<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Dialogue &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/category/dialogue/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Mon, 15 Jun 2026 15:57:44 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Dialogue &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;Beyond Sustainability&#8217; ความยั่งยืน ไปอย่างไรต่อ หลังปี 2030 พร้อม 4 แกน &#8216;การตลาดฟื้นฟู&#8217; ขับเคลื่อนโลกสู่ Net Positive</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/betond-sustainability-4-keys-to-net-positive/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jun 2026 15:56:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Beyond Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Calm]]></category>
		<category><![CDATA[CBS]]></category>
		<category><![CDATA[Harmonious]]></category>
		<category><![CDATA[Restorative]]></category>
		<category><![CDATA[Straightforward]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[The CHSR Model]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง-กลม-ตรง-ดี]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42437</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป็นที่ทราบกันดีว่า UN กำหนดเป้าหมายขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนตามกรอบ SDGs 17 ไว้ที่ปี 2030  ซึ่ง  ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และหัวหน้าภาควิชาการ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CBS) ชวนคิดต่อว่า หลังจากนั้นแล้ว โลกแห่งความยั่งยืนจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใดต่อไป ขณะที่มุมมองของ ผศ.ดร.เอกก์ มองว่า ในอนาคตโลกแห่งความยั่งยืน​อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป แต่อาจจะต้องมีความลึกซึ้งมากขึ้น  เพราะเป้าหมายของ​ &#8216;Sustainability&#8217; ​คือ การทำให้โลกกลับไปดีเหมือนเดิม โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ Net Zero และเป็นแนวคิดในการขับเคลื่อนตามศาสตร์แบบตะวันตก แต่หากเราเปลี่ยนเลนส์ที่มองตามศาสตร์ตะวันตก มาเป็นศาสตร์แบบตะวันออก และมองให้ Beyond Sustainability เพราะบริบทโลกปัจจุบันเผชิญหลายปัจจัยเสี่ยง ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ พลังงาน และสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง การทำให้โลกกลับไปดีเหมือนเดิม ดีเท่าเดิม คงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมองให้ไกลมากขึ้น ลึกซึ้งมากขึ้น จากแค่ Sustainability สู่ Regenerative เปลี่ยนจาก Net Zero เป็น Net [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/betond-sustainability-4-keys-to-net-positive/">&#8216;Beyond Sustainability&#8217; ความยั่งยืน ไปอย่างไรต่อ หลังปี 2030 พร้อม 4 แกน &#8216;การตลาดฟื้นฟู&#8217; ขับเคลื่อนโลกสู่ Net Positive</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นที่ทราบกันดีว่า UN กำหนดเป้าหมายขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนตามกรอบ SDGs 17 ไว้ที่ปี 2030  ซึ่ง  <strong>ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล</strong> นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และหัวหน้าภาควิชาการ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CBS) ชวนคิดต่อว่า หลังจากนั้นแล้ว โลกแห่งความยั่งยืนจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใดต่อไป</p>
<p><span id="more-42437"></span></p>
<p>ขณะที่มุมมองของ ผศ.ดร.เอกก์ มองว่า ในอนาคตโลกแห่งความยั่งยืน​อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป แต่อาจจะต้องมีความลึกซึ้งมากขึ้น  เพราะเป้าหมายของ​ <strong>&#8216;Sustainability&#8217;</strong> ​คือ การทำให้โลกกลับไปดีเหมือนเดิม โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ Net Zero และเป็นแนวคิดในการขับเคลื่อนตามศาสตร์แบบตะวันตก</p>
<p>แต่หากเราเปลี่ยนเลนส์ที่มองตามศาสตร์ตะวันตก มาเป็นศาสตร์แบบตะวันออก และมองให้ Beyond Sustainability เพราะบริบทโลกปัจจุบันเผชิญหลายปัจจัยเสี่ยง ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ พลังงาน และสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง การทำให้โลกกลับไปดีเหมือนเดิม ดีเท่าเดิม คงไม่เพียงพอ</p>
<p>จำเป็นต้องมองให้ไกลมากขึ้น ลึกซึ้งมากขึ้น จากแค่ Sustainability สู่ Regenerative เปลี่ยนจาก Net Zero เป็น Net Positive เพื่อเป้าหมายที่ไม่ใช่แค่โลกที่เหมือนเดิม แต่ต้องเป็นการฟื้นฟู เพื่อให้ได้โลกทีดีกว่าเดิม</p>
<p>พร้อมแนะนำ 4 แกนหลัก &#8216;<strong>นิ่ง-กลม-ตรง-ดี&#8217; (The CHSR Model)</strong> สำหรับธุรกิจ หรือแบรนด์ต่างๆ ในการขับเคลื่อน Regenerative Marketing หรือ &#8216;การตลาดฟื้นฟู&#8217; เพื่อสามารถขับเคลื่อนธุรกิจแบบที่ทำให้โลกยิ่งดีขึ้นกว่าเดิม ประกอบไปด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>1. นิ่ง (Calm)</strong> : ไม่ทำอะไรให้วุ่นวายซับซ้อน ลดความเร็ว ลดการแข่งขัน ใช้ความนิ่งสร้างความแตกต่าง เช่น แบรนด์ <b class="ng-star-inserted" data-start-index="3344">Patagonia </b>ที่ออกแคมเปญ &#8216;Don&#8217;t Buy&#8217; ในช่วงเทศกาล Black Friday ที่ทุกแบรนด์ต่างแข่งกันขาย แต่เลือกสื่อสารที่ช่วยเตือนสติเรื่องการบริโภคเกินตัว ไม่เน้นขายของใหม่ซึ่งซื้อมากบริโภคมากก็สร้างขยะมากเช่นกัน แบรนด์นี้จึงเน้นการใช้งานอย่างคุ้มค่า คงทน พร้อมบริการซ่อมฟรี ยิ่งเก่า ยิ่งสวย ยิ่งมีคุณค่าและบางครั้งของราคามือสองบางชิ้น มีราคาสูงกว่าของใหม่ด้วยซ้ำ</p>
<p><strong>2.  กลม (Harmonious)</strong> : ความกลมกลืน ไม่แตกต่าง เป็นของพื้นๆ ธรรมดา ซึ่งในยุคที่การตลาดต่างขายกันด้วยความต่าง พยายามสร้างความโดดเด่นให้กับแบรนด์เพื่อให้เหนือและแตกต่างจากคู่แข่ง แบรนด์ที่ธรรมดา แบรนด์ที่ไม่ได้เน้นความแตกต่าง จะกลายเป็นแบรนด์ที่มีความแตกต่างของตลาดในที่สุด เช่น แคมเปญ ​คนธรรมดา ของเสื้อตราห่านคู่ และนันยาง ​ที่ออกมาสื่อสาร​เพื่อขอบคุณ​ เข้าใจ และพร้อมอยู่เคียงข้างคนธรรมดา ในฐานะแบรนด์ธรรมดาเช่นกัน​  แต่กลายเป็นแคมเปญที่สร้าง Viral และมีแบรนด์อื่นๆ เข้ามาเพิ่ม Engage จนกลายเป็นอีกหนึ่งเคสที่น่าสนใจทางการตลาด <button class="xap-inline-dialog citation-marker ng-star-inserted" aria-haspopup="dialog" aria-describedby="cdk-describedby-message-ng-1-29" data-disabled="false"></button></p>
<p><strong>3. ตรง (Straightforward)</strong> : การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน พร้อมกล้าเปิดเผยความไม่สมบูรณ์แบบของแบรนด์ (Flawsome) ทำให้ผู้บริโภคสัมผัสได้​ถึงความจริงใจ และรู้สึกถึงความน่ารัก เช่น มาสคอต ชื่อดังของญี่ปุ่นอย่างคุมะมง ที่ไม่ได้มาพร้อมความน่ารัก สมบูรณ์แบบ แต่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ามีความน่ารัก หรือพ่อค้าออนไลน์อย่าง เบล ที่ขายชุดนอนด้วยการนอนผ่านไลฟ์ให้ผู้ชมดู และมีออเดอร์เข้ามาจำนวนมาก</p>
<p><strong>4. คืน (Restorative)</strong> : การทำธุรกิจโดยนึกถึงการแบ่งปัน การคืนให้โลกหรือสังคม ทำธุรกิจด้วยแนวคิด Regenerative หรือการตลาดแบบฟื้นฟู ต้องคืนให้มากกว่าที่ใช้ และมีส่วนที่ช่วยสร้าง Net Positive เพื่อทำให้โลกดีขึ้นกว่าเดิม  เช่น แคมเปญช่วงโควิดระหว่าง &#8216;<strong>ไปรษณีย์ไทย x SCGP</strong>&#8216; ที่ร่วมกันเปลี่ยนกล่องกระดาษให้เป็นเตียงสนามเพื่อดูแลผู้ป่วยในช่วงโควิดระบาด พร้อมการทำลายอย่างถูกวิธีหลังเสร็จสิ้นภารกิจ เพื่อไม่ให้กลายเป็นขยะติดเชื้อ พร้อมทั้งการต่อยอดในเวลาต่อมา ด้วยการส่งต่อให้เป็นชุกโต๊ะเก้าอี้นักเรียนสำหรับส่งให้โรงเรียนในพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42442 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/regen1.jpg" alt="" width="1200" height="628" /></p>
<p><em><strong>&#8220;Regenerative Marketing</strong> เปลี่ยนการเปลี่ยนแนวคิดจากเชิงตะวันตก มาสู่ศาสตร์และปรัชญาทางตะวันออกอย่าง <strong>&#8216;นิ่ง-กลม-ตรง-คืน&#8217;</strong> ซึ่งจะทำให้เราสร้างความแตกต่างได้จากความเชี่ยวชาญและตัวตนของเรา ซึ่งศาสตร์ใหม่นี้ อาจจะแตกต่างจากศาสตร์เดิมอย่างชัดเจน จากที่เคยเน้นการตลาดที่มีความหวือหวา ซึ่งบางครั้งอาจจะส่งผลกระทบทั้งดีหรือไม่ดีต่อระบบนิเวศหรือสังคมก็ได้ มาสู่การตลาดบนแนวทาง​ความยั่งยืนที่เน้นการไม่ทำร้ายโลก ไม่ส่งผลเสียต่อโลก หรือคำนึงถึงความสมดุล ความเป็น Zero Balanced  หรือ Net Zero แต่ปัจจุบันโลกมีความเสี่ยงหลายด้าน โลกกำลังแย่ลง บริบทโลกก็เปลี่ยนเร็วขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำนับจากนี้ คือ การที่​​ทำแล้วโลกจะยิ่งต้องดีขึ้น การตลาด การทำธุรกิจจากนี้ ต้องมากกว่า แค่การสร้างสมดุล แต่ต้องขับเคลื่อนด้วยการตลาดฟื้นฟู หรือ Regenerative Marketinfg ที่​ทำแล้ว​โลกต้องดีขึ้น ระบบนิเวศต้องดีขึ้น และสังคมต้องดีขึ้น&#8221;</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/betond-sustainability-4-keys-to-net-positive/">&#8216;Beyond Sustainability&#8217; ความยั่งยืน ไปอย่างไรต่อ หลังปี 2030 พร้อม 4 แกน &#8216;การตลาดฟื้นฟู&#8217; ขับเคลื่อนโลกสู่ Net Positive</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เพราะ &#8216;ธรรมชาติ&#8217; คือ รากฐานสำคัญของการพัฒนา แต่การขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งพึ่งพาและสร้างผลกระทบให้ระบบนิเวศ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/global-trends-nature-positive-by-iucn/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 30 May 2026 16:29:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Collapse]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Collapse]]></category>
		<category><![CDATA[Conservation]]></category>
		<category><![CDATA[Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[IUCN]]></category>
		<category><![CDATA[Nature Positive]]></category>
		<category><![CDATA[NatureBased]]></category>
		<category><![CDATA[NatureBasedSolutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[Regeneration]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากร]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[พรฤทัย โชติวิจิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟู]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42115</guid>

					<description><![CDATA[<p>เพราะ &#8216;ธรรมชาติ&#8217; คือรากฐานของการพัฒนา ขณะที่ในปัจจุบันการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจตามปกติ (Business-as-usual) กำลังขับเคลื่อนการเสื่อมถอยให้แก่ธรรมชาติ โดยธุรกิจนั้น มีทั้งการพึ่งพา ขณะเดียวกันก็สร้างผลกระทบต่อความหลากหลายทางธรรมชาติด้วย ข้อมูลจากเวที Biodiversity Collapse : ธรรมชาติเสื่อม กับความเสี่ยงและการปรับตัว ​ภายใต้งานครบรอบ 33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย  &#8216;สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย&#8217;  พื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ และมุมมองต่อสัญญาณเตือนของวิกฤติธรรมชาติเสื่อมถอยและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งในระดับโลก ภูมิภาคอาเซียน และ ประเทศไทย โดย​นำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และทิศทางใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการรับมือวิกฤติสิ่งแวดล้อม อาทิ รายงานสิ่งแวดล้อมโลก แนวโน้มการพัฒนาแบบ (Nature-Positive) การปรับตัวของภาคธุรกิจที่รับผิดชอบต่อธรรมชาติ ทิศทางนโยบายสีเขียวของอาเซียน (Green Policy) เส้นทางและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (EU) เครื่องมือทางการเงิน Nature Credits ที่เชื่อมโยง &#8216;ธรรมชาติ–เศรษฐกิจ&#8217; ตลอดจนแนวทาง Green Development ของจีน และบทบาทประเทศไทยต่อพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/global-trends-nature-positive-by-iucn/">เพราะ &#8216;ธรรมชาติ&#8217; คือ รากฐานสำคัญของการพัฒนา แต่การขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งพึ่งพาและสร้างผลกระทบให้ระบบนิเวศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เพราะ &#8216;<strong>ธรรมชาติ&#8217;</strong> คือรากฐานของการพัฒนา ขณะที่ในปัจจุบันการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจตามปกติ (Business-as-usual) กำลังขับเคลื่อนการเสื่อมถอยให้แก่ธรรมชาติ โดยธุรกิจนั้น มีทั้งการพึ่งพา ขณะเดียวกันก็สร้างผลกระทบต่อความหลากหลายทางธรรมชาติด้วย</p>
<p><span id="more-42115"></span></p>
<p>ข้อมูลจากเวที <strong>Biodiversity Collapse : ธรรมชาติเสื่อม กับความเสี่ยงและการปรับตัว</strong> ​ภายใต้งานครบรอบ 33 ปี <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs"><span class="xt0psk2"><span class="xjp7ctv">สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย  &#8216;<strong>สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย&#8217;  </strong></span></span></span>พื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ และมุมมองต่อสัญญาณเตือนของวิกฤติธรรมชาติเสื่อมถอยและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งในระดับโลก ภูมิภาคอาเซียน และ ประเทศไทย</p>
<p>โดย​นำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และทิศทางใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการรับมือวิกฤติสิ่งแวดล้อม อาทิ รายงานสิ่งแวดล้อมโลก แนวโน้มการพัฒนาแบบ (Nature-Positive) การปรับตัวของภาคธุรกิจที่รับผิดชอบต่อธรรมชาติ ทิศทางนโยบายสีเขียวของอาเซียน (Green Policy) เส้นทางและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (EU) เครื่องมือทางการเงิน Nature Credits ที่เชื่อมโยง &#8216;ธรรมชาติ–เศรษฐกิจ&#8217; ตลอดจนแนวทาง Green Development ของจีน และบทบาทประเทศไทยต่อพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่ คุ้มครอง (OECMs: Other Effective area-based Conservation Measures)</p>
<p>เวทีนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนมุมมองจากวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีประสบการณ์ตรง เพื่อร่วมกันมองหาแนวทางการปรับตัวและความร่วมมือ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับประเทศไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนต่อไป</p>
<div dir="auto" style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-42117 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/0021-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" /></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">
<p><strong>คุณพรฤทัย โชติวิจิตร</strong> เจ้าหน้าที่ติดตามและประเมินผลโครงการ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ​ระบุว่า <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ระบบนิเวศ</span> คือรากฐานสำคัญที่มนุษย์กำลังพึ่งพาอยู่ โดย​องค์ประกอบ​ทุกอย่างในการดำรงชีวิตล้วนอยู่ภายใต้ <strong>&#8216;บริการของระบบนิเวศ&#8217;</strong> ในมิติด้านการสนับสนุนต่อไปนี้</p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<p><strong>&#8211; นิเวศบริการด้านการเป็นแหล่งผลิต</strong> (Provisioning Services) ในฐานะแหล่งกำเนิดทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น น้ำสะอาด แร่ธาตุ วัตถุดิบต่างๆ รวมถึงเป็นแหล่งอาหาร ยา และแหล่งรวมความหลากหลายทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต</p>
<p><strong>&#8211; นิเวศบริการด้านการควบคุม</strong> (Regulating Services) ทั้งการควบคุมปรากฏการณ์และกระบวนการทางธรรมชาติ เช่น ควบคุมสภาพภูมิอากาศ ผลิตออกซิเจน กักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยป้องกันการกัดเซาชายฝั่ง การย่อยสลาย การผสมเกษร เป็นต้น</p>
<p><strong>&#8211; นิเวศบริการด้านวัฒนธรรม</strong> (Cultural Services) การสร้างคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม เช่น คุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศาสนา ประเพณี แหล่งศึกษาความรู้ ไปจนถึงแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ</p>
</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ขณะที่ 5 ปัจจัยสำคัญ ที่นำไปสู่การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ประกอบไปด้วย</div>
<div dir="auto"><strong>1. การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและมหาสมุทร :</strong> ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพถิ่นที่อยู่ของชนิดพันธุ์ท้องถิ่น เช่น การทำลายป่า การทำลายระบบนิเวศจากการใช้ประโยชน์เกินปริมาณ ทำให้แหล่งที่อยู่ของชนิดพันธุ์เกิดการกระจายตัว จนเกิดความลำบากในการขยายพันธุ์ การอยู่อาศัย และการหาอาหาร</div>
<div dir="auto"><strong>2. การใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด :</strong> ทั้งการใช้ประโยชน์จากชนิดพันธุ์พืช สัตว์ และระบบนิเวศโดยทั่วไป เช่น การล่าสัตว์ การทำไม้อย่างไม่ยั่งยืน การทำประมงเกินขนาด</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>3. การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ :</strong> เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอุณหภูมิ ฤดูกาล ปริมาณน้ำฝน ความแรงลมพายุ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ</div>
