<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Carbon Credit &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/carbon-credit/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 21 Oct 2026 14:38:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.11</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Carbon Credit &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมกับภาคเอกชนไทย สนับสนุนคาร์บอนเครดิตจากดอยตุง เพื่อจัดการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ให้เป็น Net Zero</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/10/mflf-supports-carbon-credit-am2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Oct 2026 14:38:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[IMF]]></category>
		<category><![CDATA[IMF-World Bank Group]]></category>
		<category><![CDATA[IMF–World Bank Group Annual Meetings]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Supply Chain Network]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนการเงินระหว่างประเทศ​]]></category>
		<category><![CDATA[คริสตาลินา กอร์เกียวา]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ฐาปน สิริวัฒนภักดี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ปณต สิริวัฒนภักดี]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยเบฟเวอเรจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=45295</guid>

					<description><![CDATA[<p>นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พร้อมด้วย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด และผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมถ่ายภาพพิธีมอบ คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้จากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จากการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/mflf-supports-carbon-credit-am2026/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมกับภาคเอกชนไทย สนับสนุนคาร์บอนเครดิตจากดอยตุง เพื่อจัดการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ให้เป็น Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>นางคริสตาลินา กอร์เกียวา</strong> กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พร้อมด้วย <strong>ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ</strong> รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</p>
<p><span id="more-45295"></span></p>
<p><strong>นายฐาปน สิริวัฒนภักดี</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) <strong>นายปณต สิริวัฒนภักดี</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด และผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมถ่ายภาพพิธีมอบ คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้จากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จากการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings</p>
<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ร่วมกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยกลุ่มบริษัทผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (Thailand Supply Chain Network) ร่วมกันสนับสนุนคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจาก 190 ประเทศทั่วโลก กว่า 15,000 คน โดยการประชุมนี้ถือเป็นการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings ครั้งแรกที่มีการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์<br />
(Net Zero)</p>
<p>คาร์บอนเครดิตที่นำมาใช้ในครั้งนี้มาจากการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงริเริ่มฟื้นฟูตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้น้อมนำ ศาสตร์พระราชาและตำราแม่ฟ้าหลวงมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้หลักคิด “ปลูกป่า ปลูกคน” เมื่อคนมีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้ ก็สามารถดูแลรักษาป่าให้ฟื้นตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่องเกิดความยั่งยืนทั้งต่อคนและธรรมชาติ</p>
<p>ตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี ป่าดอยตุงได้รับการฟื้นฟูจนกลับมาเป็นระบบนิเวศที่มีความสมบูรณ์ และปัจจุบันยังเป็นพื้นที่ศึกษาและวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีบทบาท ในการพัฒนาองค์ความรู้และแนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>คาร์บอนเครดิตจากดอยตุงจึงไม่ใช่เพียงผลจากการดูแลรักษาป่า แต่เป็นผลลัพธ์ของการพัฒนาคนที่ทำให้ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน และแสดงให้เห็นว่าทรัพยากรธรรมชาติที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อนำกลับมาสนับสนุนการพัฒนาชุมชนและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/mflf-supports-carbon-credit-am2026/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมกับภาคเอกชนไทย สนับสนุนคาร์บอนเครดิตจากดอยตุง เพื่อจัดการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ให้เป็น Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;อาหารส่วนเกิน ≠ ขยะอาหาร&#8217; ยังกินได้ บริหารจัดการ​ดีช่วยลดขยะอาหาร ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/surplus-food-management/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 08:36:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Food Rescue]]></category>
		<category><![CDATA[Food Security]]></category>
		<category><![CDATA[Food Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Scope 3]]></category>
		<category><![CDATA[Surplus Food]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Food Waste to Landfill]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ความมั่นคงทางอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารส่วนเกิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44437</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบัน ประเทศไทยมี &#8216;ขยะอาหาร&#8217; โดยรวมกว่า 12 ล้านตันต่อปี ในจำนวนนี้เป็น &#8216;อาหารส่วนเกิน&#8217; กว่า 4 ล้านตันโดยปัจจุบันสามารถกอบกู้อาหารส่วนเกินกลับมาสร้างประโยชน์ได้เพียง 2,000 ตัน หรือราว 0.05% เท่านั้น ทำความรู้จัก &#8216;อาหารส่วนเกิน&#8217; (Surplus Food)&#8211; อาหารส่วนเกิน (Surplus Food) ไม่ใช่ ขยะอาหาร (Food Waste) แต่หากจัดการไม่ดี จะกลายเป็น ‘ขยะอาหาร’ ในที่สุด&#8211; อาหารส่วนเกินยังกินได้ ปลอดภัย มีคุณค่าโภชนาการ นำไปบริโภคหรือปรุงเป็นเมนูใหม่ได้ แต่ขายไม่ได้ เพราะหน้าตาไม่สวย ใกล้หมดอายุ หรือหมดเวลาขาย&#8211; อาหารส่วนเกิน มักอยู่ในกระบวนการผลิตอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พบได้ทั้งในโรงแรม โรงงาน ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ศูนย์กระจายสินค้า ตลาดสด หรือฟาร์มเกษตรกรทำไมต้องกอบกู้อาหารส่วนเกิน1. ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก : ขยะอาหารสร้างก๊าซเรือนกระจก สัดส่วน 8-10% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/surplus-food-management/">&#8216;อาหารส่วนเกิน ≠ ขยะอาหาร&#8217; ยังกินได้ บริหารจัดการ​ดีช่วยลดขยะอาหาร ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;">ปัจจุบัน ประเทศไทยมี <strong>&#8216;ขยะอาหาร&#8217;</strong> โดยรวมกว่า 12 ล้านตันต่อปี ในจำนวนนี้เป็น &#8216;อาหารส่วนเกิน&#8217; กว่า 4 ล้านตัน<br class="html-br" />โดยปัจจุบันสามารถกอบกู้อาหารส่วนเกินกลับมาสร้างประโยชน์ได้เพียง 2,000 ตัน หรือราว 0.05% เท่านั้น</p>
<p><span id="more-44437"></span><br class="html-br" />ทำความรู้จัก <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">&#8216;อาหารส่วนเกิน&#8217;</span></strong> (Surplus Food)<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; อาหารส่วนเกิน (Surplus Food) ไม่ใช่ ขยะอาหาร (Food Waste) แต่หากจัดการไม่ดี จะกลายเป็น ‘ขยะอาหาร’ ในที่สุด<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; อาหารส่วนเกินยังกินได้ ปลอดภัย มีคุณค่าโภชนาการ นำไปบริโภคหรือปรุงเป็นเมนูใหม่ได้ แต่ขายไม่ได้ เพราะหน้าตาไม่สวย ใกล้หมดอายุ หรือหมดเวลาขาย<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; อาหารส่วนเกิน มักอยู่ในกระบวนการผลิตอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พบได้ทั้งในโรงแรม โรงงาน ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ศูนย์กระจายสินค้า ตลาดสด หรือฟาร์มเกษตรกร<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ทำไม</span>ต้องกอบกู้อาหารส่วนเกิน</strong><br class="html-br" /><br class="html-br" />1. ช่วยลด<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ก๊าซเรือนกระจก</span> : ขยะอาหารสร้างก๊าซเรือนกระจก สัดส่วน 8-10% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก และนับเป็นสาเหตุอันดับ 3 ของปัญหาโลกร้อน โดยเฉพาะก๊าซมีเทน ซึ่งทำให้โลกร้อนได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ได้หลายเท่า<br class="html-br" /><br class="html-br" />2. ลดการสูญเสีย<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ทรัพยากร</span> : ในกระบวนการผลิตอาหาร จำเป็นต้องใช้ทั้งน้ำ พลังงาน พื้นที่การเกษตร และแรงงาน แต่หากทิ้งให้กลายเป็นขยะอาหาร ทรัพยากรเหล่านี้ก็จะสูญเปล่าในที่สุด<br class="html-br" /><br class="html-br" />3. ลดปริมาณขยะใน<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">หลุมฝังกลบ</span> : ขยะอาหารเพิ่มปัญหาขยะล้นในหลุมฝังกลบ เพิ่มต้นทุนการจัดการขยะให้กับท้องถิ่นในอนาคต<br class="html-br" /><br class="html-br" />4. ความไม่มั่นคงทางอาหาร : ลดความไม่เท่าเทียมการเข้าถึงอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร<br class="html-br" /><br class="html-br" />5. ค่าใช้จ่าย + ภาพลักษณ์แบรนด์ : ปัญหาขยะอาหาร​​ ทำให้ภาคธุรกิจต้องเสียเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายเพื่อจัดการ รวมทั้งอาจกระทบภาพลักษณ์แบรนด์ จึงควรให้ความสำคัญในการป้องกัน และบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพ<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>แนวทาง &#8216;ลดช่องว่าง&#8217; อาหารส่วนเกินในประเทศไทย</strong></p>
<p>1.  สนับสนุนความร่วมมือ เครือข่าย และเครื่องมือ ‘บริจาคอาหารส่วนเกิน’ ภายในระบบนิเวศ</p>
<p>2.  ส่งเสริมมุมมองและทัศนคติเพื่อเห็นคุณค่าแทนภาระ เปลี่ยนจากการกำจัด เป็นการส่งต่อ</p>
<p>3.  การเดินหน้าเพื่อลดกำแพง หรือเพิ่มแรงจูงใจ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการบริจาคอาหารให้มากขึ้น โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>การ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">บริจาคอาหารส่วนเกิน</span> องค์กรได้อะไร ?</strong><br class="html-br" /><br class="html-br" />1. ลดค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ : ด้วยการลดขยะอาหารตั้งแต่ต้นทาง ช่วยลดภาระและต้นทุนในกระบวนการจัดการขยะ<br class="html-br" /><br class="html-br" />2. สนับสนุนการรายงานด้าน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ESG</span> : โดยปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูล ประกอบการรายงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">SCOPE 3</span><br class="html-br" /><br class="html-br" />3. ต่อยอดกิจกรรม <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">CSR</span> : ด้วยการนำทรัพยากรที่มีอยู่แล้วมาสร้างประโยชน์ต่อสังคม โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติม<br class="html-br" /><br class="html-br" />4. เสริมสร้างภาพลักษณ์ความยั่งยืน : สะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสําคัญ<br class="html-br" /><br class="html-br" />5. ได้รับ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Carbon Credit</span> : จากการลดขยะอาหารภายใต้ระเบียบวิธีของโครงการ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">TVER</span><br class="html-br" /><br class="html-br" />6. สร้างความภาคภูมิใจให้แก่พนักงาน : เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการส่งต่อทรัพยากร<br class="html-br" />ที่มีคุณค่าและสร้างประโยชน์คืนสู่สังคม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/surplus-food-management/">&#8216;อาหารส่วนเกิน ≠ ขยะอาหาร&#8217; ยังกินได้ บริหารจัดการ​ดีช่วยลดขยะอาหาร ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ อบก. ร่วมปั้นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทวนสอบ พัฒนาศักยภาพบุคลากร เติมระบบนิเวศตลาดคาร์บอนไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/set-mou-tgo-personnel-development-carbo-ecosystemn/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 Aug 2026 14:01:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[CAA]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Market]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Action Academy]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[MOU]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[SET]]></category>
		<category><![CDATA[SET Carbon Platform]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Verifier]]></category>
		<category><![CDATA[ก.ล.ต.]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ณกรณ์ ตรรกวิรพัท]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ทวนสอบก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศตลาดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิทยาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[อัสสเดช คงสิริ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43542</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เสริมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการพัฒนาศักยภาพผู้เชี่ยวชาญและการเพิ่มจำนวนผู้ทวนสอบก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมกลไกลดก๊าซเรือนกระจก ตลาดคาร์บอน พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลสู่แพลตฟอร์ม SET Carbon สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการเงินเพื่อความยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว คุณอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พัฒนา SET Carbon Platform ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานจาก อบก. ในปี 2568 ให้บริษัทจดทะเบียนใช้คำนวณและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อกำหนดของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยข้อมูลต้องผ่านการทวนสอบโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองจาก อบก. &#8220;ความร่วมมือครั้งนี้​มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้เชี่ยวชาญและเพิ่มจำนวนผู้ทวนสอบ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำประสบการณ์ในการดูแลมาตรฐานการสอบผ่านแพลตฟอร์ม SET Exam และศูนย์สอบ มาสนับสนุนการจัดสอบให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้และเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศตลาดคาร์บอน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านก๊าซเรือนกระจก เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย ตอกย้ำวิสัยทัศน์ &#8216;The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities&#8217; คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/set-mou-tgo-personnel-development-carbo-ecosystemn/">ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ อบก. ร่วมปั้นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทวนสอบ พัฒนาศักยภาพบุคลากร เติมระบบนิเวศตลาดคาร์บอนไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)</strong> และ <strong>องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO)</strong> ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เสริมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการพัฒนาศักยภาพผู้เชี่ยวชาญและการเพิ่มจำนวนผู้ทวนสอบก๊าซเรือนกระจก</p>
