<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 21 Oct 2026 14:38:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.11</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมกับภาคเอกชนไทย สนับสนุนคาร์บอนเครดิตจากดอยตุง เพื่อจัดการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ให้เป็น Net Zero</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/10/mflf-supports-carbon-credit-am2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Oct 2026 14:38:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[IMF]]></category>
		<category><![CDATA[IMF-World Bank Group]]></category>
		<category><![CDATA[IMF–World Bank Group Annual Meetings]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Supply Chain Network]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนการเงินระหว่างประเทศ​]]></category>
		<category><![CDATA[คริสตาลินา กอร์เกียวา]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ฐาปน สิริวัฒนภักดี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ปณต สิริวัฒนภักดี]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยเบฟเวอเรจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=45295</guid>

					<description><![CDATA[<p>นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พร้อมด้วย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด และผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมถ่ายภาพพิธีมอบ คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้จากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จากการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/mflf-supports-carbon-credit-am2026/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมกับภาคเอกชนไทย สนับสนุนคาร์บอนเครดิตจากดอยตุง เพื่อจัดการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ให้เป็น Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>นางคริสตาลินา กอร์เกียวา</strong> กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พร้อมด้วย <strong>ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ</strong> รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</p>
<p><span id="more-45295"></span></p>
<p><strong>นายฐาปน สิริวัฒนภักดี</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) <strong>นายปณต สิริวัฒนภักดี</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด และผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมถ่ายภาพพิธีมอบ คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้จากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จากการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings</p>
<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ร่วมกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยกลุ่มบริษัทผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (Thailand Supply Chain Network) ร่วมกันสนับสนุนคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจาก 190 ประเทศทั่วโลก กว่า 15,000 คน โดยการประชุมนี้ถือเป็นการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings ครั้งแรกที่มีการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์<br />
(Net Zero)</p>
<p>คาร์บอนเครดิตที่นำมาใช้ในครั้งนี้มาจากการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงริเริ่มฟื้นฟูตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้น้อมนำ ศาสตร์พระราชาและตำราแม่ฟ้าหลวงมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้หลักคิด “ปลูกป่า ปลูกคน” เมื่อคนมีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้ ก็สามารถดูแลรักษาป่าให้ฟื้นตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่องเกิดความยั่งยืนทั้งต่อคนและธรรมชาติ</p>
<p>ตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี ป่าดอยตุงได้รับการฟื้นฟูจนกลับมาเป็นระบบนิเวศที่มีความสมบูรณ์ และปัจจุบันยังเป็นพื้นที่ศึกษาและวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีบทบาท ในการพัฒนาองค์ความรู้และแนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>คาร์บอนเครดิตจากดอยตุงจึงไม่ใช่เพียงผลจากการดูแลรักษาป่า แต่เป็นผลลัพธ์ของการพัฒนาคนที่ทำให้ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน และแสดงให้เห็นว่าทรัพยากรธรรมชาติที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อนำกลับมาสนับสนุนการพัฒนาชุมชนและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/mflf-supports-carbon-credit-am2026/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมกับภาคเอกชนไทย สนับสนุนคาร์บอนเครดิตจากดอยตุง เพื่อจัดการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ให้เป็น Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขับเคลื่อนความยั่งยืนคู่ขนาน BKKCAW 2026 ผนึก กทม. จัดกิจกรรม &#8216;ขยะไปต่อ&#8217; หนุนเป้าหมายขยะฝังกลบเป็นศูนย์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/10/mflf-collab-bma-drive-bkk-zero-waste-landfill/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 05 Oct 2026 16:01:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Climate Action Week]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Climate Action Week 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Reduce – Bangkok Reuse]]></category>
		<category><![CDATA[BKKCAW]]></category>
		<category><![CDATA[BKKCAW 2026]]></category>
		<category><![CDATA[BMA]]></category>
		<category><![CDATA[Konggreengreen]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[MRF]]></category>
		<category><![CDATA[RDF]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะฝังกลบ]]></category>
		<category><![CDATA[ชณัฐ วุฒิวิกัยการ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[แยกขยะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44690</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมขับเคลื่อนความยั่งยืนคู่ขนานไปพร้อม​ Bangkok Climate Action Week 2026 (BKKCAW 2026) ด้วยการจัดกิจกรรมให้องค์กรและบุคคลทั่วไปเข้าร่วมภายในสำนักงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ต่อเนื่องตลอด 9 วัน ระหว่างวันที่ 3–11 ตุลาคม 2569 เพื่อทำให้ประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนเป็นเรื่องใกล้ตัว เข้าใจง่าย และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง พร้อม​จัด​กิจกรรม &#8216;ขยะไปต่อ: ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบเกิดขึ้นได้จริง&#8217; ผ่านเวิร์กช็อปและเวทีเสวนาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะอย่างครบวงจร เชื่อมโยงแนวทางของกรุงเทพมหานคร กับบทเรียนจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ตั้งแต่การลดและจัดการขยะ ณ จุดกำเนิด การเก็บรวบรวม ไปจนถึงการส่งต่อขยะแต่ละประเภทสู่ปลายทางที่เหมาะสม เพื่อเป็นโมเดลตัวอย่างให้ประชาชน สำนักงาน และองค์กรสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามบริบทของตนเอง เหมาะสม โดยมี​ คุณภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางและประสบการณ์ พร้อมด้วย คุณก้อง–ชณัฐ วุฒิวิกัยการ นักสื่อสารสิ่งแวดล้อมและผู้ก่อตั้ง KongGreenGreen ดำเนินรายการ รวมทั้งสื่อมวลชน และ ผู้สนใจเข้าร่วม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/mflf-collab-bma-drive-bkk-zero-waste-landfill/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขับเคลื่อนความยั่งยืนคู่ขนาน BKKCAW 2026 ผนึก กทม. จัดกิจกรรม &#8216;ขยะไปต่อ&#8217; หนุนเป้าหมายขยะฝังกลบเป็นศูนย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ </strong>ร่วมขับเคลื่อนความยั่งยืนคู่ขนานไปพร้อม​ <strong>Bangkok Climate Action Week 2026 (BKKCAW 2026) </strong>ด้วยการจัดกิจกรรมให้องค์กรและบุคคลทั่วไปเข้าร่วมภายในสำนักงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ต่อเนื่องตลอด 9 วัน ระหว่างวันที่ 3–11 ตุลาคม 2569 เพื่อทำให้ประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนเป็นเรื่องใกล้ตัว เข้าใจง่าย และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง</p>
<p><span id="more-44690"></span></p>
<p>พร้อม​จัด​กิจกรรม <strong>&#8216;ขยะไปต่อ: ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบเกิดขึ้นได้จริง&#8217;</strong> ผ่านเวิร์กช็อปและเวทีเสวนาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะอย่างครบวงจร เชื่อมโยงแนวทางของกรุงเทพมหานคร กับบทเรียนจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ตั้งแต่การลดและจัดการขยะ ณ จุดกำเนิด การเก็บรวบรวม ไปจนถึงการส่งต่อขยะแต่ละประเภทสู่ปลายทางที่เหมาะสม เพื่อเป็นโมเดลตัวอย่างให้ประชาชน สำนักงาน และองค์กรสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามบริบทของตนเอง เหมาะสม โดยมี​ <strong>คุณภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์</strong> ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ <strong>ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี</strong> ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางและประสบการณ์ พร้อมด้วย <strong>คุณก้อง–ชณัฐ วุฒิวิกัยการ</strong> นักสื่อสารสิ่งแวดล้อมและผู้ก่อตั้ง <strong>KongGreenGreen</strong> ดำเนินรายการ รวมทั้งสื่อมวลชน และ ผู้สนใจเข้าร่วม</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44694 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/9.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์ </strong>ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบันทั่ว กทม. มีคนจ่ายค่าขยะในระบบราว 3 ล้านคน โดยหลังจาก กทม. ขับเคลื่อนโครงการ &#8216;ไม่เทรวม&#8217; ตั้งแต่ปี 2565 มีคนลงทะเบียนแล้วกว่า 1.3 ล้านคน และมีสมาชิกที่​แอคทีฟเรื่องการแยกขยะที่กว่า 1 ล้านคน โดย กทม. มีแผนที่จะเดินหน้าโครงการต่อเนื่องในเฟสที่ 2 เพื่อให้อีก​ 2 ล้านคนที่เหลือ เกิดการแอคทีฟ และเพิ่มการมีส่วนร่วมได้มากขึ้น</p>
<p>ขณะที่ปริมาณขยะใน กทม. ปัจจุบันอยู่ที่กว่า 9,400 ตันต่อวัน ซึ่งลดลงจากก่อนหน้าจากที่เคยมีปริมาณแตะหลัก​หมื่นตันต่อวัน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 51% เป็นขยะเศษอาหาร และครึ่งหนึ่งเป็นขยะทั่วไป โดย กทม. มีแนวทางในการกำจัดขยะ 2 กลุ่ม เพื่อสามารถ​นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้​ลดการกลายเป็นขยะที่ปลายสู่หลุมฝังกลบ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44696 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับเศษอาหาร ได้ส่งไปทำปุ๋ยเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรภายในเครือข่าย กทม. ที่มีกว่า 300 ราย และอยู่ในเขตพื้นที่โดยรอบโรงขยะทั้งหนองแขม อ่อนนุช และหนองจอก ส่วนบริเวณกรุงเทพฯ ชั้นใน กทม. มีแผนเพิ่มแปลงขยะทั่ว กทม. ราว 1 พันแปลง ในช่วง 4 ปี และนำร่องในปีแรกประมาณ 300 แปลง เพื่อสร้างพื้นที่จัดการขยะเศษอาหารภายในเมืองและในแต่ละชุมชน เพื่อลดการขนส่ง พร้อม​การสร้างเครือข่ายภายในชุมชนต่างๆ เพื่อสร้างปลายทางให้สามารถนำขยะไปใช้ประโยชน์ได้ภายในแต่ละพื้นที่ได้จริง</p>
<p>ด้านขยะทั่วไป มีแผนการแยกขยะในกลุ่ม <strong>MRF</strong> (Material Recovery Facility) หรือกลุ่มพลาสติกประเภทต่างๆ หรือที่หลายคนอาจเคยมองเป็น &#8216;ขยะกำพร้า&#8217; ออกมาสร้างมูลค่าเพิ่มและใช้ประโยชน์เพิ่มเติมได้มากขึ้น ​​เช่น การแยกเพื่อสามารถขายและนำไปรีไซเคิลได้มากขึ้น จากปัจจุบันมีเพียงกลุ่มขวดพลาสติก และกระดาษเท่านั้น โดยมีแผนเพิ่มโรงงานแยกขยะ MRF แห่งแรกบริเวณพื้นสายไหมภายในปีหน้า จากเพื่อเพิ่มปลายทางการใช้ประโยชน์ของขยะกลุ่มนี้ได้มากขึ้นจากปัจจุบันที่ส่วนใหญ่มักถูกนำไปเป็นพลังงานเชื้อเพลิง หรือ<strong> RDF</strong> เป็นหลัก</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44697 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;การลดขยะสู่บ่อฝังกลบไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องเริ่มจากการทำให้ &#8216;ระบบต้นทาง–กลางทาง–ปลายทาง&#8217; เชื่อมต่อกันจริง ตั้งแต่การลดการสร้างขยะ การคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง การจัดเก็บที่ไม่ปะปนกัน ไปจนถึงการส่งต่อขยะแต่ละประเภทไปยังปลายทางที่เหมาะสม โดยกรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับประชาชน ชุมชน อาคารสำนักงาน ผู้ประกอบการ และภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการขยะในชีวิตประจำวัน พร้อมทำให้ประชาชนเห็นว่า ขยะที่คัดแยกแล้วสามารถไปต่อ ได้จริง ผ่านการมีระบบรองรับที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นขยะรีไซเคิล ขยะอินทรีย์ หรือขยะประเภทอื่น ให้สามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้&#8221;</em></p>
<p>ประเด็นสำคัญที่ กทม. ​ต้องการขับเคลื่อนคือ การเพิ่มความมั่นใจว่าเมื่อแยกขยะแล้ว ขยะจะไม่ถูกเทรวม และมีผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจน การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประชาชนและองค์กรต่างๆ มีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง โดย กทม. มีแผนเพิ่มประสิทธิภาพให้การจัดเก็บขยะทำได้รวดเร็ว และทั่วถึงมากขึ้น เข้า​ในแต่ละหมู่บ้านได้แบบเชิงลึกมากขึ้น ผ่านการเพิ่มอาสาสมัครชักลาก และอาสาสมัครไม่เทรวม เพื่อสร้างแนวร่วมการจัดการในระดับเส้นเลือดฝอยได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งการขับเคลื่อนโครงการ<strong> Bangkok Reduce – Bangkok Reuse</strong> โดยตั้งเป้าลดขยะพลาสติก <strong>100 </strong><strong>ล้านชิ้น</strong> ผ่านการลดใช้บรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้ง ส่งเสริมการใช้ซ้ำ และผลักดันมาตรการจัดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44695 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ </strong>ถ่ายทอดประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งดำเนินงานโดยไม่มีขยะไปสู่บ่อฝังกลบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ระบบดังกล่าวเริ่มจากการสำรวจชนิด ปริมาณ และแหล่งกำเนิดของขยะ ก่อนนำข้อมูลมาออกแบบวิธีจัดเก็บ กำหนดผู้รับผิดชอบ และเชื่อมต่อขยะแต่ละประเภทกับปลายทางที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้ผู้ใช้งานและผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนการเก็บข้อมูล ติดตามผล และปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>แนวทางจากดอยตุงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสำนักงานขององค์กรเอกชนต่างๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งมีคนจำนวนมากใช้ทรัพยากรและสร้างขยะร่วมกันในแต่ละวัน โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ตั้งแต่ผู้บริหาร พนักงาน แม่บ้าน ผู้ดูแลอาคาร ผู้รับเหมา ไปจนถึงผู้รับวัสดุปลายทาง การจัดการขยะในสำนักงานจึงต้องครอบคลุมทั้งระบบภายในอาคารและการส่งต่อภายนอก เพื่อป้องกันไม่ให้ขยะที่จัดการไว้แล้วกลับมาปะปนระหว่างทาง และทำให้วัสดุแต่ละประเภทสามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือจัดการได้อย่างเหมาะสม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44698 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/15.jpg" alt="" width="1200" height="909" /></p>
<p><strong>ดร.ธนพงศ์ </strong>ยกตัวอย่าง WHA Tower ชั้น 20–25 เป็นกรณีศึกษาด้านการนำองค์ความรู้จากดอยตุงมาขยายผลผ่านงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน โดยตลอดระยะเวลา 8 เดือน ระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมสำรวจประเภท ปริมาณ และเส้นทางของขยะ ก่อนวางระบบรองรับขยะ 4 กลุ่ม ได้แก่ ขยะย่อยสลายได้ ขยะรีไซเคิล ขยะพลังงาน RDF และขยะอันตราย พร้อมเชื่อมต่อกับพันธมิตรปลายทาง จัดตั้งคณะกรรมการภายใน อบรมพนักงานและแม่บ้าน จัดทำคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน และพัฒนาระบบติดตามผล</p>