<div dir="auto"><strong>4. การก่อมลพิษ :</strong> การปล่อยสารอันตราย เช่น การใช้สารเคมี ซึ่งส่งผลต่อระบบนิเวศ รวมถึงมลพิษจากแสงและเสียง</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>5. การแพร่กระจายของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน :</strong> โดยการเข้ามาของสายพันธุ์ต่างถิ่นและแพร่กระจายได้ตามธรรมชาติ เป็นชนิดพันธุ์เด่นในสิ่งแวดล้อมใหม่ (Dominant Species) และเป็นชนิดพันธุ์ที่อาจทำให้ชนิดพันธุ์พื้นเมืองสูญพันธุ์ รวมไปถึงส่งผลคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพและก่อให้เกิดความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขอนามัย</div>
</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto" style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-42118 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/0032-1024x592.jpg" alt="" width="1024" height="592" /></div>
<div dir="auto"></div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ทั้งนี้ จะเกิดผลกระทบและความเสียหายเหล่านี้ตามมา หากในระบบนิเวศเกิดการ​สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss)</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>1. ระบบนิเวศอ่อนแอลง ไม่สามารถฟื้นตัวได้เหมือนเดิม</strong></div>
<p>&#8211; ทนต่อการเปลี่ยนแปลงได้น้อยลง ทั้งโลกร้อน โรคระบาด ชนิดพันธุ์รุกราน</p>
<p>&#8211; ความสามารถในการฟื้นตัวลดลง มีความเสี่ยงต่อการล่มสลายของระบบนิเวศ</p>
<p>&#8211; เกิดปัญหาต่อเนื่อง เช่น ดินเสื่อมคุณภาพ ดินพังทลาย ส่งผลต่อการเกษตรและความสามารถของพื้นที่ในการหล่อเลี้ยงชีวิต</p>
<p><strong>2. บริการระบบนิเวศ ที่มนุษย์พึ่งพาจะเสื่อมลง</strong></p>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<p>&#8211; เพราะความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นผู้ให้บริการทั้ง น้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ เป็นผู้ช่วยผสมเกษร การสร้างดินใหม่ การกักเก็บคาร์บอนและการควบคุมคุณภาพอากาศ</p>
<p>&#8211; เมื่อความหลากหลายลดลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการให้บริการเหล่านี้ลดลง</p>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>3. กระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของมนุษย์โดยตรง</strong></div>
<p>&#8211; หลายพื้นที่ทั่วโลกสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำกว่า 95%</p>
<p>&#8211; แม่น้ำใหญ่ 2 ใน 3 ถูกกั้นด้วยเขื่อนจนระบบนิเวศเปลี่ยน</p>
<p>&#8211; ชุมชนที่พึ่งพาน้ำและปลาในพื้นที่ เผชิญวิกฤตแหล่งอาหารและน้ำจืดอย่างรุนแรง</p>
</div>
<div dir="auto" style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-42119 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/0041-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" /></div>
<div dir="auto"></div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ดังนั้น การขับเคลื่อน<strong> Nature Positive</strong> จึงเป็นเป้าหมายระดับโลกในการ &#8216;<strong>หยุดยั้งการสูญเสียและพลิกฟื้นธรรมชาติ&#8217;</strong> ภายในปี 2030 เทียบกับปีฐานในปี 2020 รวมทั้งสามารถมุ่งสู่การฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ได้ (Full Recovery) ภายในปี 2050 โดยวัดจากการเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมของความอุดมสมบูรณ์ ความหลากหลาย และความสามารถในการปรับตัวของทั้งชนิดพันธุ์ ระบบนิเวศ และกระบวนการทางธรรมขาติ</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">รวมทั้งการสร้างผลกระทบเชิงบวกที่สามารถวัดผลได้ทั้งต่อมนุษย์และธรรมชาติ เพื่อสะท้อนความเชื่อมโยงที่สำคัญทั้งการมีสุขภาพที่ดี และเศรษฐกิจที่ดี อยู่บนพื้นฐานของการมีธรรมชาติที่ดี ภายใต้ความร่วมมือในการเปลี่ยนของภาคเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ จากการมีส่วนร่วมทั้งการขับเคลื่อนในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และการวิจัย เพื่อส่งเสริมการปรับตัวโดยเฉพาะการทำธุรกิจจากรูปแบบปกติ มาสู่การทำธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อธรรมชาติ ผ่านการอนุรักษ์และฟื้นฟู เพื่อลดผลกระทบต่อธรรมชาติ และช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางธรรมชาติให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42143 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/6-1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/global-trends-nature-positive-by-iucn/">เพราะ &#8216;ธรรมชาติ&#8217; คือ รากฐานสำคัญของการพัฒนา แต่การขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งพึ่งพาและสร้างผลกระทบให้ระบบนิเวศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อ Climate Disruption ส่งผลกระทบฐานราก &#8216;จนซ้ำ จนลึก จนยาว&#8217; ​อว. แนะ​แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมตามบริบทพื้นที่ พร้อมผนวกข้อมูล และเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/climate-disruption-and-poverty/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 30 May 2026 14:33:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Disruption]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42113</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อการขับเคลื่อนความยั่งยืนในปัจจุบัน ไม่สามารถทำแค่มิติ Net Zero เพียงอย่างเดียว แต่ต้องขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ไปพร้อมกันด้วย เพราะแม้จะบรรลุเป้าหมาย Net Zeroได้ แต่ไร้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางธรรมชาติ ก็ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่โลกได้   ​ ดังนั้น ​การจะขับเคลื่อน​การพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แท้จริง จำเป็นต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่ไปด้วย เพื่อสามารถเปลี่ยนผ่านแนวทางการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจและสังคมที่ให้คุณค่ากับธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ตามแนวทาง Nature Positive เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติที่สมบูรณ์และเพิ่มพูนความหลากหลายทางชีวภาพ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะประธานเปิด งานสัมมนาวิชาการครบรอบ 33 ปี TEI &#8216;สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด&#8216; พร้อมทั้งได้ร่วมปาฐกถาพิเศษ ‘การใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมไทย’ โดยชี้ให้เห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงระดับโลก (Global Future Signals) ที่กำลังส่งผลต่อประเทศไทย ซึ่งมีหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจโลก ปัญหาเชิงโครงสร้าง คอรัปชั่น ปัญหาด้านความมั่นคง ปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หรือปัญหาด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน รวมไปถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/climate-disruption-and-poverty/">เมื่อ Climate Disruption ส่งผลกระทบฐานราก &#8216;จนซ้ำ จนลึก จนยาว&#8217; ​อว. แนะ​แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมตามบริบทพื้นที่ พร้อมผนวกข้อมูล และเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อการขับเคลื่อนความยั่งยืนในปัจจุบัน ไม่สามารถทำแค่มิติ <strong>Net Zero</strong> เพียงอย่างเดียว แต่ต้องขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ไปพร้อมกันด้วย เพราะแม้จะบรรลุเป้าหมาย Net Zeroได้ แต่ไร้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางธรรมชาติ ก็ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่โลกได้   ​</p>
<p><span id="more-42113"></span></p>
<p>ดังนั้น ​การจะขับเคลื่อน​การพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แท้จริง จำเป็นต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่ไปด้วย เพื่อสามารถเปลี่ยนผ่านแนวทางการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจและสังคมที่ให้คุณค่ากับธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ตามแนวทาง <strong>Nature Positive</strong> เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติที่สมบูรณ์และเพิ่มพูนความหลากหลายทางชีวภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42122 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/อ.-เชน-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์</strong> รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะประธานเปิด <strong>งานสัมมนาวิชาการครบรอบ 33 ปี TEI &#8216;สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด</strong>&#8216; พร้อมทั้งได้ร่วมปาฐกถาพิเศษ <strong>‘การใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมไทย’ </strong>โดยชี้ให้เห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงระดับโลก (Global Future Signals) ที่กำลังส่งผลต่อประเทศไทย ซึ่งมีหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจโลก ปัญหาเชิงโครงสร้าง คอรัปชั่น ปัญหาด้านความมั่นคง ปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หรือปัญหาด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน รวมไปถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว</p>
<p>ทั้งนี้  ปัญหาทุกมิติล้วนมีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศเช่นเดียวกัน จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาในแต่ละมิติคู่ขนานไปด้วยกัน ไม่สามารถเลือกที่จะแก้เพียงบางเรื่อง หรือละเลยต่อปัญหาในบางเรื่องได้ โดยเฉพาะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ที่ถือเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เพราะผลกระทบจาก Climate Disruption ที่มีต่อโลกชัดเจนและรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน และจำเป็นที่ต้องพัฒนานวัตกรรมมาเพื่อรับมือในการ​​ป้องกัน หรือบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42123 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Dr-Chain1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><em>&#8220;การพัฒนาในบางพื้นที่ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ อาจไม่ได้เกิดจาก​การบริหารจัดการหรือขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างไร้ประสิทธิภาพ แต่อาจเป็นเพราะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยธรรมชาติซ้ำซาก ทำให้ยากต่อการพัฒนาพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง เช่น บางจังหวัดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และยังส่งผลกระทยต่อประชากรในระดับฐานรากของประเทศ บางคนเผชิญความยากจนหลังประสบภัยพิบัติ พอเริ่มหาทางแก้ให้รอดพ้นปัญหาก็เกิดน้ำท่วมซ้ำใหม่ เนื่องจากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง สะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เรื่องธรรมชาติ หรือสภาพอากาศ แต่ยังเชื่อมโยงและส่งผลต่อประเด็นทางเศรษฐกิจด้วย เพราะ <strong>ผลกระทบจาก Climate Disruption เป็นหนึ่งสาเหตุของปัญหา &#8216;จนซ้ำ จนลึก และจนยาว&#8217; ดังนั้น เรื่องของสภาพอากาศ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของอากาศที่หายใจเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของคุณภาพชีวิต รวมทั้งเรื่องของการพัฒนาเมือง</strong> ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือและขับเคลื่อนการแก้ปัญหาร่วมกัน&#8221;</em></p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน </strong>กล่าวต่อว่า ปัญหา Climate Disruption ส่งผลกระทบต่อประชาชนฐานราก ทั้งด้านรายได้และอาชีพ ทรัพย์สินและที่อยู่อาศัย รวมทั้งการเข้าถึงความช่วยเหลือและสวัสดิการ ขณะที่ผลการศึกษาเห็นความเชื่อมโยงปัญหาความยากจนในพื้นที่ภัยพิบัติ ดังนั้น หากประเทศต้องการขับเคลื่อนให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง  และสามารถเพิ่ม GDP ของประเทศได้ ต้องเริ่มพัฒนามาตั้งแต่พื้นฐาน ซึ่งพื้นฐานหมายถึงอากาศ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือและรับมือต่อ Climate Disruption อย่างครอบคลุมและทั่วถึง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42125 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Dr-Cahin2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม <strong>การแก้ปัญหาและบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดจำเป็นต้องขับเคลื่อนโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ผ่านการสร้างกลไกความร่วมมืออย่างเป็นระบบ เพื่อเชื่อมโยงทุกภาคส่วนมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน  มีการใช้ข้อมูลความรู้มาช่วยในการตัดสินใจ พร้อมบูรณาการกับข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำและตรงจุด รวมทั้งมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมช่วยขับเคลื่อน​การแก้ปัญหา</strong> เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ สร้างความเข้าใจร่วมกัน นำมาสู่การสร้างประโยชน์ร่วม และความไว้วางใจระหว่างกัน เพื่อนำมาซึ่งแนวทางในการแก้ปัญหาได้จริง</p>
<p><em>&#8220;บทบาทกระทรวง อว. มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง โดยทำงานร่วมกับทาง บพท. เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการลงพื้นที่ เพื่อเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละพื้นที่  และนำผลวิจัยที่มีอยู่ไปปรับใช้ในแต่ละพื้นที่ เพื่อสามารถแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม แต่ไม่ใช่การตั้งต้นจากงานวิจัยที่ได้ เพราะแต่ละพื้นที่ปัญหาไม่เหมือนกัน หรือแม้จะมีปัญหาเดียวกันหรือคล้ายกัน แต่ผลลัพธ์หรือความต้องการที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ก็นำมาซึ่งผลลัพธ์หรือแนวทางที่แตกต่างกันไป ขณะที่ในบางชุมชนที่ได้โซลูชันหรือสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จแล้ว ก็สามารถสเกล หรือขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ ได้ภายใต้โมเดลหรือวิธีคิดในรูปแบบเดียวกัน พร้อมทั้งสามารถต่อยอดเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม หรือนำโมเดลธุรกิจต่างๆ มาบูรณาการเพื่อพัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือ Social Enterprise กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ และเกิดการขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง​ ทำให้ไม่เพียงแก้ช่วยปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชนตามมาพร้อมกันด้วย&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42124 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Slide2.jpg" alt="" width="1200" height="688" /></p>
<p>สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งนั้น สามารถวางแนวทางการขับเคลื่อนได้ใน 3 ระดับ ทั้งการสร้าง <strong>กลไกการขับเคลื่อนในระดับชุมชน</strong> เช่น การบริหารจัดการป่าชุมชน, การจัดการทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่ และการบริหารจัดการน้ำและเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนทะเลสาบสงขลา <strong>การขับเคลื่อนในระดับเมือง</strong> เช่น การพัฒนาเมืองน่าอยู่และคาร์บอนต่ำ​  การพัฒนาคลัสเตอร์พลังงานทางเลือก- ชีวมวล และ<strong>การขับเคลื่อนในระดับจังหวัด</strong> เช่น การพัฒนาแพลตฟอร์มรับมือภัยพิบัติ และนำไปปรับใช้ในจังหวัดต่างๆ อาทิ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสุโขทัย เป็นต้น โดยบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาและงานวิจัยนวัตกรรม จะเข้าไปมีส่วนร่วมใน 4 มิติ คือ</p>
<p>1. สร้างกลไกความร่วมมือและบูรณาการข้อมูล เพื่อให้เห็นเป้าหมายและโอกาสร่วมกันในการจัดการส่ิงแวดล้อม ทั้งระดับชุมชน เมือง และพื้นที่</p>
<p>2. พัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเร่งด่วน สำหรับการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมและการรับมือภัยพิบัติ</p>
<p>3. พัฒนาทุนมนุษย์​และยกระดับกลไกรัฐ/ ท้องถิ่น เพื่อการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติอย่างยั่งยืน</p>
<p>4. พัฒนาและขยายผลเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จำเป็น เพื่อตอบโจทย์พื้นที่</p>
<p><em>&#8220;การเข้าไปแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ควรตั้งต้นจากการทำในพื้นที่ และควรรู้ว่าพื้นที่มีปัญหาอะไรต้องการอะไร ภายใต้การทำงานบูรณาการร่วมกันเพื่อสนับสนุนทั้งข้อมูล และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและคนในพื้นที่ โดยใช้บริบทของชุมชนและพื้นที่เป็นตัวตั้ง รวมถึงการใช้ข้อมูลที่แม่นยำ ​เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับแต่ละบริบท เพื่อให้เห็นผลการขับเคลื่อนในระยะยาว ทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน รวมทั้งเป้าหมายในการบรรลุ Net Zero 2050 ของประเทศไทย ควบคู่กับการขับเคลื่อน Nature Positive เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน&#8221;​ </em>ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/climate-disruption-and-poverty/">เมื่อ Climate Disruption ส่งผลกระทบฐานราก &#8216;จนซ้ำ จนลึก จนยาว&#8217; ​อว. แนะ​แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมตามบริบทพื้นที่ พร้อมผนวกข้อมูล และเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นับถอยหลัง &#8216;ยุโรป&#8217; บังคับใช้กฎหมายบรรจุภัณฑ์​ &#8216;PPWR&#8217; ดีเดย์ 12 สิงหาคม 2026 ยุติสมัย &#8216;ใช้แล้วทิ้ง&#8217;และการปรับตัวของผู้ส่งออกไทย​เพื่อยังอยู่ในซัพพลายเชนโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/expoter-adapt-for-eu-ppwr-law/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 May 2026 11:48:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[CE Academy]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Design-for- recycling]]></category>
		<category><![CDATA[EU]]></category>
