<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Dialogue &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/category/dialogue/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 11 Apr 2026 08:42:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Dialogue &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;สงครามตะวันออกกลาง&#8217; วิกฤตราคาน้ำมัน แต่เร่งการ​เปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และโอกาสขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/middle-east-war-drive-energy-transition/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 11 Apr 2026 08:42:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[กรีนโลจิสติกส์]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ความมั่นคงพลังงานโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ช่องแคบฮอร์มุซ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร. กิติกร จามรดุสิต]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามตะวันออกกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[โลจิสติกส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41033</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อ &#8216;ความมั่นคงพลังงานโลก&#8217; สถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าสงครามไม่ได้เป็นเรื่องของพลังงานเท่านั้น แต่อาจขยายมิติไปด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การขนส่ง การเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ รวมไปถึงความมั่นคงด้านสังคม งานเสวนาออนไลน์ โดย คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับเครือข่ายที่ประชุมผู้บริหาร 4 สถาบันด้านสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ &#8216;สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม&#8216; เผยให้เห็นมุมมองเชิงวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนต่อทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ การเสวนาครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะด้านสิ่งแวดล้อมจากหลายสถาบัน ได้แก่ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงคณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร. กิติกร จามรดุสิต, ดร. อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา, รองศาสตราจารย์ ดร. ชยานนท์ ภู่เจริญ, รองศาสตราจารย์ ดร. จรรยา ชาญชัยชูจิต และ ดร. จตุพร เทียรมา เนื้อหาการเสวนามุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อความมั่นคงพลังงานโลก ทั้งในด้านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/middle-east-war-drive-energy-transition/">&#8216;สงครามตะวันออกกลาง&#8217; วิกฤตราคาน้ำมัน แต่เร่งการ​เปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และโอกาสขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อ &#8216;<strong>ความมั่นคงพลังงานโลก&#8217;</strong> สถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าสงครามไม่ได้เป็นเรื่องของพลังงานเท่านั้น แต่อาจขยายมิติไปด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การขนส่ง การเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ รวมไปถึงความมั่นคงด้านสังคม</p>
<p><span id="more-41033"></span></p>
<p>งานเสวนาออนไลน์ โดย <strong>คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> ร่วมกับเครือข่ายที่ประชุมผู้บริหาร 4 สถาบันด้านสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ &#8216;<strong>สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม</strong>&#8216; เผยให้เห็นมุมมองเชิงวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนต่อทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ</p>
<p>การเสวนาครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะด้านสิ่งแวดล้อมจากหลายสถาบัน ได้แก่ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงคณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร. กิติกร จามรดุสิต, ดร. อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา, รองศาสตราจารย์ ดร. ชยานนท์ ภู่เจริญ, รองศาสตราจารย์ ดร. จรรยา ชาญชัยชูจิต และ ดร. จตุพร เทียรมา</p>
<p>เนื้อหาการเสวนามุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อความมั่นคงพลังงานโลก ทั้งในด้านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และความเสี่ยงเชิงระบบต่างๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะในบริบทด้านการขนส่ง ท่องเที่ยว การเกษตร และการปรับตัวของภาคส่วนต่างๆ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมรับชมได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤตพลังงานต่อชีวิตประจำวัน และแนวทางการปรับตัว สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างสถานการณ์ระดับโลกกับสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<figure id="attachment_41041" aria-describedby="caption-attachment-41041" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="wp-image-41041 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Hormuz1.jpg" alt="" width="1200" height="605" /><figcaption id="caption-attachment-41041" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>วิกฤตน้ำมัน กระทบมากกว่า​แค่พลังงาน</strong></p>
<p><strong>ศ.ดร.กิติกร จามรดุสิต</strong> <strong>คณบดี คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> เผยว่า​​ โลกอยู่ในช่วงที่ต้องเผชิญวิกฤตราคาพลังงาน จากซัพพลายพลังงานทั่วโลกหายไปราว 20% ​เนื่องจาก <strong>&#8216;น้ำมันดิบ&#8217;</strong> ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าเพื่อนำมากลั่น ดังนั้น วิกฤตไม่ได้กระทบแค่พลังงานสำหรับเติมรถยนต์อย่างเดียว แต่กระทบเม็ดพลาสติก เพราะในตัวน้ำมันดิบที่ผ่านการกลั่นจะได้ตัวต้นทางปิโตรเลียม ปิโตรเคมี ซึ่งเม็ดพลาสติกมาจากในส่วนนี้</p>
<p>​มองอีกด้านหนึ่งคือ<strong> โอกาสด้านสิ่งแวดล้อม</strong> เนื่องจากพลังงานหลักวันนี้คือฟอสซิล ​แม้​จะ​มีพลังงานทางเลือก แต่อัตราการผลิตในไทยยังไม่มาก การ​พึ่งพาฟอสซิลทำให้เมื่อมีการใช้พลังงานจะเกิดก๊าซเรือนกระจก นำมาสู่ภาวะโลกร้อน หากมองมุมหนึ่งอาจเป็นโอกาสเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิล แม้ในเชิงเศรษฐกิจต้องลงทุน แต่หากมองด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะลดระดับลง จะเห็นว่าหลังจากการประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ หลายประเทศมีการประกาศเป้าหมายเดินหน้าสู่ Net Zero และประเทศไทยล่าสุด ประกาศเป้าหมายใหม่ Net Zero 2050 ดังนั้น ตรงนี้จะเป็นโอกาสในการเปลี่ยนนโยบาย</p>
<p><em>“ในวิกฤตบางทีก็อาจ​เป็นโอกาส ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริม EV หากเร่งให้เร็วขึ้นก็อาจจะเป็นส่วนดี ขณะเดียวกัน ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ สามารถมองให้ไกล คือ เป็น EV Hub เพราะหลายเจ้าผลิตในไทยและไทยมีศักยภาพสูง EV กำลังมา ควรส่งเสริม รวมถึง ไฮโดรเจน อาจจะต้องเริ่มขยับให้มากขึ้น รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน”</em> <strong>รศ.ดร.กิติกร  </strong>กล่าว</p>
<p><strong>โอกาสสำคัญ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด  </strong></p>
<p>ปัจจุบันประเทศไทยใช้พลังงานนำเข้ามากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะแหล่งนำเข้าหลักคือ ตะวันออกกลาง UAE และ ซาอุดิอาราเบีย สงครามตะวันออกกลางจึงส่งผลกระทบต่อไทยทันที เมื่อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้​ไม่สามารถนำเข้าพลังงานได้เท่าเดิม กระทบซัพพลาย และราคาน้ำมันโลกผันผวน</p>
<p><strong>ดร.อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา</strong> <strong>อาจารย์คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> กล่าวว่า หากพูด​เชิงเศรษฐกิจ ไทยมีการนำเข้าพลังงานรวมมูลค่ากว่า 63,503 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าน้ำมันกว่า 71% หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น มูลค่านำเข้าก็ต้องเพิ่มขึ้น กระทบต่อเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมของประเทศ</p>
<p><em>“แต่ในวิกฤตมีโอกาส โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม หากราคาน้ำมันแพง เชื้อเพลิงฟอสซิลแพงขึ้น ก็จะ​หันมาใช้พลังงานทดแทนอื่นๆ จากเป้าหมายเดิมของไทยในปี 2030 ที่จะเพิ่มยานยนต์ไฟฟ้า 30% ของการขายรถทั้งประเทศ รัฐบาลอาจต้องเร่งซัพพอร์ตยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่ม​ขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคขนส่ง รถบรรทุก รถพ่วงขนาดใหญ่ เป็นเรื่องยากที่จะใช้ไฟฟ้าเพราะต้องเดินทางระยะไกล ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะต้องพิจารณาและวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาขนส่งสาธารณะให้ดียิ่งขึ้นเพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถควบคุมการใช้ได้ เช่น น้ำมัน ไฟฟ้า เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังในการวางแผนขนส่งสาธารณะให้ดียิ่งขึ้น ผลักดันเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050”</em></p>
<p>ทั้งนี้ การจะเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านไปผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น อาจต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สมาร์ทกริด (Smart Grid) เพื่อรองรับ EV และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น วิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจจะเป็นตัวเร่งสำคัญ ที่ทำให้ประเทศวางแผนพลังงานอย่างมั่นคงและเพิ่มการพิจารณาพลังงานสะอาดเข้ามา ลดการใช้พลังงานฟอสซิล เน้นการผลิตเองในประเทศ ลดการพึ่งพานอกประเทศ เพื่อผลักดันไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero2050 ได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงมากขึ้น</p>
<figure id="attachment_41042" aria-describedby="caption-attachment-41042" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-41042 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Hormuz2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-41042" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><b> </b><strong>ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ เร่งปรับตัว ถึงเวลาขยับสู่กรีนโลจิสติกส์  </strong></p>
<p>สำหรับด้านโลจิสติกส์ เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ผลกระทบที่เกิดกับไทยนั้น <strong>รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต ผู้อำนวยการศูนย์กาจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และ</strong> <strong>ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมกิจการต่างประเทศมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</strong> มองว่า สงครามตะวันออกกลาง ช่วยผลักดันเรื่องโลจิสติกส์และแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การขนส่ง โลจิสติกส์ เป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงอันดับ 2 รองจากภาคพลังงาน การขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอนของไทยและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในภาคขนส่งจึงมีความสำคัญ</p>
<p><strong>ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน </strong>ซึ่งมีการทำวิจัยเป็นหลักเกี่ยวกับโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในมิติการลดการปล่อยคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นโรดแมป กลยุทธ์ การใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในภาคธุรกิจ ดังนั้น วิกฤตครั้งนี้จึงมีการศึกษาว่า ภาคธุรกิจจะเข้าสู่ Net Zero ได้อย่างไร มีกลยุทธ์ในการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างไร โดยศึกษาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่วนใหญ่ของผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 90.6% เป็นบริษัทโลจิสติกส์/ขนส่ง  พบว่า โลจิสติกส์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากพลังงานที่หายไป  การดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ กว่า 65.6% ได้รับผลกระทบมากและรุนแรง</p>
<p><strong>ด้านที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด</strong> อันดับ 1 คือ ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น (เชื้อเพลิง ประกันภัย) อันดับ 2 ระยะเวลาการขนส่งยาวขึ้น/ต้องเปลี่ยนเส้นทาง อันดับ 3 ความล่าช้าในห่วงโซ่อุปทาน/ปัญหาสินค้าคงคลัง อันดับ 4 ความไม่แน่นอน/ความน่าเชื่อถือของการขนส่งลดลง และ อันดับ 5 ข้อจำกัดด้านกำลังการขนส่ง (เรือ เครื่องบิน)</p>
<p><strong>ผลกระทบต่อแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (</strong><strong>Decarbonization) </strong>ขององค์กร พบว่า กว่า 37.5% มีความล่าช้าปานกลาง 18.8% มีความล่าช้าเล็กน้อย 15.6% มีความล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ 15.6% มีการเร่งดำเนินการเพิ่มขึ้น เช่น การใช้พลังงานทางเลือก เพิ่มการปรับปรุงประสิทธิภาพ การดำเนินงาน การปรับโครงสร้าง และ 12.5% ไม่มีผลกระทบ</p>
<p><strong>ด้านความสำคัญเชิงกลยุทธ์ขององค์กรในปัจจุบัน</strong> อันดับ 1 คือ การควบคุมต้นทุนแลเพิ่มความยืดหยุ่น อันดับ 2 การรักษาความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือของการบริการ น้ำมันขึ้นได้แต่อย่าให้ขาด เพราะผลกระทบไม่ได้อยู่ที่บริษัทขนส่งอย่างเดียว แต่กระทบไปยังผู้บริโภคด้วย อันดับ 3 การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน อันดับ 4 การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก สำหรับการขนส่ง และ อันดับ 5 การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่ง</p>
<p><strong>จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาครัฐควรเร่งดำเนินการสนับสนุนเรื่องใดมากที่สุดเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ รับมือและเดินหน้าสู่ </strong><strong>Decarbonization ได้ต่อเนื่อง</strong></p>
<p>อันดับ 1 มาตรการช่วยลดต้นทุนระยะสั้น เช่น ค่าพลังงาน ค่าขนส่ง ประกันภัย อันดับ 2 การเร่งลงทุนในพลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ อันดับ 3 และ อันดับ 4 การสนับสนุนเส้นทางขนส่งทางรางและท่าเรือชายฝั่ง และ การผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ และ อันดับ 5 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัล</p>
<p><em>“จากการสอบถามความเห็นภาคธุรกิจโลจิสติกส์ มองว่า<strong> ความเสี่ยง</strong> คือ ราคาน้ำมัน ซึ่งหลายบริษัทพยายามส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก แต่ยังไม่ใช่เรื่องง่ายนัก โดยเฉพาะการรอเทคโนโลยีมาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกันเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนสู่กรีนโลจิสติกส์ ดังนั้น​ ภาคการขนส่งจำเป็นต้องลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันเพียงอย่างเดียว และ​เร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะภาคขนส่งในประเทศไทยที่ราว 90% จากกว่า​​ 40,000​​ บริษัท  ยังเป็นกลุ่ม​ SME  มีไม่ถึง 10% ที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้น หากจะขับเคลื่อน Decarbonization ให้ได้ทั้งเซกเตอร์ ต้องมองการช่วยเหลือการเปลี่ยนผ่านในกลุ่ม SME ด้วย&#8221;</em></p>
<p><strong>EVAT แนะรัฐผลักดัน EV Ecosystem</strong></p>
<p>ด้าน <strong>สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)</strong> แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างภาระต่อประชาชน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจในวงกว้าง พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้มากขึ้นในระยะยาว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-41035 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ภาพแนบเพิ่มเติม-1_0-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" /></p>
<p>ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ แม้​​รัฐบาลจะ​​ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมัน​หลายด้าน แต่ในเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งวางรากฐานด้านพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป โดย <strong>&#8216;ยานยนต์ไฟฟ้า&#8217;</strong> ถือเป็นหนึ่งทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ทั้งมิติด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต</p>
