระดับวิธีดำเนินงานด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการผลักดันการเติบโตที่ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง

5. Governance under Constraint: ธรรมาภิบาลภายใต้ขีดจำกัด

ความท้าทายหลักต่อการดำเนินงาน ESG มิใช่เรื่องที่ซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงจะเลือกได้ แต่เป็นเรื่องของการทำอย่างคัดสรรและมีวินัย ในปี 2569 กิจการจะเพิ่มความกระชับในการตรวจสอบดูแล การจัดลำดับความสำคัญกับความเสี่ยงและโอกาสที่เป็นสาระสำคัญต่อธุรกิจ และทำให้แน่ใจว่าความพยายามในการกำกับดูแลและการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่น ความพร้อมผัน (Resilience) ในระยะใกล้ และการสร้างมูลค่าในระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่แยกส่วนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

6. Disclosure Gap: ช่องว่างการเปิดเผยข้อมูล

จากข้อจำกัดที่มาตรฐานการรายงานความยั่งยืนไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ส่งผลให้การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับกิจการ มีลักษณะกระจัดกระจายและแตกต่างกัน ทำให้ธุรกิจที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งกับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียต่อการใช้ข้อมูล ESG ของกิจการ จะมีแนวทางการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนโดยใช้การวิเคราะห์ประเด็นสาระสำคัญตามบริบทของกิจการ มีการจัดทำดัชนีข้อมูลที่อิงตามมาตรฐานการรายงานที่เกี่ยวข้อง และมีการวางแนวเนื้อหาให้สอดคล้องกับเกณฑ์ประเมินของหน่วยงานผู้ประเมินซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

เมื่อโลก ‘ผันผวน’ ธุรกิจต้อง ‘พร้อมผัน’

“โจทย์สำคัญที่ธุรกิจต้องถามตัวเองในวันนี้คือ จะทำอย่างไร เพื่อให้การขับเคลื่อน ‘ความยั่งยืน’ จากที่เคยหวังผลในระยะไกล (Long Term) มาสู่การสร้างประโยชน์ในระยะใกล้ (Near Term) และยังคงสามารถขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง​ที่เรียกว่า Resilience หรือ ‘ความพร้อมผัน’ เพื่อให้ธุรกิจยังคง​เดินหน้าเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืนได้ ควบคู่ไปกับการรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการรักษาความเข้มแข็งภายในองค์กรในระยะสั้นไปพร้อมกัน ภายใต้การขับเคลื่อนตามกรอบ Corporate Resilience Framework”  

มุมมองของ ดร.พิพัฒน์ ต่อการขับเคลื่อน ‘ความยั่งยืน’ ของภาคธุรกิจจากนี้ ที่ต้องมีความเข้าใจ​ ‘Corpoarate Resilience Framework’ เพื่อเป็นกรอบสำหรับองค์กรในการขับเคลื่อนเพื่อสร้าง ‘ความพร้อมผัน’ และสามารถนำไปสู่การสร้างความยั่งยืนให้แก่องค์กรได้ในที่สุด โดยสามารถนำไปวิเคราะห์ได้ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ การทำกรอบความพร้อมผันของธุรกิจหรือองค์กร (Corporate Resilience Framework) จำเป็นต้องเข้าใจปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจ ทั้งความจำเป็นของธุรกิจใน​การพึ่งพาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (Dependencies)  ความเสี่ยงและโอกาสของธุรกิจ (Risk& Opportunity) รวมท้ังผลกระทบที่ธุรกิจสามารถสร้างให้เกิดได้ (Impact) ​

พร้อมทั้งเข้าใจรูปแบบการขับเคลื่อนว่าต้องการนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด เช่น ทำเพื่อบรรเทาผลกระทบ  (Mitigation) ซึ่งเป็นการรับมือเมื่อมีผลกระทบจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้น และต้องการบรรเทาหรือป้องกันให้มีความเสียหายเกิดขึ้นได้น้อยที่สุด โดยมีปัจจัย​ที่องค์กรต้องนำมาพิจารณาคือ ความเสี่ยงหรือโอกาส และอิมแพ็กหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากองค์กร

ส่วนอีก 2 รูปแบบ คือ การปรับตัว (Adaptation) ซึ่งเป็นการรับมือในระยะสั้น เพื่อเตรียมพร้อมในการอยู่รอด ภายใต้ปัจจัยที่เกี่ยวข้องจากความเสี่ยง (โอกาส) หรือการตกอยู่ในภาวะพึ่งพาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น สภาพอากาศ หรือทรัพยากรธรมชาติ จึงจำเป็นต้องวางแผนเพื่อการปรับตัวจากความไม่แน่นอนที่จะมากระทบต่อความเสี่ยงหรือภาวะพึ่งพาดังกล่าว

