<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โลกเดือด &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sun, 26 Jul 2026 09:01:25 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.7</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>โลกเดือด &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;ญี่ปุ่น&#8217; ​เผชิญ &#8216;Kokushobi&#8217; ทะลุ 40 องศาฯ 5 วันต่อเนื่อง นานสุดรอบ 16 ปี ​ผู้ป่วยฮีทสโตรกพุ่งสูง พร้อมเปิด 4 แนวทาง​ ที่ภาครัฐเตรียมไว้ เพื่อรับมือสถานการณ์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/how-japan-prepared-to-facing-kokushobi/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 26 Jul 2026 09:01:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate crisis]]></category>
		<category><![CDATA[Heatstroke]]></category>
		<category><![CDATA[Kokushobi]]></category>
		<category><![CDATA[Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติเหลว]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รับมือโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อากาศร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[อากาศร้อนจัด]]></category>
		<category><![CDATA[อุณภูมิสูง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคลมแดด]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42814</guid>

					<description><![CDATA[<p>อุณภูมิที่สูงขึ้นกลายเป็นความท้าทายไปทั่วโลก ข้อมูลจาก European Union&#8217;s weather agency, the Copernicus Climate Change Service ได้มีการบันทึกสถิติระหว่างปี 2023 – 2025 พบว่า เป็น 3 ปีที่อุณภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.5 องศาเซลเซียส ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่รุนแรงขึ้นของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ อีกทั้ง มีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในปี 2026 จะยังคงสูงกว่าปกติทั่วโลก &#8216;ประเทศญี่ปุ่น&#8217; เป็นหนึ่งประเทศที่กำลังเผชิญสภาพอากาศที่ร้อนจัดเป็นประวัติศาสตร์ มีอุณหภูมิที่ขยับสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันหลายวัน ขณะเดียวกันยังมี​ความตึงเครียดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตการจัดหาพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเครื่องปรับอากาศและมาตรการชะลอความร้อนอื่นๆ ปรากฏการณ์ความร้อนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในญี่ปุ่น ส่งผลให้กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศญี่ปุ่น (JMA) ได้มีการบัญญัติศัพท์ใหม่อย่าง Kokushobi (โคคุโชบิ)  ซึ่งแปลได้ว่า ร้อนอย่างทารุณ หรือ ร้อนอย่างรุนแรง สำหรับการเรียกวันที่มีอากาศร้อนจัดจากอุณหภูมิที่สูงเกินกว่า 40 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับจากปี 2007 ที่เคยบัญญัติศัพท์เกี่ยวกับสภาพอากาศร้อนอย่างคำว่า Moshobi (โมโชบิ) สำหรับใช้เรียกวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/how-japan-prepared-to-facing-kokushobi/">&#8216;ญี่ปุ่น&#8217; ​เผชิญ &#8216;Kokushobi&#8217; ทะลุ 40 องศาฯ 5 วันต่อเนื่อง นานสุดรอบ 16 ปี ​ผู้ป่วยฮีทสโตรกพุ่งสูง พร้อมเปิด 4 แนวทาง​ ที่ภาครัฐเตรียมไว้ เพื่อรับมือสถานการณ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อุณภูมิที่สูงขึ้นกลายเป็นความท้าทายไปทั่วโลก ข้อมูลจาก European Union&#8217;s weather agency, the Copernicus Climate Change Service ได้มีการบันทึกสถิติระหว่างปี 2023 – 2025 พบว่า เป็น 3 ปีที่อุณภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.5 องศาเซลเซียส ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่รุนแรงขึ้นของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ อีกทั้ง มีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในปี 2026 จะยังคงสูงกว่าปกติทั่วโลก</p>
<p><span id="more-42814"></span></p>
<p><strong>&#8216;ประเทศญี่ปุ่น&#8217;</strong> เป็นหนึ่งประเทศที่กำลังเผชิญสภาพอากาศที่ร้อนจัดเป็นประวัติศาสตร์ มีอุณหภูมิที่ขยับสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันหลายวัน ขณะเดียวกันยังมี​ความตึงเครียดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตการจัดหาพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเครื่องปรับอากาศและมาตรการชะลอความร้อนอื่นๆ</p>
<p>ปรากฏการณ์ความร้อนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในญี่ปุ่น ส่งผลให้กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศญี่ปุ่น (JMA) ได้มีการบัญญัติศัพท์ใหม่อย่าง <strong>Kokushobi (โคคุโชบิ)</strong>  ซึ่งแปลได้ว่า <strong>ร้อนอย่างทารุณ </strong>หรือ <strong>ร้อนอย่างรุนแรง</strong> สำหรับการเรียกวันที่มีอากาศร้อนจัดจากอุณหภูมิที่สูงเกินกว่า 40 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับจากปี 2007 ที่เคยบัญญัติศัพท์เกี่ยวกับสภาพอากาศร้อนอย่างคำว่า <strong>Moshobi (โมโชบิ)</strong> สำหรับใช้เรียกวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสมาแล้วก่อนหน้านี้</p>
<figure id="attachment_43364" aria-describedby="caption-attachment-43364" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="wp-image-43364 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/JP-Heat-Wave4.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-43364" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>อุณหภูมิญี่ปุ่นพุ่งสูง เผชิญภาวะ Kokushobi มากสุดรอบ 16 ปี</strong></p>
<p>ล่าสุด <a href="https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/th/news/20260725_07/" target="_blank" rel="noopener"><strong>NHK World Japan</strong></a> ระบุข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น เมื่อ 23 ก.ค. 2026 ถึงสถานการณ์ที่อุณหภูมิ​สูงขึ้นมากกว่า 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันนานถึง 5 วัน ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่มีการรวบรวมข้อมูลที่สามารถนำมาเทียบเคียงได้ตั้งแต่ปี 2010 หรือในรอบ 16 ปีที่ผ่านมา</p>
<p>พร้อมทั้งการ​ออกประกาศเตือนภาวะฮีทสโตรกใน  37 จังหวัด จากทั้งหมด 47 จังหวัดของญี่ปุ่น และจำนวนผู้ป่วยกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยหน่วยดับเพลิงโตเกียวระบุว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม มีการนำตัวประชาชน 453 คนส่งโรงพยาบาลด้วยอาการที่สงสัยว่าเป็นฮีตสโตรก นับเป็นจำนวนสูงสุดในรอบ 16 ปีเช่นกัน</p>
<figure id="attachment_43363" aria-describedby="caption-attachment-43363" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-43363 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/NHK1.jpg" alt="" width="1200" height="657" /><figcaption id="caption-attachment-43363" class="wp-caption-text">Photo : https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/th/news/</figcaption></figure>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการขอให้ประชาชนใช้เครื่องปรับอากาศ ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอและรับประทานเกลือแร่ให้บ่อยครั้ง รวมถึงหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันอาการฮีทสโตรก รวมทั้งการแจ้งเตือนให้ระมัดระวัง ภัยจากดินถล่ม น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ แม่น้ำเอ่อล้นตลิ่ง ฟ้าผ่า และลมกระโชกแรงฉับพลัน ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ</p>
<p>สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดความตระหนักและเฝ้าระวังผลกระทบจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในญี่ปุ่น ท่ามกลาง​ความเสี่ยง​​ด้านต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นตามความร้อนแรงของสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้ง​ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพ จากการเผชิญภาะวอากาศร้อนจัดในช่วงนี้  รวมทั้งผลกระทบระยะยาว เช่น ความสามารถในการผลิตที่ลดลง ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องเร่งดำเนินการป้องกันในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชนท้องถิ่น</p>
<figure id="attachment_43369" aria-describedby="caption-attachment-43369" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-43369 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/JP-Heat-Wave3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-43369" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>4 วิธีรับมือสภาพ &#8216;อากาศร้อนจัด&#8217; ในประเทศญี่ปุ่น</strong></p>
<p>World Economic Forum เผยแพร่แนวทางการรับมือต่อสภาพอากาศที่ร้อนจัดของญี่ปุ่น โดยดำเนินงานผ่าน 4 มาตรการสำคัญ ประกอบไปด้วย</p>
<p><strong>1. มาตรการด้านพลังงาน รองรับการใช้งานเครื่องปรับอากาศ</strong></p>
<p>ฤดูร้อนของญี่ปุ่นมีลักษณะเด่นคืออุณหภูมิสูงและความชื้นสูง ทำให้เหงื่อระเหยได้ยาก ส่งผลให้เสี่ยงต่อภาวะเป็นโรคลมแดด (Heatstroke) ดังนั้น การใช้เครื่องปรับอากาศจึงไม่ใช่แค่เพื่อความสะดวกสบาย แต่ยังช่วยปกป้องชีวิตได้อีกด้วย</p>
<p>ในเดือนพฤษภาคม ปี 2026 ที่ผ่านมา กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ได้จัดหาแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอสำหรับความต้องการสูงสุดในช่วงฤดูร้อน และได้ชะลอประกาศขอความร่วมมือประหยัดไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อนเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน</p>
<p>แม้ว่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับการจัดหาเชื้อเพลิงที่นำไปสู่ความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ กระทรวงฯ ได้ระบุว่า การพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันของญี่ปุ่นยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างจำกัด ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และแหล่งพลังงานอื่นๆ จะช่วยตอบสนองความต้องการในช่วงฤดูร้อนปีนี้ได้ รัฐบาลยังได้มีการส่งเสริมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานเพื่อกระตุ้นให้มีการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย</p>
<p>ในกรุงโตเกียว รัฐบาลท้องถิ่นประกาศยกเว้นค่าน้ำประปาเป็นเวลา 4 เดือน ราว 8 ล้านครัวเรือน มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายรายเดือนของครัวเรือนได้ประมาณ 5,000 เยน เนื่องจากพบผู้ป่วยโรคลมแดดจำนวนมากเกิดขึ้นภายในบ้าน นโยบายนี้จึงมุ่งเป้าไปที่การบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคและส่งเสริมให้ประชาชนใช้เครื่องปรับอากาศได้อย่างไม่ลังเล แม้ว่าค่าครองชีพจะสูงขึ้นก็ตาม</p>
<p><strong>2.  ส่งเสริมการปรับตัวในสภาพอากาศร้อน</strong></p>
<p>ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับอากาศร้อนอย่างฉับพลันได้ทันที และการปรับตัวต่ออากาศร้อนที่ไม่เพียงพอจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะโรคลมแดดได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงส่งเสริม &#8216;การปรับตัวให้เข้ากับอากาศร้อน&#8217; ซึ่งเป็นกระบวนการที่ให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศร้อนก่อนที่จะมาถึง</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ การเริ่มส่งเสริมการออกกำลังกายเบาๆ การอาบน้ำอุ่น และกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเหงื่อของร่างกายจึงได้รับความสนใจมากขึ้น ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่น ภาคเอกชน และสื่อต่างๆ ได้ร่วมเผยแพร่สื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการปรับตัวให้เข้ากับอากาศร้อนและความสำคัญของวิธีการเหล่านั้น ช่วยสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการสร้างความแข็งแกร่งเพื่อรับมือกับอากาศร้อนก่อนถึงช่วงฤดูร้อน</p>
<figure id="attachment_43367" aria-describedby="caption-attachment-43367" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43367 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/JP-Heat-Wave1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-43367" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>3. ภาคธุรกิจแนวใหม่ หนุนการป้องกันโรคลมแดด</strong></p>
<p>มาตรการป้องกันโรคลมแดดถูกบังคับใช้ในสถานที่ทำงานของญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2025 ส่งผลให้การเสียชีวิตในสถานที่ทำงานเนื่องจากโรคลมแดดลดลงครึ่งหนึ่งในปี 2025 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา</p>
<p>ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจ ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคลมแดดกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น บริษัทอาหารและเครื่องดื่ม ซันโทรี (Suntory) ของประเทศญี่ปุ่น ได้ผสานการบริการด้านการป้องกันโรคลมแดดเข้ากับเครื่องดื่มเกลือแร่ที่ให้ความสดชื่น และสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มได้ง่ายขึ้นผ่านเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติ รวมถึงการให้ความรู้และการสัมมนาด้านความปลอดภัยแก่พนักงาน เพื่อสนับสนุนพนักงานที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงอีกด้วย</p>
<p>ทางด้านบริษัทไดกิ้น (Daikin) ได้ร่วมมือกับ Future Design Shibuya และมหาวิทยาลัยโอซากา เปิดตัวโครงการ Shibuya Green Shift Project ซึ่งเป็นโครงการทดลองเกี่ยวกับจุดระบายความร้อน การจัดการอาคารประหยัดพลังงาน และแผนผังแสดงความเสี่ยงจากโรคลมแดด รวมถึงโครงการใหม่อื่นๆ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่นเช่นนี้ กำลังช่วยสร้างสังคมที่ปรับตัวเข้ากับอากาศร้อนได้ดียิ่งขึ้น</p>
<p><strong>4. </strong><strong>สร้างความยืดหยุ่น ในยุคที่อากาศร้อนรุนแรง</strong></p>
<p>เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น การปกป้องผู้คนจากอากาศร้อนจัดจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาชีวิตและดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ความเป็นอยู่ของผู้คนและชุมชน ดังนั้น การทำงานแบบบูรณาการจากหลายภาคส่วนของญี่ปุ่น นับเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านการปรับตัวของสังคมให้เข้ากับอากาศร้อนที่นับวันยิ่งอันตรายมากขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ</p>
<p><strong><em>เนื่องจากอุณหภูมิยังคงสูงขึ้นทั่วโลก ความพยายามเหล่านี้จึงเป็นบทเรียนที่น่าสนใจ สำหรับประเทศอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับความร้อนที่มากขึ้นในอนาคต</em></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : NHK World Japan, World Economic Forum</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/how-japan-prepared-to-facing-kokushobi/">&#8216;ญี่ปุ่น&#8217; ​เผชิญ &#8216;Kokushobi&#8217; ทะลุ 40 องศาฯ 5 วันต่อเนื่อง นานสุดรอบ 16 ปี ​ผู้ป่วยฮีทสโตรกพุ่งสูง พร้อมเปิด 4 แนวทาง​ ที่ภาครัฐเตรียมไว้ เพื่อรับมือสถานการณ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ไม่ใช่ภัยพิบัติครั้งคราว แต่คือ &#8216;ปรากฏการณ์&#8217; ​ต้อง​วนกลับมาใหม่ และรุนแรงมากขึ้น อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ภาครัฐต้องวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบและยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-climate-amplification/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 08:44:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Risk]]></category>
		<category><![CDATA[El Nino]]></category>
		<category><![CDATA[Super El Niño]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Thon Thamrongnawasawat]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[มหันตภัย Climate Amplification]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อนธรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43302</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ คาดการณ์ผลกระทบจาก &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; สูงขึ้นจากคร้ังก่อนหน้า 30-40% และจะเป็นอีกหนึ่งปรากฏการร์ทางธรรมชาติ ที่ไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว แต่จะเกิดซ้ำใหม่อย่างแน่นอนในอนาคต ดังนั้น ประเทศไทยต้องถอดบทเรียนและเรียนรู้รวมทั้งวางแผนจากสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เพื่อการปรับตัวและสามารถรับมือต่ออนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเสวนาในหัวข้อ &#8216;มหันตภัย Climate Amplification เมื่อโลกเปลี่ยนไป 2 องศา&#8217; จากเวทีสัมมนา &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ&#8217; โดยทีมเพื่อนธรณ์ โดยระบุว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของปรากฏการณ์เอลนีโญ และจะยกระดับความรุนแรงสู่การเป็น &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของ​ปี​ และลากยาวไปจนถึงราวกลางปีหน้า หลังการเข้า &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; จะทำให้เกิดฝนทิ้งช่วง จากสภาพอากาศที่ร้อน​และแล้งมากขึ้น จากผลกระทบที่โลกร้อนขึ้น โดยผลกระทบที่จะเผชิญในปีนี้ จะมากและรุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยผ่านมา จากอุณหภูมิน้ำทะเลที่คาดว่าจะสูงขึ้นถึง 2.5 องศาเซลเซี​ยส เทียบกับเอลนีโญครั้งล่าสุด ในปี 2567 ที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นราว 1.5 องศาเซลเซียส หรือสูงขึ้นจากคร้ังก่อนหน้าถึง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-climate-amplification/">&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ไม่ใช่ภัยพิบัติครั้งคราว แต่คือ &#8216;ปรากฏการณ์&#8217; ​ต้อง​วนกลับมาใหม่ และรุนแรงมากขึ้น อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ภาครัฐต้องวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบและยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์</strong> คาดการณ์ผลกระทบจาก <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> สูงขึ้นจากคร้ังก่อนหน้า 30-40% และจะเป็นอีกหนึ่งปรากฏการร์ทางธรรมชาติ ที่ไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว แต่จะเกิดซ้ำใหม่อย่างแน่นอนในอนาคต ดังนั้น ประเทศไทยต้องถอดบทเรียนและเรียนรู้รวมทั้งวางแผนจากสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เพื่อการปรับตัวและสามารถรับมือต่ออนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><span id="more-43302"></span></p>