<p>กระแสตอบรับจากผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเทรนด์และยอดจองยานยนต์ไฟฟ้าในงาน Motor Show ปีนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนไทยเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับตัวสู่การใช้พลังงานรูปแบบใหม่ที่สะอาด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากกว่าเดิม</p>
<p>ดังนั้น การผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องการจำหน่ายรถ แต่ต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบและครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ ระบบข้อมูลกลาง มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ ตลอดจนการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคเพื่อลดความกังวลในการใช้งานจริง และทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยภายใต้นโยบาย<strong> 30@30</strong> ที่มุ่งให้การผลิตยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์มีสัดส่วน 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด และผลักดันให้การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50% ภายในปี 2030 เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว</p>
<figure id="attachment_41040" aria-describedby="caption-attachment-41040" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41040 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/EV-Truck2.jpg" alt="" width="1200" height="786" /><figcaption id="caption-attachment-41040" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>5 ข้อเสนอ จากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย</strong></p>
<p>ข้อเสนอของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยดังกล่าว เป็นผลจากการระดมความคิดเห็นร่วมกับคณะกรรมการสมาคมในการประชุมประจำเดือนช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีข้อเสนอสำคัญ 5 ประการ ได้แก่</p>
<p>1. ส่งเสริมให้ภาครัฐนำร่องใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐมากขึ้น</p>
<p>2. สนับสนุนการเร่งขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น</p>
<p>3. ผลักดันการจัดทำแอปพลิเคชันกลางโดยภาครัฐ เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานีชาร์จจากทุกผู้ให้บริการให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก</p>
<p>4. เสนอให้มีการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และลดการบริโภคน้ำมันในระยะยาว</p>
<p>5. เร่งสร้างความเชื่อมั่นทั้งระบบ เช่น บริการหลังการขาย สต็อกอะไหล่ สินเชื่อ ประกันภัย การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน ทักษะฝีมือช่าง เป็นต้น</p>
<p>สมาคมฯ เห็นว่า ข้อเสนอทั้ง 5 ประการนี้ เป็นแนวทางที่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงในระยะอันใกล้ หากได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41036 size-large aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Main-Picture_นายสุโรจน์-แสงสนิท-ที่งาน-Motor-Show-2026_0-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" /></p>
<p><strong>คุณสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย</strong> กล่าวว่า  วิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้กับประชาชนอย่างจริงจัง ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และนำพาประเทศไปสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืนมากขึ้น</p>
<p>ข้อเสนอของสมาคมฯ เป็นข้อเสนอที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาครัฐ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง เราเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/middle-east-war-drive-energy-transition/">&#8216;สงครามตะวันออกกลาง&#8217; วิกฤตราคาน้ำมัน แต่เร่งการ​เปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และโอกาสขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จับตา 20 ความเสี่ยงโลก &#8216;The Global Risks Report 2026&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/the-global-risks-report-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 04 Apr 2026 06:20:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Economic]]></category>
		<category><![CDATA[Environmental]]></category>
		<category><![CDATA[Geopolitical]]></category>
		<category><![CDATA[Global Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Societal]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Technological]]></category>
		<category><![CDATA[The Global Risks Report]]></category>
		<category><![CDATA[The Global Risks Report 2026]]></category>
		<category><![CDATA[World Economic Forum]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยงโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40822</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; เปิดรายงาน &#8216;The Global Risks Report 2026&#8216; โดยสภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF (World Economic Forum) ประเมิน ความเสี่ยง ที่โลกต้องเผชิญทั้งในระยะสั้น (ช่วง 2 ปีข้างหน้า) และในระยะยาว (10 ปีข้างหน้า) ท้ังนี้ เพื่อสะท้อนทิศทางและ​ความท้าทายที่อาจกลายเป็นตัวกำหนดอนาคตของโลก ​ครอบคลุม​มิติสำคัญทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ สังคม และเทคโนโลยี &#8217;20 ความเสี่ยง&#8217; ที่ส่งผลกระทบต่อโลกสูงสุด ในระยะสั้น ช่วง 2 ปีข้างหน้า (ประเมินถึง 2028) ประกอบด้วย1. การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐกิจ 2. ​ข้อมูลผิดและบิดเบือน3. ความแตกแยกทางสังคม4 . สภาพอากาศสุดขั้ว5. ความขัดแย้งระหว่างรัฐ6. ความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์7. ความเหลื่อมล้ำ8. การละเมิดด้านสิทธิและเสรีภาพ9. วิกฤตมลพิษ10. การบังคับให้อพยพหรือพลัดถิ่น11. ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ12. อันตรายทางออนไลน์13. ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ/ว่างงาน14. [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/the-global-risks-report-2026/">จับตา 20 ความเสี่ยงโลก &#8216;The Global Risks Report 2026&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p>เปิดรายงาน <strong>&#8216;The Global Risks Report 2026</strong>&#8216; โดยสภาเศรษฐกิจโลก หรือ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">WEF</span> (World Economic Forum) ประเมิน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความเสี่ยง</span> ที่โลกต้องเผชิญทั้งในระยะสั้น (ช่วง 2 ปีข้างหน้า) และในระยะยาว (10 ปีข้างหน้า)</p>
<p><span id="more-40822"></span></p>
<p>ท้ังนี้ เพื่อสะท้อนทิศทางและ​ความท้าทายที่อาจกลายเป็นตัวกำหนดอนาคตของโลก ​ครอบคลุม​มิติสำคัญทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ สังคม และเทคโนโลยี</p>
<p><br class="html-br" /><strong>&#8217;20 ความเสี่ยง&#8217; ที่ส่งผลกระทบต่อโลกสูงสุด ในระยะสั้น ช่วง 2 ปีข้างหน้า </strong>(ประเมินถึง 2028) ประกอบด้วย<br class="html-br" /><br class="html-br" />1. การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐกิจ <br class="html-br" />2. ​ข้อมูลผิดและบิดเบือน<br class="html-br" />3. ความแตกแยกทางสังคม<br class="html-br" />4 . สภาพอากาศสุดขั้ว<br class="html-br" />5. ความขัดแย้งระหว่างรัฐ<br class="html-br" />6. ความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์<br class="html-br" />7. ความเหลื่อมล้ำ<br class="html-br" />8. การละเมิดด้านสิทธิและเสรีภาพ<br class="html-br" />9. วิกฤตมลพิษ<br class="html-br" />10. การบังคับให้อพยพหรือพลัดถิ่น<br class="html-br" />11. ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ<br class="html-br" />12. อันตรายทางออนไลน์<br class="html-br" />13. ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ/ว่างงาน<br class="html-br" />14. การเซ็นเซอร์ /สอดส่อง<br class="html-br" />15. การรวมศูนย์ของทรัพยากร/ เทคโนโลยี<br class="html-br" />16. ปัญหาหนี้สิน<br class="html-br" />17. การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ<br class="html-br" />18. สินทรัพย์ฟองสบู่แตก<br class="html-br" />19. การชะงักของห่วงโซ่อุปทาน<br class="html-br" />20. ขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานและการคุ้มครองทางสังคม<br class="html-br" /><br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>&#8217;20 ความเสี่ยง&#8217; ที่ส่งผลกระทบต่อโลกสูงสุด ในระยะยาว ช่วง 10 ปีข้างหน้า </strong>(ประเมินถึง 2036) ประกอบด้วย<br class="html-br" /><br class="html-br" />1. สภาพอากาศสุดขั้ว ​<br class="html-br" />2. การสูญเสียความหลากหลายในระบบนิเวศ<br class="html-br" />3. การเปลี่ยนแปลงสำคัญของระบบโลก<br class="html-br" />4. ข้อมูลผิดและบิดเบือน<br class="html-br" />5. ผลกระทบเชิงลบจาก AI<br class="html-br" />6. การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ<br class="html-br" />7. ความเหลื่อมล้ำ<br class="html-br" />8. ความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์<br class="html-br" />9. ความแตกแยกทางสังคม<br class="html-br" />10. วิกฤตมลพิษ<br class="html-br" />11. การรวมศูนย์ของทรัพยากร/ เทคโนโลยี<br class="html-br" />12. ความขัดแย้งระหว่างรัฐ<br class="html-br" />13. การบังคับให้อพยพหรือพลัดถิ่น<br class="html-br" />14. ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ/ว่างงาน<br class="html-br" />15. การเซ็นเซอร์ /สอดส่อง<br class="html-br" />16. การละเมิดด้านสิทธิและเสรีภาพ<br class="html-br" />17. ปัญหาหนี้สิน<br class="html-br" />18. อันตรายทางออนไลน์<br class="html-br" />19. การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐกิจ<br class="html-br" />20. อันตรายจากอาวุธชีวภาพ / นิวเคลียร์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8211; รายงานฉบับดังกล่าว ผ่านการเก็บข้อมูลจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,300 คนทั่วโลก เพื่อส่งสัญญาณในการเตรียมความพร้อมและการปรับตัวท่ามกลางโลกที่มีความผันผวนและไม่แน่นอนในระดับสูง รวมทั้ง​การอยู่ในภาวะที่ต้องเผชิญกับวิกฤตหลายๆ ด้านพร้อมกัน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Polycrisis</span><br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; ความเสี่ยงสำคัญสูงสุดของโลกในปัจจุบันไปจนถึง 2 ปีข้างหน้า คือเรื่องของการเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐกิจ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Geoeconomic</span> และปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐ รวมทั้งความกังวลสำคัญในยุคข้อมูลข่าวสารอย่างการได้รับข้อมูลที่ผิดและบิดเบือน และปัญหาความแตกแยกทางสังคม<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; ขณะที่ความกังวลต่อปัญหาด้าน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สภาพอากาศ</span> ในช่วง 1-2 ปีนี้ อยู่ในอันดับ 4 จากปีก่อนหน้าอยู่ในอันดับ 2 สะท้อนให้เห็นความกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และสังคม รวมไปถึงความกังวลต่อปัญหา​เศรษฐกิจที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอยย่างเห็นได้ชัด<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้าน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สิ่งแวดล้อม</span> ยังคงเป็นปัญหาสูงสุดของโลกในระยะยาว และถูกมองเป็นความเสี่ยงสูงสุดอันดับ 1 มายาวนานถึง 5 ปีติดต่อกัน<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; โดยความเสี่ยง TOP3 ที่โลกกังวลสูงสุดในช่วง 10 ปีข้างหน้า ล้วนเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาสภาพอากาศสุดขั้ว, การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญของระบบโลก<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; สิ่งสำคัญคือ​ ความร่วมมือในการเดินหน้าจัดการต่อความเสี่ยงและความท้าทายที่เกิดขึ้น​อย่างบูรณาการและเร่งด่วน เพื่อจัดการต่อความเสี่ยงในโลกที่มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น และสามารถสร้างให้โลกมีความยืดหยุ่นในการขับเคลื่อนต่อไปในอนาคตได้อย่างยั่งยืน ​</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/the-global-risks-report-2026/">จับตา 20 ความเสี่ยงโลก &#8216;The Global Risks Report 2026&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิกฤติ &#8216;ฮอร์มุซ&#8217; สร้าง &#8216;Supply Shock&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/hormuz-crisis-to-supply-shock/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 04 Apr 2026 06:15:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[Geopolitical]]></category>
		<category><![CDATA[Global Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Hormuz]]></category>
		<category><![CDATA[Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Shock]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ช่องแคบฮอร์มุซ]]></category>
		<category><![CDATA[ตะวันออกกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สงคราม]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่โลก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40825</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; วิกฤติความไม่สงบบริเวณ &#8216;ช่องแคบฮอร์มุซ&#8217; (Hormuz) ไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อ ราคาน้ำมัน แต่ยัง​กระทบต่อห่วงโซ่ธุรกิจ ทำให้เกิด &#8216;Supply Shock&#8217; ในอุตสาหกรรมสำคัญทั่วโลก ​โดยเฉพาะใน 11 อุตสาหกรรมสำคัญที่อาศัยเส้นทางบริเวณช่องแคบนี้เป็นทางผ่านสำคัญ ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ​ นับเป็นหนึ่งจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นทั้งแหล่งพลังงานและผู้ผลิตวัตถุดิบอุตสาหกรรมสำคัญของโลก โดยปี​ 2025 มีการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรล/วัน หรือราว 20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลกประกอบกับตะวันออกกลางยังเป็นผู้ผลิต feedstock ปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติก ดังนั้น ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซนี้ จึงกระทบ Global Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างพลังงาน กลางน้ำอย่างเทคโนโลยี ไปจนถึงปลายน้ำอย่างอุตสาหกรรม EVส่องผลกระทบต่อ &#8216;ห่วงโซ่โลก&#8217; ใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ1. น้ำมันดิบ (Crude Oil)&#8211; ซัพพลายน้ำมันดิบ ผ่านช่องแคบนี้​ราว 20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลโลก โดยทาง IRGC (Islamic Revolutionary Guard Corps) หรือ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/hormuz-crisis-to-supply-shock/">วิกฤติ &#8216;ฮอร์มุซ&#8217; สร้าง &#8216;Supply Shock&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p>วิกฤติความไม่สงบบริเวณ <strong>&#8216;ช่องแคบฮอร์มุซ&#8217; (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Hormuz)</span> </strong>ไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ราคาน้ำมัน</span> แต่ยัง​กระทบต่อห่วงโซ่ธุรกิจ ทำให้เกิด &#8216;<strong>Supply Shock&#8217;</strong> ในอุตสาหกรรมสำคัญทั่วโลก ​โดยเฉพาะใน 11 อุตสาหกรรมสำคัญที่อาศัยเส้นทางบริเวณช่องแคบนี้เป็นทางผ่านสำคัญ</p>
<p><span id="more-40825"></span></p>