<p>ผลการดำเนินงานพบว่าไม่มีขยะจากพื้นที่โครงการถูกส่งไปยังบ่อฝังกลบ อัตราการรีไซเคิลเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 66.96 สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 50 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 7.7 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะเดียวกัน พนักงานและผู้ปฏิบัติงานมีพฤติกรรมด้านการจัดการขยะที่ดีขึ้น และบางส่วนนำแนวทางกลับไปใช้ที่บ้าน สะท้อนว่าองค์กรสามารถเริ่มจากพื้นที่นำร่อง ใช้ข้อมูลพัฒนาระบบ และสร้างศักยภาพบุคลากรเพื่อให้ดำเนินงานต่อได้ด้วยตนเอง</p>
<p>ภายในงานยังมีเวิร์กช็อปให้ผู้เข้าร่วมฝึกจำแนกขยะและจัดทำแผนการจัดการขยะสำหรับพื้นที่ของตนเอง โดยเรียนรู้แนวทางจำแนกขยะตามรูปแบบที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ นำมาใช้ ประกอบด้วย 6 ประเภท ได้แก่ วัสดุรีไซเคิล ขยะย่อยสลายได้ ขยะเปื้อน ขยะพลังงาน RDF ขยะจากห้องน้ำ และขยะอันตราย โดยผู้เข้าร่วมได้ร่วมวิเคราะห์แหล่งกำเนิด ปริมาณ วิธีเก็บรวบรวม ผู้รับผิดชอบ และปลายทางของขยะแต่ละประเภท เพื่อนำข้อมูลไปจัดทำแผนการจัดการที่เหมาะสมกับบ้าน สำนักงาน หรือองค์กรของตน โดยรูปแบบการจำแนกและจัดการขยะต้องสอดคล้องกับขยะที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงปลายทางที่สามารถรองรับได้ เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44692 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Microsoft-1.jpg" alt="" width="1200" height="917" /></p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">นอกจาก​กิจกรรม &#8216;<strong>ขยะไปต่อ&#8217;</strong> แล้ว ยังมี​กิจกรรม <strong>&#8216;Microforests in the City: Rethinking Green Spaces for People, Climate and Biodiversity&#8217;</strong> อีก 1 เวทีเสวนา พร้อม Workshop ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการออกแบบและวัดผลป่าขนาดเล็กในเมืองโดยผู้เชี่ยวชาญจากภาคีระดับโลกของมูลนิธิฯ อย่าง National University of Singapore (NUS), City Developments Limited (CDL) และ Wewilding ที่บินตรงมาจากประเทศสิงคโปร์ จัด กิจกรรมสำรวจสัตว์ ต้นไม้ ฝุ่น PM2.5 และความหลากหลายทางชีวภาพในเมือง เกมจำลองการสร้างชุมชนที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง นิทรรศการ Every Shade of Joy เวทีสนทนา Every Shade of Fashion กิจกรรมแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าและหนังสือ เวิร์กช็อปสร้างสรรค์ผลงานจากเศษผ้า ตลอดจนการแสดงละครหุ่นมือเจ้าขุนทอง กิจกรรมทั้งหมดได้รับการออกแบบให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างสภาพภูมิอากาศ เมือง การทำงาน และการใช้ชีวิต พร้อมได้รับแนวคิดที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ทั้งนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้จัด​กิจกรรมคู่ขนานในช่วง ​BKKCAW2026 ต่อเนื่องตลอด 9 วัน ระหว่างวันที่ 3–11 ตุลาคม 2569 ​​ด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนมากกว่า 20 รายการ ครอบคลุมทั้งการจัดการขยะ ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง และการใช้ทรัพยากรอย่างหมุนเวียน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน ภาคธุรกิจ นักออกแบบ เยาวชน และครอบครัว สามารถเลือกเรียนรู้และลงมือทำได้ตามความสนใจ</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44691 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Microsoft-2.jpg" alt="" width="1200" height="611" /></div>
<div dir="auto">
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">นอกจากนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังสนับสนุนคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สำหรับชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือจากการจัดกิจกรรม<strong> Bangkok Climate Action Week 2026</strong> ทั่วกรุงเทพมหานคร ภายหลังจากดำเนินมาตรการลดการปล่อยแล้ว เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการจัดงานแบบ Net Zero โดยคาร์บอนเครดิตดังกล่าวเกิดจากการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน สะท้อนให้เห็นว่าการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถเชื่อมโยงการดูแลทรัพยากรธรรมชาติกับการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ชุมชนได้ในเวลาเดียวกัน</div>
</div>
</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/mflf-collab-bma-drive-bkk-zero-waste-landfill/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขับเคลื่อนความยั่งยืนคู่ขนาน BKKCAW 2026 ผนึก กทม. จัดกิจกรรม &#8216;ขยะไปต่อ&#8217; หนุนเป้าหมายขยะฝังกลบเป็นศูนย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมขับเคลื่อน &#8216;Nature-based Economy&#8217; มอง &#8216;ธรรมชาติ&#8217; คือโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ หนุนการเคารพ Nature Rights ไม่ต่างสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/mflf-sustainability-forum-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Aug 2026 10:12:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF Sustainability Forum 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Nature Positive]]></category>
		<category><![CDATA[Nature Rights]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Economy]]></category>
		<category><![CDATA[ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43935</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อธรรมชาติไม่ใช่เพียงเรื่องของการอนุรักษ์ แต่เป็นทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงทางธุรกิจ และทุนที่กำหนดอนาคตของประเทศ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์​ จัดงาน MFLF Sustainability Forum 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อเป็นเวทีกลางเชื่อมองค์ความรู้ นโยบาย เงินทุน และประสบการณ์จากการลงมือทำจริง พร้อมผนึกกำลังผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และชุมชนกว่า 500 คน จากเกือบ 100 หน่วยงาน ร่วมผลักดัน &#8216;Nature-based Economy&#8217; หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานธรรมชาติ ให้เกิดขึ้นจริงตั้งแต่ระดับนโยบาย งบการเงินและแผนการลงทุนของภาคธุรกิจ ไปจนถึงการสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร MFLF Sustainability Forum 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด &#8216;Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่&#8217; โดยมี ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และผู้แทนจากทุกภาคส่วน ท่านผู้หญิงบุตรี กล่าวว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/mflf-sustainability-forum-2026/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมขับเคลื่อน &#8216;Nature-based Economy&#8217; มอง &#8216;ธรรมชาติ&#8217; คือโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ หนุนการเคารพ Nature Rights ไม่ต่างสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อธรรมชาติไม่ใช่เพียงเรื่องของการอนุรักษ์ แต่เป็นทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงทางธุรกิจ<br />
และทุนที่กำหนดอนาคตของประเทศ <strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์​ </strong>จัดงาน <strong>MFLF Sustainability Forum </strong><strong>2026</strong> ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อเป็นเวทีกลางเชื่อมองค์ความรู้ นโยบาย เงินทุน และประสบการณ์จากการลงมือทำจริง</p>
<p><span id="more-43935"></span></p>
<p>พร้อมผนึกกำลังผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และชุมชนกว่า 500 คน จากเกือบ 100 หน่วยงาน ร่วมผลักดัน &#8216;<strong>Nature-based Economy&#8217;</strong> หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานธรรมชาติ ให้เกิดขึ้นจริงตั้งแต่ระดับนโยบาย งบการเงินและแผนการลงทุนของภาคธุรกิจ ไปจนถึงการสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร</p>
<p><strong>MFLF Sustainability Forum </strong><strong>2026</strong> จัดขึ้นภายใต้แนวคิด<strong> &#8216;</strong><strong>Nature Positive: </strong><strong>เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่&#8217;</strong> โดยมี <strong>ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ </strong>ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และผู้แทนจากทุกภาคส่วน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43939 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/3-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ท่านผู้หญิงบุตรี </strong>กล่าวว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อม ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรง กำลังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ธรรมชาติจึงไม่ใช่เรื่องที่แยกออกจากการพัฒนา แต่เป็นรากฐานของชีวิตและระบบเศรษฐกิจทั้งหมด</p>
<p><em>“การเปลี่ยนธรรมชาติให้เป็นความปกติใหม่ ไม่ใช่ภาระของการพัฒนา แต่คือการออกแบบอนาคตให้ธรรมชาติทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่อย่างมั่นคง”</em></p>
<p><strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล </strong>เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิฯ ยึดถือคำว่า <strong>&#8216;คนหิว ป่าหาย&#8217;</strong> มาโดยตลอด เพราะตราบใดที่คนยังขาดทางเลือกและรายได้ ป่าก็ยังคงถูกใช้เพื่อความอยู่รอด แต่สมการดังกล่าวอาจไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงตลอดไป หากสามารถทำให้ป่าและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้และการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนา และการดูแลฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเหมาะสม</p>
<p>หม่อมหลวงดิศปนัดดาเสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนา <strong>Nature-based Economy</strong> หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานของธรรมชาติ โดยเชื่อมกระบวนการตั้งแต่การประเมินมูลค่าและผลกระทบต่อธรรมชาติผ่าน <strong>Natural Capital Accounting</strong> หรือการทำบัญชีทุนธรรมชาติ ผ่านการเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรและผลกระทบของธุรกิจอย่างโปร่งใส การนำข้อมูลดังกล่าวไปสะท้อนในงบดุล งบการเงิน และแผนการลงทุน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลประกอบการประเมินความเสี่ยงและจัดสรรเงินทุนเข้าสู่การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43938 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/2-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;กระบวนการดังกล่าวจะทำให้ภาคธุรกิจมองเห็นทั้ง <strong>&#8216;ไข่แดง&#8217;</strong> หรือทรัพยากรที่ใช้และผลกระทบจากการดำเนินงานโดยตรง และ <strong>&#8216;ไข่ขาว&#8217;</strong> หรือผลกระทบที่ขยายไปสู่ห่วงโซ่คุณค่า ชุมชน และระบบนิเวศโดยรอบ พร้อมลดช่องว่างระหว่างภาคธุรกิจ นักการเงิน หน่วยงานรัฐ และชุมชน โดยมีธรรมชาติเป็นตัวเชื่อมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน&#8221;</em></p>
<p><em><strong>&#8220;การผลักดัน Nature-based Economy ให้เกิดขึ้นได้จริง ต้องสามารถให้มูลค่าของธรรมชาติได้ก่อน โดยเฉพาะภาคธุรกิจต้องสามารถประเมินได้ว่า การผลักดันเป้าหมายการเติบโตจะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ ทั้งดิน น้ำ อากาศ และระบบนิเวศต่างๆ อย่างไร</strong> ต้องไม่มองว่าธรรมชาติเป็นของฟรีที่ใช้ได้อย่างไม่จำกัด รวมทั้งประเมินการลงทุนเพื่อดูแลฟื้นฟู ในการเติมต้นทุนทางธรรมชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงให้ธุรกิจในระยะยาว โดยการทำ NCA เป็นเหมือนการเริ่มต้นติดกระดุมเม็ดเแรกเพื่อสามารถ​ประเมินธรรมชาติออกมาเป็นมูลค่าได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งปลี่ยนมุมมองเรื่องของ​ธรรมชาติเป็นค่าใช้จ่ายแต่เป็นการลงทุน​ ​โดยเฉพาะการคำนึงถึง<strong>​ Cost of Inaction</strong> หรือต้นทุนของการไม่ลงมือทำ เพราะในอนาคตหาก​มีปัญหาเกิดขึ้น ​​ต่อให้มีเงินมากเพียงใดก็ไม่สามารถแก้ปัญหา เนื่องจาก​ไม่มีเวลามากเพียงพอ”</em></p>
<p>นอกจากการวัดมูลค่าและนำธรรมชาติเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว หม่อมหลวงดิศปนัดดา ยังเสนอให้ผลักดันการรับรอง <em><strong>Nature Rights หรือ สิทธิของธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติมีสิทธิในการฟื้นฟูและรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ไม่ใช่ถูกมองเพียงในฐานะทรัพยากรที่มนุษย์มีสิทธินำมาใช้ประโยชน์</strong></em></p>
<p><em>“มนุษย์มักเรียกร้อง​สิทธิมนุษยชน หรือ </em><em>Human Rights </em><em>โดยที่มุษย์พูดได้ แสดงความรู้สึก และเรียกร้องสิทธิต่างๆ ได้ ขณะที่ธรรมชาติพูดไม่ได้ เรียกร้องไม่ได้ แต่ตัวธรรมชาติเองมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตอยู่ของผู้คน ดังนั้น การให้ความสำคัญในการปกป้อง </em><strong><em>Nature Rights </em></strong><em>หรือ </em><em><strong>สิทธิของธรรมชาติ</strong>​ ให้ธรรมชาติมีสิทธิ​ที่จะบูรณาการระบบนิเวศต่างๆ ทั้งการอนุรักษ์ และฟื้นฟู เพื่อ​สามารถทำประโยชน์ต่อได้ในระยะยาว ช่วยส่งเสริมการมี​คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีอนาคตที่ดียิ่งขึ้น”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43940 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/25-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>งาน <strong>MFLF Sustainability Forum 2026</strong> ครั้งนี้ ยังมีวาระสำคัญเพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน ในการผลักดัน &#8216;<strong>Nature-based Economy&#8217;</strong> หรือการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลธรรมชาติซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ พร้อมมุมมองทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเงิน รวมท้ังชุมชน เพื่อช่วยกันลดช่องว่างและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างบูรณาการโดยมีธรรมชาติเป็นตัวเชื่อมโยงที่สำคัญ</p>
<p>พร้อมด้วยกิจกรรมย่อยภาคบ่าย 4 หัวข้อ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมเจาะลึกเครื่องมือและแนวทางนำ Nature Positive ไปประยุกต์ใช้ในองค์กร ได้แก่ ความรู้พื้นฐานด้านธุรกิจและความหลากหลายทางชีวภาพ (Business &amp; Biodiversity 101) ร่วมจัดกับพีดับบลิวซี ประเทศไทย การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Adaptation &amp; Climate Risk Assessment) ร่วมจัดกับบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) การบริหารจัดการน้ำอย่างมีความรับผิดชอบ (Water Stewardship) ร่วมจัดกับกลุ่มธุรกิจ TCP และคลินิกให้คำปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Clinic) ร่วมจัดกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเชื่อมองค์ความรู้จากเวทีหลักไปสู่การประเมินความเสี่ยง การวางกลยุทธ์ และการลงมือปฏิบัติในบริบทจริงของแต่ละองค์กร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43941 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/27-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>MFLF Sustainability Forum 2026 จึงไม่ได้จบลงเพียงการแลกเปลี่ยนแนวคิด แต่ได้วางกระบวนการขับเคลื่อนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การสร้างกฎหมายและเป้าหมายระดับประเทศ การประเมินและเปิดเผยข้อมูลทุนธรรมชาติ การนำข้อมูลเข้าสู่การตัดสินใจทางธุรกิจและการเงิน การออกแบบกลไกที่ส่งเงินทุนถึงพื้นที่ ไปจนถึงการสร้างอาชีพให้คนสามารถดูแลธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>ธุรกิจที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน คือธุรกิจที่ต้องดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นปัจจัยในการเติบโตควบคู่กัน และนี่คือสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/mflf-sustainability-forum-2026/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมขับเคลื่อน &#8216;Nature-based Economy&#8217; มอง &#8216;ธรรมชาติ&#8217; คือโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ หนุนการเคารพ Nature Rights ไม่ต่างสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TOA เดินหน้า Green Mission ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุนป่าชุมชน 6,000 ไร่ เพิ่ม​แหล่งดูดซับคาร์บอน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน เร่งเป้า​ Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/toa-mflf-driving-green-reforestation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 12:47:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Sink]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mission]]></category>
