<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Dialogue &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/category/dialogue/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Thu, 13 Aug 2026 04:43:30 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.7</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Dialogue &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เปิด​ภารกิจ &#8216;Quick Win&#8217; กทม. นโยบา​​ยด้านสิ่งแวดล้อม เร่งด่วน 100 วัน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/bma-environmental-quick-win-policy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 04:43:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[BMA]]></category>
		<category><![CDATA[Environmental]]></category>
		<category><![CDATA[pollution]]></category>
		<category><![CDATA[Quality of Living]]></category>
		<category><![CDATA[Quick Win]]></category>
		<category><![CDATA[SOP]]></category>
		<category><![CDATA[Standard Operating Procedure]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชชาติ สิทธิพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบบาน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ยุทธศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สารวัตรสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อมดี]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43695</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; หลังการกลับเข้ามารับตำแหน่งในสมัยที่ 2 ของ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้วิสัยทัศน์ การพัฒนา กรุงเทพมหานคร ให้เป็น เมืองน่าอยู่ มี สิ่งแวดล้อม ที่ดี และมี คุณภาพชีวิต ที่ยั่งยืน นำมาสู่การติดตามนโนบายการพัฒนาที่เคยวางแนวทางไว้ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโนบายเร่งด่วน 100 วัน ซึ่งแบ่งงานตาม 4 กลุ่มยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ด้านระบบ ​ด้านเศรษฐกิจ ด้านเมือง และ ​ด้านคนโดยเฉพาะการติดตามนโยบายสำคัญ &#8216;ด้านสิ่งแวดล้อม&#8216; ​ที่มุ่งเน้นการดำเนินงานผ่าน 3 มิติ ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ​ยกระดับการจัดการขยะ และด้านการจัดการมลพิษ เพื่อรับมือฝุ่น PM2.5 พร้อมการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน ( SOP : Standard Operating Procedure) บูรณาการความร่วมมือ ติดตามผล เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นผลจริง เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างบูรณาการ ​และสามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามกรอบเวลา1. ด้านการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และพื้นที่สาธารณะ&#8211; ตั้งเป้าหมายปลูกต้นไม้เพิ่ม 1 แสนต้น ภายในระยะเวลา 100 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/bma-environmental-quick-win-policy/">เปิด​ภารกิจ &#8216;Quick Win&#8217; กทม. นโยบา​​ยด้านสิ่งแวดล้อม เร่งด่วน 100 วัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: left;">หลังการกลับเข้ามารับตำแหน่งในสมัยที่ 2 ของ <strong>คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์</strong> ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้วิสัยทัศน์ การพัฒนา <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">กรุงเทพมหานคร</span> ให้เป็น <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">เมืองน่าอยู่</span> มี <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สิ่งแวดล้อม</span> ที่ดี และมี <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">คุณภาพชีวิต</span> ที่ยั่งยืน</p>
<p><span id="more-43695"></span></p>
<p>นำมาสู่การติดตามนโนบายการพัฒนาที่เคยวางแนวทางไว้ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโนบายเร่งด่วน 100 วัน ซึ่งแบ่งงานตาม 4 กลุ่มยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ด้านระบบ ​ด้านเศรษฐกิจ ด้านเมือง และ ​ด้านคน<br class="html-br" /><br class="html-br" />โดยเฉพาะการติดตามนโยบายสำคัญ<strong> &#8216;ด้านสิ่งแวดล้อม</strong>&#8216; ​ที่มุ่งเน้นการดำเนินงานผ่าน 3 มิติ ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ​ยกระดับการจัดการขยะ และด้านการจัดการมลพิษ เพื่อรับมือฝุ่น PM2.5</p>
<p>พร้อมการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน ( <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">SOP</span> : Standard Operating Procedure) บูรณาการความร่วมมือ ติดตามผล เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นผลจริง เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างบูรณาการ ​และสามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามกรอบเวลา<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>1. ด้านการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และพื้นที่สาธารณะ</strong><br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; ตั้งเป้าหมายปลูกต้นไม้เพิ่ม 1 แสนต้น ภายในระยะเวลา 100 วัน โดยมอบหมายทั้ง​ 50 เขต ทำการปลูกเขตละ 2,000 ต้น และสำนักสิ่งแวดล้อม 5,000 ต้น<br class="html-br" />&#8211; แนวทางการปลูก เน้นตามภายภาพพื้นที่ ​เกาะกลางถนน/ ทางเท้า พร้อมระบบติดตาม <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs"><a class="x1i10hfl xjbqb8w x1ejq31n x18oe1m7 x1sy0etr xstzfhl x972fbf x10w94by x1qhh985 x14e42zd x9f619 x1ypdohk xt0psk2 x3ct3a4 xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x16tdsg8 x1hl2dhg xggy1nq x1a2a7pz xkrqix3 x1sur9pj x1fey0fg x1s688f" role="link" href="https://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Ftree.bangkok.go.th%2F%3Ffbclid%3DIwcGRvZgFleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFRSHFZWU5yUmdpVXRVS1I4c3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHpyfofWmkB5X1CHCcQiSFqPPL5E6-hn5smWuZGwlWhtFdVNE3V0wSxqHAR12_aem_YYO72CVOJ1ZQs9uhIvp1xw&amp;h=AUAwUOpOQZlyxhUJjfXWBY_xxPFN7Xhu1xjmQRESqPu2FN_geeVC-SYFvA9vxxklhx85S1PT6MTDUGSH4aX1SWDhPB1TBUaF6xv1JtPSD3mcRq3OZuZg1h13QNMweG5mB5mcDLdHvzMrMVRd&amp;__tn__=-UK*F&amp;c[0]=AUD_6jPogYxN54sncBTBmmdN322m-b8zbsewoU_dEyq1tx5Mawdrr8e331pc4F8uIXm39ib0a5Wp6Ohl2W0e0d3sViIctVICVy34H8zdHT0HB8atZod5nIr0Ltved7FkM8roz-U6r8QgZ3ln9j4W3d8qqwWslC-3FmRcbgNv3JviFjkPIGJRWe53rO-GqTW1vHCJHUVIrsTlyRpUwJU2FrA-5A" target="_blank" rel="nofollow noopener noreferrer">tree.bangkok.go.th</a></span></p>
<ul>
<li> 22 เขตใหญ่ สัดส่วนการปลูก เน้นไม้ยืนต้น 75% ไม้พุ่ม 25% เพื่อดูดซับคาร์บอน</li>
<li>21 เขตเล็ก/สวนน้อย สัดส่วนการปลูก เน้นไม้ยืนต้น 40% ไม้พุ่ม 60% เพื่อดักฝุ่นและสร้างร่มเงา</li>
<li>7 เขตเล็ก/สวนมาก เน้นปลูกไม้พุ่ม 100% เพื่อปรับภูมิทัศน์</li>
</ul>
<p>โดยที่ผ่านมา กทม. ปลูกต้นไม้แล้วกว่า 2.6 ล้านต้น เป็นไม้ยืนต้นกว่า 1.5 ล้านต้น ไม้พุ่ม 9.4 แสนต้น ไม้เลื้อย/ ไม้เถา 1.8 แสนต้น ทั้งจากสำนักงานเขต สำนักสิ่งแวดล้อม หน่วยงานในสังกัด รวมทั้งร่วมกับภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน (ข้อมูล ณ 25 ก.ค. 69 )<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; เร่งดำเนินการฟื้นฟูระบบนิเวศ การพัฒนาทางเดินสีเขียว การดูแลต้นไม้ใหญ่ การขยายพื้นที่สวนสาธารณะและพื้นที่ที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง (Pet Friendly Park)<br class="html-br" />&#8211; วางมาตรการลดผลกระทบภาวะเกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) เช่น การขยายห้องหลบร้อน และการเพิ่มพื้นที่ร่มเงา<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>2. จัดการขยะต้นทาง (Bangkok Reduce &#8211; Reuse)</strong><br class="html-br" />&#8211; แบนโฟม 100% : ห้ามใช้และจำหน่ายบรรจุภัณฑ์โฟม ในโรงเรียนและหน่วยงานสังกัด กทม.<br class="html-br" />&#8211; Green Event Protocol : บังคับใช้มาตรการจัดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ กทม.<br class="html-br" />&#8211; ศูนย์ขยะชุมชน &amp; อาสาสมัคร : จัดตั้งศูนย์จัดการขยะ อาสาสมัครชักลาก (ซอยแคบ) และอาสาสมัครไม่เทรวมดูแลจุดแยกขยะ<br class="html-br" />&#8211; สงครามสู้หนู : ตัดวงจรอาหารหนู บังคับใช้แนวทาง ‘ทิ้ง 1 ชม. เก็บ 1 ชม.’ บนถนนนำร่อง<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>3. ปรับมาตรการรับมือฝุ่น PM2.5  </strong><br class="html-br" />&#8211; ตรวจควันดำรถราชการ กทม. ให้ผ่านเกณฑ์ 100% และเพิ่มความถี่การล้างถนน/ดูดฝุ่น/ฉีดล้างใบไม้<br class="html-br" />&#8211; รณรงค์บำรุงรักษาเครื่องยนต์และลงทะเบียน &#8220;บัญชีสีเขียว (Green List)&#8221; เพื่อรับสิทธิ์การวิ่งในเขตมลพิษต่ำ (LEZ) ช่วงวิกฤตฝุ่น<br class="html-br" /><br class="html-br" />นอกจากนี้ กทม. ยังเร่งผลักดันการขับเคลื่อนพร้อมติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย <strong>&#8216;Quick Win&#8217;</strong> เพื่อบรรลุกรอบ 100 วัน ที่ตั้งไว้ ​โดยได้จัดตั้งระบบ <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สารวัตรสิ่งแวดล้อม</span></strong> เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติงานภายใต้มาตรฐานเดียวกัน อาทิ<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>&#8211; จัด​​ทำคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน SOP (Standard Operating Procedure)</strong> โดยมีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน ตั้งแต่การวางแผน ตรวจสอบ บังคับใช้กฎหมาย รายงานผล และติดตามแก้ไขปัญหา เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานครมีความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
<p><strong>&#8211; กำหนดตัวชี้วัด <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">KPI</span></strong> มาตรฐาน ทิศทาง เป้าหมายเพื่อร่วมมืออย่างบูรณาการ และแก้ไขปัญหาได้จริง<br class="html-br" /><strong>&#8211; วางระบบติดตามผลดิจิทัล</strong> พื่อความแม่นยำในการตรวจสอบและประเมินผล พร้อม​เชื่อมโยงข้อมูลและระบบดิจิทัลของทั้ง 50 เขต เพื่อติดตามการทำงานอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/bma-environmental-quick-win-policy/">เปิด​ภารกิจ &#8216;Quick Win&#8217; กทม. นโยบา​​ยด้านสิ่งแวดล้อม เร่งด่วน 100 วัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มหาวิทยาลัย Yale เปิดเผยรายงาน &#8216;Yale Environmental Performance Index 2026&#8217; Top 20 ประเทศผู้นำ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/yale-environmental-performance-index-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 04:34:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[20 ประเทศผู้นำ]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Environmental]]></category>
		<category><![CDATA[Index]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Natural]]></category>
		<category><![CDATA[pollution]]></category>
		<category><![CDATA[Progress]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Top20]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Yale]]></category>
		<category><![CDATA[Yale Environmental Performance Index]]></category>
		<category><![CDATA[Yale Environmental Performance Index 2026]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤต]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43692</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; เมื่อวิกฤติสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่น่ากังวลไปทั่วโลก ทำให้หลายประเทศเดินหน้าเร่งแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีความก้าวหน้าการดำเนินการในแต่ละมิติ ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการปกป้องระบบนิเวศ มหาวิทยาลัย Yale เปิดเผยรายงาน &#8216;Yale Environmental Performance Index 2026&#8242; อัพเดทดัชนีวัดผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี ตั้งแต่ปี 2002 และเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่าน The Guardianโดยผลการประเมินดัชนีในปีนี้ พบว่า เอสโตเนีย ลักเซมเบิร์ก และสหราชอาณาจักร เป็นประเทศ 3 อันดับแรก ที่มีความคืบหน้าการดำเนินงานมากที่สุดขณะที่ ญี่ปุ่น ถือเป็นประเทศหนึ่งเดียวในเอเชีย ที่ติดอันดับอยู่ใน Top20 ท่ามกลางประเทศในลิสต์ 20 อันดับแรก ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรปทั้งหมด ส่วนประเทศที่มีพัฒนาค่อยข้างล่าช้า ในส่วนท้ายตารางยังคงอยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งมี ลาว เป็นประเทศที่อยู่อันดับสุดท้ายของการประเมินครั้งนี้สำหรับ 20 ประเทศผู้นำ ที่ได้รับการประเมินสูงสุดในครั้งนี้  ประกอบด้วย1. เอสโตเนีย : 75 คะแนน2. ลักเซมเบิร์ก : 74 คะแนน3. สหราชอาณาจักร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/yale-environmental-performance-index-2026/">มหาวิทยาลัย Yale เปิดเผยรายงาน &#8216;Yale Environmental Performance Index 2026&#8217; Top 20 ประเทศผู้นำ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อวิกฤติ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สิ่งแวดล้อม</span> เป็นเรื่องที่น่ากังวลไปทั่วโลก ทำให้หลายประเทศเดินหน้าเร่งแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีความก้าวหน้าการดำเนินการในแต่ละมิติ ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการปกป้องระบบนิเวศ</p>