<p>ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ​ นับเป็นหนึ่งจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นทั้งแหล่งพลังงานและผู้ผลิตวัตถุดิบอุตสาหกรรมสำคัญของโลก โดยปี​ 2025 มีการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรล/วัน หรือราว 20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก<br class="html-br" /><br class="html-br" />ประกอบกับตะวันออกกลางยังเป็นผู้ผลิต feedstock ปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติก ดังนั้น ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซนี้ จึงกระทบ Global Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างพลังงาน กลางน้ำอย่างเทคโนโลยี ไปจนถึงปลายน้ำอย่างอุตสาหกรรม EV<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>ส่องผลกระทบต่อ &#8216;ห่วงโซ่โลก&#8217; ใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ</strong><br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>1. น้ำมันดิบ (Crude Oil)</strong><br class="html-br" />&#8211; ซัพพลายน้ำมันดิบ ผ่านช่องแคบนี้​ราว 20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลโลก โดยทาง IRGC (Islamic Revolutionary Guard Corps) หรือ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน คาดการณ์ว่าราคาอาจจะขยับไปถึง 200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากช่วงก่อนสงครามราคาอยู่ที่ราว 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>2. LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว)</strong><br class="html-br" />&#8211; ซัพพลายราว 20% ของ LNG ทั้งโลกที่ผ่านช่องแคบและได้รับผลกระทบ ซึ่งทาง​กาตาร์ได้หยุดผลิตแล้ว และหาก Restart ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>3. เม็ดพลาสติก &amp; ปิโตรเคมี (PE, PP, Naphtha, EG)</strong><br class="html-br" />&#8211; PE ที่มา​จาก Middle East อยู่ที่ราว 84% และส่งออกผ่านช่องแคบ ขณะที่ปริมาณ Naphtha อยู่ที่​ 80% ของดีมานด์ในเอเชีย<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>4. ปุ๋ยเคมี (Urea, Ammonia, Sulfur)</strong><br class="html-br" />&#8211; ปริมาณปุ๋ยเคมี​ 33% ของทั้ง​โลกที่ผ่านช่องแคบ โดยราคา Urea พุ่งจากตันละ 475 เหรียญสหรัฐ ไปถึง 680 เหรียญสหรัฐ<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>5. Helium</strong><br class="html-br" />&#8211; Helium ใช้ในกระบวนการผลิตชิป และอุตสาหกรรม Semiconductor ซึ่งกาตาร์ถือเป็นแหล่งผลิต Helium​ รายใหญ่ 1 ใน 3 ของโลก หรือราว 30-35% ของซัพพลายทั้งโลก โดยโรงงานทั้ง 3 แห่งหยุดหมด และไม่มีสารทดแทน<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>6. Methanol</strong><br class="html-br" />&#8211; อิหร่าน ถือเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดโลก (9+ ล้านตัน/ปี) ​ขณะที่ซัพพลายผ่านช่องแคบถึง​ 35-45% ของ Methanol ที่ส่งออกทางทะเลทั่วโลก<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>7. อะลูมิเนียม</strong><br class="html-br" />&#8211; คาดการณ์ว่าราคาจะพุ่งขึ้นราว 8% และอาจทะลุ 4,000 เหรียญสหรัฐ​​ต่อตัน กระทบทั้งต่ออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>8. อาหาร (น้ำมันถั่วเหลือง)</strong><br class="html-br" />&#8211; น้ำมันถั่วเหลืองพุ่งตาม Crude ส่งผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบ ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปเผชิญแรงกดดันจากราคา Edible Oil ที่สูงขึ้น ไปจนถึงธุรกิจร้านอาหาร<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>9. เสื้อผ้า &amp; สิ่งทอ</strong><br class="html-br" />&#8211; วัตถุดิบของเสื้อผ้าและเส้นใยสิ่งทอราว 70% มาจากอนุพันธ์น้ำมัน<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>10. กำมะถัน &amp; กรดกำมะถัน (Sulfur Sulfuric Acid)</strong><br class="html-br" />&#8211; กำมะถัน ราว 92% ของโลก เป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมัน/แปรรูปก๊าซ เมื่อโรงกลั่นอ่าวเปอร์เซียหยุด/ลดกำลัง กำมะถันผลิตน้อยลง ทำให้กรดกำมะถันขาด ส่งผลให้สกัดแร่ทองแดง+โคบอลต์ได้ยากขึ้น กระทบทั้งผู้ผลิตแบตเตอรี่ รวมทั้งกลุ่มที่ใช้ทองแดง อาทิ ก่อสร้าง, Data Center, AI infrastructure และระบบไฟฟ้า เป็นต้น<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>11. เดินเรือ &amp; โลจิสติกส์ (Shipping &amp; Logistics)</strong><br class="html-br" />&#8211; เรือสินค้า มากกว่า 100 ลำ/วัน ต้องเปลี่ยนเส้นทาง เพิ่มกว่า 14-20 วัน ทำให้จำนวนเรือในตลาดไม่พอ กระทบ้นทุนให้เพิ่มขึ้น ทั้ง​ค่าระวาง, ค่าน้ำมันเรือ, ค่าประกันภัยสงคราม, ค่าเสียเวลาที่ท่าเรือ (Demurrage) ซึ่งผลกระทบจะมาถึงใน 2-5 สัปดาห์เมื่อคอนเทนเนอร์มาถึงพร้อมกันเป็นคลื่น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/hormuz-crisis-to-supply-shock/">วิกฤติ &#8216;ฮอร์มุซ&#8217; สร้าง &#8216;Supply Shock&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โลกเข้าสู่ยุค &#8216;Adaptation&#8217; ธุรกิจ &#8216;ไปต่อ&#8217; หรือ &#8216;ตกขบวน&#8221;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/adaptation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Mar 2026 17:52:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Checklists]]></category>
		<category><![CDATA[CllimateChange]]></category>
		<category><![CDATA[ESGTrends]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero]]></category>
		<category><![CDATA[Positive Impact]]></category>
		<category><![CDATA[PositiveImpact]]></category>
		<category><![CDATA[Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Skill]]></category>
		<category><![CDATA[Survival]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[SustainableGrowth]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40564</guid>

					<description><![CDATA[<p>การขยับเป้าหมาย NetZero มาสู่ปี 2050 ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทุกภาคส่วน​ต้องเร่งปรับตัว เพื่อสามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางโลกแห่งความผันผวน ไม่แน่นอน รวมทั้งความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และวิกฤตสภาพอากาศ การปรับตัว (Adaptation) เป็นหนึ่งวาระสำคัญของภาคธุรกิจ เพื่อสามารถอยู่รอดได้ ผ่านการพัฒนานวัตกรรม สร้างความร่วมมือต่างๆ กับพันธมิตร เพื่อสร้างความยืดหยุ่น และ​เปลี่ยนผ่านได้อย่างแข็งแกร่ง รวมทั้งการสร้างให้เกิดผลลัพธ์ Impact ในแบบที่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม Why ทำไม ภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีการปรับตัว? ปี 2026 นี้ นับเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยรอบด้าน พร้อมทั้งมองหาโอกาสใหม่ เพื่อสามารถรักษาศักยภาพในการแข่งขัน และยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุค Decarbonization ที่ภาคธุรกิจมุ่งขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ LowCarbon หากภาคธุรกิจปรับตัวได้จะนำมาซึ่งโอกาสที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ &#8211; ต้นทุนทางการเงิน ดอกเบี้ยถูกลง จากการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน ซึ่งการเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำสามารถช่วยบรรเทาความท้าทายให้ธุรกิจจากการมีต้นทุนทางการผลิตที่สูงขึ้นได้ &#8211; โอกาสเชิงการตลาดสูงขึ้น รักษาลูกค้า กลุ่มเดิม เพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความท้าทายในภาวะที่ธุรกิจมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น &#8211; ความยั่งยืน ภูมิคุ้มกันป้องกันธุรกิจจากภัยพิบัติจาก สภาพอากาศ ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงที่ขยับเข้ามาใกล้ตัวและสร้างผลกระทบที่รุนแรงได้มากขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/adaptation/">โลกเข้าสู่ยุค &#8216;Adaptation&#8217; ธุรกิจ &#8216;ไปต่อ&#8217; หรือ &#8216;ตกขบวน&#8221;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs x126k92a">
<div dir="auto">การขยับเป้าหมาย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">NetZero</span> มาสู่ปี 2050 ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทุกภาคส่วน​ต้องเร่งปรับตัว เพื่อสามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางโลกแห่งความผันผวน ไม่แน่นอน รวมทั้งความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และวิกฤตสภาพอากาศ</div>
</div>
<p><span id="more-40564"></span></p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">การปรับตัว (<strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Adaptation) </span></strong>เป็นหนึ่งวาระสำคัญของภาคธุรกิจ เพื่อสามารถอยู่รอดได้ ผ่านการพัฒนานวัตกรรม สร้างความร่วมมือต่างๆ กับพันธมิตร เพื่อสร้างความยืดหยุ่น และ​เปลี่ยนผ่านได้อย่างแข็งแกร่ง รวมทั้งการสร้างให้เกิดผลลัพธ์ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Impact</span> ในแบบที่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม</div>
</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Why</span> ทำไม ภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีการปรับตัว?</strong></div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ปี 2026 นี้ นับเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยรอบด้าน พร้อมทั้งมองหาโอกาสใหม่ เพื่อสามารถรักษาศักยภาพในการแข่งขัน และยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุค <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Decarbonization</span> ที่ภาคธุรกิจมุ่งขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">LowCarbon</span> หากภาคธุรกิจปรับตัวได้จะนำมาซึ่งโอกาสที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ</div>
<div dir="auto"><strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">&#8211; ต้นทุน</span>ทางการเงิน</strong> <strong>ดอกเบี้ยถูกลง</strong> จากการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน ซึ่งการเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำสามารถช่วยบรรเทาความท้าทายให้ธุรกิจจากการมีต้นทุนทางการผลิตที่สูงขึ้นได้</div>
<div dir="auto"><strong>&#8211; โอกาสเชิงการตลาดสูงขึ้น</strong> รักษา<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ลูกค้า</span> กลุ่มเดิม เพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความท้าทายในภาวะที่ธุรกิจมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น</div>
<div dir="auto"><strong>&#8211; ความยั่งยืน</strong> ภูมิคุ้มกันป้องกันธุรกิจจากภัยพิบัติจาก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สภาพอากาศ</span> ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงที่ขยับเข้ามาใกล้ตัวและสร้างผลกระทบที่รุนแรงได้มากขึ้น ส่งผลให้กฎระเบียบด้าน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ESG</span> มีความเข้มงวดมากขึ้น เช่น <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">CBAM</span> หรือ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">EUDR</span> รวมทั้งไปความกังวลและตระหนักในเรื่องของข้อมูลและความปลอดภัยทางไซเบอร์</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>7 <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Checklists</span> บทพิสูจน์ จากคำมั่นสัญญา สู่ ‘ผลลัพธ์จริง’</strong></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>1. รายงานความยั่งยืน จะเป็น ‘มากกว่ารายงาน’</strong></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">หลังจากปี 2026 บทบาทของการเปิดเผยข้อมูล <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความยั่งยืน</span> จะเพิ่มความสำคัญ​มากขึ้น ข้อมูลด้าน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ESG</span> ​ถือเป็นภาษากลางสำหรับสื่อสารกันระหว่าง Financial Officer, investor, Banking และจะมีผลในการชี้วัดธุรกิจได้จริง</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>2. Carbon pricing ต้นทุนทางธุรกิจ</strong></div>
<div dir="auto">Carbon pricing จะเป็นต้นทุนโดยตรง ที่ภาคธุรกิจต้องรับมือมากขึ้น และจะถูกนำไปคำนวณในต้นทุน กำไรเพิ่มมากขึ้น</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>3. การเติบโตของพลังงานสะอาด</strong></div>
<div dir="auto">หลังจากปี 2026 พลังงานจะเติบโตเร็ว​ขึ้น​สองเท่า จะคาดว่า​กำลังผลิตพลังงานสะอาดจะเพิ่มขึ้นอีกกว่า 4,000 -5,000 กิกะวัตต์ ภายในปี 2030 และจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาคอขวดในระบบ เช่น การพัฒนาสายส่ง, ระบบแบตเตอรี่</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>4. การควบคุมทั้งระบบซัพพลายเชน</strong></div>
<div dir="auto">​มาตรการที่กำลังขับเคลื่อนสู่ภาคบังคัง อาทิ CBAM หรือ EUDR จะเข้ามามีบทบาทในการบังคับซัพพลายเชนทั่วโลก ความสามารถในการเปิดเผยข้อมูลจะมีความสำคัญ และช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าสำหรับภาคการส่งออกเพิ่มมากขึ้น</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>5. ความพร้อมด้าน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Climate</span> Adaptation</strong></div>
<div dir="auto">ความสามารถในการรับมือต่อความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ และภัยธรรมชาติ ​ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นด้วยความถี่ และความรุนแรงมากขึ้น จำเป็นต้องมีแผนในการกระจายความเสี่ยง ด้วยการลงทุนเพื่อการป้องกันและลดความเสียหาย</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>6. การลงทุนอย่างเชื่อมโยงกับธรรมชาติ</strong></div>
<div dir="auto">การตั้งรับ ปรับตัว โดยใช้ความได้เปรียบจากความหลากหลายทางธรรมชาติของประเทศไทยในฐานะ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">CarbonSink</span> เพื่อการป้องกันหรือลดความเสี่ยง รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการเข้าถึง Green Finance หรือต่อยอดสู่ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Biodiversity</span> Credit , <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Nature</span> Credit</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>7. การ Up-skill, Re-skill</strong></div>
<div dir="auto">ทุกองค์กรต้องเริ่มจริงจังในการสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืน การ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Upskill</span>, <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Reskill</span> บุคลากรจึงถือ​เป็นกลไกสำคัญ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเดินหน้าสู่เป้าหมาย</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/adaptation/">โลกเข้าสู่ยุค &#8216;Adaptation&#8217; ธุรกิจ &#8216;ไปต่อ&#8217; หรือ &#8216;ตกขบวน&#8221;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อโลก &#8216;ผันผวน&#8217; ธุรกิจต้อง &#8216;พร้อมผัน&#8217; ไทยพัฒน์ แนะขับเคลื่อน &#8216;Corporate Resilience Framework&#8217; ​ปรับกลยุทธ์ยั่งยืนระยะยาว สู่สร้างประโยชน์ระยะสั้น รับมือ 6 ธงแดง สัญญาณเตือนจาก ESG Trends 2026</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/thaipat-corportae-resilience-framework/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 03 Mar 2026 10:44:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Corporate Resilience Framework]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Backlash]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Trends 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Governance)]]></category>
		<category><![CDATA[Mitigation]]></category>
		<category><![CDATA[Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Red Flags]]></category>
		<category><![CDATA[Thaipat]]></category>
		<category><![CDATA[ความพร้อมผัน]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ฌานสิทธิ์ ยอดพฤติการณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ]]></category>
		<category><![CDATA[ธงแดง]]></category>