		<category><![CDATA[Green Reforestation]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[Shared Value]]></category>
		<category><![CDATA[TOA]]></category>
		<category><![CDATA[TOA รักเรา รักษ์โลก ฟื้นคืนผืนป่าและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ทีโอเอ]]></category>
		<category><![CDATA[นพคุณ ปัญญาเสริมสุข]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[วิภาดา นาคไพรัช]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43539</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียพื้นที่ป่า และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ภาคธุรกิจไม่ได้มีบทบาทเพียงลดผลกระทบจากการดำเนินงานของตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องร่วมเป็นพลังสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคมในระยะยาว บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ผู้นำอุตสาหกรรมสีอันดับ 1 เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และวัสดุตกแต่งพื้นผิวของไทย เดินหน้านโยบาย Green Mission อย่างต่อเนื่อง ผ่านหนึ่งใน 7 กลยุทธ์ สำคัญ Green Reforestation ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนสู่ Net Zero ภายในปี 2050 รวมทั้งสร้างคาร์บอนเครดิตสะสมให้ได้มากกว่า 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2042 ทั้งนี้ การขับเคลื่อนพันธกิจสำคัญตามนโยบาย Green Mission ผ่านทั้ง 7 กลยุทธ์ ประกอบด้วย Greenovation : การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว, Green Production [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/toa-mflf-driving-green-reforestation/">TOA เดินหน้า Green Mission ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุนป่าชุมชน 6,000 ไร่ เพิ่ม​แหล่งดูดซับคาร์บอน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน เร่งเป้า​ Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียพื้นที่ป่า และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ภาคธุรกิจไม่ได้มีบทบาทเพียงลดผลกระทบจากการดำเนินงานของตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องร่วมเป็นพลังสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคมในระยะยาว</p>
<p><span id="more-43539"></span></p>
<p><strong>บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ <strong>TOA </strong>ผู้นำอุตสาหกรรมสีอันดับ 1 เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และวัสดุตกแต่งพื้นผิวของไทย เดินหน้านโยบาย <strong>Green Mission</strong> อย่างต่อเนื่อง ผ่านหนึ่งใน 7 กลยุทธ์ สำคัญ <strong>Green Reforestation</strong> ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนสู่ Net Zero ภายในปี 2050 รวมทั้งสร้างคาร์บอนเครดิตสะสมให้ได้มากกว่า 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2042</p>
<p>ทั้งนี้ การขับเคลื่อนพันธกิจสำคัญตามนโยบาย Green Mission ผ่านทั้ง 7 กลยุทธ์ ประกอบด้วย <strong>Greenovation :</strong> การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว, <strong>Green Production :</strong> การพัฒนากระบวนการผลิตที่ลดการปล่อยของเสียและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ,​ <strong>Green Energy :</strong> การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้, <strong>Green Value Chain :</strong> การสร้างผลกระทบเชิงบวกภายในห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท , <strong>Green Partner : </strong>การร่วมมือกับคู่ค้าในการส่งเสริมธุรกิจซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน, <strong>Green Certified :</strong> การรับรองมาตรฐานสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ  <strong>Green Reforestation : </strong>​การดำเนินกิจกรรมลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม​</p>
<p>ล่าสุด TOA ได้ประกาศความร่วมมือกับ <strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ภายใต้ <strong>&#8216;</strong><strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน&#8217;</strong> เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการพื้นที่ป่าชุมชนอย่างเป็นระบบ พร้อมสร้างแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก (Carbon Sink) ที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ครอบคลุมการดำเนินงานใน  <strong>111 </strong><strong>ชุมชน</strong> ของ <strong>5 </strong><strong>จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ยโสธร และอำนาจเจริญ</strong> โดย TOA ร่วมพัฒนาโครงการในพื้นที่สัดส่วนรวม 6,000 ไร่ พร้อมมุ่งส่งเสริมให้ชุมชนมีบทบาทในการดูแลและปกป้องพื้นที่ป่าจากการบุกรุก การเสื่อมโทรม และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชนให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้ด้วยตนเองในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43599 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/TOA-MFL2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก<strong> คุณจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA และ <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ โดยมี <strong>​คุณวิภาดา นาคไพรัช</strong> ผู้อำนวยการสายงาน SHE &amp; Quality Management and Sustainability, <strong>คุณนพคุณ ปัญญาเสริมสุข</strong> Head of Marketing บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ <strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์</strong> ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</p>
<p><strong>คุณจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA กล่าวว่า ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ TOA ในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ (Natural Carbon Sink) ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินธุรกิจ เพราะเชื่อว่าการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องดำเนินการทั้ง <strong>การลด</strong>​ และ ​<strong>ดูดกลับ</strong>​ ก๊าซเรือนกระจกควบคู่กันไป</p>
<p><em>&#8220;ที่ผ่านมา TOA ได้เดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่ป่าในจังหวัดเลยและจังหวัดอุดรธานี ภายใต้โครงการ<strong> &#8216;TOA รักเรา รักษ์โลก ฟื้นคืนผืนป่าและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน&#8217;</strong> ตั้งแต่ปี 2566 โดยมุ่งเพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43600 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/TOA-MFL4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานตามกลยุทธ์ <strong>Green Reforestation</strong> หนึ่งใน 7 กลยุทธ์หลักของนโยบาย<strong> Green Mission</strong> ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย <strong>Net Zero Greenhouse Gas Emissions </strong><strong>ภายในปี </strong><strong>2593 (</strong><strong>ค.ศ. </strong><strong>2050)</strong> เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศของประเทศ <em>&#8220;สำหรับ TOA การปลูกป่าไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนต้นไม้ แต่คือการลงทุนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนให้กับประเทศ  โดยหัวใจสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่เพียงการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนเท่านั้น หากแต่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่าง <strong>&#8216;คนกับป่า&#8217;</strong> ให้สามารถเติบโตและเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน&#8221; </em>คุณจตุภัทร์ กล่าวเพิ่มเติม​​</p>
<p>นอกจากนี้ TOA ยังมุ่งสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) ให้เกิดขึ้นกับชุมชน โดยสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ในการดูแลและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้จากกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก และสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในระยะยาว อันจะนำไปสู่การเติบโตร่วมกันของธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
<p>ด้าน <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล </strong>เลขาธิการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ความร่วมมือกับ TOA ในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า ภาคเอกชนไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมจากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่บรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น รวมถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าชุมชนอีกด้วย พร้อมสะท้อนให้เห็นความสำเร็จจากความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างมูลนิธิฯ และภาคเอกชนอย่าง TOA ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาของประเทศ และเชื่อมั่นว่าคนกับธรรมชาติสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างแท้จริง&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43601 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/TOA-MFL5.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p>สำหรับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาผ่าน 4 ภารกิจที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างครบวงจร, ธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคงและรายได้ที่ยั่งยืนผ่านแบรนด์ดอยตุง, การแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนควบคู่กับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน ซึ่งนำประสบการณ์จากการลงมือทำจริงไปขยายผลร่วมกับองค์กรต่างๆ ให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ TOA ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero และตอกย้ำบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรง ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/toa-mflf-driving-green-reforestation/">TOA เดินหน้า Green Mission ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุนป่าชุมชน 6,000 ไร่ เพิ่ม​แหล่งดูดซับคาร์บอน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน เร่งเป้า​ Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ถอดบทเรียน 4 ทศวรรษโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สู่ &#8216;มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต&#8217; ถ่ายทอดองค์ความรู้  ส่งต่อหลักสูตรความยั่งยืนให้องค์กรยุคใหม่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/doi-tung-living-university/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 02 Aug 2026 10:13:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Best Practice]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Doi Tung]]></category>
		<category><![CDATA[Doi Tung Living University]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Experiential Learning]]></category>
		<category><![CDATA[Impact]]></category>
		<category><![CDATA[Nature Positive]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Leadership]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Living Academy]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาคนและชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[​การพัฒนาชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[การฟื้นฟูธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[การสร้างอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า ปลูกคน]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่เรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[วราภรณ์ ธนะสุริยะเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[วิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน]]></category>
		<category><![CDATA[องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาดอยตุง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43527</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ต่อยอดบทเรียนการพัฒนาจากพื้นที่จริงของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย ที่สั่งสมประสบการณ์มายาวนานเกือบ 4 ทศวรรษ สู่ &#8216;มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต&#8217; หรือ Doi Tung Living University พื้นที่เรียนรู้ด้านความยั่งยืนที่ถอดองค์ความรู้จากการทำงานจริง ทั้งการฟื้นฟูธรรมชาติ การพัฒนาคนและชุมชน การสร้างอาชีพ ธุรกิจเพื่อสังคม และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนสถาบันการศึกษา และองค์กรที่สนใจ สามารถนำไปปรับใช้กับการขับเคลื่อน ESG, Sustainable Leadership, Nature Positive, Circular Economy และการพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม คุณวิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการแก้ปัญหาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องเข้าใจความเชื่อมโยงของคน ธรรมชาติ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน “ดอยตุงไม่ใช่เพียงพื้นที่โครงการพัฒนา แต่เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ที่มีชีวิต ต้นไม้ทุกต้นและพื้นที่ทุกตารางนิ้วมีองค์ความรู้แฝงอยู่จากการลงมือทำจริง ทั้งความสำเร็จ บทเรียน ความท้าทาย และแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ในบริบทอื่นได้ มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตจึงเกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่รวบรวม ถอดบทเรียน และถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ออกไปให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/doi-tung-living-university/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ถอดบทเรียน 4 ทศวรรษโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สู่ &#8216;มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต&#8217; ถ่ายทอดองค์ความรู้  ส่งต่อหลักสูตรความยั่งยืนให้องค์กรยุคใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ต่อยอดบทเรียนการพัฒนาจากพื้นที่จริงของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย ที่สั่งสมประสบการณ์มายาวนานเกือบ 4 ทศวรรษ สู่<strong> &#8216;มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต&#8217;</strong> หรือ <strong>Doi Tung Living University</strong> พื้นที่เรียนรู้ด้านความยั่งยืนที่ถอดองค์ความรู้จากการทำงานจริง</p>
<p><span id="more-43527"></span></p>
<p>ทั้งการฟื้นฟูธรรมชาติ การพัฒนาคนและชุมชน การสร้างอาชีพ ธุรกิจเพื่อสังคม และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนสถาบันการศึกษา และองค์กรที่สนใจ สามารถนำไปปรับใช้กับการขับเคลื่อน ESG, Sustainable Leadership, Nature Positive, Circular Economy และการพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43530 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/9-re.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>คุณ</strong><strong>วิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการแก้ปัญหาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องเข้าใจความเชื่อมโยงของคน ธรรมชาติ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน</p>
<p><em><strong>“ดอยตุงไม่ใช่เพียงพื้นที่โครงการพัฒนา แต่เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ที่มีชีวิต ต้นไม้ทุกต้นและพื้นที่ทุกตารางนิ้วมีองค์ความรู้แฝงอยู่จากการลงมือทำจริง</strong> ทั้งความสำเร็จ บทเรียน ความท้าทาย และแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ในบริบทอื่นได้ มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตจึงเกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่รวบรวม ถอดบทเรียน และถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ออกไปให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ประเทศ และโลก” </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43531 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/6.jpg" alt="" width="1200" height="901" /></p>