<p><span id="more-43542"></span></p>
<p>ส่งเสริมกลไกลดก๊าซเรือนกระจก ตลาดคาร์บอน พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลสู่แพลตฟอร์ม SET Carbon สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการเงินเพื่อความยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว</p>
<p><strong>คุณอัสสเดช คงสิริ </strong>กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พัฒนา SET Carbon Platform ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานจาก อบก. ในปี 2568 ให้บริษัทจดทะเบียนใช้คำนวณและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อกำหนดของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยข้อมูลต้องผ่านการทวนสอบโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองจาก อบก.</p>
<p><em><strong>&#8220;ความร่วมมือครั้งนี้​มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้เชี่ยวชาญและเพิ่มจำนวนผู้ทวนสอบ</strong> โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำประสบการณ์ในการดูแลมาตรฐานการสอบผ่านแพลตฟอร์ม SET Exam และศูนย์สอบ มาสนับสนุนการจัดสอบให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้และเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศตลาดคาร์บอน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านก๊าซเรือนกระจก เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย ตอกย้ำวิสัยทัศน์ <strong>&#8216;The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities&#8217;</strong></em></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43544 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SET-TGO1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท </strong>ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า ในฐานะที่ อบก. เป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทในการส่งเสริมการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดย <strong>สถาบันวิทยาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</strong>  <strong>(Climate Action Academy : CAA )</strong> ที่ อบก.จัดตั้งขึ้น ถือเป็นภารกิจสำคัญ</p>
<p><em>&#8220;ความร่วมมือจากตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและรองรับความต้องการบุคลากร เช่น ผู้ทวนสอบในระบบนิเวศตลาดคาร์บอน ให้มีความโปร่งใสและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ เป็นการยกระดับความน่าเชื่อถือ รองรับการเติบโตของกลไกลดก๊าซเรือนกระจกและตลาดคาร์บอนในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และ อบก. มีระยะเวลา 3 ปี เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพ ส่งเสริมกลไกลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นำพาประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/set-mou-tgo-personnel-development-carbo-ecosystemn/">ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ อบก. ร่วมปั้นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทวนสอบ พัฒนาศักยภาพบุคลากร เติมระบบนิเวศตลาดคาร์บอนไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มากกว่า &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; ธนาคารกรุงเทพต่อยอด &#8216;ป่าชุมชน&#8217; สู่ต้นแบบ &#8216;ป่าหลากสี&#8217; สร้างสวนบนภูเขา เพิ่มแลนด์มาร์กท่องเที่ยวให้ชุมชน นำร่องพื้นที่ &#8216;บ้านถ้ำเสือ&#8217; เพชรบุรี</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/bbl-mou-restore-tham-suea-forest-phetchaburi/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 12 Jul 2026 09:53:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Bank]]></category>
		<category><![CDATA[BBL]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Bualuang Save the Earth]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forest]]></category>
		<category><![CDATA[Conservation]]></category>
		<category><![CDATA[Landmark]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Restore]]></category>
		<category><![CDATA[Tham Suea Forest]]></category>
		<category><![CDATA[กอบศักดิ์ ภูตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.รอยล จิตรดอน]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชนต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชนหลากสี]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[รักษ์ป่าถ้ำเสือ]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งท่องเที่ยว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43073</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคารกรุงเทพ ผนึก 5 ภาคีเครือข่าย ร่วมพัฒนา &#8216;ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ&#8217; อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี  เพื่อพัฒนาป่าชุมชนต้นแบบ​ โมเดลใหม่ ที่ไม่เพียงตอบโจทย์เรื่องของคาร์บอนเครดิต และการฟื้นฟูและธรรมชาติ แต่สามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติของการท่องเที่ยว ผ่านการออกแบบและจัดการพื้นที่ รวมทั้งการวางแผนการปลูกต้นไม้สีสีนต่างๆ พร้อมทั้งสร้างโป่งผีเสื้อเทียม เพื่อให้เป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่ของเพชรบุรี ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารกรุงเทพ ร่วมกับ กรมป่าไม้ มูลนิธิป่าชุมชน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ &#8216;Bualuang Save the Earth: รักษ์ป่าถ้ำเสือ&#8217;  เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติภายในพื้นที่ ระยะเวลา 15 ปี (พ.ศ. 2568-2582) พร้อม​น้อมนำแนวพระราชดำริ  &#8216;ป่าเปียก&#8217; ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/bbl-mou-restore-tham-suea-forest-phetchaburi/">มากกว่า &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; ธนาคารกรุงเทพต่อยอด &#8216;ป่าชุมชน&#8217; สู่ต้นแบบ &#8216;ป่าหลากสี&#8217; สร้างสวนบนภูเขา เพิ่มแลนด์มาร์กท่องเที่ยวให้ชุมชน นำร่องพื้นที่ &#8216;บ้านถ้ำเสือ&#8217; เพชรบุรี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ธนาคารกรุงเทพ ผนึก 5 ภาคีเครือข่าย ร่วมพัฒนา &#8216;<strong>ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ&#8217;</strong> อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี  เพื่อพัฒนาป่าชุมชนต้นแบบ​ โมเดลใหม่ ที่ไม่เพียงตอบโจทย์เรื่องของคาร์บอนเครดิต และการฟื้นฟูและธรรมชาติ</p>
<p><span id="more-43073"></span></p>
<p>แต่สามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติของการท่องเที่ยว ผ่านการออกแบบและจัดการพื้นที่ รวมทั้งการวางแผนการปลูกต้นไม้สีสีนต่างๆ พร้อมทั้งสร้างโป่งผีเสื้อเทียม เพื่อให้เป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่ของเพชรบุรี</p>
<p><strong>ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล</strong> กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารกรุงเทพ ร่วมกับ กรมป่าไม้ มูลนิธิป่าชุมชน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ &#8216;<strong>Bualuang Save the Earth: รักษ์ป่าถ้ำเสือ&#8217; </strong> เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติภายในพื้นที่ ระยะเวลา 15 ปี (พ.ศ. 2568-2582)</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43078 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BBL_05-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>พร้อม​น้อมนำแนวพระราชดำริ  <strong>&#8216;ป่าเปียก&#8217;</strong> ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาประยุกต์ใช้ฟื้นฟูระบบนิเวศบนพื้นที่ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือจำนวน 3 แปลง รวมพื้นที่ 1,331 ไร่ โดยผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งการติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเก็บในถังจำนวน 10 ถัง รวมความจุ 20,000 ลิตร บนพื้นที่ยอดเขาเพื่อกระจายน้ำสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่า ช่วยสร้างแนวป้องกันไฟป่าแบบเปียก รวมทั้งการสร้างฝายชะลอน้ำจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น เพิ่มความชุ่มชื้นและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาไฟป่าในระยะยาว</p>
<p><em>“ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่มีความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 15 ป่าชุมชนต้นแบบของประเทศ ธนาคารกรุงเทพเล็งเห็นถึงศักยภาพในการต่อยอดพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นป่าชุมชนต้นแบบของการพัฒนาเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการป่าแห่งนี้ จะสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) พร้อมทั้งสร้างกลไกการขายคาร์บอนเครดิตกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อเป็นทุนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ซึ่งธนาคารได้ใช้งบราว 10 ล้านบาทสำหรับการรับซื้อคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากพื้นที่ป่าภายในโครงการ” </em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43077 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BBL_12.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>ต่อยอดสู่ &#8216;ป่าชุมชนหลากสี&#8217; สร้างสวนบนภูเขา </strong></p>
<p>ธนาคารกรุงเทพ ยังมองเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่ป่าชุมชนแห่งนี้ ให้กลายเป็น<strong> &#8216;ป่าชุมชนหลากสี&#8217;</strong> สามารถตอบโจทย์และสร้างคุณค่าให้ชุมชนได้เพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงมิติเรื่องคาร์บอนเครดิต หรือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่สามารถสร้างคุณค่าเพิ่มให้คนในพื้นที่ได้มากขึ้น ด้วยการสร้างสรรค์การออกแบบพื้นที่ให้มีความสวยงาม ไม่ต่างจากการจัดสวน แต่เป็นการมาสร้างสวนที่อยู่บนภูเขา เพื่อช่วยต่อยอดไปสู่มิติด้านการท่องเที่ยว และยังสามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่ท่องเที่ยวเดิมที่มีอยู่อย่างแก่งกระจาน ในฐานะจุดเช็คอินแห่งใหม่ของเพชรบุรี เและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาในพื้นที่และสร้างรายได้ให้คนในชุมชนได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมได้ในอีกราว 3 ปีข้างหน้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43079 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BBL_06-Re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร. กอบศักดิ์</strong> อธิบาย แนวทางการพัฒนาพื้นที่ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบ &#8216;<strong>ป่าชุมชนหลากสี&#8217;</strong> โดยการพัฒนาพื้นที่นำร่องราว 200 ไร่ ซึ่งอยู่บริเวณทางขึ้นจากชุมชน ไปยังพื้นที่ป่าซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาอยู่ด้านบน โดยการเปิดโครงการประกวดออกแบบการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่า ผ่านโครงการ <strong>&#8216;ประกวดออกแบบป่าชุมชนหลากสี&#8217;</strong> เพื่อสร้างต้นแบบการพัฒนาป่าชุมชนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ทั้งกลุ่มคนทั่วไป และกลุ่มนักศึกษา สามารถส่งผลงานการออกแบบร่วมนำเสนอไอเดีย</p>
<p>ซึ่งได้ขับเคลื่อนโครงการมาเหลือ 10 ทีม สุดท้าย จากผู้สมัครเกือบ 160 ทีม พร้อมนำผู้เข้าร่วมประกวดลงพื้นที่จริง เพื่อนำมาต่อยอดการสร้างสรรค์ไอเดียในรอบสุดท้าย เพื่อสร้างป่าชุมชนที่มีธรรมชาติ​สวยงาม และมีความหลากหลายทางชีวภาพ  รวมทั้งการออกแบบพื้นที่ระหว่างทางเดินให้เป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นแก่​พื้นที่ได้ เช่น ไอเดียการสร้างป่าไผ่ของญี่ปุ่น และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้ หรือการปลูกดอกไม้ หรือต้นไม้สีสันสวยงาม เพื่อตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ชอบแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียล ช่วยสร้างให้พื้นที่กลายเป็นหนึ่งแลนด์มาร์กที่คนมาแก่งกระจาน หรือเพชรบุรี ต้องแวะเช็คอินในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43074 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/IMG_2671.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ทางธนาคารจะนำผลงานที่ชนะจากโครงการ ไปทำเป็น​พิมพ์เขียวของพื้นที่ เพื่อให้คนในชุมชนนำไปใช้เป็นต้นแบบในการดำเนินการพัฒนาพื้นที่ป่าตามไอเดียที่คัดเลือกมา รวมทั้งการผนึกความร่วมมือกับพันธมิตร ​เพื่อพัฒนา​ระบบต่างๆ ในพื้นที่ เช่น ​<strong>การสร้างลำธารหรือน้ำตกเทียม</strong> โดยองค์ความรู้ของ สสน.​ (สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ) เพื่อช่วยสูบน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีขึ้นไปบนยอดเขาแล้วปล่อนไหลมาตามเส้นทางน้ำ หรือการทำ <strong>โป่งผีเสื้อเทียม</strong> โดย วช. (สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ) เพื่อดึงดูดผีเสื้อให้มาอยู่ร่วมกับดอกไม้และสวนป่าไผ่ รวมทั้ง​หน่วยประสาน​การทำงานร่วมกันกับทาง​​ชุมชนเพื่อสามารถสร้างสรรค์พื้นที่ให้ออกมาได้เหมือนกับไอเดียที่อยู่ในพิมพ์เขียว รวมท้ังการบริหารจัดการภายในพื้นที่หลังจากนำไปดำเนินการจริง เพื่อให้โครงการขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ&#8221;  ​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43075 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BBL_10.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>ดร. รอยล จิตรดอน</strong> กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  อธิบายเพิ่มเติมถึงการบริหารจัดการน้ำเพื่อปลูกป่าบนที่สูงด้วยวิธี &#8216;น้ำนำ&#8217;​ โดยใช้วิธีสูบน้ำเป็นทอดๆ เพื่อนำน้ำไปพักไว้บนที่สูง  พร้อมทั้ง​​การวางท่อและ​ถังน้ำความจุกว่า 20,000 ลิตร ไว้ในป่าเพื่อให้​น้ำช่วยกระจายความชื้นไปได้ทั่วพื้นที่ และเมื่อพื้นที่ป่ามี​ความชื้นสูง อุณหภูมิจะมีเสถียรภาพและช่วยดักฝนให้ตกได้ตามวงจรธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นทางลัดในการปลูกป่า และช่วยให้ป่าสามารถฟื้นตัวได้ภายใน 3 ปี เทียบกับการปลูกป่าตามธรรมชาติ ที่อาจต้องใช้เวลา 20-30 ปี</p>