<p><strong>ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ</strong><strong>์ </strong>อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเสวนาในหัวข้อ <strong>&#8216;มหันตภัย </strong><strong>Climate Amplification </strong><strong>เมื่อโลกเปลี่ยนไป </strong><strong>2</strong><strong> องศา&#8217; </strong>จากเวทีสัมมนา <strong>&#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ&#8217;</strong> โดยทีมเพื่อนธรณ์ โดยระบุว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของปรากฏการณ์เอลนีโญ และจะยกระดับความรุนแรงสู่การเป็น <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของ​ปี​ และลากยาวไปจนถึงราวกลางปีหน้า</p>
<p>หลังการเข้า <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> จะทำให้เกิดฝนทิ้งช่วง จากสภาพอากาศที่ร้อน​และแล้งมากขึ้น จากผลกระทบที่โลกร้อนขึ้น โดยผลกระทบที่จะเผชิญในปีนี้ จะมากและรุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยผ่านมา จากอุณหภูมิน้ำทะเลที่คาดว่าจะสูงขึ้นถึง 2.5 องศาเซลเซี​ยส เทียบกับเอลนีโญครั้งล่าสุด ในปี 2567 ที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นราว 1.5 องศาเซลเซียส หรือสูงขึ้นจากคร้ังก่อนหน้าถึง 30-40%</p>
<p><em>&#8220;ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนี้จะรุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยผ่านมา โดยคาดว่าปริมาณน้ำฝนจะน้อยลงและหมดเร็วกว่าปีก่อนๆ  ทำให้ภาคส่วนต่างๆ เหลือเวลาเก็บสะสมน้ำไว้ใช้​อีกราว 3 เดือน  และคาดว่าฝนจะเริ่มทั้งช่วงตั้งแต่ ต.ค. &#8211; พ.ย.  ยาวไปอีก 7-8 เดือน หรือจนถึงช่วงกลางปีหน้า ทำให้ปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับใช้ในพื้นที่ต่างๆ จะเริ่มขาดแคลน ขณะที่อากาศจะร้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองอย่างกรุงเทพฯ จะร้อนมากกว่า​หลายพื้นที่โดยรอบ โดยคาดว่าอุณหภูมิสูงสุดที่รับรู้ได้ (Feel Like) ในปีนี้จะสูงได้ถึง53 -54 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว&#8221; </em></p>
<figure id="attachment_43303" aria-describedby="caption-attachment-43303" style="width: 521px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43303 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Super-Elnino.jpg" alt="" width="521" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-43303" class="wp-caption-text">Photo : Facebook : Thon Thamrongnawasawat</figcaption></figure>
<p>ท้ังนี้ ความแปรปรวนของสภาพอากาศจากภาวะซูเปอร์เอลนีโญ ทั้งปริมาณพายุใต้ฝุ่นที่อาจเพิ่มขึ้นได้ 10-20% จากปีก่อนหน้า รวมทั้งผลกระทบต่ออุณหภูมิน้ำทะเล และระบบนิเวศในทะเล ทั้งสัตว์ทะเล หญ้าทะเล ปัญหาปะการังฟอกขาว และแพลงตอนบูม ซึ่งจะเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่อยู่ในพื้นที่ชายฝั่ง จะต้องรับมือ​​ Worst Case Scenario หลายด้าน  รวมท้ังผลผลิตทั้งการเกษตรและประมงที่คาดว่าจะลดลง ทำให้ปริมาณผลผลิตขาดแคลน และมีต้นทุนสูง รวมทั้งต้นทุนด้านพลังงาน โดยเฉพาะจากการใช้เครื่องปรับอากาศที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับยังมีปัญหาเรื่องสงครามตะวันออกกลางที่ยังไม่จบ ยิ่งซ้ำเติมให้ต้องเผชิญปัญหา  2-3 เด้งเข้ามากระทบในปีนี้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของซูเปอร์เอลนีโญ ไม่ใช่ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นแบบครั้งคราวหรือไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศ ที่มีวัฏจักรในการกลับมาเกิดซ้ำและสามารถคาดการณ์ได้ โดยเฉพาะความรุนแรงที่จะเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต จากผลกระทบของโลกที่ร้อนขึ้น การรับมือต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงต้องมองแบบระยะยาว  เรียนรู้จากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตเพื่อคาดการณ์ผลกระทบและวางแผนในการรับมือและปรับตัวเพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในแต่ละภาคส่วนให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ หรือภาคธุรกิจต่างๆ เพราะหากไม่เรียนรู้และถอดบทเรียน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นครั้งหน้าจะรุนแรงมากขึ้นอย่างแน่นอน</p>
<p><em>&#8220;ซูเปอร์เอลนีโญที่เกิดขึ้นในปีนี้ จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน ขณะที่การรับมือ​สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต้องมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและบูรณาการ ไม่ใช่มองว่าเป็นการเผชิญ​ภัยพิบัติและเตรียมงบประมาณในการเยียวยาและฟื้นฟูในแต่ละครั้ง ซึ่งสะท้อนมุมมองในระยะสั้น และเป็นการแก้ปั​ญหาที่ปลายเหตุแบบง่ายๆ ​ที่ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลกระทบจากโลกร้อนเท่านั้น แต่ในความจริงแล้วผลกระทบของปัญหามีหลายมิติมากกว่านั้น​ ทั้งการปรับตัวในภาค​เกษตรและผลผลิต การดูแลฟื้นฟูระบบนิเวศ รวมทั้งในภาคธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น การท่องเที่ยว ให้สามารถปรับตัวต่อความเสี่ยงในอนาคตได้ ​ซึ่งการจัดการมีความยากและท้าทายมากขึ้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องตั้งทีมทำงานในเรื่องนี้โดยเฉพาะ และมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง มีการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง เพื่อเรียนรู้ ถอดบทเรียน และปรับแผนเพื่อรับมือสำหรับการป้องกันและรับมือต่อผลกระทบจากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะต้องเกิดซ้ำในอนาคตได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืนในระยะยาว</em>&#8221; ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวทิ้งท้าย​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43310" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/SuperElnino.jpg" alt="" width="700" height="700" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-climate-amplification/">&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ไม่ใช่ภัยพิบัติครั้งคราว แต่คือ &#8216;ปรากฏการณ์&#8217; ​ต้อง​วนกลับมาใหม่ และรุนแรงมากขึ้น อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ภาครัฐต้องวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบและยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TEI จับมือ มทร.อีสาน ลุยแคมเปญ “CLIMATE ADAPTATION” ปั้นแนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” มุ่งยกระดับเยาวชนไทยรับมือภัยโลกรวน  สู่ Net Zero University</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/tei-driving-climate-adaptation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 09:23:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[global boiling]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero University]]></category>
		<category><![CDATA[Smart & Green University ​]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[มทร.อีสาน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42459</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ก้าวเข้าสู่ยุค &#8220;โลกเดือด&#8221; (Global Boiling) ซึ่งส่งผลให้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งคลื่นความร้อนที่รุนแรง ภัยแล้งยาวนาน และอุทกภัยที่คาดเดาไม่ได้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ผนึกกำลังร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) ลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการว่าด้วยการสื่อสารประเด็นการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) เพื่อประโยชน์สาธารณะ มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพเยาวชนและประชาชน ให้มีความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตภัยโลกรวน พร้อมขับเคลื่อนสถาบันการศึกษาในพื้นที่ภาคอีสานสู่การเป็น Smart &#38; Green University และ Net Zero University อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เปิดเผยว่า “สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยตระหนักถึงสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในปัจจุบันที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สภาพอากาศที่มีความผันผวนและยากต่อการคาดการณ์ในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบนิเวศ ความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตประจำวันของเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจำเป็นต้องยอมรับความจริงและตระหนักว่า การตั้งรับและปรับตัว (Adaptation) คือวาระเร่งด่วนที่เราต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นที่มาความร่วมมือกับ มทร.อีสาน โดย TEI ตั้งใจที่จะนำองค์ความรู้ งานวิจัยเชิงวิชาการ และหลักฐานเชิงประจักษ์ เข้ามาช่วยเสริมสร้างศักยภาพและให้คำปรึกษาทางวิชาการด้านการจัดการและการปรับตัวอย่างเป็นระบบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/tei-driving-climate-adaptation/">TEI จับมือ มทร.อีสาน ลุยแคมเปญ “CLIMATE ADAPTATION” ปั้นแนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” มุ่งยกระดับเยาวชนไทยรับมือภัยโลกรวน  สู่ Net Zero University</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ก้าวเข้าสู่ยุค &#8220;<strong>โลกเดือด</strong>&#8221; <strong>(Global Boiling)</strong> ซึ่งส่งผลให้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งคลื่นความร้อนที่รุนแรง ภัยแล้งยาวนาน และอุทกภัยที่คาดเดาไม่ได้</p>
<p><span id="more-42459"></span></p>
<p><strong> สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI) </strong><strong>ผนึกกำลังร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) ลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการว่าด้วยการสื่อสารประเด็นการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (</strong><strong>Climate Adaptation)</strong> เพื่อประโยชน์สาธารณะ มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพเยาวชนและประชาชน ให้มีความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตภัยโลกรวน พร้อมขับเคลื่อนสถาบันการศึกษาในพื้นที่ภาคอีสานสู่การเป็น Smart &amp; Green University และ Net Zero University อย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI)</strong> เปิดเผยว่า “สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยตระหนักถึงสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) <em>ในปัจจุบันที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สภาพอากาศ</em>ที่มีความผันผวนและยากต่อการคาดการณ์ในปัจจุบัน <em>ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบนิเวศ ความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตประจำวันของเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจำเป็นต้องยอมรับความจริงและตระหนักว่า การตั้งรับและปรับตัว (</em><em>Adaptation) </em><em>คือวาระเร่งด่วนที่เราต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นที่มาความร่วมมือกับ มทร.อีสาน โดย </em><em>TEI </em><em>ตั้งใจที่จะนำองค์ความรู้ งานวิจัยเชิงวิชาการ และหลักฐานเชิงประจักษ์ เข้ามาช่วยเสริมสร้างศักยภาพและให้คำปรึกษาทางวิชาการด้านการจัดการและการปรับตัวอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิด </em><strong><em>‘</em></strong><strong><em>ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด’</em></strong><em> ผ่านกิจกรรม </em><strong><em>‘CLIMATE ADAPTATION’</em></strong> <em>เพื่อสนับสนุนให้สถาบันการศึกษาแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่แห่งการ ‘เรียนรู้–วิจัย–ปรับตัว’ ต่อบริบทโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง และเราขอเชิญชวนให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพลังของคนรุ่นใหม่ มาร่วมกันติดตาม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และลงมือขับเคลื่อนสังคมให้เกิดการปรับเปลี่ยนไปด้วยกัน”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42461 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/TEI2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้าน <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน)</strong> กล่าวว่า “ในนามของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เรามีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยจังหวัดนครราชสีมาถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งในด้านการวิจัย นวัตกรรม และการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การลงนามความร่วมมือระยะเวลา 3 ปี ร่วมกับ TEI ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่จะบูรณาการองค์ความรู้จากส่วนกลางมาสู่ภูมิภาค โดยมหาวิทยาลัยพร้อมสนับสนุนพื้นที่ในวิทยาเขตต่างๆ ให้เป็นบริบทการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อนำชุดองค์ความรู้ เครื่องมือทางวิชาการ และกรณีศึกษาจาก TEI มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และการเรียนการสอน ซึ่งจะช่วยยกระดับและผลักดันให้ มทร.อีสาน บรรลุเป้าหมายการเป็น Smart &amp; Green University หรือ Net Zero University ที่ใช้ความรู้และงานวิจัยเป็นฐานในการรับมือกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน”</p>
<p>สำหรับกรอบแนวทางการดำเนินงานภายใต้ข้อตกลงนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้ ข้อมูล และเนื้อหาทางวิชาการ ผ่านการจัดกิจกรรมทั้งในรูปแบบการบรรยายและการปฏิบัติโดยทีมวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการจัดบรรยายพิเศษเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยและกรณีศึกษาแก่นักศึกษาใหม่เป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างภูมิคุ้มกันด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่คนรุ่นใหม่ต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42460 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/TEI1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>“อย่างไรก็ดี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) มุ่งมั่นดำเนินงานบนฐานงานวิจัยเชิงวิชาการเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) พร้อมให้คำปรึกษาทางวิชาการและสนับสนุนการตัดสินใจอย่างเป็นระบบแก่ทุกภาคส่วนในสังคมเพื่อสร้างความตระหนักรู้และขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อประโยชน์สาธารณะ” <strong>ดร.วิจารย์ </strong>กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวกิจกรรมของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้ที่เฟซบุ๊กเพจ <a href="http://www.facebook.com/tei.or.th/%20และ" target="_blank" rel="noopener">www.facebook.com/tei.or.th/ และ</a>เว็บไซต์ <a href="https://www.tei.or.th/" target="_blank" rel="noopener">https://www.tei.or.th/</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/tei-driving-climate-adaptation/">TEI จับมือ มทร.อีสาน ลุยแคมเปญ “CLIMATE ADAPTATION” ปั้นแนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” มุ่งยกระดับเยาวชนไทยรับมือภัยโลกรวน  สู่ Net Zero University</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ไทย &#8211; อาเซียน&#8217; จุดเปราะบาง &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; วิกฤต &#8216;ร้อน-แล้ง&#8217; รุนแรง ลากยาวข้ามปี กระทบระบบผลิตอาหาร คลื่นความร้อน หมอกควันข้ามพรมแดน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/risk-from-super-el-nino/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 19 Apr 2026 11:10:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Risk]]></category>
		<category><![CDATA[El Nino]]></category>
		<category><![CDATA[Food Security]]></category>
		<category><![CDATA[Food Shock]]></category>
		<category><![CDATA[GISTDA]]></category>
		<category><![CDATA[Godzilla El Niño​]]></category>
		<category><![CDATA[heat wave]]></category>
		<category><![CDATA[La Niña]]></category>
		<category><![CDATA[Super El Niño]]></category>
