<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ยั่งยืน &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Thu, 13 Aug 2026 04:43:30 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.7</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>ยั่งยืน &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เปิด​ภารกิจ &#8216;Quick Win&#8217; กทม. นโยบา​​ยด้านสิ่งแวดล้อม เร่งด่วน 100 วัน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/bma-environmental-quick-win-policy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 04:43:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[BMA]]></category>
		<category><![CDATA[Environmental]]></category>
		<category><![CDATA[pollution]]></category>
		<category><![CDATA[Quality of Living]]></category>
		<category><![CDATA[Quick Win]]></category>
		<category><![CDATA[SOP]]></category>
		<category><![CDATA[Standard Operating Procedure]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชชาติ สิทธิพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบบาน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ยุทธศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สารวัตรสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อมดี]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43695</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; หลังการกลับเข้ามารับตำแหน่งในสมัยที่ 2 ของ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้วิสัยทัศน์ การพัฒนา กรุงเทพมหานคร ให้เป็น เมืองน่าอยู่ มี สิ่งแวดล้อม ที่ดี และมี คุณภาพชีวิต ที่ยั่งยืน นำมาสู่การติดตามนโนบายการพัฒนาที่เคยวางแนวทางไว้ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโนบายเร่งด่วน 100 วัน ซึ่งแบ่งงานตาม 4 กลุ่มยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ด้านระบบ ​ด้านเศรษฐกิจ ด้านเมือง และ ​ด้านคนโดยเฉพาะการติดตามนโยบายสำคัญ &#8216;ด้านสิ่งแวดล้อม&#8216; ​ที่มุ่งเน้นการดำเนินงานผ่าน 3 มิติ ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ​ยกระดับการจัดการขยะ และด้านการจัดการมลพิษ เพื่อรับมือฝุ่น PM2.5 พร้อมการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน ( SOP : Standard Operating Procedure) บูรณาการความร่วมมือ ติดตามผล เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นผลจริง เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างบูรณาการ ​และสามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามกรอบเวลา1. ด้านการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และพื้นที่สาธารณะ&#8211; ตั้งเป้าหมายปลูกต้นไม้เพิ่ม 1 แสนต้น ภายในระยะเวลา 100 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/bma-environmental-quick-win-policy/">เปิด​ภารกิจ &#8216;Quick Win&#8217; กทม. นโยบา​​ยด้านสิ่งแวดล้อม เร่งด่วน 100 วัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: left;">หลังการกลับเข้ามารับตำแหน่งในสมัยที่ 2 ของ <strong>คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์</strong> ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้วิสัยทัศน์ การพัฒนา <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">กรุงเทพมหานคร</span> ให้เป็น <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">เมืองน่าอยู่</span> มี <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สิ่งแวดล้อม</span> ที่ดี และมี <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">คุณภาพชีวิต</span> ที่ยั่งยืน</p>
<p><span id="more-43695"></span></p>
<p>นำมาสู่การติดตามนโนบายการพัฒนาที่เคยวางแนวทางไว้ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโนบายเร่งด่วน 100 วัน ซึ่งแบ่งงานตาม 4 กลุ่มยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ด้านระบบ ​ด้านเศรษฐกิจ ด้านเมือง และ ​ด้านคน<br class="html-br" /><br class="html-br" />โดยเฉพาะการติดตามนโยบายสำคัญ<strong> &#8216;ด้านสิ่งแวดล้อม</strong>&#8216; ​ที่มุ่งเน้นการดำเนินงานผ่าน 3 มิติ ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ​ยกระดับการจัดการขยะ และด้านการจัดการมลพิษ เพื่อรับมือฝุ่น PM2.5</p>
<p>พร้อมการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน ( <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">SOP</span> : Standard Operating Procedure) บูรณาการความร่วมมือ ติดตามผล เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นผลจริง เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างบูรณาการ ​และสามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามกรอบเวลา<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>1. ด้านการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และพื้นที่สาธารณะ</strong><br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; ตั้งเป้าหมายปลูกต้นไม้เพิ่ม 1 แสนต้น ภายในระยะเวลา 100 วัน โดยมอบหมายทั้ง​ 50 เขต ทำการปลูกเขตละ 2,000 ต้น และสำนักสิ่งแวดล้อม 5,000 ต้น<br class="html-br" />&#8211; แนวทางการปลูก เน้นตามภายภาพพื้นที่ ​เกาะกลางถนน/ ทางเท้า พร้อมระบบติดตาม <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs"><a class="x1i10hfl xjbqb8w x1ejq31n x18oe1m7 x1sy0etr xstzfhl x972fbf x10w94by x1qhh985 x14e42zd x9f619 x1ypdohk xt0psk2 x3ct3a4 xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x16tdsg8 x1hl2dhg xggy1nq x1a2a7pz xkrqix3 x1sur9pj x1fey0fg x1s688f" role="link" href="https://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Ftree.bangkok.go.th%2F%3Ffbclid%3DIwcGRvZgFleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFRSHFZWU5yUmdpVXRVS1I4c3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHpyfofWmkB5X1CHCcQiSFqPPL5E6-hn5smWuZGwlWhtFdVNE3V0wSxqHAR12_aem_YYO72CVOJ1ZQs9uhIvp1xw&amp;h=AUAwUOpOQZlyxhUJjfXWBY_xxPFN7Xhu1xjmQRESqPu2FN_geeVC-SYFvA9vxxklhx85S1PT6MTDUGSH4aX1SWDhPB1TBUaF6xv1JtPSD3mcRq3OZuZg1h13QNMweG5mB5mcDLdHvzMrMVRd&amp;__tn__=-UK*F&amp;c[0]=AUD_6jPogYxN54sncBTBmmdN322m-b8zbsewoU_dEyq1tx5Mawdrr8e331pc4F8uIXm39ib0a5Wp6Ohl2W0e0d3sViIctVICVy34H8zdHT0HB8atZod5nIr0Ltved7FkM8roz-U6r8QgZ3ln9j4W3d8qqwWslC-3FmRcbgNv3JviFjkPIGJRWe53rO-GqTW1vHCJHUVIrsTlyRpUwJU2FrA-5A" target="_blank" rel="nofollow noopener noreferrer">tree.bangkok.go.th</a></span></p>
<ul>
<li> 22 เขตใหญ่ สัดส่วนการปลูก เน้นไม้ยืนต้น 75% ไม้พุ่ม 25% เพื่อดูดซับคาร์บอน</li>
<li>21 เขตเล็ก/สวนน้อย สัดส่วนการปลูก เน้นไม้ยืนต้น 40% ไม้พุ่ม 60% เพื่อดักฝุ่นและสร้างร่มเงา</li>
<li>7 เขตเล็ก/สวนมาก เน้นปลูกไม้พุ่ม 100% เพื่อปรับภูมิทัศน์</li>
</ul>
<p>โดยที่ผ่านมา กทม. ปลูกต้นไม้แล้วกว่า 2.6 ล้านต้น เป็นไม้ยืนต้นกว่า 1.5 ล้านต้น ไม้พุ่ม 9.4 แสนต้น ไม้เลื้อย/ ไม้เถา 1.8 แสนต้น ทั้งจากสำนักงานเขต สำนักสิ่งแวดล้อม หน่วยงานในสังกัด รวมทั้งร่วมกับภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน (ข้อมูล ณ 25 ก.ค. 69 )<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; เร่งดำเนินการฟื้นฟูระบบนิเวศ การพัฒนาทางเดินสีเขียว การดูแลต้นไม้ใหญ่ การขยายพื้นที่สวนสาธารณะและพื้นที่ที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง (Pet Friendly Park)<br class="html-br" />&#8211; วางมาตรการลดผลกระทบภาวะเกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) เช่น การขยายห้องหลบร้อน และการเพิ่มพื้นที่ร่มเงา<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>2. จัดการขยะต้นทาง (Bangkok Reduce &#8211; Reuse)</strong><br class="html-br" />&#8211; แบนโฟม 100% : ห้ามใช้และจำหน่ายบรรจุภัณฑ์โฟม ในโรงเรียนและหน่วยงานสังกัด กทม.<br class="html-br" />&#8211; Green Event Protocol : บังคับใช้มาตรการจัดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ กทม.<br class="html-br" />&#8211; ศูนย์ขยะชุมชน &amp; อาสาสมัคร : จัดตั้งศูนย์จัดการขยะ อาสาสมัครชักลาก (ซอยแคบ) และอาสาสมัครไม่เทรวมดูแลจุดแยกขยะ<br class="html-br" />&#8211; สงครามสู้หนู : ตัดวงจรอาหารหนู บังคับใช้แนวทาง ‘ทิ้ง 1 ชม. เก็บ 1 ชม.’ บนถนนนำร่อง<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>3. ปรับมาตรการรับมือฝุ่น PM2.5  </strong><br class="html-br" />&#8211; ตรวจควันดำรถราชการ กทม. ให้ผ่านเกณฑ์ 100% และเพิ่มความถี่การล้างถนน/ดูดฝุ่น/ฉีดล้างใบไม้<br class="html-br" />&#8211; รณรงค์บำรุงรักษาเครื่องยนต์และลงทะเบียน &#8220;บัญชีสีเขียว (Green List)&#8221; เพื่อรับสิทธิ์การวิ่งในเขตมลพิษต่ำ (LEZ) ช่วงวิกฤตฝุ่น<br class="html-br" /><br class="html-br" />นอกจากนี้ กทม. ยังเร่งผลักดันการขับเคลื่อนพร้อมติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย <strong>&#8216;Quick Win&#8217;</strong> เพื่อบรรลุกรอบ 100 วัน ที่ตั้งไว้ ​โดยได้จัดตั้งระบบ <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สารวัตรสิ่งแวดล้อม</span></strong> เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติงานภายใต้มาตรฐานเดียวกัน อาทิ<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>&#8211; จัด​​ทำคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน SOP (Standard Operating Procedure)</strong> โดยมีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน ตั้งแต่การวางแผน ตรวจสอบ บังคับใช้กฎหมาย รายงานผล และติดตามแก้ไขปัญหา เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานครมีความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
<p><strong>&#8211; กำหนดตัวชี้วัด <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">KPI</span></strong> มาตรฐาน ทิศทาง เป้าหมายเพื่อร่วมมืออย่างบูรณาการ และแก้ไขปัญหาได้จริง<br class="html-br" /><strong>&#8211; วางระบบติดตามผลดิจิทัล</strong> พื่อความแม่นยำในการตรวจสอบและประเมินผล พร้อม​เชื่อมโยงข้อมูลและระบบดิจิทัลของทั้ง 50 เขต เพื่อติดตามการทำงานอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/bma-environmental-quick-win-policy/">เปิด​ภารกิจ &#8216;Quick Win&#8217; กทม. นโยบา​​ยด้านสิ่งแวดล้อม เร่งด่วน 100 วัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มหาวิทยาลัย Yale เปิดเผยรายงาน &#8216;Yale Environmental Performance Index 2026&#8217; Top 20 ประเทศผู้นำ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/yale-environmental-performance-index-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 04:34:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[20 ประเทศผู้นำ]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Environmental]]></category>
		<category><![CDATA[Index]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Natural]]></category>
		<category><![CDATA[pollution]]></category>
		<category><![CDATA[Progress]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Top20]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Yale]]></category>
		<category><![CDATA[Yale Environmental Performance Index]]></category>
		<category><![CDATA[Yale Environmental Performance Index 2026]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤต]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43692</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; เมื่อวิกฤติสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่น่ากังวลไปทั่วโลก ทำให้หลายประเทศเดินหน้าเร่งแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีความก้าวหน้าการดำเนินการในแต่ละมิติ ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการปกป้องระบบนิเวศ มหาวิทยาลัย Yale เปิดเผยรายงาน &#8216;Yale Environmental Performance Index 2026&#8242; อัพเดทดัชนีวัดผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี ตั้งแต่ปี 2002 และเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่าน The Guardianโดยผลการประเมินดัชนีในปีนี้ พบว่า เอสโตเนีย ลักเซมเบิร์ก และสหราชอาณาจักร เป็นประเทศ 3 อันดับแรก ที่มีความคืบหน้าการดำเนินงานมากที่สุดขณะที่ ญี่ปุ่น ถือเป็นประเทศหนึ่งเดียวในเอเชีย ที่ติดอันดับอยู่ใน Top20 ท่ามกลางประเทศในลิสต์ 20 อันดับแรก ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรปทั้งหมด ส่วนประเทศที่มีพัฒนาค่อยข้างล่าช้า ในส่วนท้ายตารางยังคงอยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งมี ลาว เป็นประเทศที่อยู่อันดับสุดท้ายของการประเมินครั้งนี้สำหรับ 20 ประเทศผู้นำ ที่ได้รับการประเมินสูงสุดในครั้งนี้  ประกอบด้วย1. เอสโตเนีย : 75 คะแนน2. ลักเซมเบิร์ก : 74 คะแนน3. สหราชอาณาจักร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/yale-environmental-performance-index-2026/">มหาวิทยาลัย Yale เปิดเผยรายงาน &#8216;Yale Environmental Performance Index 2026&#8217; Top 20 ประเทศผู้นำ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อวิกฤติ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สิ่งแวดล้อม</span> เป็นเรื่องที่น่ากังวลไปทั่วโลก ทำให้หลายประเทศเดินหน้าเร่งแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีความก้าวหน้าการดำเนินการในแต่ละมิติ ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการปกป้องระบบนิเวศ</p>
<p><span id="more-43692"></span><br class="html-br" />มหาวิทยาลัย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Yale</span> เปิดเผยรายงาน &#8216;<strong>Yale Environmental Performance Index 2026&#8242;</strong> อัพเดทดัชนีวัดผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี ตั้งแต่ปี 2002 และเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่าน The Guardian<br class="html-br" /><br class="html-br" />โดยผลการประเมินดัชนีในปีนี้ พบว่า <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">เอสโตเนีย</span> ลักเซมเบิร์ก และสหราชอาณาจักร เป็นประเทศ 3 อันดับแรก ที่มีความคืบหน้าการดำเนินงานมากที่สุด<br class="html-br" /><br class="html-br" />ขณะที่ <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ญี่ปุ่น</span> ถือเป็นประเทศหนึ่งเดียวในเอเชีย ที่ติดอันดับอยู่ใน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Top20</span> </strong>ท่ามกลางประเทศในลิสต์ 20 อันดับแรก ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรปทั้งหมด ส่วนประเทศที่มีพัฒนาค่อยข้างล่าช้า ในส่วนท้ายตารางยังคงอยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งมี <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ลาว</span> เป็นประเทศที่อยู่อันดับสุดท้ายของการประเมินครั้งนี้<br class="html-br" /><br class="html-br" />สำหรับ <strong>20 ประเทศผู้นำ</strong> ที่ได้รับการประเมินสูงสุดในครั้งนี้  ประกอบด้วย<br class="html-br" /><br class="html-br" />1. เอสโตเนีย : 75 คะแนน<br class="html-br" />2. ลักเซมเบิร์ก : 74 คะแนน<br class="html-br" />3. สหราชอาณาจักร : 72 คะแนน<br class="html-br" />4. ฟินแลนด์ : 71 คะแนน<br class="html-br" />5. เนเธอร์แลนด์ : 71คะแนน<br class="html-br" />6. เยอรมนี : 70 คะแนน<br class="html-br" />7. ฝรั่งเศส : 70 คะแนน<br class="html-br" />8. นอร์เวย์ : 69 คะแนน<br class="html-br" />9. สวีเดน : 69 คะแนน<br class="html-br" />10. ออสเตรีย : 67 คะแนน<br class="html-br" />11. เดนมาร์ก : 67 คะแนน<br class="html-br" />12. สเปน : 66 คะแนน<br class="html-br" />13. กรีซ : 66 คะแนน<br class="html-br" />14. สโลวีเนีย : 65 คะแนน<br class="html-br" />15. สวิตเซอร์แลนด์ : 64 คะแนน<br class="html-br" />16. ญี่ปุ่น : 63 คะแนน<br class="html-br" />17. เช็กเกีย : 63 คะแนน<br class="html-br" />18. โปรตุเกส : 63 คะแนน<br class="html-br" />19. สโลวาเกีย : 62 คะแนน<br class="html-br" />20. ไอร์แลนด์ : 62 คะแนน<br class="html-br" /><br class="html-br" />พร้อมประเทศ<strong> 5 อันดับคะแนนรั้งท้าย</strong> ประกอบด้วย ลาว อยู่ในอันดับ 177 ด้วยคะแนนเพียง 22 คะแนน ตามมาด้วยอินเดีย 23 คะแนน รวมทั้งบังคลาเทศ, สาธารณรัฐมาลี และเวียดนาม ที่ได้ 24 คะแนนเท่ากัน<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong><em>ด้านความก้าวหน้าของ</em> <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ประเทศไทย</span> มีพัฒนาการดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยอยู่ในอันดับที่ 74 ด้วยคะแนน 44 คะแนน ขยับขึ้นจากอันดับ 90 จากการประเมินครั้งก่อนหน้าในปี 2024</strong><br class="html-br" /><br class="html-br" />ทั้งนี้ การประเมินประเทศต่างๆ ครั้งนี้ มองผ่านตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม 47 ปัจจัย ตั้งแต่ความสำเร็จในการลดมล​พิษในอากาศและน้ำ ไปจนถึงความยั่งยืนของป่าไม้ การประมง และพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งรวมถึง​​มาตรการในการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบ เช่น การใช้สารกำจัดศัตรูพืชหรือสารอันตรายต่างๆ และกระบวนการที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น<br class="html-br" /><br class="html-br" />ด้านผลการประเมินโดยภาพรวม ​รายงานแสดงให้เห็นว่ามีความก้าวหน้าในระยะยาวในการลดอันตรายด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น น้ำดื่มที่ไม่ปลอดภัยและมลพิษที่ก่อให้เกิดฝนกรด แม้ว่าทั่วโลกยังคงล่าช้าในการตอบสนองต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยมีเพียงไม่กี่ประเทศที่กำลังดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยมีความตื่นตัวต่อความร้ายแรงของภัยคุกคามจากสภาพภูมิอากาศ จากการที่หลายพื้นที่กำลังเผชิญปัญหาคลื่นความร้อนร้ายแรงที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/yale-environmental-performance-index-2026/">มหาวิทยาลัย Yale เปิดเผยรายงาน &#8216;Yale Environmental Performance Index 2026&#8217; Top 20 ประเทศผู้นำ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รับมือ &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ&#8217; มหันตภัยใกล้ตัว จาก &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; พร้อมทางรอดและการปรับตัว</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-to-climate-amplification/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Jul 2026 10:13:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Amplification]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[Super El Niño]]></category>