<p>ด้าน<strong> คุณศิริรัตน์ กุลวัฒน์</strong> ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 บ้านถ้ำเสือ อ. แก่งกระจาน กล่าวว่า การนำแทงก์น้ำขึ้นไปบนภูเขาใช้โดรนที่ขนาดใหญ่ยกแทงก์น้ำขึ้นไปไว้บนเขา  ต่อท่อใช้พลังงานโซลาร์เซลล์สูบน้ำขึ้นสู่ยอดเขา น้ำจากแทงก์จะเปิดเป็นระบบน้ำหยดตลอดเวลา  เพื่อป้องกันหนู กระรอก มากัดกัดท่อน้ำ สัตว์เหล่านี้จะมารอกินน้ำแทนที่จะมากัดท่อ นอกจากนี้ยังช่วยสัตว์ป่าหน้าแล้งให้มีน้ำกิน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43076 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BBL_13.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><em>&#8220;โครงการ &#8216;<strong>Bualuang Save the Earth: รักษ์ป่าถ้ำเสือ&#8217;</strong> เป็นหนึ่งโครงการ Flagship ด้านความยั่งยืนของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งอยู่ภาย​ใต้โครงการ<strong> Bualuang Save the Earth </strong>หรือ<strong> บัวหลวงรักษ์โลก </strong>โดย​​ตั้งเป้าสร้างโมเดลป่าชุมชนที่มีความแตกต่าง และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ชุมชนในพื้นที่ได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อพัฒนารูปแบบป่าชุมชนที่สร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ป่าชุมชนได้มากขึ้น นอกจากการรักษาเพื่อการสร้างคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งต้นแบบหรือแรงบันดาลใจสำหรับการบริหารจัดการป่าชุมชนแห่งอื่นๆ ได้ทั่วประเทศ&#8221;</em> ดร. กอบศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/bbl-mou-restore-tham-suea-forest-phetchaburi/">มากกว่า &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; ธนาคารกรุงเทพต่อยอด &#8216;ป่าชุมชน&#8217; สู่ต้นแบบ &#8216;ป่าหลากสี&#8217; สร้างสวนบนภูเขา เพิ่มแลนด์มาร์กท่องเที่ยวให้ชุมชน นำร่องพื้นที่ &#8216;บ้านถ้ำเสือ&#8217; เพชรบุรี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 11:23:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forest]]></category>
		<category><![CDATA[Conservation]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[Village to the World Season 5]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุงโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[ตะนุ สมนาม]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์​]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฐมพร ทรงลิลิตชูวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าดงใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[อำนาจเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42896</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถอดบทเรียนความสำเร็จของพื้นที่ ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ หลังเข้าร่วม โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2566 จนพิสูจน์ให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นมากกว่ากลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนมีระบบดูแลป่า มีทุนพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรของตนเองได้อย่างยั่งยืน ล่าสุดพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการทวนสอบและยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยมีพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิตรายปี 11,275 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมต่อยอดป่าชุมชนสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจด้านความยั่งยืนได้เรียนรู้ว่า การอนุรักษ์ป่าสามารถเดินไปพร้อมกับการพัฒนาอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาวได้จริง ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตนเองได้พร้อมกัน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุนสำคัญ ได้แก่ กองทุนดูแลป่า และกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟป่า ฟื้นฟูป่า พัฒนาอาชีพ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรของตนเอง ปัจจุบัน โครงการได้ดำเนินโครงการมาในระยะที่ 5 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ถอดบทเรียนความสำเร็จของพื้นที่ <strong>ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ</strong> หลังเข้าร่วม <strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong> ตั้งแต่ปี 2566 จนพิสูจน์ให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นมากกว่ากลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนมีระบบดูแลป่า มีทุนพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรของตนเองได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-42896"></span></p>
<p>ล่าสุดพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการทวนสอบและยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยมีพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิตรายปี 11,275 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมต่อยอดป่าชุมชนสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจด้านความยั่งยืนได้เรียนรู้ว่า การอนุรักษ์ป่าสามารถเดินไปพร้อมกับการพัฒนาอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาวได้จริง</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong> เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตนเองได้พร้อมกัน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุนสำคัญ ได้แก่ กองทุนดูแลป่า และกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟป่า ฟื้นฟูป่า พัฒนาอาชีพ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรของตนเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42901 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/22.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ปัจจุบัน โครงการได้ดำเนินโครงการมาในระยะที่ 5 แล้ว โดยจังหวัดอำนาจเจริญอยู่ในโครงการระยะที่ 3 ซึ่งเริ่มดำเนินงานในปี 2566 ครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ยโสธร และอำนาจเจริญ โดยมีภาคเอกชนจากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมสนับสนุน ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจเครื่องดื่ม พลังงาน ปิโตรเคมี การเงินและธนาคาร การบิน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงเกษตรอาหาร</p>
<p><em>สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลความยั่งยืนจากดอยตุงสามารถขยายผลสู่พื้นที่ต่างๆ ได้จริง และการดูแลป่าชุมชนไม่ได้เป็นเพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ ภาคธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของชุมชนเข้าด้วยกัน </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42897 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/1.jpg" alt="" width="1200" height="843" /></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ </strong>กล่าวว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้นำประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มาปรับใช้ในการขยายโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนไปยังป่าชุมชนในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ โดยภาคอีสานเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่มีทั้งความเข้มแข็งของชุมชน ฐานทรัพยากรป่าชุมชน และความพร้อมของผู้นำท้องถิ่น ปัจจุบันในภาคอีสานมีพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดยโสธร</p>
<p>“สิ่งที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ให้ความสำคัญคือการทำให้การดูแลป่าเชื่อมโยงกับชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง <em><strong>ป่าชุมชนไม่ใช่เพียงพื้นที่อนุรักษ์ แต่เป็นฐานทรัพยากร ฐานอาชีพ และฐานเศรษฐกิจของคนในพื้นที่</strong></em> หากชุมชนมีระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง คาร์บอนเครดิตจะเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้การดูแลป่าเกิดความต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนได้ในระยะยาว” นายสมิทธิกล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42898 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณปฐมพร ทรงลิลิตชูวงศ์ ผู้จัดการโครงการอาวุโส มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> กล่าวว่า พื้นที่ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่ป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน 16,385 ไร่ และพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ ครอบคลุม 13 หมู่บ้าน 1,761 ครัวเรือน หรือประชาชนที่เกี่ยวข้อง 7,596 คน<em><strong> ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจและปรับปรุงข้อมูลพื้นที่โครงการ เพื่อยืนยันขอบเขตพื้นที่ ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอน</strong></em> จัดทำรายงานติดตามผลปริมาณก๊าซเรือนกระจก ทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอก และยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.<em><strong> โดยคาดว่าจะได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตภายในสิ้นปีนี้</strong></em></p>
<p>โดยชุมชนทั้ง 13 หมู่บ้าน ได้รับการสนับสนุนเพื่อนำไปบริหารจัดการผ่าน 2 กองทุน โดย <strong>กองทุนดูแลป่า</strong>ใช้สำหรับกิจกรรมป้องกันไฟป่า การทำแนวกันไฟ การลาดตระเวน การเฝ้าระวังไฟป่า การปลูกป่าเสริม และการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันไฟป่า ซึ่งจากการดำเนินงาน​ <em><strong>ช่วยให้การเกิดไฟป่าลดลงได้ถึง 90%</strong> </em>ส่วน<strong>กองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน </strong>ช่วยให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับพัฒนาพื้นที่และต่อยอดกิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างรอคาร์บอนเครดิต อาทิ การแปรรูปอาหารพื้นถิ่น งานหัตถกรรม และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42899 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/11.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน ชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อยยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ร่วมกับภาคี ภายใต้โครงการ <strong>Village to the World Season 5</strong> ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมีบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เป็นหนึ่งในภาคีที่ร่วมสนับสนุนการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งเรียนรู้ด้านความยั่งยืน เพื่อเชื่อมโยงทุนธรรมชาติ วิถีชีวิต และศักยภาพของชุมชนให้เกิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรในระยะยาว</p>
<p><em>“จุดเด่นของพื้นที่นี้คือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงผืนป่าอนุรักษ์ แต่เป็นทุนชีวิตของชุมชน ทั้งในฐานะแหล่งอาหารตามฤดูกาล แหล่งรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติ ฐานอาชีพ และพื้นที่ที่กำลังต่อยอดไปสู่เส้นทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ถือเป็นพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการดูแลป่า ชุมชน และการเปลี่ยนทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42900 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/12.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ป่าดงใหญ่ในตำบลสร้างถ่อน้อยยังมีความโดดเด่นในฐานะ &#8216;<strong>ซูเปอร์มาร์เก็ตธรรมชาติ</strong>&#8216; ของชุมชน เป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งรายได้ และพื้นที่ชีวิตของคนในตำบล ไม่ว่าจะเป็นเห็ดตามฤดูกาล ไข่มดแดง แมงจินูน แมงแคง ปลาและทรัพยากรธรรมชาติจากแหล่งน้ำ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานศิลปะหัตถกรรม เช่น การทอผ้าไหม งานจักสาน การแปรรูปผลผลิตจากธรรมชาติ และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์แบบอัดเม็ด ซึ่งสะท้อนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการต่อยอดกองทุนพัฒนาชุมชนให้เกิดรายได้หมุนเวียนในพื้นที่</p>
<p><strong>ด้านคุณตะนุ สมนาม ประธานป่าชุมชนบ้านคำข่า และกำนันตำบลสร้างถ่อน้อย</strong> กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการทำให้ชุมชนมองเห็นคุณค่าของการดูแลป่าชัดเจนขึ้น จากเดิมที่ชาวบ้านช่วยกันรักษาป่าดงใหญ่ในฐานะแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และพื้นที่ชีวิตของคนทั้งตำบล วันนี้การดูแลป่ามีแผน มีหน้าที่ และมีเป้าหมายร่วมกันมากขึ้น ทั้งการเฝ้าระวังไฟป่า การดูแลแนวกันไฟ การลาดตระเวน และการร่วมกันคิดว่าจะใช้ทรัพยากรในชุมชนอย่างไรให้เกิดประโยชน์โดยไม่ทำลายป่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42904 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“สิ่งที่ชุมชนภูมิใจคือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงป่าที่ชาวบ้านช่วยกันรักษา แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน คาร์บอนเครดิตจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกี่ยวข้องกับอาหาร อาชีพ รายได้ และอนาคตของลูกหลานในพื้นที่โดยตรง”</em> คุณตะนุกล่าว</p>
<p>สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ชุมชนจะเปิดให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้เรื่องป่าชุมชน การวัดต้นไม้เพื่อประเมินคาร์บอนเครดิต การนั่งซาเล้งชมเส้นทางป่าที่พัฒนาจากแนวลาดตระเวนและแนวกันไฟ การทำ Eco print จากสีธรรมชาติ การชมผ้าไหมและงานหัตถกรรมท้องถิ่น การเยี่ยมชมบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ส่างท่อ และการล่องเรือลำเซบาย เพื่อสัมผัสธรรมชาติสองฝั่งน้ำที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของป่าภาคอีสาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42906 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/13.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดำเนินงานครอบคลุมป่าชุมชน 303 ชุมชน ใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ตาก กำแพงเพชร อุทัยธานี กระบี่ ยโสธร อำนาจเจริญ น่าน ลำปาง รวมพื้นที่ 287,944 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 161,171 คน จาก 52,359 ครัวเรือน และมีหน่วยงานร่วมสนับสนุน 30 องค์กร โดยผลการดำเนินโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลป่าและป้องกันไฟป่า</p>