		<category><![CDATA[กรมอุตุนิยมวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สนธิ คชวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติทางธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช]]></category>
		<category><![CDATA[ลานีญ่า]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติภัยแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41256</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวันที่ทั่วโลกกังวลเรื่องวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลับพบว่าเรายังต้องเผชิญกับความเสี่ยง &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; (Super El Niño) ที่คืบคลานเข้ามาในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ความร้อนที่สะสมอาจสร้างสถิติอุณหภูมิใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งรุนแรง ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และคลื่นความร้อน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุด จาก &#8216;เอลนีโญ&#8217; สู่ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; กรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายความหมายของ &#8216;เอลนีโญ&#8217; (El Niño) ว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติทางสมุทรศาสตร์มีหลักฐานแสดงว่าเกิดขึ้นนานนับพันปี นับเป็นปรากฎการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศของโลกอย่างรุนแรง เช่น อเมริกาเหนือประสบกับสภาพอากาศที่ผิดปกติอย่างมากตลอดปี 2526 ออสเตรเลียประสบกับสภาวะความแห้งแล้งมากและเกิดไฟป่าเผาผลาญ ประเทศใกล้ๆ ทะเลทรายซาฮาราประสบกับความแห้งแล้งที่เลวร้ายมากที่สุดช่วงหนึ่ง และลมมรสุมในมหาสมุทรอินเดียอ่อนกำลังลงมากประมาณความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดอยู่ระหว่าง 8-13 พันล้านเหรียญสหรัฐ และสูญเสียชีวิตประมาณ 2,000 คน แม้ &#8216;เอลนีโญ&#8217; จะอยู่เบื้องหลังความแห้งแล้งและอากาศที่ร้อนจัด แต่ก็ยังมีปรากฎการณ์ขั้นกว่าที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกังวลในขณะนี้ อย่าง &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; (Super El Niño) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA อธิบายว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/risk-from-super-el-nino/">&#8216;ไทย &#8211; อาเซียน&#8217; จุดเปราะบาง &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; วิกฤต &#8216;ร้อน-แล้ง&#8217; รุนแรง ลากยาวข้ามปี กระทบระบบผลิตอาหาร คลื่นความร้อน หมอกควันข้ามพรมแดน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในวันที่ทั่วโลกกังวลเรื่องวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลับพบว่าเรายังต้องเผชิญกับความเสี่ยง <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> (Super El Niño) ที่คืบคลานเข้ามาในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ความร้อนที่สะสมอาจสร้างสถิติอุณหภูมิใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งรุนแรง ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และคลื่นความร้อน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุด</p>
<p><span id="more-41256"></span></p>
<p><strong>จาก &#8216;เอลนีโญ&#8217; สู่ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong></p>
<p><strong>กรมอุตุนิยมวิทยา</strong> อธิบายความหมายของ <strong>&#8216;เอลนีโญ&#8217;</strong> (El Niño) ว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติทางสมุทรศาสตร์มีหลักฐานแสดงว่าเกิดขึ้นนานนับพันปี นับเป็นปรากฎการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศของโลกอย่างรุนแรง เช่น อเมริกาเหนือประสบกับสภาพอากาศที่ผิดปกติอย่างมากตลอดปี 2526 ออสเตรเลียประสบกับสภาวะความแห้งแล้งมากและเกิดไฟป่าเผาผลาญ ประเทศใกล้ๆ ทะเลทรายซาฮาราประสบกับความแห้งแล้งที่เลวร้ายมากที่สุดช่วงหนึ่ง และลมมรสุมในมหาสมุทรอินเดียอ่อนกำลังลงมากประมาณความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดอยู่ระหว่าง 8-13 พันล้านเหรียญสหรัฐ และสูญเสียชีวิตประมาณ 2,000 คน</p>
<p>แม้ &#8216;<strong>เอลนีโญ&#8217;</strong> จะอยู่เบื้องหลังความแห้งแล้งและอากาศที่ร้อนจัด แต่ก็ยังมีปรากฎการณ์ขั้นกว่าที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกังวลในขณะนี้ อย่าง <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; </strong>(Super El Niño) <strong>สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA</strong> อธิบายว่า เมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอย่างรุนแรง (เกิน 1.5 ถึง 2 องศาเซลเซียส) เราจึงจะก้าวเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ซึ่งนำมาซึ่งความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงและยาวนานกว่าปกติ</p>
<p>สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วิกฤตนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของลมฟ้าอากาศ แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต</p>
<figure id="attachment_41277" aria-describedby="caption-attachment-41277" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41277 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/El-ninon2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-41277" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>ผลกระทบ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ลากยาวถึงปีหน้า</strong></p>
<p><strong>ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย</strong>  อธิบายผ่านเฟซบุ๊ก <a href="https://www.facebook.com/sonthi.kotchawat/posts/pfbid0b4pPfzGwwWC5J8EQHB4yQ913iQXjE1utqQX1oHcXGCNRifkRevg8DDDDxPLkXsKHl" target="_blank" rel="noopener"><strong>Sonthi Kotchawat</strong></a> ถึงอิทธิพลของปรากฏการณ์ <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; </strong>ที่ส่งผลซ้ำเติมภาวะ​ร้อนและ​แล้งจัด รวมทั้งการเกิดภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้นในปี 2569  โดยระบุข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาโลก ที่คาดการณ์โอกาสสูงถึง 62% ที่จะเกิดเอลนีโญ​ช่วงเดือนมิถุนายน -สิงหาคม 2569​ และอาจทวีความรุนแรงเป็นระดับ <strong>ซูเปอร์เอลนีโญ</strong> หรือ <strong>Godzilla El Niño  </strong>จากการที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2.0 องศา</p>
<p>รวมทั้งยังคาดว่าในช่วงเวลาเดียวกันจะมีปรากฏการณ์ไดโพลในมหาสมุทรอินเดีย ระยะบวก (Positive IOD ,Indian Ocean Dipole) หรือภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลแต่ละฟากฝั่งมีความแตกต่างกันมาก และระดับอุณหภูมินั้นอุ่นหรือเย็นมากกว่าปกติ <em><strong>สภาพอากาศในปีนี้จึงอยู่ในภาวะ Double Whammy หรือการซ้ำเติม​ของภัยพิบัติ และผลกระทบของ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; จะขยายวงกว้างไปทั่วโลก รวมทั้ง​ผลกระทบสำคัญ​ต่อประเทศไทย รวมทั้งประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน </strong></em></p>
<p>โดยเฉพาะการเกิดภาวะภัยแล้งที่จะรุนแรงและยาวนานเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากปริมาณฝนที่จะลดลง​อย่างมีนัยสำคัญในทุกประเทศของอาเซียน โดยเฉพาะไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่จะเผชิญกับระดับน้ำในเขื่อนที่ลดลงขั้นวิกฤต ตามมาด้วยวิกฤตความร้อน​ (Heatwave) ที่​คาดว่าอุณหภูมิโลกจะพุ่งสูงทำลายสถิติ​ และผลกระทบต่อเนื่องจากวิกฤตซูเปอร์เอลนีโญในปีนี้ จะส่งผลให้ในปี 2570  มีโอกาสกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ</p>
<p>นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร กระทบต่อผลผลิตหลักในภาคการเกษตร ทั้งข้าว น้ำตาล และน้ำมันปาล์ม ที่ปริมาณจะลดลงอย่างมาก​จากขาดแคลนน้ำ ​และอาจนำไปสู่ภาวะ <strong>&#8216;Food Shock&#8217;</strong> หรือราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูงขึ้น และภาวะ​เงินเฟ้อด้านอาหารในภูมิภาค นอกจากนี้ สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อไฟป่า และซ้ำเติมปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงหมอกควันข้ามพรมแดน</p>
<figure id="attachment_41278" aria-describedby="caption-attachment-41278" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41278 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/El-nino3.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-41278" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p>สอดคล้องกับข้อมูล  <strong>รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</strong> ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเกษตร อธิบายผ่านเฟซบุ๊ก <a href="https://www.facebook.com/witsanu.attavanich/posts/pfbid0ciAAJ9oJF69po6qGsN4hPMcAAtRQMijE2EsJuwMzy5hnJ9rgihugTDxGohJPWrFWl" target="_blank" rel="noopener">Witsanu Attavanich</a> ว่า &#8216;เอลนีโญ&#8217; เริ่ม มิ.ย.69 และจะลากยาวถึงต้นปีหน้า โดยจะทำจุดสูงสุดช่วง ธ.ค. 69 &#8211; ม.ค. 70 โดยโอกาสเกิดเอลนีโญ​กำลังระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากเพิ่มเป็น 51% และ 25% ตามลำดับ รวมทั้งมีโอกาส​ถึง 98.4% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี 2569 นี้ จะกลายเป็นปีที่โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ย​สูงติดอันดับที่ 1-5 ในรอบ 176 ปี</p>
<p>พร้อมการประเมินของ​<strong> Climate Prediction Center (NOAA</strong>) ที่รายงานว่าความน่าจะเป็นในการเกิดเอลนีโญ​เพิ่มขึ้นถึง 92-93% ช่วง ต.ค. 69 &#8211; ม.ค.70  และหากเกิดเอลนีโญในประเทศไทย จะส่งผลให้เกิดภาวะร้อนและแล้งกว่าปกติ โดยช่วงที่แล้งกว่าปกติจะอยู่ราวเดือน มี.ค.-ก.ค.  ส่วนช่วงที่ร้อนกว่าปกติจะเป็นช่วง ต.ค.-มิ.ย.</p>
<figure id="attachment_41257" aria-describedby="caption-attachment-41257" style="width: 1024px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41257 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/11-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" /><figcaption id="caption-attachment-41257" class="wp-caption-text">Photo : Facebook Witsanu Attavanich</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_41258" aria-describedby="caption-attachment-41258" style="width: 1024px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41258 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/122-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" /><figcaption id="caption-attachment-41258" class="wp-caption-text">Photo : Facebook Witsanu Attavanich</figcaption></figure>
<p><strong>ไทย &#8211; อาเซียน จุดเปราะบาง &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong></p>
<p>ทั้งนี้ <strong>สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)</strong> หรือ <strong>GISTDA</strong> มองว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุดเมื่อเกิดซูเปอร์เอลนีโญ โดยมีผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจน ดังนี้</p>
<p>&#8211; วิกฤตภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ ปริมาณฝนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ฝนทิ้งช่วงยาวนาน แหล่งน้ำธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะมีปริมาณน้ำกักเก็บลดลง กระทบโดยตรงต่อน้ำอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรม</p>
<p>&#8211; ผลกระทบด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก จะเผชิญปัญหาผลผลิตตกต่ำ (เช่น ข้าว น้ำตาล ปาล์มน้ำมัน) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสินค้าเกษตรขาดตลาดและราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก</p>
<p>&#8211; ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันข้ามพรมแดน (PM5) อากาศที่แห้งและร้อนจัดเป็นตัวเร่งให้เกิดไฟป่าได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าพรุของอินโดนีเซียและพื้นที่การเกษตรในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะทำให้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนทวีความรุนแรง กระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั้งภูมิภาค</p>
<p>&#8211; คลื่นความร้อน (Heatwave) อุณหภูมิที่พุ่งสูงทำลายสถิติส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้า (เพื่อทำความเย็น) พุ่งสูงจนอาจเกิดความไม่มั่นคงทางพลังงาน</p>
<p>ทั้งนี้ ทาง GISTDA  ได้พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ สำหรับ​ประยุกต์ใช้ในการติดตามสถานการณ์ เพื่อเป็นประโยชน์ในการประเมินผลกระทบหรือวางแผนรับมือ รวมทั้ง​สามารถช่วยลดความสูญเสียจากภัยพิบัติทางธรรมชาติลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อาทิ</p>
<p>&#8211; การติดตามสถานการณ์น้ำ (Water Monitoring) ใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม (เช่น ดาวเทียม THEOS-2) เพื่อประเมินพื้นที่ผิวน้ำทั่วประเทศแบบ near real-time ทำให้รู้ว่าอ่างเก็บน้ำหรือแหล่งน้ำธรรมชาติใดกำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤต เพื่อวางแผนระบายหรือจัดสรรน้ำได้อย่างแม่นยำ</p>
<p>&#8211; ประเมินความเสียหายและสุขภาพพืชพรรณ (Agricultural Assessment) ข้อมูลภูมิสารสนเทศสามารถวิเคราะห์ &#8216;ดัชนีความเขียวของพืช&#8217; หากพื้นที่ใดเริ่มมีสัญญาณความแห้งแล้ง สามารถส่งข้อมูลเตือนภัยให้หน่วยงานเกษตรเข้าไปช่วยเหลือ หรือแนะนำการปรับเปลี่ยนพืชล่วงหน้าก่อนที่ผลผลิตจะตายยืนต้น</p>
<p>&#8211; การตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot Detection) ดาวเทียมสามารถตรวจจับจุดความร้อนที่เกิดจากไฟป่าหรือการเผาทางการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ในไทยแต่คลุมทั้งอาเซียน ข้อมูลนี้ถูกนำไปใช้ในการสั่งการควบคุมและดับไฟป่า รวมถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นควัน (สามารถติดตามข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันอย่าง &#8216;เช็คฝุ่น&#8217;)</p>
<p>&#8211; สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Data-Driven Policy) GISTDA ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหมด จัดทำเป็นแผนที่เสี่ยงภัยแล้ง เพื่อให้คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานบริหารจัดการน้ำ ใช้ตัดสินใจประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยและอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือได้อย่างมีหลักฐานอ้างอิง</p>
<figure id="attachment_41276" aria-describedby="caption-attachment-41276" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41276 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/El-nino4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-41276" class="wp-caption-text">Photo: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>4 แผนรับมือเตรียมพร้อม ลดการสูญเสีย </strong></p>
<p>ซูเปอร์เอลนีโญ เป็นภัยธรรมชาติที่เราไม่สามารถหยุดยั้งได้ แต่สามารถลดทอนผลกระทบได้อย่างมหาศาลหากมีการเตรียมความพร้อมที่ดี การบูรณาการแผนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ประชาชน และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศอย่างที่เต็มที่ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยและอาเซียนผ่านพ้นวิกฤตสภาพอากาศนี้ไปได้ ดังนี้</p>
<p>1.การบริหารจัดการน้ำเชิงรุก รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนประหยัดน้ำ กักเก็บน้ำในช่วงที่มีฝนตกลงมาให้ได้มากที่สุด และจัดสรรน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการหาแหล่งน้ำสำรอง</p>
<p>2.การปรับตัวภาคการเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชอายุสั้น เลื่อนเวลาการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับคาดการณ์ปริมาณฝน และการทำประกันภัยพืชผล</p>
<p>3.ความร่วมมือระดับภูมิภาค (ASEAN) บังคับใช้และยกระดับข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนอย่างจริงจัง เพื่อควบคุมการเผาในที่โล่งและไฟป่า</p>
<p>4.การเฝ้าระวังด้านสาธารณสุข เตรียมระบบสาธารณสุขให้พร้อมรับมือกับโรคที่มากับความร้อน (Heatstroke) และโรคระบบทางเดินหายใจจาก PM2.5</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : GISTDA , กรมอุตุนิยมวิทยา ,สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , NOAA</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/risk-from-super-el-nino/">&#8216;ไทย &#8211; อาเซียน&#8217; จุดเปราะบาง &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; วิกฤต &#8216;ร้อน-แล้ง&#8217; รุนแรง ลากยาวข้ามปี กระทบระบบผลิตอาหาร คลื่นความร้อน หมอกควันข้ามพรมแดน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Climate Adaptation พัฒนาสายพันธุ์ &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217; ​ทนขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น​ รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ กระทบพื้นที่ปลูกกาแฟ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/doi-tung-coffee-climate-adaptation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 13:28:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung Coffee]]></category>