<p><span id="more-43692"></span><br class="html-br" />มหาวิทยาลัย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Yale</span> เปิดเผยรายงาน &#8216;<strong>Yale Environmental Performance Index 2026&#8242;</strong> อัพเดทดัชนีวัดผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี ตั้งแต่ปี 2002 และเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่าน The Guardian<br class="html-br" /><br class="html-br" />โดยผลการประเมินดัชนีในปีนี้ พบว่า <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">เอสโตเนีย</span> ลักเซมเบิร์ก และสหราชอาณาจักร เป็นประเทศ 3 อันดับแรก ที่มีความคืบหน้าการดำเนินงานมากที่สุด<br class="html-br" /><br class="html-br" />ขณะที่ <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ญี่ปุ่น</span> ถือเป็นประเทศหนึ่งเดียวในเอเชีย ที่ติดอันดับอยู่ใน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Top20</span> </strong>ท่ามกลางประเทศในลิสต์ 20 อันดับแรก ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรปทั้งหมด ส่วนประเทศที่มีพัฒนาค่อยข้างล่าช้า ในส่วนท้ายตารางยังคงอยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งมี <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ลาว</span> เป็นประเทศที่อยู่อันดับสุดท้ายของการประเมินครั้งนี้<br class="html-br" /><br class="html-br" />สำหรับ <strong>20 ประเทศผู้นำ</strong> ที่ได้รับการประเมินสูงสุดในครั้งนี้  ประกอบด้วย<br class="html-br" /><br class="html-br" />1. เอสโตเนีย : 75 คะแนน<br class="html-br" />2. ลักเซมเบิร์ก : 74 คะแนน<br class="html-br" />3. สหราชอาณาจักร : 72 คะแนน<br class="html-br" />4. ฟินแลนด์ : 71 คะแนน<br class="html-br" />5. เนเธอร์แลนด์ : 71คะแนน<br class="html-br" />6. เยอรมนี : 70 คะแนน<br class="html-br" />7. ฝรั่งเศส : 70 คะแนน<br class="html-br" />8. นอร์เวย์ : 69 คะแนน<br class="html-br" />9. สวีเดน : 69 คะแนน<br class="html-br" />10. ออสเตรีย : 67 คะแนน<br class="html-br" />11. เดนมาร์ก : 67 คะแนน<br class="html-br" />12. สเปน : 66 คะแนน<br class="html-br" />13. กรีซ : 66 คะแนน<br class="html-br" />14. สโลวีเนีย : 65 คะแนน<br class="html-br" />15. สวิตเซอร์แลนด์ : 64 คะแนน<br class="html-br" />16. ญี่ปุ่น : 63 คะแนน<br class="html-br" />17. เช็กเกีย : 63 คะแนน<br class="html-br" />18. โปรตุเกส : 63 คะแนน<br class="html-br" />19. สโลวาเกีย : 62 คะแนน<br class="html-br" />20. ไอร์แลนด์ : 62 คะแนน<br class="html-br" /><br class="html-br" />พร้อมประเทศ<strong> 5 อันดับคะแนนรั้งท้าย</strong> ประกอบด้วย ลาว อยู่ในอันดับ 177 ด้วยคะแนนเพียง 22 คะแนน ตามมาด้วยอินเดีย 23 คะแนน รวมทั้งบังคลาเทศ, สาธารณรัฐมาลี และเวียดนาม ที่ได้ 24 คะแนนเท่ากัน<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong><em>ด้านความก้าวหน้าของ</em> <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ประเทศไทย</span> มีพัฒนาการดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยอยู่ในอันดับที่ 74 ด้วยคะแนน 44 คะแนน ขยับขึ้นจากอันดับ 90 จากการประเมินครั้งก่อนหน้าในปี 2024</strong><br class="html-br" /><br class="html-br" />ทั้งนี้ การประเมินประเทศต่างๆ ครั้งนี้ มองผ่านตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม 47 ปัจจัย ตั้งแต่ความสำเร็จในการลดมล​พิษในอากาศและน้ำ ไปจนถึงความยั่งยืนของป่าไม้ การประมง และพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งรวมถึง​​มาตรการในการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบ เช่น การใช้สารกำจัดศัตรูพืชหรือสารอันตรายต่างๆ และกระบวนการที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น<br class="html-br" /><br class="html-br" />ด้านผลการประเมินโดยภาพรวม ​รายงานแสดงให้เห็นว่ามีความก้าวหน้าในระยะยาวในการลดอันตรายด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น น้ำดื่มที่ไม่ปลอดภัยและมลพิษที่ก่อให้เกิดฝนกรด แม้ว่าทั่วโลกยังคงล่าช้าในการตอบสนองต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยมีเพียงไม่กี่ประเทศที่กำลังดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยมีความตื่นตัวต่อความร้ายแรงของภัยคุกคามจากสภาพภูมิอากาศ จากการที่หลายพื้นที่กำลังเผชิญปัญหาคลื่นความร้อนร้ายแรงที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/yale-environmental-performance-index-2026/">มหาวิทยาลัย Yale เปิดเผยรายงาน &#8216;Yale Environmental Performance Index 2026&#8217; Top 20 ประเทศผู้นำ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘World Bank Group-สภาพัฒน์-มูลนิธิกสิกรไทย’ ประกาศความร่วมมือพัฒนาระบบ ‘การทำบัญชีทุนธรรมชาติ’ สร้างโมเดลเศรษฐกิจยั่งยืนพร้อมฟื้นฟูธรรมชาติ บนเวที EARTH JUMP 2026 โดยธนาคารกสิกรไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/earth-jump-2026-natural-capital-account/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 00:38:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[A Bridge To Empowered Actions]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[EARTH JUMP]]></category>
		<category><![CDATA[EARTH JUMP 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[Kasikornthai Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[KCLIMATE 1.5]]></category>
		<category><![CDATA[Melinda Good]]></category>
		<category><![CDATA[Natural Assets]]></category>
		<category><![CDATA[Natural Capital]]></category>
		<category><![CDATA[Natural Capital Account]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NCA]]></category>
		<category><![CDATA[NESDC]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative Capitalism]]></category>
		<category><![CDATA[World Bank]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดนุชา พิชยนันท์]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[บัญชีทุนธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธ เอนกนิธิ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สศช]]></category>
		<category><![CDATA[สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42400</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทุนธรรมชาติ  (Natural Capital) คือฐานทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและสังคมไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่ป่าไม้ แหล่งน้ำ ระบบนิเวศ ไปจนถึงความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่มีระบบบัญชีทุนธรรมชาติที่เป็นมาตรฐานและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบเพียงพอ จึงยังสำหรับใช้ประเมินได้ไม่ชัดว่า การพัฒนาแต่ละโครงการพึ่งพาและส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร รวมถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคุ้มค่าและสมดุลกับต้นทุนทางธรรมชาติที่ต้องแลกมาหรือไม่ เป็น​ที่มาของเวทีสัมมนา​ ‘Natural Capital : ทุนธรรมชาติ รากแก้วแห่งเศรษฐกิจและสังคมไทย’ จากงาน ‘EARTH JUMP 2026 : A Bridge to Empowered Actions’ โดยตัวแทนจาก 3 ภาคี ประกอบด้วย Ms. Melinda Good Division Director for Thailand and Myanmar, World Bank, คุณดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ คุณพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย เพื่อร่วมกันสร้างความตระหนักในการเห็นความสำคัญของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมทั้งเป็นจุดเริ่มต้น​​ความร่วมมือเพื่อพัฒนาการจัดทำระบบ NCA ซึ่งจะช่วยให้ประเทศมีฐานข้อมูลในการชี้วัด ประเมินมูลค่า และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถสร้างสมดุลในการใช้ทุนธรรมชาติสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้ &#8216;ทุนธรรมชาติ&#8217; รากฐานการเติบโตที่ยั่งยืน Ms. Melinda [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/earth-jump-2026-natural-capital-account/">‘World Bank Group-สภาพัฒน์-มูลนิธิกสิกรไทย’ ประกาศความร่วมมือพัฒนาระบบ ‘การทำบัญชีทุนธรรมชาติ’ สร้างโมเดลเศรษฐกิจยั่งยืนพร้อมฟื้นฟูธรรมชาติ บนเวที EARTH JUMP 2026 โดยธนาคารกสิกรไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ทุนธรรมชาติ</strong>  (Natural Capital) คือฐานทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและสังคมไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่ป่าไม้ แหล่งน้ำ ระบบนิเวศ ไปจนถึงความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่มีระบบบัญชีทุนธรรมชาติที่เป็นมาตรฐานและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบเพียงพอ จึงยังสำหรับใช้ประเมินได้ไม่ชัดว่า การพัฒนาแต่ละโครงการพึ่งพาและส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร รวมถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคุ้มค่าและสมดุลกับต้นทุนทางธรรมชาติที่ต้องแลกมาหรือไม่</p>
<p><span id="more-42400"></span></p>
<p>เป็น​ที่มาของเวทีสัมมนา​ ‘<strong>Natural Capital : </strong><strong>ทุนธรรมชาติ รากแก้วแห่งเศรษฐกิจและสังคมไทย’</strong><strong> </strong>จากงาน<strong> ‘EARTH JUMP 2026 : A Bridge to Empowered Actions’ </strong>โดยตัวแทนจาก 3 ภาคี ประกอบด้วย <strong>Ms. Melinda Good </strong>Division Director for Thailand and Myanmar, World Bank<strong>, </strong><strong>คุณดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ </strong>และ <strong>คุณพิพิธ เอนกนิธิ</strong> ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย</p>
<p>เพื่อร่วมกันสร้างความตระหนักในการเห็นความสำคัญของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมทั้งเป็นจุดเริ่มต้น​​ความร่วมมือเพื่อพัฒนาการจัดทำระบบ <strong>NCA</strong> ซึ่งจะช่วยให้ประเทศมีฐานข้อมูลในการชี้วัด ประเมินมูลค่า และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถสร้างสมดุลในการใช้ทุนธรรมชาติสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้</p>
<p><strong>&#8216;ทุนธรรมชาติ&#8217; รากฐานการเติบโตที่ยั่งยืน</strong></p>
<p><strong>Ms. Melinda Good </strong>ให้ข้อมูลเริ่มต้นด้วยการนิยาม <strong>‘</strong><strong>ทุนธรรมชาติ’</strong> ว่าเป็นทั้งรากฐานสำคัญของการเติบโตที่ยั่งยืน เป็นต้นทุนที่สร้างความมั่นคงให้ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปรับตัว ​การเพิ่มศักยภาพ และความสามารถทางการแข่งขันในบริบทเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นขับเคลื่อนสู่คาร์บอนต่ำ ขณะที่บทบาทสำคัญของธรรมชาติไม่ได้เชื่อมโยงแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม  แต่มีตัวเลขระดับโลกเป็นบทพิสูจน์ว่าธรรมชาติเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของ GDP โลกที่มากกว่าครึ่งหนึ่ง (ราว 58 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) มาจากการ​พึ่งพาธรรมชาติ  หรือผลศึกษาว่า หากระบบนิเวศล่มสลายลงเพียงบางส่วน ก็จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าเศรษฐกิจโลกให้ลดลงได้ถึง 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2030 ไปจนถึงตัวเลขสินเชื่อ 75% ในเขตยูโรโซนที่ถูกปล่อยให้ธุรกิจที่ต้องมีการพึ่งพาระบบนิเวศ รวมทั้งการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทางธรรมชาติทั่วโลก (Global Natural Assets) ในปี 2005 หรือในราว 20 ปีที่ผ่านมา และพบว่ามีมูลค่าสูงถึง 44 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42408 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/WorldBank1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“</em><em>ทุนธรรมชาติ เปรียบเสมือน</em><em> <strong>‘</strong></em><strong><em>งบดุลที่มองไม่เห็น’</em></strong><em> </em><em>ของระบบเศรษฐกิจ การจัดทำ</em><em> <strong>NCA</strong> </em><strong><em>จึงเป็นการบันทึกคุณค่าของสิ่งที่มองไม่เห็นให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ แหล่งน้ำ ระบบนิเวศ ความหลากหลายทางทางชีวภาพ  และบริการจากระบบนิเวศ  </em></strong><em>เพื่อนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายและการลงทุนจากเดิมที่การเติบโตมักถูกวัดด้วย </em><em>GDP </em><em>ระบบ </em><em>NCA </em><em>จะช่วยเพิ่มมิติของ</em><em>Ecosystems, Natural Assets </em><em>และ </em><em>Ecosystem Services </em><em>เข้าไปในการประเมินคุณค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้านผลิตภาพ ความยืดหยุ่น อาชีพ ความเป็นอยู่ และการฟื้นฟูสินทรัพย์ทางธรรมชาติในระยะยาว”</em></p>
<p><strong> ผนึกความร่วมมือ นำร่องพัฒนา​ &#8216;บัญชีทุนธรรมชาติ&#8217; (NCA)</strong></p>
<p>เมื่อเห็นทั้งความสำคัญของ ‘บัญชี<strong>การทำทุนธรรมชาติ’</strong> ในฐานะเครื่องมือที่จะช่วยสะท้อนคุณค่าของทุนธรรมชาติซึ่งเป็นรากแก้วแห่งเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมทั้งพบข้อจำกัดสำคัญของประเทศไทยที่ยังไม่มีระบบในการจัดทำ ‘<strong>การทำบัญชีทุนธรรมชาติ’</strong>  รวมทั้งยังเป็นรากฐานในการสร้างรายได้ต่ออุตสาหกรรมหลักและการดำรงชีวิตของผู้คนในประเทศ</p>
<p>ประกอบกับช่วงเวลาปัจจุบัน อยู่ระหว่างการ​เตรียมเพื่อจัดทำ <strong>แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ </strong><strong>14 </strong><strong>สำหรับประกาศใช้ในปี </strong><strong>2571 &#8211; 2575</strong>จึงเป็นโอกาสที่ดีในการนำมิติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของทุนธรรมชาติ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาชาติฉบับใหม่ที่เตรียมจะประกาศใช้นี้ด้วย</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-42410 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/NESDP2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นำมาสู่<strong><em>ความร่วมมือครั้งสำคัญในการลงนาม </em></strong><strong><em>MOU </em></strong><strong><em>ของ </em></strong><strong><em>3</em></strong><strong><em> ภาคีเครือข่ายพันธมิตร ประกอบด้วย </em></strong><strong><em>World Bank Group, </em></strong><strong><em>สภาพัฒน์ มูลนิธิกสิกรไทย เพื่อร่วมขับเคลื่อนการจัดทำบัญชีทุนธรรมชาติร่วมกัน</em></strong> โดยใช้พื้นที่ จ.น่าน เป็นพื้นที่นำร่อง เพื่อหาโมเดลต้นแบบทั้งวิธีการวัด การวิเคราะห์ การจัดสรรงบประมาณ ไปจนถึงระเบียบหรือกติกาต่างๆ เพื่อให้สามารถวัดมูลค่าและสะท้อนคุณค่าของสินทรัพย์ทางธรรมชาติ สนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่สามารถสร้างการเติบโต ควบคู่ไปกับการเพิ่มความสามารถในการปรับตัว หรือการมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึง</p>
<p><strong>คุณดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวคิดหลักของ NCA เปรียบเสมือนการทำบัญชีทุนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้ประเทศมีฐานข้อมูลที่สามารถชี้วัด ประเมินมูลค่า และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม โดยการจัดทำ NCA จะครอบคลุมการประเมินองค์ประกอบสำคัญของทุนธรรมชาติ เช่น ทรัพยากรชีวภาพ ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ บริการจากระบบนิเวศ และมิติทางวัฒนธรรมหรือสังคมที่เชื่อมโยงกับฐานทรัพยากรในพื้นที่</p>