		<category><![CDATA[Global Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[MTEC]]></category>
		<category><![CDATA[NSTDA]]></category>
		<category><![CDATA[Packaging and Packaging Waste Regulation]]></category>
		<category><![CDATA[PPWR]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายบรรจุภัณฑ์ยุโรป]]></category>
		<category><![CDATA[กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[การค้าโลก]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะพลาสติกรีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ซัพพลายเชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.นุจรินทร์ รามัญกุล]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[ม.ล.ภาสกร อาภากร]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[วรมน สินสุวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งออก]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งออกไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิทยาการเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค]]></category>
		<category><![CDATA[สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[สหภาพยุโรป]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41765</guid>

					<description><![CDATA[<p>ระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของสหภาพยุโรป (EU) ที่ไม่ใช่เป็นเพียงกฎหมายบังคับ หากแต่เปรียบเสมือนสัญญาประชาคมต่อโลก เพื่อยุติสมัย ‘ใช้แล้วทิ้ง’ อันไร้ความรับผิดชอบและก่อปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อธิบายว่า นโยบายนี้ส่งแรงกระเพื่อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกบรรจุภัณฑ์และการบรรจุ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและเร่งรัดการบรรลุเป้าหมายของการเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม PPWR ผสานการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) และการคิดแบบวงจรชีวิต (Lifecycle Thinking)  ครอบคลุมทุกส่วนประกอบย่อยของบรรจุภัณฑ์ ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่คือ การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling)  ซึ่งมุ่งเน้นจำกัดและห้ามใช้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียว (Single-use Packaging)  ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมและมีข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำได้ (Reusable Packaging) เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้จริงในระบบหมุนเวียน และรีไซเคิลได้เมื่อถึงจุดสิ้นสุดวงจรชีวิต การบังคับใช้ สัดส่วนวัสดุรีไซเคิล (Recycled Content) ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทใหม่ ก็มีความเข้มงวดและต้องดำเนินการภายในกรอบเวลาปี ค.ศ. 2030 ซึ่งไม่ใช่เพียงการบรรลุคุณสมบัติการรีไซเคิลได้ แต่ต้องสามารถเก็บรวบรวม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/expoter-adapt-for-eu-ppwr-law/">นับถอยหลัง &#8216;ยุโรป&#8217; บังคับใช้กฎหมายบรรจุภัณฑ์​ &#8216;PPWR&#8217; ดีเดย์ 12 สิงหาคม 2026 ยุติสมัย &#8216;ใช้แล้วทิ้ง&#8217;และการปรับตัวของผู้ส่งออกไทย​เพื่อยังอยู่ในซัพพลายเชนโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์</strong> หรือ <strong>Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR)</strong> เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของสหภาพยุโรป (EU) ที่ไม่ใช่เป็นเพียงกฎหมายบังคับ หากแต่เปรียบเสมือนสัญญาประชาคมต่อโลก<strong> เพื่อยุติสมัย ‘ใช้แล้วทิ้ง’</strong> อันไร้ความรับผิดชอบและก่อปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์</p>
<p><span id="more-41765"></span></p>
<p><strong>ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)</strong> <strong>สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) </strong>อธิบายว่า นโยบายนี้ส่งแรงกระเพื่อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกบรรจุภัณฑ์และการบรรจุ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและเร่งรัดการบรรลุเป้าหมายของการเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><strong>PPWR</strong> ผสานการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) และการคิดแบบวงจรชีวิต (Lifecycle Thinking)  ครอบคลุมทุกส่วนประกอบย่อยของบรรจุภัณฑ์ ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่คือ <strong>การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล</strong> (Design for Recycling)  ซึ่งมุ่งเน้นจำกัดและห้ามใช้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียว (Single-use Packaging)  ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมและมีข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำได้ (Reusable Packaging) เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้จริงในระบบหมุนเวียน และรีไซเคิลได้เมื่อถึงจุดสิ้นสุดวงจรชีวิต</p>
<p>การบังคับใช้ สัดส่วนวัสดุรีไซเคิล (Recycled Content) ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทใหม่ ก็มีความเข้มงวดและต้องดำเนินการภายในกรอบเวลาปี ค.ศ. 2030 ซึ่งไม่ใช่เพียงการบรรลุคุณสมบัติการรีไซเคิลได้ แต่ต้องสามารถเก็บรวบรวม คัดแยก และนำไปแปรรูป ให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและปลอดภัยทัดเทียมกับวัตถุดิบดั้งเดิม</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>PPWR</strong> ยังยกระดับการจำกัดและห้ามใช้สารเคมีที่น่ากังวล หรือ <strong>Restrictions on Substances of Concern (SOC)</strong> เพื่อเป็นเครื่องมือในการรับประกันว่า วัตถุดิบที่ได้จากการรีไซเคิลจะไม่ปนเปื้อนด้วยสารอันตราย และสามารถนำกลับมาใช้ได้อย่างแท้จริง ด้วยกลไกนี้จึงช่วยสร้างอุปสงค์ที่ยั่งยืนสำหรับวัตถุดิบทุติยภูมิ (secondary raw materials) และผนวกเอาการจัดการของเสียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำอีกด้วย</p>
<p><strong>PPWR จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 12 สิงหาคม ค.ศ.2026</strong> <strong>และก่อให้เกิดข้อผูกพันโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง EU จำเป็นต้องทบทวนและปรับปรุงการออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน</strong></p>
<p>ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำ เอกสารทางเทคนิค (Technical Document) เพื่อยืนยันการใช้บรรจุภัณฑ์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น (Packaging Minimization) ตลอดจนแสดงความสอดคล้อง (Conformity) กับข้อกำหนดทางเทคนิค</p>
<p>นอกจากนี้ ยังต้องติดฉลากที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่ว EU เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง อำนวยความสะดวกในการคัดแยกของเสียแก่ผู้บริโภค และเป็นส่วนหนึ่งของการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ Extended Producer Responsibility (EPR) อีกด้วย</p>
<p><strong>เตรียมพร้อมผู้ประกอบการปรับตัวรับ PPWR  </strong></p>
<p>ภายในงานสัมนาโครงการชุดสัมมนาเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการไทย &#8216;<strong>บรรจุภัณฑ์สินค้าส่งออก เพื่อตอบโจทย์ตลาดยุโรป ตามกฎหมาย PPWR</strong>&#8216; ครั้งที่ 2 จัดโดย  คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  ร่วมกับ สถาบันวิทยาการเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค (CE Academy) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41771 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/PWPR1.png" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>ดร.นุจรินทร์ รามัญกุล </strong>ผู้เชี่ยวชาญวิจัย หน่วยวิจัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยว่า <em><strong>PPWR เป็นข้อกำหนดสำหรับผู้ผลิต หรือ Manufacturer ที่จะเริ่มบังคับใช้ 12 สิงหาคม 2026 ความน่ากลัวของกฎหมายฉบับนี้ คือ หน้าที่ทั้งหมดมาอยู่ที่ผู้ผลิต ซึ่งต้องทำบรรจุภัณฑ์ให้ยั่งยืน</strong></em></p>
<p>โดยวางกลไกให้ตรวจสอบได้ รีไซเคิลได้ ลดบรรจุภัณฑ์ให้น้อยที่สุด ทำเครื่องหมายให้ผู้ใช้ปลายทางทราบถึงแนวทางปฏิบัติในการทิ้ง การจัดการหลังการใช้งานให้ไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึง จัดทำ Technical Document ออกใบสำแดงความสอดคล้อง เป็นหน้าที่ของผู้ผลิตต้องทำก่อนเอาสินค้าเข้าตลาด โดยขั้นตอนเหล่านี้ต้องเก็บเอกสารไว้ หากเป็นบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use) ต้องเก็บไว้ระยะเวลา 5 ปี และหากเป็นบรรจุภัณฑ์นำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Reusable) ต้องเก็บเอกสาร 10 ปี เพื่อตรวจสอบเอกสารย้อนหลังได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41783 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778658736511.jpg" alt="" width="789" height="446" /></p>
<p><em>“อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้บังคับแค่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ แต่บังคับผู้เกี่ยวข้องทุกรายตลอดห่วงโซ่ที่มีส่วนทำให้บรรจุภัณฑ์เกิดขึ้น  รวมทั้ง​ผู้ผลิตสินค้าทุกอย่างที่บรรจุอยู่ภายในบรรจุภัณฑ์ต้องนำมาคำนวณทั้งหมด ดังนั้น Manufacturer ไม่ได้จำกัดแค่คนผลิต แต่คนจ้างก็ต้องรวมด้วย และอีก 2 ฝ่าย คือ Producer Function ที่ทำให้มีบรรจุภัณฑ์ไปวางตลาด ทำให้เกิดขยะบรรจุภัณฑ์ในอนาคต ต้องรับผิดชอบซากที่เกิดขึ้นในอนาคต และสุดท้าย คือ Surveillance Function ผู้ตรวจสอบ”</em> ดร.นุจรินทร์ กล่าว</p>
<p><strong>&#8216;ปรับตัว&#8217; เปิดโอกาสไทย สู่ซัพพลายเชนโลก</strong></p>
<p>ข้อมูลจาก <strong>WTO Environmental Database</strong> พบว่า ประเทศที่ไทยส่งออกเกินครึ่ง หรือกว่า 55.42% มีมาตรการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ขณะที่ สหภาพยุโรปซึ่งอยู่อันดับที่ 4 ดูเหมือนจะสัดส่วนไม่มาก อยู่ที่ 7.68% แต่ทำไมเราจึงต้องปรับตัว ?</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41784 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/S__84394057-1024x559.jpg" alt="" width="1024" height="559" /></p>
<p><strong>ม.ล.ภาสกร อาภากร </strong>ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพานิชย์ อธิบายว่า เมื่อเราส่งออกไปประเทศในอาเซียน เราอาจจะเป็นหนึ่งในซัพพลายเชนที่ส่งออกไปยุโรป ดังนั้น เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผู้ส่งออกเพราะครึ่งหนึ่งของตลาดส่งออกให้ความสำคัญเรื่องนี้ เราเป็นผู้ผลิตในเมืองไทย อาจมองว่าไม่เกี่ยวข้อง แต่เราอาจจะเป็นหนึ่งในซัพพลายเชนโลกโดยไม่รู้ตัว หรือ เราต้องปรับตัวเพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในซัพพลายเชนโลกให้ได้เพื่อเป็นโอกาสในการค้าในอนาคต</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41785 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778659442044.jpg" alt="" width="871" height="489" /></p>
<p><strong>10 อันดับ ประเทศที่ใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องการการค้า</strong></p>
<p>อันดับ 1 สหรัฐอเมริกา สัดส่วนการส่งออกของไทย 17.20%</p>
<p>อันดับ 2 จีน สัดส่วนการส่งออกของไทย 12.01%</p>
<p>อันดับ 3 ญี่ปุ่น สัดส่วนการส่งออกของไทย 8.66%</p>
<p>อันดับ 4 สหภาพยุโรป (27) สัดส่วนการส่งออกของไทย 7.68%</p>
<p>อันดับ 5 ออสเตรเลีย สัดส่วนการส่งออกของไทย 4.27%</p>
<p>อันดับ 6 เกาหลีใต้ สัดส่วนการส่งออกของไทย 2.13%</p>
<p>อันดับ 7 ไต้หวัน สัดส่วนการส่งออกของไทย 1.68%</p>
<p>อันดับ 8 แคนาดา สัดส่วนการส่งออกของไทย 0.67%</p>
<p>อันดับ 9 บราซิล สัดส่วนการส่งออกของไทย 0.64%</p>
<p>อันดับ 10 นิวซีแลนด์ สัดส่วนการส่งออกของไทย 0.49%</p>
<p><strong><u>รวม </u></strong><strong><u>55.42%  </u></strong></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41786 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778659578165.jpg" alt="" width="873" height="486" /></p>
<p><strong>บรรจุภัณฑ์ส่งออกเพื่อตอบโจทย์ตลาดยุโรป ตามกฎหมาย </strong><strong>PPWR </strong></p>
<p><strong>ม.ล.ภาสกร </strong>กล่าวต่อไปว่า  การสร้างมูลค่าเพิ่มในการพัฒนาธุรกิจบริการให้ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเป็นจุดสำคัญ เพราะตลาดโลกปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน <strong>มาตรฐานสากลให้ความสำคัญ 3 เรื่อง</strong> คือ</p>
<p><strong>1. Green &amp; Sustainability</strong> ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรสินค้า ไม่ว่าจะเป็น ESG , SDGs , Low Carbon , Circular Design , CBAM , EUDR และ PPWR</p>
<p><strong>2. Traceability &amp; Transparency</strong> ตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอนด้วยเทคโนโลยีไม่ว่าจะทาง Supply Chain, QR Code , Blockchain , AI , Data Platform , Digital Product Passport (DPP)</p>
<p><strong>3. Human Rights &amp; Ethical Trade</strong> ดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นหลักจรรยาบรรณ (Code of Conduct) และการตรวจสอบซัพพลายเออร์ (Supplier Audit) หากมาตรฐานไม่อยู่ในระดับสากลก็จะลำบาก</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41787 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778659652357.jpg" alt="" width="871" height="489" /></p>
<p><strong>บทบาทของกรมส่งเสริมการค้าระหว่าประเทศ </strong><strong>4 ด้าน (3P+1S)  </strong></p>
<p>&#8211; พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ (People) โดยการจัดอบรม เทรนนิ่งมาตรการต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อม</p>
<p>&#8211; สร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า/บริการ (Product) มีหน่วยงานช่วยพัฒนาผู้ประกอบการด้านสินค้าบริการ นวัตกรรม การออกแบบเพื่อให้สินค้าไทยแข็งขันดได้</p>
<p>&#8211; พัฒนาช่องทางการตลาด (Place) มีงานแสดงสินค้า รูปแบบออนไลน์ ออฟไลน์</p>
<p>&#8211; บริการข้อมูลทางการค้า (Service) ให้บริการข้อมูลผู้ประกอบการในเรื่องกฎระเบียบการค้าใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลง</p>
<p><strong>การพัฒนาผู้ประกอบการให้ตอบโจทย์มาตรการใหม่</strong></p>
<p><strong>แม้ในปัจจุบัน กฎหมาย </strong><strong>PPWR จะยังไม่มีหน่วยงานใดที่เป็นเจ้าภาพหลัก แต่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต่างร่วมมือผลักดันและส่งเสริมผู้ประกอบการเพื่อเตรียมความพร้อมการบังคับใช้ PPWR ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ รวมถึงระเบียบข้อบังคับอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต </strong></p>
<p>สำหรับ <strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ </strong>มีโครงการพัฒนาผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรม เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับนักวิจัย ให้ได้ใช้นวัตกรรมจากคนไทยพัฒนาสู่มาตรฐานโลก รวมถึงการพัฒนาด้านการออกแบบ โดยดึงนักออกแบบบรรจุภัณฑ์มาพัฒนาภายใต้แนวคิดเรื่อง<strong> Circular Design</strong> และการนำวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร ต่อยอดให้สินค้าด้วย Circular Economy Model และการให้รางวัลกับผู้ประกอบการดีเด่นที่ใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร บรรจุภัณฑ์ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผู้ประกอบการ คัดเลือกผู้ประกอบการ <strong>BCG Hero</strong> เพื่อแนะนำไปยังผู้ค้าทั่วโลกให้หันมาใช้ผู้ประกอบการไทยที่เน้นเรื่องของ BCG</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41788 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/S__84394058-1024x550.jpg" alt="" width="1024" height="550" /></p>
<p>ด้าน <strong>กระทรวงการต่างประเทศ</strong> <strong>คุณวรมน สินสุวรรณ ผู้อำนวยการกองสหภาพยุโรป กรมยุโรป​ กระทรวงการต่างประเทศ</strong> เผยว่า ทางกระทรวงฯ ได้ใช้ 3 กลไกที่มี คือ การขับเคลื่อนเชิงนโยบายและประสานงาน ความร่วมมือกับสหภาพยุโรป (EU Engagement) และการสร้างความรับรู้และการมีส่วนร่วม (Raising Awareness) เนื่องจากไทยและ EU มีกรอบความร่วมมือหลักๆ คือ PCA (กรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน : Partnership and Cooperation Agreement) โดยหนึ่งในกรอบความร่วมมือที่สำคัญ คือ การพัฒนาที่ยั่งยืน และ การเปลี่ยนผ่านสีเขียว</p>
<p>ผ่านการจัดกิจกรรมเสวนาต่างๆ เช่น การจัดการประชุมให้ภาครัฐและเอกชนได้พูดคุยกับทาง EU เพื่อรับฟังและนำไปปรับระเบียบข้อบังคับให้สอดคล้องกับประเทศอื่นๆ อีกทั้ง สถานทูตไทยในกรุงบรัชเซลส์ เบลเยี่ยม ยังติดตามข้อมูล อัปเดตให้ภาคเอกชนและภาครัฐให้ปรับตัวได้เร็วมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41789 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778659465940.jpg" alt="" width="868" height="479" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม <strong>ความท้าทายที่พบ</strong> คือ 1) ความท้าทายด้านข้อมูลเพื่อไปพูดคุยกับทาง EU เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพ โดยปัจจุบัน ได้ขอความร่วมมือจาก Krungsri Research ในการทำวิจัยให้</p>
<p>2) ความไม่แน่นอนของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของ EU</p>
<p>3) กฎหมาย Packaging and Packaging Waste (PPWR) ที่จะบังคับใช้ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ ความเร่งด่วนการบังคับใช้ ทำให้ใน EU เอง ก็มีหลายบริษัทเริ่มร้องเรียนกับทางคณะกรรมาธิการยุโรปเพราะไม่สามารถปฏิบัติตามได้ทัน และจะส่งผลกระทบค่อนข้างมาก นี่อาจเป็นจุดหนึ่งที่อาจจะมีการขยับ เพิ่มระยะเวลาให้ไทยได้เตรียมตัวมากขึ้น</p>