		<category><![CDATA[Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สายพันธุ์กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[สิทธินัดดา ปภาวสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40181</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อกาแฟที่ผู้บริโภคดื่มทุกวัน กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น ​จากผลกระทบของ​อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและความแปรปรวนของสภาพอากาศ กระทบต่อ &#8216;พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกกาแฟ&#8217; ให้มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการผลิตเมล็ดกาแฟ  ​ทำให้กาแฟทั้งแพงขึ้น และปลูกได้ยากมากขึ้น รวมทั้งการควบคุมคุณภาพของผลผลิตที่ทำได้ยากมากขึ้นเช่นเดียวกัน  ข้อมู​ลสะท้อนให้เห็นปัญหาด้านปริมาณผลผลิตกาแฟ​ จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) ระบุว่า ราคากาแฟโลกพุ่งขึ้นเกือบ 40%  ในปี 2024 จากแรงกดดันด้านผลผลิตและสภาพอากาศ ขณะที่ในปี 2025 ราคากาแฟอาราบิกาทำสถิติสูงสุดที่ 3.6945 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ หรือเพิ่มขึ้นราว 15% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปีการผลิต 2567/68 ไทยมีผลผลิตกาแฟราว 15,651 ตัน สวนทางกับความต้องการบริโภคภายในประเทศสูงถึงกว่า 95,500 ตัน หรือสามารถผลิตไดัเพียง 25% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/doi-tung-coffee-climate-adaptation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Climate Adaptation พัฒนาสายพันธุ์ &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217; ​ทนขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น​ รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ กระทบพื้นที่ปลูกกาแฟ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อกาแฟที่ผู้บริโภคดื่มทุกวัน กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น ​จากผลกระทบของ​อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและความแปรปรวนของสภาพอากาศ กระทบต่อ <strong>&#8216;พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกกาแฟ&#8217;</strong> ให้มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><span id="more-40181"></span></p>
<p><em><strong>การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการผลิตเมล็ดกาแฟ  ​ทำให้กาแฟทั้งแพงขึ้น และปลูกได้ยากมากขึ้น รวมทั้งการควบคุมคุณภาพของผลผลิตที่ทำได้ยากมากขึ้นเช่นเดียวกัน </strong></em></p>
<p>ข้อมู​ลสะท้อนให้เห็นปัญหาด้านปริมาณผลผลิตกาแฟ​ จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) ระบุว่า ราคากาแฟโลกพุ่งขึ้นเกือบ 40%  ในปี 2024 จากแรงกดดันด้านผลผลิตและสภาพอากาศ ขณะที่ในปี 2025 ราคากาแฟอาราบิกาทำสถิติสูงสุดที่ 3.6945 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ หรือเพิ่มขึ้นราว 15% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง</p>
<p>ขณะที่ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปีการผลิต 2567/68 ไทยมีผลผลิตกาแฟราว 15,651 ตัน สวนทางกับความต้องการบริโภคภายในประเทศสูงถึงกว่า 95,500 ตัน หรือสามารถผลิตไดัเพียง 25% ของปริมาณความต้องการเท่านั้น ทำให้ต้องนำเข้ากาแฟในปริมาณมากกว่า 80,000 ตัน  ซึ่งมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 10% รวมไปถึงระดับราคานำเข้าที่ขยับขึ้นถึง 30% สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ ต้นทุนในธุรกิจกาแฟที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังมองเห็น &#8216;ความเสี่ยง&#8217; ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนได้อีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40183 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/9-re.jpg" alt="" width="1200" height="795" /></p>
<p>นำมาสู่การปรับตัวของ<strong> &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217;</strong> โดย <strong>โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ</strong> ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ได้ดำเนินงานวิจัยและพัฒนากาแฟมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ภายใต้ <strong>&#8216;โครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ&#8217;</strong> โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความได้เปรียบให้เกษตรกรในพื้นที่ และลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ เนื่องจากดอยตุงปลูกกาแฟในระดับความสูงประมาณ 700–1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งไม่สูงมากเมื่อเทียบกับแหล่งปลูกอื่น จึงจำเป็นต้องค้นหาสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ดอยตุง และรับความเสี่ยงด้านการทดลองแทนเกษตรกร เนื่องจากการทำวิจัยเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง</p>
<p>เมื่อสภาพภูมิอากาศเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ (climate) ​กลายเป็นโจทย์สำคัญที่เพิ่มเข้ามาในการวิจัย ทำให้การคัดเลือกสายพันธุ์ต้องเข้มข้นยิ่งขึ้น โดย สายพันธุ์ที่คัดเลือกมา ต้องปลูกได้ดีที่ดอยตุง ปรับตัวได้ดีที่ดอยตุง และปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้นด้วย เพื่อให้เกษตรกรสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนที่กำลังกลายเป็นความปกติใหม่ของอุตสาหกรรมกาแฟโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40184 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/1-kmai.jpg" alt="" width="1200" height="753" /></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์</strong> ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ดอยตุงมองเรื่องกาแฟที่ปลูกการวิจัย และการหาสายพันธุ์ในมุมของความยั่งยืนของเกษตรกรเป็นหลัก ซึ่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ศึกษาเรื่องการปลูกกาแฟมานานแล้ว โดยทดลองจากพื้นที่จริง ทดสอบในทุกระดับความสูง และทำงานร่วมกับหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ เพื่อดูว่าสายพันธุ์ใดเหมาะกับสภาพดิน อากาศ และบริบทของแต่ละหมู่บ้านจริง ๆ ไม่ใช่เพียงการทดลองในแปลงสาธิตเท่านั้น</p>
<p><em>“คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ได้เตรียมตัวว่า ถ้าวันหนึ่งโลกร้อนขึ้นกาแฟที่เรามีอยู่ในไทยอาจจะต้านทานสภาพอากาศไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่ทีมพัฒนากาแฟภายใต้ส่วนงานโครงการพิเศษของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ศึกษาวิจัย เราเตรียมทดลองสายพันธุ์กาแฟในระดับความสูงที่แตกต่างกัน หากในวันหนึ่ง ผลผลิตของชาวบ้านไปต่อไม่ได้ ดอยตุงก็จะมีระบบสำรองเมล็ดพันธุ์ ที่จะสร้างความยั่งยืนให้พวกเขาต่อได้ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของ การพัฒนากาแฟรวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินงานก็เพื่อสร้างความยั่งยืนแท้จริงให้กับ คน ชุมชน และป่า”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40186 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/2-1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ด้าน<strong> คุณสิทธินัดดา ปภาวสิทธิ์</strong> ผู้จัดการส่วนโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผู้ดูแลโครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ กล่าวว่า การรับมือของดอยตุงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องทำให้ระบบปลูก &#8216;ทนขึ้น&#8217; และ &#8216;ยืดหยุ่นขึ้น&#8217; ตั้งแต่ดินจนถึงต้นกาแฟ โดยเดินหน้าเรื่องการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ผ่านทั้งวนเกษตรและเกษตรเชิงฟื้นฟู เพิ่มความหลากหลายของพืชในแปลง วางแผนจัดการพื้นที่ให้เหมาะกับสภาพอากาศที่ผันผวน ปรับปรุงดินและการจัดการน้ำให้แปลงสามารถกักเก็บความชื้นได้ดีขึ้น รวมถึงใช้จุลินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเสริมความแข็งแรงของระบบราก</p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><em>&#8220;เมื่ออากาศแปรปรวนหนักขึ้น โรคและแมลงมากขึ้น ปริมาณน้ำขาดแคลน และปริมาณน้ำฝนไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น กาแฟจึงไม่ใช่พืชที่จะปลูกเหมือนเดิมได้อีกต่อไป รวมทั้ง​เรื่องของคุณภาพก็ไม่สามารถ​คุมได้ง่ายเหมือนเดิมเช่นกัน ​นำมาสู่การพัฒนา <strong>&#8216;สายพันธุ์ที่ทนต่อสภาพอากาศ’</strong> ให้เร็วขึ้น เพื่อสร้างสายพันธุ์ที่แข็งแรงมากขึ้น ​เอาตัวรอดได้ดี และยังให้รสชาติที่ดี เพื่อรักษาความต้องการในตลาด โดยเฉพาะการ​รักษารสชาติแบบอาราบิก้า แต่แข็งแรงขึ้นแบบโรบัสต้า พร้อมใช้ระบบวนเกษตรปลูกไม้ร่มเงา เพื่อลดอุณหภูมิในทรงพุ่มกาแฟลงประมาณ 2–5 องศา เพื่อลดความเสี่ยงจากแดดเผาและความเครียดของต้นกาแฟ ​รวมไปถึงการ​การจัดการโรคและแมลงอย่างเป็นระบบ เพราะในโลกที่ร้อนขึ้น ศัตรูพืชไม่รอให้เราพร้อมอีกต่อไป&#8221; </em></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40187 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/12-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ท่ามกลางราคากาแฟโลกที่ผันผวน และอุปทานที่ตึงตัวจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศ ความท้าทายของอุตสาหกรรมกาแฟไทยจึงเชื่อมโยงถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั้งระบบ สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อเกษตรกรหรือผู้ประกอบการต้นน้ำ หากกำลังส่งแรงสะเทือนมาถึงผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะในประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าสูงอย่างไทย เมื่อผลผลิตโลกหดตัวจากวิกฤตภูมิอากาศ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นย่อมสะท้อนผ่านราคากาแฟที่ผู้บริโภคเข้าถึงทุกวัน และอาจกลายเป็นความเสี่ยงถาวรของตลาดในระยะยาว หากไม่มีการปรับตัวอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/doi-tung-coffee-climate-adaptation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Climate Adaptation พัฒนาสายพันธุ์ &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217; ​ทนขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น​ รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ กระทบพื้นที่ปลูกกาแฟ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พรุ่งนี้โลกจะร้อนกว่านรก อุณหภูมิ New High ใน 5 ปีข้างหน้า</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/new-high-global-warming/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 13:55:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[SD-ers]]></category>
		<category><![CDATA[Bangchak]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Bleaching]]></category>
		<category><![CDATA[CarbonMarket]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[CMC]]></category>
		<category><![CDATA[coral]]></category>
		<category><![CDATA[Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[GlobalBoiling]]></category>
		<category><![CDATA[GlobalWarming]]></category>
		<category><![CDATA[LowCarbon]]></category>
		<category><![CDATA[Marine]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero]]></category>
		<category><![CDATA[NewHigh]]></category>
		<category><![CDATA[Quotes]]></category>
		<category><![CDATA[Science]]></category>
		<category><![CDATA[sustainable]]></category>
		<category><![CDATA[ThonThamrongnawasawat]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[ธรณ์ธำรงนาวาสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปะการัง]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ฟอกขาว]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อนธรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39501</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; “ผมทำงานด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลมาตลอดชีวิต ​ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะต้องมาเจอปะการัง 99% ฟอกขาวและกำลังจะตาย อุณหภูมิในทะเลที่สูงเกือบ​ 40 องศาฯ ไม่ต่างจากอยู่ในบ่อออนเซ็น ทำให้ปะการังทนไม่ไหวจนฟอกขาวและค่อยๆ ตายไปจนหมด และเร็วเกินกว่าที่คาดคิดไว้&#8221; คำกล่าวของ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์  นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ และอาจารย์ภาควิชา วิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บรรยายพิเศษหัวข้อ &#8216;Warmer Than in Hell พรุ่งนี้โลกจะร้อนยิ่งกว่านรก&#8217; ในงาน READY, SET, NET, ZERO with Carbon Markets Club ​อ.ธรณ์ มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ เลยจุดของการกลับไปแก้ไขแล้ว ​ทั้งอุณหภูมิโลกที่สูงเป็นประวัติการณ์ จนเลยเส้นความกังวลของคนทั้งโลกมาแล้ว และคาดว่าภายใน 5 ปีข้างหน้านี้จะเกิดอุณหภูมิ New High ได้อีกอย่างน้อย 1 ปีเป็นอย่างต่ำปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากมายด์เซ็ตรวมทั้งการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจแบบผิดๆ รวมทั้​งการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุดในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น​การขับเคลื่อนกิจกรรม CSR ต่างๆ หรือความพยายามในการสร้างจิตสำนึก การรณรงค์ดูแลสิ่งแวดล้อมต่างๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/new-high-global-warming/">พรุ่งนี้โลกจะร้อนกว่านรก อุณหภูมิ New High ใน 5 ปีข้างหน้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><em>“ผมทำงานด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลมาตลอดชีวิต ​ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะต้องมาเจอปะการัง 99% ฟอกขาวและกำลังจะตาย อุณหภูมิในทะเลที่สูงเกือบ​ 40 องศาฯ ไม่ต่างจากอยู่ในบ่อออนเซ็น ทำให้ปะการังทนไม่ไหวจนฟอกขาวและค่อยๆ ตายไปจนหมด และเร็วเกินกว่าที่คาดคิดไว้&#8221;</em></p>
<p><span id="more-39501"></span><br class="html-br" />คำกล่าวของ <strong>ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์</strong>  นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ และอาจารย์ภาควิชา วิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บรรยายพิเศษหัวข้อ &#8216;Warmer Than in Hell พรุ่งนี้โลกจะร้อนยิ่งกว่านรก&#8217; ในงาน READY, SET, NET, ZERO with Carbon Markets Club ​<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>อ.ธรณ์</strong> มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ เลยจุดของการกลับไปแก้ไขแล้ว ​ทั้งอุณหภูมิโลกที่สูงเป็นประวัติการณ์ จนเลยเส้นความกังวลของคนทั้งโลกมาแล้ว และคาดว่าภายใน 5 ปีข้างหน้านี้จะเกิดอุณหภูมิ <strong>New High</strong> ได้อีกอย่างน้อย 1 ปีเป็นอย่างต่ำ<br class="html-br" /><br class="html-br" />ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากมายด์เซ็ตรวมทั้งการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจแบบผิดๆ รวมทั้​งการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุดในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น​การขับเคลื่อนกิจกรรม CSR ต่างๆ หรือความพยายามในการสร้างจิตสำนึก การรณรงค์ดูแลสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นในวันนี้สะท้อนถึงความล้มเหลวที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี<br class="html-br" /><br class="html-br" />ขณะที่ความพยายามเปลี่ยนผ่านมาสู่ระบบเศรษฐกิจที่เป็น Low Carbon หากทำอย่างจริงจังก็อาจจะเริ่มส่งผลในอีก 30-40 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจจะช้าเกินไปแล้ว ​​<br class="html-br" /><br class="html-br" />ส่วนการขับเคลื่อนเพื่อ​แก้ปัญหาสภาพอากาศในปัจจุบันว่า ​​​ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี หรือการวางกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนต่างๆ ที่เชื่อว่าจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจต่างๆ ​ให้ความสำคัญกับการวางแผน​ วางนโนบายหรือ​กลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อน และ​สร้างตัวชี้วัด สร้าง KPI เพื่อเช็คว่าทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ โดยลืมคิดไปว่าการดูแลรักษาโลกไม่ใช่การทำขัอสอบให้ผ่าน ไม่เหมือนการเรียนในระบบที่เรียนไปแล้ว สอบผ่านจะได้เลื่อนชั้นจนจบและรับปริญญาตามสเตป แต่ปัญหามีความซับซ้อนและผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่ และต้องเข้าไป​ดูแลมากกว่าแค่เรื่องการลดคาร์บอน การลดก๊าซเรือนกระจก ​<br class="html-br" /><br class="html-br" />เพราะอากาศร้อน โลกที่ร้อนขึ้น​ ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้ง​ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งในแต่ละประเทศ หรือระหว่างประเทศ ความอดอยาก ทำให้เกิดการต่อสู้ดิ้นรนพยายามเอาชีวิตรอด ซึ่งคนอาจไม่ได้ตายจากการที่โลกร้อน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือสาเหตุสำคัญของความไม่ปกติที่จะเกิดขึ้นไปทั่วทั้งโลก​<br class="html-br" /><br class="html-br" /><em>&#8220;ตอนนี้เหมือนเราตกกระทะทองแดงแล้ว แต่อาจจะยังไม่มิดหัว และเลือกที่จะไม่มองปัญหาที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่​หันไปมองสิ่งสวยงามอย่างกระต่ายในดวงจันทร์แทน เป็นเหมือนการปลอบใจตัวเอง ว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าเราเดินตามแผน เดินตามไทม์ไลน์ ทำตามโพรเซสต่างๆ แล้ว จะช่วยให้โลกดีขึ้น ​แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ภาคธุรกิจทำ แม้จะ​เป็นสิ่งที่ดี ที่ควรทำ​​ แต่การทำช่วยแก้ปัญหาได้รอบด้านจริงหรือไม่ หรือทำแค่ต้องการเพียงรายงาน​ SD Report เท่านั้น เพราะแม้ว่าทุกบริษัทจะมีคะแนนความยั่งยืนในระดับสูง ได้เรตติ้งแบบ AAA แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมาการันตีว่าโลกจะดีขึ้น หรือชีวิตในอนาคตของลูกหลานจะดีขึ้นได้จริง&#8221;​</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/new-high-global-warming/">พรุ่งนี้โลกจะร้อนกว่านรก อุณหภูมิ New High ใน 5 ปีข้างหน้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว จ.ร้อยเอ็ด&#8217; ต้นแบบ &#8216;คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217; ชนะเลิศป่าชุมชนระดับประเทศ ปี 2567  กรมป่าไม้ &#8211; ราช กรุ๊ป หนุนลดวิกฤตโลกร้อนแบบ Nature-based Solutions    </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/ratch-group-support-community-forrest-project/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Sep 2024 10:32:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutrality]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forrest]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[PPP]]></category>