ขณะที่​การเปลี่ยนผ่าน (Transition) เป็นการมองในระยะยาว เพื่อสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือคุณค่าระยะยาวให้แก่ธุรกิจ โดยมีปัจจัยสำคัญในเรื่องภาวะพึ่งพา และผลกระทบต่างๆ ที่ธุรกิจจะสามารถส่งต่อ​ได้ ​

กรอบการขับเคลื่อน Resilience สามารถปรับใช้ได้ในทุกมิติของการขับเคลื่อนความยั่งยืน ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบดด้านทั้ง Risk ,Opportunity, Dependecies และ Impact และนำไปปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งการบรรเทา การปรับตัว หรือการเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือต่อปัจจัยเสี่ยงที่มีอยู่รอบด้านได้ ซึ่งก่อนหน้าหลายคนอาจเข้าใจว่า Resilience คือการลืมแล้วลุกให้ไว แต่ในความเป็นจริง หากธุรกิจเข้าใจการขับเคลื่อนในเรื่อง Resilience  ก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อวางแผนในการสร้างศักยภาพ และเติบโตได้โดยไม่จำเป็นต้องล้ม ซึ่งการมีความพร้อมผัน จะทำให้ธุรกิจหรือองค์กรมีทั้งความสามารถในการไปต่อ และสามารถเติบโตได้  Resilience  จึงถือเป็นการขับเคลื่อนความยั่งยืนขององค์กรในระยะสั้น ขณะที่ Sustainability จะเป็นมิติระยะยาวที่อาจต้องรอการเปลี่ยนผ่านแบบ Generation ต่อ Generation ซึ่งในวาระที่ธุรกิจมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนและปัจจัยลบรอบด้านเช่นนี้ Resilience จึงเป็นหนึ่งทางออกที่หลายองค์กรควรเรียนรู้และทำความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น”​

Corporate Resilience in a Turbulent World 

เพื่อความเข้าใจการขับเคลื่อน ‘ความพร้อมผัน’ ภายในองค์กร สถาบันไทยพัฒน์ ยังได้จัดเสวนา ‘Corporate Resilience in a Turbulent World’ เพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบ​ความพร้อมผันของกิจการ (Corporate Resilience Framework) ที่เพิ่มมากขึ้น

คุณวรณัฐ เพียรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า ในสภาวการณ์เช่นนี้ องค์กรควรยกระดับการดำเนินงาน ESG จาก การปฏิบัติตามเชิงรับ สู่ การสร้างคุณค่าเชิงรุก ประการแรก เป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยใช้ช่วงเวลานี้วางรากฐานที่แข็งแกร่งกว่าที่กฎหมายกำหนด ประการที่สอง เป็นการเปลี่ยนจาก Compliance สู่ Value Creation โดยบูรณาการความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้ และประการที่สาม เป็นการลงทุนในระบบที่แท้จริงด้วยการสร้างระบบการจัดการข้อมูลและการรายงานที่มีคุณภาพ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนองค์กร

คุณฌานสิทธิ์ ยอดพฤติการณ์ กรรมการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวเสริมว่า เครื่องมือที่กิจการสามารถนำมาใช้ในกรอบความพร้อมผันของกิจการ ได้แก่ เครื่องมือการประเมินผลตอบแทนจากความพร้อมผัน (Return on Resilience – RoR) ที่ใช้ได้ทั้งในระยะของการบรรเทาผลกระทบ การปรับตัว และการเปลี่ยนผ่าน โดยเชื่อมโยงกับรายจ่ายด้านทุน (CAPEX) และรายจ่ายดำเนินงาน (OPEX) และเครื่องมือการคำนวณปันผลสามประโยชน์จากความพร้อมผัน (Triple Dividend of Resilience – TDR) ในระยะของการปรับตัว ซึ่งเกี่ยวข้องกับประโยชน์ที่ได้รับจากการพิจารณาปัจจัยการพึ่งพาและปัจจัยเสี่ยงที่ธุรกิจต้องเผชิญอย่างรอบด้าน

Corporate Resilience Framework ที่สถาบันไทยพัฒน์นำมาเปิดเผยในงานนี้เป็นครั้งแรก จะช่วยให้กิจการสามารถใช้เป็นกลไกในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน ที่มิใช่เพียงการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว แต่เป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มผลกำไรและลดความเสี่ยงในโลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง

องค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานที่สนใจ สามารถศึกษาแนวการดำเนินธุรกิจเพื่อรับมือกับสัญญานเตือนด้านความยั่งยืนจากปัจจัย ESG ทั้ง 6 ทิศทาง ในหนังสือ 2026 ESG Trends : Sustainability Red Flags  ซึ่งสามารถดาวน์โหลด (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ได้ทางเว็บไซต์ https://thaipat.org