		<category><![CDATA[วรณัฐ เพียรธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันไทยพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40340</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อโลกปัจจุบัน เต็มไปด้วยความผันผวนและไม่แน่นอน ​​รวมทั้งกำลังเผชิญกับหลายปัจจัยความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิกฤตสภาพอากาศ ​ รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว และการแข่งขันในระดับสูง ​ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ความเสี่ยงเหล่านี้กลายเป็นความท้าทายสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องของ &#8216;ความยั่งยืน&#8217; (Sustainability) จากการที่ประเทศมหาอำนาจ​ถอนตัวจากข้อตกลง​ปารีส หรือแม้แต่การที่ยุโรปเลื่อนกรอบเวลาในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน ทำให้เริ่มมองเห็นการชะลอการขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืนลงจากช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา​ ซึ่งถือเป็นช่วงสูงสุดของการตื่นตัวในการขับเคลื่อนนโยบาย ESG เปิด ESG Trends 2026 กับ 6 สัญญาณธงแดง ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ​ทิศทางการขับเคลื่อน ESG ของโลก ได้ผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว และกำลังเข้าสู่ภาวะ ESG Backlash หรือ การตีกลับด้านความยั่งยืน เป็นการย่อตัวลง​จากที่เคยอยู่ในจุดสูงสุด มาสู่การปรับฐานใหม่ ​จากความผันผวนที่เกิดขึ้นทั่วโลก  ทำให้หลายธุรกิจอยู่ระหว่างการทบทวนว่าจะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง หรือ​จะลดความเข้มข้นในการขับเคลื่อนลง เพื่อหันมารักษาเสถียรภาพ และความสามารถในการแข่งขันเฉพาะหน้าให้แก่​ธุรกิจ ขณะที่อีกด้านหนึ่งปัญหาวิกฤตสภาพอากาศ ก็ถูกยกระดับเป็นให้ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถส่งผล​กระทบในปัจจุบันแบบจับต้องได้ และจำเป็นต้องหาแนวทางในการรับมือด้วยเช่นกัน &#8220;จากการติดตามทิศทางการขับเคลื่อน ESG ในระดับโลก พบว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/thaipat-corportae-resilience-framework/">เมื่อโลก &#8216;ผันผวน&#8217; ธุรกิจต้อง &#8216;พร้อมผัน&#8217; ไทยพัฒน์ แนะขับเคลื่อน &#8216;Corporate Resilience Framework&#8217; ​ปรับกลยุทธ์ยั่งยืนระยะยาว สู่สร้างประโยชน์ระยะสั้น รับมือ 6 ธงแดง สัญญาณเตือนจาก ESG Trends 2026</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อโลกปัจจุบัน เต็มไปด้วยความผันผวนและไม่แน่นอน ​​รวมทั้งกำลังเผชิญกับหลายปัจจัยความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิกฤตสภาพอากาศ ​ รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว และการแข่งขันในระดับสูง ​ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้</p>
<p><span id="more-40340"></span></p>
<p>ความเสี่ยงเหล่านี้กลายเป็นความท้าทายสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องของ <strong>&#8216;ความยั่งยืน&#8217; </strong>(Sustainability) จากการที่ประเทศมหาอำนาจ​ถอนตัวจากข้อตกลง​ปารีส หรือแม้แต่การที่ยุโรปเลื่อนกรอบเวลาในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน ทำให้เริ่มมองเห็นการชะลอการขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืนลงจากช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา​ ซึ่งถือเป็นช่วงสูงสุดของการตื่นตัวในการขับเคลื่อนนโยบาย ESG</p>
<p><strong>เปิด ESG Trends 2026 กับ 6 สัญญาณธงแดง</strong></p>
<p><strong>ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ</strong> ประธานสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ​ทิศทางการขับเคลื่อน ESG ของโลก ได้ผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว และกำลังเข้าสู่ภาวะ <strong>ESG Backlash </strong>หรือ การตีกลับด้านความยั่งยืน เป็นการย่อตัวลง​จากที่เคยอยู่ในจุดสูงสุด มาสู่การปรับฐานใหม่ ​จากความผันผวนที่เกิดขึ้นทั่วโลก  ทำให้หลายธุรกิจอยู่ระหว่างการทบทวนว่าจะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง หรือ​จะลดความเข้มข้นในการขับเคลื่อนลง เพื่อหันมารักษาเสถียรภาพ และความสามารถในการแข่งขันเฉพาะหน้าให้แก่​ธุรกิจ ขณะที่อีกด้านหนึ่งปัญหาวิกฤตสภาพอากาศ ก็ถูกยกระดับเป็นให้ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถส่งผล​กระทบในปัจจุบันแบบจับต้องได้ และจำเป็นต้องหาแนวทางในการรับมือด้วยเช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40344 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Re-Dr-pipat-.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p><em>&#8220;จากการติดตามทิศทางการขับเคลื่อน ESG ในระดับโลก พบว่า ในปี 2025 ที่ผ่านมา มีภาคธุรกิจกว่า 70% จากจำนวนที่ทำการสำรวจ ได้รายงานว่า มีการทบทวนเป้าหมาย หรือลดทอนความเข้มข้นด้านการขับเคลื่อน ESG  ลง ซึ่งมากกว่าปี 2024 ที่มีจำนวน 13% ขณะที่การขับเคลื่อนของภาคธุรกิจแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มสำคัญ คือ กลุ่มที่ตัดสินใจหยุดหรือชะลอการขับเคลื่อนลง กับอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ยังให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนต่อเนื่อง และพยายามมองหาวิธีเพื่อให้ การขับเคลื่อน ESG สามารถสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจได้แบบเฉพาะหน้าหรือระยะสั้น มากกว่าการรอให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาวแบบ Long Term เช่น เพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้ หรือช่วยลดตันทุน เพิ่มศักยภาพหรือประสิทธิภาพในการแข่งขัน โดยสามารถสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้แบบเฉพาะหน้า หรือในระยะสั้นช่วง 3-5 ปีนี้ได้&#8221;​</em></p>
<p>พร้อมกันนี้<strong> ดร. พิพัฒน์</strong> ยังได้เปิดเผย<strong> ESG Trends 2026</strong> ซึ่งสะท้อนสัญญาณการขับเคลื่อนด้าน ESG ที่น่าสนใจ เพื่อให้ธุรกิจเตรียมรับมือ และปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. ESG Backlash: </strong><strong>การตีกลับด้านความยั่งยืน</strong></p>
<p>ในปี 2569 กิจการในไทย จะมีการทบทวนจุดยืนในเรื่อง ESG ใหม่ สถาบันการเงินจะถอนการผูกมัดตนเองกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ด้วยเงื่อนไขแวดล้อมที่ไม่สามารถดำเนินการได้ บริษัทส่วนหนึ่งจะยกเลิกการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยศาสตร์ทางภูมิอากาศกับหน่วยงาน SBTi (Science Based Targets initiative) ด้วยข้อจำกัดทางข้อมูลที่มีความยุ่งยาก รวมทั้งจะมีการปรับทิศทางการดำเนินงานเรื่อง ESG ที่เน้นให้เกิดประโยชน์ในระยะสั้น แทนการหวังผลในระยะยาว</p>
<p><strong>2. Climate-driven Recession: </strong><strong>ภาวะ (เศรษฐกิจ)ถดถอยจากสภาพภูมิอากาศ</strong></p>
<p>ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้เลื่อนสถานะจากภัยคุกคามในอนาคต มาเป็นภัยคุกคามในปัจจุบัน เกษตรกรได้รับผลกระทบจากผลผลิตที่เสียหาย ครัวเรือนได้รับผลกระทบจากราคาอาหารที่แพงขึ้น ธุรกิจได้รับผลกระทบจากการจัดส่งสินค้าที่ไม่เป็นไปตามกำหนด ทำให้กิจการจะมีการดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจโดยผนวกปัจจัยด้านภูมิอากาศ ความสามารถในการรับมือกับวิกฤตน้ำ และการพึ่งพิงธรรมชาติ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างต้นทุน ระดับความเสี่ยง กระแสการลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน สำหรับการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันในอนาคต</p>
<p><strong>3. Nature Call: การทวงถามจากธรรมชาติ</strong></p>
<p>กิจการที่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติ จะแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวกับธรรมชาติ การพึ่งพาบริการจากระบบนิเวศ และผลกระทบต่อธรรมชาติ ซึ่งสามารถส่งผลต่อมูลค่าองค์กร ผ่านการเปลี่ยนแปลงของรายได้ โครงสร้างต้นทุน การเข้าถึงแหล่งทุน และมูลค่าตราสินค้า รวมถึงสามารถอธิบายถึง การปรับตัวของธุรกิจต่อความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ต่อการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ หรือต่อความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่เกี่ยวกับธรรมชาติในการช่วยเสริมสร้างมูลค่าในระยะยาวของกิจการ</p>
<p><strong>4. Value Chain Challenges: </strong><strong>ความท้าทายในห่วงโซ่คุณค่า</strong></p>
<p>กิจการที่มีการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จะคิดวิธีดำเนินการกับคาร์บอนในฐานะปัจจัยด้านผลิตภาพ (Factor of Productivity) ที่ช่วยเชื่อมโยงการลดก๊าซเรือนกระจกเข้ากับการสร้างมูลค่า ภาวะพร้อมผัน และขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ รวมถึงการริเริ่มปรับแนวนโยบายองค์กรให้สอดรับกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ ตลอดจนการยกระดับวิธีดำเนินงานด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการผลักดันการเติบโตที่ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง</p>
<p><strong>5. Governance under Constraint: </strong><strong>ธรรมาภิบาลภายใต้ขีดจำกัด</strong></p>
<p>ความท้าทายหลักต่อการดำเนินงาน ESG มิใช่เรื่องที่ซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงจะเลือกได้ แต่เป็นเรื่องของการทำอย่างคัดสรรและมีวินัย ในปี 2569 กิจการจะเพิ่มความกระชับในการตรวจสอบดูแล การจัดลำดับความสำคัญกับความเสี่ยงและโอกาสที่เป็นสาระสำคัญต่อธุรกิจ และทำให้แน่ใจว่าความพยายามในการกำกับดูแลและการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่น ความพร้อมผัน (Resilience) ในระยะใกล้ และการสร้างมูลค่าในระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่แยกส่วนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน</p>
<p><strong>6. Disclosure Gap: </strong><strong>ช่องว่างการเปิดเผยข้อมูล</strong></p>
<p>จากข้อจำกัดที่มาตรฐานการรายงานความยั่งยืนไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ส่งผลให้การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับกิจการ มีลักษณะกระจัดกระจายและแตกต่างกัน ทำให้ธุรกิจที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งกับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียต่อการใช้ข้อมูล ESG ของกิจการ จะมีแนวทางการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนโดยใช้การวิเคราะห์ประเด็นสาระสำคัญตามบริบทของกิจการ มีการจัดทำดัชนีข้อมูลที่อิงตามมาตรฐานการรายงานที่เกี่ยวข้อง และมีการวางแนวเนื้อหาให้สอดคล้องกับเกณฑ์ประเมินของหน่วยงานผู้ประเมินซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40346 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Corporate-Resilience1.png" alt="" width="1200" height="639" /></p>
<p><strong>เมื่อโลก &#8216;ผันผวน&#8217; ธุรกิจต้อง &#8216;พร้อมผัน&#8217;</strong></p>
<p><em>&#8220;โจทย์สำคัญที่ธุรกิจต้องถามตัวเองในวันนี้คือ จะทำอย่างไร เพื่อให้การขับเคลื่อน <strong>&#8216;ความยั่งยืน&#8217;</strong> จากที่เคยหวังผลในระยะไกล (Long Term) มาสู่การสร้างประโยชน์ในระยะใกล้ (Near Term) และยังคงสามารถขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง​ที่เรียกว่า <strong>Resilience </strong>หรือ <strong>&#8216;ความพร้อมผัน&#8217;</strong> เพื่อให้ธุรกิจยังคง​เดินหน้าเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืนได้ ควบคู่ไปกับการรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการรักษาความเข้มแข็งภายในองค์กรในระยะสั้นไปพร้อมกัน ภายใต้การขับเคลื่อนตามกรอบ <strong>Corporate Resilience Framework</strong>&#8221;  </em></p>
<p>มุมมองของ <strong>ดร.พิพัฒน์</strong> ต่อการขับเคลื่อน &#8216;<strong>ความยั่งยืน&#8217;</strong> ของภาคธุรกิจจากนี้ ที่ต้องมีความเข้าใจ​ &#8216;<strong>Corpoarate Resilience Framework&#8217; </strong>เพื่อเป็นกรอบสำหรับองค์กรในการขับเคลื่อนเพื่อสร้าง &#8216;<strong>ความพร้อมผัน&#8217;</strong> และสามารถนำไปสู่การสร้างความยั่งยืนให้แก่องค์กรได้ในที่สุด โดยสามารถนำไปวิเคราะห์ได้ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม</p>
<p>ทั้งนี้ การทำกรอบความพร้อมผันของธุรกิจหรือองค์กร (Corporate Resilience Framework) จำเป็นต้องเข้าใจปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจ ทั้งความจำเป็นของธุรกิจใน​การพึ่งพาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (Dependencies)  ความเสี่ยงและโอกาสของธุรกิจ (Risk&amp; Opportunity) รวมท้ังผลกระทบที่ธุรกิจสามารถสร้างให้เกิดได้ (Impact) ​</p>
<p>พร้อมทั้งเข้าใจรูปแบบการขับเคลื่อนว่าต้องการนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด เช่น ทำเพื่อบรรเทาผลกระทบ  (Mitigation) ซึ่งเป็นการรับมือเมื่อมีผลกระทบจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้น และต้องการบรรเทาหรือป้องกันให้มีความเสียหายเกิดขึ้นได้น้อยที่สุด โดยมีปัจจัย​ที่องค์กรต้องนำมาพิจารณาคือ ความเสี่ยงหรือโอกาส และอิมแพ็กหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากองค์กร</p>
<p>ส่วนอีก 2 รูปแบบ คือ การปรับตัว (Adaptation) ซึ่งเป็นการรับมือในระยะสั้น เพื่อเตรียมพร้อมในการอยู่รอด ภายใต้ปัจจัยที่เกี่ยวข้องจากความเสี่ยง (โอกาส) หรือการตกอยู่ในภาวะพึ่งพาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น สภาพอากาศ หรือทรัพยากรธรมชาติ จึงจำเป็นต้องวางแผนเพื่อการปรับตัวจากความไม่แน่นอนที่จะมากระทบต่อความเสี่ยงหรือภาวะพึ่งพาดังกล่าว</p>
<p>ขณะที่​การเปลี่ยนผ่าน (Transition) เป็นการมองในระยะยาว เพื่อสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือคุณค่าระยะยาวให้แก่ธุรกิจ โดยมีปัจจัยสำคัญในเรื่องภาวะพึ่งพา และผลกระทบต่างๆ ที่ธุรกิจจะสามารถส่งต่อ​ได้ ​</p>
<p><em>&#8220;<strong>กรอบการขับเคลื่อน Resilience สามารถปรับใช้ได้ในทุกมิติของการขับเคลื่อนความยั่งยืน ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม</strong> จากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบดด้านทั้ง <strong>Risk ,Opportunity, Dependecies และ Impact</strong> และนำไปปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งการบรรเทา การปรับตัว หรือการเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือต่อปัจจัยเสี่ยงที่มีอยู่รอบด้านได้ ซึ่งก่อนหน้าหลายคนอาจเข้าใจว่า Resilience คือการลืมแล้วลุกให้ไว แต่ในความเป็นจริง หากธุรกิจเข้าใจการขับเคลื่อนในเรื่อง Resilience  ก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อวางแผนในการสร้างศักยภาพ และเติบโตได้โดยไม่จำเป็นต้องล้ม ซึ่งการมีความพร้อมผัน จะทำให้ธุรกิจหรือองค์กรมีทั้งความสามารถในการไปต่อ และสามารถเติบโตได้  Resilience  จึงถือเป็นการขับเคลื่อนความยั่งยืนขององค์กรในระยะสั้น ขณะที่ Sustainability จะเป็นมิติระยะยาวที่อาจต้องรอการเปลี่ยนผ่านแบบ Generation ต่อ Generation ซึ่งในวาระที่ธุรกิจมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนและปัจจัยลบรอบด้านเช่นนี้ Resilience จึงเป็นหนึ่งทางออกที่หลายองค์กรควรเรียนรู้และทำความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40345 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/WIT14258.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>Corporate Resilience in a Turbulent World </strong></p>
<p>เพื่อความเข้าใจการขับเคลื่อน &#8216;ความพร้อมผัน&#8217; ภายในองค์กร สถาบันไทยพัฒน์ ยังได้จัดเสวนา <strong>&#8216;Corporate Resilience in a Turbulent World&#8217; </strong>เพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบ​ความพร้อมผันของกิจการ (Corporate Resilience Framework) ที่เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><strong>คุณวรณัฐ เพียรธรรม</strong> ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า <em>ในสภาวการณ์เช่นนี้ องค์กรควรยกระดับการดำเนินงาน </em><em>ESG </em><em>จาก <strong>การปฏิบัติตามเชิงรับ</strong> สู่ <strong>การสร้างคุณค่าเชิงรุก</strong> ประการแรก เป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยใช้ช่วงเวลานี้วางรากฐานที่แข็งแกร่งกว่าที่กฎหมายกำหนด ประการที่สอง เป็นการเปลี่ยนจาก </em><strong><em>Compliance</em></strong> <em>สู่ </em><strong><em>Value Creation</em></strong> <em>โดยบูรณาการความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้ และประการที่สาม เป็นการลงทุนในระบบที่แท้จริงด้วยการสร้างระบบการจัดการข้อมูลและการรายงานที่มีคุณภาพ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนองค์กร</em><em>”</em></p>
<p><strong>คุณฌานสิทธิ์ ยอดพฤติการณ์</strong> กรรมการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวเสริมว่า <em>เครื่องมือที่กิจการสามารถนำมาใช้ในกรอบความพร้อมผันของกิจการ ได้แก่ เครื่องมือการประเมินผลตอบแทนจากความพร้อมผัน (</em><em>Return on Resilience &#8211; RoR) </em><em>ที่ใช้ได้ทั้งในระยะของ</em>การบรรเทาผลกระทบ การปรับตัว และการเปลี่ยนผ่าน<em> โดยเชื่อมโยงกับรายจ่ายด้านทุน </em><em>(CAPEX) </em><em>และรายจ่ายดำเนินงาน </em><em>(OPEX) </em><em>และเครื่องมือการคำนวณปันผลสามประโยชน์จากความพร้อมผัน </em><em>(Triple Dividend of Resilience &#8211; TDR) </em><em>ในระยะของการปรับตัว ซึ่งเกี่ยวข้องกับประโยชน์ที่ได้รับจากการพิจารณาปัจจัยการพึ่งพาและปัจจัยเสี่ยงที่ธุรกิจต้องเผชิญอย่างรอบด้าน</em><em>”</em></p>