<p>จากการติดตามพื้นที่เสียหายจากไฟป่าก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ พบว่า พื้นที่โครงการระยะที่ 1-2 ลดพื้นที่เสียหายจากไฟป่าจากค่าเฉลี่ย 11.41% เหลือ 1.99% ในปี 2567 ขณะที่โครงการระยะที่ 3 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 8.17% เหลือ 1.18% ในปี 2568 และโครงการระยะที่ 4 ลดลงจาก 21.75% เหลือ 0.77% ชี้ให้เห็นว่ากลไกกองทุนดูแลป่าและการบริหารจัดการโดยชุมชนสามารถช่วยลดการเกิดไฟป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากไฟป่าได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อชุมชนมีทรัพยากร มีระบบบริหารจัดการ และมีแรงจูงใจที่เป็นธรรม ป่าชุมชนสามารถเป็นทั้งเครื่องมือด้านสภาพภูมิอากาศ ฐานเศรษฐกิจท้องถิ่น และหลักประกันคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 ปี &#8216;Carbon Markets Club&#8217; ภารกิจ​ยกระดับตลาดคาร์บอนเครดิตประเทศไทย พร้อมขยายแนวร่วม​ Gen Z เร่งเครื่อง​ Climate Action</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/5-years-cmc-supports-carbon-market-in-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Jun 2026 11:44:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Bangchak]]></category>
		<category><![CDATA[Bangchak Group x University Gen Z-ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Markets Club]]></category>
		<category><![CDATA[CFO]]></category>
		<category><![CDATA[Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Action]]></category>
		<category><![CDATA[CMC]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Future Skill]]></category>
		<category><![CDATA[Gen Z]]></category>
		<category><![CDATA[Green Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[MyCF]]></category>
		<category><![CDATA[REC]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable Energy Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Skill]]></category>
		<category><![CDATA[กลอยตา ณ ถลาง]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บางจาก]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42734</guid>

					<description><![CDATA[<p>จาก 11 องค์กรร่วมก่อตั้งในปี 2564 เพื่อร่วมมือสร้างสะพานช่วยประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดย  บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัทในเครืออย่าง บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) และอีก 9 องค์กรร่วมก่อตั้ง ในนาม Carbon Markets Club (CMC) ​เครือข่ายรักษ์โลกลดก๊าซเรือนกระจกแห่งแรกของประเทศไทย ภารกิจสำคัญในช่วงเริ่มก่อตั้งคือ การสนับสนุนและผลักดันตลาดซื้อขายคาร์บอน (คาร์บอนเครดิต) ในประเทศ รวมทั้งการรับรองเครดิตด้านพลังงานหมุนเวียน (RECs) เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero ตามโรดแม็พในการ​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ แต่จากการเข้าไปทำงานและขับเคลื่อนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จึงพบความท้าทายสำคัญ มากกว่าการพัฒนาเครื่องมือหรือเทคโนโลยีต่างๆ ​​​​คือ การสร้าง​ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องดังกล่าว​ เนื่องจาก เรื่องก๊าซเรือนกระจกยังเป็นเรื่องใหม่และยากในขณะนั้น นำมาสู่การให้ความสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่าย CMC เพื่อสามารถต่อยอดสู่การลงมือ และสร้างผลลัพธ์ในการลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ​และจับต้องได้ คุณกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/5-years-cmc-supports-carbon-market-in-thailand/">5 ปี &#8216;Carbon Markets Club&#8217; ภารกิจ​ยกระดับตลาดคาร์บอนเครดิตประเทศไทย พร้อมขยายแนวร่วม​ Gen Z เร่งเครื่อง​ Climate Action</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จาก 11 องค์กรร่วมก่อตั้งในปี 2564 เพื่อร่วมมือสร้างสะพานช่วยประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดย  บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัทในเครืออย่าง บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) และอีก 9 องค์กรร่วมก่อตั้ง ในนาม <strong>Carbon Markets Club (CMC)</strong> ​เครือข่ายรักษ์โลกลดก๊าซเรือนกระจกแห่งแรกของประเทศไทย</p>
<p><span id="more-42734"></span></p>
<p>ภารกิจสำคัญในช่วงเริ่มก่อตั้งคือ การสนับสนุนและผลักดันตลาดซื้อขายคาร์บอน (คาร์บอนเครดิต) ในประเทศ รวมทั้งการรับรองเครดิตด้านพลังงานหมุนเวียน (RECs) เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero ตามโรดแม็พในการ​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ</p>
<p>แต่จากการเข้าไปทำงานและขับเคลื่อนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จึงพบความท้าทายสำคัญ มากกว่าการพัฒนาเครื่องมือหรือเทคโนโลยีต่างๆ ​​​​คือ การสร้าง​ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องดังกล่าว​ เนื่องจาก เรื่องก๊าซเรือนกระจกยังเป็นเรื่องใหม่และยากในขณะนั้น นำมาสู่การให้ความสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่าย CMC เพื่อสามารถต่อยอดสู่การลงมือ และสร้างผลลัพธ์ในการลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ​และจับต้องได้</p>
<p><strong>คุณกลอยตา ณ ถลาง </strong>รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ ประธาน Carbon Markets Club กล่าวว่า การปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเป็นหนึ่งในการปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงจากกติกา การค้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาทิ CBAM ซึ่งเป็น​กำแพงการค้าภายใต้เงื่อนไขด้านมาตรการทางสิ่งแวดล้อม ประกอบกับเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อขับเคลื่อนสู่ Net Zero ที่ได้ทำข้อตกลงไว้ในเวทีโลก ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับ 20 ของโลก ที่ราว 503 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า (CO2e) หรือสัดส่วน 0.8% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก โดยมีค่าเฉลี่ยรายบุคคลที่กว่า 7 ตันต่อคนต่อปี การเดินหน้าลดคาร์บอนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำจึงเป็นหนึ่งเป้าหมายสำคัญของประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42742 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/017-re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา CMC ร่วมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศ ผ่านการส่งเสริมการเติบโตในตลาดคาร์บอนเครดิต และการรับรองการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะการ​เดินหน้า​แบ่งปันข้อมูลองค์ความรู้ด้านคาร์บอนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ​ พร้อมสร้างเครือข่ายสมาชิกได้แล้วว่า 1,800 ราย ทั้งจากกลุ่มองค์กรต่างๆ กว่า 300 ราย และในรูปแบบบุคคลกว่า 1,500 ราย</p>
<p>พร้อม​การพัฒนาเครื่องมือสำหรับ​​คำนวณการปล่อยคาร์บอน  ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการลดคาร์บอน ทั้งแพลตฟอร์ม <strong>CFO</strong> สำหรับการวัดคาร์บอนฟุตพรินท์ในระดับองค์กร และ <strong>MyCF</strong> สำหรับการวัดคาร์บอนฟุตพรินท์ระดับบุคคล ซึ่งมีผู้ใช้งานราว 1,800 ราย เพื่อให้ได้ข้อมูลตั้งต้นสำหรับนำไปวางแผน​ลดคาร์บอนในขั้นตอนต่อไป ​โดย​ที่ผ่านมา CMC มีส่วนช่วยลดก๊าซเรือนกระจกผ่านคาร์บอนเครดิตได้กว่า 5.3 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) และสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด (REC) เกือบ 2.6 ล้านวัตต์-ชั่วโมง (Wh) เทียบเท่าการปลูกต้นไม้อายุ 10 ปี ถึงกว่า 210 ล้านต้น</p>
<p><em>&#8220;พัฒนาการในตลาดคาร์บอนเครดิต​ประเทศไทย เริ่มยกระดับจากในประเทศสู่ต่างประเทศมากขึ้น เพื่อการรับรองคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการยอมรับมาตรฐานในระดับสากล และหลีกเลี่ยงปัญหาการฟอกเขียว ​​ผ่านการทำงานร่วมกันในระดับภูมิภาค ทั้งจากการขับเคลื่อนโดยภาครัฐ และการร่วมสนับสนุนในภาคเอกชน โดยทาง  CMC ​ได้ขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนที่ขับเคลื่อนเรื่องตลาดคาร์บอนในอาเซียน ผ่านความร่วมมือ ASEAN Common Carbon Framework (ACCF)  ร่วมกับอีก 4 ประเทศ ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และอาเซียน  เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกันระหว่างตลาดคาร์บอนในภูมิภาค ตลอดจนความสำเร็จในการเชื่อมโยงมาตรฐาน T-VER และ REC ของสมาชิก CMC เข้ากับตลาดคาร์บอนในมาเก๊า รวมทั้งการร่วมสนับสนุนภารกิจภาครัฐในการขับเคลื่อนข้อตกลงตาม Article 6 ​จากข้อตกลงปารีส ในการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศกับสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อขยายการยอมรับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตของไทยให้สามารถเข้าถึงตลาดที่เปิดกว้าง  ไปจนถึงเป้าหมายในอนาคตเพื่อสร้างมาตรฐานร่วมกันของประเทศภายในภูมิภาคอาเซียนได้ในที่สุด&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42737 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/013-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>ขณะที่การขยาย Positive Impact ผ่านการทำงานของเครือข่ายได้มากขึ้น คือ การให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน และปรับทัศนคติให้มองโอกาสที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่ Low Carbon เพื่อการเข้าถึงแหล่งทุน หรือเทคโนโลยีในการเปลี่ยนผ่าน รวมทั้งการต่อยอดการทำงานในระดับชุมชน ซึ่งเป็นหน่วยย่อยและมีโครงการลดคาร์บอนขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก เช่น ป่าชุมชน ​เตาเผาขยะขนาดเล็ก หรือโครงการในการเพิ่ม Value จาก Waste ต่างๆ ที่สามารถต่อยอดมาสู่การสร้างคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนมากขึ้น โดยธุรกิจขนาดใหญ่สามารถเข้าไปเป็นพี่เลี้ยง ทั้งการพัฒนาช่วยโมเดล การสนับสนุนทุนในการประเมินผลหรือรับรองโครงการ เป็นต้น</p>
<p><strong>ขยายผลสร้างแนวร่วม Gen Z เพิ่มการขับเคลื่อนจริง</strong></p>
<p>สำหรับ​เป้าหมายการพัฒนาระบบนิเวศคาร์บอนต่ำในประเทศไทยให้แข็งแรงและเติบโตได้มากขึ้นในอนาคต CMC วางกลยุทธ์ในการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกับภาคการศึกษาซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคน และเติมเต็มทักษะที่สำคัญ สำหรับการรับมือต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญของโลกอันดับต้นๆ ในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42736 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/009-re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>นำมาสู่ความร่วมมือ <strong>&#8216;​Bangchak Group x University Gen Z-ESG&#8217;</strong>  เพื่อขยายการขับเคลื่อน​ภารกิจต่างๆ ของ CMC ให้สามารถเชื่อมโยงภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมในการเตรียมความพร้อมคนรุ่นใหม่สำหรับอนาคต ผ่านการทำ MOU  ร่วมกัน ในระยะเวลา 3 ปี ระหว่างกลุ่มบริษัทบางจาก สอวช. และมหาวิทยาลัยชั้นนำ 9 แห่งของประเทศ เพื่อ​สนับสนุนการพัฒนาด้านความยั่งยืนและนวัตกรรมของประเทศ ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยบูรพา และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง</p>
<p>&#8220;การเชื่อมโยงภารกิจให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เพื่อเพิ่มการขับเคลื่อนด้าน​ Climate Action ได้อย่างเป็นรูปธรรม และถือเป็นการสร้างแนวร่วมที่แข็งแรงในอนาคต โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับภารการศึกษาที่มีความใกล้ชิดและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเข้ามาเสริมความแข็งแรงในระบบนิเวศความยั่งยืนของประเทศ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโลกแห่งความยั่งยืนในอนาคตในมุมมองของตัวเอง เพื่อสามารถปรับให้เข้ากับพฤติกรรม และเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สร้างผลกระทบที่ดีต่อโลกขึ้นได้จริง รวมทั้งการร่วมพัฒนาทักษะคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ&#8221;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42735 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/010-re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อนหลังการทำ  MOU จะ​ดำเนินกิจกรรมหลากหลายรูปแบบเพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ด้าน ESG และความยั่งยืนให้กับนักศึกษาและบุคลากร อาทิ CMC ESG Ecosystem and Knowledge Hub เปิดโอกาสให้เข้าถึงองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาตรฐานคาร์บอน การบริหารจัดการคาร์บอน และเทคโนโลยีด้านการลดก๊าซเรือนกระจก CMC Brand Ambassador สร้างผู้นำด้านการสื่อสารความยั่งยืนในมหาวิทยาลัย และ Young Entrepreneurs Program with Inthanin ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการเป็นผู้ประกอบการจากประสบการณ์จริง ควบคู่กับการพัฒนาแนวคิดธุรกิจและกลยุทธ์การตลาด</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีแผนต่อยอดผ่านกิจกรรม ESG Master Class การจัด Hackathon ด้านพลังงานและความยั่งยืน โครงการฝึกงาน และการเรียนรู้จากการดำเนินธุรกิจจริงของกลุ่มบริษัทบางจาก โดยผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของกลุ่มบริษัทบางจากจะร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน ESG การบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) และเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีทั้งความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ พร้อมนำความรู้และประสบการณ์ไปต่อยอดในอนาคต</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/5-years-cmc-supports-carbon-market-in-thailand/">5 ปี &#8216;Carbon Markets Club&#8217; ภารกิจ​ยกระดับตลาดคาร์บอนเครดิตประเทศไทย พร้อมขยายแนวร่วม​ Gen Z เร่งเครื่อง​ Climate Action</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เร่งลดกำแพง &#8216;บริจาคอาหาร&#8217; สวทช. ชง &#8216;มาตราการภาษี&#8217; เพิ่มแนวร่วมภาคเอกชน ตั้งเป้า &#8216;กอบกู้อาหารส่วนเกิน&#8217; เพิ่ม 10 เท่า พร้อมดันประเทศไทย​บรรลุโรดแม็พลดขยะอาหาร</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/food-rescue-coalition-in-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 03 May 2026 14:38:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[CIT]]></category>
		<category><![CDATA[Food Bank]]></category>
		<category><![CDATA[Food Hero]]></category>
		<category><![CDATA[Food Industry]]></category>
		<category><![CDATA[Food Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Food Rescue]]></category>
		<category><![CDATA[food safety]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[NSTDA]]></category>
		<category><![CDATA[Scholars of Sustenance]]></category>
		<category><![CDATA[Scholars of Sustenance Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[Social Impact]]></category>