<p>ด้านสภาพัฒน์ ที่ปัจจุบันมีประสบการณ์การในพื้นที่บ้านน้ำรีในจังหวัดน่าน  ผ่านโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อเนื่องตามโครงการตามพระราชดำริ โดยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ยกตัวอย่างโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนตามพระราชดำริในพื้นที่บ้านน้ำรีพัฒนาในจังหวัดน่านมาร่วมหารือ เนื่องจากมีความท้าทายด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตป่า การปลูกพืชเชิงเดี่ยว และข้อจำกัดด้านสิทธิหรือความมั่นคงในที่ดินทำกินของประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยแนวทาง ‘คนอยู่ร่วมกับป่า’ และการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน ทั้งการจัดสรรพื้นที่ทำกินในเขตป่าสงวน การส่งเสริมพืชทางเลือกที่หลากหลายเพื่อเพิ่มรายได้ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว ควบคู่กับการนำกลไกคาร์บอนเครดิตมาใช้เพื่อสร้างรายได้และแรงจูงใจเสริมในการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้แก่ชุมชน จนพื้นที่เริ่มมีแนวโน้มฟื้นตัว และช่วยให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-42411 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/NESDC1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“</em><em>ความร่วมมือดังกล่าวนี้จะช่วยสนับสนุนการวางแผนและตัดสินใจเชิงนโยบายบนหลักฐานข้อมูลจริง(</em><em>Evidence-based decision making) </em><em>เนื่องจากมีชุดข้อมูลตัวเลขที่ชัดเจนรองรับ ตลอดจนสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากร ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญภายใต้แผนพัฒนาประเทศ ประกอบกับ<strong>ข้</strong><strong>อมูล </strong><strong>NCA ยังสามารถเป็นข้อมูลประกอบสำคัญในการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดทำข้อมูล ESG ของภาคเอกชน</strong> ซึ่ง</em>อาจ<em>ช่วย</em>เพิ่มความน่าเชื่อถือใน<em>การ</em>พิจารณาโครงการด้านการเงิน<em>สีเขียว</em>ทั้งนี้ <em>การขับเคลื่อนยังเต็มไปด้วยข้อจำกัด โดยเฉพาะฐานข้อมูลในประเทศไทยที่ยังกระจัดกระจายและไม่เป็นระบบ จึงต้องจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลที่จำเป็น ประกอบกับกระบวนการจัดเก็บและการประมวลผลที่มีความซับซ้อนสูง จึงต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือและองค์ความรู้จากหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญในระดับสากล เช่น </em><em>World Bank Group </em><em>ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยจัดเก็บข้อมูล”</em></p>
<p><strong>‘</strong><strong>น่าน แซนด์บ็อกซ์’ พื้นที่ต้นแบบ สู่บทเรียนการฟื้นฟูทุนธรรมชาติ</strong></p>
<p><strong>คุณพิพิธ เอนกนิธิ</strong> ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวเพิ่มเติมถึงผลกระทบจากการไม่มีระบบบัญชีทุนธรรมชาติว่า  การขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจที่ผ่านมาอาจยังสะท้อนต้นทุนต่อธรรมชาติได้ไม่ครบถ้วน โดยตัวเลขระดับโลกชี้ให้เห็นว่า มูลค่ากิจกรรมที่ส่งผลเสียต่อธรรมชาติมีขนาดสูงกว่าการลงทุนในแนวทางการดูแลและฟื้นฟูธรรมชาติ (Nature-based Solutions) อย่างมีนัยสำคัญ จึงยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของการมีข้อมูลและกลไกที่ช่วยจัดสรรเงินลงทุนไปสู่กิจกรรมที่ลดผลกระทบและฟื้นฟูธรรมชาติได้มากขึ้น</p>
<p>ดังนั้น <strong>หากประเทศไทยมีระบบการจัดทำ </strong><strong>NCA </strong><strong>ก็จะสามารถจัดสรรเม็ดเงินในการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น</strong><strong> </strong>โดยเฉพาะการปรับตัวจากการสนับสนุนธุรกิจ Extractive Capitalism หรือระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเข้มข้น มาสู่การสนับสนุนธุรกิจในรูปแบบ Regenerative Capitalism หรือระบบการขับเคลื่อนธุรกิจที่ฟื้นฟูธรรมชาติและการสร้างคุณค่าระยะยาวควบคู่กัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42419 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/K3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“พื้นที่ จ.น่าน เหมาะสมที่จะเป็นพื้นที่ต้นแบบนำร่องจัดทำ NCA ทั้งการเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดน้ำกว่า 40% ที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำสายหลักของประเทศ ประกอบกับพื้นที่บางส่วนยังเผชิญปัญหาป่าเสื่อมโทรมจากแรงกดดันด้านการใช้ที่ดินและรูปแบบการผลิตเชิงเดี่ยว ขณะที่ธนาคารกสิกรไทยมองปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่าแค่มุมนักการเงิน แต่ใส่ทั้งเลนส์ในมิติทางสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งระบบนิเวศ จึงลงพื้นที่เข้าไปทำงานใน จ.น่าน อย่างใกล้ชิด ทำให้เข้าใจอินไซต์ของปัญหาว่ามีความเชื่อมโยงกับข้อจำกัดด้านรายได้ โอกาสทางเศรษฐกิจ และทางเลือกในการดำรงชีพของคนในพื้นที่ จึงได้เข้าไปช่วยแก้ปัญหาอย่างบูรณาการทั้งการดูแลผู้คน เศรษฐกิจ และธรรมชาติ เพื่อสามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ <strong>‘น่านแซนด์บ็อกซ์’</strong> ที่มุ่งพัฒนาผ่านแนวทาง <strong>3Re</strong> คือ <strong>Regovernance, Restoration </strong>และ <strong>Regeneration</strong> พร้อมเข้าไปช่วยจัดการปัญหาในพื้นที่ โดยไม่แยกปัญหาแต่ละส่วนออกจากกัน แต่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาในพื้นที่ร่วมกันอย่างบูรณาการ เพื่อให้การแก้ปัญหาในสมการทางเศรษฐกิจนี้มีความยั่งยืนและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42414 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/K5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>เป้าหมายการขับเคลื่อน NCA ไม่ได้มองแค่ที่ จ.น่าน แต่ในอนาคตสามารถนำบทเรียนจากพื้นที่นำร่องไปปรับใช้กับพื้นที่อื่นๆ ได้ หากสามารถพัฒนาระบบ NCA สำหรับการวัดและประเมินมูลค่าทุนธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสร้างกลไกที่ช่วยให้มูลค่าทุนธรรมชาติถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจด้านนโยบาย การลงทุน และการเปิดเผยข้อมูลได้มากขึ้น คล้ายกับพัฒนาการของระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็น <strong>แนวคิดที่ช่วยเชื่อมระบบเศรษฐกิจแบบเดิมที่เน้น GDP Based ไปสู่ GDP Plus ด้วยการนำมิติของทุนธรรมชาติมาเพิ่มในการประเมินคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม</strong></p>
<p><strong>สำหรับภาคธุรกิจ ข้อมูลจาก NCA สามารถช่วยยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนให้สะท้อนผลกระทบต่อธรรมชาติได้ชัดขึ้น และอาจต่อยอดไปสู่การพัฒนากลไกทางการเงินหรือสินทรัพย์ใหม่ๆ</strong> เช่น Nature Credit ภายใต้กติกาที่มีมาตรฐานและตรวจสอบได้ คล้ายกับพัฒนาการของคาร์บอนเครดิต เป้าหมายสำคัญคือทำให้มิติของธรรมชาติถูกนับรวมอยู่ในระบบเศรษฐกิจและการตัดสินใจลงทุนมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42413 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/K4-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด ผ่านบริการทางการเงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการรายเล็ก และ SME รวมทั้งบทบาท Beyond Banking ในการพัฒนาโซลูชันเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และช่วยให้ภาคธุรกิจเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ความร่วมมือด้าน NCA ครั้งนี้สะท้อนบทบาทของมูลนิธิกสิกรไทยในการสนับสนุนการฟื้นฟูธรรมชาติและการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบควบคู่กัน</p>
<p>บทบาทของธนาคารกสิกรไทยยังต่อยอดผ่าน <strong>K-Climate Solutions</strong> ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนจาก ‘<strong>ความตั้งใจ’</strong> สู่ <strong>‘</strong><strong>การลงมือทำ’</strong> ได้จริง ครอบคลุมตั้งแต่<strong> ESG Readiness Check</strong> เครื่องมือประเมินความพร้อมธุรกิจด้าน ESG,<strong> KCLIMATE 1.5</strong> แพลตฟอร์มคํานวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เก็บข้อมูลเพื่อนําไปใช้วางแผนการจัดการลดก๊าซเรือนกระจก, <strong>K-Climate ESG Advisory</strong> บริการให้คําปรึกษาเรื่องความยั่งยืนโดยผู้เชี่ยวชาญ <strong>Net Zero CEO &amp; Net Zero Leader</strong> หลักสูตรสำหรับผู้บริหารเพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นําด้านความยั่งยืนของไทย และโซลูชันทางการเงินเช่น <strong>‘</strong><strong>สินเชื่อ </strong><strong>SME </strong><strong>ยิ่งกรีน ยิ่งได้’</strong> (Sustainability-Linked Loan for SME) มอบส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษเมื่อทําได้ตามเป้าหมาย เช่น ลดการใช้พลังงานหรือได้ใบรับรองธุรกิจสีเขียว รวมถึง K-Climate Shield Loan สินเชื่อธุรกิจเพื่อป้องกันความเสี่ยงน้ำท่วม ช่วยให้องค์กรสามารถลงทุนเชิงป้องกันล่วงหน้า</p>
<p><em><strong>ทั้งหมดนี้ทำให้ NCA ไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่จะช่วยให้ประเทศไทยมองเห็นต้นทุน คุณค่า และโอกาสจากธรรมชาติได้ชัดขึ้น และออกแบบการเติบโตที่ไม่ทิ้งทั้งเศรษฐกิจ ผู้คน และระบบนิเวศไว้ข้างหลัง</strong></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/earth-jump-2026-natural-capital-account/">‘World Bank Group-สภาพัฒน์-มูลนิธิกสิกรไทย’ ประกาศความร่วมมือพัฒนาระบบ ‘การทำบัญชีทุนธรรมชาติ’ สร้างโมเดลเศรษฐกิจยั่งยืนพร้อมฟื้นฟูธรรมชาติ บนเวที EARTH JUMP 2026 โดยธนาคารกสิกรไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ไม่ใช่ภัยพิบัติครั้งคราว แต่คือ &#8216;ปรากฏการณ์&#8217; ​ต้อง​วนกลับมาใหม่ และรุนแรงมากขึ้น อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ภาครัฐต้องวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบและยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-climate-amplification/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 08:44:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Risk]]></category>
		<category><![CDATA[El Nino]]></category>
		<category><![CDATA[Super El Niño]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Thon Thamrongnawasawat]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[มหันตภัย Climate Amplification]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อนธรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43302</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ คาดการณ์ผลกระทบจาก &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; สูงขึ้นจากคร้ังก่อนหน้า 30-40% และจะเป็นอีกหนึ่งปรากฏการร์ทางธรรมชาติ ที่ไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว แต่จะเกิดซ้ำใหม่อย่างแน่นอนในอนาคต ดังนั้น ประเทศไทยต้องถอดบทเรียนและเรียนรู้รวมทั้งวางแผนจากสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เพื่อการปรับตัวและสามารถรับมือต่ออนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเสวนาในหัวข้อ &#8216;มหันตภัย Climate Amplification เมื่อโลกเปลี่ยนไป 2 องศา&#8217; จากเวทีสัมมนา &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ&#8217; โดยทีมเพื่อนธรณ์ โดยระบุว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของปรากฏการณ์เอลนีโญ และจะยกระดับความรุนแรงสู่การเป็น &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของ​ปี​ และลากยาวไปจนถึงราวกลางปีหน้า หลังการเข้า &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; จะทำให้เกิดฝนทิ้งช่วง จากสภาพอากาศที่ร้อน​และแล้งมากขึ้น จากผลกระทบที่โลกร้อนขึ้น โดยผลกระทบที่จะเผชิญในปีนี้ จะมากและรุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยผ่านมา จากอุณหภูมิน้ำทะเลที่คาดว่าจะสูงขึ้นถึง 2.5 องศาเซลเซี​ยส เทียบกับเอลนีโญครั้งล่าสุด ในปี 2567 ที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นราว 1.5 องศาเซลเซียส หรือสูงขึ้นจากคร้ังก่อนหน้าถึง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-climate-amplification/">&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ไม่ใช่ภัยพิบัติครั้งคราว แต่คือ &#8216;ปรากฏการณ์&#8217; ​ต้อง​วนกลับมาใหม่ และรุนแรงมากขึ้น อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ภาครัฐต้องวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบและยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์</strong> คาดการณ์ผลกระทบจาก <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> สูงขึ้นจากคร้ังก่อนหน้า 30-40% และจะเป็นอีกหนึ่งปรากฏการร์ทางธรรมชาติ ที่ไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว แต่จะเกิดซ้ำใหม่อย่างแน่นอนในอนาคต ดังนั้น ประเทศไทยต้องถอดบทเรียนและเรียนรู้รวมทั้งวางแผนจากสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เพื่อการปรับตัวและสามารถรับมือต่ออนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><span id="more-43302"></span></p>
<p><strong>ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ</strong><strong>์ </strong>อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเสวนาในหัวข้อ <strong>&#8216;มหันตภัย </strong><strong>Climate Amplification </strong><strong>เมื่อโลกเปลี่ยนไป </strong><strong>2</strong><strong> องศา&#8217; </strong>จากเวทีสัมมนา <strong>&#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ&#8217;</strong> โดยทีมเพื่อนธรณ์ โดยระบุว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของปรากฏการณ์เอลนีโญ และจะยกระดับความรุนแรงสู่การเป็น <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของ​ปี​ และลากยาวไปจนถึงราวกลางปีหน้า</p>
<p>หลังการเข้า <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> จะทำให้เกิดฝนทิ้งช่วง จากสภาพอากาศที่ร้อน​และแล้งมากขึ้น จากผลกระทบที่โลกร้อนขึ้น โดยผลกระทบที่จะเผชิญในปีนี้ จะมากและรุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยผ่านมา จากอุณหภูมิน้ำทะเลที่คาดว่าจะสูงขึ้นถึง 2.5 องศาเซลเซี​ยส เทียบกับเอลนีโญครั้งล่าสุด ในปี 2567 ที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นราว 1.5 องศาเซลเซียส หรือสูงขึ้นจากคร้ังก่อนหน้าถึง 30-40%</p>
<p><em>&#8220;ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนี้จะรุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยผ่านมา โดยคาดว่าปริมาณน้ำฝนจะน้อยลงและหมดเร็วกว่าปีก่อนๆ  ทำให้ภาคส่วนต่างๆ เหลือเวลาเก็บสะสมน้ำไว้ใช้​อีกราว 3 เดือน  และคาดว่าฝนจะเริ่มทั้งช่วงตั้งแต่ ต.ค. &#8211; พ.ย.  ยาวไปอีก 7-8 เดือน หรือจนถึงช่วงกลางปีหน้า ทำให้ปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับใช้ในพื้นที่ต่างๆ จะเริ่มขาดแคลน ขณะที่อากาศจะร้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองอย่างกรุงเทพฯ จะร้อนมากกว่า​หลายพื้นที่โดยรอบ โดยคาดว่าอุณหภูมิสูงสุดที่รับรู้ได้ (Feel Like) ในปีนี้จะสูงได้ถึง53 -54 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว&#8221; </em></p>
<figure id="attachment_43303" aria-describedby="caption-attachment-43303" style="width: 521px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43303 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Super-Elnino.jpg" alt="" width="521" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-43303" class="wp-caption-text">Photo : Facebook : Thon Thamrongnawasawat</figcaption></figure>