<p>ทั้งนี้ <strong>มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต </strong>ไม่ใช่มหาวิทยาลัยในความหมายของสถาบันอุดมศึกษาที่ออกปริญญา แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่เปิดให้ผู้เรียนได้สัมผัสพื้นที่ ฟังเสียงชุมชน และเรียนรู้จากนักพัฒนา ผู้ปฏิบัติงาน และปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อทำความเข้าใจหลักคิดและกระบวนการพัฒนาที่ยั่งยืนจากคนทุกกลุ่ม ก่อนนำองค์ความรู้กลับไปปรับใช้กับองค์กร พื้นที่ หรือภารกิจของตนเอง</p>
<p>แกนสำคัญของการเรียนรู้คือการทำให้ผู้เข้าร่วมได้เห็น <strong>กระบวนการ </strong> เบื้องหลังการเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยเผชิญปัญหาความยากจน การทำไร่หมุนเวียน และการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่คนและป่าอยู่ร่วมกันได้ ผ่านแนวทาง <strong>&#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217;</strong> ที่เชื่อมการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเข้ากับการสร้างอาชีพ รายได้ ความภาคภูมิใจ และการมีส่วนร่วมของชุมชนตลอดกระบวนการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43534 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/7.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>การขับเคลื่อน <strong>Doi Tung Living University</strong> ยังตอบโจทย์ความท้าทายขององค์กรยุคใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงการทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมเป็นครั้งคราว แต่คือการนำหลักคิดด้านความยั่งยืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานจริง ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การพัฒนาผู้นำเป็นรุ่นต่อรุ่น การออกแบบโครงการเพื่อสังคมที่ได้ประโยชน์เป็นรูปธรรม ไปจนถึงการวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับคน ชุมชน และธรรมชาติ</p>
<p><em>“หลายองค์กรมีเป้าหมายด้าน ESG หรือความยั่งยืนที่ชัดเจนขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้แนวคิดเหล่านั้นไม่อยู่เพียงในรายงาน แต่เกิดเป็นการเปลี่ยนแปลงจริงในพื้นที่ มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตจึงพยายามทำให้องค์ความรู้จากดอยตุงกลายเป็นเครื่องมือที่ผู้เรียนสามารถนำกลับไปคิดต่อ ออกแบบต่อ และลงมือทำต่อได้ ซึ่งปัจจุบัน มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตได้พัฒนาองค์ความรู้จากดอยตุงเป็นหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ด้านความยั่งยืนที่ปรับให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายและบริบทของแต่ละองค์กร” </em></p>
<p><strong> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43532 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></strong></p>
<p>ด้าน<strong> คุณวราภรณ์ ธนะสุริยะเกียรติ </strong>ผู้จัดการโครงการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ในเมือง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า จุดเด่นของหลักสูตรภายใต้มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต คือการออกแบบการเรียนรู้ให้ผู้เข้าร่วมไม่ได้เป็นเพียงผู้รับฟัง แต่ได้มีส่วนร่วมผ่าน <strong>Experiential Learning</strong> หรือการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทั้งการลงพื้นที่ การแลกเปลี่ยนกับผู้ปฏิบัติงาน การถอดบทเรียนร่วมกัน และการเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้กับโจทย์จริงขององค์กร</p>
<p><em>“เราไม่ได้ต้องการให้ผู้เรียนกลับไปพร้อมคำตอบสำเร็จรูป แต่ต้องการให้เขาเห็นวิธีคิด เห็นกระบวนการ และเห็นปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้จริง หลักสูตรจึงออกแบบให้มีทั้ง <strong>Learn, Understand, Engage, Do และ Apply เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถเชื่อมโยงบทเรียนจากดอยตุงกับบริบทของตนเองได้ บทเรียนจากดอยตุงทำให้เห็นว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในองค์กร แต่เกี่ยวข้องกับวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีตัดสินใจของทุกคน</strong> การถ่ายทอดองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยที่มีชีวิตจึงเป็นการชวนองค์กรและผู้สนใจกลับมาตั้งคำถามว่า เราจะใช้ชีวิตที่ทำให้คนอยู่ได้ ธรรมชาติอยู่รอด และองค์กรเติบโตอย่างมีความหมายได้อย่างไร”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43535 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/8-ESG-training.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ตัวอย่าง <strong>หลักสูตรด้าน Sustainability</strong> เปิดให้ผู้เรียนทำความเข้าใจหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านกรณีศึกษาจริง เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงแนวทางการวัดผลลัพธ์การพัฒนา ขณะที่หลักสูตร Sustainability Leadership และ Sustainability Impactful เหมาะสำหรับผู้บริหาร ทีมความยั่งยืน ทีม CSR ทีม HR หรือผู้รับผิดชอบโครงการด้านความยั่งยืนขององค์กร ที่ต้องการเข้าใจบทบาทของผู้นำ การทำงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการขับเคลื่อนความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริงภายในองค์กร สามารถนำไปใช้ในการดำเนินงานตรงหรือถ่ายทอดต่อให้บุคลากรอื่นๆในองค์กร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43528 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Doi-tung-Uni.jpg" alt="" width="1200" height="582" /></p>
<p><strong>ด้านสิ่งแวดล้อม</strong> มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตยังมีหลักสูตรที่ถอดบทเรียนจากการจัดการของเสียในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เช่น Sustainable Waste Management, Zero Waste to Landfill และ Community Engagement for Zero Waste Initiatives เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจรากของปัญหาขยะ การจัดการของเสียตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การต่อยอดสู่ Circular Economy และแนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนหรือองค์กรในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ</p>
<p>ขณะที่ <strong>หลักสูตรด้าน Social Enterprise</strong> ถ่ายทอดบทเรียนจากธุรกิจเพื่อสังคมภายใต้แบรนด์ดอยตุง ซึ่งดำเนินธุรกิจโดยยึดหลัก Profit with Purpose ใช้กลไกตลาดควบคู่กับการสร้างอาชีพและคุณภาพชีวิตให้คนในชุมชน สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจสามารถเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้ หากออกแบบให้เชื่อมโยงกับปัญหาและศักยภาพของพื้นที่อย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43533 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/13.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบ <strong>Sustainability Workshop</strong> ที่สามารถออกแบบเนื้อหาและกระบวนการให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร เช่น ESG, SDGs, Biodiversity, Sustainable Leadership, Key Success Factors หรือประเด็นความยั่งยืนเฉพาะด้าน โดยใช้เครื่องมือการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เกมจำลอง การลงมือปฏิบัติ และการสะท้อนคิด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้กับงานจริงขององค์กรได้มากขึ้น</p>
<p>อีกทั้งยังมี <strong>หลักสูตรสำหรับเด็กและเยาวชนในเมือง เ</strong>พื่อเปิดโลกแห่งธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความหลากหลายทางสังคม ให้กับเด็กในเมือง เพื่อสร้างผู้นำในอนาคตที่ตระหนักถึงความยั่งยืน เข้าใจธรรมชาติ และพร้อมเติบโตและใช้ชีวิตไปพร้อมกับรักษาธรรมชาติให้คนรุ่นต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43536 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/10.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>หลักสูตรภายใต้<strong> &#8216;มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต&#8217; </strong>ถ่ายทอดบทเรียนจากการทำงานจริงของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สู่องค์ความรู้และเครื่องมือที่องค์กรสามารถนำไปปรับใช้ตามบริบท เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต่อคน ชุมชน ธรรมชาติ และองค์กรในระยะยาว หากหน่วยงานหรือองค์กรที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติม หรือปรึกษาแนวทางการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ด้านความยั่งยืนให้เหมาะกับบริบทขององค์กร สามารถติดต่อ Sustainable Living Academy มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โทร. 053-767-015-7 ต่อ 23700 หรืออีเมล klc@doitung.org</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/doi-tung-living-university/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ถอดบทเรียน 4 ทศวรรษโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สู่ &#8216;มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต&#8217; ถ่ายทอดองค์ความรู้  ส่งต่อหลักสูตรความยั่งยืนให้องค์กรยุคใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ซีพี ทุ่ม 30 ล้าน ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุน​โปรเจ็กต์ดูแล &#8216;ป่าชุมชน&#8217; ​ใช้กลไก &#8216;Reforest Tokenization&#8217;แปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคน ​พร้อมความร่วมมือเฟสใหม่ ดึงคาร์บอนเครดิตจากดอยตุง ขายผ่านทรูมันนี่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/cp-join-mflf-reforest-tokenization/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Jul 2026 12:15:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forest]]></category>
		<category><![CDATA[CP]]></category>
		<category><![CDATA[Green Tokenization]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[Nature Capital]]></category>
		<category><![CDATA[Reforest Tokenization]]></category>
		<category><![CDATA[Tokenization]]></category>
		<category><![CDATA[Utility Token]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[จอมกิตติ ศิริกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[วรสิทธิ์ สิทธิวิชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภชัย เจียรวนนท์]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ์ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[อภินันท์ ดาบเพ็ชร]]></category>
		<category><![CDATA[เครือเจริญโภคภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[แปลงป่าเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวงฯ​]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[โทเคน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42982</guid>

					<description><![CDATA[<p>เครือเจริญโภคภัณฑ์ สนับสนุนงบประมาณ 30 ล้านบาท สนับสนุนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง​ ในพระบรมราชูปถัมภ์​ ขับเคลื่อนการดูแลป่าชุมชนตามแนวคิด &#8216;Reforest Tokenization&#8216; นำร่อง 1 หมื่นไร่ ครอบคลุม 200 ครัวเรือน ​​เพิ่มแนวร่วมฟื้นฟูป่าพร้อมสร้างรายได้ให้​ชุมชน   พร้อมการนำคาร์บอนเครดิตที่สร้างได้จากป่าชุมชนมาแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Utility Token) ขายผ่านทรูมันนี่ เพิ่มช่องทางชดเชยคาร์บอนส่วนบุคคล และเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปมีช่องทางในการสนับสนุนการดูแลป่าได้สะดวกมากยิ่งขึ้น รวมทั้ง​แผนขยายความร่วมมมือของทั้งสององค์กรในเฟสต่อไป ด้วยการนำคาร์บอนเครดิตจาก &#8216;โครงการดอยตุง&#8217; โครงการต้นแบบที่มีการรับรองคาร์บอนเครดิตมาตรฐาน T-VER แล้วรวม 4 แสนตันคาร์บอน (CO2eq)  มาแปลงเป็น Utility Token เพื่อจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มทรูมันนี่ด้วยเช่นกัน ซีพี ตั้งงบ 30 ล้าน หนุนแนวร่วมดูแลป่าชุมชน  คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า ซีพีรวมทั้งบริษัทในเครือฯ ร่วมเป็นหนึ่งในภาคเอกชนภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ  ผ่านการสนับสนุนงบประมาณ 30 ล้านบาท สำหรับการทำงานร่วมกับภาคชุมชนในการดูแลและฟื้นฟูป่าชุมชนพื้นที่นำร่อง 1 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/cp-join-mflf-reforest-tokenization/">ซีพี ทุ่ม 30 ล้าน ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุน​โปรเจ็กต์ดูแล &#8216;ป่าชุมชน&#8217; ​ใช้กลไก &#8216;Reforest Tokenization&#8217;แปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคน ​พร้อมความร่วมมือเฟสใหม่ ดึงคาร์บอนเครดิตจากดอยตุง ขายผ่านทรูมันนี่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เครือเจริญโภคภัณฑ์ สนับสนุนงบประมาณ 30 ล้านบาท สนับสนุนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง​ ในพระบรมราชูปถัมภ์​ ขับเคลื่อนการดูแลป่าชุมชนตามแนวคิด &#8216;<strong>Reforest Tokenization</strong>&#8216; นำร่อง 1 หมื่นไร่ ครอบคลุม 200 ครัวเรือน ​​เพิ่มแนวร่วมฟื้นฟูป่าพร้อมสร้างรายได้ให้​ชุมชน <strong> </strong></p>
<p><span id="more-42982"></span></p>
<p>พร้อมการนำคาร์บอนเครดิตที่สร้างได้จากป่าชุมชนมาแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Utility Token) ขายผ่านทรูมันนี่ เพิ่มช่องทางชดเชยคาร์บอนส่วนบุคคล และเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปมีช่องทางในการสนับสนุนการดูแลป่าได้สะดวกมากยิ่งขึ้น</p>
<p>รวมทั้ง​แผนขยายความร่วมมมือของทั้งสององค์กรในเฟสต่อไป ด้วยการนำคาร์บอนเครดิตจาก<strong> &#8216;โครงการดอยตุง&#8217;</strong> โครงการต้นแบบที่มีการรับรองคาร์บอนเครดิตมาตรฐาน T-VER แล้วรวม 4 แสนตันคาร์บอน (CO2eq)  มาแปลงเป็น Utility Token เพื่อจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มทรูมันนี่ด้วยเช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42986 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/re-03_คุณศุภชัย.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ซีพี ตั้งงบ 30 ล้าน หนุนแนวร่วมดูแลป่าชุมชน </strong></p>
<p><strong>คุณศุภชัย เจียรวนนท์ </strong>รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า ซีพีรวมทั้งบริษัทในเครือฯ ร่วมเป็นหนึ่งในภาคเอกชนภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ  ผ่านการสนับสนุนงบประมาณ 30 ล้านบาท สำหรับการทำงานร่วมกับภาคชุมชนในการดูแลและฟื้นฟูป่าชุมชนพื้นที่นำร่อง 1 หมื่นไร่  พร้อมการสนับสนุนการทำงานของภาคชุมชนทั้งงานด้านการอนุรักษ์และป้องกันไฟป่า รวมทั้งการสนับสนุนกองทุนด้านการส่งเสริมอาชีพภายในชุมชน เพื่อช่วยยกระดับรายได้คนในชุมชนได้เพิ่มขึ้น ​ครอบครัวละไม่ต่ำกว่า 1 &#8211; 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน เพื่อใช้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจในการช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมคนในพื้นที่ให้กลายมาเป็นแนวร่วมในการอนุรักษ์ป่า ซึ่งจะทำให้แต่ละชุมชนมีรายได้หลายทางทั้งทรัพยากรจากการดูแลธรรมชาติในป่า ​การขายคาร์บอนเครดิตที่สร้างจากป่า รวมทั้งการพัฒนาอาชีพที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนหมู่บ้าน</p>
<p><em>&#8220;การอนุรักษ์ป่าจำเป็นต้องสร้าง<strong> ‘แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ’</strong> เพื่อให้คนที่อยู่กับป่าสามารถมีรายได้จากการรักษาป่า มากกว่าการใช้ประโยชน์ที่ทำลายทรัพยากร จึงเป็นที่มาของแนวคิด <strong>Reforest Tokenization</strong> ที่มุ่งยกระดับผืนป่าให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Natural Capital เพื่อเชื่อมโยงการอนุรักษ์กับกลไกเศรษฐกิจ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม”</em></p>