		<category><![CDATA[Ratch Group]]></category>
		<category><![CDATA[Role Model]]></category>
		<category><![CDATA[กรมป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การประกวดป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลางทางคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำรอบป่า]]></category>
		<category><![CDATA[นิทัศน์ วรพนพิพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชนต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าไม้แห่งชาติ พ.ศ. 2562]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติทางธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ราช กรุ๊ป]]></category>
		<category><![CDATA[สุรชัย อจลบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายพิทักษ์ป่า]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29205</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความถี่ขึ้นและไม่อาจคาดการณ์ได้ในหลายๆ ภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงพายุรุนแรง ฝนตกหนักจนเกิดอุทกภัยและดินถล่มในภาคต่างๆ ของประเทศไทย เป็นสัญญาณเตือนให้สังคมตระหนักถึงภัยพิบัติ และผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจุบันนานาประเทศได้ร่วมกันกำหนดแนวทางและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ โดยประเทศไทยได้ร่วมแสดงเจตจำนงและประกาศเป้าหมายในปี 2065 การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้เป็นหนทางที่จะทำให้อุณหภูมิของโลกลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะจะช่วยดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปลดปล่อยจากกิจกรรมของมนุษย์มากักเก็บไว้ในรูปของเนื้อไม้ ทั้งนี้ ป่าชุมชนถือเป็นวิธีที่ทรงประสิทธิภาพทั้งการรักษาฟื้นฟูป่าและเพิ่มพื้นที่ป่าเพราะมีชุมชนเป็นกำลังสำคัญในการดูแล ขณะเดียวกันชุมชนก็สามารถพึ่งพิงป่าเป็นแหล่งอาหาร แหล่งน้ำในการดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน จึงถือเป็นอีกหนึ่งโซลูชันในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง Nature-based Solutions (NbS) กรมป่าไม้ และ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันสนับสนุนส่งเสริมป่าชุมชนมาตั้งแต่ปี 2551 ภายใต้โครงการ &#8216;คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217; ทุกปีจะมีการเฟ้นหาป่าชุมชนต้นแบบที่มีความเข้มแข็งในการดูแลรักษาป่า การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าให้มีความยั่งยืน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างพอเพียง จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อมอบรางวัล &#8216;คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217; เป็นการเชิดชูเกียรติและเป็นขวัญกำลังใจแก่ชุมชน รวมทั้งช่วยปลุกสังคมให้เกิดการรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ ซึ่งเป็นแหล่งดูดกลับก๊าซเรือนกระจก ลดภาวะโลกรวนและยังเป็นกลไกในการป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติทั้งพายุ ฝนตกหนัก ดินถล่ม น้ำท่วม น้ำแล้ง ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ สำหรับ รางวัลคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ประจำปี 2567 ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว ตำบลช้างเผือก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/ratch-group-support-community-forrest-project/">&#8216;ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว จ.ร้อยเอ็ด&#8217; ต้นแบบ &#8216;คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217; ชนะเลิศป่าชุมชนระดับประเทศ ปี 2567  กรมป่าไม้ &#8211; ราช กรุ๊ป หนุนลดวิกฤตโลกร้อนแบบ Nature-based Solutions    </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความถี่ขึ้นและไม่อาจคาดการณ์ได้ในหลายๆ ภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงพายุรุนแรง ฝนตกหนักจนเกิดอุทกภัยและดินถล่มในภาคต่างๆ ของประเทศไทย เป็นสัญญาณเตือนให้สังคมตระหนักถึงภัยพิบัติ และผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจุบันนานาประเทศได้ร่วมกันกำหนดแนวทางและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ โดยประเทศไทยได้ร่วมแสดงเจตจำนงและประกาศเป้าหมายในปี 2065</p>
<p><span id="more-29205"></span></p>
<p>การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้เป็นหนทางที่จะทำให้อุณหภูมิของโลกลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะจะช่วยดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปลดปล่อยจากกิจกรรมของมนุษย์มากักเก็บไว้ในรูปของเนื้อไม้</p>
<p>ทั้งนี้ ป่าชุมชนถือเป็นวิธีที่ทรงประสิทธิภาพทั้งการรักษาฟื้นฟูป่าและเพิ่มพื้นที่ป่าเพราะมีชุมชนเป็นกำลังสำคัญในการดูแล ขณะเดียวกันชุมชนก็สามารถพึ่งพิงป่าเป็นแหล่งอาหาร แหล่งน้ำในการดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน จึงถือเป็นอีกหนึ่งโซลูชันในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง Nature-based Solutions (NbS)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29215 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/Re-ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว-จ.ร้อยเอ็ด-1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>กรมป่าไม้</strong> และ <strong>บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)</strong> ได้ร่วมกันสนับสนุนส่งเสริมป่าชุมชนมาตั้งแต่ปี 2551 ภายใต้โครงการ &#8216;<strong>คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217;</strong> ทุกปีจะมีการเฟ้นหาป่าชุมชนต้นแบบที่มีความเข้มแข็งในการดูแลรักษาป่า การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าให้มีความยั่งยืน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างพอเพียง จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อมอบรางวัล &#8216;คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217; เป็นการเชิดชูเกียรติและเป็นขวัญกำลังใจแก่ชุมชน รวมทั้งช่วยปลุกสังคมให้เกิดการรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ ซึ่งเป็นแหล่งดูดกลับก๊าซเรือนกระจก ลดภาวะโลกรวนและยังเป็นกลไกในการป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติทั้งพายุ ฝนตกหนัก ดินถล่ม น้ำท่วม น้ำแล้ง ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ</p>
<p>สำหรับ <em><strong>รางวัลคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ประจำปี 2567 ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว ตำบลช้างเผือก อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด คว้ารางวัลป่าชุมชนชนะเลิศระดับประเทศ</strong></em> รับถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินกองทุนอนุรักษ์ป่าชุมชน 200,000 บาท</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29208 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/การมีส่วนร่วมในป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว-จ.ร้อยเอ็ด-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดย <strong>ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว​ </strong>เป็นป่าดิบแล้งและป่าเต็งรังพื้นที่ 1,013 ไร่  มีต้นพะยูงจำนวนมาก แสดงถึงดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างดี พร้อมพันธุ์ไม้หลักอื่นๆ ​เช่น แดง ประดู่ มะค่าแต้ ยางนา มะพอก พืชสมุนไพร ได้แก่ โด่ไม่รู้ล้ม ย่านาง กำแพงเก้าชั้น เครือหมาน้อย มะเกลือ มะขามป้อม มะตูม</p>
<div class="x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ป่าแห่งนี้ใช้แนวคิดจัดการแบบ <strong>“น้ำรอบป่า”</strong> ด้วยการปลูก ฟื้นฟูจนป่าอุดมสมบูรณ์สามารถดูดซับน้ำไว้ใต้ดิน เพื่อนำมาใช้เป็นน้ำในการอุปโภคบริโภคของชุมชน พร้อมหล่อเลี้ยงป่า โดย​ชุมชนมีความเข้มแข็งและมีความรักหวงแหนในผืนป่า ผนึกกำลังกันปกป้องผืนป่าจากการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่ากว่า 19 ปี และฟื้นฟูผืนป่าจนอุดมสมบูรณ์หลุดพ้นจากปัญหาการขาดแคลนน้ำได้สำเร็จ</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29210 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/การมีส่วนร่วมในป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว-จ.ร้อยเอ็ด-5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">พร้อมทั้งติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าสำหรับระบบน้ำบาดาล และวางท่อประปารอบผืนป่าเพื่อให้น้ำแก่ต้นไม้ สัตว์ป่าและสรรพชีวิตในป่า รวมทั้งปล่อยสู่แหล่งน้ำในชุมชนเพื่อประโยชน์ทางการเกษตรด้วย</div>
</div>
<div class="x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ที่สำคัญสมาชิกชุมชนมีส่วนร่วมในการร่วมคิดร่วมทำแผนพัฒนาและกำหนดกฎระเบียบข้อบังคับการใช้ป่าชุมชน ทั้งเป็นแหล่งอาหาร พืชสมุนไพรพื้นบ้าน ทั้งการบริโภคใช้สอยในครัวเรือน และจัดจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ โดยมีมูลค่าผลผลิตจากป่าช่วยลดรายจ่าย/สร้างรายได้แก่ชุมชน ปีละกว่า 200,000 บาท</div>
</div>
<div class="x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">อีกทั้งยังสร้างเครือข่ายพิทักษ์ป่าร่วมกับป่าชุมชนใกล้เคียง จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติและฐานเรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเยาวชนและผู้ที่สนใจ มุ่งขยายกลุ่มคนรักษ์ป่าออกไปในวงกว้าง และก่อตั้ง &#8216;หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงนิเวศ&#8217; แหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ​สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน เพื่อช่วยกันรักษาและปกป้องผืนป่าให้อยู่ยืนยงชั่วลูกชั่วหลาน</div>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29212 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/นายสุรชัย-อจลบุญ-อธิบดีกรมป่าไม้.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้</strong> กล่าวว่า <em><strong>กรมป่าไม้มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ 55% ของประเทศ ตามที่กำหนดในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศให้ได้อย่างน้อย 40% ตามนโยบายป่าไม้แห่งชาติ พ.ศ. 2562</strong> </em>ตลอดจนร่วมเป็นแรงหนุนประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยส่งเสริมให้ชุมชน เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการ ฟื้นฟู รักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลร่วมกับภาครัฐ ในรูปแบบของป่าชุมชน ตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ถือเป็นยุทธศาสตร์การเพิ่มพื้นที่ป่า ที่กรมป่าไม้ให้ความสำคัญ ด้วยเล็งเห็นว่าการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้จะยั่งยืนได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากองคาพยพของสังคม โดยเฉพาะประชาชนและชุมชนซึ่งเป็นผู้อยู่ใกล้ชิดป่ามากที่สุด โดยตั้ง <em><strong>เป้าหมายขยายการจัดตั้งป่าชุมชนทั่วประเทศให้ถึง 15,000 แห่ง รวมพื้นที่ 10 ล้านไร่ ภายในปี 2570</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29214 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/ผลิตผลจากป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว-จ.ร้อยเอ็ด-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“ผลสำเร็จของป่าชุมชนที่ได้รับรางวัลเป็นภาพสะท้อนที่แจ่มชัดว่า คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุลและเกื้อกูลกัน เมื่อมีการพัฒนาและบริหารจัดการป่าที่ดี ชุมชนก็สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตจากป่าที่สมบูรณ์ ลดรายจ่าย สร้างรายได้ ต่อยอดพัฒนาอาชีพได้อย่างยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องบุกรุกทำลายป่า และป่าชุมชนต้นแบบเหล่านี้จะเป็นแหล่งข้อมูลด้านการบริหารจัดการป่าชุมชนที่สำคัญ ให้ประชาชนได้เข้ามาศึกษาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการดูแล ป่าชุมชน เพื่อนำไปปรับใช้ในการพัฒนาป่าชุมชนของตนเองต่อไป ซึ่งโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ถือได้ว่าเป็นโครงการต้นแบบที่บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานรัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน (PPP)หลอมรวมเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม”</em> นายสุรชัย กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29211 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/นายนิทัศน์-วรพนพิพัฒน์-กรรมการผู้จัดการใหญ่-บมจ.ราช-กรุ๊ป-2.jpg" alt="" width="1200" height="857" /></p>
<p><strong>นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) </strong>กล่าวว่า ในสภาวการณ์ที่สภาพภูมิอากาศของโลกกำลังแปรปรวนอย่างหนัก ทุกประเทศต่างยอมรับว่า การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้จะช่วยลดปัญหานี้ได้ ดังนั้น ป่าชุมชน จึงเป็นความหวังและพลังในการรักษา ฟื้นฟู ดูแลผืนป่าและขับเคลื่อนสังคม <em><strong>ตลอดระยะเวลา 17 ปีของโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน บริษัทฯ ได้เห็นก้าวย่างการพัฒนาป่าชุมชน ทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และศักยภาพความสามารถของชุมชนในการบริหารจัดการป่าและความสามัคคีของชุมชนที่นับวันจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29216 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/Re-ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว-จ.ร้อยเอ็ด-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" />&#8220;บริษัทฯ ภูมิใจที่ได้ร่วมสนับสนุนชุมชนคนรักษ์ป่าทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ บริษัทฯ ขอชื่นชมและยกย่องป่าชุมชนที่ได้รับรางวัลคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชนทั้ง 16 แห่ง ที่ร่วมมือร่วมใจมุ่งมั่นดูแลป่าไม้อย่างจริงจังและต่อเนื่องยาวนาน ทุกท่านล้วนเป็นทรัพยากรบุคคลอันทรงคุณค่าของประเทศ ที่ช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของป่าที่เป็นต้นกำเนิดของน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพที่ทุกคนในสังคมพึ่งพาอาศัย บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนป่าชุมชนเพื่อตอบสนองเป้าหมายยุทธศาสตร์ของชาติ ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ต่อไป&#8221;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29206 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว-จ.ร้อยเอ็ด-คว้ารางวัลคนรักษ์ป่า-ป่ารักชุมชน-ชนะเลิศระดับประเ-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับการประกวดป่าชุมชน ภายใต้โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ประจำปี 2567 มีป่าชุมชนที่ได้รับรางวัล 16 แห่ง รวมพื้นที่ป่า 37,062.61 ไร่ มีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนได้ 233,494.443 ตันคาร์บอน (ค่าเฉลี่ยอัตราการ​กักเก็บคาร์บอนของป่าไม้ประมาณ 6.3 ตัน/ไร่) รวมตลอด 17 ปี ที่ผ่านมา โครงการได้สนับสนุนป่าชุมชนไปแล้ว 1,779 แห่ง พื้นที่ป่ารวม 1,607,072.23 ไร่ ซึ่งสามารถกักเก็บและดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 10,124,555.049 ​​ตันคาร์บอน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/ratch-group-support-community-forrest-project/">&#8216;ป่าชุมชนบ้านหนองบั่ว จ.ร้อยเอ็ด&#8217; ต้นแบบ &#8216;คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน&#8217; ชนะเลิศป่าชุมชนระดับประเทศ ปี 2567  กรมป่าไม้ &#8211; ราช กรุ๊ป หนุนลดวิกฤตโลกร้อนแบบ Nature-based Solutions    </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SCG ส่งการบ้าน ESG Symposium ครบรอบปี เช็คเข็มไมล์ &#8216;สระบุรีแซนด์บ็อกซ์&#8217; ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ​ เปลี่ยนผ่านปรับตัวกู้โลกเดือด เพิ่มโอกาส SMEs</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/scg-check-1st-year-esg-symposium-and-direction-to-move-forward/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 21 Sep 2024 12:51:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Driving Inclusive Green Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Symposium]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Symposium 2024]]></category>