<p><strong>Corporate Resilience Framework</strong> ที่สถาบันไทยพัฒน์นำมาเปิดเผยในงานนี้เป็นครั้งแรก จะช่วยให้กิจการสามารถใช้เป็นกลไกในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน ที่มิใช่เพียงการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว แต่เป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มผลกำไรและลดความเสี่ยงในโลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง</p>
<p>องค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานที่สนใจ สามารถศึกษาแนวการดำเนินธุรกิจเพื่อรับมือกับสัญญานเตือนด้านความยั่งยืนจากปัจจัย ESG ทั้ง 6 ทิศทาง ในหนังสือ <strong>2026 ESG Trends : Sustainability Red Flags</strong>  ซึ่งสามารถดาวน์โหลด (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ได้ทางเว็บไซต์ https://thaipat.org</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/thaipat-corportae-resilience-framework/">เมื่อโลก &#8216;ผันผวน&#8217; ธุรกิจต้อง &#8216;พร้อมผัน&#8217; ไทยพัฒน์ แนะขับเคลื่อน &#8216;Corporate Resilience Framework&#8217; ​ปรับกลยุทธ์ยั่งยืนระยะยาว สู่สร้างประโยชน์ระยะสั้น รับมือ 6 ธงแดง สัญญาณเตือนจาก ESG Trends 2026</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทย ปักหมุด &#8216;EV Hub&#8217; อาเซียน อีกหนึ่งกลไกสำคัญ ขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/thailand-aim-ev-hub-of-asean/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 13:40:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[EnergyTransition]]></category>
		<category><![CDATA[EV Hub]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39818</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อการขนส่ง เป็นภาคส่วนสำคัญ​ที่เป็นแหล่งปล่อย ก๊าซเรือนกระจก GHGEmissions เป็นอันดับ 2 ของโลก และมีแนวโน้มเพิ่มปริมาณการปล่อย Emission เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว นับตั้งแต่ปี 1990 การเปลี่ยนผ่านเพื่อส่งเสริมการใช้ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ เพื่อลดคาร์บอนจากภาคขนส่ง และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ได้ตามเป้าหมาย ทำไม ต้องเป็น &#8216;รถยนต์ไฟฟ้า&#8217; ? การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสม 2.3 หมื่นล้านตัน ภายในปี 2050 ช่วยลดมลพิษจากท่อไอเสีย สาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั่วโลก 3.85 แสนราย ในปี 2015 การใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ลดการบริโภคน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2024 การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ยังช่วยเพิ่มโอกาสลงทุนครั้งใหญ่ พร้อมทั้งช่วย​ลดผลกระทบจากราคาน้ำมันผันผวน สถานการณ์ &#8216;ตลาด EV&#8217; ทั่วโลก ทั่วโลกวางโรดแม็พเพื่อเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่งทางถนน โดยตั้งเป้าสัดส่วน​การใช้รถยนต์คาร์บอนเป็นศูนย์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/thailand-aim-ev-hub-of-asean/">ไทย ปักหมุด &#8216;EV Hub&#8217; อาเซียน อีกหนึ่งกลไกสำคัญ ขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">เมื่อ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">การขนส่ง</span> เป็นภาคส่วนสำคัญ​ที่เป็นแหล่งปล่อย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ก๊าซเรือนกระจก</span> <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">GHGEmissions</span> เป็นอันดับ 2 ของโลก และมีแนวโน้มเพิ่มปริมาณการปล่อย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Emission</span> เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว นับตั้งแต่ปี 1990</div>
</div>
<div dir="auto"></div>
<p><span id="more-39818"></span></p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">การเปลี่ยนผ่านเพื่อส่งเสริมการใช้ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">รถยนต์ไฟฟ้า</span> (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">EV)</span> จึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ เพื่อลดคาร์บอนจากภาคขนส่ง และมุ่งสู่เป้าหมาย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Net Zero</span> ภายในปี 2050 ได้ตามเป้าหมาย</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ทำไม ต้องเป็น &#8216;รถยนต์ไฟฟ้า&#8217; ?</div>
<ul>
<li dir="auto">การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสม 2.3 หมื่นล้านตัน ภายในปี 2050</li>
<li dir="auto">ช่วยลดมลพิษจากท่อไอเสีย สาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั่วโลก 3.85 แสนราย ในปี 2015</li>
<li dir="auto">การใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ลดการบริโภคน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2024</li>
<li dir="auto">การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ยังช่วยเพิ่มโอกาสลงทุนครั้งใหญ่ พร้อมทั้งช่วย​ลดผลกระทบจากราคาน้ำมันผันผวน</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">สถานการณ์ &#8216;ตลาด EV&#8217; ทั่วโลก</div>
<ul>
<li dir="auto">ทั่วโลกวางโรดแม็พเพื่อเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่งทางถนน โดยตั้งเป้าสัดส่วน​การใช้รถยนต์คาร์บอนเป็นศูนย์ 61% ​จากยอดขายใหม่ ภายในปี 2030 และเพิ่มเป็น 93% ในปี 2035 พร้อมยุติการขายรถยนต์สันดาป​ได้​ภายในปี 2038</li>
<li dir="auto">ด้านยอดขาย​รถยนต์ไฟฟ้า ปี 2024 มีสัดส่วนมากกว่า 20% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั่วโลก หรือราว 17 ล้านคัน ​โดยคาดว่ายอดขายของปี 2025 จะเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคัน</li>
<li dir="auto">มีการประเมินมูลค่า​​ตลาด EV ทั่วโลก จะถึง 8.8 ล้านล้าน USD ภายในปี 2030 และเพิ่มเป็น 56.7 ล้านล้าน USD ในปี 2050</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ขณะที่ความเคลื่อนไหว และมูลค่าในตลาดสำคัญทั่วโลก มีดังต่อไปนี้</div>
<ul>
<li dir="auto">จีน : ผู้นำตลาด EV ยอดขายกว่า 11 ล้านคัน ในปี 2024 (เติบโต 40%) คิดเป็น 2 ใน 3 ยอดขายทั่วโลก</li>
<li dir="auto">สหรัฐอเมริกาและแคนาดา : ยอดขายรวมราว 1.8 ล้านคัน</li>
<li dir="auto">ยุโรป : ยอดขาย EV คิดเป็น 1 ใน 5 ของยอดขายรถยนต์ใหม่ ปี 2024</li>
<li dir="auto">นอร์เวย์ : รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">BEV</span>) มีสัดส่วน 88% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด</li>
<li dir="auto">เอเชีย ละตินอเมริกา และแอฟริกา : ยอดขาย EV เพิ่มขึ้น 60% ในปี 2024 ทำให้สัดส่วน EV ทั้งภูมิภาคเพิ่มเป็น 4% จาก 2.5% ในปี 2023</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">เป้าหมาย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ประเทศไทย</span> สู่ <strong>EV Hub</strong> อาเซียน</div>
<ul>
<li dir="auto">ปัจจุบันประเทศไทย ถือเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับที่ 11 ของโลก และอันดับ 1 ในอาเซียน พร้อมทั้งได้ต้ังเป้าหมายเพื่อ​เปลี่ยนผ่านสู่การเป็น ‘EV Hub ของอาเซียน’ ในฐานะตลาด EV ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ด้วยยอดจดทะเบียนใหม่ 1.53 แสนคัน ในปี 2019</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">สถานการณ์ตลาด EV ประเทศไทย ปี 2025</div>
<ul>
<li dir="auto">ยอดจดทะเบียน ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2025 มีจำนวนมากกว่า 6.6 หมื่นคัน เทียบกับ​ยอดรวมทั้งปี​ของปีก่อนหน้าอยู่ที่​ 6.7 หมื่นคัน</li>
<li dir="auto">ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) เพิ่มขึ้น 61% และคาดว่าจะทะลุ 1 แสนคัน ภายในปี 2025</li>
<li dir="auto">ยอดขายรวมในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 อยู่ที่ 54,084 คัน และคาดว่าส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ไฟฟ้า มีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 18-20%​</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">การสนับสนุนจากภาครัฐ</div>
<ul>
<li dir="auto">ขณะที่​การสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อส่งเสริมการใช้ EV เพิ่มมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า มีดังต่อไปนี้</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<p>การส่งเสริมผ่านผู้ใช้งาน</p>
<ul>
<li>ชุดมาตรการ​ EV3.0 และ EV3.5 ส่วนลดภาษีและเงินอุดหนุน 5หมื่น -1​ แสนบาท/คัน</li>
<li>มาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 1.5 แสน​บาท</li>
<li>การปรับลดภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2%</li>
<li>ช่วยผลักดันให้ตลาดเติบโตมากกว่า 400%</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">การส่งเสริมผ่านผู้ผลิต</div>
<ul>
<li dir="auto"><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">BOI</span> เสนอสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่ครอบคลุมสำหรับผู้ผลิต EV</li>
<li dir="auto">ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี สำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV)</li>
<li dir="auto">แผนพัฒนาระยะยาว ตั้งเป้า 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในปี 2030 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า</li>
<li dir="auto">ครอบคลุมรถยนต์นั่ง/รถกระบะ 7.2 แสน​คัน รถจักรยานยนต์ 6.75 แสนคัน และรถบัส/รถบรรทุก 3.4 หมื่นคัน</li>
</ul>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/thailand-aim-ev-hub-of-asean/">ไทย ปักหมุด &#8216;EV Hub&#8217; อาเซียน อีกหนึ่งกลไกสำคัญ ขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;From Report to Real Impact&#8217; 2026 ปีแห่งการปรับตัว &#8216;จุดเปลี่ยนประเทศไทย&#8217; ​​จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ด้านความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/2026-from-report-to-real-impact/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 24 Jan 2026 06:16:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[2026]]></category>
		<category><![CDATA[Checklist]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[From Report to Real Impact]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จุดเปลี่ยนประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ปี2026]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อนาคตประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39555</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และส่งผลกระทบถ้วนหน้าในทุกประเทศทั่วโลก ในปี 2026 ประเทศไทยมี พ.ร.บ.หลายฉบับที่ยังคงต้องเดินหน้าขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.โลกร้อน รวมถึง กฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน เป็นโจทย์สำคัญของภาครัฐบาลที่จะบริหารให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม หากย้อนไปดูคำมั่นสัญญาของไทยที่ได้ให้ไว้กับนานาประเทศ จากเดิมตั้งเป้าเดินหน้าสู่ Net Zero ในปี 2065 แต่ล่าสุด ได้มีการประกาศเปลี่ยนเป้าหมายให้เร็วขึ้นอีก 15 ปี หรือในปี 2050 ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจะไปถึงเป้าหมายได้นั้น ต้องให้ความสำคัญกับกฎหมายและโรดแมป สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และเป็น จุดเปลี่ยนประเทศไทย ที่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง พิสูจน์สิ่งที่เราได้ให้คำมั่นสัญญากับนานาประเทศไว้ว่าจะไปให้ถึง Net Zero ในปี 2050 เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประเด็นสำคัญที่ต้องไปให้ถึง ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวในรายการเวทีความคิด FM96.5 ถึง​สถานการณ์สิ่งแวดล้อม จากปี 2025 สู่ปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/2026-from-report-to-real-impact/">&#8216;From Report to Real Impact&#8217; 2026 ปีแห่งการปรับตัว &#8216;จุดเปลี่ยนประเทศไทย&#8217; ​​จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ด้านความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และส่งผลกระทบถ้วนหน้าในทุกประเทศทั่วโลก ในปี 2026 ประเทศไทยมี พ.ร.บ.หลายฉบับที่ยังคงต้องเดินหน้าขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.โลกร้อน รวมถึง กฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน เป็นโจทย์สำคัญของภาครัฐบาลที่จะบริหารให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม</p>
<p><span id="more-39555"></span></p>
<p>หากย้อนไปดูคำมั่นสัญญาของไทยที่ได้ให้ไว้กับนานาประเทศ จากเดิมตั้งเป้าเดินหน้าสู่ Net Zero ในปี 2065 แต่ล่าสุด ได้มีการประกาศเปลี่ยนเป้าหมายให้เร็วขึ้นอีก 15 ปี หรือในปี 2050 ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจะไปถึงเป้าหมายได้นั้น ต้องให้ความสำคัญกับกฎหมายและโรดแมป</p>
<p>สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และเป็น <strong>จุดเปลี่ยนประเทศไทย </strong>ที่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง พิสูจน์สิ่งที่เราได้ให้คำมั่นสัญญากับนานาประเทศไว้ว่าจะไปให้ถึง Net Zero ในปี 2050</p>
<p><strong>เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประเด็นสำคัญที่ต้องไปให้ถึง</strong></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</strong> ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวในรายการเวทีความคิด FM96.5 ถึง​สถานการณ์สิ่งแวดล้อม จากปี 2025 สู่ปี 2026 ว่า ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพราะราว 70% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกมาจากการใช้พลังงาน ​หาก​ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดจะมีปัญหา รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการดึงก๊าซเรือนกระจกลงสู่ใต้ดิน แต่​โจทย์สำคัญกว่าเทคโนโลยีคือ เราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39591 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตร ในช่วงที่เปลี่ยนผ่าน เรามีวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจำนวนมาก จะสนับสนุนอย่างไรก่อนที่จะก้าวไปสู่พลังงานสะอาด ต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีระบบควบคุมมลพิษ เช่น ประเทศญี่ปุ่น มีเตาเผาขยะในเมือง ที่ไม่สร้างผลกระทบต่อชุมชน</p>
<p><em>“ประเทศไทย มีขยะที่เกิดขึ้นกว่า </em><em>27 ล้านตันต่อปี แต่กำจัดถูกวิธีไม่ถึง 50% เพราะการจัดการขยะเป็นเรื่องของท้องถิ่น ดังนั้น ส่วนกลางอาจจะต้องเข้าไปช่วย และออกกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยให้เอกชนเข้ามาร่วมแก้ปัญหา ต้องเลือกใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องและคำนึงถึงปริมาณขยะด้วย ซึ่งมีหลายแห่งที่ทำได้ แต่ทำอย่างไรให้ขับเคลื่อนไปได้ทั้งประเทศ”  </em></p>
<p><strong>ปีใหม่ รัฐบาลใหม่ ต้องก้าวข้ามปัญหาเดิมๆ</strong></p>
<p>ทั้งนี้ ปัญหาด้านขยะ และ PM2.5 ยังคงเป็นปัญหาเก่าที่​ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ <strong>ดร.วิจารย์</strong> มองว่า บางเรื่องรัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำเอง แต่เอื้อให้เอกชนลงไปทำ มีระบบกำกับดูแล ขณะเดียวกัน เรื่อง PM2.5 ต้องมีมาตรการที่เด็ดขาด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเผา โดยเฉพาะการเผาในพื้นที่ป่า เรื่องคนอยู่กับป่า การจัดการที่ดิน เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ เพราะประชาชนบางส่วนอยู่มาก่อนที่จะประกาศพื้นที่ป่า แม้จะมีการจัดที่ดินให้กับชุมชนแต่ค่อนข้างช้า ความล่าช้าทำให้มีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น ตรงนี้จะเร่งรัดอย่างไร การจัดพื้นที่ให้ประชาชนต้องมีเงื่อนไขห้ามเผา และส่งเสริมการเกษตรที่ไม่เผา นำการตลาดเข้ามาช่วย และต้องมองอย่างครบวงจร</p>