<p>4) ปัจจัยอื่น ได้แก่ การเจรจาทำความตกลงทางการค้า (FTA) ไทยและ EU คาดว่าปีหน้าจะแล้วเสร็จ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะสนับสนุนการดำเนินงาน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41790 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778659931137.jpg" alt="" width="875" height="496" /></p>
<p><em>“ในระยะต่อไป คือ การหา National Focal Point ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือให้กับกฎหมาย PPWR โดยประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สิ่งสำคัญ คือ ยังเดินหน้าในการทำเรื่อง EU Engagement ต่อไป โดยมีการจัดการประชุมกับทาง EU Delegations เพื่อหารือเรื่องการจัดทำ Technical Documentation และ Declarations of Conformity (DoC) ให้กับภาคเอกชนเพราะเป็น Pain Point สำคัญ และการดึงภาคเอกชนของ EU และภาคเอกชนยุโรปที่อยู่ในไทยมาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการไทยอีกด้วย” </em> คุณวรมน กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41791 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/S__84394056-1024x547.jpg" alt="" width="1024" height="547" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ทำความเข้าใจ &#8216;ลูกค้า&#8217; กลไกสำคัญของการปรับตัวภาคเอกชน  </strong></p>
<p>สำหรับในภาคเอกชน <strong>คุณสุพจน์ ชัยวิไล รองประธานกรรมการบริหาร เครือบริษัท ไทย แทฟฟิต้า ผู้ผลิตสิ่งทอครบวงจร</strong> ในฐานะผู้ประกอบการ ที่มีประสบการณ์ในการศึกษาข้อกฎหมาย และมีประสบการณ์จริงในการผลิตสินค้าขายในยุโรป เผยว่า PPWR ต้องดูตลอดทั้งชีวิตของบรรจุภัณฑ์​ ไม่ใช่แค่วัสดุ แต่มองตั้งแต่ดีไซน์ การเก็บรวบรวมข้อมูล รวมถึงฉลากสินค้า ปลายทางรีไซเคิลได้จริงหรือไม่</p>
<p>“สิ่งที่ต้องถามตัวเอง คือ ขายในประเทศไหนใน EU เพราะแต่ละประเทศกฎหมายหลายอย่างยังแยกกันอยู่ บางทีเราทำตามกฎของ EU แต่ไม่ตรงตามประเทศที่จะส่งออกก็ไม่ได้ ดังนั้น สุดท้ายกลับมาที่ลูกค้า อันดับแรก ต้องถามลูกค้าก่อนเสมอ ถัดมา บรรจุภัณฑ์มีกี่ชั้น ทั้งภายนอก ภายใน ไม่ใช่แค่บรรจุภัณฑ์ที่อยู่บนตัวสินค้า แต่รวมทั้งการขนส่ง (Transportation) ขณะเดียวกัน วัสดุมีอะไรบ้างในแต่ละชั้น รีไซเคิลได้จริงหรือไม่ มีเอกสารพิสูจน์หรือไม่ หลักๆ คือ การเก็บข้อมูล จุดอ่อนของผู้ผลิต คือ ไม่ได้เก็บข้อมูล แต่บริษัทที่มี ISO 9000 เรื่องนี้จะค่อนข้างง่าย เพราะถูกบังคับว่าต้องมีการเก็บข้อมูล&#8221;​</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41792 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778659341916.jpg" alt="" width="868" height="485" /></p>
<p><strong>ผู้ผลิต ต้องเริ่มจากตรงไหน ? ให้คุ้มต่อการลงทุน</strong></p>
<p>ทั้งนี้ การส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ภาคธุรกิจอาจต้องใช้การลงทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดรับกับกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป <strong>คุณสุพจน์ </strong>แนะว่า การแยกผลิตภัณฑ์ ถือเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะ SME การปรับเปลี่ยนต้องใช้การลงทุนที่สูง ดังนั้น ต้องรู้ว่าส่วนไหนควรเปลี่ยนก่อน หรือส่วนไหนที่ไม่ต้องทำ เพราะในบางบริษัทส่งออกไปยุโรปเพียง 10% เท่านั้น</p>
<p>ถัดมา คือ การเลือกวัสดุ ดีไซน์บรรจุภัณฑ์ รวมถึง &#8216;การพิมพ์&#8217; เป็นสิ่งที่คนมักมองข้าม ซึ่งปัจจุบันมีป้ายแท็กที่ระบุว่าพิมพ์จากหมึกที่ทำมาจากถั่วเหลือง รวมไปถึงการลดพื้นที่ของบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลง ไม่เพียงแค่การลดการใช้วัสดุเกินจำเป็น แต่ยังลดค่าขนส่งและอยู่ในกฎหมาย ขณะที่ เรื่องรีไซเคิล ต้องมีเอกสารอ้างอิง และสุดท้ายสำคัญที่สุด คือ การพูดคุยกับลูกค้าให้ชัดเจน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41793 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778660210583.jpg" alt="" width="869" height="479" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><em>“ลูกค้าสำคัญที่สุด เพราะลูกค้าก็ต้องรอดเหมือนกัน เป็นความอยู่รอดของทั้งสองฝั่ง และอย่าลืมเรื่องของการตลาด ทำแล้วอย่าลืมนำมาทำการตลาด ต้องสื่อสารในสิ่งที่เราได้ทำ ลงทุนแล้วต้องได้ประโยชน์ให้มากที่สุด ตัวอย่างของบริษัทเองที่ทำเรื่องนี้ </em></strong><strong><em>10 ปีที่ผ่านมา เราได้ลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นกว่า 7-8% ดังนั้น อย่ากลัว เรียนรู้ คุยกับลูกค้าให้เยอะ แล้วเราจะปรับตัวได้ สุดท้ายลูกค้าก็ต้องอยู่รอดเหมือนกัน”</em></strong> คุณสุพจน์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/expoter-adapt-for-eu-ppwr-law/">นับถอยหลัง &#8216;ยุโรป&#8217; บังคับใช้กฎหมายบรรจุภัณฑ์​ &#8216;PPWR&#8217; ดีเดย์ 12 สิงหาคม 2026 ยุติสมัย &#8216;ใช้แล้วทิ้ง&#8217;และการปรับตัวของผู้ส่งออกไทย​เพื่อยังอยู่ในซัพพลายเชนโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำความรู้จัก ระบบ &#8216;ETS&#8217; เมื่อการปล่อย คาร์บอน มีต้นทุน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/emissions-trading-system/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 May 2026 13:37:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Carbonfootprint]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[EmissionsTradingSystem]]></category>
		<category><![CDATA[ETS]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[LowCarbon]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero2050]]></category>
		<category><![CDATA[Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41737</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;ETS&#8217; หรือ Emissions Trading System​ คือ ระบบ ซื้อ-ขาย สิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก GHG ถือเป็นหนึ่งกลไกในการ​ขับเคลื่อน​สู่เป้าหมาย NetZero2050 ภาครัฐ โด​ยหน่วยงาน​กำกับดูแล จะกำหนดสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งหมด (Free Allowance) ภายในประเทศ พร้อมกำหนด เพดาน การปล่อยสูงสุด (Cap)​ ตามขอบเขตอุตสาหกรรมเป้าหมาย และมีการปรับลดเพดานลงอย่างต่อเนื่อง องค์กรที่มีปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเพดานที่กำหนด ​สามารถซื้อสิทธิ์การปล่อย (Allowance) จากผู้ที่ปล่อยต่ำกว่าเพดาน หรือจากการประมูล เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับจากส่วนต่างที่เกิดขึ้น ศึกษา​ต้นแบบ EU ETS สหภาพยุโรป (EU) ถือเป็น​ผู้บุกเบิกระบบ ETS ของโลก ​เริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2005 และนับว่าเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนที่สุดในโลก ​โดยครอบคลุมในภาคพลังงานไฟฟ้า อุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ และการบินภายเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) ปัจจุบันดำเนินการอยู่ในระยะที่​ 4 ครอบคลุมสถานประกอบการกว่า 11,000 แห่ง ใน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/emissions-trading-system/">ทำความรู้จัก ระบบ &#8216;ETS&#8217; เมื่อการปล่อย คาร์บอน มีต้นทุน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>&#8216;ETS&#8217;</strong> หรือ Emissions Trading System​ คือ ระบบ ซื้อ-ขาย สิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">GHG</span> ถือเป็นหนึ่งกลไกในการ​ขับเคลื่อน​สู่เป้าหมาย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">NetZero2050</span></p>
<p><span id="more-41737"></span></p>
<div dir="auto">ภาครัฐ โด​ยหน่วยงาน​กำกับดูแล จะกำหนดสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งหมด (Free Allowance) ภายในประเทศ พร้อมกำหนด <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">เพดาน</span> การปล่อยสูงสุด (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Cap</span>)​ ตามขอบเขตอุตสาหกรรมเป้าหมาย และมีการปรับลดเพดานลงอย่างต่อเนื่อง</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">องค์กรที่มีปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเพดานที่กำหนด ​สามารถซื้อสิทธิ์การปล่อย (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Allowance</span>) จากผู้ที่ปล่อยต่ำกว่าเพดาน หรือจากการประมูล เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับจากส่วนต่างที่เกิดขึ้น</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ศึกษา​ต้นแบบ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">EU</span> ETS</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สหภาพยุโรป</span> (EU) ถือเป็น​ผู้บุกเบิกระบบ ETS ของโลก ​เริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2005 และนับว่าเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนที่สุดในโลก ​โดยครอบคลุมในภาคพลังงานไฟฟ้า อุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ และการบินภายเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA)</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ปัจจุบันดำเนินการอยู่ในระยะที่​ 4 ครอบคลุมสถานประกอบการกว่า 11,000 แห่ง ใน 27 ประเทศสมาชิกและประเทศเชื่อมโยง</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>เฟส 1 (2005 &#8211; 2007) ระยะทดลอง</strong></div>
<ul>
<li dir="auto">กำหนด Free Allowance เกือบทั้งหมด</li>
<li dir="auto">ข้อมูลการปล่อยยังไม่แม่นยำ Allowance ล้นตลาด ราคาคาร์บอนตกต่ำ</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>เฟส 2 (2008 &#8211; 2012) เริ่มใช้งาน</strong></div>
<ul>
<li dir="auto">ครอบคลุมอุตสาหกรรมมากขึ้น เน้น Free Allowance เป็นหลักแต่เข้มงวดขึ้น</li>
<li dir="auto">วิกฤตการเงินโลกทำให้การปล่อยลดลงเกินคาด ราคาผันผวน</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>เฟส 3 (2013 &#8211; 2020) รวมศูนย์และเพิ่มการประมูล</strong></div>
<ul>
<li dir="auto">กำหนด Cap ภาพรวมทั้ง EU แทนรายประเทศ เพิ่มระบบการประมูล</li>
<li dir="auto">เริ่มใช้ Market Stability Reserve (MSR) แก้ปัญหา Allowance ล้นตลาด</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>เฟส 4 (2021 &#8211; 2030) บังคับใช้จริงจัง</strong></div>
<ul>
<li dir="auto">ลด Cap เร็วขึ้น ลด Free Allowance และเชื่อมโยงกับ CBAM</li>
<li dir="auto">ขยายระบบไปสู่ภาคใหม่ สำหรับกลุ่มอาคารและคมนาคม</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">บทเรียนสำคัญจากการที่สหภาพยุโรปนำระบบ EU ETS มาใช้ คือ ช่วยให้สามารถกำหนดเป้าหมายในการลด <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">GHG</span> ได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งการออกแบบตลาดคาร์บอนที่โปร่งใส ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับมาตรการทางการค้า ทำให้ระบบมีพลังใน​การขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมของ​ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">จับตา ETS <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ประเทศไทย</span></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ทั้งนี้ ประเทศไทยเองก็มี​​แนวโน้มในการนำระบบ ETS เข้ามาใช้เพื่อเป็นหนึ่งในมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยกาซเรือนกระจก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">GHGEmission</span></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ดังนั้น การทำความเข้าใจระบบ ETS และเรียนรู้จากโมเดลการดำเนินงานของต่างประเทศ จะช่วยเตรียมความพร้อมให้ประเทศ ทั้งด้านปฏิบัติการ (Operations) การเงิน (Finance) การรายงาน MRV ​(Measurement, Reporting และ Verification) ไปจนถึงการวางกลยุทธ์ในระยะยาวของภาคธุรกิจ</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">อย่างไรก็ตาม การนำระบบ ETS เข้ามาใช้ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกในการช่วย​กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมเพื่อนำมาใช้​ลดต้นทุนโดยรวม และศักยภาพในการ​รลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เพิ่มมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องระมัดระวังการออกแบบระบบต่างๆ โดยเฉพาะ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">MRV</span> ที่ต้องมีความปลอดภัยระดับสูง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการรั่วไหลทางการผลิต รวมทั้งการจัดสรรสิทธิ์อย่างยุติธรรม</div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>ผลกระทบ ETS ต่อภาค<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">อุตสาหกรรม</span></strong></div>
<div dir="auto"><strong>1. ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจากราคาคาร์บอน</strong> : สะท้อนผ่านในหลายช่องทาง อาทิ ค่าไฟที่ปรับเพิ่มขึ้น หรือค่าใช้จ่ายในการซื้อสิทธิ์การปล่อย ทำให้โครงสร้างต้นทุนธุรกิจเปลี่ยนไป และอาจกระทบความสามารถในการแข่งขัน หากไม่มีการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงาน หรือปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>2. แรงจูงใจในการลงทุนเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน :</strong> กลไก ETS จะทำหน้าที่เป็น ‘สัญญาณราคา’ กระตุ้นให้ภาคธุรกิจพิจารณาการลงทุนเพื่อลดคาร์บอนอย่างจริงจัง ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน การปรับปรุงเครื่องจักร หรือนำเทคโนโลยีใหม่ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำมาใช้</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>3. ความเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดคาร์บอน</strong> : ราคาสิทธิ์การปล่อยในระบบ ETS จะถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงตามนโยบายรัฐ ภาวะเศรษฐกิจหรือปัจจัยทางพลังงาน ทำให้ราคาคาร์บอนมีความผันผวน ธุรกิจที่ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า อาจต้องเผชิญความเสี่ยงด้านต้นทุนที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาคาร์บอนปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>4. โอกาสทางการเงินและการสร้างมูลค่าใหม่ :</strong> บริษัทที่ปรับตัวได้เร็วและมีประสิทธิภาพ และสามารถลดการปล่อน GHG ได้ต่ำกว่าเพดาน จะมีสิทธิส่วนเกินซึ่งสามารถนำไปขายเพื่อเพิ่มรายได้ หรือนำไปชดเชยต้นทุนการดำเนินงาน ประกอบกับ ดีมานด์ในธุรกิจคาร์บอนต่ำที่เพิ่มขึ้น จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและสามารถเข้าถึง Green Finance ได้ง่ายขึ้น</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>การเตรียมความพร้อมต่อมาตรการ ETS</strong></div>
<div dir="auto"><strong>1. การประเมินความพร้อมเบื้องต้น</strong> : ทำความเข้าใจภาพรวมการปล่อย GHG องค์กร (CFO) อย่างรอบด้าน ทั้ง 3 ระยะ ผ่านการวัดและการคำนวณตามมาตรฐานเพื่อให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ เพื่อประเมินสิทธิ์การปล่อย (Allowance) และวางแผนต้นทุนและกลยุทธ์การดำเนินงาน</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>2. การพัฒนาระบบ MRV ที่น่าเชื่อถือ มีมาตรฐานและยอมรับได้</strong> : ระบบการวัด การรายงาน และการทวนสอบ เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินงานในระบบ ETS ที่ต้องถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ จึงควรมีการลงทุนในการติดตั้งระบบที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดใหญ่</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>3. การวางแผนกลยุทธ์ด้านการเงิน</strong> : เพื่อสามารถคำนวณผลกระทบได้ครอบคลุม ทั้งกระแสเงินสด งบกำไรขาดทุน และตุ้นทุนต่อหน่วยการการปล่อยคาร์บอน (Cost Per Ton Co2e) เพื่อมองผลกระทบได้ชัดเจน หรือพิจารณาใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาคาร์บอน</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>4. การบริหารจัดการด้านการดำเนินงาน</strong> : ในเชิงปฏิบัติ การลด Emission อย่างยั่งยืน ต้องเกิดจากการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการใช้พลังงาน เช่น การปรับปรุงเครื่องจักร การใช้ระบบควบคุมอัจฉริยะ หรือการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานหมุนเวียน</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>5. ความร่วมมือภายในห่วงโซ่อุปทาน</strong> : การเตรียมพร้อม ETS ไม่ควรจำกัดแค่ในองค์กร แค่ควรวางให้เชื่อมโยงกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อบรรลุ Net Zero เพื่อตัดสินใจด้านการลงทุน การจัดซื้อ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการบริหารจัดการความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทานได้อย่างสอดคล้องกัน</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>6. การมีส่วนร่วมกับนโยบายและกลไกสนับสนุน</strong> : โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ควนเข้าไปมีบทบาทเชิงรุก หรือมีส่วนร่วมด้านการกำหนดนโยบาย เช่น การให้ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานกำกับดูแลในช่วงรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้กฎเกณฑ์ที่ออกมาสามารถปฏิบัติได้จริง พร้อมทั้งโอกาสในการเข้าถึงกลไกสนับสนุนจากภาครัฐและภาคการเงิน เพื่อลดต้นทุนและเร่งการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ</div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/emissions-trading-system/">ทำความรู้จัก ระบบ &#8216;ETS&#8217; เมื่อการปล่อย คาร์บอน มีต้นทุน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;Green Skills&#8217; ทักษะเฉพาะ ความยั่งยืน &#8211; คาร์บอนฟุตพรินท์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/sustainability-carbonfootprint-specialist-skills/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 May 2026 13:37:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Carbonfootprint]]></category>