		<category><![CDATA[Hydraulic Cement]]></category>
		<category><![CDATA[Just Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Saraburi Sandbox]]></category>
		<category><![CDATA[SCG]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Packaging Value Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Technology for Decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[การก่อสร้างสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[จัดการบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยา]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิค]]></category>
		<category><![CDATA[ร่วม-เร่ง-เปลี่ยน ไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สระบุรีแซนด์บ็อกซ์]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29077</guid>

					<description><![CDATA[<p>เอสซีจี รายงานผลการขับเคลื่อนในรอบปีแรก หลังรับข้อเสนอจากงาน ESG Symposium 2023 พร้อม​ผนึกกำลังทุกภาคส่วนทั้ง รัฐ&#8211;เอกชน&#8211;ประชาสังคม เพื่อรวมพลัง “ร่วม-เร่ง-เปลี่ยน ไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ” โดยการทำงานเน้นการประสานงานจากทุกฝ่าย ​​ปรับวิธีคิด “ทำงานแบบบูรณาการ” ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน สื่อสารตรงไปตรงมา และลุยหน้างานจริง ช่วยปลดล็อค เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ตาม 4 ข้อเสนอที่ได้รับโจทย์ไป ประกอบด้วย  1. การ​สร้าง “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” เมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทยให้เกิดขึ้นจริง  เพื่อส่งเสริมการก่อสร้างสีเขียวด้วยปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ 2. การขับเคลื่อน Circular Economy โดยความร่วมมือจากภาค​เอกชน มุ่งเน้นการจัดการแพคเกจจิ้งใช้แล้วผ่านโครงการรีไซเคิลแบบ Closed-Loop 3. การขับเคลื่อนด้านพลังงานสะอาดและยั่งยืน และ 4. การสนับสนุน SMEs เพิ่มโอกาสเข้าถึงความรู้เปลี่ยนธุรกิจสู่คาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการ Go Together  พร้อมประกาศเดินหน้า เร่งเครื่องต่อในปี​นี้จากทุกภาคส่วนกว่า 3,500 คน เพื่อรวมพลังเร่งเปลี่ยนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำต่อเนื่องในปีที่ 2 กับ ESG Symposium 2024 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/scg-check-1st-year-esg-symposium-and-direction-to-move-forward/">SCG ส่งการบ้าน ESG Symposium ครบรอบปี เช็คเข็มไมล์ &#8216;สระบุรีแซนด์บ็อกซ์&#8217; ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ​ เปลี่ยนผ่านปรับตัวกู้โลกเดือด เพิ่มโอกาส SMEs</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เอสซีจี รายงานผลการขับเคลื่อนในรอบปีแรก หลังรับข้อเสนอจากงาน ESG Symposium 2023 พร้อม​</strong><strong>ผนึกกำลังทุกภาคส่วนทั้ง</strong><strong> รัฐ</strong><strong>&#8211;</strong><strong>เอกชน</strong><strong>&#8211;</strong><strong>ประชาสังคม เพื่อรวมพลัง “ร่วม-เร่ง-เปลี่ยน ไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ” </strong></p>
<p><span id="more-29077"></span></p>
<p><strong>โดยการทำงานเน้นการประสานงานจากทุกฝ่าย ​​ปรับวิธีคิด “ทำงานแบบบูรณาการ” ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน สื่อสารตรงไปตรงมา และลุยหน้างานจริง ช่วยปลดล็อค เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ตาม </strong><strong>4 </strong><strong>ข้อเสนอที่ได้รับโจทย์ไป ประกอบด้วย </strong></p>
<p><strong>1. การ</strong><strong>​สร้าง “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” เมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทยให้เกิดขึ้นจริง  เพื่อส่งเสริมการก่อสร้างสีเขียวด้วยปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ 2. การขับเคลื่อน Circular Economy โดยความร่วมมือจากภาค​</strong><strong>เอกชน มุ่งเน้นการจัดการแพคเกจจิ้งใช้แล้วผ่านโครงการรีไซเคิลแบบ </strong><strong>Closed-Loop</strong><strong> 3. การขับเคลื่อนด้านพลังงานสะอาดและยั่งยืน และ </strong><strong>4. การสนับสนุน </strong><strong>SMEs </strong><strong>เพิ่มโอกาสเข้าถึงความรู้เปลี่ยนธุรกิจสู่คาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการ </strong><strong>Go Together</strong><strong> </strong></p>
<p><strong>พร้อมประกาศเดินหน้า เร่งเครื่องต่อในปี​นี้จากทุกภาคส่วนกว่า </strong><strong>3,500 </strong><strong>คน เพื่อรวมพลังเร่งเปลี่ยนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำต่อเนื่องในปีที่ 2 กับ </strong><strong>ESG Symposium 2024 </strong><strong>วันที่ </strong><strong>30 </strong><strong>กันยายนนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29078 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/1-ปีความคืบหน้า-ร่วมเร่งเปลี่ยนไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี</strong> กล่าวว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนร่วมือกันเพื่อ <strong>​เร่งเปลี่ยนไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ</strong> ​จากจุดเริ่มต้นในการระดมสมองผู้เกี่ยวข้องกว่า 500 คน ในงาน ESG Symposium 2023 ออกมาเป็นข้อเสนอ 4 แนวทางในการกู้วิกฤติโลกเดือด ซึ่งในแต่ละแนวทางมีการขับเคลื่อนในหลายกิจกรรม และมีความคืบหน้าที่สำคัญ ได้แก่</p>
<p><strong>การสร้างต้นแบบ &#8216;สระบุรีแซนด์บ็อกซ์&#8217;</strong> : ภาพรวมส่วนใหญ่ขับเคลื่อนไปตามแผนเป็นอย่างดี ทั้งการสร้างพื้นที่สีเขียวผ่าน <strong>เครือข่ายป่าชุมชน</strong> 38 แห่ง เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ สร้างเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตชุมชน ต่อยอดสู่<strong>การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์</strong> , การสร้างอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในประเทศให้เป็น<strong>ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ </strong>แทนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์แบบดั้งเดิม, การจัดการวัสดุเหลือใช้ โดยผลักดันการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ​ผ่าน<strong>โครงการธนาคารขยะ ถังขยะเปียกลดโลกร้อน</strong> และการขยายผล <strong>“ตาลเดี่ยวโมเดล” </strong>รวมทั้งโครงการที่ยังต้องขับเคลื่อนต่อเนื่องตามแผน เช่น ด้านการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ผ่านการปลดล็อก​การใช้พื้นที่ภาครัฐเพื่อมาผลิตเป็นพลังงานสะอาด ด้วยการติดตั้ง <strong>Solar Carport</strong> ที่ศูนย์ราชการ จ.สระบุรี ก่อนขยายผลสู่หน่วยงานอื่นต่อไป  และด้านเกษตรคาร์บอนต่ำ ด้วยการสนับสนุนการ​ทำ <strong>นาเปียกสลับแห้ง</strong> ลดใช้น้ำ ใช้ปุ๋ย และลดคาร์บอน โดยจะเพิ่มแรงจูงใจเพื่อให้มีเกษตรกรขับเคลื่อนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีนำร่องแล้ว 50 ไร่ โดยตั้งเป้าขยายผลเพิ่มให้ได้ 1,000 ไร่ หรือต้องเพิ่มอีกราว 20 เท่า รวมทั้ง​การส่งเสริมการปลูก <strong>หญ้าเนเปียร์</strong> เพื่อแปรรูปเป็นพลังงานทดแทน เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้เกษตรกร</p>
<figure id="attachment_29086" aria-describedby="caption-attachment-29086" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-29086 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/คุณธรรมศักดิ์-เศรษฐอุดม-กรรมการผู้จัดการใหญ่-เอสซีจี.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-29086" class="wp-caption-text"><em>คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี</em></figcaption></figure>
<p><strong>การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน :</strong> ​เกิดความร่วมมือในการผลักดันกันเป็นอย่างดีภายในกลุ่มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เพื่อขับเคลื่อนกฏหมายเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว (EPR) รวมทั้งการร่วมมือกันของภาคเอกชนในการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว เช่น <strong>โครงการเครื่องใช้ไฟฟ้ารักษ์โลก</strong> ซึ่งเป็นการจับมือระหว่างโฮมโปรและเอสซีจีซี เป็นตัวอย่างการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่ามารีไซเคิลแบบ Closed-Loop ขณะเดียวกันยังพบปัญหาในหลายภาคส่วนเช่น ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ยังไม่มีข้อกฏหมายรองรับการเก็บกลับซากรถยนต์หรือขาดเทคโนโลยีในการช่วยแยก หรือรีไซเคิลซากรถยนต์  ​</p>
<p><strong>การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืน :</strong> ถือเป็นกลุ่มที่ยังมีความท้าทายในระดับสูง โดยในส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน มุ่งขับเคลื่อนผ่านการปรับปรุงหรือเปลี่ยนอุปกรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนในการดำเนินการ  เช่นเดียวกับในส่วนของระบบกักเก็บพลังงาน ที่ยังขาดผู้ลงทุน เพราะเทคโนโลยีมีราคาสูง และการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่มีเพียงแผนงานขยายโครงข่าย 1,000 เมกะวัตต์ แต่ยังไม่มีกำหนดเวลา​</p>
<p><strong>การสนับสนุน SMEs :​</strong> ด้านการส่งเสริมความรู้ SMEs เปลี่ยนธุรกิจสู่คาร์บอนต่ำ ผ่าน<strong>โครงการ </strong><strong>Go Together</strong> ถือว่าประสบความสำเร็จ โดยรุ่นแรกมีผู้เข้าร่วมกว่า 80 คน จากทั้งหมด 20 รุ่นทั่วประเทศ ตามแผนปี 2567-2568 ตั้งเป้าส่งต่อความรู้สู้โลกเดือดให้ SMEs 1,200 คน  ส่วนการสนับสนุนในการพัฒนาเทคโนโลยี หรือการเข้าถึงแหล่งทุนยังคงเป็นความท้าทาย โดยที่ผ่านมา มีเม็ดเงินด้าน Green Finance ที่มาสู่กลุ่ม SMEs เพียง 3,000 ล้านบาท ซึ่งยังถือว่าเป็นจำนวนที่น้อย ​โดยคาดว่าจะสามารถขับเคลื่อนได้เพิ่มมากขึ้นในปีนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29079 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/3-หัวใจหลัก-ทำงานแบบบูรณาการ.jpg" alt="" width="552" height="690" /></p>
<p><em>&#8220;ความคืบหน้าข้างต้นเกิดขึ้นได้จากการปรับวิธีคิด เน้น<strong>ทำงานแบบบูรณาการ</strong><strong> (Open Collaboration</strong><strong>)</strong> มี 3 หัวใจหลัก <strong>1</strong><strong>)</strong><strong> เป้าหมายร่วมกัน (</strong><strong>Same Goal</strong><strong>)</strong> คือเปลี่ยนไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำตาม NDC Roadmap (แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ)  <strong>2</strong><strong>) แบ่งปันสื่อสาร</strong><strong> (Open Communication)</strong> พูดคุยอย่างสร้างสรรค์ ตรงไปตรงมา เพื่อปลดล็อคข้อจำกัดต่าง ๆ ที่พบระหว่างการทำงาน  <strong>3</strong><strong>) ลงหน้างานจริง </strong><strong>(Hands-on)</strong> ให้เข้าใจสถานการณ์ ข้อจำกัด และความต้องการของอีกฝ่าย แล้วนำมาปรับวิธีทำงานให้ตอบโจทย์เป้าหมายร่วมกันได้ดีที่สุด ช่วยให้งานมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น  หลังจากนี้ทุกภาคส่วนยังคงเดินหน้าเร่งขับเคลื่อนทุกโครงการ เพื่อให้สังคมคาร์บอนต่ำเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย&#8221;</em></p>
<p><strong>คุณบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี </strong>กล่าวว่า <em>“การเปลี่ยนจังหวัดสระบุรี เมืองอุตสาหกรรมของประเทศให้เป็นเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย เป็นเรื่องท้าทายมาก แต่เราก็ทำได้ด้วยโมเดล PPP หรือ Public-Private Partnership ที่ทุกภาคส่วนเห็นเป้าหมายเดียวกัน และพร้อมขับเคลื่อนไปด้วยกัน เห็นชัดจากการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้จัดการวัสดุเหลือใช้ทั่วทั้งจังหวัด อาทิ <strong>โครงการธนาคารขยะ </strong>ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนชุมชนคัดแยกขยะครัวเรือนตั้งแต่ต้นทาง ปัจจุบันดำเนินการครบทั้ง 108 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกิดเป็นกองทุนธนาคารขยะ 123 กองทุน ขณะเดียวกันช่วยลดภาระงบประมาณการจัดเก็บและขนย้ายขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกด้วย  <strong>โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน</strong> มีคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) จำนวน 3,495 ตัน CO<sub>2</sub> เทียบเท่า สร้างรายได้ให้ชุมชนเกือบ 1 ล้านบาท  ขณะที่การส่งเสริม<strong>การปลูกพืชพลังงาน เช่น หญ้าเนเปียร์</strong> เพื่อแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ได้ปลดล็อคด้วยการให้ความรู้แก่เกษตรกร เป็นตัวกลางเชื่อมให้ภาคอุตสาหกรรมมารับซื้อ สร้างความมั่นใจในด้านรายได้ให้เกษตรกร ปัจจุบันปลูกแล้วกว่า 100 ไร่ ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี คาดว่าสามารถแปรรูปเป็นพลังงานทดแทนได้ 2,100 ตัน สร้างรายได้ให้เกษตรกร 2.5 ล้านบาทต่อปี และยังลดการปล่อยคาร์บอนได้ 2,500 ตัน CO<sub>2 </sub>เทียบเท่า”</em></p>
<figure id="attachment_29080" aria-describedby="caption-attachment-29080" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-29080 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/คุณบัญชา-เชาวรินทร์-ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-29080" class="wp-caption-text"><em>คุณบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี</em></figcaption></figure>
<p><strong>คุณชนะ ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย </strong><strong>(TCMA) </strong>กล่าวว่า <em>“ฐานกำลังการผลิตปูนซีเมนต์ของประเทศกว่า 80% อยู่ที่สระบุรี ที่นี่จึงเป็นเสมือนบ้านของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ เราจึงอยากพัฒนาบ้านของเราให้ดีขึ้น โดยร่วมกับทุกภาคส่วนเร่งเปลี่ยนสระบุรีให้เป็นเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย เริ่มจากพัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ (ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิค : Hydraulic Cement) ที่ลดการปล่อยคาร์บอนจากการผลิต และสนับสนุนให้ใช้ในโครงการก่อสร้างของภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการใช้ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำแทนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ สูงถึงกว่า 80% ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 1,169,673 ตัน CO<sub>2</sub> (ข้อมูลสะสม มกราคม 2565 ถึงมีนาคม 2567) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินงานตามเป้าหมายของ จ.สระบุรี <strong>โดยไทยตั้งเป้าเป็นประเทศแรกในเอเชียที่จะไม่มีปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ภายในปี 2568</strong> อีกทั้งมีแผนการใช้ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำประเภทใหม่ๆ ที่ลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิตได้มากขึ้น สำหรับแนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย Princeton ซึ่งมีความชำนาญและเครื่องมือในการจัดทำแผน Energy Transition ของสหรัฐอเมริกา โดยร่วมกันประเมินเส้นฐาน (Baseline) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน และกำหนด Energy Roadmap ของ จ.สระบุรี รวมถึงประเมินแนวทางการใช้พื้นที่ของจังหวัดฯ​ ทำเป็น Solar PV พลังงานสะอาด เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและลดค่าใช้จ่ายดำเนินงาน นอกจากนั้นควรเร่งพัฒนา Green Infrastructure รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ โดยศึกษากระบวนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของจีน ที่มีการแบ่งลำดับขั้นตามความพร้อมของแต่ละอุตสาหกรรม รวมถึงตัวอย่างของไต้หวันที่มีโครงสร้างไฟฟ้าแบบการประมูลรายวัน ปัจจุบันเรามีความร่วมมือกับทั้ง 2 ประเทศในการพัฒนา Grid Modernization ในสระบุรีแซนด์บ็อกซ์”</em></p>
<figure id="attachment_29081" aria-describedby="caption-attachment-29081" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-29081 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/คุณชนะ-ภูมี-นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-29081" class="wp-caption-text"><em>คุณชนะ ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA)</em></figcaption></figure>
<p><strong>คุณวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์จำกัด (มหาชน) </strong>กล่าวว่า <em>“โฮมโปรในฐานะผู้นำเรื่องบ้าน เล็งเห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการเปลี่ยนสินค้าในบ้าน แต่ไม่รู้วิธีจัดการสินค้าใช้แล้วที่ถูกต้อง จึงริเริ่มโครงการ Closed-Loop Circular Products ซึ่งเป็นการนำสินค้าที่ใช้งานแล้วจากลูกค้าโฮมโปร มาจัดการอย่างถูกวิธี โดยคัดแยกชิ้นส่วนที่สามารถนำไปรีไซเคิลใหม่ และได้ความร่วมมือจากพันธมิตรหัวใจสีเขียวอย่างเอสซีจีซี ที่มีเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนเหมือนกัน ช่วยพัฒนาสูตรพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงที่เรียกว่า Green Polymer เพื่อนำกลับมาผลิตอีกครั้งเป็นสินค้ารักษ์โลกให้กับลูกค้าโฮมโปร ปัจจุบันโฮมโปรมี Circular Products ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า อย่างตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น พัดลม ไปจนถึงกระเบื้อง กล่องอเนกประสงค์ ถุงช้อปปิ้ง และอื่น ๆ ซึ่งการส่งเสริมให้เกิด Circular Products ด้วยระบบ Closed-Loop ถือเป็นภารกิจที่ตอบเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 ของโฮมโปรได้อย่างเป็นรูปธรรม”</em></p>