		<category><![CDATA[SOS THAILAND]]></category>
		<category><![CDATA[Surplus Food]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand’s Food Bank]]></category>
		<category><![CDATA[VAT]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทวี อิ่มพูลทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีมูลค่าเพิ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีเงินได้นิติบุคคล]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์​]]></category>
		<category><![CDATA[สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารส่วนเกิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41550</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันประเทศไทยมีอาหารส่วนเกิน (Surplus Food) อยู่ที่ประมาณ 4 ล้านตันต่อปี ขณะที่คนไทยราว 12 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงอาหารและตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางอาหาร (จากข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือกลุ่มรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี) รวมทั้งปริมาณขยะอาหาร​ของประเทศไทยในปี 2567 อยู่ที่กว่า 10 ล้านตัน (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)) ซึ่งสุดท้ายแล้วขยะอาหารเหล่านี้ต้องนำไปสู่หลุมฝังกลบ และเป็นหนึ่งสาเหตุการปล่อยก๊าซมีเทน หนึ่งในก๊าซเรือนกระจกสำคัญไปสู่ชั้นบรรยากาศ ต้นตอปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ดังนั้น หากมีตัวกลางในการเข้าไปช่วยกอบกู้อาหาร (Food Rescue) เพื่อนำอาหารกว่า 4 ล้านตันออกมาใช้ประโยชน์ หรือส่งต่อให้ผู้มีความต้องการ จะสามารถช่วยลดปริมาณขยะอาหารลงได้เกือบ 40% ประกอบกับช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงอาหาร และลดปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในภาพรวมลงได้   ทั้งนี้ ประเทศไทยมี RoadMap ​การจัดการขยะอาหาร (พ.ศ.2566 -2573) โดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุให้ลดปริมาณขยะอาหารจากปริมาณขยะมูลฝอยทั่วไปจาก​​ 38-39% ให้เหลือ 28% ภายในปี 2573 พร้อมทั้งการวางแนวปฏิบัติ​เพื่อสามารถกอบกู้อาหารส่วนเกินจากตลาดหรือร้านอาหารกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างชัดเจน ทั้งการคัดแยกอาหารส่วนเกินที่ยังใช้ประโยชน์ได้สำหรับการส่งต่อ รวมทั้งการนำไปบริจาคผ่านธนาคารอาหาร ​​ซึ่งปัจจุบันสัดส่วน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/food-rescue-coalition-in-thailand/">เร่งลดกำแพง &#8216;บริจาคอาหาร&#8217; สวทช. ชง &#8216;มาตราการภาษี&#8217; เพิ่มแนวร่วมภาคเอกชน ตั้งเป้า &#8216;กอบกู้อาหารส่วนเกิน&#8217; เพิ่ม 10 เท่า พร้อมดันประเทศไทย​บรรลุโรดแม็พลดขยะอาหาร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันประเทศไทยมีอาหารส่วนเกิน (Surplus Food) อยู่ที่ประมาณ 4 ล้านตันต่อปี ขณะที่คนไทยราว 12 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงอาหารและตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางอาหาร (จากข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือกลุ่มรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี)</p>
<p><span id="more-41550"></span></p>
<p>รวมทั้งปริมาณขยะอาหาร​ของประเทศไทยในปี 2567 อยู่ที่กว่า 10 ล้านตัน (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)) ซึ่งสุดท้ายแล้วขยะอาหารเหล่านี้ต้องนำไปสู่หลุมฝังกลบ และเป็นหนึ่งสาเหตุการปล่อยก๊าซมีเทน หนึ่งในก๊าซเรือนกระจกสำคัญไปสู่ชั้นบรรยากาศ ต้นตอปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง</p>
<p>ดังนั้น <em><strong>หากมีตัวกลางในการเข้าไปช่วยกอบกู้อาหาร (Food Rescue) เพื่อนำอาหารกว่า 4 ล้านตันออกมาใช้ประโยชน์ หรือส่งต่อให้ผู้มีความต้องการ จะสามารถช่วยลดปริมาณขยะอาหารลงได้เกือบ 40% ประกอบกับช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงอาหาร และลดปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในภาพรวมลงได้  </strong></em></p>
<p>ทั้งนี้ ประเทศไทยมี<strong> RoadMap ​การจัดการขยะอาหาร</strong> (พ.ศ.2566 -2573) โดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุให้ลดปริมาณขยะอาหารจากปริมาณขยะมูลฝอยทั่วไปจาก​​ 38-39% ให้เหลือ 28% ภายในปี 2573 พร้อมทั้งการวางแนวปฏิบัติ​เพื่อสามารถกอบกู้อาหารส่วนเกินจากตลาดหรือร้านอาหารกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างชัดเจน ทั้งการคัดแยกอาหารส่วนเกินที่ยังใช้ประโยชน์ได้สำหรับการส่งต่อ รวมทั้งการนำไปบริจาคผ่านธนาคารอาหาร ​​ซึ่งปัจจุบันสัดส่วน Food Rescue โดยเฉลี่ยของประเทศไทยอยู่ที่ราว 1% หรือประมาณ 2,000 ตันต่อปีเท่านั้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41557 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/NSTDA3.jpg" alt="" width="1200" height="673" /></p>
<p><strong>สวทช. เสนอมาตรการทางภาษีเพิ่มแนวร่วมบริจาคอาหาร </strong></p>
<p>นำมาสู่การศึกษาเพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย <em><strong>&#8216;การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับการบริจาคอาหารส่วนเกิน&#8217;</strong>  </em>ของ <strong>สวทช.</strong>  เพื่อสามารถขับเคลื่อนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายตามโรดแม็พการจัดการขยะอาหาร โดยเฉพาะการเพิ่มแนวร่วมจากภาคธุรกิจ ในการนำสินค้ากลุ่มอาหารที่ไม่ได้จำหน่ายแต่ยังสามารถรับประทานได้ เข้าสู่ระบบการบริจาคเพื่อลดปริมาณขยะอาหาร และสามารถกอบกู้อาหารส่วนเกิน เพื่อลดขยะอาหารได้ตั้งแต่ต้นทางมากขึ้น <em><strong>โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการกอบกู้อาหารในประเทศไทยให้มากขึ้น 10 เท่า หรือจาก 2,000 ตันต่อปี เป็น 20,000 ตันต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 3,040 ล้านบาทต่อปี</strong></em></p>
<p>ข้อมูลจากการศึกษาของ สวทช. พบว่า <em><strong>ความสามารถในการกอบกู้อาหารประเทศไทยส่วนเกินของประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ที่ 1%  หรือราว 2,000 ตันต่อปี</strong> </em>จากปริมาณอาหารส่วนเกินที่มีมากกว่า 4 ล้านตัน โดย<strong>อาหารที่กอบกู้มาได้ นำไปช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนอาหารให้ประชากรในประเทศไทย 8.4 ล้านมื้อ หรือคิดเป็นผลกระทบ​ทางเศรษฐกิจมูลค่า 294 ล้านบาทต่อปี</strong> (อาหาร 1 กิโลกรัม สามารถแจกจ่ายได้ประมาณ 4.2 มื้อ และอ้างอิงราคาอาหารจากร้านธงฟ้าที่ 35 บาทต่อมื้อ) <strong>พร้อมทั้งลดภาระในการบริหารจัดการขยะของประเทศลงได้ 4.95 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงได้กว่า 5,060 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e)ต่อปี ซึ่งสามารถประเมินเป็นมูลค่าคาร์บอนเครดิตได้ถึงกว่า 5.39 ล้านบาทต่อปี</strong> (อ้างอิงราคาตลาด T-VER กลุ่มป่า ระดับโครงการ P-REDD+ ณ เดือน ต.ค. 2568)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41555 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/NSTDA-1.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p><em><strong>และหากสามารถเพิ่มการกอบกู้อาหารได้มากขึ้น 10 เท่า เป็น 20,000 ตันต่อปี จะทำให้ช่วยลดความหิวโหยของประชากรได้ถึง 84 ล้านมื้อ เทียบเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจมูลค่า 2,940 ล้านบาทต่อปี ลดภาระในการจัดการขยะ 49.5 ล้านบาท พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้กว่า 50,600 ตัน CO2e ต่อปี ซึ่งเทียบเท่าการปลูกต้นพะยูง 2.34 -3.72 ล้านต้น และสามารถประเมินเป็นมูลค่าคาร์บอนเครดิตได้ราว 54 ล้านบาทต่อปี </strong></em></p>
<p>อย่างไรก็ตาม <strong>อุปสรรคสำคัญของภาคเอกชนที่แม้มีสินค้ากลุ่มอาหารที่ต้องการร่วมบริจาคเพื่อลดปริมาณ Food Waste แต่สุดท้าย​​ตัดสินใจเลือกที่จะไม่บริจาคอาหาร คือ</strong> <strong>&#8216;การติดเงื่อนไขทางภาษี&#8217;</strong> เนื่องจาก <em><strong>ข้อกฎหมายประเทศไทยในปัจจุบัน กำหนดให้การบริจาคอาหาร ยังจำเป็นต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่นเดียวกับการขายสินค้า รวมทั้งยังจัดอยู่ในกลุ่มสินค้ารายจ่ายต้องห้าม ที่กำหนดเพดานไว้ 2% ของกำไรสุทธิ เพื่อนำไปหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ​​ทำให้ไม่จูงใจภาคธุรกิจ และหลายบริษัทเลือกที่จะใช้วิธีการทำลายอาหารแทน</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41556 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/NSTDA2.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p>เนื่องจาก ไม่มีทั้งภาระ​​ภาษีมูลค่า (VAT) พร้อมทั้งสามารถหักภาษีซื้อได้เต็มจำนวน ประกอบกับยังสามารถหักรายจ่ายจากกระบวนการในการทำลายสินค้า เช่น ต้นทุนการจัดซื้ออุปกรณ์ทำลายสินค้า หรือค่าจ้างบุคลากรในการนำไปทำลาย ซึ่งช่วยลด​ภาระด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ให้แก่ภาคธุรกิจได้</p>
<p>ทำให้ในปัจจุบัน สินค้าอาหารราว 90% ​​ที่ภาคเอกชนนำมาบริจาคให้องค์กรต่างๆ มักจะอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ไม่เสีย VAT  เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวสาร เบเกอรี่ หรือกลุ่มอาหารสด อาหารพร้อมรับประทาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอายุการบริโภค (Shelf-life) ในระยะเวลาสั้นๆ ขณะที่สินค้าอาหารส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้าระบบในการส่งต่อผ่านการบริจาคอาหาร ซึ่งสูญเสียทั้งโอกาสทางธุรกิจ รวมทั้งยังกระทบต่อปัญหาความหิวโหย ความมั่นคงทางอาหาร และปริมาณขยะอาหารที่เพิ่มจำนวนขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41565 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/NSTDA4.jpg" alt="" width="1200" height="672" /></p>
<p>สวทช. จึงได้ดำเนินการยื่นเรื่องไปทางกรมสรรพากร เพื่อให้พิจารณาปรับปรุงระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการบริจาคอาหารส่วนเกิน ให้กับหน่วยรับบริจาคอาหารภายใต้โครงการธนาคารอาหาร (Food Bank) หรือที่ได้รับการรับรอง ซึ่งยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการประเภทต่างๆ สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ภายใต้การมีระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อความโปร่งใสในการดำเนินการ เพื่อลดภาระให้​​ภาคธุรกิจที่ต้องการ​บริจาคอาหารสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเทียบเท่ากับการทำลายอาหาร เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการบริจาคอาหาร จากกลุ่มธุรกิจ​และประเภทของอาหารที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมทั้งมีปริมาณอาหารส่วนเกินเข้ามาในระบบ เพื่อนำไปส่งต่อประโยชน์แก่ผู้ที่มีความต้องการได้มากขึ้น รวมทั้งลดปัญหาทางทั้งสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมในภาพรวมให้ลดลงได้</p>
<p>นอกจากเรื่องของมาตรการทางภาษีแล้ว การเพิ่มแรงจูงใจด้วยการขึ้นทะเบียนรับรองคาร์บอนเครดิต​ เนื่องจาก สามารถ​คำนวณปริมาณคาร์บอนที่ลดลงจากปริมาณการบริจาคอาหาร และนำไปขอขึ้นทะเบียนจากทางองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก  เพื่อขอรับรองโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการทำให้ภาคธุรกิจหันมาบริจาคอาหารเพิ่มมากขึ้นในอนาคตเช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41554 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/SOS-6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>SOS Thailand เดินหน้าภารกิจกอบกู้อาหาร ตั้งเป้า 15 ล้านกิโลกรัม</strong></p>
<p><strong>มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS Thailand) </strong>อีกหนึ่งแกนหลักสำคัญในการขับเคลื่อนการกอบกู้อาหารในประเทศไทยมากว่า 10 ปี โดยมีฐานปฏิบัติงานอยู่ใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพ ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) และเชียงใหม่ โดยในปัจจุบันมีการดำเนินงานอยู่ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย</p>
<p><strong>คุณทวี อิ่มพูลทรัพย์</strong> ผู้จัดการประจำประเทศไทย SOS Thailand เปิดเผยว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา SOS Thailand สามารถช่วยกอบกู้อาหารได้มากกว่า 18 ล้านกิโลกรัม เพื่อนำไปส่งต่อเป็นมื้ออาหารได้รวมกว่า 76 ล้านมื้อ เข้าถึงชุมชนทั่วประเทศได้มากกว่า 6,623 แห่ง โดยช่วยลดค่าครองชีพให้คนไทยได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท​ ขณะที่อิมแพ็คที่สร้างได้จากการกอบกู้อาหาร ทั้งการลดการปล่อยคาร์บอนลงได้กว่า 46,000 ตัน CO2e เทียบเท่าการปลูกต้นไม่เพื่อดูดซับคาร์บอนมากกว่า 7.63 แสนต้น ขณะที่การคำนวณผลตอบแทนทางสังคม (SROI) อยู่ที่ 23 เท่า (เมื่อเทียบการลงทุน1 บาท สร้างผลตอบแทนเทียบเท่า​​ 23 บาท)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41558 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Tawee.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>สำหรับการขยายพันธมิตรเพื่อเพิ่มแนวร่วมในการขับเคลื่อนการกอบกู้อาหารในประเทศไทย  SOS Thailand สามารถขยายพื้นที่ดำเนินงานได้รวม 19 จังหวัด ​แต่หากรวมเครือข่ายการขับเคลื่อนร่วมกับพันธมิตร ผ่านโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank เท่ากับทำงานได้ครอบคลุมกว่า 50 จังหวัด หรือเข้าถึงพื้นที่ได้กว่า 65% ของประเทศ  ขณะที่จำนวนพันธมิตรในปัจจุบันมีอยู่ 5 กลุ่มสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มร้านอาหาร กลุ่มโรงแรม กลุ่มเกษตรกร กลุ่มตลาด และกลุ่มโรงงานผลิตอาหารต่างๆ  รวมกว่า 316 แบรนด์ จำนวนจุดเข้ารับอาหารเกือบ 2,300 จุด</p>
<p><em>&#8220;แนวทางการขยายจำนวนพันธมิตรเพื่อเพิ่มแนวร่วมการกอบกู้อาหารในปีนี้ มีทั้งการเพิ่มปริมาณอาหารจากจุดรับอาหารที่ดำเนินการอยู่แล้ว รวมทั้งการเพิ่มจุดรับอาหารใหม่ๆ จากแบรนด์เดิม รวมทั้งการหาพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อให้เข้าร่วมโครงการบริจาคอาหารเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอุปสรรคสำคัญของภาคเอกชนในการเข้าร่วมโครงการมีหลากหลาย ทั้งในแง่ของข้อกฏหมายทางภาษีซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้ภาคเอกชนตัดสินใจไม่เข้าร่วมโครงการ แม้จะทราบถึงประโยชน์ และต้องการมีส่วนร่วมในการลดขยะอาหาร ​ซึ่งทาง สวทช. ได้ดำเนินการยื่นเรื่องไปทางกรมสรรพากรเพื่อพิจารณาเพื่อสร้างแรงจูงใจในการบริจาคอาหารเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆ ในด้านการบริหารจัดการ ซึ่งทาง SOS Thailand พยายามเข้าไปรับฟังและช่วยแก้ไขปัญหา เพื่อสามารถขยายความร่วมมือกับพันธมิตรได้เพิ่มมากขึ้น และสามารถบรรลุเป้าหมายการเข้าไปกอบกู้อาหารส่วนเกินในปีนี้ได้ไม่ต่ำกว่า 15 ล้านกิโลกรัม พร้อมระดมทุนสนับสนุนการดำเนินงานได้ไม่ต่ำกว่า 25 ล้านบาท&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41551 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/sos-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ SOS Thailand มีบทบาทในการกอบกู้อาหาร ผ่าน 5 ภารกิจสำคัญ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; Food Rescue Program : ​</strong>การเข้าไปกอบกู้อาหารจากพันธมิตรด้วยรถตู้เย็น ที่ปัจจุบันมีรวม 15 คัน สำหรับปฏิบัติงานใน 4 จังหวัด​หลัก  ผ่าน Food Rescue Ambassador รวม 18 คน พร้อมทั้งขยายการดำเนินงานผ่านเครือข่ายไปได้แล้ว 19 จังหวัด โดยภารกิจหลักในการเข้าไปรับอาหารส่วนเกินจากผู้บริจาค เพื่อนำไปส่งต่อ รวมทั้งการจัดทำรายงานสรุปให้ผู้บริจาคทราบถึงผลกระทบเชิงบวกที่สามารถสร้างได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41552 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/SOS-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; Rescue Kitchen Program :</strong> กิจกรรมครัวรักษ์อาหาร ร่วมกับภาคเอกชน ในการทำกิจกรรมอาหารแจกจ่ายให้ชุมชนที่มีความต้องการ โดยใช้วัตถุดิบหลักมาจากอาหารที่กอบกู้ได้ และเป็นอีกหนึ่งโซลูชันการทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกับทางชุมชน ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 101 ครั้ง</p>