<p>ทั้งนี้ ป่ามีบทบาทสำคัญในการดูแลและสร้างสมดุลให้​​ระบบนิเวศ​ ทั้งการช่วยดูดซับคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์ได้ราว 31%,  การเป็นแหล่งกำเนิดน้ำจืดในการใช้สอยกว่า 75% ของโลก และ 80% ของ​สิ่งมีชีวิตบนบกที่ต้องอาศัยป่าในการดำรงชีวิต รวมทั้งกว่า 90%  ของประชากรที่ขาดแคลนหรือยากจนที่สุดของโลกต้องพึ่งพาในการดำรงชีวิต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42992 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Re-CP1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>ขณะที่การสูญเสียพื้นที่ป่าของโลกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่โดยรอบประเทศไทย</strong> โดยพบว่า ระหว่างปี 2533-2568 พื้นที่ป่าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงลดลงอย่างต่อเนื่องที่ราว 22% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ระดับ 4% โดยเมียนมาสูญเสียพื้นที่ป่าสูงสุดถึง 75 ล้านไร่ หรือลดลง 30.9%  ขณะที่ไทยสูญเสีย 3.7 ล้านไร่ หรือมีพื้นที่ป่าลดลง 2.9% ส่วนลาวลดลง 9.5% ​ ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยอาจจะสามารถรักษาพื้นที่ป่าไว้ได้ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค <strong>แต่เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการมีพื้นที่สีเขียวของป่าไว้ แต่ยังมีปัญหาสำคัญที่ต้องดูแลทั้งการเกิดไฟป่า และปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งการอนุรักษ์ป่าเป็นหนึ่งแนวทางสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาให้บรรเทาความรุนแรงลงได้</strong> และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทางเครือซีพีให้ความสำคัญในการเข้าร่วมสนับสนุนโครงการดูแลป่าชุมชนครั้งนี้</p>
<p><em>“จากประสบการณ์การลงพื้นที่จังหวัดน่านร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผมได้เรียนรู้ว่าหัวใจของการอนุรักษ์ป่าไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ แต่คือการทำให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุล มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีอาชีพที่ยั่งยืน หากชุมชนยังมีรายได้ไม่เพียงพอ แรงกดดันต่อผืนป่าก็จะยังคงอยู่ วันนี้โลกมีคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกที่สะท้อนคุณค่าของการดูดซับคาร์บอน แต่ความจริงแล้วป่ายังมีคุณค่าอีกมาก ทั้งการรักษาต้นน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ การป้องกันไฟป่า และการดูแลชุมชน Reforest Tokenization จึงเป็นการนำคุณค่าเหล่านี้มาแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนมีส่วนร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์ ขณะที่รายได้จะกลับสู่ชุมชนผู้ดูแลผืนป่า เปลี่ยนผืนป่าให้เป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่า สร้างอาชีพที่มั่นคง ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและการประกอบกิจกรรมที่ทำลายทรัพยากร”</em></p>
<p><strong>&#8216;ชุมชน&#8217; นักรบด่านหน้าฟื้นฟู Nature Capital</strong></p>
<p>ด้าน<strong> หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติต้องเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพของชีวิตคนในชุมชนที่เสมือนเป็นกำแพงด่านหน้าคอยเผชิญกับวิกฤตต่างๆ และหากพวกเขาไม่สามารถอยู่ได้ธรรมชาติก็จะถูกทำลาย และสุดท้ายก็จะส่งผลกระทบต่อพวกเราทุกคนเช่นเดียวกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42987 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/re-04_มล.ดิศปนัดดา.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;คำว่า <strong>&#8216;คนหิว ป่าหาย&#8217;</strong> ยังเป็นจริงอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องหาโมเดลสำหรับการดูแลแนวหน้าอย่างชุมชนซึ่งอยู่กับป่าให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเปลี่ยนมาเป็นแนวร่วมในการช่วยพวกเราดูแลและฟื้นฟูป่าและธรรมชาติ ขณะเดียวกันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปัจจุบันจำเป็นต้องมองความคุ้มค่าและการสร้างประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรต่างๆ โดยไม่มองว่าธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมเป็นของฟรี โดยมีการประเมินมูลค่า​ธรรมชาติในปัจจุบันอยู่ที่ 125 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และการเติบโตของ <strong>GDP โลกกว่า 55% มาจากการพึ่งพาทุนทางธรรมชาติ ​ขณะที่ปัจจุบันเรามีการดึง​​ทรัพยากรธรรมชาติในอนาคตมาใช้แล้วกว่า 1.8 เท่าของทรัพยากรที่โลกมีอยู่ จึงจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวแต่จำเป็นต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพควบคู่ไปด้วย โดยชุมชนนับเป็นกลไกสำคัญ </strong>ในฐานะคนในพื้นที่ และเป็นกลุ่มคนที่สามารถทำให้​การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่เกิดขึ้นได้จริง&#8221;  </em></p>
<p>ทั้งนี้ ความร่วมมือกับทางซีพีเป็นหนึ่งโมเดลในการสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชน ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนการฟื้นฟูและอนุรักษ์ธรรมชาติ  โดยเรื่องคาร์บอนเครดิตเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นในการสั่นกระดิ่งให้คนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของทุนธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะสุดท้ายการดูแลป่า เพื่อได้คาร์บอนเครดิต มาช่วยดูดซับคาร์บอนเป็นเพียงหนึ่งประเด็นในการฟื้นฟูธรรมชาติ แต่ยังต้องมองเรื่อง Biodiversity หรือความหลากลายทางธรรมชาติไปพร้อมกันด้วย เพื่อให้โลกและมนุษยชาติยังดำรงอยู่ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42990 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Re-Kduke.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><em><strong>Carbon Credit จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่จาก Biodiversity Credit ซึ่งยังต้องเรียนรู้และขับเคลื่อนเพิ่มเติมต่อไปในอนาคต</strong></em> และภาคธุรกิจจำเป็นต้องหันมามอง เข้าใจ และเริ่มขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ โดยไม่มองว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมา แต่เป็นการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงต่อธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยง Cost of Inaction หรือ ต้นทุนจากการไม่ทำอะไร ทั้งการถูกกฎเกณฑ์ในอนาคตบังคับให้ต้องเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเริ่มทำเองตั้งแต่ตอนนี้ หรือหากโลกเคลื่อนไปจนถึงจุดที่ทรัพยากรต่างๆ ถูกทำลายจนไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้แล้ว ไม่ว่าจะใช้เงินมากเท่าไหร่ก็ไม่สามารถย้อนกลับมายังจุดที่สามารถแก้ไขได้อีกต่อไป</p>
<p><strong>แปลงคาร์บอนเครดิตจากป่า เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ดึงประชาชนร่วมดูแลป่า</strong></p>
<p>สำหรับ Roadmap ความร่วมมือระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์  และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้วางกรอบดำเนินงานไว้ในระหว่างปี 2569–2573 ผ่านการพัฒนากลไก<strong> Reforest Tokenization</strong> ให้สามารถเชื่อมข้อมูลการฟื้นฟูป่า การกักเก็บคาร์บอน และผลลัพธ์จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ อย่างเป็นระบบ</p>
<p>โดย​ระยะแรกภายในปี 2569 เครือฯ จะนำคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ป่าที่พัฒนาโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มาจำหน่ายบนแอปพลิเคชัน TrueMoney เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมสนับสนุนการดูแลป่า ผ่านรูปแบบการแลกสิทธิ์ใช้งานทันที หรือ Instant Redeem กลไกในระยะเริ่มต้นนี้จะยังไม่มีการถือครองเหรียญหรือโทเคนใน Digital Wallet แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและบล็อกเชน เพื่อเชื่อมกระบวนการเลือกซื้อ ชำระเงิน และรับใบรับรองการชดเชยคาร์บอนส่วนบุคคลให้ครบในประสบการณ์เดียว ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการสนับสนุนการดูแลป่าได้สะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น</p>
<p>สำหรับระยะต่อไป เครือเจริญโภคภัณฑ์จะพัฒนากลไก Reforest Tokenization อย่างเต็มรูปแบบภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้าง<em><strong>ช่องทางใหม่ในการระดมทุนและขยายระบบนิเวศการอนุรักษ์ โดยใช้โทเคนเป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ ไม่เฉพาะคาร์บอนเครดิต แต่รวมถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และบริการของระบบนิเวศอื่น ๆ</strong>  </em>เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนร่วมสร้าง &#8216;Natural Capital&#8217; ของประเทศไทย และทำให้การอนุรักษ์สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42985 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/re-01_Reforest-Tokenization-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยมีพื้นที่นำร่องสำคัญ ใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และตาก จำนวนรวมกว่า 10,000 ไร่ ประมาณการณ์คาร์บอนเครดิต 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทั้งนี้ เครือฯ ยังตั้งเป้าร่วมพัฒนากลไกกองทุนหมุนเวียนเพื่อการฟื้นฟูป่ากับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ภายในปี 2573 เป็นเงินรวมกว่า 30 ล้านบาท เพื่อให้ทรัพยากรที่เกิดจากการอนุรักษ์สามารถกลับมาสนับสนุนชุมชนและการฟื้นฟูพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงขยายโครงการด้วยตนเองและร่วมมือกับพันธมิตรอื่นๆ ในอนาคต</p>
<p>รวมทั้งการขยายความร่วมมือระหว่างซีพี และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในเฟสต่อไป ด้วยการนำคาร์บอนเครดิตจากโครงการดอยตุง ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมาย มาร่วมจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มทรูมันนี่ด้วยเช่นกัน โดยปัจจุบันโครงการดอยตุงได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตมาตรฐาน T-VER แล้วกว่า 4 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2eq) หรือแปลงเป็นหน่วยย่อยได้กว่า 400 ล้านกิโล CO2eq ซึ่ง​ปัจจุบันอยู่ในช่วงทดลองดำเนินงานผ่านแซนด์บ็อกซ์ของทางธนาคารแห่งประเทศไทย ​รวมทั้งยังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมในรายละเอียดถึงดีมานด์ในตลาด เพื่อพิจารณาถึงปริมาณที่จะนำออกมา​จำหน่ายในอนาคต</p>
<p><strong>Tokenizing Reforestation</strong><strong> ผนึกชุมชน นวัตกรรม และธรรมชาติ </strong></p>
<p>การประกาศความร่วมมือระหว่างซีพี และแม่ฟ้าหลวงฯ ผ่านการจัดงาน <strong>&#8216;Tokenizing Reforestation: </strong><strong>ฟื้นป่าด้วยนวัตกรรมโทเคน</strong><strong>&#8216;</strong> ภายใต้แนวคิด &#8216;<strong>ร่วมสร้างอนาคตที่ธรรมชาติ เทคโนโลยี และชุมชนเติบโตไปด้วยกัน</strong><strong>&#8216;</strong> พร้อมเวทีสัมมนาหัวข้อ <strong>&#8216;Unlocking Forest Value through Collaboration: ปลดล็อกคุณค่าผืนป่า ผ่านพลังความร่วมมือ&#8217;</strong></p>
<p>เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการทำให้การฟื้นฟูป่าเป็นโมเดลที่ขยายผลได้จริง ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำให้การอนุรักษ์เดินหน้าไปพร้อมๆ กับการสร้างรายได้ให้กับทุกภาคส่วน</p>
<p><strong>คุณสมิทธิ์ หาเรือนพืชน์ </strong>ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ​การอนุรักษ์ป่าจะเกิดผลอย่างยั่งยืนได้ต้องเริ่มจากชุมชน โดยรับฟังความต้องการ สร้างองค์ความรู้ และใช้เทคโนโลยีร่วมกับระบบตรวจสอบที่โปร่งใส เมื่อชุมชนมีรายได้จากคาร์บอนเครดิต ก็จะเกิดแรงจูงใจในการดูแลผืนป่าและลดปัญหาไฟป่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงทำหน้าที่เชื่อมโยงชุมชนกับภาคเอกชน เพื่อพัฒนาโมเดลการอนุรักษ์ที่โปร่งใส ปราศจากการฟอกเขียว และสร้างรายได้จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42989 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/re-06_Reforest-Tokenization.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณ​</strong><strong>จอมกิตติ ศิริกุล</strong> รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ระบุว่า​ ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เครือซีพีได้ทำงานร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมูลนิธิปิดทองหลังพระ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่กับผืนป่า โดยมุ่งสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจที่อยู่ร่วมกับป่าได้ เช่น กาแฟ พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและต่อยอดสู่คาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ผืนป่าและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>คุณวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย </strong>ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจคาร์บอนเครดิต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด อธิบายว่า ธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์มีความเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรและเกษตรกรจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ผืนป่า จึงเผชิญความท้าทายทั้งปัญหาการบุกรุกป่าและการเผาที่ก่อให้เกิดหมอกควัน เครือซีพีจึงดำเนินมาตรการรณรงค์ ควบคู่กับการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ และมองว่าธุรกิจคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากป่าไม้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน จึงเป็นความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในการสนับสนุนให้ชุมชนมีรายได้ที่เพียงพอ ลดการบุกรุกป่า ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสม</p>
<p><strong>คุณอภินันท์ ดาบเพ็ชร </strong>กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซนด์ บิท จำกัด และผู้อำนวยการฝ่ายการเติบโตของวอลเล็ทแพลตฟอร์ม บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวว่า แอสเซนด์ บิท และทรูมันนี่ ภายใต้เครือแอสเซนด์ กรุ๊ป เชื่อว่าความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายๆ เราจึงนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาต่อยอดบริการซื้อคาร์บอนเครดิต บนแอปพลิเคชันทรูมันนี่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างสะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้ ผ่านโครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานเลือกแพ็กเกจการชดเชยคาร์บอนได้ตามความต้องการ และได้รับใบรับรองการชดเชยคาร์บอน เพื่อยืนยันการมีส่วนร่วมและสามารถตรวจสอบได้ ความร่วมมือในโครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ด้าน Reforest Tokenization ควบคู่ไปกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อนำมาส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
<p>ภายในงาน ยังมีนิทรรศการจากหน่วยงานและพันธมิตร ที่นำเสนอภาพการต่อยอดผืนป่าสู่ทุนธรรมชาติ ตั้งแต่การพัฒนาธุรกิจคาร์บอนเครดิต การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล ไปจนถึงโมเดลการพัฒนาชุมชนที่สร้างรายได้ควบคู่กับการดูแลผืนป่า สะท้อนให้เห็นว่าการอนุรักษ์สามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกลไก  Reforest Tokenization ที่ไม่พียง​นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้กับการอนุรักษ์ป่า แต่เป็นการวางรากฐานกลไกใหม่ที่ <strong>แปลงป่าเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล </strong> และสร้างแรงจูงใจที่ทำให้ ​<strong>การดูแลป่าสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน </strong>ผ่านพลังชุมชน องค์ความรู้ด้านการพัฒนา เทคโนโลยีดิจิทัล ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคีเครือข่าย เพื่อให้คนอยู่รอด ป่าอยู่ได้ และสร้างคุณค่ากลับคืนสู่ประเทศชาติ ประชาชน และองค์กรได้อย่างแท้จริง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/cp-join-mflf-reforest-tokenization/">ซีพี ทุ่ม 30 ล้าน ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุน​โปรเจ็กต์ดูแล &#8216;ป่าชุมชน&#8217; ​ใช้กลไก &#8216;Reforest Tokenization&#8217;แปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคน ​พร้อมความร่วมมือเฟสใหม่ ดึงคาร์บอนเครดิตจากดอยตุง ขายผ่านทรูมันนี่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 11:23:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forest]]></category>