		<category><![CDATA[water management]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารน้ำอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง ม.ธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วมน้ำแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ฝายชะลอน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่นพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่แห้งแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลานีญ่า]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สิงห์อาสา]]></category>
		<category><![CDATA[อีสาน]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เผาป่า]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อนธรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[แห้งแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งน้ำชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43473</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันโลกได้ก้าวข้ามผ่านยุคโลกร้อน (Global Warming) และกำลังเผชิญหน้ากับภาวะ &#8216;โลกเดือด&#8217; (Global Boiling) อย่างเต็มรูปแบบ สัญญาณอันตรายที่เด่นชัดที่สุดคือ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่กำลังพุ่งทะยานเข้าใกล้จุดวิกฤต 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Tipping Point) ที่จะเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศโลกไปตลอดกาล วิกฤตการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดภาวะ &#8216;Climate Amplification&#8217; หรือการทวีความรุนแรงของภัยพิบัติธรรมชาติแบบทวีคูณ โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากปรากฏการณ์ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; (Super El Niño) ที่กำลังคุกคามภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ส่งผลให้เราต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ความร้อนสะสม และภัยแล้งแบบสุดขั้ว ความน่ากลัวของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงแค่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่เชื่อมโยงกันเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ จนกลายเป็น &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ&#8217; ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น &#8211; ไฟ: สภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดและอุณหภูมิที่สูงขึ้น เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไฟป่าลุกลามรวดเร็วและควบคุมได้ยากขึ้น &#8211; ฝุ่น: ผลกระทบต่อเนื่องจากไฟป่าและการเผาไหม้ ผสานกับสภาพอากาศนิ่ง ก่อให้เกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM 5 ที่รุนแรงและยาวนานขึ้น กระทบต่อสุขภาวะของประชาชน &#8211; แล้ง: การลดลงของปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศที่แห้งแล้งสะสมยาวนาน ทำลายระบบนิเวศ แหล่งน้ำดิบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-to-climate-amplification/">รับมือ &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ&#8217; มหันตภัยใกล้ตัว จาก &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; พร้อมทางรอดและการปรับตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันโลกได้ก้าวข้ามผ่านยุคโลกร้อน (Global Warming) และกำลังเผชิญหน้ากับภาวะ <strong>&#8216;โลกเดือด&#8217;</strong> (Global Boiling) อย่างเต็มรูปแบบ สัญญาณอันตรายที่เด่นชัดที่สุดคือ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่กำลังพุ่งทะยานเข้าใกล้จุดวิกฤต 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Tipping Point) ที่จะเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศโลกไปตลอดกาล</p>
<p><span id="more-43473"></span></p>
<p>วิกฤตการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดภาวะ <strong>&#8216;Climate Amplification&#8217;</strong> หรือการทวีความรุนแรงของภัยพิบัติธรรมชาติแบบทวีคูณ โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากปรากฏการณ์ <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> (Super El Niño) ที่กำลังคุกคามภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ส่งผลให้เราต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ความร้อนสะสม และภัยแล้งแบบสุดขั้ว</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="wp-image-43474 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F02.jpg" alt="" width="800" height="560" /></p>
<p>ความน่ากลัวของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงแค่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่เชื่อมโยงกันเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ จนกลายเป็น <strong>&#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ&#8217;</strong> ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น</p>
<p><strong>&#8211; ไฟ:</strong> สภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดและอุณหภูมิที่สูงขึ้น เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไฟป่าลุกลามรวดเร็วและควบคุมได้ยากขึ้น</p>
<p><strong>&#8211; ฝุ่น</strong>: ผลกระทบต่อเนื่องจากไฟป่าและการเผาไหม้ ผสานกับสภาพอากาศนิ่ง ก่อให้เกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM 5 ที่รุนแรงและยาวนานขึ้น กระทบต่อสุขภาวะของประชาชน</p>
<p><strong>&#8211; แล้ง:</strong> การลดลงของปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศที่แห้งแล้งสะสมยาวนาน ทำลายระบบนิเวศ แหล่งน้ำดิบ และสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อภาคการเกษตรกรรมที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ</p>
<p><strong>&#8211; น้ำ:</strong> วิกฤตการขาดแคลนน้ำและการบริหารจัดการน้ำที่ไร้ประสิทธิภาพ กลายเป็นความเสี่ยงสูงสุดของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และความมั่นคงของชุมชน</p>
<p>นำมาสู่เวทีเสวนา<strong> &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ-มหันตภัยทวีคูณ&#8217;</strong>โดย ทีมเพื่อนธรณ์ <strong> ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ </strong>เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ได้แก่ <strong>ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย </strong>คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้,<strong> ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม</strong> สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น  และ<strong> ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์</strong> คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมกันหา <strong>&#8216;ทางรอดและกลยุทธ์การปรับตัว&#8217;</strong> ของทั้งภาคชุมชนและองค์กรธุรกิจ ก่อนที่มหันตภัยนี้จะสร้างความเสียหายจนไม่อาจฟื้นฟูกลับคืนมาได้</p>
<p><strong>ฝ่าวิกฤติ &#8216;ไฟป่า ฝุ่นพิษ&#8217; ด้วยความร่วมมือจากชุมชนและป่า</strong></p>
<p><img decoding="async" class="wp-image-43475 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F06.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย </strong>คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า ​ซูเปอร์เอลนีโญ ​เปรียบเสมือนตัวเร่งให้เกิดความแห้งแล้งรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศป่าไม้และทำให้สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว</p>
<p><em>&#8220;สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างป่าไม้กับชุมชน โดยเฉพาะผลกระทบจากไฟป่าที่ก่อให้เกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM  ซึ่งเข้ามาซ้ำเติมและสร้างความรุนแรงต่อวิถีชีวิตและสุขภาวะของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แ<strong>ม้แต่ในพื้นที่ต้นน้ำอย่างจังหวัดเชียงใหม่ แม้เป็นแหล่งต้นน้ำ มีป่าสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงคนกลางน้ำ และปลายน้ำ แต่ความรุนแรงของไฟป่ากลับเพิ่มมากขึ้น</strong> ซึ่งเป็นผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ต้นไม้ที่หายไปส่วนหนึ่งจากการเผาทั้งจากมนุษย์และธรรมชาติ  รวมทั้งยังมีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทั้งในเชียงใหม่ และเชียงรายอีกด้วย&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ ป่าภาคเหนือมี 2 ประเภท คือ <strong>ป่าไม่ผลัดใบ</strong> อยู่บนที่สูง มีความชุ่มชื้น และ <strong>ป่าผลัดใบ</strong> ซึ่งอยู่ด้านล่าง คือ ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ซึ่งเมื่อเศษใบไม้​เกิดการทับถมก็จะเป็นเชื้อเพลิงนำไปสู่ปัญหาไฟป่า หากย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าเชียงใหม่ เกิดเหตุไฟป่ากระทบ 12 หมู่บ้าน ใกล้พื้นที่เศรษฐกิจ และเมื่อเกิดไฟป่า นำมาซึ่งปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 กระทบต่อกลุ่มคนเปราะบาง เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ส่งผลต่อระบบหายใจ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-43483 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/101-16.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>ผศ.บรรจง </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นหนึ่งในแกนนำร่วมหาทางออกเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่  เพื่อให้เกิดการดำเนินการอย่างเป็นระบบทั้งการฟื้นฟูผืนป่าและการปรับตัวของชุมชนที่อาศัยอยู่ตามแนวไฟป่า โดยได้​ร่วมกับสิงห์อาสา ขับเคลื่อนโครงการ <strong>&#8216;ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน</strong>&#8216; ในพื้นที่ที่เคยเกิดไฟป่า ผ่านการปลูกต้นไม้ โดยคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ การปลูกในฤดูกาลที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของคนในชุมชน พร้อมทั้งคำนึงถึงโครงสร้างเดิมของป่าเพื่อรักษาระบบนิเวศที่เคยอยู่ร่วมกันของป่าและชุมชน และนำมาซึ่งการปลูกป่าอย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ด้วยอัตรารอดของต้นไม้กว่า 80-90% สูงกว่าอัตรารอดเฉลี่ยของการปลูกป่าโดยทั่วไปที่อยู่ราว 20-30%</p>
<p><em>&#8220;โครงการ <strong>&#8216;ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน</strong>&#8216; ได้ขยายผลไปสู่พื้นที่ชุมชนต้นแบบผ่าน  6 หมู่บ้าน ในอ.เมือง และ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ตามแนวคิด <strong>&#8216;คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด สัตว์ได้พึ่งพิง&#8217;</strong> รวมทั้งการทำงานร่วมกับเครือข่ายอื่นๆ ​เช่น คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสามารถเพาะพันธุ์เห็ด ซึ่งเพิ่มทั้งความหลากหลายในพื้นที่ รวมทั้งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งความสำเร็จของโครงการมาจากการจัดการปัญหาในพื้นได้อย่างเข้าใจทั้งสาเหตุของไฟป่า รวมทั้งเข้าใจความต้องการของชุมชนควบคู่กันไปด้วย ทำให้ได้แนวร่วมจากชุมชนในการช่วยดูแลป่า จัดทำแนวกันไฟป้องกันไฟป่า ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ประโยชน์จากป่า ทั้งการใช้ชีวิตรวมทั้งเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้ชมุชนไดเพิ่มมากขึ้นด้วย&#8221; </em></p>
<p>ทั้งนี้ การปรับตัวและความร่วมมือของชุมชนที่อาศัยอยู่ตามแนวไฟป่า ยังช่วยบรรเทา​วิกฤตฝุ่นพิษที่มีสาเหตุสำคัญจากไฟป่าให้เบาบางลง ​​การฟื้นฟูผืนป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาได้ในหลายมิติ พื้นที่สีเขียวจากป่า ยังเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนที่สำคัญ ที่ช่วยแก้ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรเริ่มปลูกตั้งแต่ &#8216;วันนี้&#8217; เพื่อสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้เร็วที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43480 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F03.jpg" alt="" width="800" height="483" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์เพื่อขับเคลื่อนการ​แก้​ปัญหาฝุ่นละอองในมิติอื่นควบคู่กันไป อาทิ  แนวคิดบ้านปลอดฝุ่น การทำความสะอาดในบ้านหรือที่ทำงานของตนเอง การติดตั้งเครื่องกรองฝุ่น และง่ายที่สุด คือ การปลูกต้นไม้ในบ้านไม่ว่าจะเป็นไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม หรือไม้กระถาง ซึ่งมีอยู่ราว 10-20 ชนิด ที่องค์การนาซา (NASA) รับรองในการกรองฝุ่น PM2.5</p>
<p>รวมถึงการลดการปล่อยคาร์บอนมอนอกไซด์ในเขตเมือง ซึ่งขณะนี้ในหลายเมือง เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ ได้นำ EV เข้ามาใช้เป็นบริการสาธารณะ อาจจะมี 100 คันแรกของเชียงใหม่เกิดขึ้น ขณะที่พื้นที่ของหน่วยงานพยายามไม่หยุดนิ่ง ตอนนี้อยู่ระหว่างการเดินหน้า พ.ร.บ.อากาศสะอาด โดยทำงานกับสภาลมหายใจ ในการช่วยกันขับเคลื่อนร่วมกัน และการใช้ แอปพลิเคชัน <strong>FireD (ไฟดี)</strong> เฉพาะ จ.เชียงใหม่ เพื่อจัดระเบียบการเผา รวมถึงแจ้งเตือนสถานการณ์ในพื้นที่อีกด้วย</p>
<p><strong>การบริหารน้ำอย่างยั่งยืน แก้วิกฤติน้ำแล้ง </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43476 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F07.jpg" alt="" width="800" height="552" /></p>
<p><strong>ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น </strong>กล่าว​ว่า น้ำถือเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญ ทั้งเพื่อการพัฒนาประเทศ รวมทั้งใช้ในการอุปโภคบริโภคและการดูแลระบบนิเวศให้มีความสมดุล ขณะที่ประเทศไทย แม้โดยรวมจะมีน้ำในใปริมาณมาก แต่ถือว่ามีความแปรปรวนสูง หรือมี Holding Capacity ซึ่งหมายถึงมีความสามารถในการอุ้มน้ำหรือกักเก็บน้ำได้​แคบและต่ำ ทำให้เมื่อมีน้ำเกินมาในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็เกิดปัญหาน้ำท่วมได้ง่าย ขณะที่หากน้ำน้อยกว่าปกติก็เกิดปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะเมื่อประเทศกำลังเข้าสู่ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ปัญหาภัยแล้งก็จะยิ่งรุนแรง</p>
<p>จึงจำเป็นต้องหาวิธีแก้ไข เพื่อแก้ปัญหาจัดการน้ำส่วนเกินและส่วนที่ขาดได้อย่างเป็นระบบ เพื่อรับมือต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยการทำความเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของน้ำ โดยเฉพาะการดูแลน้ำต้นทุนอย่าง &#8216;น้ำบาดาล&#8217; หรือน้ำสีฟ้าให้เกิดความสมดุล</p>
<p>ทั้งนี้ โครงสร้างน้ำตามธรรมชาติในประเทศไทยแบ่งได้ 3 ชนิด ได้แก่  <strong>น้ำสีเขียว</strong> คือ น้ำที่อยู่ในธรรมชาติ ที่ยังไม่ถูกกักเก็บ, <strong>น้ำ​สีฟ้า</strong> คือ น้ำในอ่างเก็บน้ำ น้ำในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงน้ำบาดาล ที่มีการกักเก็บอยู่ และ <strong>น้ำสีเทา </strong>คือ น้ำที่ผ่านการใช้ น้ำเสียจากชุมชน จากกิจกรรมต่างๆ</p>