<p>ท้ังนี้ ความแปรปรวนของสภาพอากาศจากภาวะซูเปอร์เอลนีโญ ทั้งปริมาณพายุใต้ฝุ่นที่อาจเพิ่มขึ้นได้ 10-20% จากปีก่อนหน้า รวมทั้งผลกระทบต่ออุณหภูมิน้ำทะเล และระบบนิเวศในทะเล ทั้งสัตว์ทะเล หญ้าทะเล ปัญหาปะการังฟอกขาว และแพลงตอนบูม ซึ่งจะเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่อยู่ในพื้นที่ชายฝั่ง จะต้องรับมือ​​ Worst Case Scenario หลายด้าน  รวมท้ังผลผลิตทั้งการเกษตรและประมงที่คาดว่าจะลดลง ทำให้ปริมาณผลผลิตขาดแคลน และมีต้นทุนสูง รวมทั้งต้นทุนด้านพลังงาน โดยเฉพาะจากการใช้เครื่องปรับอากาศที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับยังมีปัญหาเรื่องสงครามตะวันออกกลางที่ยังไม่จบ ยิ่งซ้ำเติมให้ต้องเผชิญปัญหา  2-3 เด้งเข้ามากระทบในปีนี้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของซูเปอร์เอลนีโญ ไม่ใช่ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นแบบครั้งคราวหรือไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศ ที่มีวัฏจักรในการกลับมาเกิดซ้ำและสามารถคาดการณ์ได้ โดยเฉพาะความรุนแรงที่จะเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต จากผลกระทบของโลกที่ร้อนขึ้น การรับมือต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงต้องมองแบบระยะยาว  เรียนรู้จากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตเพื่อคาดการณ์ผลกระทบและวางแผนในการรับมือและปรับตัวเพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในแต่ละภาคส่วนให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ หรือภาคธุรกิจต่างๆ เพราะหากไม่เรียนรู้และถอดบทเรียน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นครั้งหน้าจะรุนแรงมากขึ้นอย่างแน่นอน</p>
<p><em>&#8220;ซูเปอร์เอลนีโญที่เกิดขึ้นในปีนี้ จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน ขณะที่การรับมือ​สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต้องมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและบูรณาการ ไม่ใช่มองว่าเป็นการเผชิญ​ภัยพิบัติและเตรียมงบประมาณในการเยียวยาและฟื้นฟูในแต่ละครั้ง ซึ่งสะท้อนมุมมองในระยะสั้น และเป็นการแก้ปั​ญหาที่ปลายเหตุแบบง่ายๆ ​ที่ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลกระทบจากโลกร้อนเท่านั้น แต่ในความจริงแล้วผลกระทบของปัญหามีหลายมิติมากกว่านั้น​ ทั้งการปรับตัวในภาค​เกษตรและผลผลิต การดูแลฟื้นฟูระบบนิเวศ รวมทั้งในภาคธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น การท่องเที่ยว ให้สามารถปรับตัวต่อความเสี่ยงในอนาคตได้ ​ซึ่งการจัดการมีความยากและท้าทายมากขึ้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องตั้งทีมทำงานในเรื่องนี้โดยเฉพาะ และมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง มีการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง เพื่อเรียนรู้ ถอดบทเรียน และปรับแผนเพื่อรับมือสำหรับการป้องกันและรับมือต่อผลกระทบจากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะต้องเกิดซ้ำในอนาคตได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืนในระยะยาว</em>&#8221; ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวทิ้งท้าย​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43310" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/SuperElnino.jpg" alt="" width="700" height="700" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-climate-amplification/">&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ไม่ใช่ภัยพิบัติครั้งคราว แต่คือ &#8216;ปรากฏการณ์&#8217; ​ต้อง​วนกลับมาใหม่ และรุนแรงมากขึ้น อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ภาครัฐต้องวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบและยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส่องดีมานด์ตลาด &#8216;ไฮโดรเจน&#8217; พลังงาน-อุตสาหกรรม-นวัตกรรม ปัจจัยหนุนการเติบโต</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/hydrogen-global-market-size/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Jul 2026 18:27:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[CleanEnergy]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Demand]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Green Hydrogen]]></category>
		<category><![CDATA[Hydrogen]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดโลก]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[เอเชียแปซิฟิก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43017</guid>

					<description><![CDATA[<p>Green Hydrogen หรือ &#8216;ไฮโดรเจน&#8217; ที่ได้จากทรัพยากรหมุนเวียน มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประเทศและธุรกิจบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจก ทิศทางลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีไฮโดรเจนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยประเทศต่างๆ ได้ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฮโดรเจน อาทิ สหภาพยุโรป ประกาศแผนการลงทุนกว่า 4 แสนล้านยูโร เพื่อลงทุนในเทคโนโลยีไฮโดรเจนภายในปี 2030 ขณะที่ญี่ปุ่นเร่งปรับปรุงแผนงานด้านไฮโดรเจน โดยมุ่งเน้นศักยภาพ​การผลิตทั้งภายในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ สำหรับมูลค่าตลาดไฮโดรเจนทั่วโลกในปี 2025 อยู่ที่กว่า 2.8 แสนล้าน USD และคาดว่าจะภายในปี 2035 จะเติบโต​แตะ 6 แสนล้าน USD หรือมีอัตราโตเฉลี่ย 7.73% ต่อปี ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือว่าครองส่วนแบ่งสูงสุดของตลาดไฮโดรเจนทั่วโลก โดยครองส่วนแบ่งตลาด 36% ในปี 2025 หรือกว่า 1 ใน 3 ขณะที่มูลค่าตลาดไฮโดรเจนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี ในปี 2025 อยู่ที่ 1.0 แสนล้าน USD และคาดว่าภายในปี 2035 จะเติบโตเพิ่มเป็นเกือบ 2.2 แสนล้าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/hydrogen-global-market-size/">ส่องดีมานด์ตลาด &#8216;ไฮโดรเจน&#8217; พลังงาน-อุตสาหกรรม-นวัตกรรม ปัจจัยหนุนการเติบโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>Green Hydrogen</strong> หรือ <strong>&#8216;ไฮโดรเจน&#8217; </strong>ที่ได้จากทรัพยากรหมุนเวียน มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประเทศและธุรกิจบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจก</div>
</div>
<p><span id="more-43017"></span></p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ทิศทางลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีไฮโดรเจนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยประเทศต่างๆ ได้ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฮโดรเจน</div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">อาทิ สหภาพยุโรป ประกาศแผนการลงทุนกว่า 4 แสนล้านยูโร เพื่อลงทุนในเทคโนโลยีไฮโดรเจนภายในปี 2030 ขณะที่ญี่ปุ่นเร่งปรับปรุงแผนงานด้านไฮโดรเจน โดยมุ่งเน้นศักยภาพ​การผลิตทั้งภายในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><em><strong>สำหรับมูลค่าตลาดไฮโดรเจนทั่วโลกในปี 2025 อยู่ที่กว่า 2.8 แสนล้าน USD และคาดว่าจะภายในปี 2035 จะเติบโต​แตะ 6 แสนล้าน USD หรือมีอัตราโตเฉลี่ย 7.73% ต่อปี</strong></em></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือว่าครองส่วนแบ่งสูงสุดของตลาดไฮโดรเจนทั่วโลก โดยครองส่วนแบ่งตลาด 36% ในปี 2025 หรือกว่า 1 ใน 3</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>ขณะที่มูลค่าตลาดไฮโดรเจนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี ในปี 2025 อยู่ที่ 1.0 แสนล้าน USD และคาดว่าภายในปี 2035 จะเติบโตเพิ่มเป็นเกือบ 2.2 แสนล้าน USD หรือมีอัตราโตเฉลี่ย 7.91% ต่อปี</strong></div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">พร้อมตัวเลขคาดการณ์มูลค่าตลาดไฮโดรเจนทั้งระดับโลก และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<ul>
<li dir="auto">ปี 2025 มูลค่าตลาดโลก = 2.82 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.01 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2026 มูลค่าตลาดโลก = 3.04 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.09 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2027 มูลค่าตลาดโลก = 3.28 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.18 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2028 มูลค่าตลาดโลก = 3.54 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.27 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2029 มูลค่าตลาดโลก = 3.81 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.37 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2030 มูลค่าตลาดโลก = 4.11 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.48 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2031 มูลค่าตลาดโลก = 4.44 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.59 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2032 มูลค่าตลาดโลก = 4.78 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.72 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2033 มูลค่าตลาดโลก = 5.16 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.85 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2034 มูลค่าตลาดโลก = 5.56 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 2.03 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2035 มูลค่าตลาดโลก = 5.94 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 2.12 แสนล้าน USD</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ด้านปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตของตลาดไฮโดรเจน ประกอบด้วย</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">1. กระแสเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</div>
<div dir="auto">2. ความต้องการแหล่งพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น</div>
<div dir="auto">3. การพัฒนารถยนต์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน</div>
<div dir="auto">4. ดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรม เช่น การผลิคแอมโมเนีย เหล็ก และการกลั่น</div>
<div dir="auto">5. แรงจูงใจจากภาครัฐทั่วโลก ทั้งด้านกฎหมาย ภาษี โครงสร้างพื้นฐาน วิจัยพัฒนา และส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยี</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ที่มา : Precedence Research</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/hydrogen-global-market-size/">ส่องดีมานด์ตลาด &#8216;ไฮโดรเจน&#8217; พลังงาน-อุตสาหกรรม-นวัตกรรม ปัจจัยหนุนการเติบโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>3 โจทย์ใหญ่ ภาครัฐ ขับเคลื่อน SME ไทย สู่ &#8216;เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/3keysme-transition-to-sustainability/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Jul 2026 18:19:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[CENTRAL GROUP]]></category>
		<category><![CDATA[EARTH JUMP 2026]]></category>
		<category><![CDATA[EarthJump]]></category>
		<category><![CDATA[Efficiency]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[SME]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[SustainableGrowth]]></category>
		<category><![CDATA[Tansition]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Chamber]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[พิชัย จิราธิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เอสเอ็มอี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43021</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข้อมูลจากเวทีเสวนา &#8216;กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ&#8216; ภายในงาน Earth Jump 2026 สะท้อนมุมมองการขับเคลื่อน​ความยั่งยืน ของกลุ่มธุรกิจ SME ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย และนับเป็นความท้าทายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ &#8216;เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ&#8217; คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และกรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ให้ข้อมูลน่าสนใจว่า สิ่งที่ภาคธุรกิจ SME ต้องการจากภาครัฐมากที่สุดในวันนี้ คือ ความชัดเจนในทิศทางการขับเคลื่อน และความมั่นใจ เพื่อทำให้ภาค SME กล้าที่จะลงทุนเรื่องความยั่งยืน โดยเฉพาะ 3 ประเด็นสำคัญ ต่อไปนี้ &#8211; นโยบาย หรือกติกาที่ชัดเจนและต่อเนื่อง : นโยบายด้าน Green และ Sustainability ที่แน่นอนจจะช่วยให้ SME สามารถคาดการณ์และวางแผนการลงทุนได้ ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว &#8211; สอดคล้องกับกติกาสากล : เช่น CBAM, ESG หรือ EUDR เนื่องจาก SME ไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ทำตลาดแค่ในประเทศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/3keysme-transition-to-sustainability/">3 โจทย์ใหญ่ ภาครัฐ ขับเคลื่อน SME ไทย สู่ &#8216;เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ข้อมูลจากเวทีเสวนา &#8216;<strong>กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">คาร์บอนต่ำ</span>&#8216;</strong> ภายในงาน Earth Jump 2026 สะท้อนมุมมองการขับเคลื่อน​<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความยั่งยืน</span> ของกลุ่มธุรกิจ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">SME</span> ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย และนับเป็นความท้าทายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ <strong>&#8216;เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ&#8217;</strong></div>
</div>
<p><span id="more-43021"></span></p>
<p><strong>คุณพิชัย จิราธิวัฒน์</strong> รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และกรรมการบริหาร <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">กลุ่มเซ็นทรัล</span> ให้ข้อมูลน่าสนใจว่า สิ่งที่ภาคธุรกิจ SME ต้องการจากภาครัฐมากที่สุดในวันนี้ คือ ความชัดเจนในทิศทางการขับเคลื่อน และความมั่นใจ เพื่อทำให้ภาค SME กล้าที่จะลงทุนเรื่องความยั่งยืน โดยเฉพาะ 3 ประเด็นสำคัญ ต่อไปนี้</p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<p><strong>&#8211; นโยบาย หรือกติกาที่ชัดเจนและต่อเนื่อง :</strong> นโยบายด้าน Green และ Sustainability ที่แน่นอนจจะช่วยให้ SME สามารถคาดการณ์และวางแผนการลงทุนได้ ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว</p>
<p><strong>&#8211; สอดคล้องกับกติกาสากล</strong> : เช่น CBAM, ESG หรือ EUDR เนื่องจาก SME ไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ทำตลาดแค่ในประเทศ แต่ยังอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของบริษัทข้ามชาติ หากนโยบายไม่ไปในทิศทางเดียวกันจะทำให้ SME ปรับตัวลำบาก และสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน</p>