		<category><![CDATA[Conservation]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[Village to the World Season 5]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุงโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[ตะนุ สมนาม]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์​]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฐมพร ทรงลิลิตชูวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าดงใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[อำนาจเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42896</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถอดบทเรียนความสำเร็จของพื้นที่ ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ หลังเข้าร่วม โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2566 จนพิสูจน์ให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นมากกว่ากลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนมีระบบดูแลป่า มีทุนพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรของตนเองได้อย่างยั่งยืน ล่าสุดพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการทวนสอบและยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยมีพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิตรายปี 11,275 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมต่อยอดป่าชุมชนสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจด้านความยั่งยืนได้เรียนรู้ว่า การอนุรักษ์ป่าสามารถเดินไปพร้อมกับการพัฒนาอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาวได้จริง ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตนเองได้พร้อมกัน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุนสำคัญ ได้แก่ กองทุนดูแลป่า และกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟป่า ฟื้นฟูป่า พัฒนาอาชีพ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรของตนเอง ปัจจุบัน โครงการได้ดำเนินโครงการมาในระยะที่ 5 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ถอดบทเรียนความสำเร็จของพื้นที่ <strong>ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ</strong> หลังเข้าร่วม <strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong> ตั้งแต่ปี 2566 จนพิสูจน์ให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นมากกว่ากลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนมีระบบดูแลป่า มีทุนพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรของตนเองได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-42896"></span></p>
<p>ล่าสุดพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการทวนสอบและยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยมีพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิตรายปี 11,275 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมต่อยอดป่าชุมชนสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจด้านความยั่งยืนได้เรียนรู้ว่า การอนุรักษ์ป่าสามารถเดินไปพร้อมกับการพัฒนาอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาวได้จริง</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong> เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตนเองได้พร้อมกัน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุนสำคัญ ได้แก่ กองทุนดูแลป่า และกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟป่า ฟื้นฟูป่า พัฒนาอาชีพ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรของตนเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42901 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/22.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ปัจจุบัน โครงการได้ดำเนินโครงการมาในระยะที่ 5 แล้ว โดยจังหวัดอำนาจเจริญอยู่ในโครงการระยะที่ 3 ซึ่งเริ่มดำเนินงานในปี 2566 ครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ยโสธร และอำนาจเจริญ โดยมีภาคเอกชนจากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมสนับสนุน ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจเครื่องดื่ม พลังงาน ปิโตรเคมี การเงินและธนาคาร การบิน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงเกษตรอาหาร</p>
<p><em>สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลความยั่งยืนจากดอยตุงสามารถขยายผลสู่พื้นที่ต่างๆ ได้จริง และการดูแลป่าชุมชนไม่ได้เป็นเพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ ภาคธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของชุมชนเข้าด้วยกัน </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42897 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/1.jpg" alt="" width="1200" height="843" /></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ </strong>กล่าวว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้นำประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มาปรับใช้ในการขยายโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนไปยังป่าชุมชนในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ โดยภาคอีสานเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่มีทั้งความเข้มแข็งของชุมชน ฐานทรัพยากรป่าชุมชน และความพร้อมของผู้นำท้องถิ่น ปัจจุบันในภาคอีสานมีพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดยโสธร</p>
<p>“สิ่งที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ให้ความสำคัญคือการทำให้การดูแลป่าเชื่อมโยงกับชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง <em><strong>ป่าชุมชนไม่ใช่เพียงพื้นที่อนุรักษ์ แต่เป็นฐานทรัพยากร ฐานอาชีพ และฐานเศรษฐกิจของคนในพื้นที่</strong></em> หากชุมชนมีระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง คาร์บอนเครดิตจะเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้การดูแลป่าเกิดความต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนได้ในระยะยาว” นายสมิทธิกล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42898 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณปฐมพร ทรงลิลิตชูวงศ์ ผู้จัดการโครงการอาวุโส มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> กล่าวว่า พื้นที่ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่ป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน 16,385 ไร่ และพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ ครอบคลุม 13 หมู่บ้าน 1,761 ครัวเรือน หรือประชาชนที่เกี่ยวข้อง 7,596 คน<em><strong> ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจและปรับปรุงข้อมูลพื้นที่โครงการ เพื่อยืนยันขอบเขตพื้นที่ ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอน</strong></em> จัดทำรายงานติดตามผลปริมาณก๊าซเรือนกระจก ทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอก และยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.<em><strong> โดยคาดว่าจะได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตภายในสิ้นปีนี้</strong></em></p>
<p>โดยชุมชนทั้ง 13 หมู่บ้าน ได้รับการสนับสนุนเพื่อนำไปบริหารจัดการผ่าน 2 กองทุน โดย <strong>กองทุนดูแลป่า</strong>ใช้สำหรับกิจกรรมป้องกันไฟป่า การทำแนวกันไฟ การลาดตระเวน การเฝ้าระวังไฟป่า การปลูกป่าเสริม และการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันไฟป่า ซึ่งจากการดำเนินงาน​ <em><strong>ช่วยให้การเกิดไฟป่าลดลงได้ถึง 90%</strong> </em>ส่วน<strong>กองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน </strong>ช่วยให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับพัฒนาพื้นที่และต่อยอดกิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างรอคาร์บอนเครดิต อาทิ การแปรรูปอาหารพื้นถิ่น งานหัตถกรรม และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42899 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/11.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน ชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อยยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ร่วมกับภาคี ภายใต้โครงการ <strong>Village to the World Season 5</strong> ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมีบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เป็นหนึ่งในภาคีที่ร่วมสนับสนุนการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งเรียนรู้ด้านความยั่งยืน เพื่อเชื่อมโยงทุนธรรมชาติ วิถีชีวิต และศักยภาพของชุมชนให้เกิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรในระยะยาว</p>
<p><em>“จุดเด่นของพื้นที่นี้คือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงผืนป่าอนุรักษ์ แต่เป็นทุนชีวิตของชุมชน ทั้งในฐานะแหล่งอาหารตามฤดูกาล แหล่งรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติ ฐานอาชีพ และพื้นที่ที่กำลังต่อยอดไปสู่เส้นทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ถือเป็นพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการดูแลป่า ชุมชน และการเปลี่ยนทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42900 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/12.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ป่าดงใหญ่ในตำบลสร้างถ่อน้อยยังมีความโดดเด่นในฐานะ &#8216;<strong>ซูเปอร์มาร์เก็ตธรรมชาติ</strong>&#8216; ของชุมชน เป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งรายได้ และพื้นที่ชีวิตของคนในตำบล ไม่ว่าจะเป็นเห็ดตามฤดูกาล ไข่มดแดง แมงจินูน แมงแคง ปลาและทรัพยากรธรรมชาติจากแหล่งน้ำ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานศิลปะหัตถกรรม เช่น การทอผ้าไหม งานจักสาน การแปรรูปผลผลิตจากธรรมชาติ และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์แบบอัดเม็ด ซึ่งสะท้อนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการต่อยอดกองทุนพัฒนาชุมชนให้เกิดรายได้หมุนเวียนในพื้นที่</p>
<p><strong>ด้านคุณตะนุ สมนาม ประธานป่าชุมชนบ้านคำข่า และกำนันตำบลสร้างถ่อน้อย</strong> กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการทำให้ชุมชนมองเห็นคุณค่าของการดูแลป่าชัดเจนขึ้น จากเดิมที่ชาวบ้านช่วยกันรักษาป่าดงใหญ่ในฐานะแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และพื้นที่ชีวิตของคนทั้งตำบล วันนี้การดูแลป่ามีแผน มีหน้าที่ และมีเป้าหมายร่วมกันมากขึ้น ทั้งการเฝ้าระวังไฟป่า การดูแลแนวกันไฟ การลาดตระเวน และการร่วมกันคิดว่าจะใช้ทรัพยากรในชุมชนอย่างไรให้เกิดประโยชน์โดยไม่ทำลายป่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42904 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“สิ่งที่ชุมชนภูมิใจคือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงป่าที่ชาวบ้านช่วยกันรักษา แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน คาร์บอนเครดิตจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกี่ยวข้องกับอาหาร อาชีพ รายได้ และอนาคตของลูกหลานในพื้นที่โดยตรง”</em> คุณตะนุกล่าว</p>
<p>สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ชุมชนจะเปิดให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้เรื่องป่าชุมชน การวัดต้นไม้เพื่อประเมินคาร์บอนเครดิต การนั่งซาเล้งชมเส้นทางป่าที่พัฒนาจากแนวลาดตระเวนและแนวกันไฟ การทำ Eco print จากสีธรรมชาติ การชมผ้าไหมและงานหัตถกรรมท้องถิ่น การเยี่ยมชมบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ส่างท่อ และการล่องเรือลำเซบาย เพื่อสัมผัสธรรมชาติสองฝั่งน้ำที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของป่าภาคอีสาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42906 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/13.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดำเนินงานครอบคลุมป่าชุมชน 303 ชุมชน ใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ตาก กำแพงเพชร อุทัยธานี กระบี่ ยโสธร อำนาจเจริญ น่าน ลำปาง รวมพื้นที่ 287,944 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 161,171 คน จาก 52,359 ครัวเรือน และมีหน่วยงานร่วมสนับสนุน 30 องค์กร โดยผลการดำเนินโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลป่าและป้องกันไฟป่า</p>
<p>จากการติดตามพื้นที่เสียหายจากไฟป่าก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ พบว่า พื้นที่โครงการระยะที่ 1-2 ลดพื้นที่เสียหายจากไฟป่าจากค่าเฉลี่ย 11.41% เหลือ 1.99% ในปี 2567 ขณะที่โครงการระยะที่ 3 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 8.17% เหลือ 1.18% ในปี 2568 และโครงการระยะที่ 4 ลดลงจาก 21.75% เหลือ 0.77% ชี้ให้เห็นว่ากลไกกองทุนดูแลป่าและการบริหารจัดการโดยชุมชนสามารถช่วยลดการเกิดไฟป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากไฟป่าได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อชุมชนมีทรัพยากร มีระบบบริหารจัดการ และมีแรงจูงใจที่เป็นธรรม ป่าชุมชนสามารถเป็นทั้งเครื่องมือด้านสภาพภูมิอากาศ ฐานเศรษฐกิจท้องถิ่น และหลักประกันคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากภูเขาหัวโล้น สู่ &#8216;โมเดลเรียนรู้ความยั่งยืน&#8217; 38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย สู่สายตาชาวโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/doitung-global-sustainable-development-role-model/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 11:41:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luan]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[SE]]></category>
		<category><![CDATA[Social Enterprise]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คนกับป่า]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42224</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ &#8216;โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย&#8217; โดย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตอกย้ำบทบาทต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย อีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนว่า การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้สำเร็จต้องทำทั้งระบบ ตั้งแต่การแก้ปัญหาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน การสร้างอาชีพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในอนาคตของพื้นที่ตนเอง ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษ ดอยตุงเปลี่ยนจากพื้นที่ภูเขาหัวโล้นที่เคยเผชิญปัญหาการปลูกพืชเสพติด การทำไร่เลื่อนลอย และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์กว่า 90% ผ่านการจัดสรรพื้นที่ให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างสมดุล ควบคู่กับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะไม่ให้ไปสู่บ่อฝังกลบ การดูแลน้ำ การใช้พลังงานทดแทนและลดต้นทุน การนำของเหลือจากการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ การพัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชน และการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นผู้ดูแลทรัพยากรรุ่นต่อไป จนโครงการพัฒนาดอยตุงฯ กลายเป็น &#8216;โมเดลความยั่งยืน&#8217; เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบการพัฒนาที่มีคณะศึกษาดูงานทั้งจากไทยและต่างประเทศเดินทางมาเรียนรู้หลายพันคนต่อปี  พร้อมต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากพื้นที่สู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของตนเอง ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า บทเรียนสำคัญของดอยตุงคือ ถ้าเราต้องการรักษาป่า เราต้องเข้าใจชีวิตของคนที่อยู่กับป่า การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนไม่ใช่การห้ามคนใช้ทรัพยากรทั้งหมด แต่คือการออกแบบให้คนใช้ทรัพยากรอย่างพอดี มีระบบ มีความรับผิดชอบ และเห็นประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว วันนี้งานสิ่งแวดล้อมของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/doitung-global-sustainable-development-role-model/">จากภูเขาหัวโล้น สู่ &#8216;โมเดลเรียนรู้ความยั่งยืน&#8217; 38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย สู่สายตาชาวโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ <strong>&#8216;โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย&#8217;</strong> โดย <strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ตอกย้ำบทบาทต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย</p>