<p><em>&#8220;​คนเมืองส่วนใหญ่จะใช้ <strong>​น้ำสีฟ้า​</strong> แต่ชาวนาชาวไร่มักจะใช้ <strong>น้ำสีเขียว​</strong>​ ดังนั้น จึงมีการปรับตัวในการปลูกข้าวนาปี รวมทั้งการ​นำน้ำสีฟ้ามาช่วยแก้ปัญหา ขณะที่ <strong>​น้ำสีเทา​</strong> ที่เกิดจากน้ำเสียจากชุมชน หากสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้จะดีมากขึ้น ในประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่จะมีการวางแผนน้ำสีเทาค่อนข้างดี หลายประเทศพยายามใช้น้ำสีเทาเกือบ 100% คือ รีไซเคิลน้ำให้ได้ ต่างประเทศทำได้ถึง 80% แต่ของประเทศไทยน่าจะยังต่ำ น้ำเสียปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ และน้ำสีเทา ลงไปปนเปื้อนในน้ำสีฟ้า จากที่เรามีน้ำต้นทุนอยู่ 2 ล้านลูกบาศก์เมตรในอ่างเก็บน้ำ วันหนึ่งอาจตื่นมาพบว่า 2 ล้านลูกบาศก์เมตรหายไปแล้ว เพราะน้ำเป็นกรด เช่น ปัญหาใน​<strong>อ่างเก็บน้ำฉะเชิงเทรา ที่มีค่า </strong><strong>pH 3 (น้ำที่มีความเป็นกรดสูง) จากการรั่วไหลของน้ำทิ้งในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่การกักเก็บน้ำตามธรรมชาติในปีนี้มีแนวโน้มลดลง ประกอบกับความเสี่ยงจากการสูญเสียและปนเปื้อน </strong><strong>จึงต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนในอนาคตเพิ่มมากขึ้น”</strong></em></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43484 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S01.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>วางโรดแม็พขับเคลื่อน พร้อมร่วมมือบูรณาการ รับมือวิกฤติน้ำ</strong></p>
<p><strong>ผศ.ดร.โพยม </strong>กล่าวต่อไปว่า หากจะสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีหลายเรื่องที่ต้องทำ ข้อแรก คือ วางแผนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อเตรียมพร้อมในการมีแหล่งน้ำสำรอง แหล่งน้ำใหม่ หรือการจัดเก็บน้ำ โดยจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิด ​ไม่มองเพียงการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอภายในแต่ละปี แต่ต้องมีวิธีในการบริการจัดการ ที่สามารถกักเก็บน้ำในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นได้เพิ่มขึ้นราว  2 เท่าเพื่อสร้างความมั่นคงของน้ำได้มากขึ้น</p>
<p>ขณะที่การขับเคลื่อนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องมีทีมทำงาน มีฐานข้อมูล มีการจัดทำแผนงาน การขับเคลื่อนแผนงาน และการประเมินแผน รวมทั้งการวา​งแผนให้แต่ละฝ่ายทำงานร่วมกันได้อย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพ ซึ่งในจังหวัดขอนแก่น มีกรรมการตั้งทีมขึ้นมา โดยภาคีเครือข่ายจังหวัดขอนแก่นทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน ภาคการศึกษา สื่อมวลชน และหอการค้า สภาอุตสาหกรรม รวมตัวกันทำแผนการต่อสู้ภัยแล้ง ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว</p>
<p><em><strong>&#8220;</strong>การขับเคลื่อน <strong>​ระยะสั้น​</strong>​​ จะมีมาตรการ​มุ่งเป้าพื้นที่ ผ่านการทำฝายชะลอน้ำ ทำบ่อบาดาล ขุดสระ ขอฝนหลวง โดยทำงานควบคู่กับแผน <strong>ระยะกลาง </strong>ผ่านการประเมินสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปี เช่น อยู่ในภาวะลานีญาที่มีน้ำมาก หรือเอลนีโญที่เสี่ยงจะเกิดภัยแล้ง เพื่อรับมืออย่างเหมาะสม  รวมทั้ง <strong>ระยะยาว </strong>ผ่านการทำแผนน้ำระดับจังหวัด 5 ปี​ ​เพื่อประเมินความเสี่ยงและความอ่อนไหวแต่ละพื้นที่ รวมทั้งกลุ่มผู้ที่จะได้รับผลกระทบ ทั้งชุมชน เกษตรกร เพื่อของบประมาณทั้งการเยียวยาฟื้นฟู และเตรียมป้องกัน ไปจนถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างบูรณาการ​ เช่น สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน หรือ​การทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อ​พัฒนาเทคโนโลยีการใช้น้ำอย่างประหยัด ไปจนถึงการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่าง &#8216;สิงห์อาสา&#8217; เพื่อเพิ่มทางเลือกและทำงานในหลากหลายมิติมากขึ้น เช่น การร่วมมือด้านการจัดการป่าชุมชน ซึ่งส่งผลต่อเนื่องสู่การดูแลป่าต้นน้ำ เพื่อขับเคลื่อนทั้งโครงสร้างทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก โดยเฉพาะในชุมชนเล็กๆ ที่บางครั้งโครงการขนาดใหญ่อาจเข้าไปไม่ถึง ก็จะสามารถมีโมเดลการบริหารจัดการเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ของตัวเอง&#8221;​​​</em></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43485 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S05.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>เตรียมพร้อม ปรับตัว รับมือ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong></p>
<p><strong>ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น </strong>กล่าวว่า &#8216;น้ำ&#8217;  คือหัวใจสำคัญ​ทุกชุมชน เป็นองค์ประกอบและจุดเริ่มต้นในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ความสามารถในการบริหารจัดการ วางผังน้ำเพื่อให้รองรับการใช้งานภายในชุมชนได้ตลอดทั้งปี จึงมีความสำคัญ ในการสร้างความมั่นคงให้ทุกคนในชุมชนทั้งเรื่องของสุขภาพ ภาวะเศรษฐกิจภายในครอบครัว รวมทั้งความรู้สึกมั่นคงภายในชุมชน จากการมีแหล่งน้ำอยู่ภายในแต่ละชุมชนเพื่อช่วยลดความเสี่ยงและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด</p>
<p>ขณะที่​อิทธิพลของซูเปอร์เอลนีโญที่เข้ามา ทวีความรุนแรงของความแห้งแล้งให้ยาวนานกว่าปกติ สภาพอากาศที่แปรปรวนและฝนทิ้งช่วง นับเป็นภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อกลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43478 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F08.jpg" alt="" width="800" height="551" /></p>
<p>ทั้งนี้ ที่ผ่านมา​ปรากฎการณ์เอลนีโญจะเกิดขึ้นราว 5 – 10 ปี/ครั้ง แต่ปัจจุบันพบว่าเกิดถี่ขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำอันดับแรก คือ ทำความเข้าใจ ทำใจ แต่ต้องไม่ยอมแพ้และพยามยามหาทาง​รับมือและ​ปรับตัว</p>
<p><em>&#8220;มหาวิทยาลัยขอนแก่น​​ ได้ร่วมมือกับสิงห์อาสา และเครือข่ายชุมชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อร่วมขับเคลื่อน<strong> &#8216;โครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน&#8217;</strong> เพื่อให้ชาวบ้านใน 10 พื้นที่ ภาคอีสาน​มีน้ำกินน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี ผ่านการสร้างแหล่งน้ำ​ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการใช้น้ำของชุมชน ทำหน้าที่เป็นทั้งบ่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน ป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และเป็นแหล่งน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งอย่างยั่งยืน ซึ่งได้ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องมากว่า 7 ปี ตั้งแต่ปี ​2563 เป็นต้นมา&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43482 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/M01-879x1024.jpg" alt="" width="879" height="1024" /></p>
<p>การขับเคลื่อน<strong> &#8216;โครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน&#8217;</strong> เข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว ผ่าน 10 พื้นที่ในภาคอีสาน ซึ่งจากการติดตามปละประเมินผล พบว่า ความเสี่ยงของชุมชนที่อยู่ในโครงการลดน้อยลง เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่จะดำเนินโครงการ โดยเฉพาะปีที่ต้องเผชิญภาวะแล้งจัด ความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำจะสูงขึ้น การมีแหล่งน้ำอยู่ภายในชุมชนจึงทำให้ชาวบ้านมีน้ำสำรองทั้งเพื่อใช้อุปโภค บริโภคภายในครัวเรือน และเพื่อใช้ทำเกษตรและประกอบอาชีพ  เช่น การปลูกข้าว พืชผัก ผลไม้ และยังเป็นแหล่งอาหารของชุมชน สร้างรายได้เพราะมีปลาในบ่อให้ชาวบ้านจับเป็นอาหารได้ รวมถึงระบบน้ำประปาสามารถใช้งานได้ตลอดทั้งปี</p>
<p><em>&#8220;แหล่งน้ำในชุมชนนอกจากช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะการมาของซูเปอร์เอลนีโญ ยังช่วยบรรเทาผลกระทบในช่วงลานีญาที่มีปริมาณน้ำมาก เพราะการมีทั้งสระใหญ่ และสระเล็กๆ ที่สร้างไว้โดยรอบ ยังทำหน้าที่ช่วยชะลอน้ำ ป้องกันความเสียหายของผลผลิตในพื้นที่ได้ด้วย การดำเนินโครงการนี้ จึงเป็นเหมือนการนำภูมิปัญญาเดิมกลับมาใช้ใหม่ เพราะ​<strong>​</strong>สมัยก่อนอาจมีการเก็บน้ำสีเขียว (น้ำธรรมชาติ) ลงตุ่ม เป็นสีฟ้า (น้ำที่กักเก็บไว้) เพื่อเก็บไว้ใช้ แต่ปัจจุบันชุมชนต่างๆ เริ่มมีการเก็บน้ำไว้ใช้ในรูปแบบเดิมน้อยลง&#8221;</em>​</p>
<p><strong>&#8216;เอลนีโญ ลานีญา&#8217; ไม่ใช่ภัยพิบัติชั่วครู่</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43479 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F05.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์</strong> อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้มุมมองปิดท้ายว่า เอลนีโญ และ ลานีญา เป็นสิ่งถาวรที่จะอยู่กับเราไปอีก 40-50 ปี ไม่ใช่ภัยพิบัติที่จะมาเพียงชั่วครู่ ดังนั้น เราจะปรับตัวอย่างไรกับสิ่งที่จะอยู่ถาวร หากจะลงทุนในวันนี้ ทำอย่างไรให้คุ้ม เพื่อการรับมือระยะยาว แต่ละหน่วยงาน องค์กร อาจจะต้องมีทีมงานในการศึกษา รับมือ และปรับตัว</p>
<p><strong><em>“ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น ต้องทราบว่าผลกระทบในการดำเนินชีวิตจะมากขึ้นเรื่อยๆ การรับมือต้องเป็นการรับมือระยะยาว และสิ่งที่กำลังจะมา คือ บทเรียนในการทดลองการรับมือ และยกระดับการรับมือกับซูเปอร์เอลนีโญที่กำลังมา แล้วเราจะหาจุดที่เหมาะสมกับทำธุรกิจและการใช้ชีวิตได้” </em></strong>ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-to-climate-amplification/">รับมือ &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ&#8217; มหันตภัยใกล้ตัว จาก &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; พร้อมทางรอดและการปรับตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ญี่ปุ่น&#8217; ​เผชิญ &#8216;Kokushobi&#8217; ทะลุ 40 องศาฯ 5 วันต่อเนื่อง นานสุดรอบ 16 ปี ​ผู้ป่วยฮีทสโตรกพุ่งสูง พร้อมเปิด 4 แนวทาง​ ที่ภาครัฐเตรียมไว้ เพื่อรับมือสถานการณ์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/how-japan-prepared-to-facing-kokushobi/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 26 Jul 2026 09:01:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate crisis]]></category>
		<category><![CDATA[Heatstroke]]></category>
		<category><![CDATA[Kokushobi]]></category>
		<category><![CDATA[Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติเหลว]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รับมือโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อากาศร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[อากาศร้อนจัด]]></category>
		<category><![CDATA[อุณภูมิสูง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคลมแดด]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42814</guid>

					<description><![CDATA[<p>อุณภูมิที่สูงขึ้นกลายเป็นความท้าทายไปทั่วโลก ข้อมูลจาก European Union&#8217;s weather agency, the Copernicus Climate Change Service ได้มีการบันทึกสถิติระหว่างปี 2023 – 2025 พบว่า เป็น 3 ปีที่อุณภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.5 องศาเซลเซียส ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่รุนแรงขึ้นของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ อีกทั้ง มีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในปี 2026 จะยังคงสูงกว่าปกติทั่วโลก &#8216;ประเทศญี่ปุ่น&#8217; เป็นหนึ่งประเทศที่กำลังเผชิญสภาพอากาศที่ร้อนจัดเป็นประวัติศาสตร์ มีอุณหภูมิที่ขยับสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันหลายวัน ขณะเดียวกันยังมี​ความตึงเครียดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตการจัดหาพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเครื่องปรับอากาศและมาตรการชะลอความร้อนอื่นๆ ปรากฏการณ์ความร้อนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในญี่ปุ่น ส่งผลให้กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศญี่ปุ่น (JMA) ได้มีการบัญญัติศัพท์ใหม่อย่าง Kokushobi (โคคุโชบิ)  ซึ่งแปลได้ว่า ร้อนอย่างทารุณ หรือ ร้อนอย่างรุนแรง สำหรับการเรียกวันที่มีอากาศร้อนจัดจากอุณหภูมิที่สูงเกินกว่า 40 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับจากปี 2007 ที่เคยบัญญัติศัพท์เกี่ยวกับสภาพอากาศร้อนอย่างคำว่า Moshobi (โมโชบิ) สำหรับใช้เรียกวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/how-japan-prepared-to-facing-kokushobi/">&#8216;ญี่ปุ่น&#8217; ​เผชิญ &#8216;Kokushobi&#8217; ทะลุ 40 องศาฯ 5 วันต่อเนื่อง นานสุดรอบ 16 ปี ​ผู้ป่วยฮีทสโตรกพุ่งสูง พร้อมเปิด 4 แนวทาง​ ที่ภาครัฐเตรียมไว้ เพื่อรับมือสถานการณ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อุณภูมิที่สูงขึ้นกลายเป็นความท้าทายไปทั่วโลก ข้อมูลจาก European Union&#8217;s weather agency, the Copernicus Climate Change Service ได้มีการบันทึกสถิติระหว่างปี 2023 – 2025 พบว่า เป็น 3 ปีที่อุณภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.5 องศาเซลเซียส ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่รุนแรงขึ้นของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ อีกทั้ง มีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในปี 2026 จะยังคงสูงกว่าปกติทั่วโลก</p>
<p><span id="more-42814"></span></p>
<p><strong>&#8216;ประเทศญี่ปุ่น&#8217;</strong> เป็นหนึ่งประเทศที่กำลังเผชิญสภาพอากาศที่ร้อนจัดเป็นประวัติศาสตร์ มีอุณหภูมิที่ขยับสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันหลายวัน ขณะเดียวกันยังมี​ความตึงเครียดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตการจัดหาพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเครื่องปรับอากาศและมาตรการชะลอความร้อนอื่นๆ</p>
<p>ปรากฏการณ์ความร้อนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในญี่ปุ่น ส่งผลให้กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศญี่ปุ่น (JMA) ได้มีการบัญญัติศัพท์ใหม่อย่าง <strong>Kokushobi (โคคุโชบิ)</strong>  ซึ่งแปลได้ว่า <strong>ร้อนอย่างทารุณ </strong>หรือ <strong>ร้อนอย่างรุนแรง</strong> สำหรับการเรียกวันที่มีอากาศร้อนจัดจากอุณหภูมิที่สูงเกินกว่า 40 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับจากปี 2007 ที่เคยบัญญัติศัพท์เกี่ยวกับสภาพอากาศร้อนอย่างคำว่า <strong>Moshobi (โมโชบิ)</strong> สำหรับใช้เรียกวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสมาแล้วก่อนหน้านี้</p>
<figure id="attachment_43364" aria-describedby="caption-attachment-43364" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43364 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/JP-Heat-Wave4.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-43364" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>อุณหภูมิญี่ปุ่นพุ่งสูง เผชิญภาวะ Kokushobi มากสุดรอบ 16 ปี</strong></p>
<p>ล่าสุด <a href="https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/th/news/20260725_07/" target="_blank" rel="noopener"><strong>NHK World Japan</strong></a> ระบุข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น เมื่อ 23 ก.ค. 2026 ถึงสถานการณ์ที่อุณหภูมิ​สูงขึ้นมากกว่า 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันนานถึง 5 วัน ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่มีการรวบรวมข้อมูลที่สามารถนำมาเทียบเคียงได้ตั้งแต่ปี 2010 หรือในรอบ 16 ปีที่ผ่านมา</p>
<p>พร้อมทั้งการ​ออกประกาศเตือนภาวะฮีทสโตรกใน  37 จังหวัด จากทั้งหมด 47 จังหวัดของญี่ปุ่น และจำนวนผู้ป่วยกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยหน่วยดับเพลิงโตเกียวระบุว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม มีการนำตัวประชาชน 453 คนส่งโรงพยาบาลด้วยอาการที่สงสัยว่าเป็นฮีตสโตรก นับเป็นจำนวนสูงสุดในรอบ 16 ปีเช่นกัน</p>
<figure id="attachment_43363" aria-describedby="caption-attachment-43363" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43363 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/NHK1.jpg" alt="" width="1200" height="657" /><figcaption id="caption-attachment-43363" class="wp-caption-text">Photo : https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/th/news/</figcaption></figure>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการขอให้ประชาชนใช้เครื่องปรับอากาศ ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอและรับประทานเกลือแร่ให้บ่อยครั้ง รวมถึงหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันอาการฮีทสโตรก รวมทั้งการแจ้งเตือนให้ระมัดระวัง ภัยจากดินถล่ม น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ แม่น้ำเอ่อล้นตลิ่ง ฟ้าผ่า และลมกระโชกแรงฉับพลัน ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ</p>
