แสนสิริ จัดฟอรัม ‘GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future’ ปรับกลยุทธ์สู่ Regenerative Business เซ็ตมาตรฐานสร้าง ‘สินทรัพย์แห่งอนาคต’ มุ่งยกระดับการขับเคลื่อนธุรกิจให้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น
คุณอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กระบวนการคิด การทำธุรกิจ และการตัดสินใจต่างๆ เพื่อสามารถขับเคลื่อนจากนโยบายไปสู่การลงมือทำจริง พร้อมทั้งการเซ็ตมาตรฐานต่างๆ โดยเชื่อว่า ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่ภาระ แต่กำลังกลายเป็นรากฐานใหม่ของขีดความสามาถในการแข่งขัน และการทำธุรกิจนับจากนี้ไป โดยระหว่างการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero หลายบริษัทเกิดธุรกิจใหม่ๆ ที่สามารถเติมเต็มหรือสร้างมูลค่าใหม่ๆ ให้องค์กรได้มากขึ้น และมีทิศทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมไปสู่อนาคตได้มากขึ้น
ขณะที่ การขับเคลื่อน ความยั่งยืน ของแสนสิริ จากนี้ไปจะไม่ได้มองเพียงการลดผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อม เช่น ลดคาร์บอน ลดขยะ หรือการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ แต่จะมุ่งสู่ Regenerative Future ที่มีส่วนช่วยฟื้นฟูและสร้างคุณค่าเพิ่ม เพื่อสามารถส่งต่อส่ิงที่ดีขึ้นให้ผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ได้เพิ่มมากขึ้น
เช่นเดียวกับพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ที่ต้องการยกระดับสู่การเป็นสินทรัพย์ที่ดีและพร้อมสำหรับอนาคตมากขึ้น จากที่เน้นโฟกัสเรื่องของทำเล ฟังก์ชั่น และราคา จะเพิ่มปัจจัยที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยในระยะยาวได้เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพอากาศ ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร และความสามารถในการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้อยู่อาศัยทุกคน โดยมีเป้าหมาย Wellness Community & Biodiversity Flagship Projects ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญในการพัฒนาโครงการนับจากนี้เป็นต้นไป
การขับเคลื่อนของแสนสิริ ยังตอบโจทย์ประเทศไทยในการขับเคลื่อน Net Zero 2050 รวมทั้งเป้าหมายองค์กรที่จะมุ่งสู่ Net Zero ภายในปีเดียวกัน รวมทั้งเป้าหมายระยะกลาง ที่ต้องการลด GHG Emission ลง 20% ภายในปี 2030 ซึ่งปัจจุบันสามารถลดการปล่อยลงได้แล้ว14%

การขับเคลื่อนของแสนสิริ ที่ให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจังมาโดยตลอด ทำให้สามารถปรับตัวรับกฏกติกาใหม่ๆ อย่าง Thailand Taxonomy ในระยะที่ 2 ที่ขยายขอบเขตมาสู่การสร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และกลายเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่ได้รับการอนุมัติ Green Loan ตามเกณฑ์ที่เข้มข้นมากขึ้นของ Thailand Taxonomy จากธนาคารกสิกรไทย ด้วยวงเงินกว่า 4,000 ล้านบาท สะท้อนอีกหนึ่งโอกาสจากการขับเคลื่อนความยั่งยืนสู่การเข้าถึงแหล่งทุนที่มีศักยภาพได้เพิ่มมากขึ้น
“แสนสิริถือเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่นำค่า Emission Intensity (ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อตารางเมตร) ที่สอดคล้องกับเส้นทางการลดคาร์บอนของประเทศ ( Decarbonization Pathway) มาใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ โดยมีค่าความเข้มที่ราว 59% ต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ราว 80% ซึ่งได้รับการรับรองโดย Bureau Veritas (บูโร เวอริทัส) องค์กรตรวจสอบมาตรฐานระดับสากล สิ่งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นขั้นสูงสุดให้นักลงทุนและสถาบันการเงินระดับโลก ขณะที่แสนสิริตั้งเป้าเพิ่มความท้าทายด้วยการตั้งเป้าลด Emission Intensity ให้ต่ำลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต”
ไม่เพียงการปรับเปลี่ยนจากธุรกิจของตัวเองเท่านั้น แสนสิริยังให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืนตลอดทั้งซัพพลายเชน ซึ่งอยู่ในสโคป 3 ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 4,000 ราย จากหลายกลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยง อาทิ ผู้ผลิตปูนซิเมนต์ เหล็ก ระบบปรับอากาศ วัสดุไม้ ผู้ให้บริการด้านพลังงาน ผู้รับเหมา และผู้ให้บริการด้านระบบต่างๆ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีห่วงโซ่ที่กว้างและยาวอย่างมาก จึงจำเป็นที่ต้องขับเคลื่อนทั้งองคาพยพที่อยู่ในระบบนิเวศเดียวกัน เพื่อให้ทั้งอุตสาหกรรมสามารถยกระดับมาตรฐานไปสู่กฏเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลง และปรับตัวเพื่อรอดไปพร้อมกันได้
อย่างไรก็ตาม แสนสิริไม่สามารถบรรลุเป้าหมายต่างๆ ที่ต้ังไว้ได้เพียงคนเดียว หากไม่สามารถสร้างความร่วมมมือในการเปลี่ยนผ่านจากพันธมิตรภายในห่วงโซ่ นำมาสู่การปรับเกณฑ์ในการคัดเลือกพันธมิตรภายในอนาคต จากที่เคยพิจารณาจากคุณภาพ ราคา ความสามารถในการส่งมอบสินค้าได้ตรงตามเวลา แต่จากนี้ไปความสามารถและประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร ทั้งด้านพลังงาน การจัดการวัสดุเหลือใช้ต่างๆ จะกลายมาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเลือกคู่ค้าหรือพันธมิตรของแสนสิริเพิ่มมากขึ้นในอนาคต