<p><strong>&#8211; ภาครัฐไม่ควรกำหนดแต่ กติกา แต่ควร​ช่วยสร้างตลาดหรือ​ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Demand</span> ให้ด้วย :</strong> การมองเห็นโอกาสและการเติบโตได้จริง​จากตลาดสินค้าและบริการสีเขียว จะทำให้ SME กล้าลงทุน ซึ่งภาครัฐสามารถกระตุ้นดีมานดืผ่านการมีส่วนช่วยสร้างตลาดสินค้าสีเขียว อาิท การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Green Procurement) และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้บริโภค หรือแนวทางการส่งเสริมที่เชื่อมโยงกับบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน</p>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><em>&#8220;ภาครัฐไม่ควรเป็นแค่ผู้กำหนดนโยบาย แต่ควรเป็นผู้สนับสนุน หรือการเปลี่ยนจาก Regulator สู่ Enabler เพื่อทำให้ SUstainability เข้าใจง่าย ทำตามได้ และเข้าถึงได้ รวมทั้งช่วยลดความซ้ำซ้อนด้านต้นทุนและการปรับตัว อาทิ การจัดทำคู่มือและแนวทางในการเปลี่ยนผ่าน การมี Checklist หรือเครื่องมือที่ช่วยประเมินตัวเองได้ การช่วยวางโรดแม็พและแผนการดำเนินการ รวมทั้งการให้ข้อมูลหรือตัวอย่างความสำเร็จของ SME ที่สามารถเปลี่ยผ่านได้จริง เพื่อช่วยให้ SME สามารถเริ่มทไตามได้​​และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน&#8221;</em></div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">นอกจากนี้ ภาคเอกชนหรือบริษัทขนาดใหญ่ ก็เป็นส่วนสำคัญในการช่วยเปลี่ยนผ่านของ SME เพราะ SME จำนวนมาก อยู่ใน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">SUpplyChain</span> ของบริษัทขนาดใหญ่ การเปลี่ยนผ่านจะเร็วขึ้น หากบริษัทขนาดใหญ่ ไม่ใช่แค่ &#8216;สั่ง&#8217; แต่ &#8216;ช่วย&#8217; ในการเปลี่ยนผ่านด้วย ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดความรู้ การแบ่งปันเทคโนโลยีและเครื่องมือ ช่วยวัดผลและติดตาม ให้โอกาสทางการตลาด ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน</div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">เช่นเดียวกับภาคการเงิน ที่ต้องไม่ใช่แค่ผู้ปล่อยกู้ แต่ต้องสนับสนุนทั้งทุนและความรู้ โดยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับการเปลี่ยนผ่าน รวมทั้งแนะนำการลงทุนอย่างเหมาะสม</div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">สำหรับผู้ประกอบการ SME เอง ต้องเปลี่ยนมุมมองต่อการลงทุนด้านความยั่งยืน โดยไม่มองเป็นภาระ แต่เป็นเครื่องมือ และโอกาสในการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ไม่มองเรื่อง Sustainability เป็นเพียงเรื่องที่ต้องทำให้เป็นไปตามกติกา แต่เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ ทำแล้วช่วยลดค่าใช้จ่ายลง เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าพลังงาน ช่วยลดของเสีย รวมทั้งการใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่ามากขึ้น รวมทั้งการขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่ลูกค้าใหม่ๆ และเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น</div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><em>&#8220;วันนี้ SME สามารถเริ่มขับเคลื่อนความยั่งยืน​ โดยไม่จำเป็นต้องทำแต่เรื่องใหญ่ แต่สามารถเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ยังไม่ต้องมองว่าจะทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่ให้มองหา<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความสูญเปล่า</span> ​ภายในธุรกิจในวันนี้ก่อน ให้มองที่ Efficiency ก่อนเรื่อง Environment เริ่มจากสิ่งที่ควบคุมง่ายและเห็นผลได้ทันที ​ซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายและทรงพลังที่สุด เพราะ &#8216;ทุกความสูญเปล่า คือต้นทุนของธุรกิจ&#8217; ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน น้ำ วัตถุดิบ ของเสีย ต้นทุน หรือกระบวนการทำงาน เพราะทุกบาทที่ไม่สูญเปล่า สามารถเปลี่ยนเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นได้ให้ธุรกิจ โดยที่ยังไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติม&#8221;</em></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ดังนั้น <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Sustainability</span> </strong>ในมุมมองใหม่ จึงไม่ใช่การมี<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ภาระ</span> หรือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน เมื่อทำแล้วธุรกิจจะมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ต้นทุนลดลง กำไรเพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยเงินลงทุนก้อนใหญ่ แต่เริ่มได้จากจุดเล็กๆ แล้วค่อยต่อจิ๊กซอว์ความยั่งยืนทีละขั้น เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ทำได้มากกว่าแค่การลดต้นทุน แต่เป็นการเพิ่มกำไร ยกระดับธุรกิจให้แข็งแรง และไปสู่มาตรฐานสากลเพื่อขยายสู่ตลาดใหม่ เชื่อมต่อโอกาสในการเป็นซัพพลายเชนของบริษัทใหญ่ และสามารถสร้างการเติบโตไปพร้อมการสร้างคุณค่าให้สังคม ชุมชน ​สิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสร้างความภาคภูมิใจให้ทีมงานและผู้มีส่วนร่วม</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">เส้นทางของ SME สู่ความยั่งยืนและการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม</div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<ul>
<li dir="auto">Step 1 : ลดสิ่งสูญเปล่า</li>
<li dir="auto">Step 2 : เห็นผลลัพธ์จริงจากการปรับปรุง</li>
<li dir="auto">Step3 : มีกำลังใจและความพร้อมในการต่อยอด</li>
<li dir="auto">Step4 : เริ่มวัดและจัดการคาร์บอน</li>
<li dir="auto">Step 5 : พัฒนาสินค้าและบริการสีเขียว</li>
<li dir="auto">Step 6 : เข้าสู่ Supply Chain ของบริษัทขนาดใหญ่</li>
</ul>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/3keysme-transition-to-sustainability/">3 โจทย์ใหญ่ ภาครัฐ ขับเคลื่อน SME ไทย สู่ &#8216;เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;Logistics Decarbonization&#8217; ลดคาร์บอน ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อม 5 Framework ช่วย SME เริ่มลดคาร์บอนได้ทันที</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/logsys-logistics-decarbonization/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Jul 2026 11:37:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Green Logistics]]></category>
		<category><![CDATA[Logistics Decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[LogSys]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Transportation]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[การขนส่งและโลจิสติก]]></category>
		<category><![CDATA[การแข่งขัน]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดต้นทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สโคป3]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[โลจิสติก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42919</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยิ่งการค้า การลงทุน และการส่งออกเติบโตมากเท่าไร ความต้องการขนส่งสินค้าก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่การเติบโตดังกล่าวก็มาพร้อมกับการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงขึ้น ภาคการขนส่งจึงกลายเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับสองของประเทศ รองจากภาคพลังงาน อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของการลดคาร์บอนในภาคโลจิสติกส์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผู้ประกอบการขนส่งเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทุกภาคธุรกิจ เนื่องจากการขนส่งเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต ค้าปลีก เกษตร อาหาร อุตสาหกรรม หรือ E Commerce การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งจึงช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งกำลังเป็นข้อกำหนดสำคัญของตลาดโลก ลูกค้า และนักลงทุน ภายใต้เวทีเสวนา &#8220;ThaiCBN Alliance: Driving the Future of Green Logistics&#8221; ในงาน EARTH JUMP 2026 ซึ่งจัดโดยเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย (Thai CBN Alliance)  รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต ผู้อำนวยการศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน (LogSys) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ร่วมสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า การลดคาร์บอนจากภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและประเทศในอนาคต &#8220;ในอดีตผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/logsys-logistics-decarbonization/">&#8216;Logistics Decarbonization&#8217; ลดคาร์บอน ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อม 5 Framework ช่วย SME เริ่มลดคาร์บอนได้ทันที</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยิ่งการค้า การลงทุน และการส่งออกเติบโตมากเท่าไร ความต้องการขนส่งสินค้าก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย</p>
<p><span id="more-42919"></span></p>
<p>แต่การเติบโตดังกล่าวก็มาพร้อมกับการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงขึ้น ภาคการขนส่งจึงกลายเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับสองของประเทศ รองจากภาคพลังงาน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของการลดคาร์บอนในภาคโลจิสติกส์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผู้ประกอบการขนส่งเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทุกภาคธุรกิจ เนื่องจากการขนส่งเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต ค้าปลีก เกษตร อาหาร อุตสาหกรรม หรือ E Commerce</p>
<p>การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งจึงช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งกำลังเป็นข้อกำหนดสำคัญของตลาดโลก ลูกค้า และนักลงทุน</p>
<p>ภายใต้เวทีเสวนา <strong>&#8220;ThaiCBN Alliance: Driving the Future of Green Logistics&#8221;</strong> ในงาน <strong>EARTH JUMP 2026</strong> ซึ่งจัดโดยเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย (Thai CBN Alliance)  <strong>รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต</strong> ผู้อำนวยการศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน (LogSys) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ร่วมสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า <em><strong>การลดคาร์บอนจากภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและประเทศในอนาคต</strong></em></p>
<p><em>&#8220;ในอดีตผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับ &#8216;ต้นทุนด้านโลจิสติกส์&#8217; เป็นหลัก แต่ในปัจจุบัน ความสามารถในการแข่งขันขององค์กรไม่ได้วัดจากต้นทุนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากยังรวมถึงความสามารถในการลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนตามมาตรฐานสากล และการปรับตัวต่อกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก ดังนั้น Logistics Decarbonization จึงไม่ใช่เพียงกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว&#8221;</em></p>
<p>อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบนเวที คือ ความเข้าใจที่ว่าการทำ Green Logistics ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนรถบรรทุกเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งในความเป็นจริง การเปลี่ยนยานพาหนะเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือของการลดคาร์บอน และมักเป็นขั้นตอนท้ายของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42921 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/pix2.png" alt="" width="800" height="800" /></p>
<p><strong>5 Logistics Decarbonization Framework: </strong><strong>จุดเริ่มต้นของโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ</strong></p>
<p>รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต ได้นำเสนอกรอบแนวคิดสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ โดยชี้ให้เห็นว่า การลดคาร์บอนไม่ใช่การดำเนินการเพียงมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่เป็นการพัฒนาอย่างเป็นลำดับขั้น เริ่มจากการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบที่มีอยู่ ก่อนก้าวไปสู่การลงทุนด้านเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดในระยะยาว</p>
<p><strong>Framework </strong><strong>ที่ </strong><strong>1: Operational Efficiency – </strong><strong>เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน</strong></p>
<p>จุดเริ่มต้นที่ทุกองค์กรสามารถดำเนินการได้ทันที คือการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น การวางแผนเส้นทางขนส่ง (Route Optimization) การรวมเที่ยวขนส่ง (Load Consolidation) การเพิ่มอัตราการบรรทุก (Load Factor) และการลดเที่ยววิ่งรถเปล่า (Empty Running) แนวทางเหล่านี้ช่วยลดระยะทางการเดินรถ ลดการใช้เชื้อเพลิง ลดต้นทุน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้พร้อมกัน โดยแทบไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติม จึงถือเป็น &#8216;Quick Win&#8217; สำหรับองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นลดคาร์บอน</p>
<p><strong>Framework </strong><strong>ที่ </strong><strong>2: Network Optimization – </strong><strong>ออกแบบเครือข่ายโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ</strong></p>
<p>กเมื่อการดำเนินงานภายในมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขั้นต่อไปคือการทบทวนและออกแบบเครือข่ายโลจิสติกส์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า จุดรวบรวมสินค้า หรือเส้นทางการกระจายสินค้า การปรับโครงสร้างเครือข่ายให้เหมาะสมสามารถลดระยะทางการขนส่ง ลดเวลา และลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของห่วงโซ่อุปทาน</p>
<p><strong>Framework </strong><strong>ที่ </strong><strong>3: Energy Efficiency – </strong><strong>เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน</strong></p>
<p>อีกหนึ่งแนวทางที่สร้างผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว คือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ผ่านการขับขี่แบบประหยัดพลังงาน (Eco Driving) การบำรุงรักษายานพาหนะอย่างเหมาะสม การตรวจสอบแรงดันลมยาง การเลือกใช้อุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน รวมถึงการใช้ระบบ Telematics และระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อติดตามการใช้เชื้อเพลิง แนวทางนี้ช่วยลดการใช้พลังงานต่อหน่วยการขนส่ง และช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว</p>