<p>สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดความตระหนักและเฝ้าระวังผลกระทบจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในญี่ปุ่น ท่ามกลาง​ความเสี่ยง​​ด้านต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นตามความร้อนแรงของสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้ง​ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพ จากการเผชิญภาะวอากาศร้อนจัดในช่วงนี้  รวมทั้งผลกระทบระยะยาว เช่น ความสามารถในการผลิตที่ลดลง ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องเร่งดำเนินการป้องกันในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชนท้องถิ่น</p>
<figure id="attachment_43369" aria-describedby="caption-attachment-43369" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43369 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/JP-Heat-Wave3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-43369" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>4 วิธีรับมือสภาพ &#8216;อากาศร้อนจัด&#8217; ในประเทศญี่ปุ่น</strong></p>
<p>World Economic Forum เผยแพร่แนวทางการรับมือต่อสภาพอากาศที่ร้อนจัดของญี่ปุ่น โดยดำเนินงานผ่าน 4 มาตรการสำคัญ ประกอบไปด้วย</p>
<p><strong>1. มาตรการด้านพลังงาน รองรับการใช้งานเครื่องปรับอากาศ</strong></p>
<p>ฤดูร้อนของญี่ปุ่นมีลักษณะเด่นคืออุณหภูมิสูงและความชื้นสูง ทำให้เหงื่อระเหยได้ยาก ส่งผลให้เสี่ยงต่อภาวะเป็นโรคลมแดด (Heatstroke) ดังนั้น การใช้เครื่องปรับอากาศจึงไม่ใช่แค่เพื่อความสะดวกสบาย แต่ยังช่วยปกป้องชีวิตได้อีกด้วย</p>
<p>ในเดือนพฤษภาคม ปี 2026 ที่ผ่านมา กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ได้จัดหาแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอสำหรับความต้องการสูงสุดในช่วงฤดูร้อน และได้ชะลอประกาศขอความร่วมมือประหยัดไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อนเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน</p>
<p>แม้ว่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับการจัดหาเชื้อเพลิงที่นำไปสู่ความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ กระทรวงฯ ได้ระบุว่า การพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันของญี่ปุ่นยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างจำกัด ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และแหล่งพลังงานอื่นๆ จะช่วยตอบสนองความต้องการในช่วงฤดูร้อนปีนี้ได้ รัฐบาลยังได้มีการส่งเสริมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานเพื่อกระตุ้นให้มีการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย</p>
<p>ในกรุงโตเกียว รัฐบาลท้องถิ่นประกาศยกเว้นค่าน้ำประปาเป็นเวลา 4 เดือน ราว 8 ล้านครัวเรือน มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายรายเดือนของครัวเรือนได้ประมาณ 5,000 เยน เนื่องจากพบผู้ป่วยโรคลมแดดจำนวนมากเกิดขึ้นภายในบ้าน นโยบายนี้จึงมุ่งเป้าไปที่การบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคและส่งเสริมให้ประชาชนใช้เครื่องปรับอากาศได้อย่างไม่ลังเล แม้ว่าค่าครองชีพจะสูงขึ้นก็ตาม</p>
<p><strong>2.  ส่งเสริมการปรับตัวในสภาพอากาศร้อน</strong></p>
<p>ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับอากาศร้อนอย่างฉับพลันได้ทันที และการปรับตัวต่ออากาศร้อนที่ไม่เพียงพอจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะโรคลมแดดได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงส่งเสริม &#8216;การปรับตัวให้เข้ากับอากาศร้อน&#8217; ซึ่งเป็นกระบวนการที่ให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศร้อนก่อนที่จะมาถึง</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ การเริ่มส่งเสริมการออกกำลังกายเบาๆ การอาบน้ำอุ่น และกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเหงื่อของร่างกายจึงได้รับความสนใจมากขึ้น ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่น ภาคเอกชน และสื่อต่างๆ ได้ร่วมเผยแพร่สื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการปรับตัวให้เข้ากับอากาศร้อนและความสำคัญของวิธีการเหล่านั้น ช่วยสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการสร้างความแข็งแกร่งเพื่อรับมือกับอากาศร้อนก่อนถึงช่วงฤดูร้อน</p>
<figure id="attachment_43367" aria-describedby="caption-attachment-43367" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43367 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/JP-Heat-Wave1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-43367" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>3. ภาคธุรกิจแนวใหม่ หนุนการป้องกันโรคลมแดด</strong></p>
<p>มาตรการป้องกันโรคลมแดดถูกบังคับใช้ในสถานที่ทำงานของญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2025 ส่งผลให้การเสียชีวิตในสถานที่ทำงานเนื่องจากโรคลมแดดลดลงครึ่งหนึ่งในปี 2025 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา</p>
<p>ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจ ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคลมแดดกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น บริษัทอาหารและเครื่องดื่ม ซันโทรี (Suntory) ของประเทศญี่ปุ่น ได้ผสานการบริการด้านการป้องกันโรคลมแดดเข้ากับเครื่องดื่มเกลือแร่ที่ให้ความสดชื่น และสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มได้ง่ายขึ้นผ่านเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติ รวมถึงการให้ความรู้และการสัมมนาด้านความปลอดภัยแก่พนักงาน เพื่อสนับสนุนพนักงานที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงอีกด้วย</p>
<p>ทางด้านบริษัทไดกิ้น (Daikin) ได้ร่วมมือกับ Future Design Shibuya และมหาวิทยาลัยโอซากา เปิดตัวโครงการ Shibuya Green Shift Project ซึ่งเป็นโครงการทดลองเกี่ยวกับจุดระบายความร้อน การจัดการอาคารประหยัดพลังงาน และแผนผังแสดงความเสี่ยงจากโรคลมแดด รวมถึงโครงการใหม่อื่นๆ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่นเช่นนี้ กำลังช่วยสร้างสังคมที่ปรับตัวเข้ากับอากาศร้อนได้ดียิ่งขึ้น</p>
<p><strong>4. </strong><strong>สร้างความยืดหยุ่น ในยุคที่อากาศร้อนรุนแรง</strong></p>
<p>เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น การปกป้องผู้คนจากอากาศร้อนจัดจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาชีวิตและดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ความเป็นอยู่ของผู้คนและชุมชน ดังนั้น การทำงานแบบบูรณาการจากหลายภาคส่วนของญี่ปุ่น นับเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านการปรับตัวของสังคมให้เข้ากับอากาศร้อนที่นับวันยิ่งอันตรายมากขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ</p>
<p><strong><em>เนื่องจากอุณหภูมิยังคงสูงขึ้นทั่วโลก ความพยายามเหล่านี้จึงเป็นบทเรียนที่น่าสนใจ สำหรับประเทศอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับความร้อนที่มากขึ้นในอนาคต</em></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : NHK World Japan, World Economic Forum</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/how-japan-prepared-to-facing-kokushobi/">&#8216;ญี่ปุ่น&#8217; ​เผชิญ &#8216;Kokushobi&#8217; ทะลุ 40 องศาฯ 5 วันต่อเนื่อง นานสุดรอบ 16 ปี ​ผู้ป่วยฮีทสโตรกพุ่งสูง พร้อมเปิด 4 แนวทาง​ ที่ภาครัฐเตรียมไว้ เพื่อรับมือสถานการณ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิด 4 กลยุทธ์ &#8216;สตาร์บัคส์ ประเทศไทย&#8217; กับเส้นทาง 28 ปี ในตลาดกาแฟไทย 6.5 หมื่นล้าน และการเติบโตที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้ทั้งพันธมิตร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/starbucks-thailand-sustainable-growth-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 14:02:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Starbucks]]></category>
		<category><![CDATA[Starbucks Aerocano]]></category>
		<category><![CDATA[Starbucks Community Store]]></category>
		<category><![CDATA[Starbucks l POP MART MOLLY]]></category>
		<category><![CDATA[Starbucks Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านกาแฟเพื่อชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์บั๊คส์]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์บัคส์ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[เนตรนภา ศรีสมัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43209</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;สตาร์บัคส์ ประเทศไทย&#8217; ดำเนินธุรกิจในตลาดกาแฟ​ประเทศไทย ที่ Beyond Coffee ด้วยความตั้งใจให้แบรนด์สามารถส่งมอบได้มากกว่าแค่กาแฟให้แก่ลูกค้า แต่เป็นอีกหนึ่ง Destination ในฐานะ &#8216;บ้านหลังที่ 3&#8217; จึงให้ความสำคัญในการเติมเต็มประสบการณ์ภายในร้าน ทั้งจากเครื่องดื่มที่มาพร้อมทั้งคุณภาพและการบริการอย่างดี บรรยากาศภายในร้าน และความสะดวกสบายที่ได้รับ รวมทั้งในบริบทที่โลกถามหาความยั่งยืน โมเดลธุรกิจของสตาร์บัคส์ ที่ปัจจุบันขยายสาขาได้ถึง 574 แห่ง และกำลังจะมีสาขาที่​​ 600 ภายในปี 2570 นี้ ​พร้อมความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในการ​สร้างธุรกิจให้​เติบโต​ ควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ทั้งพันธมิตร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน คุณเนตรนภา ศรีสมัย กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดกาแฟที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และมีความแข็งแกร่งท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาด ผู้บริโภค โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดกาแฟประเทศไทยอยู่ที่กว่า 65,000 ล้านบาท และอัตราการเติบโตที่ราว 8% สะท้อนโอกาสในการขยายตัวได้ต่อเนื่อง ​​โดยผู้บริโภค​ปัจจุบันให้ความสำคัญกับประสบการณ์โดยรวม คุณค่าที่ได้รับ และจุดยืนของแบรนด์เพิ่มมากขึ้น การขับเคลื่อนการเติบโตของสตาร์บัคส์​จากนี้ จึงเน้นการทำความเข้าใจผู้บริโภคไทย และความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระดับโลก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจ รวมถึงการลงทุนในด้านต่างๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/starbucks-thailand-sustainable-growth-2026/">เปิด 4 กลยุทธ์ &#8216;สตาร์บัคส์ ประเทศไทย&#8217; กับเส้นทาง 28 ปี ในตลาดกาแฟไทย 6.5 หมื่นล้าน และการเติบโตที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้ทั้งพันธมิตร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>&#8216;สตาร์บัคส์ ประเทศไทย&#8217;</strong> ดำเนินธุรกิจในตลาดกาแฟ​ประเทศไทย ที่ Beyond Coffee ด้วยความตั้งใจให้แบรนด์สามารถส่งมอบได้มากกว่าแค่กาแฟให้แก่ลูกค้า แต่เป็นอีกหนึ่ง Destination ในฐานะ &#8216;บ้านหลังที่ 3&#8217; จึงให้ความสำคัญในการเติมเต็มประสบการณ์ภายในร้าน ทั้งจากเครื่องดื่มที่มาพร้อมทั้งคุณภาพและการบริการอย่างดี บรรยากาศภายในร้าน และความสะดวกสบายที่ได้รับ</p>
<p><span id="more-43209"></span></p>
<p>รวมทั้งในบริบทที่โลกถามหาความยั่งยืน โมเดลธุรกิจของสตาร์บัคส์ ที่ปัจจุบันขยายสาขาได้ถึง 574 แห่ง และกำลังจะมีสาขาที่​​ 600 ภายในปี 2570 นี้ ​พร้อมความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในการ​สร้างธุรกิจให้​เติบโต​ ควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ทั้งพันธมิตร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน</p>
<p><strong>คุณเนตรนภา ศรีสมัย</strong> กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดกาแฟที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และมีความแข็งแกร่งท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาด ผู้บริโภค โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดกาแฟประเทศไทยอยู่ที่กว่า 65,000 ล้านบาท และอัตราการเติบโตที่ราว 8% สะท้อนโอกาสในการขยายตัวได้ต่อเนื่อง ​​โดยผู้บริโภค​ปัจจุบันให้ความสำคัญกับประสบการณ์โดยรวม คุณค่าที่ได้รับ และจุดยืนของแบรนด์เพิ่มมากขึ้น</p>
<p>การขับเคลื่อนการเติบโตของสตาร์บัคส์​จากนี้ จึงเน้นการทำความเข้าใจผู้บริโภคไทย และความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระดับโลก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจ รวมถึงการลงทุนในด้านต่างๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า และสร้างการเติบโตที่ส่งต่อคุณค่าให้กับชุมชนและอุตสาหกรรมกาแฟของไทย ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ต่อไปนี้</p>
<p><strong>​1. การนำเสนอนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย พร้อมยกระดับประสบการณ์สตาร์บัคส์</strong></p>
<p>สตาร์บัคส์ ประเทศไทย พัฒนาผลิตภัณฑ์จากความเข้าใจในรสนิยม วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของผู้บริโภคชาวไทย เพื่อสามารถนำเสนอทั้งผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มกาแฟ รวมทั้งกลุ่ม Non-coffee  การนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาครีเอทเป็นเมนูที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค และไลฟ์สไตล์มากขึ้น อาทิ  เครื่องดื่มซี<strong>รีส์น้ำตาลโตนด </strong>สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของกลยุทธ์การพัฒนาเมนูที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น พัฒนาเครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมและวัตถุดิบไทย</p>
<p>โดยปีนี้ต่อยอดสู่ <strong>ทุเรียน</strong> เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอเมนูที่พัฒนาขึ้นสำหรับประเทศไทย พร้อมร่วมเฉลิมฉลองความโดดเด่นของวัฒนธรรมอาหารไทย พร้อมเปิดตัวเมนู​ Starbucks Es Yen และ Iced Shaken Chocolate ซึ่งมอบทางเลือกในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น โดยยังคงมาตรฐานด้านคุณภาพ ความพิถีพิถันในการรังสรรค์ และประสบการณ์กาแฟในแบบสตาร์บัคส์</p>
<p>ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อน​ระดับโลก​ ได้เปิดตัวเครื่องดื่ม <strong>Starbucks</strong> <strong>Aerocano</strong> ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ภายในงาน World of Coffee Bangkok 2026 สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในตลาดสำคัญด้านนวัตกรรมของเครือข่ายสตาร์บัคส์ทั่วโลก และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้บริโภคไทยที่พร้อมเปิดรับและมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคต</p>
<p>นอกจากนี้ ​ยังขยายไลน์อาหารให้ครอบคลุมทุกช่วงเวลาของวัน เพื่อเพิ่มความถี่ในการเข้าร้าน รวมทั้ง​ต่อยอดความร่วมมือ​กับพันธมิตร​​ทำสินค้า Merchandise คอลเลกชันลิมิเต็ด Starbucks l POP MART MOLLY  สะท้อนกลยุทธ์​การสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมร่วมสมัย และสร้างความผูกพันกับลูกค้าในมิติที่มากกว่ากาแฟ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43216 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Starbucks-Press-Conference_3-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>2.</strong> <strong>สร้างความผูกพันกับลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อความสัมพันธ์ระยะยาว</strong></p>
<p>การต่อยอดประสบการณ์ และขยายช่องทางขาย ไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าผ่าน Digital Platform ทั้งจากแอปพลิเคชั่น และ Line OA เพื่อความสะดวกทั้งการสั่งออเดอร์ การใช้จ่าย (Mobile Order &amp; Pay)  รวมถึงความร่วมมือกับ Grab และ LINE MAN เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงลูกค้า พร้อมเชื่อมโยงลูกค้าเข้าสู่ระบบ Starbucks Rewards อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันยอดขายผ่านช่องทางดิจิทัลมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกและความยืดหยุ่น</p>
<p>รวมทั้งโปรแกรม Starbucks Rewards ซึ่งถือเป็นหนึ่งหัวใจสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ปัจจุบันมีฐานลูกค้าสมาชิกกว่า 1.9 ล้านราย โดยจำนวนสมาชิกและปริมาณธุรกรรม​มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการสร้างการกลับมาใช้บริการซ้ำ เสริมสร้างความผูกพันกับแบรนด์ และเพิ่มคุณค่าตลอดช่วงอายุความสัมพันธ์ของลูกค้า</p>
<p>พร้อมกันนี้ สตาร์บัคส์ยังนำการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าแต่ละราย พร้อมพัฒนาการสื่อสารและข้อเสนอที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล เพื่อสร้างความผูกพันกับลูกค้าและรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาว</p>