<p><em>“นอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกส่วน คือ ภาคการดูดกลับ จากยุทธศาสตร์ชาติ </em><em>20 ปี ที่ตั้งเป้ามีพื้นที่สีเขียว 55% ของพื้นที่ประเทศ ตอนนี้มีราวๆ กว่า 30% และแต่ละปี​เพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% ดังนั้น เป็นเรื่องยากที่จะไปถึง 55% นับเป็นความท้าทายของไทยในการวางโรดแมป​​เพื่อ​ดูแลพื้นที่ป่าและพื้นที่ป่าในเมือง เพื่อบรรลุเป้าหมายได้อย่างที่วางไว้”   </em></p>
<p>นอกจาก ขยะและ PM2.5 แล้ว <strong>&#8216;ภัยพิบัติทางธรรมชาติ&#8217;</strong>  เป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ จากเหตุน้ำท่วมเชียงราย เชียงใหม่ เมื่อต้นปี 2025 ​และหาดใหญ่ จ.สงขลา ช่วงปลายปี ดังนั้น ในปี 2026 ​​​ต้องเตรียมความพร้อม ทั้ง​ระบบการป้องกัน เตือนภัย การสื่อสารบนฐานข้อมูลจริง หากมีระบบเตือนภัย ระบบสื่อสารที่ดี จะลดการสูญเสียได้</p>
<p><em>“</em><em>3 เรื่องใหญ่ของโลก ที่เราจะประสบ คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหามลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งสามเรื่องเป็นสิ่งเชื่อมโยงกัน และต้องให้ความสำคัญ เพราะการที่มีประเทศไทยอย่างทุกวันนี้ เรื่องของการเกษตรก็ได้รับการเกื้อหนุนจากความหลากหลายทางชีวิภาพที่เรามีอยู่ สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคน หากไม่แก้ในวันนี้เราจะไม่มีโอกาสแก้ ปัญหาต่างๆ ถาโถมเข้ามาหนักหนาสาหัสทั้งช่วงนี้ และต่อๆ ไป”</em></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-39559 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/flood.jpg" alt="" width="900" height="600" /></p>
<p style="text-align: center;">Cr.Freepik</p>
<p><strong>ยุคแห่ง &#8216;Adaptation&#8217; ไม่ปรับ ก็สู้ไม่ได้</strong></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า ​การใช้พลังงานสะอาดยังช่วยเพิ่มโอกาสให้​ประเทศไทย โดยเฉพาะการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ เพราะสิ่งแรกที่นักลงทุน​มองหา​คือ การมีไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด​​​​จึง​ต้องมีการเตรียมพร้อม นโยบาย กฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน รวมถึงการเกษตรแนวใหม่ ทีใช้ทรัพยากรน้อยและให้ผลผลิตค่อนข้างสูง ขายได้มูลค่าสูง ใช้น้ำน้อย  จำเป็นต้องให้ความสำคัญในการปรับตัวจึงจะสามารถรักษาความสามารถทางการแข่งขันไว้ได้</p>
<p>สอดคล้องกับข้อมูลจาก <strong>​&#8217;</strong><strong>Future Trends Ahead 2026&#8242; </strong>โดย <strong>Future Skill</strong>  มองภาพการเปลี่ยนแปลงในปี 2026 เป็นปีแห่งการปรับตัวและมองหาโอกาสใหม่​ โดยระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2026 เหมือนการเดินทางครั้งใหญ่ที่ทุกคนต้องปรับตัวไปด้วยกัน ท่ามกลางสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างการค้าโลกที่กำลังปรับเปลี่ยน การตึงเครียดระหว่างประเทศที่ยังคงอยู่ และเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวกระโดด สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างความท้าทายและโอกาส</p>
<p>รายงานยังระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานใหม่ กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมหลัก การลงทุนจากผู้ผลิตรถยนต์จีนหลายรายกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โอกาสยังครอบคลุมไปถึงการผลิตแบตเตอรี่ สถานีชาร์จไฟฟ้า ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะและการรีไซเคิลแบตเตอรี่ ส่วน อุตสาหกรรมอาหารและเทคโนโลยีการเกษตรที่ยังเป็นจุดแข็งและมีโอกาสยกระดับ ทั้งการเกษตรอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำ อาหารจากพืชและโปรตีนทางเลือก และอาหารเสริมสุขภาพที่มีความต้องการสูง รวมถึงการส่งออกผลไม้เมืองร้อนโดยเฉพาะทุเรียนที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง ทั้งหมดนี้คือโอกาสที่เราต้องคว้าไว้</p>
<p><strong>ความท้าทายที่ต้องเตรียมรับมือ</strong></p>
<ul>
<li><strong>ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น</strong> : ค่าจ้างแรงงานมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่องจากตลาดแรงงานตึงตัว ขณะที่ราคาพลังงานยังมีความผันผวนสูง การบริหารต้นทุนจึงยิ่งมีความสำคัญ</li>
<li><strong>การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น : </strong>สินค้าจากจีนราคาถูกทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้นทั้งในตลาดในประเทศและตลาดส่งออก ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียกำลังยกระดับความสามารถในการผลิตอย่างรวดเร็ว</li>
<li>ก<strong>ารเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ</strong> <strong>:</strong> กฎระเบียบต้าน E56 จะเข้มงวดขึ้น ภาษีคาร์บอนชายแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) จะบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 ในขณะที่มาตรฐานด้านความปลอดภัยข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ก็มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น</li>
</ul>
<p><strong>4 กลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการ</strong></p>
<ul>
<li><strong>ด้านตลาดและการส่งออก :</strong> การกระจายความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรก ผู้ส่งออกที่พึ่งพิงสหรัฐฯ หรือจีนมากเกินไปควรหาตลาดใหม่ เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และอาเซียน พัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซและการขายตรงถึงถึงผู้บริโภค</li>
<li><strong>ด้านการดำเนินงานและต้นทุน :</strong> ลงทุนในระบบอัตโนมัติและ AI เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ใช้การผลิตแบบลืนและการปรับปรุบปรุงอย่างต่อเนื่องบริหารห่วงโซ่อุปทานโดยหาแหล่งผู้จัดหาที่หลากหลาย และพิจารณาใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น</li>
<li><strong>ด้านการเงิน :</strong> บริหารสภาพคล่องอย่างเข้มงวด ควบคุมเงินทุนหมุนเวียนให้เหมาะสม เร่งรัดเก็บเงินจากลูกหนี้ สร้างเงินสำรอง ทำการป้องกันความเสี่ยง ด้านอัตราแลกเปลี่ยนและเข้าถึงแหล่งทุนใหม่ ๆ เช่น กองทุนส่วนบุคคล กองทุนร่วมลงทุน หรือโครงการสนับสนุนของภาครัฐ</li>
<li><strong>ด้านนวัตกรรมและการพัฒนา :</strong> ลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างต่อไอเดียใหม่ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ตั้งแต่การทำให้เป็นดิจิทัลพื้นฐานไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลและ AI ส่งเสริมการพัฒนาทักษะใหม่และยกระดับทักษะเดิมของพนักงานอย่างต่อเนื่อง</li>
</ul>
<p><strong>ความคาดหวังต่อบทบาทภาครัฐ</strong></p>
<ul>
<li><strong>ด้านการค้าระหว่างประเทศ : </strong> เร่งเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าสำคัญ ลดหรือยกเว้นภาษีในสินค้าบางประเภท และขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคใหม่</li>
<li><strong>ด้านการสนับสนุนการลงทุน :</strong> เร่งรัดให้โครงการที่อนุมัติเกิดขึ้นจริง สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนเส้นทางการค้า ดึงดูดการลงทุนที่หลีกเลี่ยงภาษี</li>
<li><strong>ด้านโครงสร้างพื้นฐาน :</strong> พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง ยกระดับท่าเรือและสนามบิน ขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลโดยเฉพาะเครือข่าย 5G และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง พัฒนาระบบพลังงานที่มั่นคง ราคาถูก และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</li>
<li><strong>ด้านทรัพยากรมนุษย์ : </strong> ปฏิรูปการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ส่งเสริมการพัฒนาทักษะใหม่และยกระดับทักษะเดิม อำนวยความสะดะดวกในการนำเข้าแรงงานต่างด้าวที่มีทักษะ</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39558 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/shipping.jpg" alt="" width="900" height="491" /></p>
<p style="text-align: center;">Cr.Freepik</p>
<p><strong>7 จุดเปลี่ยน ปี 2026 สู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง</strong></p>
<p>ด้าน <strong>ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ผู้อำนวยการสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน</strong> กล่าวถึงเทรนด์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในปี 2026 โดยระบุว่า เทรนด์ที่จะเกิดขึ้น มี 7 ข้อที่น่าสนใจในปีนี้ คือ จุดเปลี่ยนจากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง หากสามารถพิสูจน์ได้จริงทางด้านความยั่งยืน จะเท่ากับความสามารถทางการแข่งขัน</p>
<p><em>“หากมองในอดีตความสามารถทางการแข่งขันจะมองว่าใครมีเทคโนโลยีมากกว่ากัน หรือ สามารถลดต้นทุนได้มากกว่า คนนั้นชนะ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ ปี </em><em>2026 เป็นต้นไป ใครที่มีคำมั่นสัญญาและพิสูจน์ได้จริง จะไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพราะหากทำได้ 1. ต้นทุนทางการเงินจะถูกลง การกู้เงินจะต่ำลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ดอกเบี้ยถูกกว่า  2. โอกาสในเชิงการตลาดจะสูงขึ้น แม้ไม่ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น แต่ยังสามารถรักษาลูกค้ากลุ่มเดิม  และ 3. เรื่องของความยั่งยืนเป็นเรื่องของภูมิคุ้มกัน  ในยุคนี้ความยั่งยืน คือ การรักตัวเอง เพราะทำให้เรากำลังฉุกคิดว่า น้ำท่วมใหญ่ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เราเตรียมตัวเพื่อป้องกันธุรกิจของเราอย่างไร”  </em></p>
<p>สำหรับ 7 ข้อที่น่าสนใจในปี 2026 ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ได้แก่</p>
<p><strong>1. รายงานจะไม่ใช่แค่รายงาน</strong> แต่เป็นระบบตัดสินธุรกิจจริง อดีตการทำรายงานความยั่งยืน ESG ก็แค่รายงาน แต่หลังจากปี 2026 ระบบการเปิดเผยข้อมูลจะจริงจังมากขึ้น รายงานความยั่งยืนเป็นภาษากลางสื่อสารกันระหว่าง Financial Officer , investor และ Banking ทั้งสามฝ่ายจะนำรายงานเป็นตัวกลางในการพูดคุย</p>
<p><strong>2. Carbon pricing</strong> กลไกคาร์บอน เริ่มมีความสำคัญนับจากปีนี้เป็นต้นไป หลังจากมีการประชุม COP30 เป้าหมายท้าทายมากขึ้น Net Zero เร็วขึ้น UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) พยายามให้ทุกประเทศทำตารางคาร์บอน ทำกฎหมายคาร์บอนให้เป็นกฎหมายมากขึ้น แสดงว่ากลไกในเชิงราคาจะสะท้อนความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เราน่าจะต้องเจอมากขึ้น คือ Carbon pricing   จะเป็นต้นทุนของธุรกิจโดยตรงมากขึ้น เช่น ธนาคารหลายแห่ง ขอความร่วมมือแกมบังคับในการ กำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) ถึงแม้ในประเทศจะยังไม่มี พ.ร.บ. โลกร้อน แต่ขอให้ลองคำนวณต้นทุน หากธุรกิจดำเนินตามปกติและลองเอาเรื่องคาร์บอนเข้าไป ต้นทุน กำไร จะเป็นเท่าไหร่ ดังนั้น จึงเป็นต้นทุนของบริษัทมากขึ้น ต้องเตรียมการ เพราะประเทศไทย พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.โลกร้อน เกิดขึ้นแน่นอน จะส่งผลให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น</p>
<p><strong>3. พลังงานสะอาด</strong> ปี 2026 พลังงานสะอาดจะโตเร็ว 2 เท่า ย้อนไปในช่วงประมาณ ปี 2024-2025 กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเกือบ 600 กิกะวัตต์ คาดการณ์จนถึง ปี 2030 จะเพิ่มอีกกว่า 4,000 – 5,000 กิกะวัตต์ แต่คอขวดไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มพลังงานสะอาดอย่างเดียวแต่อยู่ที่ระบบไฟฟ้า เช่น สายส่ง ผลิตได้แต่ระบบส่ง Flexible พอหรือไม่ เพราะอาจเจอปัญหาไฟดับ , ระบบแบตเตอรี่ หรือแม้ทั่งระบบบริหารจัดการดีมานด์ ดังนั้น ระบบต้องมีความทันสมัยมากขึ้น ระบบพลังงานจึงเป็นอีกจุดที่น่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงมากในปีหน้า</p>
<p><strong>4. ซัพพลายเชนทั่วโลก</strong> กำลังถูกบังคับด้วยกฎหมาย เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ในปีนี้ เริ่มบังคับใช้ ถัดมา คือ EUDR (EU Deforestation Regulation) ทั้งสองตัวนี้เป็นตัวบังคับซัพพลายเชน การส่งสินค้าไปที่สหภาพยุโรปต้องมีการรายงานข้อมูล หากทำเรื่องนี้ได้จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทย จากเดิมที่เน้นผลิตเยอะแต่ปัจจุบันไม่ใช่ ทุกที่ต้องการสตอรี่ ต้องการความพรีเมียมซึ่งประเทศไทยมี</p>
<p><strong>5. ปีแห่งการให้ความสำคัญกับการตั้งรับ ปรับตัว</strong> มีการคาดการณ์ว่า ปริมาณความถี่ ความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่มีทางลดลง มีแต่จะรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่น่าคิดสำหรับภาคธุรกิจ คือ หากมองว่าจะแบ่งเงินลงทุนมาลงทุนในเรื่องเหล่านี้ เช่น หากเราเป็นโรงงานแล้วแบ่งเงิน 2% ไปลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วม อาจจะลดความเสียหายได้โดยเฉลี่ยเกือบ 10% ก็เป็นได้</p>
<p><strong>6. การลงุทนเชื่อมโยงกับธรรมชาติ</strong> ความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้น การตั้งรับปรับตัวโดยใช้ธรรมชาติควบคู่ไป เพื่อป้องกัน ลดความเสี่ยง และอาจจะได้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือ ได้พื้นที่มาเป็น Carbon Sink และปฏิเสธไม่ได้ว่าในอนาคตอันใกล้ การเดินหน้าทำสิ่งเหล่านี้อาจนำมาเป็นหลักประกันในการกู้เงินได้</p>
<p><strong>7. การอัปสกีล รีสกีล</strong> ปี 2026 จะเป็นปีที่แทบจะทุกองค์กรต้องเริ่มและจริงจังกับเรื่องของการสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืน ดังนั้น การอัปสกีล รีสกีล จึงเป็นสิ่งสำคัญ</p>
<p>สุดท้าย ความยั่งยืน จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปอย่างมั่นคง ท่ามกลางพายุการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การปรับตัว ยืดหยุ่น นวัตกรรม และความร่วมมือ จะเป็นประตูสู่การพิสูจน์ผลลัพธ์ของคำมั่นสัญญาที่ไทยได้ให้ไว้ในการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/2026-from-report-to-real-impact/">&#8216;From Report to Real Impact&#8217; 2026 ปีแห่งการปรับตัว &#8216;จุดเปลี่ยนประเทศไทย&#8217; ​​จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ด้านความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จับตาความหวัง &#8216;พ.ร.บ. ​อากาศสะอาด&#8217;​ เริ่มใหม่ หรือ ไปต่อ ?</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/clean-air-act-in-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 17 Jan 2026 06:53:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[CAA]]></category>
		<category><![CDATA[Clean Air Act]]></category>
		<category><![CDATA[CleanAir]]></category>
		<category><![CDATA[CleanAirAct]]></category>
		<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[PM25]]></category>
		<category><![CDATA[pollution]]></category>
		<category><![CDATA[QualityofLife]]></category>
		<category><![CDATA[Regulation]]></category>
		<category><![CDATA[Regulator]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กกร.]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่นPM25]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ระเบียบ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[อากาศสะอาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39504</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความพยายามของ ประเทศไทย ในการเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพื่อควบคุมปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะปัญหา ฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลต่อสุขภาพคนไทยรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การผลักดันเพื่อนำไปสู่การบังคับใช้ สามารถเดินทางมาถึงโค้งสุดท้าย โดยผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครบทั้ง 3 วาระ และอยู่ในระหว่างชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ วุฒิสภา วาระที่ 2 แต่สุดท้ายแล้ว ขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ ต้องยุติลง เมื่อรัฐบาล​​​ประกาศยุบสภา ​ เส้นทาง พ.ร.บ. อากาศสะอาด จากความกังวลที่มีต่อ​ปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศที่รุนแรงขึ้น ทำให้เกิดการเรียกร้อง กฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับคุณภาพอากาศ จากภาคธุรกิจและประชาชน ม.ค. 2565 : เครือข่ายอากาศสะอาด (CAN) ยื่นร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับประชาชนต่อรัฐสภา พร้อมรายชื่อผู้สนับสนุน 22,251 รายชื่อ พ.ย. 2566 : ครม. อนุมัติหลักการฯ และรับทราบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ รวม 7 ฉบับ ม.ค. [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/clean-air-act-in-thailand/">จับตาความหวัง &#8216;พ.ร.บ. ​อากาศสะอาด&#8217;​ เริ่มใหม่ หรือ ไปต่อ ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ความพยายามของ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ประเทศไทย</span> ในการเร่งผลักดันร่าง <strong>พ.ร.บ. <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">อากาศสะอาด</span></strong> เพื่อควบคุมปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะปัญหา <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ฝุ่น PM</span> 2.5 ที่ส่งผลต่อสุขภาพคนไทยรุนแรงเพิ่มมากขึ้น</div>