<figure id="attachment_29083" aria-describedby="caption-attachment-29083" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-29083 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/คุณวีรพันธ์-อังสุมาลี-กรรมการผู้จัดการ-บริษัท-โฮม-โปรดักส์-เซ็นเตอร์-จำกัด-มหาชน.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-29083" class="wp-caption-text"><em>คุณวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์จำกัด (มหาชน)</em></figcaption></figure>
<p><strong>คุณแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย </strong>กล่าวว่า<em> “ความท้าทายของผู้ประกอบการรายย่อยไทยต่อจากนี้คือ การปรับธุรกิจให้เข้ากับกฎเกณฑ์ใหม่ที่เกิดจากประเด็นความห่วงใยด้านสิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป อาทิ Thailand Taxonomy มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทย หรือ CBAM มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นเสมือนกำแพงทางการค้า  ธุรกิจที่ปรับตัวได้ก่อน จะก้าวข้ามข้อจำกัดดังกล่าวและพาธุรกิจอยู่รอดได้เร็ว ดังนั้นสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยจึงสนับสนุน SMEs ให้เข้าถึงความรู้ มาตรฐานใหม่ ๆ เทคโนโลยีกระบวนการผลิตเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม แหล่งเงินทุนสีเขียวทั้งในและนอกประเทศสำหรับใช้ในการปรับธุรกิจ เน้นสร้างกลไกเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ เพิ่มโอกาสเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากมาตรการต่าง ๆ ทั้งการเงิน ส่งเสริมความรู้ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม การทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนั้นยังต้องขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อช่วย SMEs ให้ร่วมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืนด้วย”</em></p>
<figure id="attachment_29082" aria-describedby="caption-attachment-29082" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-29082 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/คุณแสงชัย-ธีรกุลวาณิช-ประธานมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-29082" class="wp-caption-text"><em>คุณแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย</em></figcaption></figure>
<p><strong>คุณธรรมศักดิ์</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า <em>“การเปลี่ยนสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่เพียงช่วยบรรเทาความรุนแรงของวิกฤตโลกเดือด แต่ยังเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจและประเทศ โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจขาลง ตลาดแข่งขันสูงจากสินค้านำเข้าจากจีน การบังคับใช้มาตรการ CBAM ที่จะกระทบต่อภาคการผลิต นำเข้า และส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยคาร์บอน เราจึงต้องเร่งเปลี่ยนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ควบคู่ไปกับการสร้างความสามารถในการแข่งขันด้วยวิธีการอื่นๆ  ปีนี้ทุกภาคส่วนจึงร่วมกันจัดงาน ESG Symposium 2024 ภายใต้ธีม “<strong>Driving Inclusive Green Transition </strong><strong>ยิ่งเร่งเปลี่ยน ยิ่งเพิ่มโอกาส”</strong> โดยนำข้อเสนอจากการหารือระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 5 ด้านสำคัญ ได้แก่  <strong>1) Saraburi Sandbox </strong>โมเดลต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย<strong>  2) Circular Economy </strong>การใช้ทรัพยากรหมุนเวียนให้คุ้มค่าสูงสุด<strong>  3) Just Transition </strong>การสนับสนุนทรัพยากรแก่ภาคส่วนต่าง ๆ ที่อยู่ในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน <strong> 4) Technology for Decarbonization </strong>การพัฒนาเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์<strong>  </strong><strong>5) Sustainable Packaging Value Chain </strong>การจัดการแพคเกจจิ้งทั้งระบบอย่างยั่งยืน<strong>  </strong>มานำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อร่วม-เร่ง-เปลี่ยนไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำให้เร็วขึ้นกว่าเดิม”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29085 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/การหารือ-5-ด้านสำคัญในงาน-ESG-Symposium-2024.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>งาน <strong>ESG Symposium 2024 </strong>จัดขึ้นวันที่ 30 กันยายนนี้ ณ Hall 1 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เวลา 11.00-16.30 น. โดยมีวิทยากรระดับโลกร่วมแบ่งปันประสบการณ์และตัวอย่างที่หลากหลายในการเปลี่ยนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมชมนิทรรศการจำลองการใช้ชีวิตแบบโลว์คาร์บอน รับชมการถ่ายทอดสดได้ที่ Facebook และ Youtube ของเอสซีจี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ <a href="http://www.scg.com" target="_blank" rel="noopener">www.scg.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/scg-check-1st-year-esg-symposium-and-direction-to-move-forward/">SCG ส่งการบ้าน ESG Symposium ครบรอบปี เช็คเข็มไมล์ &#8216;สระบุรีแซนด์บ็อกซ์&#8217; ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ​ เปลี่ยนผ่านปรับตัวกู้โลกเดือด เพิ่มโอกาส SMEs</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;Water is The New Carbon&#8217;  เมื่อ &#8216;วิกฤตน้ำ&#8217; รุนแรงไม่ต่างโลกเดือด กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดเวที &#8216;Water Resilience in a Changing Climate&#8217; เร่งรับมือความท้าทายเรื่องน้ำ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/08/tcp-sustainability-forum-2024-water-resilience/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 23 Aug 2024 13:21:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[global boiling]]></category>
		<category><![CDATA[Global Warming]]></category>
		<category><![CDATA[Low-Carbon Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Product Excellence]]></category>
		<category><![CDATA[TCP]]></category>
		<category><![CDATA[TCP Sustainability Forum 2024]]></category>
		<category><![CDATA[Water is The New Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience in a Changing Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Water Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มธุรกิจ TCP]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[การปรับตัวเรื่องน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ประสิทธิ์ ไวยาวัจมัย]]></category>
		<category><![CDATA[ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง]]></category>
		<category><![CDATA[สราวุฒิ อยู่วิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28267</guid>

					<description><![CDATA[<p>“วิกฤตน้ำ” เป็นอีกหนึ่งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังสร้างความเสียหายต่อผู้คนและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก จากรายงาน Fast Forward ของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ปี 2566 ชี้ให้เห็นว่าภายในปี 2573 ปริมาณน้ำสะอาดที่โลกมีอยู่กับความต้องการใช้น้ำจะมีสัดส่วนต่างกันถึง 40% โดยน้ำถือเป็นทรัพยากรสำคัญในการขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ ของโลกไม่ว่าจะเป็น​การดำรงชีวิตของผู้คน รวมทั้งในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ โดยพบว่าปริมาณความต้องการน้ำทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยในแต่ละปีมากกว่า 2.5 เท่า ขณะที่ซัพพลายหรือปริมาณน้ำกลับขาดแคลนเพิ่มมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ​ทำให้​สถานการณ์วิกฤตน้ำยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค ​​โดยเฉพาะในประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย​ภาคการเกษตรเช่นในประเทศไทย &#8216;การบริหารจัดการน้ำ&#8216; จึงกลาย​เป็นโจทย์สำคัญของโลก รวมทั้งภาคธุรกิจไทยในการเร่งลงมือทำ เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านน้ำที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันรวมทั้งในอนาคต กลุ่มธุรกิจ TCP  จึงได้จัดประชุมด้านความยั่งยืนครั้งสำคัญ  TCP Sustainability Forum 2024 ด้วยธีม “Water Resilience in a Changing Climate” ระดมสมองนักวิชาการ นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญ ยกระดับศักยภาพธุรกิจไทยเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านน้ำจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ชูแนวคิด ‘ความยืดหยุ่นและการปรับตัวเร็ว’ ผ่านการขับเคลื่อน​ 3 แผนงาน ทั้งการจัดการน้ำแบบฟื้นฟู การใช้น้ำหมุนเวียนแบบ 100% และการใช้นวัตกรรมที่ยั่งยืนและสร้างสรรค์มุ่งเน้นให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อทรัพยากรน้ำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/tcp-sustainability-forum-2024-water-resilience/">&#8216;Water is The New Carbon&#8217;  เมื่อ &#8216;วิกฤตน้ำ&#8217; รุนแรงไม่ต่างโลกเดือด กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดเวที &#8216;Water Resilience in a Changing Climate&#8217; เร่งรับมือความท้าทายเรื่องน้ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“วิกฤตน้ำ”</strong> เป็นอีกหนึ่งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังสร้างความเสียหายต่อผู้คนและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก จากรายงาน Fast Forward ของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ปี 2566 ชี้ให้เห็นว่าภายในปี 2573 ปริมาณน้ำสะอาดที่โลกมีอยู่กับความต้องการใช้น้ำจะมีสัดส่วนต่างกันถึง 40%</p>
<p><span id="more-28267"></span></p>
<p>โดยน้ำถือเป็นทรัพยากรสำคัญในการขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ ของโลกไม่ว่าจะเป็น​การดำรงชีวิตของผู้คน รวมทั้งในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ โดยพบว่าปริมาณความต้องการน้ำทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยในแต่ละปีมากกว่า 2.5 เท่า ขณะที่ซัพพลายหรือปริมาณน้ำกลับขาดแคลนเพิ่มมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ​ทำให้​สถานการณ์วิกฤตน้ำยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค ​​โดยเฉพาะในประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย​ภาคการเกษตรเช่นในประเทศไทย &#8216;<strong>การบริหารจัดการน้ำ</strong>&#8216; จึงกลาย​เป็นโจทย์สำคัญของโลก รวมทั้งภาคธุรกิจไทยในการเร่งลงมือทำ เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านน้ำที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันรวมทั้งในอนาคต</p>
<p><b>กลุ่มธุรกิจ TCP  </b>จึงได้จัดประชุมด้านความยั่งยืนครั้งสำคัญ  <strong>TCP Sustainability Forum 2024</strong> ด้วยธีม <strong>“Water Resilience in a Changing Climate” </strong>ระดมสมองนักวิชาการ นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญ ยกระดับศักยภาพธุรกิจไทยเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านน้ำจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ชูแนวคิด ‘<strong>ความยืดหยุ่นและการปรับตัวเร็ว’</strong> ผ่านการขับเคลื่อน​ 3 แผนงาน ทั้งการจัดการน้ำแบบฟื้นฟู การใช้น้ำหมุนเวียนแบบ 100% และการใช้นวัตกรรมที่ยั่งยืนและสร้างสรรค์มุ่งเน้นให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อทรัพยากรน้ำ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ปลุกพลังสู่เป้าหมายความยั่งยืนในอัตราที่เร็วขึ้นเพื่อโลกที่ดีกว่าตั้งแต่วันนี้</p>
<p><b> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28271 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/8-1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></b></p>
<p><strong>คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจ TCP จัดงานประชุมด้านความยั่งยืน TCP Sustainability Forum 2024 ด้วยความตั้งใจสร้างพื้นที่​ระดมความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านความยั่งยืน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือภายในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อร่วมกันรับมือต่อความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในระดับอุตสาหกรรม ทั้งการขับเคลื่อนสู่ Net Zero และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ หรือ Climate Chnage Adaptation รวมทั้งการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;ขณะที่​ในปีนี้จัดขึ้นผ่านธีม <strong>“Water Resilience </strong><strong>in a Changing Climate” </strong>เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับ <strong>“น้ำกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตัวของภาคธุรกิจ”</strong> เพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำและความท้าทายด้านน้ำอื่นๆ </em><br />
<em>ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในฐานะ​องค์กรที่ใช้น้ำเป็นวัตถุดิบหลัก ผ่านการสนับสนุนให้องค์กรเร่งปรับปรุงการดำเนินการตลอดห่วงโซ่อุปทานโดยเสริมสร้างความสมบูรณ์และยืดหยุ่นของน้ำ และร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แหล่งน้ำที่มีความเปราะบาง โดย คำว่า <strong>​Water Resilience</strong> หรือความยืดหยุ่นด้านทรัพยากรน้ำ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรับมือกับภาวะขาดแคลนน้ำแบบเฉียบพลัน รุนแรงและไม่แน่นอน ​จากผลกระทบของวิกฤตสภาพอากาศที่ยกระดับจาก Climate Change สู่​ Climate Crisis โดยมีหัวใจสำคัญคือการรับมือเพื่อสามารถอยู่รอดได้ในอนาคต และต้องเร่งทำอย่างเร่งด่วน เพื่อสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าอัตราเร่งของปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน&#8221; ​</em></p>
<p>ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจ TCP ดำเนินการด้านความยั่งยืนตามเป้าหมาย <strong>“ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า”</strong> โดยกลยุทธ์ปลุกพลังห่วงใยสิ่งแวดล้อม (Caring) มีความคืบหน้าอย่างมาก ได้แก่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28272 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/1-4.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>&#8211; <strong>Product Excellence</strong> การพัฒนาผลิตภัณฑ์แบรนด์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค (Unmet Needs) และส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ทางเลือกสุขภาพ 80% ในปี 2569 โดยปัจจุบันทำได้ 25%</p>
<p>&#8211; <strong>Circular Economy</strong> การดำเนินตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตั้งเป้าหมายพัฒนาบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ให้สามารถรีไซเคิล 100%  ภายในปี 2567 ซึ่งปัจจุบันทำได้ 93% อีก 7% คือกลุ่มสแนค ซึ่งมั่นใจว่าสิ้นปีนี้จะทำได้สำเร็จ และปีนี้นำร่องการใช้ขวด rPET กับแบรนด์แมนซั่ม พร้อมเดินหน้าเป็นองค์กร Zero Waste to Landfill ทั้งที่โรงงานปราจีนบุรีและสำนักงานใหญ่อย่างต่อเนื่อง</p>
<p>&#8211; <strong>Low Carbon Economy</strong> การมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 ปัจจุบันสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 10% และขณะนี้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนกว่า 80%</p>
<p>&#8211; <strong>Water Sustainability</strong> การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าคืนน้ำกลับสู่ธรรมชาติและชุมชนให้มากกว่าน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิต (Net Water Positive) ภายในปี 2573 ซึ่งบรรลุเป้าหมายแล้วในขณะนี้ โดยสามารถคืนน้ำสู่ธรรมชาติสะสมได้ถึง 17 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากกว่าปริมาณน้ำที่ใช้ตลอดกระบวนการ ที่มีปริมาณการใช้ราว 3.3 ล้านลูกบาศก์เมตร</p>
<p><em>&#8220;เรายังให้ความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำผ่านแนวทาง Smart Manufacturing ทำให้ลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตลงได้ 24% เมื่อเทียบกับปี 2562 และยกระดับการพัฒนาด้วยการนำมาตรฐานสากลเรื่องการจัดการและดูแลทรัพยากรน้ำอย่าง Alliance Water Stewardship หรือ AWS มา​​เป็นกรอบการดำเนินงานเพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มธุรกิจ TCP จะดูแลและบริหารจัดการน้ำทั้งภายในและภายนอกรอบโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมุ่งขับเคลื่อนการ​ฟื้นฟูขึ้นไปจนถึงแหล่งน้ำเพื่อสร้าง Net Water Positive ​ผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ 1. การจัดการน้ำแบบฟื้นฟู เพื่อปรับปรุงระบบนิเวศทางน้ำให้กลับสู่สภาพเดิมหรือดีกว่าเดิม  2. การใช้น้ำหมุนเวียนทั้ง 100% เพื่อสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างสมบูรณ์และเกิดประโยชน์สูงสุด และ 3. การพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืนเพื่อเพิ่มผลลัพธ์เชิงบวกต่อทรัพยากรน้ำ รวมทั้งการส่งเสริมการสร้างคน​ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนแผนงานด้านความยั่งยืน ทั้งภายในองค์กร ชุมชน และระดับประเทศ&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28269 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/4-6.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ด้าน <b>คุณประสิทธิ์ ไวยาวัจมัย</b> กรรมการบริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนระดับโลก กล่าเพิ่มเติมในหัวข้อ <strong>&#8216;Water Resilience มาตรฐานและแนวทางการปรับตัวของธุรกิจ&#8217;</strong> ​โดยให้ข้อมูลว่า คนทั่วโลกมีการใช้น้ำในปัจจุบันหลายแสนล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ​เทียบเท่าสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิกจำนวน 1 พันล้านสระ ขณะที่ซัพพลายที่มีน้อยกว่าดีมานด์ถึง 40% ​ทำให้มีผู้คนทั่ว​โลกกว่า 1 ใน 4 ที่ต้องเผชิญกับวิกฤต​น้ำ หรือประชากรโลกราว 2,000 ล้านคนที่ต้องอยู่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ วิกฤตน้ำ จึงนับเป็นวิกฤตที่สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก ซึ่ง​วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคุณภาพนำ้ ​การบริหารจัดการน้ำ รวมถึงความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำอีกด้วย</p>