<p><strong>3. </strong><strong>รักษาความเป็นผู้นำด้วยคุณภาพและความแตกต่าง</strong></p>
<p>ความเป็นผู้นำของสตาร์บัคส์นั้น ให้ความสำคัญทั้งการสร้างร้านแต่ละสาขา การพัฒนาเมนูทั้งอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งการให้บริการจากพาร์ทเนอร์ (พนักงาน) ที่ผ่านการพัฒนาทักษะบาริสต้ามาโดยเฉพาะ เพื่อให้ทุกมิติของธุรกิจได้รับความเชื่อมั่น และสร้างความแตกต่างจากตลาด พร้อมทั้งการยกระดับและสร้างมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ</p>
<p>ทั้งนี้ ในมิติคุณภาพการพัฒนาเมนู สอดคล้องกับการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมในการตอบโจทย์ความต้องการและประสบการณ์ของผู้บริโภคที่ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการให้บริการที่ดีจากพาร์ทเนอร์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง Asset ที่สำคัญ ทั้งการเป็นทัชพอยท์ และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ได้</p>
<p>สำหรับคุณภาพในการสร้างร้านแต่ละสาขา แม้จะมีธีมสี หรือโทนโดยรวมที่คล้ายกัน แต่การออกแบบร้านทั้งหมดที่มีกว่า 500 สาขา มีความเฉพาะตัวและเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไปตามโลเกชั่น และกลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่ที่แต่ละสาขาตั้งอยู่ โดยยังคงเอกลักษณ์ในความเป็น Coffee House รวมทั้งแนวคิดในการออกแบบ ที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ท้ังการเลือกใช้วัสดุ หรืออุปกรณ์ในการตกแต่งร้านที่ช่วยประหยัดพลังงาน ​เช่น หลอดประหยัดไฟ การใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการบริหารจัดการของเสียภายในร้าน เพื่อการบริหารจัดการและการก่อสร้างสาขา ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน LEED ​เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43217 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Starbucks-Press-Conference_2-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>4.</strong> <strong>การเติบโตที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน และสังคม </strong></p>
<p>ความสำเร็จสำคัญของสตาร์บัคส์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลประกอบการเท่านั้น แต่รวมถึงผลกระทบเชิงบวกที่สร้างให้แก่ผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การดูแลพาร์ทเนอร์  ไปจนถึงกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ โดยให้ความสำคัญต่อแนวคิดนี้ ตั้งแต่การขยายสาขาแรก คือ สาขาหลังสวน ตั้งแต่ปี 2566  พร้อมแนวคิด <strong>&#8216;ร้านกาแฟเพื่อชุมชน&#8217;</strong> (<em><strong>Starbucks Community Store</strong></em>)​ เพื่อแบ่งรายได้บางส่วนจากยอดขายภายในร้าน รวมทั้งจากการจำหน่ายกาแฟ &#8216;ม่วนใจ๋เบลนด์&#8217;  โดยนำรายได้มอบให้มูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน (ITDF) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ รวมกว่า 25 ล้านบาท</p>
<p>ปัจจุบันสตาร์บัคส์มีสาขา ร้านกาแฟเพื่อชุมชน รวม 3 สาขา ได้แก่ สาขาหลังสวน สาขาไอคอนสยาม และแม่ริม จ.เชียงใหม่ โดย​มีแนวคิดในการขยายสาขาเพิ่มเติมในอนาคต  แต่ยัง​อยู่ระหว่างการหาพื้นที่ รวมทั้งภารกิจในการเข้าไปสนับสนุนและการทำงานร่วมกับชุมชนภายในพื้นที่อย่างเหมาะสม</p>
<p>ขณะที่การดำเนินงานในร้านได้ส่งเสริมให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการลดขยะ โดยพบว่า ลูกค้าในประเทศไทยได้นำแก้วส่วนตัวมาใช้มากกว่า 36 ล้านครั้ง นับตั้งแต่บริษัทเริ่มติดตามข้อมูลดังกล่าวในการดำเนินงานในประเทศไทย และเมื่อรวมกับการใช้แก้ว For Here  ภายในร้านสตาร์บัคส์ ทำให้​ช่วยลดการใช้แก้วแบบใช้ครั้งเดียวได้แล้วมากกว่า 41 ล้านใบ</p>
<p><b></b>ยังมีการเดินหน้าสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนผ่านโครงการ FoodShare ร่วมกับมูลนิธิสโกลาร์ส ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS Foundation) โดยตั้งแต่ปี 2565 โครงการได้ส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือแล้วกว่า 315,000 มื้อ พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ด้วยเงินบริจาครวมกว่า 10 ล้านบาท ณ เดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมขยายความร่วมมือในการทำงานผ่านเครือข่าย Rescue Kitchen และการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน อาทิ โครงการฝึกอบรม Cooking Hero สำหรับอาสาสมัครในชุมชน เป็นต้น</p>
<p><em>&#8220;สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญนี้ เพื่อสามารถตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทั้งการพัฒนาคุณภาพ ประสบการณ์ และคุณค่าของแบรนด์มากยิ่งขึ้น พร้อมการส่งมอบผลกระทบเชิงบวกให้ผู้เกี่ยวข้องได้ตลอดทั้ง Ecosystem แม้ธุรกิจจะยังต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หรือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมทั้งการแข่งขันในตลาดกาแฟและเครื่องดื่มที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม&#8221;​  </em><strong>คุณเนตรนภา กล่าวทิ้งท้าย </strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/starbucks-thailand-sustainable-growth-2026/">เปิด 4 กลยุทธ์ &#8216;สตาร์บัคส์ ประเทศไทย&#8217; กับเส้นทาง 28 ปี ในตลาดกาแฟไทย 6.5 หมื่นล้าน และการเติบโตที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้ทั้งพันธมิตร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส่องดีมานด์ตลาด &#8216;ไฮโดรเจน&#8217; พลังงาน-อุตสาหกรรม-นวัตกรรม ปัจจัยหนุนการเติบโต</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/hydrogen-global-market-size/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Jul 2026 18:27:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[CleanEnergy]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Demand]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Green Hydrogen]]></category>
		<category><![CDATA[Hydrogen]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดโลก]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[เอเชียแปซิฟิก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43017</guid>

					<description><![CDATA[<p>Green Hydrogen หรือ &#8216;ไฮโดรเจน&#8217; ที่ได้จากทรัพยากรหมุนเวียน มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประเทศและธุรกิจบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจก ทิศทางลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีไฮโดรเจนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยประเทศต่างๆ ได้ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฮโดรเจน อาทิ สหภาพยุโรป ประกาศแผนการลงทุนกว่า 4 แสนล้านยูโร เพื่อลงทุนในเทคโนโลยีไฮโดรเจนภายในปี 2030 ขณะที่ญี่ปุ่นเร่งปรับปรุงแผนงานด้านไฮโดรเจน โดยมุ่งเน้นศักยภาพ​การผลิตทั้งภายในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ สำหรับมูลค่าตลาดไฮโดรเจนทั่วโลกในปี 2025 อยู่ที่กว่า 2.8 แสนล้าน USD และคาดว่าจะภายในปี 2035 จะเติบโต​แตะ 6 แสนล้าน USD หรือมีอัตราโตเฉลี่ย 7.73% ต่อปี ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือว่าครองส่วนแบ่งสูงสุดของตลาดไฮโดรเจนทั่วโลก โดยครองส่วนแบ่งตลาด 36% ในปี 2025 หรือกว่า 1 ใน 3 ขณะที่มูลค่าตลาดไฮโดรเจนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี ในปี 2025 อยู่ที่ 1.0 แสนล้าน USD และคาดว่าภายในปี 2035 จะเติบโตเพิ่มเป็นเกือบ 2.2 แสนล้าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/hydrogen-global-market-size/">ส่องดีมานด์ตลาด &#8216;ไฮโดรเจน&#8217; พลังงาน-อุตสาหกรรม-นวัตกรรม ปัจจัยหนุนการเติบโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>Green Hydrogen</strong> หรือ <strong>&#8216;ไฮโดรเจน&#8217; </strong>ที่ได้จากทรัพยากรหมุนเวียน มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประเทศและธุรกิจบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจก</div>
</div>
<p><span id="more-43017"></span></p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ทิศทางลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีไฮโดรเจนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยประเทศต่างๆ ได้ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฮโดรเจน</div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">อาทิ สหภาพยุโรป ประกาศแผนการลงทุนกว่า 4 แสนล้านยูโร เพื่อลงทุนในเทคโนโลยีไฮโดรเจนภายในปี 2030 ขณะที่ญี่ปุ่นเร่งปรับปรุงแผนงานด้านไฮโดรเจน โดยมุ่งเน้นศักยภาพ​การผลิตทั้งภายในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><em><strong>สำหรับมูลค่าตลาดไฮโดรเจนทั่วโลกในปี 2025 อยู่ที่กว่า 2.8 แสนล้าน USD และคาดว่าจะภายในปี 2035 จะเติบโต​แตะ 6 แสนล้าน USD หรือมีอัตราโตเฉลี่ย 7.73% ต่อปี</strong></em></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือว่าครองส่วนแบ่งสูงสุดของตลาดไฮโดรเจนทั่วโลก โดยครองส่วนแบ่งตลาด 36% ในปี 2025 หรือกว่า 1 ใน 3</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>ขณะที่มูลค่าตลาดไฮโดรเจนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี ในปี 2025 อยู่ที่ 1.0 แสนล้าน USD และคาดว่าภายในปี 2035 จะเติบโตเพิ่มเป็นเกือบ 2.2 แสนล้าน USD หรือมีอัตราโตเฉลี่ย 7.91% ต่อปี</strong></div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">พร้อมตัวเลขคาดการณ์มูลค่าตลาดไฮโดรเจนทั้งระดับโลก และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<ul>
<li dir="auto">ปี 2025 มูลค่าตลาดโลก = 2.82 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.01 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2026 มูลค่าตลาดโลก = 3.04 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.09 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2027 มูลค่าตลาดโลก = 3.28 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.18 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2028 มูลค่าตลาดโลก = 3.54 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.27 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2029 มูลค่าตลาดโลก = 3.81 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.37 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2030 มูลค่าตลาดโลก = 4.11 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.48 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2031 มูลค่าตลาดโลก = 4.44 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.59 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2032 มูลค่าตลาดโลก = 4.78 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.72 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2033 มูลค่าตลาดโลก = 5.16 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.85 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2034 มูลค่าตลาดโลก = 5.56 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 2.03 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2035 มูลค่าตลาดโลก = 5.94 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 2.12 แสนล้าน USD</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ด้านปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตของตลาดไฮโดรเจน ประกอบด้วย</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">1. กระแสเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</div>
<div dir="auto">2. ความต้องการแหล่งพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น</div>
<div dir="auto">3. การพัฒนารถยนต์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน</div>
<div dir="auto">4. ดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรม เช่น การผลิคแอมโมเนีย เหล็ก และการกลั่น</div>
<div dir="auto">5. แรงจูงใจจากภาครัฐทั่วโลก ทั้งด้านกฎหมาย ภาษี โครงสร้างพื้นฐาน วิจัยพัฒนา และส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยี</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ที่มา : Precedence Research</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/hydrogen-global-market-size/">ส่องดีมานด์ตลาด &#8216;ไฮโดรเจน&#8217; พลังงาน-อุตสาหกรรม-นวัตกรรม ปัจจัยหนุนการเติบโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>3 โจทย์ใหญ่ ภาครัฐ ขับเคลื่อน SME ไทย สู่ &#8216;เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/3keysme-transition-to-sustainability/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Jul 2026 18:19:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[CENTRAL GROUP]]></category>
		<category><![CDATA[EARTH JUMP 2026]]></category>
		<category><![CDATA[EarthJump]]></category>
		<category><![CDATA[Efficiency]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[SME]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[SustainableGrowth]]></category>
		<category><![CDATA[Tansition]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Chamber]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[พิชัย จิราธิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เอสเอ็มอี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43021</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข้อมูลจากเวทีเสวนา &#8216;กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ&#8216; ภายในงาน Earth Jump 2026 สะท้อนมุมมองการขับเคลื่อน​ความยั่งยืน ของกลุ่มธุรกิจ SME ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย และนับเป็นความท้าทายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ &#8216;เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ&#8217; คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และกรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ให้ข้อมูลน่าสนใจว่า สิ่งที่ภาคธุรกิจ SME ต้องการจากภาครัฐมากที่สุดในวันนี้ คือ ความชัดเจนในทิศทางการขับเคลื่อน และความมั่นใจ เพื่อทำให้ภาค SME กล้าที่จะลงทุนเรื่องความยั่งยืน โดยเฉพาะ 3 ประเด็นสำคัญ ต่อไปนี้ &#8211; นโยบาย หรือกติกาที่ชัดเจนและต่อเนื่อง : นโยบายด้าน Green และ Sustainability ที่แน่นอนจจะช่วยให้ SME สามารถคาดการณ์และวางแผนการลงทุนได้ ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว &#8211; สอดคล้องกับกติกาสากล : เช่น CBAM, ESG หรือ EUDR เนื่องจาก SME ไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ทำตลาดแค่ในประเทศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/3keysme-transition-to-sustainability/">3 โจทย์ใหญ่ ภาครัฐ ขับเคลื่อน SME ไทย สู่ &#8216;เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ข้อมูลจากเวทีเสวนา &#8216;<strong>กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">คาร์บอนต่ำ</span>&#8216;</strong> ภายในงาน Earth Jump 2026 สะท้อนมุมมองการขับเคลื่อน​<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความยั่งยืน</span> ของกลุ่มธุรกิจ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">SME</span> ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย และนับเป็นความท้าทายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ <strong>&#8216;เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ&#8217;</strong></div>
</div>
<p><span id="more-43021"></span></p>
<p><strong>คุณพิชัย จิราธิวัฒน์</strong> รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และกรรมการบริหาร <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">กลุ่มเซ็นทรัล</span> ให้ข้อมูลน่าสนใจว่า สิ่งที่ภาคธุรกิจ SME ต้องการจากภาครัฐมากที่สุดในวันนี้ คือ ความชัดเจนในทิศทางการขับเคลื่อน และความมั่นใจ เพื่อทำให้ภาค SME กล้าที่จะลงทุนเรื่องความยั่งยืน โดยเฉพาะ 3 ประเด็นสำคัญ ต่อไปนี้</p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<p><strong>&#8211; นโยบาย หรือกติกาที่ชัดเจนและต่อเนื่อง :</strong> นโยบายด้าน Green และ Sustainability ที่แน่นอนจจะช่วยให้ SME สามารถคาดการณ์และวางแผนการลงทุนได้ ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว</p>
<p><strong>&#8211; สอดคล้องกับกติกาสากล</strong> : เช่น CBAM, ESG หรือ EUDR เนื่องจาก SME ไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ทำตลาดแค่ในประเทศ แต่ยังอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของบริษัทข้ามชาติ หากนโยบายไม่ไปในทิศทางเดียวกันจะทำให้ SME ปรับตัวลำบาก และสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน</p>