<p><strong>Framework </strong><strong>ที่ </strong><strong>4: Modal Shift – </strong><strong>เปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง</strong></p>
<p>เมื่อองค์กรมีความพร้อมมากขึ้น จึงสามารถพิจารณาการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปสู่รูปแบบที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่า เช่น การขนส่งทางราง การขนส่งทางน้ำ หรือการขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) ในเส้นทางที่เหมาะสม แม้แนวทางนี้จะต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานและความร่วมมือจากหลายภาคส่วน แต่ถือเป็นมาตรการสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอนของระบบโลจิสติกส์ในระดับประเทศ</p>
<p><strong>Framework </strong><strong>ที่ </strong><strong>5: Clean Energy Transition – </strong><strong>เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด</strong></p>
<p>ขั้นสุดท้าย คือการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกไฟฟ้า (EV) รถพลังงานไฮโดรเจน เชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซล หรือพลังงานทางเลือกอื่น ๆ รศ.ดร.จรรยา เน้นย้ำว่า การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดควรเป็นการต่อยอดจากการดำเนินการใน 4 Framework แรก เพื่อให้องค์กรสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า และได้รับผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมสูงสุด</p>
<p><strong>รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายองค์กร โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME มักเข้าใจว่าการทำ Green Logistics จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนเปลี่ยนรถเป็น EV ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง การดำเนินการตาม Framework ที่ 1–3 สามารถช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสูง พร้อมทั้งสร้างความพร้อมให้องค์กรก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาดในอนาคต</p>
<p>นอกจากการดำเนินมาตรการลดคาร์บอนแล้ว การบริหารจัดการคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพยังต้องเริ่มจาก การวัดผลที่ถูกต้อง องค์กรควรคำนวณและติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 14083 และ GLEC Framework เพื่อให้ข้อมูลคาร์บอนมีความน่าเชื่อถือ สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจ วางกลยุทธ์ ตอบสนองต่อข้อกำหนดของลูกค้าและคู่ค้า รวมถึงรองรับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก</p>
<p>ท้ายที่สุด รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต เน้นย้ำว่า การขับเคลื่อน Logistics Decarbonization จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ส่งสินค้า ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ผู้ขนส่ง ภาครัฐ สถาบันวิชาการ และผู้พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันสร้างระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และปล่อยคาร์บอนต่ำตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน</p>
<p><em><strong>&#8220;Logistics Decarbonization </strong><strong>ไม่ใช่เพียงการลดคาร์บอน แต่คือการสร้างระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว การเปลี่ยนผ่านจึงไม่ได้เริ่มต้นจากการซื้อรถ </strong><strong>EV </strong><strong>แต่เริ่มต้นจากการบริหารจัดการที่ดี การวัดผลที่ถูกต้อง และความร่วมมือของทุกภาคส่วน&#8221;</strong></em></p>
<p>ในโลกที่กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ความคาดหวังของลูกค้า และการแข่งขันทางการค้ากำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรที่สามารถลดคาร์บอนได้ดี มักเป็นองค์กรเดียวกับที่บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น<strong> Logistics Decarbonization</strong> จึงไม่ใช่ต้นทุนใหม่ของธุรกิจ แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคต ที่ช่วย ลดคาร์บอน ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไปพร้อมกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/logsys-logistics-decarbonization/">&#8216;Logistics Decarbonization&#8217; ลดคาร์บอน ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อม 5 Framework ช่วย SME เริ่มลดคาร์บอนได้ทันที</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เบื้องหลังความนุ่มฟู &#8216;สกุชชี่&#8217; Fast Toy สุดฮิต และปลายทางที่บ่อฝังกลบ เพิ่มไมโครพลาสติกและขยะพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/squishy-fast-toy-to-landfill/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Jul 2026 09:25:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[fast toy]]></category>
		<category><![CDATA[Social Listening]]></category>
		<category><![CDATA[squishy]]></category>
		<category><![CDATA[Zocial Eye]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ของเล่น]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย)]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิลไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[สกุชชี่]]></category>
		<category><![CDATA[สคบ.]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อันตราย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42835</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า ของเล่นที่กลับมาได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน คงหนีไม่พ้น &#8216;สกุชชี่&#8217; (Squishy) เพราะไม่ว่าจะเปิดไปในแพลตฟอร์มใดในโซเชียลก็มักจะเป็นกระแสพูดถึง ข้อมูลจาก Social Listening ของ Zocial Eye โดย บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ระหว่างวันที่ 1–24 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่า บนโซเชียลมีเดียในไทยมีการพูดถึงสกุชชี่มากกว่า 24,937 โพสต์ สร้าง Engagement กว่า 33.9 ล้านครั้ง โดยแพลตฟอร์มที่มีกระแสพูดถึงเป็นสัดส่วนมากถึง 85.8% หรือกว่า 29.1 ล้านครั้ง คือ Tiktok รวมทั้งร้านค้าที่วางขายกันทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ว่ากันว่า สกุชชี่ ช่วยคลายเครียดให้กับผู้เล่นได้จริง ช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ดึงความสนใจออกจากสิ่งเร้า ลดความวิตกกังวล จัดการความเครียด และเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ ปัจจุบัน พบว่า สกุชชี่มีราคาให้เลือกตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักพัน อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกมาแจ้งเตือนและแสดงความห่วงใยถึงผู้ปกครองให้เพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อของเล่นประเภท &#8216;สกุชชี่&#8217; (Squishy) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/squishy-fast-toy-to-landfill/">เบื้องหลังความนุ่มฟู &#8216;สกุชชี่&#8217; Fast Toy สุดฮิต และปลายทางที่บ่อฝังกลบ เพิ่มไมโครพลาสติกและขยะพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า ของเล่นที่กลับมาได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน คงหนีไม่พ้น <strong>&#8216;สกุชชี่&#8217;</strong> (Squishy) เพราะไม่ว่าจะเปิดไปในแพลตฟอร์มใดในโซเชียลก็มักจะเป็นกระแสพูดถึง</p>
<p><span id="more-42835"></span></p>
<p>ข้อมูลจาก <strong>Social Listening ของ Zocial Eye</strong> โดย บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ระหว่างวันที่ 1–24 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่า บนโซเชียลมีเดียในไทยมีการพูดถึงสกุชชี่มากกว่า 24,937 โพสต์ สร้าง Engagement กว่า 33.9 ล้านครั้ง โดยแพลตฟอร์มที่มีกระแสพูดถึงเป็นสัดส่วนมากถึง 85.8% หรือกว่า 29.1 ล้านครั้ง คือ Tiktok รวมทั้งร้านค้าที่วางขายกันทั้งออนไลน์และออฟไลน์</p>
<p>ว่ากันว่า สกุชชี่ ช่วยคลายเครียดให้กับผู้เล่นได้จริง ช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ดึงความสนใจออกจากสิ่งเร้า ลดความวิตกกังวล จัดการความเครียด และเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ ปัจจุบัน พบว่า สกุชชี่มีราคาให้เลือกตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักพัน</p>
<figure id="attachment_42849" aria-describedby="caption-attachment-42849" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42849 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Re-shutterstock_2585267737.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-42849" class="wp-caption-text">Photo Credit : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p>อย่างไรก็ตาม <strong>สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค </strong>(สคบ.) ได้ออกมาแจ้งเตือนและแสดงความห่วงใยถึงผู้ปกครองให้เพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อของเล่นประเภท<strong> &#8216;สกุชชี่&#8217; (Squishy)</strong> โดยเฉพาะสินค้าลอกเลียนแบบ ไม่มียี่ห้อ และไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน หลังมีกระแสข่าวจากต่างประเทศ พบว่า สินค้าบางส่วนอาจมีการปนเปื้อนสารเคมีอันตรายเกินเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กและเยาวชนได้</p>
<p>ขณะเดียวกัน จากการศึกษาของ สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งเดนมาร์ก (Danish Environmental Protection Agency) พบว่า สกุชชี่ โดยเฉพาะสินค้าเกรดต่ำที่ไม่ได้มาตรฐาน มีการปลดปล่อยสารเคมีในกลุ่มสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ออกมาในปริมาณที่สูงเกินมาตรฐาน สารเคมีที่ตรวจพบ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; Dimethylformamide (DMF)</strong> อาจก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อดวงตา ระบบทางเดินหายใจ และส่งผลกระทบต่อตับหากสัมผัสเป็นเวลานาน</p>
<p><strong>&#8211; Toluene และ Phthalates</strong> สารเพิ่มความยืดหยุ่นในพลาสติก ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบประสาทและการเจริญเติบโตในเด็กเล็ก</p>
<p>ทั้งสองสารนี้อยู่บนผิว และในวัสดุสกุชชี่ โดยเฉพาะตัวที่มีน้ำหอม ยิ่งเป็นอันตรายหากตั้งทิ้งไว้ในห้องที่อากาศไม่ถ่ายเทนานๆ</p>
<figure id="attachment_42842" aria-describedby="caption-attachment-42842" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42842 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Squishy3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-42842" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>สกุชชี่ (</strong><strong>squishy) ขยะพลาสติก กำจัดไม่ได้ ?</strong></p>
<p>นอกจากความกังวลในเรื่องสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของผู้เล่นแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวล คือ ความนิยมของสกุชชี่ในปัจจุบัน ส่งผลให้การผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก และมีผู้ซื้อจำนวนมาก ในวันหนึ่ง สกุชชี่เหล่านี้ อาจกลายเป็นขยะที่สร้างปัญหาให้กับโลก</p>
<p><strong>สกุชชี่ ทำมาจากอะไร</strong></p>
<p><strong>รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ </strong>ได้อธิบายผ่าน เฟซบุ๊ก <a href="http://• https://www.facebook.com/JessadaDenduangboripant" target="_blank">Jessada Denduangboripant</a> เกี่ยวกับข้อคำถามที่ว่า<strong> &#8216;สกุชชี่&#8217; จะกลายเป็นปัญหาขยะพลาสติกหรือไม่ ?</strong> เนื่องจากทำจากวัสดุที่รีไซเคิลไม่ได้ พอเล่นกันจนเก่า จนเบื่อ ทิ้งไป จะไม่มีวิธีกำจัดที่เหมาะสม !?</p>
<p>จากที่ไปหาข้อมูลมา พบว่า สกุชชี่ ส่วนใหญ่ทำมาจากวัสดุหลัก ๆ 3 ประเภท คือ</p>
<p><strong>1. โพลียูรีเทนโฟม</strong> (Polyurethane Foam หรือ PU Foam) : นิยมใช้ทำสกุชชี่มากที่สุด (โดยเฉพาะพวกที่คล้ายขนมปัง หรือตุ๊กตาสัตว์) ตัวเนื้อโฟมจะมีโครงสร้างเซลล์เปิด คล้ายฟองน้ำขนาดเล็กจิ๋ว เมื่อเราบีบ อากาศจะถูกดันออก และเมื่อปล่อยมือ อากาศภายนอกจะค่อย ๆ ไหลกลับเข้าไป ทำให้มันค่อย ๆ คืนตัวอย่างช้า ๆ .. ในเกรดพรีเมียมบางแบรนด์ อาจผสม เมมโมรี่โฟม (Memory Foam) เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่เนียนมือยิ่งขึ้น สกุชชี่พวกนี้จะไวต่อความชื้นมาก ไม่ควรนำไปซักหรือล้างน้ำ เพราะจะทำให้เนื้อโฟมเปื่อยยุ่ย และเกิดเชื้อราได้ง่าย</p>
<p><strong>2. ซิลิโคนนิ่ม</strong> (Food-Grade Silicone) : มักพบในสกุชชี่กลุ่มที่เป็นงานแฮนด์เมด (DIY) หรือสกุชชี่โมจิ &#8230; ให้ความรู้สึกเนียน นุ่ม เด้งมือ และบางสูตรจะมีความเหนียวหนึบเล็กน้อย วัสดุนี้ค่อนข้างปลอดภัยสูง ทำความสะอาดง่ายกว่าแบบโฟม และทนทาน ไม่เปื่อยยุ่ยง่าย</p>
<p><strong>3. ยาง </strong><strong>thermoplastic</strong> (TPR / TPE) : มักใช้ในสกุชชี่ประเภทที่เป็นเจลใส ๆ ยืดหยุ่นได้สูงมาก หรือสกุชชี่ประเภทที่ข้างในเป็นเนื้อเจล หรือเม็ดบีดส์ แล้วมีเปลือกหุ้ม มีความยืดหยุ่นสูงคล้ายยาง สามารถดึง ยืด หรือทุบได้แรงกว่าแบบโฟม เหมาะสำหรับของเล่นแนวคลายเครียด (Stress Balls)</p>
<p><strong>ดังนั้น จะเห็นว่า แม้ว่าสกุชชี่จะดูเหมือนเป็นของเล่นที่ใช้งานได้นาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันอาจจะมีอายุสั้น กำจัดยาก และสร้างปัญหากับสิ่งแวดล้อมได้ไม่แพ้กับขยะพลาสติกอื่นๆ </strong></p>
<figure id="attachment_42848" aria-describedby="caption-attachment-42848" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42848 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Squishy5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-42848" class="wp-caption-text">Photo Credit : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong> </strong><strong>Fast Toy  มาไว ไปไว</strong></p>
<p><strong>รศ.ดร.เจษฎา </strong>อธิบายต่อไปว่า ประเด็นแรก  <strong>สกุชชี่ เป็นของเล่นแบบ fast toy</strong> ที่มาไว ไปไว ตามกระแสแฟชั่นความนิยมของเด็กๆ จึงทำให้เกิดกระแสการซื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และก็เลิกเล่นกลายเป็นขยะอย่างรวดเร็วตามไปด้วย</p>
<p>และเนื่องจากเวลาเด็กๆ เอาสกุชชี่มาเล่น ก็จะใช้การบีบ การดึง หรือบิดเล่นอย่างรุนแรง ทำให้พังได้ง่าย อายุการใช้งานสั้นกว่าของเล่นทั่วไป  เนื้อโฟมโพลียูรีเทน (PU) จะฉีกขาด เนื้อสีลอก หรือสะสมคราบสกปรก จนดำคล้ำภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์</p>
<p><strong><em>“อย่างที่อธิบายไปในเรื่อง วัสดุของสกุชชี่แล้วว่า เนื่องจากส่วนใหญ่จะทำจากโฟมพียู เลยทำให้เอาไปล้างน้ำบ่อยๆ ไม่ได้ พอสกปรกหรือพัง เลยมักจะถูกเอาไป &#8220;ทิ้ง&#8221; แล้วซื้อชิ้นใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดวงจรการสร้างขยะพลาสติก อย่างต่อเนื่อง ในปริมาณมาก”</em></strong></p>