<p><span id="more-42224"></span></p>
<p>อีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนว่า การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้สำเร็จต้องทำทั้งระบบ ตั้งแต่การแก้ปัญหาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน การสร้างอาชีพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในอนาคตของพื้นที่ตนเอง</p>
<p>ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษ ดอยตุงเปลี่ยนจากพื้นที่ภูเขาหัวโล้นที่เคยเผชิญปัญหาการปลูกพืชเสพติด การทำไร่เลื่อนลอย และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์กว่า 90% ผ่านการจัดสรรพื้นที่ให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างสมดุล ควบคู่กับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะไม่ให้ไปสู่บ่อฝังกลบ การดูแลน้ำ การใช้พลังงานทดแทนและลดต้นทุน การนำของเหลือจากการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ การพัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชน และการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นผู้ดูแลทรัพยากรรุ่นต่อไป</p>
<p><em><strong>จนโครงการพัฒนาดอยตุงฯ กลายเป็น &#8216;โมเดลความยั่งยืน&#8217; เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบการพัฒนาที่มีคณะศึกษาดูงานทั้งจากไทยและต่างประเทศเดินทางมาเรียนรู้หลายพันคนต่อปี</strong>  </em>พร้อมต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากพื้นที่สู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของตนเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42225 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/1.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> กล่าวว่า บทเรียนสำคัญของดอยตุงคือ ถ้าเราต้องการรักษาป่า เราต้องเข้าใจชีวิตของคนที่อยู่กับป่า การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนไม่ใช่การห้ามคนใช้ทรัพยากรทั้งหมด แต่คือการออกแบบให้คนใช้ทรัพยากรอย่างพอดี มีระบบ มีความรับผิดชอบ และเห็นประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว วันนี้งานสิ่งแวดล้อมของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การฟื้นป่า แต่ขยายไปสู่การจัดการขยะ น้ำ พลังงาน คาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างเยาวชนในพื้นที่ให้เข้าใจคุณค่าของทรัพยากร เพราะสิ่งแวดล้อมจะยั่งยืนได้จริง ก็ต่อเมื่อชุมชนเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยตนเอง<strong> </strong></p>
<p><strong>&#8211; คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเข้าใจ</strong> <strong>ระบบนิเวศกลับคืน</strong> ความสำเร็จของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เกิดจากการจัดสรรการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน ทั้งป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ ป่าใช้สอย พื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย เพื่อให้ชุมชนมีอาชีพ รายได้ และบทบาทในการดูแลทรัพยากร เมื่อคนมีทางเลือกในการดำรงชีวิต แรงกดดันต่อป่าธรรมชาติจึงลดลง และระบบนิเวศสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42226 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/3.jpeg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; ความหลากหลายทางชีวภาพคือหลักฐานสำคัญของป่าที่กลับมามีชีวิต </strong>โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และติดตามข้อมูลในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งพืช สัตว์ป่า แหล่งน้ำ และระบบนิเวศโดยรอบ เพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนดูแลพื้นที่ให้คน ป่า และทรัพยากรธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ในระยะยาว</p>
<p><strong>&#8211; การจัดการขยะภายในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ</strong> ยึดหลักขยะต้องไม่จบที่บ่อฝังกลบ ทำให้ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบตั้งแต่ปี 2561 แม้เป็นพื้นที่ที่มีทั้งสำนักงาน โรงงาน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรม แหล่งท่องเที่ยว ชุมชน โรงเรียน และรองรับนักท่องเที่ยวปีละประมาณ 500,000 ถึง 600,000 คน โดยมีขยะที่ต้องบริหารจัดการประมาณ 102.4 ตันต่อปี หลักการสำคัญคือการแยกขยะตั้งแต่ต้นทางออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ ขยะรีไซเคิล ขยะย่อยสลายได้ ขยะอันตราย ขยะทั่วไป ขยะติดเชื้อ และขยะอื่น ๆ ก่อนนำไปจัดการตามลักษณะของขยะแต่ละประเภท เช่น นำกลับมาใช้ใหม่ ทำเป็นอาหารสัตว์ ส่งต่อให้บริษัทที่ได้รับอนุญาต หรือนำไปใช้เป็นพลังงาน แนวทางนี้ช่วยเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรที่จัดการได้ครบวงจร และยังขยายผลไปสู่ชุมชนในพื้นที่ 29 หมู่บ้าน เพื่อให้ครัวเรือน โรงเรียน และชุมชนลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42227 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/4-re.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>&#8211; ด้านการจัดการน้ำ</strong> โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ดำเนินงานตั้งแต่การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การบำบัด การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ เช่น สำนักงานกรุงเทพฯ ดอยตุง ตลอดจนศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมือ โรงย้อม โรงกระดาษสา และพื้นที่แปลงแมคคาเดเมีย รวมถึงการกำจัดสีในน้ำทิ้งจากกระบวนการย้อม และนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ในกิจกรรมที่เหมาะสม ช่วยลดการใช้น้ำใหม่ ลดภาระต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าไปพร้อมกับการดูแลระบบนิเวศต้นน้ำ</p>
<p><strong>&#8211; ด้านพลังงาน</strong> โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ใช้พลังงานทดแทนและมาตรการอนุรักษ์พลังงานให้เหมาะกับลักษณะงานของแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การใช้ระบบแก๊สซิไฟเออร์จากถ่านไม้ไผ่ที่ได้จากไม้ไผ่ตายขุยในป่าไผ่ การใช้ระบบน้ำร้อนจากชีวมวลในกระบวนการต้ม ฟอก และย้อมผ้า รวมถึงการผลิตไบโอดีเซลเพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งหมดนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมประมาณ 163.3 tCO2e ต่อปี และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้กว่า 1.46 ล้านบาทต่อปี สะท้อนว่า การลดคาร์บอนเริ่มได้จากการใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างเหมาะสม และวัดผลให้ชัดเจนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและต้นทุน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42228 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/6-re.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p><strong>&#8211; ผลิตภัณฑ์จากเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้แบรนด์ดอยตุง (</strong><strong>DoiTung)</strong> คืออีกตัวอย่างของการเปลี่ยนของเหลือจากการผลิตให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าโดยนำเศษวัสดุจากงานหัตถกรรม สิ่งทอ เซรามิก กาแฟ และแมคคาเดเมียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ทั้งในรูปแบบสินค้า ส่วนผสมในกระบวนการผลิต และพลังงานชีวมวล ขณะเดียวกันน้ำเสียจากโรงย้อมยังผ่านการบำบัดและนำกลับมาใช้ประโยชน์</p>
<p><em>&#8220;แนวทางนี้ทำให้ DoiTung ได้รับการรับรองมาตรฐานและฉลากด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อมหลายรายการ ทั้งโครงการประเมินการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนขององค์กร (Circular Economy Performance Assessment System หรือ CEPAS) จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, มาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับธุรกิจ (Circular Economy Management System for Business หรือ CEMS) จากบูโร เวอริทัส, มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 จาก CCQM (Con Cert Quality Management GmbH), ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product หรือ CFP) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สำหรับผ้าพันคอและกาแฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และฉลากผลิตภัณฑ์หมุนเวียน Circular Mark จากมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สำหรับกาแฟแคปซูล เป็นต้น&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42230 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/10-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>&#8211; </strong><strong>คาร์บอนเครดิตต้องกลับไปสร้างประโยชน์ให้ชุมชน</strong> มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อเปลี่ยนคุณค่าของป่าที่ชุมชนร่วมดูแลให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และเป็นแรงจูงใจในการอนุรักษ์ระยะยาว โดยพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จำนวน 57,480 ไร่ ได้ขึ้นทะเบียนภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) และสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ 419,513 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อขยายการทำงานร่วมกับป่าชุมชนทั่วประเทศ</p>
<p><strong>&#8211; เยาวชนคือกำลังสำคัญของการดูแลทรัพยากรในอนาคต</strong> โครงการพัฒนาดอยตุงฯ สร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ Science Fair นิทรรศการพลังงานและสิ่งแวดล้อม กิจกรรม <strong>&#8216;พลังงานทดแทน สร้างอนาคตคาร์บอนต่ำ&#8217;</strong> และ <strong>เครือข่ายดอยตุง Young Guardians</strong> ซึ่งเป็นเครือข่ายเยาวชนในพื้นที่ที่ร่วมเรียนรู้ ลงมือทำ และสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42229 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/11-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>จากภูเขาหัวโล้นสู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืน จากชุมชนที่เคยขาดโอกาสสู่ชุมชนที่มีอาชีพและมีส่วนร่วมดูแลทรัพยากร ดอยตุงจึงเป็น <strong>&#8216;ต้นแบบมีชีวิต&#8217;</strong> ที่ยืนยันว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง เมื่อคนกับธรรมชาติเติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุลในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/doitung-global-sustainable-development-role-model/">จากภูเขาหัวโล้น สู่ &#8216;โมเดลเรียนรู้ความยั่งยืน&#8217; 38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย สู่สายตาชาวโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กับบทบาทด้านการขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ต่อยอดทุนธรรมชาติ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/mflf-3-strategic-driving-biodiversity/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 May 2026 12:20:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Advisory Service]]></category>
		<category><![CDATA[biodiversity credit]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[MFL]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-related Risks]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41975</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตอกย้ำบทบาทองค์กรต้นแบบด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานของคนและธรรมชาติ เนื่องในวันความหลากหลายทางชีวภาพสากล (International Day for Biological Diversity) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี โดยในปี 2569 แนวคิดระดับโลกคือ &#8216;Acting locally for global impact : ลงมือทำในระดับท้องถิ่น สร้างผลลัพธ์ระดับโลก&#8217; สะท้อนความสำคัญของการขับเคลื่อนจากพื้นที่จริงสู่ผลลัพธ์ในวงกว้าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่มุ่งยกระดับงานอนุรักษ์และพัฒนาชุมชน สู่การสร้าง &#8216;ทุนธรรมชาติ&#8217; หรือ Natural Capital ที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ โอกาส และการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือจากภาคเอกชน และทิศทางนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล วาง 3 ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อน Biodiversity คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ (ประธานสายงาน NbS มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ : Chief Nature-Based Solutions Officer) กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/mflf-3-strategic-driving-biodiversity/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กับบทบาทด้านการขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ต่อยอดทุนธรรมชาติ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ตอกย้ำบทบาทองค์กรต้นแบบด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานของคนและธรรมชาติ เนื่องในวันความหลากหลายทางชีวภาพสากล (International Day for Biological Diversity) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี</p>
<p><span id="more-41975"></span></p>
<p>โดยในปี 2569 แนวคิดระดับโลกคือ <strong>&#8216;Acting locally for global impact : ลงมือทำในระดับท้องถิ่น สร้างผลลัพธ์ระดับโลก&#8217;</strong> สะท้อนความสำคัญของการขับเคลื่อนจากพื้นที่จริงสู่ผลลัพธ์ในวงกว้าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่มุ่งยกระดับงานอนุรักษ์และพัฒนาชุมชน สู่การสร้าง &#8216;<strong>ทุนธรรมชาติ&#8217;</strong> หรือ Natural Capital ที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ โอกาส และการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือจากภาคเอกชน และทิศทางนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล</p>
<p><strong>วาง 3 ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อน Biodiversity</strong></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์</strong> ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ (ประธานสายงาน NbS มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ : Chief Nature-Based Solutions Officer) กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41976 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ท่ามกลางวิกฤตธรรมชาติที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงนำประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่จริง โดยเฉพาะแนวทาง <strong>&#8216;ปลูกคน ปลูกป่า&#8217;</strong> ที่พิสูจน์ผลลัพธ์มาเกือบ 4 ทศวรรษ มาต่อยอดสู่การขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่</p>
<p><strong>1. ​การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน หรือ Nature-based Solutions (NbS)</strong></p>
<p>การ​ต่อยอดผลสัมฤทธิ์จากแนวทาง <strong>ปลูกป่า ปลูกคน</strong>​ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย มากว่า 38 ปี ในพื้นที่ 91,779 ไร่  พร้อมฐานข้อมูลสิ่งมีชีวิตที่สำคัญของประเทศ โดยพบพันธุ์ไม้ถึง 1,459 ชนิด ซึ่งรวมถึงการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกถึง 12 ชนิด อาทิ นครินทรา เทียนดอยตุง และม่วงพายัพ รวมทั้งยังพบสัตว์ป่า 1,177 ชนิด โดยมี 8 ชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างเลียงผาและเต่าปูลู สะท้อนว่าแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิที่ดูแลคนและธรรมชาติไปด้วยกัน สามารถนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ให้ประโยชน์แก่ทุกสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะชุมชน และทำให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>นอกจากนี้​ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น เริ่มส่งผลกระทบต่องานพัฒนา ทั้งต่อการเพาะปลูกและผลผลิตของชุมชน ระบบนิเวศ และความเสี่ยงจากภัยพิบัติ มูลนิธิฯ จึงเริ่มศึกษาและขับเคลื่อนการจัดการความเสี่ยงทางธรรมชาติ หรือ<strong> Nature-related Risks</strong> เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบในระยะยาว</p>
<p><strong><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41980 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/6.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></strong></p>