<p><strong>&#8211; ภาครัฐไม่ควรกำหนดแต่ กติกา แต่ควร​ช่วยสร้างตลาดหรือ​ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Demand</span> ให้ด้วย :</strong> การมองเห็นโอกาสและการเติบโตได้จริง​จากตลาดสินค้าและบริการสีเขียว จะทำให้ SME กล้าลงทุน ซึ่งภาครัฐสามารถกระตุ้นดีมานดืผ่านการมีส่วนช่วยสร้างตลาดสินค้าสีเขียว อาิท การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Green Procurement) และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้บริโภค หรือแนวทางการส่งเสริมที่เชื่อมโยงกับบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน</p>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><em>&#8220;ภาครัฐไม่ควรเป็นแค่ผู้กำหนดนโยบาย แต่ควรเป็นผู้สนับสนุน หรือการเปลี่ยนจาก Regulator สู่ Enabler เพื่อทำให้ SUstainability เข้าใจง่าย ทำตามได้ และเข้าถึงได้ รวมทั้งช่วยลดความซ้ำซ้อนด้านต้นทุนและการปรับตัว อาทิ การจัดทำคู่มือและแนวทางในการเปลี่ยนผ่าน การมี Checklist หรือเครื่องมือที่ช่วยประเมินตัวเองได้ การช่วยวางโรดแม็พและแผนการดำเนินการ รวมทั้งการให้ข้อมูลหรือตัวอย่างความสำเร็จของ SME ที่สามารถเปลี่ยผ่านได้จริง เพื่อช่วยให้ SME สามารถเริ่มทไตามได้​​และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน&#8221;</em></div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">นอกจากนี้ ภาคเอกชนหรือบริษัทขนาดใหญ่ ก็เป็นส่วนสำคัญในการช่วยเปลี่ยนผ่านของ SME เพราะ SME จำนวนมาก อยู่ใน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">SUpplyChain</span> ของบริษัทขนาดใหญ่ การเปลี่ยนผ่านจะเร็วขึ้น หากบริษัทขนาดใหญ่ ไม่ใช่แค่ &#8216;สั่ง&#8217; แต่ &#8216;ช่วย&#8217; ในการเปลี่ยนผ่านด้วย ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดความรู้ การแบ่งปันเทคโนโลยีและเครื่องมือ ช่วยวัดผลและติดตาม ให้โอกาสทางการตลาด ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน</div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">เช่นเดียวกับภาคการเงิน ที่ต้องไม่ใช่แค่ผู้ปล่อยกู้ แต่ต้องสนับสนุนทั้งทุนและความรู้ โดยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับการเปลี่ยนผ่าน รวมทั้งแนะนำการลงทุนอย่างเหมาะสม</div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">สำหรับผู้ประกอบการ SME เอง ต้องเปลี่ยนมุมมองต่อการลงทุนด้านความยั่งยืน โดยไม่มองเป็นภาระ แต่เป็นเครื่องมือ และโอกาสในการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ไม่มองเรื่อง Sustainability เป็นเพียงเรื่องที่ต้องทำให้เป็นไปตามกติกา แต่เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ ทำแล้วช่วยลดค่าใช้จ่ายลง เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าพลังงาน ช่วยลดของเสีย รวมทั้งการใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่ามากขึ้น รวมทั้งการขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่ลูกค้าใหม่ๆ และเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น</div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><em>&#8220;วันนี้ SME สามารถเริ่มขับเคลื่อนความยั่งยืน​ โดยไม่จำเป็นต้องทำแต่เรื่องใหญ่ แต่สามารถเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ยังไม่ต้องมองว่าจะทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่ให้มองหา<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความสูญเปล่า</span> ​ภายในธุรกิจในวันนี้ก่อน ให้มองที่ Efficiency ก่อนเรื่อง Environment เริ่มจากสิ่งที่ควบคุมง่ายและเห็นผลได้ทันที ​ซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายและทรงพลังที่สุด เพราะ &#8216;ทุกความสูญเปล่า คือต้นทุนของธุรกิจ&#8217; ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน น้ำ วัตถุดิบ ของเสีย ต้นทุน หรือกระบวนการทำงาน เพราะทุกบาทที่ไม่สูญเปล่า สามารถเปลี่ยนเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นได้ให้ธุรกิจ โดยที่ยังไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติม&#8221;</em></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ดังนั้น <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Sustainability</span> </strong>ในมุมมองใหม่ จึงไม่ใช่การมี<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ภาระ</span> หรือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน เมื่อทำแล้วธุรกิจจะมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ต้นทุนลดลง กำไรเพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยเงินลงทุนก้อนใหญ่ แต่เริ่มได้จากจุดเล็กๆ แล้วค่อยต่อจิ๊กซอว์ความยั่งยืนทีละขั้น เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ทำได้มากกว่าแค่การลดต้นทุน แต่เป็นการเพิ่มกำไร ยกระดับธุรกิจให้แข็งแรง และไปสู่มาตรฐานสากลเพื่อขยายสู่ตลาดใหม่ เชื่อมต่อโอกาสในการเป็นซัพพลายเชนของบริษัทใหญ่ และสามารถสร้างการเติบโตไปพร้อมการสร้างคุณค่าให้สังคม ชุมชน ​สิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสร้างความภาคภูมิใจให้ทีมงานและผู้มีส่วนร่วม</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">เส้นทางของ SME สู่ความยั่งยืนและการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม</div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<ul>
<li dir="auto">Step 1 : ลดสิ่งสูญเปล่า</li>
<li dir="auto">Step 2 : เห็นผลลัพธ์จริงจากการปรับปรุง</li>
<li dir="auto">Step3 : มีกำลังใจและความพร้อมในการต่อยอด</li>
<li dir="auto">Step4 : เริ่มวัดและจัดการคาร์บอน</li>
<li dir="auto">Step 5 : พัฒนาสินค้าและบริการสีเขียว</li>
<li dir="auto">Step 6 : เข้าสู่ Supply Chain ของบริษัทขนาดใหญ่</li>
</ul>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/3keysme-transition-to-sustainability/">3 โจทย์ใหญ่ ภาครัฐ ขับเคลื่อน SME ไทย สู่ &#8216;เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เบื้องหลังความนุ่มฟู &#8216;สกุชชี่&#8217; Fast Toy สุดฮิต และปลายทางที่บ่อฝังกลบ เพิ่มไมโครพลาสติกและขยะพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/squishy-fast-toy-to-landfill/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Jul 2026 09:25:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[fast toy]]></category>
		<category><![CDATA[Social Listening]]></category>
		<category><![CDATA[squishy]]></category>
		<category><![CDATA[Zocial Eye]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ของเล่น]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย)]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิลไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[สกุชชี่]]></category>
		<category><![CDATA[สคบ.]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อันตราย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42835</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า ของเล่นที่กลับมาได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน คงหนีไม่พ้น &#8216;สกุชชี่&#8217; (Squishy) เพราะไม่ว่าจะเปิดไปในแพลตฟอร์มใดในโซเชียลก็มักจะเป็นกระแสพูดถึง ข้อมูลจาก Social Listening ของ Zocial Eye โดย บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ระหว่างวันที่ 1–24 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่า บนโซเชียลมีเดียในไทยมีการพูดถึงสกุชชี่มากกว่า 24,937 โพสต์ สร้าง Engagement กว่า 33.9 ล้านครั้ง โดยแพลตฟอร์มที่มีกระแสพูดถึงเป็นสัดส่วนมากถึง 85.8% หรือกว่า 29.1 ล้านครั้ง คือ Tiktok รวมทั้งร้านค้าที่วางขายกันทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ว่ากันว่า สกุชชี่ ช่วยคลายเครียดให้กับผู้เล่นได้จริง ช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ดึงความสนใจออกจากสิ่งเร้า ลดความวิตกกังวล จัดการความเครียด และเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ ปัจจุบัน พบว่า สกุชชี่มีราคาให้เลือกตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักพัน อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกมาแจ้งเตือนและแสดงความห่วงใยถึงผู้ปกครองให้เพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อของเล่นประเภท &#8216;สกุชชี่&#8217; (Squishy) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/squishy-fast-toy-to-landfill/">เบื้องหลังความนุ่มฟู &#8216;สกุชชี่&#8217; Fast Toy สุดฮิต และปลายทางที่บ่อฝังกลบ เพิ่มไมโครพลาสติกและขยะพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า ของเล่นที่กลับมาได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน คงหนีไม่พ้น <strong>&#8216;สกุชชี่&#8217;</strong> (Squishy) เพราะไม่ว่าจะเปิดไปในแพลตฟอร์มใดในโซเชียลก็มักจะเป็นกระแสพูดถึง</p>
<p><span id="more-42835"></span></p>
<p>ข้อมูลจาก <strong>Social Listening ของ Zocial Eye</strong> โดย บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ระหว่างวันที่ 1–24 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่า บนโซเชียลมีเดียในไทยมีการพูดถึงสกุชชี่มากกว่า 24,937 โพสต์ สร้าง Engagement กว่า 33.9 ล้านครั้ง โดยแพลตฟอร์มที่มีกระแสพูดถึงเป็นสัดส่วนมากถึง 85.8% หรือกว่า 29.1 ล้านครั้ง คือ Tiktok รวมทั้งร้านค้าที่วางขายกันทั้งออนไลน์และออฟไลน์</p>
<p>ว่ากันว่า สกุชชี่ ช่วยคลายเครียดให้กับผู้เล่นได้จริง ช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ดึงความสนใจออกจากสิ่งเร้า ลดความวิตกกังวล จัดการความเครียด และเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ ปัจจุบัน พบว่า สกุชชี่มีราคาให้เลือกตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักพัน</p>
<figure id="attachment_42849" aria-describedby="caption-attachment-42849" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42849 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Re-shutterstock_2585267737.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-42849" class="wp-caption-text">Photo Credit : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p>อย่างไรก็ตาม <strong>สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค </strong>(สคบ.) ได้ออกมาแจ้งเตือนและแสดงความห่วงใยถึงผู้ปกครองให้เพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อของเล่นประเภท<strong> &#8216;สกุชชี่&#8217; (Squishy)</strong> โดยเฉพาะสินค้าลอกเลียนแบบ ไม่มียี่ห้อ และไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน หลังมีกระแสข่าวจากต่างประเทศ พบว่า สินค้าบางส่วนอาจมีการปนเปื้อนสารเคมีอันตรายเกินเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กและเยาวชนได้</p>
<p>ขณะเดียวกัน จากการศึกษาของ สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งเดนมาร์ก (Danish Environmental Protection Agency) พบว่า สกุชชี่ โดยเฉพาะสินค้าเกรดต่ำที่ไม่ได้มาตรฐาน มีการปลดปล่อยสารเคมีในกลุ่มสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ออกมาในปริมาณที่สูงเกินมาตรฐาน สารเคมีที่ตรวจพบ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; Dimethylformamide (DMF)</strong> อาจก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อดวงตา ระบบทางเดินหายใจ และส่งผลกระทบต่อตับหากสัมผัสเป็นเวลานาน</p>
<p><strong>&#8211; Toluene และ Phthalates</strong> สารเพิ่มความยืดหยุ่นในพลาสติก ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบประสาทและการเจริญเติบโตในเด็กเล็ก</p>
<p>ทั้งสองสารนี้อยู่บนผิว และในวัสดุสกุชชี่ โดยเฉพาะตัวที่มีน้ำหอม ยิ่งเป็นอันตรายหากตั้งทิ้งไว้ในห้องที่อากาศไม่ถ่ายเทนานๆ</p>
<figure id="attachment_42842" aria-describedby="caption-attachment-42842" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42842 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Squishy3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-42842" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>สกุชชี่ (</strong><strong>squishy) ขยะพลาสติก กำจัดไม่ได้ ?</strong></p>
<p>นอกจากความกังวลในเรื่องสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของผู้เล่นแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวล คือ ความนิยมของสกุชชี่ในปัจจุบัน ส่งผลให้การผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก และมีผู้ซื้อจำนวนมาก ในวันหนึ่ง สกุชชี่เหล่านี้ อาจกลายเป็นขยะที่สร้างปัญหาให้กับโลก</p>
<p><strong>สกุชชี่ ทำมาจากอะไร</strong></p>
<p><strong>รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ </strong>ได้อธิบายผ่าน เฟซบุ๊ก <a href="http://• https://www.facebook.com/JessadaDenduangboripant" target="_blank">Jessada Denduangboripant</a> เกี่ยวกับข้อคำถามที่ว่า<strong> &#8216;สกุชชี่&#8217; จะกลายเป็นปัญหาขยะพลาสติกหรือไม่ ?</strong> เนื่องจากทำจากวัสดุที่รีไซเคิลไม่ได้ พอเล่นกันจนเก่า จนเบื่อ ทิ้งไป จะไม่มีวิธีกำจัดที่เหมาะสม !?</p>
<p>จากที่ไปหาข้อมูลมา พบว่า สกุชชี่ ส่วนใหญ่ทำมาจากวัสดุหลัก ๆ 3 ประเภท คือ</p>
<p><strong>1. โพลียูรีเทนโฟม</strong> (Polyurethane Foam หรือ PU Foam) : นิยมใช้ทำสกุชชี่มากที่สุด (โดยเฉพาะพวกที่คล้ายขนมปัง หรือตุ๊กตาสัตว์) ตัวเนื้อโฟมจะมีโครงสร้างเซลล์เปิด คล้ายฟองน้ำขนาดเล็กจิ๋ว เมื่อเราบีบ อากาศจะถูกดันออก และเมื่อปล่อยมือ อากาศภายนอกจะค่อย ๆ ไหลกลับเข้าไป ทำให้มันค่อย ๆ คืนตัวอย่างช้า ๆ .. ในเกรดพรีเมียมบางแบรนด์ อาจผสม เมมโมรี่โฟม (Memory Foam) เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่เนียนมือยิ่งขึ้น สกุชชี่พวกนี้จะไวต่อความชื้นมาก ไม่ควรนำไปซักหรือล้างน้ำ เพราะจะทำให้เนื้อโฟมเปื่อยยุ่ย และเกิดเชื้อราได้ง่าย</p>
<p><strong>2. ซิลิโคนนิ่ม</strong> (Food-Grade Silicone) : มักพบในสกุชชี่กลุ่มที่เป็นงานแฮนด์เมด (DIY) หรือสกุชชี่โมจิ &#8230; ให้ความรู้สึกเนียน นุ่ม เด้งมือ และบางสูตรจะมีความเหนียวหนึบเล็กน้อย วัสดุนี้ค่อนข้างปลอดภัยสูง ทำความสะอาดง่ายกว่าแบบโฟม และทนทาน ไม่เปื่อยยุ่ยง่าย</p>
<p><strong>3. ยาง </strong><strong>thermoplastic</strong> (TPR / TPE) : มักใช้ในสกุชชี่ประเภทที่เป็นเจลใส ๆ ยืดหยุ่นได้สูงมาก หรือสกุชชี่ประเภทที่ข้างในเป็นเนื้อเจล หรือเม็ดบีดส์ แล้วมีเปลือกหุ้ม มีความยืดหยุ่นสูงคล้ายยาง สามารถดึง ยืด หรือทุบได้แรงกว่าแบบโฟม เหมาะสำหรับของเล่นแนวคลายเครียด (Stress Balls)</p>
<p><strong>ดังนั้น จะเห็นว่า แม้ว่าสกุชชี่จะดูเหมือนเป็นของเล่นที่ใช้งานได้นาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันอาจจะมีอายุสั้น กำจัดยาก และสร้างปัญหากับสิ่งแวดล้อมได้ไม่แพ้กับขยะพลาสติกอื่นๆ </strong></p>
<figure id="attachment_42848" aria-describedby="caption-attachment-42848" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42848 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Squishy5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-42848" class="wp-caption-text">Photo Credit : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong> </strong><strong>Fast Toy  มาไว ไปไว</strong></p>
<p><strong>รศ.ดร.เจษฎา </strong>อธิบายต่อไปว่า ประเด็นแรก  <strong>สกุชชี่ เป็นของเล่นแบบ fast toy</strong> ที่มาไว ไปไว ตามกระแสแฟชั่นความนิยมของเด็กๆ จึงทำให้เกิดกระแสการซื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และก็เลิกเล่นกลายเป็นขยะอย่างรวดเร็วตามไปด้วย</p>
<p>และเนื่องจากเวลาเด็กๆ เอาสกุชชี่มาเล่น ก็จะใช้การบีบ การดึง หรือบิดเล่นอย่างรุนแรง ทำให้พังได้ง่าย อายุการใช้งานสั้นกว่าของเล่นทั่วไป  เนื้อโฟมโพลียูรีเทน (PU) จะฉีกขาด เนื้อสีลอก หรือสะสมคราบสกปรก จนดำคล้ำภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์</p>
<p><strong><em>“อย่างที่อธิบายไปในเรื่อง วัสดุของสกุชชี่แล้วว่า เนื่องจากส่วนใหญ่จะทำจากโฟมพียู เลยทำให้เอาไปล้างน้ำบ่อยๆ ไม่ได้ พอสกปรกหรือพัง เลยมักจะถูกเอาไป &#8220;ทิ้ง&#8221; แล้วซื้อชิ้นใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดวงจรการสร้างขยะพลาสติก อย่างต่อเนื่อง ในปริมาณมาก”</em></strong></p>
<figure id="attachment_42840" aria-describedby="caption-attachment-42840" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42840 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Squisgy2.jpg" alt="" width="1200" height="756" /><figcaption id="caption-attachment-42840" class="wp-caption-text">Photo Credit : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>ขยะที่รีไซเคิลไม่ได้ </strong></p>