<figure id="attachment_42840" aria-describedby="caption-attachment-42840" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42840 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Squisgy2.jpg" alt="" width="1200" height="756" /><figcaption id="caption-attachment-42840" class="wp-caption-text">Photo Credit : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>ขยะที่รีไซเคิลไม่ได้ </strong></p>
<p>ประเด็นที่สองที่ตามมา คือ<strong> พอทิ้งสกุชชี่ไป ก็ไม่สามารถเอากลับมารีไซเคิลดี ต้องกลายเป็นขยะฝังกลบเท่านั้น</strong> เนื่องจากวัสดุพวก โพลียูรีเทนโฟม (PU) และยาง TPR ที่ใช้ทำสกุชชี่ ส่วนใหญ่เป็นพลาสติกประเภท Thermosetting หรือพลาสติกที่มีการขึ้นรูปถาวร ไม่สามารถนำมาหลอมละลาย เพื่อรีไซเคิลใหม่ได้ (ไม่เหมือนพวกขวดน้ำพลาสติก ขวด PET)</p>
<p>ถึงจะใช้วิธีเอาไปฝังกลบ ก็เจอปัญหาของการที่เป็นวัสดุที่ย่อยสลายยากมากตามมาอีก ต้องใช้เวลาเดินทางหลายร้อยปี กว่าจะย่อยสลาย แถมแตกตัวเป็นชิ้นเล็ก ๆ กลายเป็นการสร้างไมโครพลาสติก (Microplastics) ตามมา  ปนเปื้อนลงสู่สิ่งแวดล้อม และกระจายเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร สัตว์ตัวเล็กๆ อาจกินเข้าไป และท้ายที่สุดก็ย้อนกลับมาสู่มนุษย์</p>
<p><strong>หรือถ้าบางคนบอกว่า งั้นเอาไปเผากำจัดทิ้งละกัน </strong>? ก็พบว่า ไม่ควรทำ เพราะถ้าขยะสกุชชี่ถูกกำจัดด้วยการเผา อย่างไม่ถูกวิธี เช่น เผาขยะกันง่ายๆ ทั่วไป สารโพลียูรีเทนนั้นจะปล่อยก๊าซพิษที่เป็นอันตรายร้ายแรง เช่น ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ (Hydrogen Cyanide) และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ออกมาได้</p>
<p><strong>สรุปว่า เราควรจะทำอย่างไรกันดี </strong><strong>? </strong></p>
<p>แน่นอนว่า คงไม่ต้องถึงขั้นห้ามเด็กๆ เล่นสกุชชี่ แต่ควรซื้อและเล่นอย่างเหมาะสม เช่น สอนให้เด็ก ๆ เล่นอย่างทะนุถนอม ไม่ดึงจนฉีกขาด และเก็บในที่แห้ง เพื่อยืดอายุการใช้งานให้นานที่สุด เลือกซื้อสกุชชี่แบรนด์ที่มีคุณภาพ เนื้อทนทานแทนการซื้อของเลียนแบบราคาถูกที่อาจจะพังง่ายในไม่กี่วัน หรือถ้าเบื่อแล้ว ไม่ฮิตแล้ว แต่สภาพยังดีอยู่ ก็ทำการ reuse นำไปบริจาค ส่งต่อให้เด็กคนอื่นๆ จะช่วยกันลดขยะพลาสติกจากสกุชชีลงได้</p>
<p><strong>เลือกซื้อสกุชชี่อย่างไรให้ปลอดภัย </strong></p>
<p>คำแนะนำจาก สคบ. มีดังนี้</p>
<ul>
<li>เลือกซื้อสินค้าจากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ</li>
<li>ตรวจสอบฉลาก รายละเอียดผู้ผลิต/ผู้นำเข้า และคำเตือนก่อนซื้อ</li>
<li>หลีกเลี่ยงสินค้าราคาถูกผิดปกติ ไม่มียี่ห้อ หรือไม่ระบุแหล่งที่มา</li>
<li>หากพบสินค้าน่าสงสัย ควรหลีกเลี่ยง และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</li>
</ul>
<figure id="attachment_42841" aria-describedby="caption-attachment-42841" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42841 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Squishy4.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-42841" class="wp-caption-text">Photo Credit : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p>ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่พบเห็นสินค้าไม่ปลอดภัยหรือต้องการร้องเรียน สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน GCC , Jessada Denduangboripant , Zocial Eye โดย บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) , shop-dek.com</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/squishy-fast-toy-to-landfill/">เบื้องหลังความนุ่มฟู &#8216;สกุชชี่&#8217; Fast Toy สุดฮิต และปลายทางที่บ่อฝังกลบ เพิ่มไมโครพลาสติกและขยะพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;โจทย์สิ่งแวดล้อม&#8217; ของผู้ว่าฯ กทม. และแนวทางขับเคลื่อนสู่ &#8216;สิ่งแวดล้อมดี&#8217; ที่ต้องแก้ปัญหามากกว่าแค่ในกรุงเทพฯ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/environmental-issues-of-governor-of-bangkok/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Jun 2026 09:58:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ความร้อนในเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชชาติ สิทธิพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เบญจมาส โชติทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ว่า]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ว่ากรุงเทพฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ว่าฯ กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่น PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อมดี]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารปลอดภัย]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้งผู้ว่า]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้งผู้ว่า กทม.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42765</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีประชากรตามทะเบียนราว 5.5 ล้านคน แต่เมื่อรวมประชากรแฝงแล้วอาจสูงกว่าสามเท่า มหานครแห่งนี้ไม่สามารถดำรงอยู่รอดได้เพียงลำพัง แต่มีลักษณะเป็น City-region ที่เชื่อมโยงกับจังหวัดโดยรอบในทุกมิติ ทั้งอาหาร น้ำ พลังงาน การจัดการขยะ ชายฝั่งทะเล และพื้นที่พักผ่อนช่วงวันหยุด อีกทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญๆ มีต้นเหตุและผลกระทบข้ามเขตการปกครอง โจทย์สำคัญของผู้ว่าฯ รอบนี้ จึงไม่ใช่เพียงการบริหารอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ต้องบริหารความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดโดยรอบไปพร้อมกัน ต้นเหตุและผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามเขตกรุงเทพฯ ดร.เบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ​ให้มุมมองการจัดการปัญหาแต่ละมิติในกรุงเทพฯ โดยยกตัวอย่างปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพฯ ​งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า แหล่งกำเนิดหลักของ PM2.5 ในกรุงเทพฯ มาจากยานพาหนะโดยเฉพาะรถยนต์ดีเซล ซึ่งมีแนวโน้มคลี่คลายลงไปบ้าง และมาจากการเผาในที่โล่งจากพื้นที่โดยรอบ ทั้งภาคเกษตรกรรม การกำจัดเศษวัสดุ และกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งยังมีความรุนแรงตามสภาพอากาศและการระบายอากาศในแต่ละช่วงเวลา นอกจากปัญหาฝุ่นแล้ว กรุงเทพฯ ยังเผชิญกับโจทย์ด้านน้ำและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกับจังหวัดโดยรอบทั้งสิ้น ด้วยกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ต้องอาศัยพื้นที่รับน้ำจากจังหวัดใกล้เคียง เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม อีกทั้งกรุงเทพฯ ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศอ่าวไทยตอนใน หรือ่าว ก.ไก่ ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีผ่านกรุงเทพฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/environmental-issues-of-governor-of-bangkok/">&#8216;โจทย์สิ่งแวดล้อม&#8217; ของผู้ว่าฯ กทม. และแนวทางขับเคลื่อนสู่ &#8216;สิ่งแวดล้อมดี&#8217; ที่ต้องแก้ปัญหามากกว่าแค่ในกรุงเทพฯ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีประชากรตามทะเบียนราว 5.5 ล้านคน แต่เมื่อรวมประชากรแฝงแล้วอาจสูงกว่าสามเท่า มหานครแห่งนี้ไม่สามารถดำรงอยู่รอดได้เพียงลำพัง แต่มีลักษณะเป็น City-region ที่เชื่อมโยงกับจังหวัดโดยรอบในทุกมิติ ทั้งอาหาร น้ำ พลังงาน การจัดการขยะ ชายฝั่งทะเล และพื้นที่พักผ่อนช่วงวันหยุด</p>
<p><span id="more-42765"></span></p>
<p>อีกทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญๆ มีต้นเหตุและผลกระทบข้ามเขตการปกครอง โจทย์สำคัญของผู้ว่าฯ รอบนี้ จึงไม่ใช่เพียงการบริหารอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ต้องบริหารความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดโดยรอบไปพร้อมกัน</p>
<p><strong>ต้นเหตุและผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามเขตกรุงเทพฯ</strong></p>
<p><strong>ดร.เบญจมาส โชติทอง</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ​ให้มุมมองการจัดการปัญหาแต่ละมิติในกรุงเทพฯ โดยยกตัวอย่างปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพฯ ​งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า แหล่งกำเนิดหลักของ PM2.5 ในกรุงเทพฯ มาจากยานพาหนะโดยเฉพาะรถยนต์ดีเซล ซึ่งมีแนวโน้มคลี่คลายลงไปบ้าง และมาจากการเผาในที่โล่งจากพื้นที่โดยรอบ ทั้งภาคเกษตรกรรม การกำจัดเศษวัสดุ และกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งยังมีความรุนแรงตามสภาพอากาศและการระบายอากาศในแต่ละช่วงเวลา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42767 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/คุณเบญจมาส-โชติทอง.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p>นอกจากปัญหาฝุ่นแล้ว กรุงเทพฯ ยังเผชิญกับโจทย์ด้านน้ำและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกับจังหวัดโดยรอบทั้งสิ้น ด้วยกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ต้องอาศัยพื้นที่รับน้ำจากจังหวัดใกล้เคียง เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม</p>
<p>อีกทั้งกรุงเทพฯ ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศอ่าวไทยตอนใน หรือ่าว ก.ไก่ ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีผ่านกรุงเทพฯ ไปถึงชลบุรี ชายฝั่งทะเลยาวกว่า 400 กิโลเมตร การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝังทะเลบางขุนเทียน ที่มีความยาว 5-6 กิโลเมตร จึงต้องวางแผนอย่างเชื่อมโยง</p>
<p>อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือ ปลายทางของขยะที่เกิดขึ้นกว่า 1 หมื่นตันต่อวันในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ได้หายไปเอง แต่ถูกนำไปกำจัดและฝังกลบในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ฉะเชิงเทรา และกาญจนบุรี ทำให้ภาระด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้ตกอยู่กับแค่กรุงเทพฯ เพียงแห่งเดียว แต่กระจายไปสู่พื้นที่โดยรอบด้วย</p>
<p><strong>สิ่งแวดล้อมดี ที่คนกรุงเทพฯ รอคอย</strong></p>
<p>ย้อนกลับไปในห้วงเวลาการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อ 4 ปีก่อน ​สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI ​เคยสำรวจความเห็นของคนกรุงเทพฯ เกี่ยวกับประเด็นสิ่งแวดล้อม พบ 5 ประเด็นที่ประชาชนต้องการมากที่สุด ได้แก่ อากาศสะอาด การจัดการขยะที่ดี มีพื้นที่สีเขียวเพียงพอ น้ำไม่รอระบาย และ คลองสวยน้ำใส</p>
<p>ขณะที่ใน​ปี​ 2569 เสียงสะท้อนผ่านสื่อและเวทีสาธารณะต่าง ๆ พบว่า ประเด็นที่คนกรุงเทพฯ ต้องการ ยังคงเป็นประเด็นเดิมๆ ที่ยังคงเป็นปัญหา โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นควัน ตามมาด้วยปัญหาน้ำรอระบาย และสภาพอากาศร้อน เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกิดบ่อยครั้งขึ้น เห็นได้จากณหภูมิใน กทม. ที่สูงเกิน 40 องศาเซลเซียส หลายวันติดต่อกัน ซึ่งผิดปกติจากค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>&#8220;การบริหารจัดการที่ผ่านมาอาจประสบความสำเร็จในระดับโครงการหรือมาตรการเฉพาะหน้า แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบได้ ที่สำคัญปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจของเมือง หากยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ กรุงเทพฯ จะยิ่งเปราะบางต่อความเสี่ยงใหม่ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สังคมสูงวัย และการขยายตัวของเมืองในอนาคต&#8221;<strong> </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42771 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ภาพประกอบ-1.jpg" alt="" width="1200" height="686" /></p>
<p><strong>ความร่วมมือข้ามเขตปกครอง ที่ต้องเดินหน้าต่อ</strong></p>
<p>ช่วงปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครเริ่มแสดงให้เห็นถึงแนวทางการทำงานรูปแบบใหม่ ผ่าน <strong><em>ความร่วมมือกับจังหวัดนครนายก ลดการเผาในพื้นที่เกษตร</em></strong> โดยเฉพาะช่วงอากาศปิดและช่วงลมตะวันออกพัดเข้ามากรุงเทพฯ ถือเป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมข้ามเขตการปกครอง โดยใช้ข้อมูลร่วมกัน การแจ้งเตือนล่วงหน้า และการสนับสนุนเกษตรกรให้ลดการเผาในพื้นที่ต้นทาง</p>
<p>ความร่วมมือข้ามเขตแบบนี้ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ให้เป็นไฟไหม้ฟาง และขยายให้ครอบคลุมทุกจังหวัดต้นทางของฝุ่นควันรอบกรุงเทพฯ ทั้ง 5 จังหวัด และแน่นอนว่าต้องประสานให้หน่วยงานระดับนโยบายเข้ามาด้วย เพื่อสร้างกลไกทางการบริหารที่ชัดเจน</p>
<p>ด้านความร่วมมือใน<strong><em>การบริหารจัดการน้ำ</em></strong> ​​เป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่ไม่สามารถแก้ไขได้ภายในขอบเขตของกรุงเทพมหานคร การมีกลไกการจัดการร่วมกันในการกำหนดพื้นที่รับน้ำ การชะลอน้ำ การระบายน้ำ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำล่วงหน้า เพื่อการปรับตัวและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้น</p>
<p><strong><em>อาหารปลอดภัย</em></strong> เป็นอีกหนึ่งวาระที่สำคัญ เพราะกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่บริโภคอาหารจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน และพึ่งผลผลิตจากจังหวัดโดยรอบ ทั้งผัก ผลไม้ ข้าว เนื้อสัตว์ อาหารทะเล การจัดให้มีจุดจำหน่ายอาหารปลอดภัยที่คนทุกกลุ่มเข้าถึง จะช่วยกระตุ้นให้เกิดตลาดและจูงใจแก่เกษตรกรและผู้ผลิต ปรับเปลี่ยนสู่ระบบการผลิตอาหารที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>&#8220;โจทย์สิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ว่าฯ ยังมีอีกหลายเรื่อง ไม่ว่า<strong><em>การลดความร้อนในเมือง ซึ่งต้องทำมากกว่าการปลูกต้นไม้ การจัดการขยะที่ไปสร้างภาระให้จังหวัดอื่น</em></strong> ผู้ว่าฯ ไม่ได้ถูกคาดหวังให้แก้ทุกปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยตนเองทุกเรื่อง แต่ต้องเป็นผู้นำในการสร้างความร่วมมือทั้งในและนอกกรุงเทพฯ&#8221;</p>
<p>ดังนั้น  การจัดตั้ง <strong>กลไกความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานครและพื้นที่โดยรอบ </strong> ที่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน จึงเป็นวาระสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมข้ามเขตการปกครอง ให้เกิดความต่อเนื่อง มีเอกภาพ และมีความรับผิดชอบร่วมกัน</p>