<p><em>&#8220;มุมมองระดับโลก มองปัญหาวิกฤตน้ำเป็นเรื่องเร่งด่วนเช่นเดียวกับปัญหาสภาพอากาศ โดยนิยามไว้ว่า &#8216;<strong>Water is The New Carbon&#8217; เนื่องจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในโลกส่วนใหญ่ ซึ่งแสดงออกมาในเชิงกายภาพจากผลกระทบของสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงหรือ Climate Change ที่สร้างความเสียหายมากขึ้นและเกิดถี่ขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุ หรือสร้างผลกระทบที่เชื่อมโยงไปสู่เรื่องของน้ำแทบทั้งสิ้น </strong>ไม่ว่าจะเป็น น้ำมากจนท่วม ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อธรรมชาติ รวมท้ังโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เช่น น้ำ​ท่วมขังโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เป็นเวลานาน ทำให้ได้รับความเสียหาย หรือน้ำท่วมไหลเข้าโรงงานของเจ้าของธุรกิจหรือผู้ประกอบการต่างๆ​ รวมทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปถึงคุณภาพของน้ำหากท่วมจนถึงพื้นที่แหล่งผลิตน้ำดื่มหรือน้ำที่ใช้สำหรับการบริโภค หรือหากน้ำน้อยเกินไปก็จะเกิดปัญหาภัยแล้ง หรืออุณหภูมิที่สูงขึ้นฉับพลัน รวมทั้งการเกิดไฟป่า หรือ​ปัญหาดินถล่มจากระดับน้ำใต้ดินที่ลดลง หรือหากมีระดับน้ำทะเล​หนุนสูงขึ้นจนไหลปนกับแหล่งน้ำบนผิวดินก็จะทำให้เกิดปัญหาน้ำกร่อยหรือดินเค็มได้&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28270 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/9-1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ขณะที่บริบทของประเทศไทย ซึ่งไม่ได้มีปัญหาการขาดแคลนน้ำรุนแรงเหมือนในหลายๆ พื้นที่ทั่วโลก ทำให้​ความตระหนักต่อปัญหาเรื่องวิกฤตน้ำยังน้อยและมุ่งไปที่เรื่องการจัดการคาร์บอนเป็นหลัก โดยพบว่า ประเทศไทยติดอันดับ 4 ของโลก ในการเป็นประเทศที่มีการใช้น้ำต่อหัวประชากรสูงสุดของโลก โดยการใช้น้ำกว่า  70% เป็นการใช้ไปในภาคการเกษตร  ขณะที่ข้อมูลในปี 2559 พบปริมาณการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ​​มากกว่า 3,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ​และข้อมูล​ในปีที่ผ่านมา ยังพบว่า 19% ของปริมาณน้ำผิวดินในประเทศไทยมีปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำต่ำอีกด้วย ส่วน​ภาคธุรกิจที่มีความตระหนักต่อปัญหาวิกฤตน้ำ จะมีการขัลเคลื่อนมาตรการต่างๆ เพื่อเตรียมรับมือต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ทั้งการจัดการภายในกระบวนการผลิตของตัวเอง เช่น ลดการใช้น้ำ และการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายลง และทำให้ปริมาณการใช้น้ำต่อหนึ่งหน่วยการผลิตลดลงได้มากที่สุด ก่อนจะขยายการจัดการไปยังซัพพลายเชน เพื่อเริ่มเข้าไปดูแลจากแหล่งน้ำ หรือต้นน้ำ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายในการฟื้นฟูและป้องกันดูแลแหล่งน้ำร่วมกัน เพื่อสามารถบริหารจัดการน้ำทั้งในพื้นที่ที่โรงงาน และบริเวณโดยรอบไปจนถึงแหล่งต้นน้ำ เพื่อไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือ การสร้าง Net Positive Water  Impact หรือการใช้น้ำเป็นศูนย์​และสามารถคืนน้ำกลับสู่ธรรมชาติได้มากกว่าที่นำมาใช้ เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดวิกฤตน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ​​</p>
<p>สำหรับ <strong>TCP Sustainability Forum 2024</strong> เป็นงานประชุมด้านความยั่งยืนที่กลุ่มธุรกิจ TCP จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สู่ปีแห่งการลงมือทำและปรับตัวเพื่อเร่งให้เกิดความก้าวหน้าเร็วที่สุด อีกทั้งยังเป็นเวทีความยั่งยืนเวทีแรกและเวทีเดียวในประเทศไทยที่มุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือของพันธมิตรในกลุ่มอุตสาหกรรมและเครื่องดื่ม ในการรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนของประเทศ ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ตอกย้ำความมุ่งมั่นของกลุ่มธุรกิจ TCP ที่พร้อมขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านธุรกิจควบคู่กับการสร้างผลกระทบในทางบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งไทยและต่างประเทศ ตามเป้าหมาย<strong> “ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า”</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/tcp-sustainability-forum-2024-water-resilience/">&#8216;Water is The New Carbon&#8217;  เมื่อ &#8216;วิกฤตน้ำ&#8217; รุนแรงไม่ต่างโลกเดือด กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดเวที &#8216;Water Resilience in a Changing Climate&#8217; เร่งรับมือความท้าทายเรื่องน้ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;The New Chapter of SDGs&#8217; มองมุมใหม่เรื่อง &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ผ่านเลนส์จาก 2 ผู้เชี่ยวชาญ ​ร่วมหาโซลูชันหยุดวิกฤต​โลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/10/the-new-chapter-of-sdgs-in-sustainability-expo-2023/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Oct 2023 11:15:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[global boiling]]></category>
		<category><![CDATA[SDG Move]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[​Sustainability Expo 2023]]></category>
		<category><![CDATA[SX2023]]></category>
		<category><![CDATA[The New Chapter of SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ชล บุนนาค]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตโลก]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=21644</guid>

					<description><![CDATA[<p>การขับเคลื่อนวาระด้านความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ​ หรือ Sustainable Development Goals 2030 (SDGs) ที่ปัจจุบันมีความคืบหน้าในการขับเคลื่อนเพื่อบรรลุเป้าหมายได้เพียง 15% เท่านั้น ​ขณะที่วิกฤตของโลกไม่ได้บรรเทาลง แต่กลับเลวร้ายมากขึ้น จนขยับระดับจากภาวะโลกร้อน เข้าสู่​ภาวะวิกฤตโลกเดือด (Global Boiling) ดังนั้น การขับเคลื่อนให้เกิดความยั่งยืนในมิติเดิมๆ แบบที่เคยทำมา อาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน นำมาสู่การร่วมหาทางออกผ่านเวทีสัมมนาจากงาน  Sustainability Expo 2023 ที่ได้นำเสนอแนวทางขับเคลื่อนเพื่อแก้วิกฤตให้มีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง ภายใต้หัวข้อ &#8220;The New Chapter of SDGs&#8221; เพื่อชี้ให้เห็นถึงความท้าทาย และปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาโลกอย่างยั่งยืนในอนาคตได้อย่างเท้จริง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้แชร์มุมมองและข้อเสนอแนะในการผลักดัน SDG ของโลก โดยมองว่า 4 โจทย์ใหญ่ ที่ทุกฝ่ายต้องกลับมาทบทวน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนในเรื่องของความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ 1. ทุกประเทศต้องมองว่าจะทำให้เกิดการลงมือทำอย่างจริงจังได้อย่างไร (Strong Execution) 2. แม้มีการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน (Common Goal) แล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/10/the-new-chapter-of-sdgs-in-sustainability-expo-2023/">&#8216;The New Chapter of SDGs&#8217; มองมุมใหม่เรื่อง &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ผ่านเลนส์จาก 2 ผู้เชี่ยวชาญ ​ร่วมหาโซลูชันหยุดวิกฤต​โลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การขับเคลื่อนวาระด้านความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ​ หรือ<strong> Sustainable Development Goals 2030 (SDGs)</strong> ที่ปัจจุบันมีความคืบหน้าในการขับเคลื่อนเพื่อบรรลุเป้าหมายได้เพียง 15% เท่านั้น<strong> ​ขณะที่วิกฤตของโลกไม่ได้บรรเทาลง แต่กลับเลวร้ายมากขึ้น จนขยับระดับจากภาวะโลกร้อน เข้าสู่​ภาวะวิกฤตโลกเดือด (Global Boiling)</strong></p>
<p><span id="more-21644"></span></p>
<p>ดังนั้น การขับเคลื่อนให้เกิดความยั่งยืนในมิติเดิมๆ แบบที่เคยทำมา อาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน นำมาสู่การร่วมหาทางออกผ่านเวทีสัมมนาจากงาน  Sustainability Expo 2023 ที่ได้นำเสนอแนวทางขับเคลื่อนเพื่อแก้วิกฤตให้มีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง ภายใต้หัวข้อ <strong>&#8220;The New Chapter of SDGs&#8221;</strong> เพื่อชี้ให้เห็นถึงความท้าทาย และปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาโลกอย่างยั่งยืนในอนาคตได้อย่างเท้จริง</p>
<p><strong>ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์</strong> อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้แชร์มุมมองและข้อเสนอแนะในการผลักดัน SDG ของโลก โดยมองว่า 4 โจทย์ใหญ่ ที่ทุกฝ่ายต้องกลับมาทบทวน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนในเรื่องของความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่</p>
<p>1. ทุกประเทศต้องมองว่าจะทำให้เกิดการลงมือทำอย่างจริงจังได้อย่างไร (Strong Execution)</p>
<p>2. แม้มีการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน (Common Goal) แล้ว แต่ยังขาดความเห็นพ้องต้องกันของทุกฝ่าย (Common Ground) เพราะแต่ละประเทศมีความเหลื่อมล้ำแตกต่างกัน แม้จะมีเจตจำนงร่วมกันแต่โอกาสจะให้เกิดแนวร่วมปฏิบัติ (Collective Action) มีน้อยมาก</p>
<p>3. วิกฤตระดับบุคคล เนื่องจากทุกคนยังมีความเห็นแก่ตัวกันอยู่มาก ไม่ว่าจะในทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม ทำให้มองเป็น Short-Termism และเกิดเป็น Tragedy of the Commons หรือ โศกนาฏกรรมในการต้องใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งถือเป็นปัญ​ที่เกิดขึ้นในระดับบุคคล แต่ถ้ามองในระดับประเทศ ยังมีความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสังคม (Socioeconomic Disparity)</p>
<p>4. ปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่เป็นผลกระทบมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จากการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนและนำมาสู่ความขัดแย้งของแต่ละประเทศ และหากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็มีโอกาสน้อยที่จะสร้างให้เกิดความร่วมมือกันได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-21650 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/SX14.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ดร.สุวิทย์ ยังได้เสนอ​ให้มองเป้าหมายด้านความยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ เป็นแบบองค์รวม โดยจัดเป้าหมายออกเป็น 5 คลัสเตอร์ ​</p>
<p>กลุ่มแรกจะเป็นมิติด้านสิ่งแวดล้อม Environmental Common ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Climate Action, Life Below Water, Life on Land ซึ่งถือเป็นปัญหาระดับโลกที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยตัวเอง จะต้องใช้ Strong Execution อย่างรุนแรงและเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด</p>
<p>สอง มิติในเชิงสังคม ถ้าสังคมโลก สังคมแต่ละประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ มีสันติภาพ ยุติธรรม และองค์กรต่างๆ มีความเข้มแข็ง จะสามารถนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้</p>
<p>สาม มิติในเรื่องของความมั่นคงทางอาหารและน้ำ   สี่ มิติในการขับเคลื่อน​อุตสาหกรรมและการพัฒนาเมือง ทั้งการพัฒนานวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน การผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ สมาร์ทซิตี้ ตลอดจนระบบสื่อสารที่ยั่งยืน และกลุ่มสุดท้าย มิติในเรื่องคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดี เพื่อทำให้คนไม่อดอยาก สุขภาพดี ไม่มีความยากจน การศึกษามีคุณภาพ และมีความเท่าเทียมทางเพศ</p>
<p>&#8220;สำหรับประเทศไทยสามารถสร้างโมเดลการเติบโตอย่างสมดุลได้บนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยจะต้องมีเป้าหมายร่วมกัน คือ SDG และมีความเห็นพ้องกันคือ โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งการพัฒนาความยั่งยืนจะกลายเป็น Soft Power ได้ในอนาคต&#8221; ดร.สุวิทย์ กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-21649 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/SX13.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้าน <strong>ผศ.ชล บุนนาค</strong> ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้อำนวยการ SDG Move ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยด้านเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายใต้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ​เสนอแนะเพิ่มเติมว่า <strong>การขับเคลื่อน </strong><strong>SDG ให้เกิดผลสำเร็จต้องติดกระดุมให้ถูก</strong> หากเป็นบุคคลธรรมดา <strong>กระดุมเม็ดแรกคือ </strong><strong>Act to Reduce Harm </strong>แต่ละคนต้องตรวจสอบว่า สิ่งที่ตนเองทำไปนั้นได้สร้างผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม หรือไม่อย่างไร ข้อนี้ทุกคนทำได้ และองค์กรควรจะทำมากให้ที่สุด ถ้าเห็นองค์กรไหนไม่พูดเรื่องนี้เลยว่าจะทำและลดผลกระทบอย่างไร ก็สันนิษฐานได้เลยว่าเป็นการฟอกเขียว (Greenwashing)</p>
<p><strong>เม็ดที่สองคือ </strong><strong>Benefit Stakeholders</strong> ทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อคนทำงาน ชุมชน คนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเกี่ยวโยงกับซีเอสอาร์ <strong>เม็ดที่สาม คือ </strong><strong>Contribute to Solutions</strong> โดยบริษัทต่างๆ ต้องตั้งเป้าหมายสูงว่าจะมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน SDGs ได้อย่างไร เช่น การลดก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น</p>
<p>พร้อมเนะนำ​รัฐบาลขับเคลื่อน​ 2 ประเด็น เพื่อขับเคลื่อน SDGs ได้มากขึ้น 1. รัฐบาลต้องทำในรูปแบบ Whole Government Approach ถ้าเป็น Whole Society Approach ได้ก็จะยิ่งดี โดยรัฐบาลต้องทำเรื่องหลักการของความยั่งยืนในทุกนโยบาย ตั้งแต่เรื่องความมั่นคง มาจนถึงนโยบายเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญที่สุดคือ อยู่บนหลักการของสิทธิมนุษยชน</p>
<p>ส่วนอีกประเด็นคือ <strong>รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้กำกับนโยบายไปเป็นผู้อำนวยความสะดวก</strong> โดยทำให้ทุกพลังในสังคมมาทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืน เพราะที่ผ่านมา ส่วนใหญ่รัฐบาลจะทำหน้าที่เป็นพระเอก ดังนั้น  ภาครัฐควรสร้างแพลตฟอร์มที่จะให้ทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกันได้ และมาเสริมซึ่งกันและกันในการพัฒนาความยั่งยืนให้เกิดผลสัมฤทธิ์มากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-21648 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/SX12.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>“แม้ประเทศไทยจะทำเรื่อง SDG อยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้นำ SDG มาเป็นเครื่องมือในการผลักดันวาระที่ยั่งยืนขององค์กรและชุมชนได้ เพราะ SDG เป็น Global Norms ซึ่งเป็นพลังแฝง โดยประเทศไทยสามารถเป็นตัวอย่างของโลกผ่านการเล่าเรื่องในภาษา SDG และไปสร้างความร่วมมือใหม่ๆ กับคนที่ทำ SDG ได้ ซึ่ง​ <strong>ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม อีกทั้งมีสิ่งที่เป็นแก่นแท้ (Essence) และกรอบความคิด (Mindset) ที่จะขับเคลื่อน SDG ได้คือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง</strong> แต่เราตีโจทย์กันไม่ออกว่า จริงๆ คือความสมดุล ความพอดี คือความลงตัว เมื่อไม่พอก็รู้จักเติม เมื่อเกินก็ต้องรู้จักปัน ประเทศไทยจะเดินหน้าเพื่อถักทอให้เรื่อง BCG, SDG and SEP (Sufficiency Economy Philosophy) ไปด้วยกันได้อย่างไร สิ่งที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกทำกันอยู่ในขณะนี้ยังเป็นเพียงแค่การ Transition แต่สุดท้าย จะต้องทำเป็น Systematic Transformation ด้วยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลก จึงจะบรรลุเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลให้โลกอนาคตได้&#8221; ผศ. ชล กล่าว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/10/the-new-chapter-of-sdgs-in-sustainability-expo-2023/">&#8216;The New Chapter of SDGs&#8217; มองมุมใหม่เรื่อง &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ผ่านเลนส์จาก 2 ผู้เชี่ยวชาญ ​ร่วมหาโซลูชันหยุดวิกฤต​โลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