<p>ประเด็นที่สองที่ตามมา คือ<strong> พอทิ้งสกุชชี่ไป ก็ไม่สามารถเอากลับมารีไซเคิลดี ต้องกลายเป็นขยะฝังกลบเท่านั้น</strong> เนื่องจากวัสดุพวก โพลียูรีเทนโฟม (PU) และยาง TPR ที่ใช้ทำสกุชชี่ ส่วนใหญ่เป็นพลาสติกประเภท Thermosetting หรือพลาสติกที่มีการขึ้นรูปถาวร ไม่สามารถนำมาหลอมละลาย เพื่อรีไซเคิลใหม่ได้ (ไม่เหมือนพวกขวดน้ำพลาสติก ขวด PET)</p>
<p>ถึงจะใช้วิธีเอาไปฝังกลบ ก็เจอปัญหาของการที่เป็นวัสดุที่ย่อยสลายยากมากตามมาอีก ต้องใช้เวลาเดินทางหลายร้อยปี กว่าจะย่อยสลาย แถมแตกตัวเป็นชิ้นเล็ก ๆ กลายเป็นการสร้างไมโครพลาสติก (Microplastics) ตามมา  ปนเปื้อนลงสู่สิ่งแวดล้อม และกระจายเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร สัตว์ตัวเล็กๆ อาจกินเข้าไป และท้ายที่สุดก็ย้อนกลับมาสู่มนุษย์</p>
<p><strong>หรือถ้าบางคนบอกว่า งั้นเอาไปเผากำจัดทิ้งละกัน </strong>? ก็พบว่า ไม่ควรทำ เพราะถ้าขยะสกุชชี่ถูกกำจัดด้วยการเผา อย่างไม่ถูกวิธี เช่น เผาขยะกันง่ายๆ ทั่วไป สารโพลียูรีเทนนั้นจะปล่อยก๊าซพิษที่เป็นอันตรายร้ายแรง เช่น ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ (Hydrogen Cyanide) และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ออกมาได้</p>
<p><strong>สรุปว่า เราควรจะทำอย่างไรกันดี </strong><strong>? </strong></p>
<p>แน่นอนว่า คงไม่ต้องถึงขั้นห้ามเด็กๆ เล่นสกุชชี่ แต่ควรซื้อและเล่นอย่างเหมาะสม เช่น สอนให้เด็ก ๆ เล่นอย่างทะนุถนอม ไม่ดึงจนฉีกขาด และเก็บในที่แห้ง เพื่อยืดอายุการใช้งานให้นานที่สุด เลือกซื้อสกุชชี่แบรนด์ที่มีคุณภาพ เนื้อทนทานแทนการซื้อของเลียนแบบราคาถูกที่อาจจะพังง่ายในไม่กี่วัน หรือถ้าเบื่อแล้ว ไม่ฮิตแล้ว แต่สภาพยังดีอยู่ ก็ทำการ reuse นำไปบริจาค ส่งต่อให้เด็กคนอื่นๆ จะช่วยกันลดขยะพลาสติกจากสกุชชีลงได้</p>
<p><strong>เลือกซื้อสกุชชี่อย่างไรให้ปลอดภัย </strong></p>
<p>คำแนะนำจาก สคบ. มีดังนี้</p>
<ul>
<li>เลือกซื้อสินค้าจากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ</li>
<li>ตรวจสอบฉลาก รายละเอียดผู้ผลิต/ผู้นำเข้า และคำเตือนก่อนซื้อ</li>
<li>หลีกเลี่ยงสินค้าราคาถูกผิดปกติ ไม่มียี่ห้อ หรือไม่ระบุแหล่งที่มา</li>
<li>หากพบสินค้าน่าสงสัย ควรหลีกเลี่ยง และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</li>
</ul>
<figure id="attachment_42841" aria-describedby="caption-attachment-42841" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42841 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Squishy4.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-42841" class="wp-caption-text">Photo Credit : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p>ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่พบเห็นสินค้าไม่ปลอดภัยหรือต้องการร้องเรียน สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน GCC , Jessada Denduangboripant , Zocial Eye โดย บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) , shop-dek.com</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/squishy-fast-toy-to-landfill/">เบื้องหลังความนุ่มฟู &#8216;สกุชชี่&#8217; Fast Toy สุดฮิต และปลายทางที่บ่อฝังกลบ เพิ่มไมโครพลาสติกและขยะพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Time Out เปิดผลสำรวจ​ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; แห่งปี 2026 &#8216;บาธ&#8217; แห่งสหราชอาณาจักร ครองอันดับ 1 โดดเด่นด้วย &#8216;Green infrastructure Framework&#8217; คะแนนพื้นที่สีเขียว 94%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/10-world-best-cities-green-space/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 07 Jun 2026 08:16:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Green Infrastructure]]></category>
		<category><![CDATA[Green Space]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Time Out]]></category>
		<category><![CDATA[world’s best cities for green space]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จัดอันดับเมืองสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่สีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42129</guid>

					<description><![CDATA[<p>พื้นที่สีเขียว พื้นที่ธรรมชาติหรือพื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น กำหนดขึ้นในเมืองหรือชุมชน ปกคลุมด้วยพืชพรรณเป็นองค์ประกอบหลัก มีประโยชน์เพื่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ การดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิตประชาชน สิ่งสำคัญของพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะในเขตเมืองไม่เพียงแค่มีอยู่ แต่ยังต้องได้รับการดูแล พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยังคงอยู่อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ พื้นที่สีเขียวที่มีความยั่งยืน ประกอบด้วยพืชพรรณที่มีความหลากหลายทั้งชนิด และปริมาณ โดยมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบหลัก และได้รับการดูแลบำรุงรักษาให้คงอยู่อย่างยั่งยืน เพื่อสมดุลทางระบบนิเวศ เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี สวยงาม ร่มเย็น น่าอยู่ และเพิ่มองค์ประกอบของการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในเมือง ชุมชน และผู้มาเยือน ตลอดจนเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนอีกด้วย สำรวจ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด พื้นที่สีเขียว นับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตคนเมืองไม่น้อยไปกว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้ชีวิต จากรายงาน Time Out’s Best Cities with Intrepid Travel โดย Time Out ได้มีการจัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการอยู่อาศัยและการท่องเที่ยวในปี 2026 จากการสอบถามกลุ่มเป้าหมายกว่า 24,000 คน พบว่า เมลเบิร์น ออสเตรเลีย คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/10-world-best-cities-green-space/">Time Out เปิดผลสำรวจ​ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; แห่งปี 2026 &#8216;บาธ&#8217; แห่งสหราชอาณาจักร ครองอันดับ 1 โดดเด่นด้วย &#8216;Green infrastructure Framework&#8217; คะแนนพื้นที่สีเขียว 94%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>พื้นที่สีเขียว</strong> พื้นที่ธรรมชาติหรือพื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น กำหนดขึ้นในเมืองหรือชุมชน ปกคลุมด้วยพืชพรรณเป็นองค์ประกอบหลัก มีประโยชน์เพื่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ การดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิตประชาชน สิ่งสำคัญของพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะในเขตเมืองไม่เพียงแค่มีอยู่ แต่ยังต้องได้รับการดูแล พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยังคงอยู่อย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-42129"></span></p>
<p>ทั้งนี้ พื้นที่สีเขียวที่มีความยั่งยืน ประกอบด้วยพืชพรรณที่มีความหลากหลายทั้งชนิด และปริมาณ โดยมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบหลัก และได้รับการดูแลบำรุงรักษาให้คงอยู่อย่างยั่งยืน เพื่อสมดุลทางระบบนิเวศ เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี สวยงาม ร่มเย็น น่าอยู่ และเพิ่มองค์ประกอบของการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในเมือง ชุมชน และผู้มาเยือน ตลอดจนเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนอีกด้วย</p>
<p><strong>สำรวจ </strong><strong>10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด </strong></p>
<p>พื้นที่สีเขียว นับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตคนเมืองไม่น้อยไปกว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้ชีวิต จากรายงาน <strong>Time Out’s Best Cities with Intrepid Travel </strong>โดย Time Out ได้มีการจัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการอยู่อาศัยและการท่องเที่ยวในปี 2026 จากการสอบถามกลุ่มเป้าหมายกว่า 24,000 คน พบว่า <strong>เมลเบิร์น ออสเตรเลีย คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลก </strong>ไปครอง ตามมาด้วย อันดับ 2 เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน อันดับ 3 เอดินบะระ สหราชอาณาจักร อันดับ 4 ลอนดอน สหราชอาณาจักร  และอันดับ 5 นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ตามลำดับ</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมี <strong>การจัดอันดับเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด</strong> จากการสำรวจชาวเมืองหลายพันคน ใน 150 เมืองทั่วโลก โดยให้​ประชาชนซึ่งอาศัยภายในเมืองนั้นๆ จริง ได้ให้​คะแนนการมีพื้นที่สีเขียวและความสามารถในการเข้าถึงธรรมชาติของแต่ละเมืองที่ตัวเองอาศัยเอาไว้ โดยพบ 10 เมือง​ที่ได้คะแนนสูงสุดของแต่ละประเทศ ดังนี้</p>
<p><strong>1. บาธ (</strong><strong>Bath) สหราชอาณาจักร</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว : 94%</p>
<p><strong>&#8216;เมืองบาธ&#8217;</strong> ไม่เพียงล้อมรอบด้วยชนบทคอตส์โวลด์ (Cotswolds) ที่เขียวขจีเท่านั้น แต่ตัวเมืองเองยังเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียวทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เช่น Prior Park Landscape Garden สวนสวยสุดคลาสสิค ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 ภายใต้การดูแลขององค์การอนุรักษ์แห่งชาติ (National Trust) นับเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของนักสำรวจที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เพราะมีการจัดทำคู่มือเดินป่าทั้งเส้นทางระยะสั้น และระยะยาวไว้ด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ ตามแผนพัฒนาพื้นที่สีเขียว ปี 2025 &#8211; 2035 ยังได้กำหนดกรอบการทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวไว้อย่างต่อเนื่อง (Green Infrastructure Framework) ทำให้มั่นใจได้ว่าอนาคตของเมืองบาธจะยังคงยั่งยืน เต็มไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้น รวมท้ังการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สีเขียวทุกส่วน​อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่สวนสาธารณะ สวนหย่อม ไปจนถึงคลอง (Blue and Green Corridors) รวมทั้งการระบายน้ำอย่างยั่งยืน</p>
<figure id="attachment_42131" aria-describedby="caption-attachment-42131" style="width: 856px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42131 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155441327.jpg" alt="" width="856" height="536" /><figcaption id="caption-attachment-42131" class="wp-caption-text">Photograph: Pajor Pawel / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>2. ชิคาโก้ (</strong><strong>Chicago) ประเทศสหรัฐอเมริกา</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 89 %</p>
<p><strong>&#8216;ชิคาโก้&#8217;</strong> ศูนย์กลางของตึกสูงระฟ้า แต่ก็ยังเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว จนได้รับฉายาว่า <strong>&#8216;เมืองในสวน&#8217;</strong> ข้อมูลจากหน่วยงานดูแลสวนสาธารณะแห่งชิคาโก้ (Chicago Park District) ระบุว่า ชิคาโก้มีสวนสาธารณะมากกว่า 600 แห่ง กระจายอยู่บนพื้นที่กว่า 8,800 เอเคอร์</p>
<p>นอกจากนี้ ชิคาโก้ยังสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น Wild Mile โครงการของ Urban Rivers ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร สวนนิเวศลอยน้ำแห่งแรกของโลก ที่มีสิ่งแวดล้อมเลียนแบบระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งอาจพบได้ในพื้นที่ของชิคาโก้เมื่อนานมาแล้วก่อนที่เมืองจะได้รับการพัฒนาขึ้น</p>
<figure id="attachment_42132" aria-describedby="caption-attachment-42132" style="width: 864px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42132 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155465085.jpg" alt="" width="864" height="539" /><figcaption id="caption-attachment-42132" class="wp-caption-text">Photograph: Page Light Studios / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>3. มอนทรีออล (</strong><strong>Montreal) ประเทศแคนาดา</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 88%</p>
<p><strong>&#8216;มอนทรีออล&#8217;</strong> เมืองศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดของรัฐควิเบก และเป็นอันดับสองของแคนาดา ไม่เพียงได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพของพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่ชื่อเมืองยังมีความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ โดยในปี ค.ศ. 1535 นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ฌาคส์ การ์ติเยร์  (Jacques Cartier) ที่ได้ขนานนามเนินเขา 3 ยอดอันโด่งดังของเมืองว่า “เมาท์ รอยัล” (Mount Royal) และเชื่อกันว่าชื่อ &#8220;มอนทรีออล&#8221; มีที่มาจากชื่อดังกล่าว โดยใช้แทนชื่อเดิม คือ วิลล์ แมรี (Ville Marie)</p>
<p>ในสวนที่มีพื้นที่ทอดยาวกว่า 190 เฮกตาร์ ประกอบไปด้วย เส้นทางสำหรับเดินป่าหรือปั่นจักรยานในฤดูร้อน จุดสำหรับเล่นสกีครอสคันทรีและสำหรับเดินบนหิมะ ป่าไม้ที่มีความหลากหลายทางระบบนิเวศ, พื้นที่ชุ่มน้ำ, ทะเลสาบบีเวอร์ (Beaver Lake) และนกมากกว่า 180 สายพันธุ์</p>
<p>อีกทั้ง เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของสวนพฤกษศาสตร์ที่ได้รับการดูแลอย่างดี และสวนสาธารณะฌอง ดราโป ที่ทอดยาวไปทั่วเกาะแซงต์ เอเลน (Sainte-Hélène) และเกาะน็อทร์ ดาม (Notre-Dame) สะท้อนความสมดุลที่ลงตัวระหว่างระบบผังเมืองและพื้นที่สีเขียวเป็นอย่างดี</p>
<figure id="attachment_42133" aria-describedby="caption-attachment-42133" style="width: 860px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42133 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155500241.jpg" alt="" width="860" height="534" /><figcaption id="caption-attachment-42133" class="wp-caption-text">Photograph: Firefighter Montreal / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>4. ริกา (</strong><strong>Riga) ประเทศลัตเวีย</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 87%</p>
<p><strong>&#8216;ริกา&#8217; </strong>หนึ่งในเมืองที่มีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม ข้อมูลการวิเคราะห์พื้นที่สีเขียวผ่านดาวเทียม ของเว็บไซต์ HUGSI.green พบว่า 47% ของพื้นที่เมืองเป็นพื้นที่สีเขียว และมีพื้นที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ถึง 39% นอกจากนี้ ริกายังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมืองสีเขียวของสหภาพยุโรป ที่นำโดยนายกเทศมนตรี และได้กำหนดพันธสัญญาในการอนุรักษ์สวนสาธารณะในเมืองเพื่อสนับสนุนสภาพภูมิอากาศเฉพาะถิ่นและป้องกันผลกระทบจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (ปรากฏการณ์ที่เมืองมีพื้นผิวถนนลาดยางและคอนกรีตจำนวนมาก ทำให้เมืองกักเก็บความร้อนได้มากกว่าในชนบท)</p>
<figure id="attachment_42134" aria-describedby="caption-attachment-42134" style="width: 859px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42134 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155513960.jpg" alt="" width="859" height="538" /><figcaption id="caption-attachment-42134" class="wp-caption-text">Photograph: kavalenkava / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>5. เมลเบิร์น (</strong><strong>Melbourne) ประเทศออสเตรเลีย</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 87%</p>
<p><strong>&#8216;เมลเบิร์น&#8217;</strong>​ เมือง​ใหญ่​อันดับสองของออสเตรเลีย และได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่ดีที่สุดในโลกโดย Time Out เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา การเข้าถึงธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวของเมืองนี้ นับเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสิน</p>
<p>หากย้อนไปในปี 2018 เมลเบิร์นได้เกิดไอเดียในการสร้างอีเมลประจำต้นไม้แต่ละต้น ซึ่งมีมากกว่า 70,000 ต้น เพื่อให้ชาวเมืองสามารถติดตามสถานภาพของต้นไม้ได้ สิ่งทีเกิดขึ้น คือ ชาวเมืองต่างเขียนจดหมายรักถึงต้นไม้แทน โดยจดหมายที่ส่งถึงต้นไม้ต้นต่างๆ ทั่วเมลเบิร์น ยังถูกรวบรวมโดยสถานีโทรทัศน์ ABC อีกด้วย</p>
<figure id="attachment_42135" aria-describedby="caption-attachment-42135" style="width: 858px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42135 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155526838.jpg" alt="" width="858" height="544" /><figcaption id="caption-attachment-42135" class="wp-caption-text">Photograph: Paul Harding 00 / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>6. เคปทาวน์ (</strong><strong>Cape Town) ประเทศแอฟริกาใต้</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86%</p>