<p><strong>2. การร่วมขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับชาติและสากล<br />
คุณธานิษฏ์ กองแก้ว </strong>ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิ มุ่งมั่นขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ หรือ National Biodiversity Strategy and Action Plan (NBSAP) ผ่านความร่วมมือและการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning (ONEP) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) (BEDO) และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ National University of Singapore (NUS) เพื่อทำให้โครงการพัฒนาต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ สามารถเป็นแบบอย่างด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน</p>
<p>พร้อมทั้งยังอยู่ระหว่าง<em><strong>การผลักดันดอยตุงสู่การเป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ หรือ Other Effective Area-based Conservation Measures (OECM) ภายใต้เป้าหมาย 30&#215;30 หรือเป้าหมายการอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเลอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573</strong> </em>ขณะเดียวกันยังร่วมกับ BEDO ศึกษากลไกเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) ภายใต้มาตรฐาน Terrasos จากประเทศโคลอมเบีย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41979 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/3.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังเตรียมนำเสนอโมเดลการทำงานร่วมกับชุมชนในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 หรือ the 17th meeting of the Conference of the Parties to the Convention on Biological Diversity (CBD COP17) ณ กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ในปลายปีนี้ เพื่อแสดงศักยภาพของไทยในการเป็นต้นแบบระดับภูมิภาค</p>
<p>มูลนิธิฯ ยังขยายพื้นที่ศึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย ไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย อาทิ</p>
<p>&#8211; จัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ ในป่าชายเลนเป้าหมาย จังหวัดตรัง พื้นที่ 10,832 ไร่ ระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี (ธันวาคม 2568 – พฤศจิกายน 2570) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศป่าชายเลน ประกอบด้วย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ สำนักงาน กปร. และบริษัท ปตท.สำรวจ และ ผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)</p>
<p>&#8211; ศึกษาความเป็นไปได้ในการขึ้นทะเบียนป่าชุมชน 11 แห่ง ภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ (OECM) ผ่านการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 5 ล้านบาทจาก High Ambition Coalition for Nature and People (HAC) ซึ่งจะช่วยยกระดับบทบาทของชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41977 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/9-re.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>3</strong><strong>. การขยายผลและส่งต่อองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจผ่านบริการที่ปรึกษา</strong></p>
<p>มูลนิธิฯ  ก้าวสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ <strong>Biodiversity Advisory Service</strong> ให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินธุรกิจ เช่น โครงการ Rewilding ในพื้นที่ชลบุรี การพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่เชียงดาว เป็นต้น โดยเน้นการวัดผลที่จับต้องได้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อมั่นว่าการผนวกวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มูลนิธิฯ สั่งสมมาตลอด 38 ปี จะเป็น<strong> &#8216;ทางรอด&#8217;</strong> ที่สำคัญของเศรษฐกิจและโลกใบนี้ การขับเคลื่อนงานในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการแสดงผลสำเร็จจากอดีต แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งอนาคตที่คน ป่า และธุรกิจเติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุลและยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41978 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/13.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/mflf-3-strategic-driving-biodiversity/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กับบทบาทด้านการขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ต่อยอดทุนธรรมชาติ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดล สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พร้อมผนึกภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสู่เน็ตซีโร่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/mae-fah-luang-transformation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 04:39:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Business Model]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[Transformation]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41375</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยวางทิศทางใหม่ให้ &#8216;การพัฒนา&#8217; ไม่ใช่เป็นเพียงภารกิจเชิงสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักการพัฒนาที่มี &#8216;คน&#8216; เป็นศูนย์กลาง ควบคู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เดินหน้าเต็มกำลัง หลังปรับโครงสร้างองค์กร มูลนิธิฯ ปรับโครงสร้างการทำงานให้สอดรับบริบทปัจจุบัน โดยบูรณาการ 4 สายงานหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจเพื่อสังคม 2.การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3.ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน และ 4.สายงานพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทั้งการเผยแพร่องค์ความรู้ การขยายผล และการบริหารรายได้อย่างยั่งยืน โดยสายงาน NbS เร่งขับเคลื่อนโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคธุรกิจกับเครือข่ายชุมชน พร้อมขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ภายในองค์กรมีการใช้กลยุทธ์ &#8216;ระบบคู่ขนาน&#8217; (Parallel System) สร้างทีมและกลไกใหม่ควบคู่ระบบเดิม เพื่อเร่งผลลัพธ์และลดแรงต้านการเปลี่ยนแปลง ในระยะยาว มูลนิธิฯ ตั้งเป้าขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยต่อยอดประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เมียนมา และอินโดนีเซีย หวังมุ่งสู่การเป็นองค์กรพัฒนาระดับโลก ขณะเดียวกัน สายงานธุรกิจเพื่อสังคมรับไม้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของดอยตุง และสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะขับเคลื่อนความร่วมมือระดับประเทศและองค์กร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/mae-fah-luang-transformation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดล สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พร้อมผนึกภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสู่เน็ตซีโร่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยวางทิศทางใหม่ให้ <em><strong>&#8216;การพัฒนา&#8217; ไม่ใช่เป็นเพียงภารกิจเชิงสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดอย่างยั่งยืน</strong></em> ภายใต้หลักการพัฒนาที่มี &#8216;<strong>คน</strong>&#8216; เป็นศูนย์กลาง ควบคู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ</p>
<p><span id="more-41375"></span></p>
<p><strong>เดินหน้าเต็มกำลัง หลังปรับโครงสร้างองค์กร</strong></p>
<p>มูลนิธิฯ ปรับโครงสร้างการทำงานให้สอดรับบริบทปัจจุบัน โดยบูรณาการ 4 สายงานหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจเพื่อสังคม<br />
2.การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3.ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน และ 4.สายงานพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทั้งการเผยแพร่องค์ความรู้ การขยายผล และการบริหารรายได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>โดยสายงาน NbS เร่งขับเคลื่อนโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคธุรกิจกับเครือข่ายชุมชน พร้อมขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ภายในองค์กรมีการใช้กลยุทธ์<strong> &#8216;ระบบคู่ขนาน&#8217;</strong> (Parallel System) สร้างทีมและกลไกใหม่ควบคู่ระบบเดิม เพื่อเร่งผลลัพธ์และลดแรงต้านการเปลี่ยนแปลง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41380 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL5.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>ในระยะยาว มูลนิธิฯ ตั้งเป้าขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยต่อยอดประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เมียนมา และอินโดนีเซีย หวังมุ่งสู่การเป็นองค์กรพัฒนาระดับโลก ขณะเดียวกัน สายงานธุรกิจเพื่อสังคมรับไม้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของดอยตุง และสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะขับเคลื่อนความร่วมมือระดับประเทศและองค์กร สร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคเอกชนและเยาวชนผ่านการให้คำปรึกษาและหลักสูตรต่างๆ</p>
<p><strong>สร้างโมเดลพัฒนาใหม่ เชื่อมเศรษฐกิจ–ชุมชน–สิ่งแวดล้อม</strong></p>
<p><strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า การปรับครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้างองค์กร แต่เป็นการวางรากฐานแนวทางพัฒนาใหม่ที่ใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ความท้าทายคือทำให้การพัฒนาไม่เป็นภาระงบประมาณ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ที่ภาคเอกชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปด้วยกัน โดยหัวใจยังเหมือนเดิม คือ ถ้าจะปลูกป่า ต้องปลูกคนก่อน แต่วันนี้เรากำลังขยายแนวคิดนี้สู่ระดับประเทศ และเชื่อมต่อกับตลาดโลกได้จริง ซึ่งการปรับครั้งนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะ <strong>&#8216;ตัวกลางเศรษฐกิจความยั่งยืน&#8217;</strong> ที่เชื่อมทรัพยากร ชุมชน และทุนเข้าด้วยกัน พร้อมก้าวสู่ต้นแบบการพัฒนายุคใหม่ของประเทศไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41377 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL1.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>ขยาย</strong><strong>แบรนด์ธุรกิจเพื่อสังคม </strong><strong>&#8216;</strong><strong>ดอยตุง</strong><strong>&#8216; พัฒนาชุมชน </strong><strong>เจาะตลาดคนรุ่นใหม่ </strong></p>
<p><strong><u>งานหัตถกรรม </u></strong>ขยายการส่งเสริมงานหัตถกรรมจากพื้นที่ดอยตุงสู่พื้นที่ขยายผล เพื่อสร้างรายได้ฐานรากและยกระดับทักษะชุมชน โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงตั้งแต่การฝึกอบรม การผลิต ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้สามารถผลิตงานให้กับแบรนด์ DoiTung และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ของตนเอง ปัจจุบันในพื้นที่ปางมะหัน ปูนะ และบ้านห้วยส้าน สามารถสร้างรายได้รวมหลายล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้ครัวเรือนมีรายได้เสริมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสตรีที่สามารถทำงานใกล้บ้าน และเตรียมขยายโมเดลสู่พื้นที่ป่าชุมชนภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างอาชีพควบคู่การดูแลทรัพยากร และกระจายรายได้สู่ชุมชนในวงกว้าง</p>
<p>นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยลง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ประจำวัน พร้อมเชื่อมโยงแก่นแท้ของงานที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้ดำเนินงานตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันผ่านการออกแบบสินค้า จะออกวางจำหน่ายในร้านดอยตุงไลฟ์สไตล์ อย่างไม่เป็นทางการปลายไตรมาสที่ 2 นี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41381 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL8.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong><u>งานกาแฟและแมคคาเดเมีย</u></strong> ยังคงเป็นสินค้าหลักที่ตลาดมีความต้องการสูง โดยขยายการผลิตแบบ OEM ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น การบินไทย ซึ่งปัจจุบันเสิร์ฟกาแฟดอยตุงในทุกเที่ยวบินทั่วโลก พร้อมไปกับการพัฒนาสายพันธุ์ และการปลูกที่ทนทานต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</p>
<p><strong><u>งานสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ </u></strong>โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เดินหน้ายกระดับบทบาทสู่การเป็นแพลตฟอร์มสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยใช้การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเป็นกลไกสำคัญ ปัจจุบันมี 15 กลุ่ม สมาชิกกว่า 1,030 คน สร้างรายได้รวมกว่า 38.2 ล้านบาท ในปี 2568 ครอบคลุมตั้งแต่ภาคเกษตร การแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนศักยภาพคือ<strong> &#8216;หมูดำดอยตุง&#8217;</strong> ซึ่งต่อยอดจากการจำหน่ายเนื้อสด สู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ไส้กรอก แฟรงก์เฟิร์ตเตอร์ และดอยตุงแฮม ช่วยเพิ่มมูลค่าจากหลักร้อยสู่หลักพันบาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้และยกระดับชุมชนสู่การเป็นผู้ประกอบการที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41382 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL10.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong><u>งานท่องเที่ยว</u></strong> มุ่งเจาะกลุ่มสัมมนาและอบรม โดยบูรณาการกับสายงานความยั่งยืนและองค์ความรู้ เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการเรียนรู้</p>
<p><strong>ดันคาร์บอนเครดิตไทยสู่ตลาดโลกด้วย</strong><strong> &#8216;</strong><strong>มิติทางสังคม</strong><strong>&#8216; </strong></p>
<p>อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการผลักดันคาร์บอนเครดิตสู่ตลาดโลก โดยใช้เครือข่ายป่าชุมชนกว่า 300 แห่งเป็นฐาน</p>
<p>จุดเด่นของแนวทางนี้คือการให้ความสำคัญกับ &#8216;มิติทางสังคมและชุมชน&#8217; ควบคู่กับการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งยังไม่ถูกใช้เป็นเกณฑ์หลักในตลาดส่วนใหญ่ โดยมูลนิธิ ได้ดำเนินการผ่านโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 287,914 ไร่ ใน 12 จังหวัด มีชุมชนเข้าร่วม 303 ชุมชน และมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 161,000 คน พร้อมตั้งเป้าขยายพื้นที่เพิ่มอีก 100,000–150,000 ไร่ในปี 2569 สู่เป้าหมาย 1 ล้านไร่ภายในปี 2572 โครงการครอบคลุมระบบนิเวศหลากหลาย เช่น ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนควบคู่การสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยปัจจุบันสามารถรับรองคาร์บอนเครดิตแล้วจาก 12 ป่าชุมชน พื้นที่รวม 12,840 ไร่ คิดเป็นปริมาณ 58,824 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41378 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL2.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>มูลนิธิฯ ยังได้เริ่มขยายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อส่งเงินทุนลงสู่ชุมชนโดยตรง ลดการกระจุกตัวในโครงการขนาดใหญ่ หากสำเร็จ จะช่วยผลักดันคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้ไทยสู่ตลาดโลก และเชื่อมทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับเศรษฐกิจสากลอย่างเป็นรูปธรรม แนวทางนี้สะท้อน <strong>&#8216;เศรษฐกิจชุมชนรูปแบบใหม่&#8217;</strong> ที่เชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอน และทำให้การอนุรักษ์ทรัพยากรเป็นแหล่งรายได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41379 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL3.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/mae-fah-luang-transformation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดล สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พร้อมผนึกภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสู่เน็ตซีโร่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