		<category><![CDATA[CFO]]></category>
		<category><![CDATA[CFP]]></category>
		<category><![CDATA[Competency]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Development]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[FutureSkills]]></category>
		<category><![CDATA[GreenSkills]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero]]></category>
		<category><![CDATA[Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Report]]></category>
		<category><![CDATA[Skillset]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[SustainableDevelopment]]></category>
		<category><![CDATA[การแข่งขัน]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะ]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมาภิบาล]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41733</guid>

					<description><![CDATA[<p>กระทรวง อว. ประกาศราชกิจจานุเบกษา เดือนเมษายน 2569 กำหนด ‘ทักษะที่ต้องมี’ สำหรับสายงานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Environment and Sustainability) ​หรือ &#8216;Green Skills&#8217; เพื่อมุ่งพัฒนาคนให้สอดคล้องกับความต้องการและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ​ รวมทั้งการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน กลายเป็นตัวเร่งสำคัญให้เกิดทักษะการทำงานใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงาน พร้อม​กำหนดทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคนในกลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 2 ด้านหลัก ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา ความยั่งยืน และ ผู้เชี่ยวชาญด้าน คาร์บอนฟุตพรินท์ ทั้งนี้ ได้กำหนดทักษะสำคัญที่ทั้ง 2 สายงานจำเป็นต้องมี (Specialist Skills) แบ่งเป็น 3 กลุ่มทักษะ ได้แก่ 1. ทักษะด้านการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูล, 2.ทักษะด้านการเสนอแนะแนวทางในการดำเนินการและขับเคลื่อนเพื่อไปสู่เป้าหมาย และ 3. ทักษะด้านการบริหารจัดการโครงการ โดยสามารถสรุป ทักษะเฉพาะ ของผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสายงานได้ ต่อไปนี้ 1. ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความยั่งยืน (Sustainability [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/sustainability-carbonfootprint-specialist-skills/">&#8216;Green Skills&#8217; ทักษะเฉพาะ ความยั่งยืน &#8211; คาร์บอนฟุตพรินท์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">กระทรวง อว. ประกาศราชกิจจานุเบกษา เดือนเมษายน 2569 กำหนด <strong>‘ทักษะที่ต้องมี’</strong> สำหรับสายงานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Environment and Sustainability) ​หรือ <strong>&#8216;Green Skills&#8217; </strong>เพื่อมุ่งพัฒนาคนให้สอดคล้องกับความต้องการและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ​ รวมทั้งการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน กลายเป็นตัวเร่งสำคัญให้เกิดทักษะการทำงานใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงาน</div>
<p><span id="more-41733"></span></p>
<p>พร้อม​กำหนดทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคนในกลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 2 ด้านหลัก ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความยั่งยืน</span> และ ผู้เชี่ยวชาญด้าน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">คาร์บอนฟุตพรินท์</span></p>
<p>ทั้งนี้ ได้กำหนดทักษะสำคัญที่ทั้ง 2 สายงานจำเป็นต้องมี (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Specialist</span> Skills) แบ่งเป็น 3 กลุ่มทักษะ ได้แก่ 1. ทักษะด้านการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูล, 2.ทักษะด้านการเสนอแนะแนวทางในการดำเนินการและขับเคลื่อนเพื่อไปสู่เป้าหมาย และ 3. ทักษะด้านการบริหารจัดการโครงการ</p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">โดยสามารถสรุป <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ทักษะเฉพาะ</span> ของผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสายงานได้ ต่อไปนี้</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>1. ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความยั่งยืน (Sustainability Development Specialist)</strong></div>
<ul>
<li dir="auto"> พัฒนาและดำเนินกลยุทธ์ขององค์กร ที่เกี่ยวข้องกับ ESG</li>
<li dir="auto">เข้าใจอุตสาหกรรม นโยบาย กฎหมาย มาตรฐานที่เกี่ยวข้องทั้งไทยและสากลอยู่เสมอ​ เช่น GRI, SASB, Paris Agreement และ ISO 14000</li>
<li dir="auto">วิเคราะห์ผลกระทบและความเสี่ยง ด้านสิ่งแวดล้อม <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Environmental</span> และความหลากหลายทางชีวภาพ (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Biodiversity</span>) ความสัมพันธ์ชุมชน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Social</span> และธรรมาภิบาลองค์กร <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Governance</span></li>
<li dir="auto">เก็บข้อมูลรอบด้าน จัดทำรายงานเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย</li>
<li dir="auto">กำหนดเป้าหมายพาองค์กรสู่ความยั่งยืน ตามกรอบเวลา ต้นทุน ทรัพยากร เชื่อมโยงตัวชี้วัดทางการเงิน</li>
<li dir="auto">สร้างความร่วมมือ ติดตาม ประเมินผล ให้คำแนะนำ สื่อสารกลยุทธ์ความยั่งยืน และผลการดำเนินงาน</li>
<li dir="auto">ประสบการณ์ในสายงาน 3 ปีขึ้นไป</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>2. ผู้เชี่ยวชาญด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Specialist)</strong></div>
<ul>
<li dir="auto">ประมวลผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร</li>
<li dir="auto">เสนอแนวทางการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมองค์กรด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม</li>
<li dir="auto">เข้าใจเงื่อนไขทางอุตสาหกรรม การรายงานการปล่อยและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก</li>
<li dir="auto">เก็บข้อมูลเพื่อคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นต์ ระดับองค์กร (CFO) หรือผลิตภัณฑ์ (CFP)</li>
<li dir="auto">ประมวลผลบัญชีปริมาณก๊าซเรือนกระจก ใช้สารสนเทศก๊าซเรือนกระจก เช่น GIS / ETS</li>
<li dir="auto">เข้าใจมาตรฐานทั้งในประเทศไทยและสากล เช่น GHG Protocol และ ISO 14000</li>
<li dir="auto">เข้าใจความเสี่ยง Climate Risks และ Transition Risks ขององค์กร</li>
<li dir="auto">วิเคราะห์ความคุ้มค่าในตลาดการซื้อขายคาร์บอน (Carbon Market)</li>
<li dir="auto">ประสบการณ์ในสายงาน 3 ปีขึ้นไป</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">นอกจากนี้ ยังกำหนด <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ทักษะทั่วไป</span> (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">General</span> Skills) ที่ทั้ง 2 สายงานจำเป็นต้องมีเหมือนกัน ประกอบด้วย</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">1. การคิดอย่างเป็นระบบ (System Thinking)</div>
<div dir="auto">2. การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)</div>
<div dir="auto">3. สามารถทำงานเป็นทีมและมีภาวะผู้นำ (Leadership)</div>
<div dir="auto">4. การนำเสนอข้อมูลให้เข้าใจง่ายด้วย Data Visualization / Dashboard</div>
<div dir="auto">5. วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สื่อสาร สร้างแรงจูงใจให้เครือข่าย</div>
<div dir="auto">6. สื่อสารภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละด้าน</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/sustainability-carbonfootprint-specialist-skills/">&#8216;Green Skills&#8217; ทักษะเฉพาะ ความยั่งยืน &#8211; คาร์บอนฟุตพรินท์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิกฤตฮอร์มุซ สะเทือน Supply Shock สู่โอกาสตลาด Non-fossil พร้อมเปิดประตู &#8216;ประเทศไทย&#8217; สร้างฐานเศรษฐกิจชีวภาพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/hormuz-crisis-to-thailand-bioeconomy-opportunity/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Apr 2026 13:24:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Bio-based Plastics]]></category>
		<category><![CDATA[Bioeconomy]]></category>
		<category><![CDATA[Bioplastics]]></category>
		<category><![CDATA[Global Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Hormuz]]></category>
		<category><![CDATA[Non-fossil]]></category>
		<category><![CDATA[plastic waste]]></category>
		<category><![CDATA[r-HDPE]]></category>
		<category><![CDATA[r-PET]]></category>
		<category><![CDATA[Recycled Plastics]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Shock]]></category>
		<category><![CDATA[ช่องแคบฮอร์มุซ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานฟอสซิล]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติกรีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตฮอร์มุซ]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่ธุรกิจโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ฮอร์มุซ]]></category>
		<category><![CDATA[โอกาสประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ไบโอพลาสติก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41418</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลาง จากการโจมตีอิหร่าน นำมาสู่การปิด &#8216;ช่องแคบฮอร์มุซ&#8217; (Hormuz) สร้างผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก เนื่องจาก บริเวณดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการเป็นแหล่ง​ผลิตพลังงานฟอสซิล ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของหลากหลายอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญใน​ปัจจุบัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงสงครามภายในพื้นที่ หรือเป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างคู่กรณีเท่านั้น แต่ยังกระทบ Global Supply Chain หรือ ห่วงโซ่ธุรกิจโลก เนื่องจากปริมาณซัพพลายน้ำมันฟอสซิลกว่า 20-25% ได้รับ​ผลกระทบ​จากความขัดแย้งนี้ และ​หายออกไปจากระบบ จึงกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบที่ต้องนำไปใช้ในกระบวนการผลิต​ผลิตภัณฑ์หลากหลายกลุ่มตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงเห็นหลายธุรกิจออกมาประเมินผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นจากวิกฤตน้ำมันฟอสซิล ทั้ง​จากราคาที่​ปรับ​สูงขึ้น รวมถึงอุปสรรคในการนำเข้าวัตถุดิบ และยังสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่​​สู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งภาคขนส่ง ภาคพลังงาน ภาค​การเกษตรซึ่งเป็นต้นทางของธุรกิจอาหาร​ รวมไปถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างบรรจุภัณฑ์​ ที่ผู้ผลิตบางรายต้องใช้ แนฟทา (Naptha) เป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของการผลิตเม็ดพลาสติก และ​​เป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายในห่วงโซ่ของน้ำมันฟอสซิลด้วยเช่นกัน โอกาสของตลาด Non-Fossil แม้โลกจะยังอยู่ท่ามกลางวิกฤต  และเต็มไปด้วยความกังวลต่อ Hormuz Effect ที่ยังต้องเฝ้าระวังและประเมินฉากทัศน์เพื่อรับมือต่อสถานการณ์ว่าจะขยายวงกว้างและลากยาวไปถึงเมื่อไหร่ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สร้างความตระหนักรู้ต่อความเสี่ยงสำคัญของโลกในการพึ่งพา​พลังงานฟอสซิล (Fossil-based) เพียงอย่างเดียว จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการส่งเสริมวัตถุดิบ​ทางเลือกอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันฟอสซิลได้ โดยเฉพาะใน &#8216;อุตสาหกรรมพลาสติก&#8217; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/hormuz-crisis-to-thailand-bioeconomy-opportunity/">วิกฤตฮอร์มุซ สะเทือน Supply Shock สู่โอกาสตลาด Non-fossil พร้อมเปิดประตู &#8216;ประเทศไทย&#8217; สร้างฐานเศรษฐกิจชีวภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลาง จากการโจมตีอิหร่าน นำมาสู่การปิด &#8216;<strong>ช่องแคบฮอร์มุซ&#8217; (Hormuz)</strong> สร้างผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก เนื่องจาก บริเวณดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก</p>
<p><span id="more-41418"></span></p>
<p>โดยเฉพาะการเป็นแหล่ง​ผลิตพลังงานฟอสซิล ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของหลากหลายอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญใน​ปัจจุบัน</p>
<p>ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงสงครามภายในพื้นที่ หรือเป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างคู่กรณีเท่านั้น แต่ยังกระทบ <strong>Global Supply Chain</strong> หรือ <strong>ห่วงโซ่ธุรกิจโลก</strong> เนื่องจากปริมาณซัพพลายน้ำมันฟอสซิลกว่า 20-25% ได้รับ​ผลกระทบ​จากความขัดแย้งนี้ และ​หายออกไปจากระบบ จึงกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบที่ต้องนำไปใช้ในกระบวนการผลิต​ผลิตภัณฑ์หลากหลายกลุ่มตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p>เราจึงเห็นหลายธุรกิจออกมาประเมินผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นจากวิกฤตน้ำมันฟอสซิล ทั้ง​จากราคาที่​ปรับ​สูงขึ้น รวมถึงอุปสรรคในการนำเข้าวัตถุดิบ และยังสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่​​สู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งภาคขนส่ง ภาคพลังงาน ภาค​การเกษตรซึ่งเป็นต้นทางของธุรกิจอาหาร​ รวมไปถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างบรรจุภัณฑ์​ ที่ผู้ผลิตบางรายต้องใช้ <strong>แนฟทา (Naptha)</strong> เป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของการผลิตเม็ดพลาสติก และ​​เป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายในห่วงโซ่ของน้ำมันฟอสซิลด้วยเช่นกัน</p>
<figure id="attachment_41419" aria-describedby="caption-attachment-41419" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41419 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Hormuz3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-41419" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>โอกาสของตลาด </strong><strong>Non-Fossil </strong></p>
<p>แม้โลกจะยังอยู่ท่ามกลางวิกฤต  และเต็มไปด้วยความกังวลต่อ<strong> Hormuz Effect</strong> ที่ยังต้องเฝ้าระวังและประเมินฉากทัศน์เพื่อรับมือต่อสถานการณ์ว่าจะขยายวงกว้างและลากยาวไปถึงเมื่อไหร่ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สร้างความตระหนักรู้ต่อความเสี่ยงสำคัญของโลกในการพึ่งพา​พลังงานฟอสซิล (Fossil-based) เพียงอย่างเดียว จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการส่งเสริมวัตถุดิบ​ทางเลือกอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันฟอสซิลได้</p>
<p>โดยเฉพาะใน<strong> &#8216;อุตสาหกรรมพลาสติก&#8217;</strong> ที่​ปริมาณความต้องการใช้ทั่วโลกอยู่ในระดับสูง และถือเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์สำคัญที่เข้าไปมีบทบาทในหลายอุตสาหกรรมสำคัญไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ ยานยนต์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ เสื้อผ้าและเส้นใย รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ จึงจำเป็นต้องให้​ความสำคัญในการ​บริหารความเสี่ยง เพื่อลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นภายในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งในปัจจุบันรวมทั้งในอนาคตข้างหน้า</p>
<p>วิกฤตที่เกิดขึ้น จึงเป็นหนึ่งภาพสะท้อนและตัวเร่งให้เห็นความจำเป็นในการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกทางเลือกอย่าง <strong>&#8216;ไบโอพลาสติก&#8217;</strong> <strong>(Bio-based Plastics)</strong> ​รวมท้ัง <strong>&#8216;พลาสติกรีไซเคิล&#8217; (Recycled Plastics) </strong>เพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน​มีความพร้อมทั้ง​ด้านเทคโนโลยี รวมทั้งปริมาณซัพพลายของวัตถุดิบที่สามารถผลิตได้จากกลุ่มพืชพลังงาน ไปจนถึงการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้แล้ว โดยลดการพึ่งพากลุ่มพลังงานฟอสซิล​ และยังสอดคล้องกับเมกะเทรนด์สำคัญของโลกเรื่อง <strong>Sustainability</strong> ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการมุ่งสู่เป้าหมาย<strong> Net Zero</strong> ภายในปี 2050 อีกด้วย</p>
<p><strong><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41479 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/PLA-Re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></strong></p>
<p><strong>ความพร้อม &#8216;ประเทศไทย&#8217; สู่ศูนย์กลางผลิต &#8216;พลาสติกทางเลือก&#8217;</strong></p>
<p>การขับเคลื่อนเพื่อส่งเสริมทั้งการผลิตและการใช้งานพลาสติกทางเลือกอย่าง ไบโอพลาสติก​ และพลาสติกรีไซเคิล นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางจัดการเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโลกในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวน และความท้าทายรอบด้าน</p>