<p><strong>&#8216;เคปทาวน์&#8217;</strong> เมืองที่ตั้งอยู่ในหุบเขาแหล่งคุ้มครองพันธุ์พืชเคปฟอรัล (Cape Floral Region) หนึ่งในภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลกและเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก แบ่งออกเป็น 13 กลุ่มที่แตกต่างกันออกไป ประกอบไปด้วย อุทยานแห่งชาติเทเบิลเมาน์เทน (Table Mountain National Park) และเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่ง (Garden Route Complex) พื้นที่รวมทั้งหมดกว่า 1,094,741 เฮกตาร์ และจากข้อมูลของ Cape Nature พบว่า 70% ของพืชที่เติบโตที่นี่ไม่สามารถพบได้ในพื้นที่อื่นในโลก จึงไม่น่าแปลกใจที่ 86% ของชาวเคปทาวน์รู้สึกขอบคุณที่มีสิ่งนี้อยู่รอบๆ ตัวพวกเขา</p>
<figure id="attachment_42136" aria-describedby="caption-attachment-42136" style="width: 855px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42136 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155535596.jpg" alt="" width="855" height="536" /><figcaption id="caption-attachment-42136" class="wp-caption-text">Photograph: RomanSlavik.com / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>7. สิงคโปร์ (</strong><strong>Singapore)</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86%</p>
<p><strong>&#8216;สิงคโปร์&#8217;</strong> ให้ความสำคัญกับการดูแลธรรมชาติอย่างมาก นับตั้งแต่ปี 1967 สิงคโปร์ วางเป้าหมาย ในการทำให้เกาะแห่งนี้กลายเป็น ‘<strong>Garden City</strong>’ และในปัจจุบัน<strong> เกือบ 50% ของพื้นที่ทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยพื้นที่สีเขียว</strong> สวนการ์เดนส์บายเดอะเบย์ (Gardens by the Bay) ขนาด 250 เอเคอร์ ที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่จากการถมทะเล เป็นส่วนสำคัญของวิสัยทัศน์</p>
<p>รวมถึงเป้าหมายของสิงคโปร์ ในการมุ่งสู่เมืองสีเขียวที่สุดในโลกภายในปี 2030 ตามแผนสีเขียวที่ยั่งยืน ในการเดินหน้าปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้นในเมือง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกครัวเรือนจะสามารถเดินไปยังพื้นที่สีเขียวได้ภายใน 10 นาที</p>
<figure id="attachment_42137" aria-describedby="caption-attachment-42137" style="width: 849px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42137 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155544138.jpg" alt="" width="849" height="528" /><figcaption id="caption-attachment-42137" class="wp-caption-text">Photograph: Wirestock Creators / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>8. เมเดยิน (</strong><strong>Medellín) ประเทศโคลอมเบีย</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86%</p>
<p><strong>&#8216;เมเดยิน&#8217; </strong>เมืองใหญ่อันดับสองของโคลอมเบีย ครองอันดับหนึ่งในการจัดอันดับเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในปี 2025 ที่ผ่านมา โดย 92% ของชาวเมือง ให้คะแนนสูงในด้านของพื้นที่ธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม แม้ในปี 2026 คะแนนความพึงพอใจจะลดลง 6% แต่พื้นที่สีเขียวที่อุดมสมบูรณ์ของเมืองนี้ ก็ยังคงได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงถึง 86% จากชาวเมือง</p>
<p>แม้ว่าเมเดยิน จะได้รับการขนานนามว่า <strong>&#8216;เมืองแห่งฤดูใบไม้ผลิชั่วนิรันดร์&#8217;</strong> จากอุณหภูมิในช่วงเวลากลางวันสูงอย่างต่อเนื่อง แต่จุดเด่นของเมืองที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอย่าง<strong> &#8216;ทางเดินสีเขียว&#8217;</strong> ที่มีการปลูกตามถนนคอนกรีตเป็นหลักในปี 2016 ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิของเมืองลดลง 2 องศาเซลเซียสใน 3 ปีหลังจากนั้น</p>
<figure id="attachment_42138" aria-describedby="caption-attachment-42138" style="width: 856px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42138 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155558030.jpg" alt="" width="856" height="541" /><figcaption id="caption-attachment-42138" class="wp-caption-text">Photograph: oscar garces / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>9. สตอกโฮล์ม (</strong><strong>Stockholm) ประเทศสวีเดน</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86 %</p>
<p>เมืองหลวงของสวีเดนเป็นหนึ่งในเมืองสีเขียวที่สุดในยุโรปมาเป็นระยะเวลานาน <strong>&#8216;สตอกโฮล์ม&#8217;</strong> เป็นเมืองแรกที่ได้รับรางวัลเมืองหลวงสีเขียวแห่งยุโรป (European Green Capital) ในปี 2010 และรักษามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>จากรายงานของ หอการค้าสตอกโฮล์ม พบว่า 84% ของผู้อยู่อาศัยในเขตสตอกโฮล์มอาศัยอยู่ในเมืองที่มีแนวคิด  <strong>&#8216;เมือง 15 นาที&#8217;</strong> (การเดินทางไปยังสถานที่สำคัญในเวลาอันสั้น) ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติในเมืองแห่งแรกของโลก โดยมีศูนย์กลางคือสวนรอยัลดจูร์การ์เดน (Royal Djurgården) ซึ่งทอดยาวจากเซอเรนทอร์ป (Sörentorp) และอุลริกส์ดาล (Ulriksdal) ไปจนถึงดจูร์การ์เดน (Djurgården) และเกาะเฟียเดอร์โฮลมาร์นา (Fjäderholmarna) ปอดสีเขียวขนาดใหญ่ดังกล่าว เป็นที่ตั้งของป่าโอ๊กโบราณ จุดว่ายน้ำตามโขดหิน และเส้นทางปั่นจักรยานอีกด้วย</p>
<figure id="attachment_42139" aria-describedby="caption-attachment-42139" style="width: 854px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42139 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155571035.jpg" alt="" width="854" height="540" /><figcaption id="caption-attachment-42139" class="wp-caption-text">Photograph: Mikael Damkier / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>10. ฮัมบูร์ก (</strong><strong>Hamburg) ประเทศเยอรมนี</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 85%</p>
<p>เมืองฮัมบูร์กติดอันดับที่ 10 เมืองที่มีพื้นที่สีเขียวที่ดีที่สุด เหตุผลที่ชาวเมืองให้คะแนนสูงกว่า 85% เนื่องจากตลอดศตวรรษที่ผ่านมา ฮัมบูร์ก ได้ถูกออกแบบตามโครงการขนาดใหญ่ที่เรียกว่า &#8216;<strong>Green Network Hamburg&#8217;</strong> เชื่อมโยงเส้นทางน้ำของเมือง สวนสาธารณะ สวนชานเมือง และถนนที่มีต้นไม้เรียงราย นอกจากนี้ ฮัมบูร์กยังเป็นผู้นำในด้านอุตสาหกรรมหลังคาสีเขียว และมีมาตรการจูงใจให้ผู้อยู่อาศัยและธุรกิจต่างๆ ปรับปรุงอาคารบ้านเรือนของตนอีกด้วย</p>
<figure id="attachment_42140" aria-describedby="caption-attachment-42140" style="width: 855px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42140 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155580991.jpg" alt="" width="855" height="529" /><figcaption id="caption-attachment-42140" class="wp-caption-text">Photograph: ruzanna / Shutterstock</figcaption></figure>
<p>นอกจาก 10 อันดับข้างต้นแล้ว เมืองที่มีพื้นที่สีเขียวและการเข้าถึงธรรมชาติที่ดีที่สุด อันดับที่ 11 &#8211; 20 ในปี 2026 ตามความเห็นของชาวเมือง ได้แก่</p>
<p>11. ปักกิ่ง ประเทศจีน (84%)</p>
<p>12. เวียนนา ประเทศออสเตรีย (83%)</p>
<p>13. เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ (83%)</p>
<p>14. กรากุฟ ประเทศโปแลนด์ (82%)</p>
<p>15. ออสโล ประเทศนอร์เวย์ (81%)</p>
<p>16. โซล ประเทศเกาหลีใต้ (80%)</p>
<p>17. ทาลลินน์ ประเทศเอสโตเนีย (79%)</p>
<p>18. โอคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ (78%)</p>
<p>19. ลักเซมเบิร์ก ประเทศลักเซมเบิร์ก (78%)</p>
<p>20. เซาเปาโล ประเทศบราซิล (76%)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง : Time Out , สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/10-world-best-cities-green-space/">Time Out เปิดผลสำรวจ​ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; แห่งปี 2026 &#8216;บาธ&#8217; แห่งสหราชอาณาจักร ครองอันดับ 1 โดดเด่นด้วย &#8216;Green infrastructure Framework&#8217; คะแนนพื้นที่สีเขียว 94%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยพัฒน์ เปิดโผ 17 หุ้น ESG เข้าใหม่ ปี 2569 พร้อมจัดทำรายชื่อหุ้น ESG100 ให้ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/thaipat-release-esg-100-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Jun 2026 06:11:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Emerging]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Rating]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Turnaround]]></category>
		<category><![CDATA[ESG100]]></category>
		<category><![CDATA[Thaipat]]></category>
		<category><![CDATA[Thaipat Institute]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ]]></category>
		<category><![CDATA[ทำเนียบหลักทรัพย์ ESG]]></category>
		<category><![CDATA[นักลงทุนสถาบัน]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันไทยพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยพัฒน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42200</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันไทยพัฒน์ ประกาศรายชื่อหลักทรัพย์ที่เข้าทำเนียบ ESG100 เป็นครั้งแรก พร้อมกับจัดทำ 100 รายชื่อหลักทรัพย์ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ. 2569 ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 สถาบันไทยพัฒน์ โดยหน่วยงาน ESG Rating ซึ่งเป็นผู้พัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจในประเทศไทย และเป็นผู้จัดทำข้อมูลกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ได้จัดทำรายชื่อหลักทรัพย์มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 บริษัท/กองทุน/ทรัสต์เพื่อการลงทุน ทำการประเมินโดยใช้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ ESG จาก 6 แหล่ง [1] จำนวนกว่า 17,242 จุดข้อมูล ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธาน สถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า “การพิจารณาคัดเลือกหลักทรัพย์เข้าใหม่ในทำเนียบ ESG100 ในปีนี้ พิจารณาจากข้อมูลการดำเนินงานที่สะท้อนปัจจัยด้าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/thaipat-release-esg-100-2026/">ไทยพัฒน์ เปิดโผ 17 หุ้น ESG เข้าใหม่ ปี 2569 พร้อมจัดทำรายชื่อหุ้น ESG100 ให้ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันไทยพัฒน์ ประกาศรายชื่อหลักทรัพย์</strong><strong>ที่เข้าทำเนียบ </strong><strong>ESG100 </strong><strong>เป็นครั้งแรก พร้อมกับจัดทำ</strong><strong> 100 </strong><strong>รายชื่อ</strong><strong>หลักทรัพย์ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (</strong><strong>Environmental Social and Governance: ESG) </strong><strong>จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ.</strong><strong> 2569 </strong><strong>ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ </strong><strong>12</strong></p>
<p><span id="more-42200"></span></p>
<p>สถาบันไทยพัฒน์ โดยหน่วยงาน ESG Rating ซึ่งเป็นผู้พัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจในประเทศไทย และเป็นผู้จัดทำข้อมูลกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ได้จัดทำรายชื่อหลักทรัพย์มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 บริษัท/กองทุน/ทรัสต์เพื่อการลงทุน ทำการประเมินโดยใช้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ ESG จาก 6 แหล่ง <a href="#_ftn1" name="_ftnref1">[1]</a> จำนวนกว่า 17,242 จุดข้อมูล</p>
<p><strong>ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ</strong> ประธาน สถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า <em>“</em><em>การพิจารณาคัดเลือก</em><em>หลักทรัพย์เข้าใหม่ในทำเนียบ </em><em>ESG100 </em><em>ในปีนี้ พิจารณาจากข้อมูลการดำเนินงานที่สะท้อนปัจจัยด้าน </em><em>ESG </em><em>ตามที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ และผ่านเกณฑ์คัดกรองเบื้องต้นที่ใช้ในการประเมินหลักทรัพย์ </em><em>ESG100 </em><em>ของสถาบันไทยพัฒน์ โดยอ้างอิงตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ </em><em>WFE, GRI, IFRS, UN PRI</em><em>”</em></p>
<p>สำหรับหลักทรัพย์ซึ่งได้เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 เป็นครั้งแรกในปีนี้ มีจำนวน 17 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย  ASW BTG CCET CTW DITTO DMT IMPACT KCC METCO MRDIYT NTF PSGC SCGD TIPH TMAN TMW TRT</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42201 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ESG-Emerging.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ในปี 2569 นี้ สถาบันไทยพัฒน์ยังได้คัดเลือกและจัดทำรายชื่อหลักทรัพย์ที่มีผลประกอบการพลิกฟื้นกลุ่ม ESG Turnaround เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับการลงทุนที่คำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ด้วยโอกาสการสร้างผลตอบแทนจากหลักทรัพย์ที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและมีปัจจัย ESG สนับสนุน</p>
<p>สำหรับหลักทรัพย์กลุ่ม ESG Turnaround ประกอบด้วย DUSIT HANA PAP PTTGC SNC TKS TMT TWPC  รวมจำนวน 8 หลักทรัพย์</p>
<p>การพิจารณาคัดเลือกหลักทรัพย์ที่มีผลประกอบการพลิกฟื้นกลุ่ม ESG Turnaround ในปีนี้ เป็นปีที่สี่ของการจัดทำรายชื่อบริษัทที่มี ESG ซึ่งได้ตามเกณฑ์ในรอบปีการประเมิน แต่ยังมีผลประกอบการติดลบหรือต่ำกว่าตลาด (Underperform) โดยมีสัญญาณการพลิกฟื้นและโอกาสในการไต่ระดับขึ้น (Upside) ของราคาหลักทรัพย์ จากการฟื้นตัวของตลาด และศักยภาพในธุรกิจแกนหลัก (Core Business) ของกิจการที่มี ESG เป็นปัจจัยสนับสนุน</p>
<p>ทั้งนี้ หลักทรัพย์กลุ่ม ESG100 ที่ได้รับคัดเลือกในปี 2569 จะใช้เป็นข้อมูลนำเข้าในการปรับหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบของ Thaipat ESG Index ประจำปี สำหรับใช้เป็นดัชนีเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุน (Benchmark Index) และใช้เป็นดัชนีอ้างอิงสำหรับการลงทุนแก่บริษัทจัดการลงทุนที่มีการให้บริการผลิตภัณฑ์การลงทุนในธีม ESG โดยผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ S&amp;P Dow Jones&#8217; Custom Indices</p>
<p>สำหรับรายชื่อหลักทรัพย์กลุ่ม ESG100 ที่ได้รับคัดเลือกตั้งแต่ปี พ.ศ.2558-2568 สถาบันไทยพัฒน์ได้ทำการเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ https://thaipat.esgrating.com</p>
<p><em>หมายเหตุ: การนำเสนอข้อมูลกลุ่มหลักทรัพย์จดทะเบียน </em><em>ESG100 </em><em>รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ที่สถาบันไทยพัฒน์เป็นผู้ประเมิน เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้เป็นข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือการเสนอซื้อเสนอขายใดๆ ทั้งสิ้น</em></p>
<p><a href="#_ftnref1" name="_ftn1"><em><strong>[1]</strong></em></a> <em>ประกอบด้วย ข้อมูลในหัวข้อความรับผิดชอบต่อสังคมในแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี</em><em>/</em><em>รายงานประจำปี</em><em> (แบบ 56-1 </em><em>One Report</em><em>) <strong>สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์</strong> ข้อมูลการประเมินการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน (</em><em>ESG Rating) </em><strong><em>บริษัท อีเอสจี เรตติ้ง จำกัด</em></strong><em> ข้อมูลรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน <strong>ประชาคมการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน (</strong></em><strong><em>SDC)</em></strong> <em>ข้อมูลผลสำรวจการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียน (</em><em>CG Scoring) </em><strong><em>สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (</em></strong><strong><em>IOD)</em></strong> <em>ข้อมูลโครงการประเมินระดับการพัฒนาความยั่งยืนของกิจการ (</em><em>CSR Progress Indicator) </em><strong><em>สถาบันไทยพัฒน์</em></strong><em> และข้อมูลการประเมินระดับการต้านทุจริตของกิจการ </em><em>(</em><em>Anti-corruption Indicator) </em><strong><em>เครือข่ายหุ้นส่วนต้านทุจริตเพื่อประเทศไทย </em></strong><strong><em>(</em></strong><strong><em>PACT)</em></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/thaipat-release-esg-100-2026/">ไทยพัฒน์ เปิดโผ 17 หุ้น ESG เข้าใหม่ ปี 2569 พร้อมจัดทำรายชื่อหุ้น ESG100 ให้ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