</div>
<p><span id="more-39504"></span></p>
<p>ขณะที่การผลักดันเพื่อนำไปสู่การบังคับใช้ สามารถเดินทางมาถึงโค้งสุดท้าย โดยผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครบทั้ง 3 วาระ และอยู่ในระหว่างชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ วุฒิสภา วาระที่ 2 แต่สุดท้ายแล้ว ขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ ต้องยุติลง เมื่อรัฐบาล​​​ประกาศ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ยุบสภา</span> ​</p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>เส้นทาง พ.ร.บ. อากาศสะอาด</strong></div>
<div dir="auto">จากความกังวลที่มีต่อ​ปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศที่รุนแรงขึ้น ทำให้เกิดการเรียกร้อง กฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับคุณภาพอากาศ จากภาคธุรกิจและประชาชน</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<ul>
<li><strong>ม.ค. 2565</strong> : เครือข่ายอากาศสะอาด (CAN) ยื่นร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับประชาชนต่อรัฐสภา พร้อมรายชื่อผู้สนับสนุน 22,251 รายชื่อ</li>
<li><strong>พ.ย. 2566</strong> : ครม. อนุมัติหลักการฯ และรับทราบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ รวม 7 ฉบับ</li>
<li><strong>ม.ค. 2567</strong> : สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบในหลักการ (วาระ 1) ทั้ง 7 ฉบับ / พร้อมตั้งคณะกรรมการวิสามัญ 39 คน พิจารณาร่างและแก้ไข</li>
<li><strong> ก.ค. &#8211; ส.ค. 2568</strong> : เปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ&#8230;</li>
<li><strong>ก.ย. &#8211; ต.ค. 2568</strong> : ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร วาระ 2 -3</li>
<li><strong>27 ต.ค. 2568</strong> : วุฒิสภารับหลักการ และตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาเพื่อเข้าสู่กระบวนการวาระ 2-3 ต่อไป</li>
<li><strong>11 ธ.ค. 2568</strong> : ขั้นตอนทั้งหมดยุติลง จากการประกาศ ‘ยุบสภา’ ของนายกรัฐมนตรี</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>ลมหายใจคนไทย ที่ต้องแข่งกับเวลา !!</strong></div>
<div dir="auto">แม้การประกาศยุบสภา ของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา จะทำให้กระบวนการและขั้นตอนต่างๆ เกี่ยวกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต้องหยุดลง แต่ความหวังในการมีกฏหมายเพื่อดูและควบคุมคุณภาพอากาศยังคงไม่หมดไปเสียทีเดียว</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ทั้งนี้ เพราะหลังจากการจัดตั้ง <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">รัฐบาลชุดใหม่</span> แล้ว ยังมีเวลาอีกราว 60 วัน หลังการประชุมสภานัดแรก ในการหยิบขึ้นร่างกฏหมายฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ก่อนทุกอย่างจะกลายเป็นศูนย์ และต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1-2 ปี สำหรับการยื่นร่างกฏหมายฉบับใหม่เข้ามาอีกครั้ง</div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>ประเทศไทย ได้อะไรจาก พ.ร.บ. นี้ ?</strong></div>
<div dir="auto">การมี พ.ร.บ. อากาศสะอาด จะทำให้มีโครงสร้างทางกฎหมายรูปแบบใหม่ในการดูแลคุณภาพอากาศ ตามหลักการ <strong>‘ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย’ (Polluter Pays Principle) ​ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">3P</span></strong></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>&#8211; กรอบการขับเคลื่อน พ.ร.บ.อากาศสะอาด</strong></div>
<ul>
<li dir="auto">สิทธิใน ‘อากาศสะอาด’ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน</li>
<li dir="auto">ไม่แยกมิติด้าน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สุขภาพ</span> ออกจาก มิติ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สิ่งแวดล้อม</span></li>
<li dir="auto">บูรณาการการขับเคลื่อนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ</li>
<li dir="auto"><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">กระจายอำนาจ</span> และเพิ่ม <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">การมีส่วนร่วม</span> จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน</li>
<li dir="auto">มีมาตรการจูงใจ พร้อมทั้งบทลงโทษ (Carrot and Stick)</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>&#8211; วาง <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">มาตรการ</span> แบบเฉพาะเจาะจง</strong></div>
<ul>
<li dir="auto">กำหนดมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศที่มีการปล่อยมลพิษสูง ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม ภาคคมนาคม ภาคป่าไม้ ภาคเกษตรกรรม ภาคเมือง ภาคมลพิษข้ามแดน</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>&#8211; บทลงโทษ</strong></div>
<ul>
<li dir="auto">กำหนดบท <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ลงโทษ</span> ทั้งแพ่ง อาญา ครอบคลุมทั้งผู้ก่อและผู้มีส่วนก่อมลพิษทางอากาศ</li>
<li dir="auto">มาตรการปรับเป็นพินัย ขึ้นอยู่กับลักษณะของการฝ่าฝืน</li>
<li dir="auto">กำหนดให้สถาบันการเงินที่สนับสนุนทางการเงิน หรือให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ผู้ก่อมลพิษ ต้องร่วมรับผิดด้วย โดยอาจมีเหตุยกเว้นความรับผิดหากสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามเงื่อนไขของกฎหมาย</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>&#8211; มาตรการส่งเสริม</strong></div>
<div dir="auto"><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">กองทุนอากาศสะอาด</span> (Clean Air Fund)</div>
<div dir="auto">ระบบจัดสรร ซื้อขาย และโอนสิทธิในการระบายสารมลพิษในพื้นที่ควบคุม</div>
<div dir="auto">ระบบฝากไว้ได้คืน (Deposit and Refund System)</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong> เผชิญแรงต้านจาก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ภาคเอกชน</span></strong></div>
<div dir="auto">ระหว่างการเร่งผลักดันเพื่อให้มีพิจารณาและ​บังคับใช้ข้อกฎหมายฉบับนี้​ แต่ในอีกฟากหนึ่งก็มีการคัดค้านการบังคับใช้จากทางภาคเอกชนเช่นกัน โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">กกร</span>.) ได้แถลงคัดค้านร่างกฎหมาย ด้วยเหตุผลต่อไปนี้</div>
<div dir="auto"><strong>1. ขาดการประเมินผลกระทบทางกฎหมายอย่างรอบด้าน</strong> (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">RIA)</span> พร้อมเสนอให้มีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมในคณะกรรมการและองค์กรกำกับนโยบาย</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>2. ร่างกฎหมายซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิมที่มีอยู่แล้ว</strong> เช่น พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม , พ.ร.บ.โรงงาน</div>
<div dir="auto"><strong>3. เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ทับซ้อนกับกฎหมายปัจจุบัน</strong> และส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการทันที</div>
<div dir="auto"><strong>4. การจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาด ยังไม่มีลำดับความสำคัญ</strong> หรือการจัดสัดส่วนการใช้เงินอย่างชัดเจน</div>
<div dir="auto"><strong>5. อัตราโทษและบทกำหนดโทษสูงกว่าฉบับอื่นๆ</strong> ทำให้ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุน</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ส่วนฝ่ายผลักดันอย่าง <strong>ภาคีเครือข่ายอากาศสะอาด </strong>(<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">CAN)</span> ก็ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้อง กกร. ให้ทบทวน ​​เพื่อยุติการคัดค้านและร่วมผลักดันการออกกฎหมายฉบับนี้ร่วมกัน ​พร้อมเสนอให้ทางภาคเอกชนเปลี่ยนมุมมอง จากการมองว่าร่างกฏหมายนี้สร้าง <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ภาระ</span> แต่เป็นการ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สนับสนุน</span> เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมของประเทศไทยสู่ ‘มาตรฐานการผลิตที่ยั่งยืน’ ​ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการขับเคลื่อนของทั่วโลก</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด ประกอบกับขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ ยุติลงชั่วคราว จากนี้คงต้องจับตาดูว่า หลังฝุ่นทางการเมืองสงบลง และได้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามานี้ จะมองปัญหาฝุ่นและมลพิษทางอากาศ เป็นเรื่องเร่งด่วนและรีบนำประเด็น<strong> &#8216;อากาศสะอาด&#8217;</strong> ขึ้นมาเป็นวาระในการพิจารณาอีกครั้ง เพื่อผลักดันให้ร่างกฏหมายฉบับนี้ได้ไปต่อหรือไม่</div>
</div>
<div dir="auto"></div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/clean-air-act-in-thailand/">จับตาความหวัง &#8216;พ.ร.บ. ​อากาศสะอาด&#8217;​ เริ่มใหม่ หรือ ไปต่อ ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จับตา 12 เทรนด์โลก ที่ต้องเฝ้าระวัง ในช่วง 5 ปีข้างหน้า</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/12-megatrends-to-watch-in-5-years/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 03 Jan 2026 08:46:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[12 เทรนด์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[12Trend]]></category>
		<category><![CDATA[12เทรนด์]]></category>
		<category><![CDATA[2026Trends]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Demographic Shifts]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Fracturing World]]></category>
		<category><![CDATA[Future of Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Global Economy Power shift]]></category>
		<category><![CDATA[GlobalRisk]]></category>
		<category><![CDATA[Health & Wellness Evolution]]></category>
		<category><![CDATA[Hyper-Connectivity]]></category>
		<category><![CDATA[Innovating to Zero]]></category>
		<category><![CDATA[MegaTrends]]></category>
		<category><![CDATA[Rapid Urbanization]]></category>
		<category><![CDATA[Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Social Instability]]></category>
		<category><![CDATA[StartUs Insight]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Technology & Industry 5.0]]></category>
		<category><![CDATA[Top 12 Global Megatrends]]></category>
		<category><![CDATA[Trend to Watch]]></category>
		<category><![CDATA[Trends]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39203</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเข้าใจเมกะเทรนด์ที่จะเกิดขึ้น จะช่วยให้ธุรกิจสามารภรับมือกับโอกาสและความท้าทายในอนาคต เพื่อเตรียมพร้อม ปรับตัว พร้อมวางแผนธุรกิจให้สอดคล้องภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งจากเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี เพื่อสามารถรักษาเติบโตไว้ได้อย่างต่อเนื่อง StartUs Insight รวบรวม &#8216;Top 12 Global Megatrends&#8216; ระหว่างปี 2026 &#8211; 2030 ซึ่งเป็นทั้งปัจจัยที่​ท้าทาย และอีกด้านหนึ่งยังเป็นพลังในการขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโตไปข้างหน้าหากสามารถเข้าใจต่อเทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ได้ 12 เทรนด์โลก ที่ต้องเฝ้าระวัง ในช่วง 5 ปีข้างหน้า1. การรับมือปัญหาสภาพอากาศ (Tackling Climate Change) การรับมือต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงของ สภาพอากาศ ถือเป็นภารกิจสำคัญเพื่อ ความยั่งยืน ระดับโลก จากปรากฏการณ์และผลกระทบที่ชัดเจนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อ ปีที่ผ่านมาโลกเข้าสู่สภาวะ​ที่ร้อนที่สุด และมีการปล่อยคาร์บอนสูงเป็นประวัติการณ์ ปริมาณถึง 3.8 ล้านล้านตัน ทำให้โลกเกิดการตื่นตัวในการลดคาร์บอนอย่างมาก นำมาสู่การเร่งดำเนินงานในหลายภาคส่วน เพื่อมีส่วนร่วมส่งเสริมการลดปริมาณคาร์บอนทั่วโลก โดยเฉพาะการเติบโตในการลงทุนผ่านพันธบัตรสีเขียวที่มีมูลค่าแตะ 2 ล้านล้านUSD หรือพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนที่มีมูลค่า 1 ล้านล้าน USD ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 ขณะที่การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกในปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/12-megatrends-to-watch-in-5-years/">จับตา 12 เทรนด์โลก ที่ต้องเฝ้าระวัง ในช่วง 5 ปีข้างหน้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การเข้าใจเมกะเทรนด์ที่จะเกิดขึ้น จะช่วยให้ธุรกิจสามารภรับมือกับโอกาสและความท้าทายในอนาคต เพื่อเตรียมพร้อม ปรับตัว พร้อมวางแผนธุรกิจให้สอดคล้องภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งจากเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี เพื่อสามารถรักษาเติบโตไว้ได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p><span id="more-39203"></span></p>
<p><strong>StartUs Insight</strong> รวบรวม <strong>&#8216;Top 12 Global <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Megatrends</span></strong>&#8216; ระหว่างปี 2026 &#8211; 2030 ซึ่งเป็นทั้งปัจจัยที่​ท้าทาย และอีกด้านหนึ่งยังเป็นพลังในการขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโตไปข้างหน้าหากสามารถเข้าใจต่อเทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ได้</p>
<p><strong>12 เทรนด์โลก ที่ต้องเฝ้าระวัง ในช่วง 5 ปีข้างหน้า</strong><br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>1. การรับมือปัญหาสภาพอากาศ (Tackling <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Climate</span> Change)</strong></p>
<ul>
<li>การรับมือต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงของ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สภาพอากาศ</span> ถือเป็นภารกิจสำคัญเพื่อ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความยั่งยืน</span> ระดับโลก จากปรากฏการณ์และผลกระทบที่ชัดเจนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อ</li>
<li>ปีที่ผ่านมาโลกเข้าสู่สภาวะ​ที่ร้อนที่สุด และมีการปล่อยคาร์บอนสูงเป็นประวัติการณ์ ปริมาณถึง 3.8 ล้านล้านตัน ทำให้โลกเกิดการตื่นตัวในการลดคาร์บอนอย่างมาก</li>
<li>นำมาสู่การเร่งดำเนินงานในหลายภาคส่วน เพื่อมีส่วนร่วมส่งเสริมการลดปริมาณคาร์บอนทั่วโลก โดยเฉพาะการเติบโตในการลงทุนผ่านพันธบัตรสีเขียวที่มีมูลค่าแตะ 2 ล้านล้านUSD หรือพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนที่มีมูลค่า 1 ล้านล้าน USD ติดต่อกันเป็นปีที่ 5</li>
<li>ขณะที่การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกในปี 2025 เพิ่มข้ึนสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 3.3 ล้านล้าน USD &#8211; โดยมีการคาดการณ์ว่า ​สินทรัพย์ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ESG</span> ทั่วโลก จะมีมูลค่าแตะ 40 ล้านล้าน USD ภายในปี 2030</li>
<li>รวมทั้งยังเห็นการเติบโตของเทคโนโลยี ด้านสภาพอากาศ เช่น พลังงานหมุนเวียน, การดักจับและกักเก็บคาร์บอน​ (CCS), โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเทคโนโลยีเพื่อวิเคราะห์และประเมินสภาพอากาศต่างๆ เป็นต้น</li>
</ul>
<p><strong>2. การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Demographic</span> Shifts)</strong></p>
<ul>
<li>องค์การสหประชาชาติคาดว่า ภายในปี 2030 ประชากรโลกที่มีอายุมากกว่า 80 ปี จะมีมากกว่า 265 ล้านคน ซึ่งมากกว่าจำนวนทารกทั้งโลกเสียอีก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ที่สำคัญของโลก</li>