<p><em><strong>ที่สำคัญยังเป็นการสร้างโอกาสสำคัญให้ประเทศไทย ในฐานะ &#8216;ศูนย์กลางการผลิต&#8217; ทั้งไบโอพลาสติก​ และพลาสติกรีไซเคิล</strong></em> เนื่องจากความพร้อมทั้งการมีซัพพลายวัตถุดิบอย่างเพียงพอสำหรับการผลิต<strong> ไบโอพลาสติก​ (Bio-based Plastics)</strong> จากผลผลิตทางการเกษตร ในกลุ่มพืชพลังงาน โดยเฉพาะ <strong>&#8216;อ้อย&#8217; </strong> ​ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ปลูกหลักๆ ของโลก จึงมีปริมาณเพียงพอสำหรับการป้อนสู่กระบวนการผลิตไบโอพลาสติก</p>
<p>ทั้งนี้ ภาคเอกชนของไทยถือว่ามีความพร้อมในการพัฒนาไบโอพลาสติก​อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนำวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ รองรับการ​แปรรูปเป็นวัสดุไบโอพลาสติก​ที่สามารถใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41432 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Sugarcrane.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้การผลิตไบโอพลาสติกจากอ้อยไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นแล้ว และสามารถตอบโจทย์การใช้งานในหลากหลายรูปแบบ ทั้งบรรจุภัณฑ์ เส้นใยสิ่งทอ ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค</p>
<p>ที่สำคัญ การพัฒนาในลักษณะนี้ยังช่วยต่อยอดมูลค่าให้กับภาคเกษตรของไทย เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ และสร้างระบบการผลิตที่ลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากฟอสซิล พร้อมรองรับความต้องการวัสดุคาร์บอนต่ำที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับโลก</p>
<p>สำหรับ <strong>กลุ่มพลาสติกรีไซเคิล (Recycled Plastics)</strong> เป็นการสร้างโอกาสตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อ​บริหารจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลังการบริโภค (PCR Plastic) ให้สามารถนำกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ได้อีกครั้ง (Waste to Value) ​และเริ่มเห็นทั้ง​การตื่นตัวและความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ และเอกชน ในการณรงค์การแยกขยะ รวมทั้งการนำผลิตภัณฑ์พลาสติก PCR กลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อนำไปผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ทั้งกลุ่ม r-PET รวมทั้ง r-HDPE เพื่อผลิตเป็นพลาสติกรีไซเคิลได้ใหม่อีกครั้ง</p>
<figure id="attachment_41421" aria-describedby="caption-attachment-41421" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41421 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/R-plastic.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-41421" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p>โดยเฉพาะในกลุ่ม <strong>r-PET</strong> ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทย ได้รับการรับรองด้านความปลอดภัยจาก อย. ทำให้มาตรฐาน r-PET ที่ผลิตได้เทียบเท่าเม็ดพลาสติกใหม่ และมีความปลอดภัยในระดับ Food Grade ทำให้สามารถขับเคลื่อนการรีไซเคิลในระบบปิด (Closed Loop)  เพื่อรีไซเคิลแบบ​ <strong>Bottle  to Bottle </strong>ได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรต้นทางอย่างฟอสซิลเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดีย</p>
<p>ขณะที่กลุ่ม <strong> r-HDPE</strong> ก็สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์สินค้าต่างๆ วัสดุอุปกรณ์ใช้งานในครัวเรือน หรือในระดับอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น</p>
<p>เห็นได้ว่า แม้จะอยู่ท่ามกลางวิกฤต แต่ประเทศไทย ยังมีพื้นที่สำหรับการสร้างโอกาสใหม่ได้เสมอ และหากอยากจะขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรมจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนา​อย่างรวดเร็วและจับต้องได้ ทั้งการมีมาตรการและส่งเสริมจากภาครัฐ ​เพื่อให้เกิดการต่อยอดจากจุดแข็งและแต้มต่อของประเทศในฐานะครัวของโลก รวมทั้งยัง​มีพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชพลังงานต่างๆ เพื่อสนับสนุนและช่วยขับเคลื่อนความพร้อมให้ภาคเอกชนในการพัฒนาเทคโนโลยี หรือการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น</p>
<figure id="attachment_41422" aria-describedby="caption-attachment-41422" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41422 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-thai-Bio.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-41422" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p>รวมทั้งภาคประชาชน ที่สามารถมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนผ่านพฤติกรรมในชีวิตประจำนวัน ไม่ว่าจะเป็นการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อมีส่วนช่วยเพิ่มปริมาณวัตถุดิบต้นทางไปต่อยอดสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ หรือสนับสนุนแบรนด์ที่ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและรีไซเคิล ซึ่งไม่ใช่เพียงการตอบโจทย์ในมิติสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดความเสี่ยงในห่วงโซ่การผลิต สร้างความมีเอกภาพและความเข้มแข็งให้กับซัพพลายเชนภายในประเทศ ซึ่งเริ่มต้นได้ง่ายๆ และทุกคนในประเทศสามารถเข้ามาขับเคลื่อนร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/hormuz-crisis-to-thailand-bioeconomy-opportunity/">วิกฤตฮอร์มุซ สะเทือน Supply Shock สู่โอกาสตลาด Non-fossil พร้อมเปิดประตู &#8216;ประเทศไทย&#8217; สร้างฐานเศรษฐกิจชีวภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม = วิกฤตเศรษฐกิจ&#8217; TEI ร่วมกับ TBCSD และ BEDO ผนึกกำลังร่วมเปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อม เร่งบูรณาการหาทางรอด พร้อมเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส สร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/triple-planetary-crisis-seminar/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Apr 2026 12:57:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[BEDO]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[pollution]]></category>
		<category><![CDATA[TBCSD]]></category>
		<category><![CDATA[TE]]></category>
		<category><![CDATA[Triple Planetary Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ณกรณ์ ตรรกวิรพัท]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธนิต ชังถาวร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ประเสริฐ บุญสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปรีญาพร สุวรรณเกษ]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41359</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD : Thailand Business Council for Sustainable Development ) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute หรือ TEI) และ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) หรือ BEDO ​ร่วมมือ​จัดงานสัมมนา &#8216;Triple Planetary Crisis : เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน&#8217; เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ พร้อมร่วมกำหนดแนวทางดำเนินงานแบบบูรณาการทั้งในระดับเชิงนโยบาย และการปฏิบัติในเชิงพื้นที่ เพื่อแก้ไขวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทั้ง 3 ประการที่มีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติ เพื่อร่วมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน &#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม&#8217; คือเรื่องเดียวกับวิกฤตเศรษฐกิจ ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) กล่าวว่า  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/triple-planetary-crisis-seminar/">&#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม = วิกฤตเศรษฐกิจ&#8217; TEI ร่วมกับ TBCSD และ BEDO ผนึกกำลังร่วมเปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อม เร่งบูรณาการหาทางรอด พร้อมเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส สร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน</strong> (TBCSD : Thailand Business Council for Sustainable Development ) ร่วมกับ <strong>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</strong> (Thailand Environment Institute หรือ TEI) และ <strong>สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)</strong> (Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) หรือ <strong>BEDO</strong> ​ร่วมมือ​จัด<strong>งานสัมมนา &#8216;</strong><strong>Triple Planetary Crisis : </strong><strong>เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน&#8217;</strong></p>
<p><span id="more-41359"></span></p>
<p>เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ พร้อมร่วมกำหนดแนวทางดำเนินงานแบบบูรณาการทั้งในระดับเชิงนโยบาย และการปฏิบัติในเชิงพื้นที่ เพื่อแก้ไขวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทั้ง 3 ประการที่มีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติ เพื่อร่วมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน</p>
<p><strong>&#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม&#8217; คือเรื่องเดียวกับวิกฤตเศรษฐกิจ</strong></p>
<p><strong>ดร.ธนิต ชังถาวร</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) กล่าวว่า  วิกฤตโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมลภาวะสิ่งแวดล้อม กำลังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ เพราะวิกฤตเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ผลประทบทางสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลกระทบต่อการเติบโตของภาคธุรกิจด้วย ขณะที่การแข่งขันของภาคธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้แข่งเพียงแต่การเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การเติบโต หรือแค่เพียงนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังต้องมองครอบคลุมไปถึงความสามารถของธุรกิจในการปรับตัวต่อความเสี่ยงจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41361 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ดร.ธนิต-ผอ.BEDO_.jpg" alt="" width="1200" height="736" /></p>
<p><em>&#8221; BEDO พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงทรัพยากรชีวภาพ ชุมชน และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ฐานทรัพยากรของประเทศ โดยได้พัฒนาโปรแกรม Business &amp; Biodiversity Sustainability Program เพื่อทำงานร่วมกับภาคธุรกิจในการเตรียมพร้อมประเมินตัวเอง วางแผน เพื่อสามารถลดผลกระทบการดำเนินงานทางธุรกิจที่จะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งในอนาคตมิติเหล่านี้อาจถูกกำหนดให้กลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าในรูปแบบที่ไม่ใช่ภาษี หรือ Non-Tariff Barriers ในระดับนานาชาติได้  รวมทั้งการผ​</em><em>ลักดันแนวคิด Nature Positive หรือเศรษฐกิจธรรมชาติเชิงบวก เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจดำเนินงานอย่างเป็นมิตรต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงต่อยอดความร่วมมือสู่การปฏิบัติจริง เพื่อเปลี่ยนความท้าทายไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน&#8221;</em></p>
<p><strong>คุณปรีญาพร สุวรรณเกษ</strong> รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะ​ประธานกล่าวเปิดงานสัมมนา และได้​ร่วมบรรยายพิเศษเรื่อง <strong>&#8216;Triple Planetary Crisis: ทิศทางนโยบายและบทบาทของประเทศไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน&#8217; </strong>โดยให้ข้อมูล​ว่า 3 ประเด็นความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ อันได้แก่ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)  และปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อม (Pollution) ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41362 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/คุณเปรีญาพร-รองปลัดทส.-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยปัจจุบันนี้ โลกไม่ใช่เพียงกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งอุณหภูมิเฉลี่ยในปี 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส​แล้ว และยัง​​สูงสุดในประวัติศาสตร์ของโลก รวมทั้ง​ความเข้มข้นของก๊าซ​ CO2 ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 2 ล้านปีของโลก ขณะที่มหาสมุทรได้ดูดซับความร้อนส่วนเกินเพิ่มขึ้นถึง 91% และมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นในอัตราเร็วขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วง20 ปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นแล้วกว่า 11 เซนติเมตร นับจากปี 1973  ส่วนความเสี่ยง​ต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ คาดว่าสิ่งมีชีวิตกว่า 1 ล้านสายพันธุ์​ มีโอกาสสูญพันธุ์ได้ภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ซึ่งชัดเจนว่าโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มรุนแรงและรวดเร็วเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><em>&#8220;วิกฤตทั้ง 3 ด้านมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และเพิ่ม​ความเสี่ยงต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ​รวมท้ังมีผลต่อความสามารถของธรรมชาติในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้ลดลง ขณะที่​​​​ปัญหามลพิษก็จะ​ซ้ำเติมให้ทั้งสองวิกฤต​​​รุนแรงเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น​ การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ไม่สามารถดำเนินการแบบแยกส่วนได้ แต่ต้องดำเนินการร่วมกันอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะการส่งเสริมแนวทางการพัฒนาที่มุ่งสู่ Nature Positive ที่ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน&#8221;</em></p>
<p>นอก​จากนี้ ทั้ง 3 วิกฤตยังกลายเป็นกรอบสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจโลก เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่เพียงเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ แต่กระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก เช่น การเกิดภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และระบบเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง เช่น การเกิดไฟป่าในรัฐแคลิฟอเนียร์ ที่สร้างความเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (USD)  อุทกภัยในเวียดนาม สร้างความเสียหาย 1,900 ล้านUSD  นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าปัญหาความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศยังส่งผลต่อสุขภาพของประชากรโลก โดยพบว่าผลกระทบจากมลพิษ เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนกว่า 7 ล้านคนทั่วโลก</p>
<p>ขณะเดียวกัน วิกฤต Biodiversity Loss ยังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของโลก โดย WEF ระบุว่า ระบบเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 44 ล้านล้านUSD หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP โลก ต้องพึ่งพิงจากทรัพยากรธรรมชาติทั้งในระดับสูงและระดับปานกลาง รวมทั้งพืชอาหารกว่า  75% ของโลก ที่ยังต้องอาศัยการผสมกสรตามธรรมชาติ ดังนั้น จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อมทั้ง 3 เรื่องนี้ จึงถือเป็นความเสี่ยงสำคัญและส่งผลกระทบโดยตรงทั้งต่อระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ห่วงโซ่อุปทานโลก ความมั่นคงทั้งอาหาร น้ำ และวัตถุดิบ ไปจนถึงภาคแรงงาน ดังนั้น ความมั่นคงของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41363 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Tripple-Crisis.jpg" alt="" width="1200" height="657" /></p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบันหลายภาคส่วนเริ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งภาคพลังงาน ที่ต่างเร่งขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ​ภาคเกษตรที่ผลผลิตได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ รวมทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องปรับตัวต่อความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วมรวมทั้งความร้อน และเป็นภาพสะท้อนอย่างชัดเจนว่าความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม ได้กลายเป็นความเสี่ยงของภาคธุรกิจแล้วอย่างแท้จริง&#8221;</em></p>
<p><strong>ภาคเอกชน ร่วมมือแก้ Tripple Crisis อย่างบูรณาการ</strong></p>
<p><strong>คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์</strong> ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนา อย่างยั่งยืน (TBCSD) ในฐานะเครือข่ายธุรกิจด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดเครือข่ายหนึ่งของประเทศมีความมุ่งมั่น ในการร่วมสร้างเครือข่ายภาคธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดย TBCSD ได้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจ ร่วมกับภาครัฐ และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม<br />
ของประเทศไทย ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และ มลพิษ (Pollution) ซึ่งปัญหาหลักทั้ง 3 ประการนี้ล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบ<br />
ซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยปราศจากการพิจารณาเชิงระบบไม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41364 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/คุณประเสริฐ-ประธานTBCSD.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ทุกภาคส่วน​ต้องบูรณาการมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤตทั้งสามพร้อมกันอย่างเป็นระบบ โดยประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้เป็นประเด็นที่ TBCSD นำมาหารือกับองค์กรสมาชิกเพื่อร่วมขับเคลื่อนประเด็นธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Business for Biodiversity) “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity) นับว่าเป็น “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่มีความสำคัญอย่างมากและต้องได้รับการดูแล ฟื้นฟู อนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยในมุมของภาคธุรกิจ องค์กรภาคธุรกิจไทยควรที่จะต้องเริ่มนำแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปผนวกอยู่ในแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมอันเป็นกุญแจสำคัญสู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการแข่งขันในอนาคต ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ ๆ รวมถึง การเข้าถึงกลไกการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ อีกด้วย”  </em></p>
<p><strong>ร่วมหาทางรอดจาก 3 วิกฤตโลก</strong></p>
<p>ช่วงเสวนา เรื่อง <strong>Triple Planetary Crisis: ร่วมหาทางรอดจาก 3 วิกฤตโลกสู่อนาคตที่ยั่งยืน</strong> โดยผู้บริหารระดับสูงจาก 3 หน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมเปลี่ยนวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน ดังนี้</p>
<p><strong>คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท</strong> ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า ​ปัจจุบันคาร์บอนเครดิต ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็น &#8216;<strong>เทคโนโลยีทางธรรมชาติ&#8217;</strong> ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการกักเก็บคาร์บอนและยับยั้งวิกฤตโลกเดือดอย่างยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;การพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) โดยเฉพาะในภาคป่าไม้และการเกษตร ไม่เพียงแต่ช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอน แต่ยังเป็นการรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างผลประโยชน์ร่วมที่วัดผลได้ ทั้งการเป็นแหล่งต้นน้ำ การรักษาความปลอดภัยทางอาหาร และการสร้างรายได้เสริมให้ชุมชนท้องถิ่นผ่านการดูแลป่า ดังนั้น การบูรณาการระหว่างคาร์บอนเครดิตและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ กุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อย่างสมดุล มั่นคง และได้รับการยอมรับในเวทีโลกอย่างแท้จริง&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41365 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/เสวนาช่วงที่-1-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ธนิต ชังถาวร</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) ​กล่าวว่า วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพกำลังเปลี่ยนจากประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและธุรกิจโดยตรง จากแรงกดดันของกิจกรรมมนุษย์ที่ส่งผลต่อระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจจึงมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะผู้พึ่งพาและผู้มีส่วนก่อให้เกิดผลกระทบ ขณะเดียวกัน แนวโน้มระดับโลกเริ่มมีการผลักดันนโยบายและกฎหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและยกระดับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทใหม่</p>
<p><em>&#8220;แนวคิด<strong> Nature Positive</strong> จึงถูกนำมาเป็นทิศทางสำคัญ โดยมุ่งเน้น​ฟื้นฟูและเพิ่มพูนธรรมชาติควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่เพียงการลดผลกระทบเท่านั้น ในบริบทของประเทศไทย  BEDO มุ่งผลักผลันการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจสู่ Nature Positive Economy ผ่านกรอบการดำเนินงาน ACT-D ได้แก่ การประเมิน (Assess) การกำหนดแผน (Commit) การปรับเปลี่ยนสู่การดำเนินงานที่ยั่งยืน (Transform) และการเปิดเผยข้อมูล (Disclose) ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถประเมิน วางแผน ปรับตัว และเปิดเผยข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งทิศทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของภาคธุรกิจ จากการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปสู่การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงเป็นความรับผิดชอบ แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของเศรษฐกิจไทย”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41366 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/เสวนาช่วงที่-1-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</strong> ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมโลก 3 ประการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติจนกลายมาเป็นความท้าทายในการหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่ ปัญหามลพิษทางอากาศจาก PM2.5 อย่างไรก็ดี การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นความท้าทายในยุคโลกรวนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบูรณาการจัดการแก้ไขปัญหาในทุกมิติตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปจนถึงระดับการปฎิบัติการในเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึง ปัญหามลพิษขยะและขยะพลาสติก</p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบันภาคธุรกิจไทยได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วนในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะและการจัดการขยะพลาสติกทั้งในเชิงระดับนโยบายและการปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ในการจัดการปัญหาขยะพลาสติกและขยะอื่น ๆ อย่างเป็นรูปธรรมบนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน อันเป็นการ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการหมุนเวียนวัสดุและการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนการหมุนเวียนพลาสติกทั้งระบบ ร่วมแก้ปัญหาขยะพลาสติกด้วยกลไกทางธุรกิจ โดยมีเป้าหมายใน การลดปริมาณขยะ เพิ่มอัตราการรีไซเคิล และสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุใช้แล้วเพื่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย”</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/triple-planetary-crisis-seminar/">&#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม = วิกฤตเศรษฐกิจ&#8217; TEI ร่วมกับ TBCSD และ BEDO ผนึกกำลังร่วมเปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อม เร่งบูรณาการหาทางรอด พร้อมเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส สร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;สงครามตะวันออกกลาง&#8217; วิกฤตราคาน้ำมัน แต่เร่งการ​เปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และโอกาสขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/middle-east-war-drive-energy-transition/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 11 Apr 2026 08:42:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[กรีนโลจิสติกส์]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ความมั่นคงพลังงานโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ช่องแคบฮอร์มุซ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร. กิติกร จามรดุสิต]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามตะวันออกกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[โลจิสติกส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41033</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อ &#8216;ความมั่นคงพลังงานโลก&#8217; สถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าสงครามไม่ได้เป็นเรื่องของพลังงานเท่านั้น แต่อาจขยายมิติไปด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การขนส่ง การเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ รวมไปถึงความมั่นคงด้านสังคม งานเสวนาออนไลน์ โดย คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับเครือข่ายที่ประชุมผู้บริหาร 4 สถาบันด้านสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ &#8216;สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม&#8216; เผยให้เห็นมุมมองเชิงวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนต่อทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ การเสวนาครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะด้านสิ่งแวดล้อมจากหลายสถาบัน ได้แก่ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงคณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร. กิติกร จามรดุสิต, ดร. อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา, รองศาสตราจารย์ ดร. ชยานนท์ ภู่เจริญ, รองศาสตราจารย์ ดร. จรรยา ชาญชัยชูจิต และ ดร. จตุพร เทียรมา เนื้อหาการเสวนามุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อความมั่นคงพลังงานโลก ทั้งในด้านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/middle-east-war-drive-energy-transition/">&#8216;สงครามตะวันออกกลาง&#8217; วิกฤตราคาน้ำมัน แต่เร่งการ​เปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และโอกาสขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อ &#8216;<strong>ความมั่นคงพลังงานโลก&#8217;</strong> สถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าสงครามไม่ได้เป็นเรื่องของพลังงานเท่านั้น แต่อาจขยายมิติไปด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การขนส่ง การเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ รวมไปถึงความมั่นคงด้านสังคม</p>
<p><span id="more-41033"></span></p>
<p>งานเสวนาออนไลน์ โดย <strong>คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> ร่วมกับเครือข่ายที่ประชุมผู้บริหาร 4 สถาบันด้านสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ &#8216;<strong>สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม</strong>&#8216; เผยให้เห็นมุมมองเชิงวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนต่อทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ</p>
<p>การเสวนาครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะด้านสิ่งแวดล้อมจากหลายสถาบัน ได้แก่ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงคณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร. กิติกร จามรดุสิต, ดร. อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา, รองศาสตราจารย์ ดร. ชยานนท์ ภู่เจริญ, รองศาสตราจารย์ ดร. จรรยา ชาญชัยชูจิต และ ดร. จตุพร เทียรมา</p>
<p>เนื้อหาการเสวนามุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อความมั่นคงพลังงานโลก ทั้งในด้านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และความเสี่ยงเชิงระบบต่างๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะในบริบทด้านการขนส่ง ท่องเที่ยว การเกษตร และการปรับตัวของภาคส่วนต่างๆ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมรับชมได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤตพลังงานต่อชีวิตประจำวัน และแนวทางการปรับตัว สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างสถานการณ์ระดับโลกกับสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<figure id="attachment_41041" aria-describedby="caption-attachment-41041" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41041 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Hormuz1.jpg" alt="" width="1200" height="605" /><figcaption id="caption-attachment-41041" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>วิกฤตน้ำมัน กระทบมากกว่า​แค่พลังงาน</strong></p>
<p><strong>ศ.ดร.กิติกร จามรดุสิต</strong> <strong>คณบดี คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> เผยว่า​​ โลกอยู่ในช่วงที่ต้องเผชิญวิกฤตราคาพลังงาน จากซัพพลายพลังงานทั่วโลกหายไปราว 20% ​เนื่องจาก <strong>&#8216;น้ำมันดิบ&#8217;</strong> ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าเพื่อนำมากลั่น ดังนั้น วิกฤตไม่ได้กระทบแค่พลังงานสำหรับเติมรถยนต์อย่างเดียว แต่กระทบเม็ดพลาสติก เพราะในตัวน้ำมันดิบที่ผ่านการกลั่นจะได้ตัวต้นทางปิโตรเลียม ปิโตรเคมี ซึ่งเม็ดพลาสติกมาจากในส่วนนี้</p>
<p>​มองอีกด้านหนึ่งคือ<strong> โอกาสด้านสิ่งแวดล้อม</strong> เนื่องจากพลังงานหลักวันนี้คือฟอสซิล ​แม้​จะ​มีพลังงานทางเลือก แต่อัตราการผลิตในไทยยังไม่มาก การ​พึ่งพาฟอสซิลทำให้เมื่อมีการใช้พลังงานจะเกิดก๊าซเรือนกระจก นำมาสู่ภาวะโลกร้อน หากมองมุมหนึ่งอาจเป็นโอกาสเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิล แม้ในเชิงเศรษฐกิจต้องลงทุน แต่หากมองด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะลดระดับลง จะเห็นว่าหลังจากการประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ หลายประเทศมีการประกาศเป้าหมายเดินหน้าสู่ Net Zero และประเทศไทยล่าสุด ประกาศเป้าหมายใหม่ Net Zero 2050 ดังนั้น ตรงนี้จะเป็นโอกาสในการเปลี่ยนนโยบาย</p>
<p><em>“ในวิกฤตบางทีก็อาจ​เป็นโอกาส ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริม EV หากเร่งให้เร็วขึ้นก็อาจจะเป็นส่วนดี ขณะเดียวกัน ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ สามารถมองให้ไกล คือ เป็น EV Hub เพราะหลายเจ้าผลิตในไทยและไทยมีศักยภาพสูง EV กำลังมา ควรส่งเสริม รวมถึง ไฮโดรเจน อาจจะต้องเริ่มขยับให้มากขึ้น รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน”</em> <strong>รศ.ดร.กิติกร  </strong>กล่าว</p>
<p><strong>โอกาสสำคัญ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด  </strong></p>
<p>ปัจจุบันประเทศไทยใช้พลังงานนำเข้ามากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะแหล่งนำเข้าหลักคือ ตะวันออกกลาง UAE และ ซาอุดิอาราเบีย สงครามตะวันออกกลางจึงส่งผลกระทบต่อไทยทันที เมื่อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้​ไม่สามารถนำเข้าพลังงานได้เท่าเดิม กระทบซัพพลาย และราคาน้ำมันโลกผันผวน</p>
<p><strong>ดร.อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา</strong> <strong>อาจารย์คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> กล่าวว่า หากพูด​เชิงเศรษฐกิจ ไทยมีการนำเข้าพลังงานรวมมูลค่ากว่า 63,503 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าน้ำมันกว่า 71% หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น มูลค่านำเข้าก็ต้องเพิ่มขึ้น กระทบต่อเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมของประเทศ</p>
<p><em>“แต่ในวิกฤตมีโอกาส โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม หากราคาน้ำมันแพง เชื้อเพลิงฟอสซิลแพงขึ้น ก็จะ​หันมาใช้พลังงานทดแทนอื่นๆ จากเป้าหมายเดิมของไทยในปี 2030 ที่จะเพิ่มยานยนต์ไฟฟ้า 30% ของการขายรถทั้งประเทศ รัฐบาลอาจต้องเร่งซัพพอร์ตยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่ม​ขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคขนส่ง รถบรรทุก รถพ่วงขนาดใหญ่ เป็นเรื่องยากที่จะใช้ไฟฟ้าเพราะต้องเดินทางระยะไกล ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะต้องพิจารณาและวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาขนส่งสาธารณะให้ดียิ่งขึ้นเพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถควบคุมการใช้ได้ เช่น น้ำมัน ไฟฟ้า เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังในการวางแผนขนส่งสาธารณะให้ดียิ่งขึ้น ผลักดันเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050”</em></p>
<p>ทั้งนี้ การจะเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านไปผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น อาจต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สมาร์ทกริด (Smart Grid) เพื่อรองรับ EV และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น วิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจจะเป็นตัวเร่งสำคัญ ที่ทำให้ประเทศวางแผนพลังงานอย่างมั่นคงและเพิ่มการพิจารณาพลังงานสะอาดเข้ามา ลดการใช้พลังงานฟอสซิล เน้นการผลิตเองในประเทศ ลดการพึ่งพานอกประเทศ เพื่อผลักดันไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero2050 ได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงมากขึ้น</p>
<figure id="attachment_41042" aria-describedby="caption-attachment-41042" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41042 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Hormuz2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-41042" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><b> </b><strong>ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ เร่งปรับตัว ถึงเวลาขยับสู่กรีนโลจิสติกส์  </strong></p>
<p>สำหรับด้านโลจิสติกส์ เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ผลกระทบที่เกิดกับไทยนั้น <strong>รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต ผู้อำนวยการศูนย์กาจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และ</strong> <strong>ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมกิจการต่างประเทศมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</strong> มองว่า สงครามตะวันออกกลาง ช่วยผลักดันเรื่องโลจิสติกส์และแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การขนส่ง โลจิสติกส์ เป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงอันดับ 2 รองจากภาคพลังงาน การขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอนของไทยและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในภาคขนส่งจึงมีความสำคัญ</p>