<p><strong>&#8211; Healthy School Meal Program :</strong> เป็นการนำอาหารส่วนเกินไปมอบให้ทางโรงเรียนใน กทม. เพื่อดูแลโภชนการให้เด็กนักเรียน ได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เป็นประโยชน์สำหรับการเรียนรู้และการเติบโต โดยได้ดำเนินการรวมแล้วใน 32 โรงเรียน และค่า BMI ของนักเรียนในโรงเรียนที่เข้าร่วมดีขึ้นได้มากกว่า 82%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41560 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/SOS-7.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211;  Rescue Farm Program :</strong> การเข้าไปช่วยกลุ่มเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิต จากฟาร์มที่มีผลผลิตจำนวนมาก และไม่ได้เก็บเกี่ยวหรือนำไปจำหน่าย ทาง SOS จะนำอาหารส่วนเกินไปมอบให้ พร้อมมีทีมอาสาเข้าไปเก็บเกี่ยวเพื่อนำผลผลิตมาส่งต่อให้ผู้ที่มีความต้องการ ขณะที่เกษตรกรก็จะไม่ต้องเสียค่าจ้างเก็บเกี่ยว หรือปล่อยให้ผลผลิตเสียหายไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยปัจจุบันดำเนินการในหัวหิน และเชียงใหม่ และได้เข้าไปช่วยเก็บเกี่ยวแล้วมากกว่า 80 แห่ง</p>
<p><strong>&#8211; Thailand&#8217;s Food Bank Program :</strong> การขับเคลื่อน<strong> &#8216;ธนาคารอาหารของประเทศไทย&#8217;</strong> โดยความร่วมมือกับทาง สวทช. ในการพัฒนาโมเดลการกอบกู้อาหารให้สามารถกระจายการทำงานไปได้ท่ัวทั้งประเทศ ผ่านการมีเครือข่ายจิตอาสากระจายไปได้ทั่วประเทศ ภายใต้การขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่าง สวทช. ทั้งการเข้ามาช่วยพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับเป็นข้อมูลกลางด้าน​การกอบกู้อาหารในระดับประเทศ รวมทั้งการทำงานร่วมกับนักวิจัยในหลากหลายสาขา เพื่อสร้าง Food Safety Guideline ในการเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารสำหรับการบริจาค เพื่อการอบรมทั้งกลุ่มอาสาที่จะเข้ามาเป็น Food Hero (ผู้เข้ารับอาหารส่วนเกินเพื่อนำไปบริจาค) ​รวมทั้งกลุ่มผู้รับบริจาค ซึ่งโครงการนี้ มีความสำคัญในการช่วยเพิ่มตัวกลางในการขับเคลื่อนโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันมีอาสาร่วมโครงการแล้วกว่า 556 คน ขยายพื้นที่โครงการเพิ่มเติมได้อีกกว่า 16 จังหวัด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41559 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/SOS-8.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;จากการดำเนินงานมากว่า 10 ปี ของ SOS Thailand ทำให้ทราบว่า <strong>ปริมาณอาหารในประเทศไทย รวมทั้งทั่วโลก ไม่ได้ขาดแคลน ​แต่ละวันมีการผลิตขึ้นมาเพื่อรองรับการบริโภคของผู้คนได้ทุกคน เพียงแต่ยังขาดตัวกลางในการนำอาหารจากผู้ผลิตไปส่งต่อให้ผู้ที่มีความต้องการ ซึ่ง SOS Thailand พยายามเพิ่มเครือข่ายและรูปแบบในการทำงานกับทุกภาคส่วน  เพื่อเซ็ตอัพโมเดลการขับเคลื่อนที่แข็งแรง เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถดำเนินการได้อย่างแพร่หลาย ทำให้เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงอาหารให้กับทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึง</strong> พร้อมทั้งช่วยลดปริมาณขยะอาหารที่เหลือทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งทุกคนสามารถ​มีส่วนร่วมการขับเคลื่อนภารกิจนี้ได้เช่นกัน เพราะ <strong>นอกจาการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจในรูปแบบ BtoB แล้ว ยังสามารถ​รณรงค์การขับเคลื่อนแบบรายบุคคล หรือ CtoC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์ได้มากยิ่งขึ้น เนื่อง​จากประเทศไทย มีวัฒนธรรมในการแชร์อาหารให้แก่กันมาช้านานแล้ว</strong>&#8220;</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/food-rescue-coalition-in-thailand/">เร่งลดกำแพง &#8216;บริจาคอาหาร&#8217; สวทช. ชง &#8216;มาตราการภาษี&#8217; เพิ่มแนวร่วมภาคเอกชน ตั้งเป้า &#8216;กอบกู้อาหารส่วนเกิน&#8217; เพิ่ม 10 เท่า พร้อมดันประเทศไทย​บรรลุโรดแม็พลดขยะอาหาร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดล สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พร้อมผนึกภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสู่เน็ตซีโร่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/mae-fah-luang-transformation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 04:39:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Business Model]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[Transformation]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41375</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยวางทิศทางใหม่ให้ &#8216;การพัฒนา&#8217; ไม่ใช่เป็นเพียงภารกิจเชิงสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักการพัฒนาที่มี &#8216;คน&#8216; เป็นศูนย์กลาง ควบคู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เดินหน้าเต็มกำลัง หลังปรับโครงสร้างองค์กร มูลนิธิฯ ปรับโครงสร้างการทำงานให้สอดรับบริบทปัจจุบัน โดยบูรณาการ 4 สายงานหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจเพื่อสังคม 2.การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3.ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน และ 4.สายงานพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทั้งการเผยแพร่องค์ความรู้ การขยายผล และการบริหารรายได้อย่างยั่งยืน โดยสายงาน NbS เร่งขับเคลื่อนโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคธุรกิจกับเครือข่ายชุมชน พร้อมขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ภายในองค์กรมีการใช้กลยุทธ์ &#8216;ระบบคู่ขนาน&#8217; (Parallel System) สร้างทีมและกลไกใหม่ควบคู่ระบบเดิม เพื่อเร่งผลลัพธ์และลดแรงต้านการเปลี่ยนแปลง ในระยะยาว มูลนิธิฯ ตั้งเป้าขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยต่อยอดประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เมียนมา และอินโดนีเซีย หวังมุ่งสู่การเป็นองค์กรพัฒนาระดับโลก ขณะเดียวกัน สายงานธุรกิจเพื่อสังคมรับไม้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของดอยตุง และสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะขับเคลื่อนความร่วมมือระดับประเทศและองค์กร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/mae-fah-luang-transformation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดล สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พร้อมผนึกภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสู่เน็ตซีโร่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยวางทิศทางใหม่ให้ <em><strong>&#8216;การพัฒนา&#8217; ไม่ใช่เป็นเพียงภารกิจเชิงสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดอย่างยั่งยืน</strong></em> ภายใต้หลักการพัฒนาที่มี &#8216;<strong>คน</strong>&#8216; เป็นศูนย์กลาง ควบคู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ</p>
<p><span id="more-41375"></span></p>
<p><strong>เดินหน้าเต็มกำลัง หลังปรับโครงสร้างองค์กร</strong></p>
<p>มูลนิธิฯ ปรับโครงสร้างการทำงานให้สอดรับบริบทปัจจุบัน โดยบูรณาการ 4 สายงานหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจเพื่อสังคม<br />
2.การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3.ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน และ 4.สายงานพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทั้งการเผยแพร่องค์ความรู้ การขยายผล และการบริหารรายได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>โดยสายงาน NbS เร่งขับเคลื่อนโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคธุรกิจกับเครือข่ายชุมชน พร้อมขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ภายในองค์กรมีการใช้กลยุทธ์<strong> &#8216;ระบบคู่ขนาน&#8217;</strong> (Parallel System) สร้างทีมและกลไกใหม่ควบคู่ระบบเดิม เพื่อเร่งผลลัพธ์และลดแรงต้านการเปลี่ยนแปลง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41380 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL5.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>ในระยะยาว มูลนิธิฯ ตั้งเป้าขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยต่อยอดประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เมียนมา และอินโดนีเซีย หวังมุ่งสู่การเป็นองค์กรพัฒนาระดับโลก ขณะเดียวกัน สายงานธุรกิจเพื่อสังคมรับไม้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของดอยตุง และสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะขับเคลื่อนความร่วมมือระดับประเทศและองค์กร สร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคเอกชนและเยาวชนผ่านการให้คำปรึกษาและหลักสูตรต่างๆ</p>
<p><strong>สร้างโมเดลพัฒนาใหม่ เชื่อมเศรษฐกิจ–ชุมชน–สิ่งแวดล้อม</strong></p>
<p><strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า การปรับครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้างองค์กร แต่เป็นการวางรากฐานแนวทางพัฒนาใหม่ที่ใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ความท้าทายคือทำให้การพัฒนาไม่เป็นภาระงบประมาณ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ที่ภาคเอกชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปด้วยกัน โดยหัวใจยังเหมือนเดิม คือ ถ้าจะปลูกป่า ต้องปลูกคนก่อน แต่วันนี้เรากำลังขยายแนวคิดนี้สู่ระดับประเทศ และเชื่อมต่อกับตลาดโลกได้จริง ซึ่งการปรับครั้งนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะ <strong>&#8216;ตัวกลางเศรษฐกิจความยั่งยืน&#8217;</strong> ที่เชื่อมทรัพยากร ชุมชน และทุนเข้าด้วยกัน พร้อมก้าวสู่ต้นแบบการพัฒนายุคใหม่ของประเทศไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41377 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL1.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>ขยาย</strong><strong>แบรนด์ธุรกิจเพื่อสังคม </strong><strong>&#8216;</strong><strong>ดอยตุง</strong><strong>&#8216; พัฒนาชุมชน </strong><strong>เจาะตลาดคนรุ่นใหม่ </strong></p>
<p><strong><u>งานหัตถกรรม </u></strong>ขยายการส่งเสริมงานหัตถกรรมจากพื้นที่ดอยตุงสู่พื้นที่ขยายผล เพื่อสร้างรายได้ฐานรากและยกระดับทักษะชุมชน โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงตั้งแต่การฝึกอบรม การผลิต ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้สามารถผลิตงานให้กับแบรนด์ DoiTung และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ของตนเอง ปัจจุบันในพื้นที่ปางมะหัน ปูนะ และบ้านห้วยส้าน สามารถสร้างรายได้รวมหลายล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้ครัวเรือนมีรายได้เสริมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสตรีที่สามารถทำงานใกล้บ้าน และเตรียมขยายโมเดลสู่พื้นที่ป่าชุมชนภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างอาชีพควบคู่การดูแลทรัพยากร และกระจายรายได้สู่ชุมชนในวงกว้าง</p>
<p>นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยลง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ประจำวัน พร้อมเชื่อมโยงแก่นแท้ของงานที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้ดำเนินงานตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันผ่านการออกแบบสินค้า จะออกวางจำหน่ายในร้านดอยตุงไลฟ์สไตล์ อย่างไม่เป็นทางการปลายไตรมาสที่ 2 นี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41381 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL8.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong><u>งานกาแฟและแมคคาเดเมีย</u></strong> ยังคงเป็นสินค้าหลักที่ตลาดมีความต้องการสูง โดยขยายการผลิตแบบ OEM ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น การบินไทย ซึ่งปัจจุบันเสิร์ฟกาแฟดอยตุงในทุกเที่ยวบินทั่วโลก พร้อมไปกับการพัฒนาสายพันธุ์ และการปลูกที่ทนทานต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</p>
<p><strong><u>งานสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ </u></strong>โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เดินหน้ายกระดับบทบาทสู่การเป็นแพลตฟอร์มสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยใช้การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเป็นกลไกสำคัญ ปัจจุบันมี 15 กลุ่ม สมาชิกกว่า 1,030 คน สร้างรายได้รวมกว่า 38.2 ล้านบาท ในปี 2568 ครอบคลุมตั้งแต่ภาคเกษตร การแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนศักยภาพคือ<strong> &#8216;หมูดำดอยตุง&#8217;</strong> ซึ่งต่อยอดจากการจำหน่ายเนื้อสด สู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ไส้กรอก แฟรงก์เฟิร์ตเตอร์ และดอยตุงแฮม ช่วยเพิ่มมูลค่าจากหลักร้อยสู่หลักพันบาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้และยกระดับชุมชนสู่การเป็นผู้ประกอบการที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41382 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL10.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong><u>งานท่องเที่ยว</u></strong> มุ่งเจาะกลุ่มสัมมนาและอบรม โดยบูรณาการกับสายงานความยั่งยืนและองค์ความรู้ เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการเรียนรู้</p>
<p><strong>ดันคาร์บอนเครดิตไทยสู่ตลาดโลกด้วย</strong><strong> &#8216;</strong><strong>มิติทางสังคม</strong><strong>&#8216; </strong></p>
<p>อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการผลักดันคาร์บอนเครดิตสู่ตลาดโลก โดยใช้เครือข่ายป่าชุมชนกว่า 300 แห่งเป็นฐาน</p>