<li>การเปลี่ยนแปลงนี้ก่อให้เกิดโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ และการเติบโตของเศรษฐกิจผู้สูงอายุ โดยคาดว่าในปี 2025 เศรษฐกิจผู้สูงอายุภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มมูลค่าเป็น 4.6 ล้านล้าน USD และเทรนด์ที่น่าจับตาของเทคโนโลยีกลุ่ม Longevity</li>
<li>ความต้องการเทคโนโลยีช่วยทุ่นแรงและ Automation ทั่วโลก มูลค่าจะสูงถึง 4.43 แสนล้าน USD ภายในปี 2035</li>
</ul>
<p><br class="html-br" /><strong>3. การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง (Rapid <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Urbanization</span>)</strong></p>
<ul>
<li>องค์การสหประชาชาติ คาดการณ์ว่าประชากรโลก จะย้ายถิ่นฐานเข้ามาในเมืองมากขึ้น โดยประชากรกว่า 2.5 พันล้านคน หรือราว 68% จากปัจจุบัน 55% ​จะย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองภายในปี 2050</li>
<li>จำเป็นต้องเร่งรับมือแก้ปัญหาความหนาแน่นในเมือง ไม่ให้กระทบคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องมีการ​ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม​อีกกว่า 15 ล้านล้าน USD ภายในปี 2040 เพื่อป้องกันการขาดแคลน</li>
<li>ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาเมืองอย่างสร้างสรรค์ ​เน้น​การสร้างเมืองอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาคารเขียว และโซลูชันการก่อสร้างขั้นสูง เพื่อการเติบโตของเมืองอย่างเป็นประโยชน์และยั่งยืน</li>
</ul>
<p><br class="html-br" /><strong>4. การเปลี่ยนผ่านด้าน<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">พลังงาน</span> (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Energy</span> Transition)</strong></p>
<ul>
<li>ปี 2025 ที่ผ่านมา โลกลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 2 ล้านล้าน USD คาดว่าจะเพิ่มได้ถึง 3.3 ล้านล้าน USD โดยมีการขนส่งด้วยระบบไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ</li>
<li>โดยพบมูลค่าการใช้จ่ายในห่วงโซ่พลังงานสะอาดอยู่ที่ 2.59 แสนล้าน USD รวมทั้งความสามารถในการดึงดูดเงินลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีพลังงานสะอาด จะมีมากกว่าฟอสซิลถึง 2 เท่า</li>
<li>สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่า 1 ใน 3 การใช้ไฟฟ้าทั่วโลกมาจากพลังงานสะอาด ขณะที่ Next Move Strategy Consulting คาดการณ์พลังงานหมุนเวียนจะเติบโตได้ถึง 2.02 ล้านล้าน USD</li>
</ul>
<p><br class="html-br" /><strong>5. อนาคตของการคมนาคม (Future of <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Mobility</span>)</strong></p>
<ul>
<li>การปฏิวัติการเดินทางไปสู่ระบบขนส่งที่ชาญฉลาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตามการพัฒนาเมืองและการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก</li>
<li>คาดการณยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกปี 2025 ทะลุ 20 ล้านคัน หรือ 1 ใน 4 ของรถยนต์ใหม่ที่ขายได้</li>
<li>บริษัทวิจัยตลาด Polaris คาดว่าอุตสาหกรรม Shared Mobility จะเติบโตถึง 8.15 แสนล้าน USD ภายในปี 2032</li>
</ul>
<p><br class="html-br" /><strong>6. การเชื่อมต่อที่เหนือกว่า (Hyper-Connectivity)</strong></p>
<ul>
<li>ระบบดิจิทัลและการเชื่อมต่อ จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของทุกเทรนด์ ผ่านการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยี​การสื่อสาร โดนมี <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">5G</span> เป็นแกนหลัก มูลค่าปี 2025 แตะ 9.5 พันล้าน USD</li>
<li>คาดเศรษฐกิจ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">IoT</span> จะขยายตัวเกินกว่า 3.35 ล้านล้าน USD ในปี 2030 เติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 26.1% โดยเทคโนโลยีขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ เครือข่าย 5G, IoT, AI และ ML</li>
</ul>
<p><br class="html-br" /><strong>7. เทคโนโลยีและ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">อุตสาหกรรม</span> 5.0 (Technology &amp; Industry 5.0)</strong></p>
<ul>
<li>การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">การผลิต</span> เพื่อเปลี่ยนผ่านจากระบบ Mass Manufacturing สู่ระบบ Mass Customization</li>
<li>คาดการณ์การเติบโตของกลุ่ม Smart-manufacturing ในปี 2025 จะมีรายได้สูงถึง 3.50 แสนล้าน USD ​</li>
<li>แนวโน้มอุตสาหกรรม 5.0 จะเติบโต 6.58 แสนล้าน USD ในปี 2030 หรือโตเฉลี่ย 18% ต่อปี</li>
</ul>
<p><br class="html-br" /><strong>8. การเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจ โลก (Global Economy Power shift)</strong></p>
<ul>
<li>การเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก และพลวัตของตลาดเกิดใหม่ (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Emerging</span> Markets) ที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากการพัฒนาอุตสาหกรรม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ และอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นของเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา</li>
<li>ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทำให้เศรษฐกิจมีหลายขั้วมากขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายการค้าของทรัมป์ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกหดตัวลงถึง 1.5% -2% ตลาดหุ้นผันผวน และค่าเงินสหรัฐอ่อนตัวลง</li>
<li>ธนาคารโลก ปรับลดแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปี 2025 เหลือ 2.3% จาก 2.7%</li>
<li>ตลาดเกิดใหม่จะมีบทบาทและกำหนดรูปแบบเศรษฐกิจ โดยคาดว่ามูลค่าหุ้นในตลาดเกิดใหม่จะครองส่วนแบ่ง 35% ของทั้งโลก ภายในปี 2030</li>
</ul>
<p><br class="html-br" /><strong>9. นวัตกรรมสู่ความเป็นศูนย์ (Innovating to <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Zero</span>)</strong></p>
<ul>
<li>การพัฒนาเทคโนโลยีที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นศูนย์ ทั้งการใช้พลังงานเป็นศูนย์ การลดของเสียเป็ฯศูนย์ การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ โดยจะเห็นการขับเคลื่อนที่มาทั้งจากภาคธุรกิจ ภาครัฐ ​และภาคชุมชน</li>
<li>การเติบโตของพลังงานหมุนเวียน สร้างรายได้ทะลุ 1.5 ล้านล้าน USD ในปี 2025</li>
<li>การขับเคลื่อนเพื่อต้องการ​บรรลุเป้าหมาย SDGs2030 จะนำไปสู่การสร้างโอกาสธุรกิจใหม่ๆ 12 ล้านล้าน USD ในหลากหลายอุตสาหกรรม</li>
<li>เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์ ในปี 2050 ด้วยมูลค่า 7.9 ล้านล้าน USD และประสิทธิภาพความสำเร็จในการรีไซเคิล 95%</li>
</ul>
<p><br class="html-br" /><strong>10. ความก้าวหน้าด้านสุขภาพและ ความเป็นอยู่ที่ดี (Health &amp; <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Wellness</span> Evolution)</strong></p>
<ul>
<li>ความก้าวหน้าทางการแพทย์ เพื่อการรักษาเชิงรุก เชิงป้องกัน และเฉพาะบุคคล นำมาสู่การมีสุขภาพ ความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตที่ดีท่ัวโลก</li>
<li>Wearable devices และ การแพทย์ทางไกล มีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี</li>
<li>Global Wellness Institute คาดเศรษฐกิจด้านสุขภาพจะเติบโตถึง9 ล้านล้าน USD ภายในปี 2028</li>
<li>ตลาดสุขภาพดิจิทัลจะเติบโตสู่ 2.33 ล้านล้าน USD ภายในปี 2034 หรือโตเฉลี่ย 23.7% ต่อปี</li>
</ul>
<p><br class="html-br" /><strong>11. ความไม่มั่นคงทางสังคม (Social Instability)</strong></p>
<ul>
<li>โลกมีความ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ผันผวน</span> ไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของขั้วอำนาจต่างๆ</li>
<li>องค์กร รัฐบาล ​และประชาชน ต้องเผชิญความยากลำบากในการปรับตัว จากปัจจัยที่คาดเดาไม่ได้และผันผวนอย่างรวดเร็ว ต้องวางกลยุทธ์และนโยบายที่เน้นความยืดหยุ่น และปรับตัวได้</li>
<li>การขยายตัวที่เพิ่มขึ้นของความเสี่ยงต่างๆ ทั้งจากปัญหาการเมือง ความไม่เท่าเทียม และการโจมตีทางไซเบอร์</li>
<li>ปี 2025 ความเสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์สูงถึง 10.5 ล้านล้าน USD ต่อปี</li>
<li>เยาวชนกว่า 40% มีภาวะซึมเศร้า และมีการทำร้ายตัวเอง จากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิด</li>
<li>ความไม่สงบทางการเมืองในพื้นที่ผลิตน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และคาดว่าจะไม่มีเสถียรภาพในระยะยาว ไปจนถึงช่วงต้นทศวรรษ 2030</li>
</ul>
<p><br class="html-br" /><strong>12. โลกที่แตกแยก (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Fracturing</span> World)</strong></p>
<ul>
<li>โลกมีช่องว่างเพิ่มมากขึ้น จากความแตกแยก ทั้งจากโครงสร้างหลายขั้ว ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และดิจิทัล</li>
<li>เกิดลัทธิชาตินิยมเพิ่มสูงขึ้น การกีดกันทางการค้า การแบ่งขั้วทางดิจิทัล และความเหลื่อมล้ำ</li>
<li>ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกเผชิญภาวะแตกแยก จากการปรับตัวต่อนโยบายการค้าที่เปลี่ยนไป และคาดเศรษฐกิจโลกจะทรงตัวที่ระดับ 2.8% ตลอดทั้งปี 2026</li>
<li>โลกที่แตกแยก ยังส่งผลต่อการส่งเสริมความร่วมมือและความสามัคคีระหว่างประเทศเป็นเรื่องยาก</li>
<li>เมื่อ​ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น จีน อินเดีย และประเทศอื่นๆ เริ่มมีอิทธิพลมากขึ้น คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีโครงสร้างแบบหลายขั้วเพิ่มมาก​ขึ้น ภายในปี 2030</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/12-megatrends-to-watch-in-5-years/">จับตา 12 เทรนด์โลก ที่ต้องเฝ้าระวัง ในช่วง 5 ปีข้างหน้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จับตา 6 เทรนด์ &#8216;ธุรกิจยั่งยืน&#8217; 2026</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/6-sustainability-trends-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 03 Jan 2026 08:39:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[BusinessTrends]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mandate]]></category>
		<category><![CDATA[Green Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[Longevity Economy]]></category>
		<category><![CDATA[MegaTrends]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability Trends]]></category>
		<category><![CDATA[sustainable]]></category>
		<category><![CDATA[SustainableGrowth]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Trends]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39200</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 2026 เป็นหนึ่ง จุดเปลี่ยน สำคัญของภาคธุรกิจ เพื่อสอดคล้องเป้าหมายประเทศไทยในการบรรลุ Net zero 2050 การดำเนินธุรกิจของทุกองค์กร จากนี้ จำเป็นต้องปรับตัว สู่ความยั่งยืน อย่างฉลาดขึ้น เขียวขึ้น และ เข้าใจมนุษย์มากขึ้น ผ่านการวางแผนและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน พร้อมจับตา 6 เทรนด์ ธุรกิจที่เข้ามามีบทบาทในการช่วยองค์กรขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืน ในปี 20261. SmartMobility / Green Solutions ใช้ดิจิทัลวิเคราะห์ ปรับปรุง ติดตามการใช้ทรัพยากรและพลังงาน ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ เพิ่มการใช้รถ EV พัฒนาระบบขนส่งอัจฉริยะ สนับสนุนเส้นทางสีเขียว ช่วยธุรกิจลดต้นทุน ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม / ได้ประโยชน์ด้านภาษี 2. Green Mandate ESG ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็น ‘เงื่อนไขการค้า’ และเพิ่มโอกาสเข้าถึง GreenFinance ธุรกิจต้องเร่งปรับตัวตามเป้าหมาย Net Zero 2050 เตรียมรับระบบ Emissions Trading System [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/6-sustainability-trends-2026/">จับตา 6 เทรนด์ &#8216;ธุรกิจยั่งยืน&#8217; 2026</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปี 2026 เป็นหนึ่ง <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">จุดเปลี่ยน</span> สำคัญของภาค<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ธุรกิจ</span> เพื่อสอดคล้องเป้าหมายประเทศไทยในการบรรลุ <strong>Net zero 2050</strong> การดำเนินธุรกิจของทุก<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">องค์กร</span> จากนี้ จำเป็นต้อง<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ปรับตัว</span> สู่<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความยั่งยืน</span> อย่างฉลาดขึ้น เขียวขึ้น และ เข้าใจมนุษย์มากขึ้น ผ่านการวางแผนและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน</p>
<p><span id="more-39200"></span></p>
<p>พร้อมจับตา <strong>6 เทรนด์ </strong>ธุรกิจที่เข้ามามีบทบาทในการช่วยองค์กรขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืน ในปี 2026<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>1. <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">SmartMobility</span> / Green Solutions</strong></p>
<ul>
<li>ใช้ดิจิทัลวิเคราะห์ ปรับปรุง ติดตามการใช้ทรัพยากรและพลังงาน ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ</li>
<li>เพิ่มการใช้รถ EV พัฒนาระบบขนส่งอัจฉริยะ สนับสนุนเส้นทางสีเขียว</li>
<li>ช่วยธุรกิจลดต้นทุน ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม / ได้ประโยชน์ด้านภาษี</li>
</ul>
<p><strong>2. <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Green</span> Mandate</strong></p>
<ul>
<li><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ESG</span> ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็น ‘เงื่อนไขการค้า’ และเพิ่มโอกาสเข้าถึง <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">GreenFinance</span></li>
<li>ธุรกิจต้องเร่งปรับตัวตามเป้าหมาย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Net Zero 2050</span></li>
<li>เตรียมรับระบบ Emissions Trading System และภาษีคาร์บอน</li>
</ul>
<p><strong>3. <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">พลังงานสะอาด</span> และพลังงานหมุนเวียน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Renewable</span></strong></p>
<ul>
<li>การลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และพลังงานทดแทนอื่น ๆ</li>
<li>ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Decarbonization</span></li>
</ul>
<p><strong>4. <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ZeroWaste</span> &amp; <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Circular</span> Economy</strong></p>
<ul>
<li>ลดขยะและส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรในทุกขั้นตอน</li>
<li>ครอบคลุมตลอดการผลิตและการดำเนินงาน</li>
</ul>
<p><strong>5. <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Longevity</span> Economy</strong></p>
<ul>
<li>อัตราการเกิดลดลง สัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง</li>
<li>พัฒนาเทคโนโลยีด้านสุขภาพ และความปลอดภัย</li>
<li>ออกแบบสินค้า/บริการ เพื่อดูแลสุขภาพ และเพิ่มคุณภาพชีวิต</li>
</ul>
<p><strong>6. การมีส่วนร่วมของ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">พนักงาน</span> และ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ชุมชน</span></strong></p>
<ul>
<li>ส่งเสริมพฤติกรรมที่ยั่งยืน แยกขยะ ลดใช้พลาสติก</li>
<li>รณรงค์การใช้พลังงานสะอาด</li>
<li>จัดกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว</li>
</ul>
<p><strong>องค์กรควรเตรียมตัวอย่างไร ?</strong></p>
<p>แนวทางในการปรับตัวของภาคธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสเติบโตได้ในปี 2026 นี้ ประกอบด้วย</p>
<ul>
<li>วางแผนกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน พร้อมกำหนดเป้าหมายแต่ละมิติอย่างชัดเจน</li>
<li>สร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการทำงานอย่างต่อเนื่อง</li>
<li>สื่อสาร สร้างความรับผิดชอบต่อสังคมให้แก่พนักงานและประชาชน</li>
</ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/6-sustainability-trends-2026/">จับตา 6 เทรนด์ &#8216;ธุรกิจยั่งยืน&#8217; 2026</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