<p><strong>ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน </strong>ซึ่งมีการทำวิจัยเป็นหลักเกี่ยวกับโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในมิติการลดการปล่อยคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นโรดแมป กลยุทธ์ การใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในภาคธุรกิจ ดังนั้น วิกฤตครั้งนี้จึงมีการศึกษาว่า ภาคธุรกิจจะเข้าสู่ Net Zero ได้อย่างไร มีกลยุทธ์ในการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างไร โดยศึกษาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่วนใหญ่ของผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 90.6% เป็นบริษัทโลจิสติกส์/ขนส่ง  พบว่า โลจิสติกส์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากพลังงานที่หายไป  การดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ กว่า 65.6% ได้รับผลกระทบมากและรุนแรง</p>
<p><strong>ด้านที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด</strong> อันดับ 1 คือ ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น (เชื้อเพลิง ประกันภัย) อันดับ 2 ระยะเวลาการขนส่งยาวขึ้น/ต้องเปลี่ยนเส้นทาง อันดับ 3 ความล่าช้าในห่วงโซ่อุปทาน/ปัญหาสินค้าคงคลัง อันดับ 4 ความไม่แน่นอน/ความน่าเชื่อถือของการขนส่งลดลง และ อันดับ 5 ข้อจำกัดด้านกำลังการขนส่ง (เรือ เครื่องบิน)</p>
<p><strong>ผลกระทบต่อแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (</strong><strong>Decarbonization) </strong>ขององค์กร พบว่า กว่า 37.5% มีความล่าช้าปานกลาง 18.8% มีความล่าช้าเล็กน้อย 15.6% มีความล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ 15.6% มีการเร่งดำเนินการเพิ่มขึ้น เช่น การใช้พลังงานทางเลือก เพิ่มการปรับปรุงประสิทธิภาพ การดำเนินงาน การปรับโครงสร้าง และ 12.5% ไม่มีผลกระทบ</p>
<p><strong>ด้านความสำคัญเชิงกลยุทธ์ขององค์กรในปัจจุบัน</strong> อันดับ 1 คือ การควบคุมต้นทุนแลเพิ่มความยืดหยุ่น อันดับ 2 การรักษาความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือของการบริการ น้ำมันขึ้นได้แต่อย่าให้ขาด เพราะผลกระทบไม่ได้อยู่ที่บริษัทขนส่งอย่างเดียว แต่กระทบไปยังผู้บริโภคด้วย อันดับ 3 การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน อันดับ 4 การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก สำหรับการขนส่ง และ อันดับ 5 การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่ง</p>
<p><strong>จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาครัฐควรเร่งดำเนินการสนับสนุนเรื่องใดมากที่สุดเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ รับมือและเดินหน้าสู่ </strong><strong>Decarbonization ได้ต่อเนื่อง</strong></p>
<p>อันดับ 1 มาตรการช่วยลดต้นทุนระยะสั้น เช่น ค่าพลังงาน ค่าขนส่ง ประกันภัย อันดับ 2 การเร่งลงทุนในพลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ อันดับ 3 และ อันดับ 4 การสนับสนุนเส้นทางขนส่งทางรางและท่าเรือชายฝั่ง และ การผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ และ อันดับ 5 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัล</p>
<p><em>“จากการสอบถามความเห็นภาคธุรกิจโลจิสติกส์ มองว่า<strong> ความเสี่ยง</strong> คือ ราคาน้ำมัน ซึ่งหลายบริษัทพยายามส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก แต่ยังไม่ใช่เรื่องง่ายนัก โดยเฉพาะการรอเทคโนโลยีมาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกันเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนสู่กรีนโลจิสติกส์ ดังนั้น​ ภาคการขนส่งจำเป็นต้องลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันเพียงอย่างเดียว และ​เร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะภาคขนส่งในประเทศไทยที่ราว 90% จากกว่า​​ 40,000​​ บริษัท  ยังเป็นกลุ่ม​ SME  มีไม่ถึง 10% ที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้น หากจะขับเคลื่อน Decarbonization ให้ได้ทั้งเซกเตอร์ ต้องมองการช่วยเหลือการเปลี่ยนผ่านในกลุ่ม SME ด้วย&#8221;</em></p>
<p><strong>EVAT แนะรัฐผลักดัน EV Ecosystem</strong></p>
<p>ด้าน <strong>สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)</strong> แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างภาระต่อประชาชน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจในวงกว้าง พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้มากขึ้นในระยะยาว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41035 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ภาพแนบเพิ่มเติม-1_0-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" /></p>
<p>ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ แม้​​รัฐบาลจะ​​ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมัน​หลายด้าน แต่ในเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งวางรากฐานด้านพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป โดย <strong>&#8216;ยานยนต์ไฟฟ้า&#8217;</strong> ถือเป็นหนึ่งทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ทั้งมิติด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต</p>
<p>กระแสตอบรับจากผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเทรนด์และยอดจองยานยนต์ไฟฟ้าในงาน Motor Show ปีนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนไทยเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับตัวสู่การใช้พลังงานรูปแบบใหม่ที่สะอาด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากกว่าเดิม</p>
<p>ดังนั้น การผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องการจำหน่ายรถ แต่ต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบและครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ ระบบข้อมูลกลาง มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ ตลอดจนการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคเพื่อลดความกังวลในการใช้งานจริง และทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยภายใต้นโยบาย<strong> 30@30</strong> ที่มุ่งให้การผลิตยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์มีสัดส่วน 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด และผลักดันให้การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50% ภายในปี 2030 เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว</p>
<figure id="attachment_41040" aria-describedby="caption-attachment-41040" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41040 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/EV-Truck2.jpg" alt="" width="1200" height="786" /><figcaption id="caption-attachment-41040" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>5 ข้อเสนอ จากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย</strong></p>
<p>ข้อเสนอของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยดังกล่าว เป็นผลจากการระดมความคิดเห็นร่วมกับคณะกรรมการสมาคมในการประชุมประจำเดือนช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีข้อเสนอสำคัญ 5 ประการ ได้แก่</p>
<p>1. ส่งเสริมให้ภาครัฐนำร่องใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐมากขึ้น</p>
<p>2. สนับสนุนการเร่งขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น</p>
<p>3. ผลักดันการจัดทำแอปพลิเคชันกลางโดยภาครัฐ เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานีชาร์จจากทุกผู้ให้บริการให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก</p>
<p>4. เสนอให้มีการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และลดการบริโภคน้ำมันในระยะยาว</p>
<p>5. เร่งสร้างความเชื่อมั่นทั้งระบบ เช่น บริการหลังการขาย สต็อกอะไหล่ สินเชื่อ ประกันภัย การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน ทักษะฝีมือช่าง เป็นต้น</p>
<p>สมาคมฯ เห็นว่า ข้อเสนอทั้ง 5 ประการนี้ เป็นแนวทางที่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงในระยะอันใกล้ หากได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41036 size-large aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Main-Picture_นายสุโรจน์-แสงสนิท-ที่งาน-Motor-Show-2026_0-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" /></p>
<p><strong>คุณสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย</strong> กล่าวว่า  วิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้กับประชาชนอย่างจริงจัง ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และนำพาประเทศไปสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืนมากขึ้น</p>
<p>ข้อเสนอของสมาคมฯ เป็นข้อเสนอที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาครัฐ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง เราเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/middle-east-war-drive-energy-transition/">&#8216;สงครามตะวันออกกลาง&#8217; วิกฤตราคาน้ำมัน แต่เร่งการ​เปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และโอกาสขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จับตา 20 ความเสี่ยงโลก &#8216;The Global Risks Report 2026&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/the-global-risks-report-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 04 Apr 2026 06:20:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Economic]]></category>
		<category><![CDATA[Environmental]]></category>
		<category><![CDATA[Geopolitical]]></category>
		<category><![CDATA[Global Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Societal]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Technological]]></category>
		<category><![CDATA[The Global Risks Report]]></category>
		<category><![CDATA[The Global Risks Report 2026]]></category>
		<category><![CDATA[World Economic Forum]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยงโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40822</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; เปิดรายงาน &#8216;The Global Risks Report 2026&#8216; โดยสภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF (World Economic Forum) ประเมิน ความเสี่ยง ที่โลกต้องเผชิญทั้งในระยะสั้น (ช่วง 2 ปีข้างหน้า) และในระยะยาว (10 ปีข้างหน้า) ท้ังนี้ เพื่อสะท้อนทิศทางและ​ความท้าทายที่อาจกลายเป็นตัวกำหนดอนาคตของโลก ​ครอบคลุม​มิติสำคัญทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ สังคม และเทคโนโลยี &#8217;20 ความเสี่ยง&#8217; ที่ส่งผลกระทบต่อโลกสูงสุด ในระยะสั้น ช่วง 2 ปีข้างหน้า (ประเมินถึง 2028) ประกอบด้วย1. การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐกิจ 2. ​ข้อมูลผิดและบิดเบือน3. ความแตกแยกทางสังคม4 . สภาพอากาศสุดขั้ว5. ความขัดแย้งระหว่างรัฐ6. ความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์7. ความเหลื่อมล้ำ8. การละเมิดด้านสิทธิและเสรีภาพ9. วิกฤตมลพิษ10. การบังคับให้อพยพหรือพลัดถิ่น11. ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ12. อันตรายทางออนไลน์13. ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ/ว่างงาน14. [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/the-global-risks-report-2026/">จับตา 20 ความเสี่ยงโลก &#8216;The Global Risks Report 2026&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p>เปิดรายงาน <strong>&#8216;The Global Risks Report 2026</strong>&#8216; โดยสภาเศรษฐกิจโลก หรือ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">WEF</span> (World Economic Forum) ประเมิน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความเสี่ยง</span> ที่โลกต้องเผชิญทั้งในระยะสั้น (ช่วง 2 ปีข้างหน้า) และในระยะยาว (10 ปีข้างหน้า)</p>
<p><span id="more-40822"></span></p>
<p>ท้ังนี้ เพื่อสะท้อนทิศทางและ​ความท้าทายที่อาจกลายเป็นตัวกำหนดอนาคตของโลก ​ครอบคลุม​มิติสำคัญทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ สังคม และเทคโนโลยี</p>
<p><br class="html-br" /><strong>&#8217;20 ความเสี่ยง&#8217; ที่ส่งผลกระทบต่อโลกสูงสุด ในระยะสั้น ช่วง 2 ปีข้างหน้า </strong>(ประเมินถึง 2028) ประกอบด้วย<br class="html-br" /><br class="html-br" />1. การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐกิจ <br class="html-br" />2. ​ข้อมูลผิดและบิดเบือน<br class="html-br" />3. ความแตกแยกทางสังคม<br class="html-br" />4 . สภาพอากาศสุดขั้ว<br class="html-br" />5. ความขัดแย้งระหว่างรัฐ<br class="html-br" />6. ความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์<br class="html-br" />7. ความเหลื่อมล้ำ<br class="html-br" />8. การละเมิดด้านสิทธิและเสรีภาพ<br class="html-br" />9. วิกฤตมลพิษ<br class="html-br" />10. การบังคับให้อพยพหรือพลัดถิ่น<br class="html-br" />11. ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ<br class="html-br" />12. อันตรายทางออนไลน์<br class="html-br" />13. ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ/ว่างงาน<br class="html-br" />14. การเซ็นเซอร์ /สอดส่อง<br class="html-br" />15. การรวมศูนย์ของทรัพยากร/ เทคโนโลยี<br class="html-br" />16. ปัญหาหนี้สิน<br class="html-br" />17. การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ<br class="html-br" />18. สินทรัพย์ฟองสบู่แตก<br class="html-br" />19. การชะงักของห่วงโซ่อุปทาน<br class="html-br" />20. ขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานและการคุ้มครองทางสังคม<br class="html-br" /><br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>&#8217;20 ความเสี่ยง&#8217; ที่ส่งผลกระทบต่อโลกสูงสุด ในระยะยาว ช่วง 10 ปีข้างหน้า </strong>(ประเมินถึง 2036) ประกอบด้วย<br class="html-br" /><br class="html-br" />1. สภาพอากาศสุดขั้ว ​<br class="html-br" />2. การสูญเสียความหลากหลายในระบบนิเวศ<br class="html-br" />3. การเปลี่ยนแปลงสำคัญของระบบโลก<br class="html-br" />4. ข้อมูลผิดและบิดเบือน<br class="html-br" />5. ผลกระทบเชิงลบจาก AI<br class="html-br" />6. การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ<br class="html-br" />7. ความเหลื่อมล้ำ<br class="html-br" />8. ความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์<br class="html-br" />9. ความแตกแยกทางสังคม<br class="html-br" />10. วิกฤตมลพิษ<br class="html-br" />11. การรวมศูนย์ของทรัพยากร/ เทคโนโลยี<br class="html-br" />12. ความขัดแย้งระหว่างรัฐ<br class="html-br" />13. การบังคับให้อพยพหรือพลัดถิ่น<br class="html-br" />14. ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ/ว่างงาน<br class="html-br" />15. การเซ็นเซอร์ /สอดส่อง<br class="html-br" />16. การละเมิดด้านสิทธิและเสรีภาพ<br class="html-br" />17. ปัญหาหนี้สิน<br class="html-br" />18. อันตรายทางออนไลน์<br class="html-br" />19. การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐกิจ<br class="html-br" />20. อันตรายจากอาวุธชีวภาพ / นิวเคลียร์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8211; รายงานฉบับดังกล่าว ผ่านการเก็บข้อมูลจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,300 คนทั่วโลก เพื่อส่งสัญญาณในการเตรียมความพร้อมและการปรับตัวท่ามกลางโลกที่มีความผันผวนและไม่แน่นอนในระดับสูง รวมทั้ง​การอยู่ในภาวะที่ต้องเผชิญกับวิกฤตหลายๆ ด้านพร้อมกัน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Polycrisis</span><br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; ความเสี่ยงสำคัญสูงสุดของโลกในปัจจุบันไปจนถึง 2 ปีข้างหน้า คือเรื่องของการเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐกิจ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Geoeconomic</span> และปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐ รวมทั้งความกังวลสำคัญในยุคข้อมูลข่าวสารอย่างการได้รับข้อมูลที่ผิดและบิดเบือน และปัญหาความแตกแยกทางสังคม<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; ขณะที่ความกังวลต่อปัญหาด้าน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สภาพอากาศ</span> ในช่วง 1-2 ปีนี้ อยู่ในอันดับ 4 จากปีก่อนหน้าอยู่ในอันดับ 2 สะท้อนให้เห็นความกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และสังคม รวมไปถึงความกังวลต่อปัญหา​เศรษฐกิจที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอยย่างเห็นได้ชัด<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้าน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สิ่งแวดล้อม</span> ยังคงเป็นปัญหาสูงสุดของโลกในระยะยาว และถูกมองเป็นความเสี่ยงสูงสุดอันดับ 1 มายาวนานถึง 5 ปีติดต่อกัน<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; โดยความเสี่ยง TOP3 ที่โลกกังวลสูงสุดในช่วง 10 ปีข้างหน้า ล้วนเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาสภาพอากาศสุดขั้ว, การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญของระบบโลก<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; สิ่งสำคัญคือ​ ความร่วมมือในการเดินหน้าจัดการต่อความเสี่ยงและความท้าทายที่เกิดขึ้น​อย่างบูรณาการและเร่งด่วน เพื่อจัดการต่อความเสี่ยงในโลกที่มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น และสามารถสร้างให้โลกมีความยืดหยุ่นในการขับเคลื่อนต่อไปในอนาคตได้อย่างยั่งยืน ​</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/the-global-risks-report-2026/">จับตา 20 ความเสี่ยงโลก &#8216;The Global Risks Report 2026&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