<p>จุดเด่นของแนวทางนี้คือการให้ความสำคัญกับ &#8216;มิติทางสังคมและชุมชน&#8217; ควบคู่กับการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งยังไม่ถูกใช้เป็นเกณฑ์หลักในตลาดส่วนใหญ่ โดยมูลนิธิ ได้ดำเนินการผ่านโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 287,914 ไร่ ใน 12 จังหวัด มีชุมชนเข้าร่วม 303 ชุมชน และมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 161,000 คน พร้อมตั้งเป้าขยายพื้นที่เพิ่มอีก 100,000–150,000 ไร่ในปี 2569 สู่เป้าหมาย 1 ล้านไร่ภายในปี 2572 โครงการครอบคลุมระบบนิเวศหลากหลาย เช่น ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนควบคู่การสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยปัจจุบันสามารถรับรองคาร์บอนเครดิตแล้วจาก 12 ป่าชุมชน พื้นที่รวม 12,840 ไร่ คิดเป็นปริมาณ 58,824 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41378 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL2.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>มูลนิธิฯ ยังได้เริ่มขยายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อส่งเงินทุนลงสู่ชุมชนโดยตรง ลดการกระจุกตัวในโครงการขนาดใหญ่ หากสำเร็จ จะช่วยผลักดันคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้ไทยสู่ตลาดโลก และเชื่อมทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับเศรษฐกิจสากลอย่างเป็นรูปธรรม แนวทางนี้สะท้อน <strong>&#8216;เศรษฐกิจชุมชนรูปแบบใหม่&#8217;</strong> ที่เชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอน และทำให้การอนุรักษ์ทรัพยากรเป็นแหล่งรายได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41379 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL3.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/mae-fah-luang-transformation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดล สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พร้อมผนึกภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสู่เน็ตซีโร่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ริน (Rynn) ระบบผลิตน้ำแร่ On-site รายแรกของไทย ชู Sustainovation รุกโมเดลรีฟิลน้ำดื่ม B2B เพิ่มอิมแพ็คธุรกิจ ​ดีทั้งสิ่งแวดล้อมพร้อมดูแลสุขภาพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/rynn-sustainovation-mineral-preserved-water/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 18 Apr 2026 13:54:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[B2B]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Environmental]]></category>
		<category><![CDATA[Mineral Preserved Water]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Refill]]></category>
		<category><![CDATA[Rynn]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainovation]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำแร่]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท นาโนว่า จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บุญญเดช มิตรอุปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบกรองน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบผลิตน้ำแร่ On-site]]></category>
		<category><![CDATA[ริน]]></category>
		<category><![CDATA[อนุสร โลหะพันธกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41255</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากประสบการณ์ทั้งในอุตสาหกรรมการบำบัดน้ำมากว่า 20 ปี รวมทั้งในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&#38;B) กว่า 10 ปี บริษัท นาโนว่า จำกัด  จึงได้ต่อยอดทั้งความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายธุรกิจที่มีอยู่ สร้างโอกาสจากช่องว่าง และ Painpoint ที่มองเห็นในธุรกิจ F&#38;B สู่การพัฒนา &#8216;น้ำแร่ริน&#8217; (Rynn) ระบบผลิตน้ำแร่แบบ​ On-site รายแรกในประเทศไทย ซึ่งสามารถผลิตได้ทั้งน้ำเแร่เย็นและน้ำแร่อุณหภูมิห้อง รวมถึงน้ำแร่อัดก๊าซ หรือสปาร์คกลิ้ง เพื่อนำร่องทำตลาดกลุ่มธุรกิจ (B2B) โดยใน 3 ปีแรกของธุรกิจ สามารถเจาะตลาดทั้งร้านอาหาร โรงแรม และโรงพยาบาล ได้รวมกว่า 300 ราย พร้อมเดินหน้าขยายลูกค้าใหม่เพิ่มเติมในปีนี้​รวม 200 ราย คุณอนุสร โลหะพันธกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ คุณบุญญเดช มิตรอุปถัมภ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท นาโนว่า จำกัด ผู้ให้บริการระบบและทำตลาดน้ำแร่ &#8216;ริน&#8217; (Rynn) ซึ่งเป็นระบบผลิตน้ำแร่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/rynn-sustainovation-mineral-preserved-water/">ริน (Rynn) ระบบผลิตน้ำแร่ On-site รายแรกของไทย ชู Sustainovation รุกโมเดลรีฟิลน้ำดื่ม B2B เพิ่มอิมแพ็คธุรกิจ ​ดีทั้งสิ่งแวดล้อมพร้อมดูแลสุขภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากประสบการณ์ทั้งในอุตสาหกรรมการบำบัดน้ำมากว่า 20 ปี รวมทั้งในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&amp;B) กว่า 10 ปี บริษัท นาโนว่า จำกัด  จึงได้ต่อยอดทั้งความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายธุรกิจที่มีอยู่ สร้างโอกาสจากช่องว่าง และ Painpoint ที่มองเห็นในธุรกิจ F&amp;B</p>
<p><span id="more-41255"></span></p>
<p>สู่การพัฒนา &#8216;<strong>น้ำแร่ริน&#8217; (Rynn) ระบบผลิตน้ำแร่แบบ​ On-site รายแรกในประเทศไทย</strong> ซึ่งสามารถผลิตได้ทั้งน้ำเแร่เย็นและน้ำแร่อุณหภูมิห้อง รวมถึงน้ำแร่อัดก๊าซ หรือสปาร์คกลิ้ง เพื่อนำร่องทำตลาดกลุ่มธุรกิจ (B2B) โดยใน 3 ปีแรกของธุรกิจ สามารถเจาะตลาดทั้งร้านอาหาร โรงแรม และโรงพยาบาล ได้รวมกว่า 300 ราย พร้อมเดินหน้าขยายลูกค้าใหม่เพิ่มเติมในปีนี้​รวม 200 ราย</p>
<figure id="attachment_41261" aria-describedby="caption-attachment-41261" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41261 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/1.jpg" alt="" width="1200" height="798" /><figcaption id="caption-attachment-41261" class="wp-caption-text">คุณบุญญเดช มิตรอุปถัมภ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง (ซ้าย) และ คุณอนุสร โลหะพันธกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ขวา) บริษัท นาโนว่า จำกัด</figcaption></figure>
<p><strong>คุณอนุสร โลหะพันธกิจ</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ <strong>คุณบุญญเดช มิตรอุปถัมภ์</strong> ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท นาโนว่า จำกัด ผู้ให้บริการระบบและทำตลาดน้ำแร่ <strong>&#8216;ริน&#8217; (Rynn)</strong> ซึ่งเป็นระบบผลิตน้ำแร่ ณ จุดจำหน่าย (On-site) รายแรกของประเทศไทย เปิดเผยร่วมกันถึงแนวทาง​การทำตลาดของรินว่า ​มาจากความต้องการให้ธุรกิจที่พัฒนาขึ้นสามารถสร้างอิมแพ็ค​ใน 2 มิติสำคัญ ทั้ง​เรื่องสิ่งแวดล้อม และการดูแลสุขภาพของผู้บริโภค ผ่านการเข้าไปมีส่วนช่วยบริหารจัดการระบบน้ำดื่มภายในธุรกิจต่างๆ</p>
<p>โดยมิติสิ่งแวดล้อม ​ด้วยการบุกเบิกโมเดล​ Refill ​ในตลาดน้ำแร่ B2B เพื่อมีส่วนช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกภายในธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งคาดการณ์ว่ามีปริมาณขวดน้ำดื่มพลาสติกไม่ต่ำกว่า 6,000 ขวดต่อ​​เดือนภายในร้านอาหารหนึ่งแห่ง หรือในแต่ละปีจะมีปริมาณขยะขวดพลาสติกเกิดขึ้นภายใน​อุตสาหกรรม​เป็นปริมาณหลายตัน ขณะที่​ระบบ​บริหารจัดการขยะพลาสติกหลังการบริโภค เพื่อนำกลับสู่กระบวนการรีไซเคิลทั้งในประเทศไทย รวมทั้งทั่วโลก​ยังดำเนินการได้ในสัดส่วนที่น้อยมาก ​การมีระบบที่ช่วย​ลดปริมาณขยะได้ตั้งแต่ต้นทางจึงสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่า รวมทั้งยังมีผลกระทบจากปริมาณ​​คาร์บอนฟุตพรินท์ที่เกิดจากกระบวนการขนส่งน้ำจากโรงงานผลิตมาส่งให้ร้านค้าต่างๆ ที่อยู่ปลายทาง ดังนั้น หากมีระบบที่สามารถผลิตน้ำจากแหล่งจำหน่ายได้จะสามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งจากปริมาณขยะพลาสติก และการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ลงได้มากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41262 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/2-1.jpg" alt="" width="450" height="600" /></p>
<p>“<em>Rynn ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด Don’t Recycle, Refill โดยมุ่งลดการใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เปลี่ยนมาเป็นการผลิตน้ำดื่มแร่ On-site และใช้ขวดแก้วที่สามารถล้างและนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ผ่านความร่วมมือกับโอเชียนกลาสในการพัฒนาขวดที่ใช้เนื้อแก้วในกระบวนการผลิตให้น้อยที่สุด พร้อมออกแบบปากขวดให้กว้างขึ้นเพื่อให้ทำความสะอาดได้ง่าย และใช้พลังงานในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะจากพลาสติก รวมถึงลดภาระในกระบวนการรีไซเคิลที่ยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ&#8221;</em></p>
<p>มากไปกว่านั้น จากข้อมูลกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (2563) ระบุว่าน้ำดื่มบรรจุขวดขนาด 600 มิลลิลิตร 1 ขวด มีการปล่อยคาร์บอนประมาณ 80-150 กรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า แม้ปริมาณการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยจะไม่สูง แต่เมื่อพิจารณาจากปริมาณการบริโภคในระดับธุรกิจ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสามารถสะสมจนกลายเป็น Carbon Footprint ในระดับที่ไม่อาจมองข้าม โดยระบบของ Rynn เข้ามาช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่งน้ำดื่มบรรจุขวด จากโรงงานมายังจุดใช้งาน สอดคล้องกับแนวทาง <strong>Zero Transportation, Zero Waste และ Zero Virus &amp; Zero Bacteria</strong> ที่บริษัทใช้เป็นกรอบในการดำเนินธุรกิจ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41264 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/4-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ส่วนมิติสุขภาพ น้ำดื่มที่ได้จากระบบการผลิตของรินจะเป็นนำ้แร่ ​จะดีต่อสุขภาพผู้บริโภคมากกว่า เนื่องจากการใช้ระบบกรองน้ำด้วยนาโนเทคโนโลยี ซึ่งไม่ได้กรองแร่ธาตุจากน้ำต้นทางออก ต่างจากระบบกรองทั่วไปที่ใช้ระบบ RO ทำให้​แร่ธาตุสำคัญต่างๆ ที่อยู่ภายในน้ำต้นทางถูกกรองออกไปทั้งหมด โดยน้ำรินถือเป็นรายเดียวที่ใช้ระบบการกรองแบบนาโนฟิลเตอร์ ที่สามารถรักษาแร่ธาตุสำคัญภายในน้ำไว้ได้ รวมทั้งการให้บริการที่ครบทั้งอีโคซิสเต็ม ตั้งแต่​การติดตั้ง การเช็คคุณภาพน้ำและ​การบริการบำรุงรักษาแบบรายเดือน  พร้อมทั้งการเปลี่ยนไส้กรองตามกำหนด เพื่อรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของน้ำดื่มให้เป็นไป​ตามมาตรฐาน​อยู่เสมอ​</p>
<p>การผลิตน้ำแร่ของริน​ ผลิตด้วยระบบ<strong> Mineral Preserved Water</strong> จึงยังคงคุณค่าของแร่ธาตุที่มีตามธรรมชาติ ​ควบคู่​กับการควบคุมมาตรฐาน ด้านความสะอาดและความปลอดภัย โดยสามารถกรองเชื้อโรค ไวรัส แบคทีเรีย และสารอินทรีย์ที่ก่อให้เกิดกลิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดย​คงแร่ธาตุธรรมชาติไว้ได้ประมาณ 80% รวมทั้งมีการออกแบบให้รองรับความแตกต่างของระบบน้ำประปาในบางพื้นที่ เช่น ปัญหาคลอรีนตกค้างจากถังพักน้ำ หรือสถานการณ์น้ำเค็มหนุนในบางช่วงเวลา เพื่อเพิ่มความมั่นใจในมาตรฐานน้ำดื่ม ลดความเสี่ยงจากคุณภาพของน้ำที่ไม่สม่ำเสมอในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้​ได้น้ำแร่ที่​คุณภาพสูง เหมาะสำหรับการใช้งานในธุรกิจบริการ ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพน้ำดื่ม รวมทั้งยังมีระบบผลิตน้ำสปาร์คกลิ้ง รองรับการใช้งานในร้านอาหารที่ต้องการเพิ่มความหลากหลายของเมนูเครื่องดื่มได้ด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41266 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/5.jpg" alt="" width="403" height="600" /></p>
<p>สำหรับ​โมเดลการให้บริการของรินนั้น ประกอบด้วย 3 รูปแบบ ได้แก่ ระบบผลิตน้ำได้ 120 ลิตรต่อชั่วโมง​ ในอัตราค่าบริการเดือนละ 15,000 บาท ระบบผลิต 60 ลิตรต่อชั่วโมง ราคาเดือนละ 10,000 บาท และระบบผลิต 30 ลิตรต่อชั่วโมงราคา 8,000 บาท ซึ่งทุกโมเดลจะสามารถผลิตได้ทั้งน้ำแร่อุณหภูมิห้อง น้ำเย็น รวมทั้งน้ำแร่อัดก๊าซ หรือสปาร์คกลิ้ง​ รวมทั้งยังมีขวดแก้วสำหรับบรรจุน้ำเพื่อเสิร์ฟให้ลูกค้ารวม 60 ขวด ซึ่งธุรกิจที่ต้องการขวดเพิ่ม​ก็สามารถสั่งซื้อขวดเพิ่มเติมได้</p>
<p>โดยปัจจุบันลูกค้าราว 60-70% เลือกใช้โมเดล 120 ลิตร ​จากจำนวน​ลูกค้าปัจจุบันที่มีรวม 300 ราย ทั้งใน กทม. เชียงใหม่ และภูเก็ต ส่วนใหญ่ราว 80% เป็นกลุ่มร้านอาหาร ตามมาด้วยกลุ่มโรงแรม 15% และกลุ่มโรงพยาบาล 5% ​โดยในปีนี้ ตั้งเป้าขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่ตลาดองค์กร หรือบริษัทที่มีน้ำดื่มไว้บริการพนักงาน​ภายในองค์กร โดยตั้งเป้ามีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 200 ราย รวมเป็น 500 ราย พร้อมทั้งยังมีแผนขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่กลุ่มบ้านอยู่อาศัย เพื่อเข้าไปทดแทน​ระบบเครื่องกรองน้ำภายในบ้านแบบเดิมๆ โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มทำตลาดได้ภายในปีหน้า</p>
<p><em>&#8220;นอกจากอิมแพ็คสำคัญทั้งในเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพแล้ว รินยังตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายในเชิงความคุ้มค่าทางธุรกิจ เพราะหากเทียบค่าบริการในแต่ละเดือนจะมีความคุ้มค่ามากกว่า​การซื้อน้ำดื่มแบบขวดเพื่อให้บริการลูกค้า โดยเฉพาะร้านอาหารทั่วไปที่จำหน่ายน้ำดื่มแบบขวดที่ราว 100 ขวดต่อวัน ซึ่งต้นทุนอยู่ที่ราว 4-5 บาทต่อขวด ขณะที่น้ำรินที่เสิร์ฟให้ลูกค้าเป็นน้ำแร่ หรือเป็นสปาร์คกลิ้ง ซึ่งเมื่อต้นทุนต่อขวดต่ำกว่าทางร้านก็สามารถจำหน่ายน้ำแร่ หรือสปาร์คกลิ้งให้ลูกค้าในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น เพิ่มความประทับใจและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับร้านได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังลดภาระเรื่องพื้นที่สำหรับจัดเก็บสต๊อกน้ำดื่ม หรือพื้นที่ในตู้เย็นเพื่อนำไปแช่สินค้าประเภทอื่นได้เพิ่มขึ้น รวมไปถึงพื้นที่สำหรับจัดการขยะ​ขวดพลาสติกที่ช่วยให้ทางร้านสามารถลดภาระในเรื่องเหล่านี้​ออกไปได้ทั้งหมด&#8221;   </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41263 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/3-1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>นอกจากนี้  เพื่อตอกย้ำแนวคิด Sustainovation น้ำแร่ริน ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ เพื่อให้ลูกค้าสามารถคำนวณปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ที่ลดลงภายในธุรกิจ จากการเปลี่ยนมาใช้ระบบผลิตน้ำของริน โดยจะทำการติดตั้งมิเตอร์ภายในเครื่องผลิตน้ำแร่ เพื่อทราบปริมาณน้ำที่นำมาใช้ผลิตได้แบบ Real time และสามารถนำข้อมูลที่เก็บได้มาคำนวณกลับเป็นปริมาณ​คาร์บอนที่ลดลงภายใน​ธุรกิจ เมื่อเทียบกับการใช้น้ำบรรจุขวดแบบเดิมลงได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>โครงการนี้ ทางรินได้​รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ในการพัฒนาโครงการ Carbon Credit เพื่อสร้างระบบการวัดผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเทียบจากปริมาณน้ำดื่มบรรจุขวดขนาด 500 มล.​ เพื่อเป็นเกณฑ์​สำหรับการคำนวณปริมาณคาร์บอนที่ลดลงได้  โดย 1 ขวด (ปริมาณน้ำ  500 มล.) จะสามารถลดคาร์บอนประมาณ 0.1 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือหากลดได้ 10,000 ขวด (ปริมาณน้ำ 5,000,000 มล.) จะเทียบเท่า 1 ตันคาร์บอนได้ออกไซด์เทียบเท่า</p>