<p><em><strong>&#8220;สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมมา </strong><strong>33</strong><strong> ปี และ ทำงานร่วมกับภาคีตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับนโยบาย ขอแสดงความยินดีที่ท่านผู้ว่าชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับความไว้วางใจจากคนกรุงเทพฯ อีกครั้ง และในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชน มุ่งหวังว่าวิสัยทัศน์ของท่านจะช่วยพลิกฟื้นสิ่งแวดล้อม </strong>แต่อย่างไรก็ตามการพัฒนาเมืองที่มีสิ่งแวดล้อมดีขึ้น ​ไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระของผู้ว่าฯ เพียงฝ่ายเดียว แต่มาจากความร่วมมือกันสร้างสิ่งแวดล้อมกรุงเทพฯ ที่ดี ผ่านการกระทำในชีวิตประจำวัน เพราะเมืองน่าอยู่จะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน&#8221;</em> ดร.เบญจมาส กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42770 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ภาพประกอบ-2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/environmental-issues-of-governor-of-bangkok/">&#8216;โจทย์สิ่งแวดล้อม&#8217; ของผู้ว่าฯ กทม. และแนวทางขับเคลื่อนสู่ &#8216;สิ่งแวดล้อมดี&#8217; ที่ต้องแก้ปัญหามากกว่าแค่ในกรุงเทพฯ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>BiOST- แบรนดิ พัฒนา​ Global Sustainomy Index (GSi) เสนอกรอบ GDP+ วัดคุณภาพการเติบโต พลิกคำถามเศรษฐกิจจาก &#8216;โตเท่าไหร่&#8217; สู่ &#8216;โตดีแค่ไหน&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/biost-brandi-launch-global-sustainomy-index/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 27 Jun 2026 06:36:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Beyond GDP]]></category>
		<category><![CDATA[BiOST]]></category>
		<category><![CDATA[BRANDi]]></category>
		<category><![CDATA[BRANDi and Companies]]></category>
		<category><![CDATA[Economic Growth]]></category>
		<category><![CDATA[FUTURE OF GROWTH]]></category>
		<category><![CDATA[Future Ready]]></category>
		<category><![CDATA[Global Sustainomy Index]]></category>
		<category><![CDATA[Global Sustainomy Outlook]]></category>
		<category><![CDATA[GSi]]></category>
		<category><![CDATA[GSO]]></category>
		<category><![CDATA[Institute of Systematic Transformation]]></category>
		<category><![CDATA[​​Quality of Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainomy]]></category>
		<category><![CDATA[Thought Power]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวชี้วัดเศรษฐกิจคุณภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ปิยะชาติ อิศรภักดี]]></category>
		<category><![CDATA[แบรนดิ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42758</guid>

					<description><![CDATA[<p>BiOST, Institute of Systematic Transformation ร่วมกับ BRANDi and Companies จัดงาน Global Sustainomy Outlook #1 ภายใต้แนวคิด &#8216;Beyond GDP : ก้าวข้ามขีดจำกัดการเติบโต สู่ตัวชี้วัดเศรษฐกิจคุณภาพแห่งอนาคต&#8216; เปิดตัว Global Sustainomy Index หรือ GSi ตัวชี้วัดที่มุ่งสะท้อน &#8216;คุณภาพของการเติบโต&#8217; ควบคู่ไปกับขนาดทางเศรษฐกิจ เพื่อชวนภาคส่วนต่างๆ ตั้งคำถามใหม่ต่ออนาคตการพัฒนาเศรษฐกิจว่า ประเทศไม่ได้เพียงเติบโตขึ้น แต่กำลังเติบโตอย่างมีคุณภาพและพร้อมสำหรับอนาคตหรือไม่ คุณปิยะชาติ  อิศรภักดี Chief Sustainomist, BiOST และ CEO, BRANDi and Companies กล่าวว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา GDP เป็นตัวชี้วัดหลักที่ทั่วโลกใช้ประเมินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและขนาดของเศรษฐกิจประเทศ แต่ปัจจุบันโลกเต็มไปด้วยความผันผวน ความเสี่ยงเชิงระบบ ความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เทคโนโลยี และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม การพิจารณาเพียงตัวเลขการเติบโตเชิงปริมาณอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หัวใจสำคัญของ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/biost-brandi-launch-global-sustainomy-index/">BiOST- แบรนดิ พัฒนา​ Global Sustainomy Index (GSi) เสนอกรอบ GDP+ วัดคุณภาพการเติบโต พลิกคำถามเศรษฐกิจจาก &#8216;โตเท่าไหร่&#8217; สู่ &#8216;โตดีแค่ไหน&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>BiOST, Institute of Systematic Transformation ร่วมกับ BRANDi and Companies จัดงาน <strong>Global Sustainomy Outlook #1</strong> ภายใต้แนวคิด <strong>&#8216;Beyond GDP : ก้าวข้ามขีดจำกัดการเติบโต สู่ตัวชี้วัดเศรษฐกิจคุณภาพแห่งอนาคต</strong>&#8216; เปิดตัว Global Sustainomy Index หรือ GSi <strong>ตัวชี้วัดที่มุ่งสะท้อน &#8216;คุณภาพของการเติบโต&#8217;</strong> ควบคู่ไปกับขนาดทางเศรษฐกิจ เพื่อชวนภาคส่วนต่างๆ ตั้งคำถามใหม่ต่ออนาคตการพัฒนาเศรษฐกิจว่า ประเทศไม่ได้เพียงเติบโตขึ้น แต่กำลังเติบโตอย่างมีคุณภาพและพร้อมสำหรับอนาคตหรือไม่</p>
<p><span id="more-42758"></span></p>
<p><strong>คุณปิยะชาติ  อิศรภักดี</strong> Chief Sustainomist, BiOST และ CEO, BRANDi and Companies กล่าวว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา GDP เป็นตัวชี้วัดหลักที่ทั่วโลกใช้ประเมินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและขนาดของเศรษฐกิจประเทศ แต่ปัจจุบันโลกเต็มไปด้วยความผันผวน ความเสี่ยงเชิงระบบ ความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เทคโนโลยี และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม การพิจารณาเพียงตัวเลขการเติบโตเชิงปริมาณอาจไม่เพียงพออีกต่อไป</p>
<p>หัวใจสำคัญของ Sustainomy คือ การก้าวข้ามวิธีคิดแบบเดิมที่มองว่าเศรษฐกิจและความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตไม่ควรถูกแยกออกจากคุณภาพของสังคม ความสามารถของสถาบัน ความพร้อมของประเทศต่อการเปลี่ยนผ่าน และความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงระยะยาว หากแต่ต้องถูกออกแบบให้เป็นระบบเดียวกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42760 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/GSO-380-of-2341-re.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>GDP </strong><strong>ยังจำเป็น แต่ </strong><strong>GDP </strong><strong>อย่างเดียวไม่พอ</strong></p>
<p>ทั้งนี้ GDP อาจเป็นเครื่องมือในการวัด Size of Economy และยังคงมีความสำคัญ​ในฐานะตัวชี้วัดขนาดของเศรษฐกิจได้ แต่ไม่ได้ตอบโจทย์  Quality of Economy หรือไม่สามารถตอบได้ว่าเศรษฐกิจนั้นมีคุณภาพเพียงใดได้ตรงจุดมากนัก</p>
<p><strong>คุณปิยะชาติ</strong> ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ​แม้ GDP จะบอกได้ว่าเศรษฐกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้น แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า การเติบโตนั้นเกิดจากแหล่งใด ใครได้รับประโยชน์จากการเติบโต สถาบันของประเทศสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่ ​การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่นั้น เป็นธรรมและเข้าถึงได้เพียงใด รวมถึงประเทศมีความสามารถในการรับมือกับวิกฤตและความไม่แน่นอนในอนาคตมากน้อยแค่ไหน</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ GSi จึงถูกพัฒนาขึ้นเป็น <strong>GDP+</strong> ที่ไม่ได้มุ่งแทนที่ GDP แต่ต่อยอดจาก GDP ด้วยการประเมินคุณภาพของระบบเศรษฐกิจอย่างรอบด้านมากขึ้น โดยผสาน <strong>Nominal GDP</strong>​ เข้ากับ ​<strong>5 Pillars Score</strong>​ เพื่อสะท้อนมิติสำคัญของการเติบโตที่มีคุณภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42762 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/GSO-651-of-2341.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>เครื่องมือวัดคุณภาพการเติบโตผ่าน </strong><strong>5</strong><strong> เสาหลักของ </strong><strong>GSi</strong></p>
<p>GSi ประเมินศักยภาพของประเทศผ่าน 5 เสาหลัก ครอบคลุมทั้งมิติโครงสร้างเศรษฐกิจ (<strong>Structural Capacity)</strong> ทั้ง​การกระจายโอกาส และความสามารถของสถาบัน รวมทั้งความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน <strong>(Transition Capacity)</strong> ไปจนถึง​ความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงในระยะยาว (<strong>Adaptability Capacity)</strong> ได้แก่</p>
<p><strong>1. Source of Growth (Diversified Growth) : โตจากอะไร</strong></p>
<p>ประเมินว่าเศรษฐกิจของประเทศเติบโตจากแหล่งใด และแหล่งเติบโตนั้นมีคุณภาพเพียงใด โดยให้ความสำคัญกับผลิตภาพ นวัตกรรม การสร้างมูลค่าเพิ่ม ความหลากหลายของโครงสร้างเศรษฐกิจ และความสามารถที่ประเทศเป็นเจ้าของเอง แทนการพึ่งพาเศรษฐกิจมูลค่าต่ำหรือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเข้มข้นเพียงอย่างเดียว</p>
<p><strong>2. Inclusion &amp; Social Mobility (Inclusive Growth) : ใครได้ประโยชน์</strong></p>
<p>ประเมินว่าเมื่อเศรษฐกิจเติบโต ผลประโยชน์จากการเติบโตกระจายไปถึงใครบ้าง ครอบคลุมทั้งการเข้าถึงบริการพื้นฐาน ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และความมั่งคั่ง โอกาสของผู้ประกอบการและแรงงาน ตลอดจนความสามารถของประชาชนในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม</p>
<p><strong>3. Institutional Capacity &amp; Mechanisms (Systematic Growth) : สถาบันขับเคลื่อนได้ดีแค่ไหน </strong></p>
<p>ประเมินขีดความสามารถของสถาบัน กลไกภาครัฐ นโยบาย กฎระเบียบ และระบบการทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส มีเสถียรภาพ และเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของยุคสมัย หรือ Fit-for-purpose Regulation</p>
<p><strong>4. Equitable Transition Readiness (Responsible Growth) : เปลี่ยนผ่านอย่างไร โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง </strong></p>
<p>ประเมินความพร้อมของประเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นธรรม ทั้งด้านพลังงานสะอาด เศรษฐกิจสีเขียว การพัฒนาทักษะแรงงาน และการออกแบบกลไกที่ทำให้ต้นทุนและผลประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่านไม่ตกอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป</p>
<p><strong>5. Long-term Resilience &amp; Shock Readiness (Resilient Growth) : เราอยู่รอดและกลับมาเติบโตได้ไหม </strong></p>
<p>ประเมินความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างและความพร้อมของระบบในการรองรับวิกฤต ความผันผวน และแรงกระแทกจากภายนอก รวมถึงความสามารถในการปรับตัว ฟื้นตัว และเรียนรู้หลังเผชิญวิกฤต เพื่อให้ประเทศสามารถกลับมาเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว</p>
<p>แม้ GSi ที่เปิดตัวในครั้งนี้ยังอยู่ใน Beta Version แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการวัดคุณภาพการเติบโตให้ถูกทิศมากขึ้น โดยไม่ได้มุ่งการ ​Ranking​ ว่าประเทศใดดีกว่าหรือแย่กว่า แต่เป็นการ Benchmarking​ หรือการใช้ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบ เรียนรู้ และระบุช่องว่างการพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42763 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/GSO-927-of-2341.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>ผลประเมิน </strong><strong>GSi </strong><strong>ระดับโลก ภูมิภาค และประเทศไทย</strong></p>
<p><strong>จากการประเมิน GSi ระดับโลก</strong> พบว่า ค่าเฉลี่ยคุณภาพของระบบการเติบโตของโลกอยู่ที่ 53 คะแนนจาก 100 คะแนน ขณะที่ World Nominal GDP ปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 118.18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะมีขนาดใหญ่มาก แต่คุณภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่เพียงประมาณครึ่งทาง</p>
<p>โดยเฉพาะมิติ Equitable Transition Readiness ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดของโลกที่ 47 คะแนน ชี้ให้เห็นว่า<em><strong>โลกยังไม่พร้อมเพียงพอในการทำให้การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ พลังงาน และสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม เข้าถึงได้ และไม่ผลักภาระไปยังประชาชนหรือผู้ประกอบการปลายทางมากเกินไป</strong></em></p>
<p>นอกจากนั้น ผลการประเมินระดับโลกยังบ่งบอกว่า <strong>โลกกำลังเผชิญโจทย์การเติบโตที่ให้ความสำคัญกับ ความเร็วของการขยายตัว มากกว่าความแข็งแกร่งของระบบรองรับการเติบโตในระยะยาว</strong></p>
<p><strong>สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</strong> มีค่าเฉลี่ย GSi อยู่ที่ 52 คะแนน ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยโลก สื่อให้เห็นว่าภูมิภาคนี้มีศักยภาพการเติบโตสูง แต่ยังเผชิญความท้าทายด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน และความแข็งแกร่งของกลไกเชิงสถาบันในหลายประเทศ</p>
<p><strong>สำหรับประเทศไทย</strong> ผลการประเมิน GSi ปี 2025 อยู่ที่ 58 คะแนน จาก 100 คะแนน และถูกจัดอยู่ในกลุ่ม<strong> Structurally Constrained Developers</strong> หรือประเทศที่มีการเติบโต แต่ยังติดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ผลลัพธ์นี้สะท้อนว่า ประเทศไทยมีฐานการเติบโตและศักยภาพในหลายมิติ แต่ยังต้องเร่งยกระดับโครงสร้างสำคัญเพื่อให้สามารถขยับสู่การเป็นประเทศที่มีระบบรองรับการเปลี่ยนผ่านและการเติบโตในอนาคตได้อย่างแท้จริง</p>
<p><strong><em>&#8220;ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจาก High Income Country สู่ High Quality Country ทั้งในด้านผลิตภาพ ความเป็นธรรม ความน่าเชื่อถือของสถาบัน ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน และความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยง&#8221;  </em></strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42761 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/GSO-1464-of-2341.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>GSi </strong><strong>ในฐานะ </strong><strong>Thought Product </strong><strong>จากไทยสู่เวทีโลก</strong></p>
<p>ขณะที่ประเทศต่างๆ กำลังมองหาจุดยืนใหม่ท่ามกลางความผันผวนและการแข่งขันเชิงระบบ GSi อาจเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยให้ประเทศไทยมีบทบาทมากขึ้น และเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมมองเห็นศักยภาพ ความเสี่ยง และโอกาสในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น</p>
<p><em>“<strong>GDP บอกเราได้ว่าเศรษฐกิจเติบโตมากแค่ไหน แต่ GSi ตั้งคำถามที่สำคัญยิ่งกว่า คือเศรษฐกิจนั้นเติบโตอย่างมีคุณภาพเพียงใด</strong> อนาคตจะไม่ได้เป็นของประเทศที่เติบโตเร็วที่สุด แต่จะเป็นของประเทศที่สามารถสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมที่แข็งแกร่ง ครอบคลุม และยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด”</em> คุณปิยะชาติ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/biost-brandi-launch-global-sustainomy-index/">BiOST- แบรนดิ พัฒนา​ Global Sustainomy Index (GSi) เสนอกรอบ GDP+ วัดคุณภาพการเติบโต พลิกคำถามเศรษฐกิจจาก &#8216;โตเท่าไหร่&#8217; สู่ &#8216;โตดีแค่ไหน&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