<p>การพัฒนาฟังก์ชันดังกล่าว เพื่อตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจที่มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนสู่ Net Zero ซึ่งสามารถนำปริมาณน้ำที่ใช้ผ่านระบบไปคำนวณ Positive Impact ในรายงานความยั่งยืน ทั้งปริมาณพลาสติกที่ลดลง การลดคาร์บอนฟุตพรินท์ขององค์กร หรือเทียบเป็นปริมาณการดูดซับคาร์บอนของต้นไม้ได้  ซึ่งทางรินได้นำร่องพัฒนาแดชบอร์ดส่วนกลางเพื่อรองรับข้อมูลรายงานปริมาณการใช้น้ำของบริษัทไว้แล้ว และจะเริ่มทยอยติดตั้งมิเตอร์เพื่อวัดปริมาณน้ำให้ลูกค้าแต่ละราย ภายในปีนี้  เพื่ออำนวยความสะดวกลูกค้าที่ต้องการข้อมูล เพื่อ​นำ​ไปต่อยอด​สำหรับการจัดทำรายงานความยั่งยืน หรือประเมินผลกระทบเชิงบวกที่แต่ละบริษัทสามารถขับเคลื่อนได้ต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41260 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/RYN-Lifestyle-.jpg" alt="" width="1200" height="871" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/rynn-sustainovation-mineral-preserved-water/">ริน (Rynn) ระบบผลิตน้ำแร่ On-site รายแรกของไทย ชู Sustainovation รุกโมเดลรีฟิลน้ำดื่ม B2B เพิ่มอิมแพ็คธุรกิจ ​ดีทั้งสิ่งแวดล้อมพร้อมดูแลสุขภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เดินหน้าขับเคลื่อน &#8216;ความหลากหลายทางชีวภาพ&#8217; เปิดพื้นที่ดอยตุงและป่าชุมชน เป็นฐานข้อมูลสู่งานวิจัยระดับชาติและระดับโลก สู้วิกฤต Climate Change</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/mflf-take-mission-to-biodiversity-supporter/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 27 Dec 2025 10:30:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[BioBlitz]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung]]></category>
		<category><![CDATA[Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[eDNA]]></category>
		<category><![CDATA[Environmental DNA]]></category>
		<category><![CDATA[National University of Singapore]]></category>
		<category><![CDATA[NUS]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[การฟื้นฟูป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นแบบการพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า ปลูกคน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชมุชน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ไบโอบลิทซ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39089</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวันที่โลกเผชิญความรุนแรงขั้นวิกฤตของภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) จนระบบนิเวศเสี่ยงฟื้นตัวไม่ทัน วิกฤตนี้ย้ำว่า &#8216;การดูแลป่าเพียงอย่างเดียวไม่พอ&#8217; โลกจึงหันมาให้ความสำคัญกับ &#8216;ความหลากหลายทางชีวภาพ&#8217; (Biodiversity) ในฐานะรากฐานของน้ำ อาหาร และสุขภาวะของผู้คน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เริ่มศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้เกิดจากตำรา แต่เกิดจากประสบการณ์จริงเกือบสี่ทศวรรษในพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย จากดอยหัวโล้นเสื่อมโทรม มูลนิธิฯ ทำงานร่วมกับชุมชนตามแนวคิด &#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217; ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จนพื้นที่ป่าฟื้นตัวกว่า 90% และสิ่งที่เติบโตเคียงคู่กับผืนป่าคือ &#8216;ชีวิต&#8217; ที่กลับคืนมา ตั้งแต่สัตว์หายากไปจนถึงสิ่งมีชีวิตที่อาจยังไม่เคยมีการบันทึกมาก่อน และสานต่อการค้นคว้าวิจัยเพื่อปรับพื้นที่ป่าให้มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และถูกต้องมาอย่างต่อเนื่อง โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงต้นแบบการพัฒนาชุมชนเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าเชิงนิเวศในระดับประเทศและภูมิภาค จนในวันนี้ ที่มูลนิธิ ขยายพื้นที่การเก็บข้อมูลไปยังพื้นที่ในโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ในป่าชุมชนทั่วประเทศ ทั้งแบบป่าบก และป่าชายเลน ย้ำบทบาท​ผู้ร่วมขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ  ในปี 2568 ที่ผ่านมา จึงเป็นปีแห่งการขับเคลื่อนบทใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในบทบาทองค์กรที่ทำงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เริ่มจากการเข้าร่วมเป็นภาคปฏิบัติของ แผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (National Biodiversity Strategy [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/mflf-take-mission-to-biodiversity-supporter/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เดินหน้าขับเคลื่อน &#8216;ความหลากหลายทางชีวภาพ&#8217; เปิดพื้นที่ดอยตุงและป่าชุมชน เป็นฐานข้อมูลสู่งานวิจัยระดับชาติและระดับโลก สู้วิกฤต Climate Change</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในวันที่โลกเผชิญความรุนแรงขั้นวิกฤตของภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) จนระบบนิเวศเสี่ยงฟื้นตัวไม่ทัน วิกฤตนี้ย้ำว่า &#8216;การดูแลป่าเพียงอย่างเดียวไม่พอ&#8217; โลกจึงหันมาให้ความสำคัญกับ &#8216;ความหลากหลายทางชีวภาพ&#8217; (Biodiversity) ในฐานะรากฐานของน้ำ อาหาร และสุขภาวะของผู้คน</p>
<p><span id="more-39089"></span></p>
<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> เริ่มศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้เกิดจากตำรา แต่เกิดจากประสบการณ์จริงเกือบสี่ทศวรรษในพื้นที่ <strong>โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย</strong> จากดอยหัวโล้นเสื่อมโทรม มูลนิธิฯ ทำงานร่วมกับชุมชนตามแนวคิด <strong>&#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217;</strong> ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จนพื้นที่ป่าฟื้นตัวกว่า 90% และสิ่งที่เติบโตเคียงคู่กับผืนป่าคือ <strong>&#8216;ชีวิต&#8217;</strong> ที่กลับคืนมา ตั้งแต่สัตว์หายากไปจนถึงสิ่งมีชีวิตที่อาจยังไม่เคยมีการบันทึกมาก่อน</p>
<p>และสานต่อการค้นคว้าวิจัยเพื่อปรับพื้นที่ป่าให้มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และถูกต้องมาอย่างต่อเนื่อง <em><strong>โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงต้นแบบการพัฒนาชุมชนเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าเชิงนิเวศในระดับประเทศและภูมิภาค</strong></em> จนในวันนี้ ที่มูลนิธิ ขยายพื้นที่การเก็บข้อมูลไปยังพื้นที่ใน<strong><em>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่า</em><em>เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน </em></strong>ในป่าชุมชนทั่วประเทศ ทั้งแบบป่าบก และป่าชายเลน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39091 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/4-Re.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>ย้ำบทบาท​ผู้ร่วมขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ </strong></p>
<p>ในปี 2568 ที่ผ่านมา จึงเป็นปีแห่งการขับเคลื่อนบทใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในบทบาทองค์กรที่ทำงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ</p>
<p>เริ่มจากการเข้าร่วมเป็นภาคปฏิบัติของ <strong>แผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ</strong> (National Biodiversity Strategy and Action Plan – NBSAP 2566–2570) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ<strong> เพื่อบูรณาการบทเรียนจากพื้นที่จริงเข้าสู่การวางนโยบาย</strong> ทั้งในด้านการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ การบริหารฐานข้อมูล การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชน รวมถึงการต่อยอดสู่พื้นที่อนุรักษ์อื่นและ<em>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิต</em>ในป่า<em>เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน </em>ในป่าชุมชนทั่วประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39092 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/1-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>อีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญในปีเดียวกันคือ การทำงานร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เพื่อ <strong>สำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของป่าชายเลนในจังหวัดตรัง</strong> พื้นที่ที่ทางมูลนิธิฯ ร่วมดูแลอยู่กับชุมชนในพื้นที่ และภาคเอกชนซึ่งเป็นระบบนิเวศที่มีบทบาทสำคัญต่อ <strong>ยุทธศาสตร์คาร์บอนสีน้ำเงิน (Blue Carbon) ของโลก</strong> การสร้างฐานข้อมูลที่เป็นมาตรฐานระดับประเทศจึงเป็นก้าวสำคัญที่<em><strong> สะท้อนบทบาทของมูลนิธิฯ ในฐานะผู้ทำงานภาคสนามที่เชื่อมโยงนักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และชุมชนเข้าด้วยกัน</strong></em></p>
<p>และ ล่าสุดคือ <strong>ความร่วมมือระดับนานาชาติ ระหว่างมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore – NUS)</strong> ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันชั้นนำของโลกด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเขตร้อน ความสนใจของ NUS ที่เลือกโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เพราะพื้นที่แห่งนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวอย่างการฟื้นฟูป่าที่โดดเด่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่เกิดจากการทำงานร่วมกับชุมชนตลอด 36 ปี คือเหตุผลที่ทำให้ NUS นำเทคโนโลยีวิจัยล้ำสมัยเข้ามาสำรวจอย่างเต็มรูปแบบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39096 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Bioblitz2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความร่วมมือนี้นำไปสู่การสำรวจภายใต้ชื่อโปรแกรม ​<strong>&#8216;ไบโอบลิทซ์&#8217; (BioBlitz)</strong> ครั้งแรกในพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 โดยใช้เทคโนโลยีบันทึกเสียงชีวภาพตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง (Bioacoustics) ผสานกับการวิเคราะห์ด้วยการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ที่สามารถจำแนกเสียงนกและค้างคาวได้มากกว่า 30 ชนิด รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม (Environmental DNA – eDNA) เพื่อตรวจหาร่องรอยพันธุกรรมของสัตว์หายากที่ไม่ปรากฏให้เห็นด้วยตา ข้อมูลทั้งหมดสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ฟื้นฟู และเป็นหลักฐานสำคัญของการอนุรักษ์ที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ซึ่งหาได้ไม่มากในภูมิภาคนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39095 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/BioBlitz1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยการสำรวจในครั้งนี้ได้เผยให้เห็นข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง <strong>&#8216;คนกับป่า&#8217;</strong> สามารถหล่อเลี้ยงระบบนิเวศให้อุดมสมบูรณ์ได้อย่างไร ผลการสำรวจไม่เพียงบันทึกความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า <em><strong>การดูแลรักษาป่าของชุมชนมีส่วนสำคัญโดยตรงต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ</strong></em></p>
<p>ทีมนักวิจัยค้นพบปูน้ำจืดหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งบางชนิดอาจยังไม่เคยถูกบันทึกทางวิทยาศาสตร์มาก่อน โดยแต่ละชนิดพบในลำธารที่แตกต่างกัน แสดงให้เห็นว่าทุกลำน้ำต่างมีระบบนิเวศเฉพาะของตนเอง นอกจากนี้ ยังพบร่องรอยของนาก ซึ่งเป็นสัญญาณของแหล่งน้ำสะอาดและอุดมสมบูรณ์ รวมถึงนกนานาชนิดที่บินอยู่ท่ามกลางผู้คนอย่างไม่หวาดกลัว สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันยาวนานและความไว้วางใจระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ อีกหนึ่งสิ่งที่น่าชื่นใจคือการพบลูกนก &#8216;ชะมดแสมขาว&#8217; (White-rumped Shama) ซึ่งเป็นนกเสียงไพเราะที่ใกล้สูญพันธุ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การพบลูกนกแสดงให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้ยังคงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่ปลอดภัยและอุดมสมบูรณ์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39097 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/12.นกกางเขนดง-white-rumped-shama.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน บทบาทของชุมชนท้องถิ่นถือว่าสำคัญกับการสำรวจในครั้งนี้ ด้วยความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับพื้นที่และพฤติกรรมของสัตว์ป่าจึงช่วยให้นักวิจัยเข้าใจระบบนิเวศได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจำแนกพันธุ์สัตว์น้ำและการติดตามร่องรอยต่างๆ อีกทั้งชาวบ้านยังได้ถ่ายทอดเทคนิคการจับปลาและปูแบบดั้งเดิมที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งไม่เพียงช่วยเสริมองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังสะท้อนถึงความกลมกลืนระหว่างผู้คนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นจิตวิญญาณของ &#8216;ดอยตุง&#8217; อย่างแท้จริง</p>
<p>แม้ผลการสำรวจครั้งแรกจะสะท้อนภาพความอุดมสมบูรณ์อย่างชัดเจน แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาว <em><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) จะเดินหน้าต่อยอดเพื่อผลักดันบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกด้านการศึกษาระบบนิเวศภูเขาเขตร้อน</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39098 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/15.แมลงสาบ-blattidae.jpg" alt="" width="450" height="600" /></p>
<p>ปี 2568 จึงเป็นปีที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ก้าวข้ามจากบทบาทผู้ฟื้นฟูพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ มาสู่การเป็น &#8216;<strong>ผู้ร่วมขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ</strong>&#8216; บทบาทที่ตั้งอยู่บนความเชื่อว่าการอนุรักษ์จะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อเกิดความร่วมมือจากหลายภาคส่วน และการทำงานร่วมกับชุมชนคนด่านหน้าเพราะความหลากหลายทางชีวภาพคือทุนทางธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ทุกวัน และการดูแลทุนนี้คือหน้าที่ร่วมกันของทุกคน เพื่อกำหนดอนาคตของโลกที่เราจะส่งต่อให้คนรุ่นหลัง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/mflf-take-mission-to-biodiversity-supporter/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เดินหน้าขับเคลื่อน &#8216;ความหลากหลายทางชีวภาพ&#8217; เปิดพื้นที่ดอยตุงและป่าชุมชน เป็นฐานข้อมูลสู่งานวิจัยระดับชาติและระดับโลก สู้วิกฤต Climate Change</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
