จาก 11 องค์กรร่วมก่อตั้งในปี 2564 เพื่อร่วมมือสร้างสะพานช่วยประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดย บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัทในเครืออย่าง บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) และอีก 9 องค์กรร่วมก่อตั้ง ในนาม Carbon Markets Club (CMC) เครือข่ายรักษ์โลกลดก๊าซเรือนกระจกแห่งแรกของประเทศไทย
ภารกิจสำคัญในช่วงเริ่มก่อตั้งคือ การสนับสนุนและผลักดันตลาดซื้อขายคาร์บอน (คาร์บอนเครดิต) ในประเทศ รวมทั้งการรับรองเครดิตด้านพลังงานหมุนเวียน (RECs) เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero ตามโรดแม็พในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
แต่จากการเข้าไปทำงานและขับเคลื่อนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จึงพบความท้าทายสำคัญ มากกว่าการพัฒนาเครื่องมือหรือเทคโนโลยีต่างๆ คือ การสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องดังกล่าว เนื่องจาก เรื่องก๊าซเรือนกระจกยังเป็นเรื่องใหม่และยากในขณะนั้น นำมาสู่การให้ความสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่าย CMC เพื่อสามารถต่อยอดสู่การลงมือ และสร้างผลลัพธ์ในการลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพและจับต้องได้
คุณกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ ประธาน Carbon Markets Club กล่าวว่า การปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเป็นหนึ่งในการปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงจากกติกา การค้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาทิ CBAM ซึ่งเป็นกำแพงการค้าภายใต้เงื่อนไขด้านมาตรการทางสิ่งแวดล้อม ประกอบกับเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อขับเคลื่อนสู่ Net Zero ที่ได้ทำข้อตกลงไว้ในเวทีโลก ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับ 20 ของโลก ที่ราว 503 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า (CO2e) หรือสัดส่วน 0.8% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก โดยมีค่าเฉลี่ยรายบุคคลที่กว่า 7 ตันต่อคนต่อปี การเดินหน้าลดคาร์บอนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำจึงเป็นหนึ่งเป้าหมายสำคัญของประเทศ

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา CMC ร่วมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศ ผ่านการส่งเสริมการเติบโตในตลาดคาร์บอนเครดิต และการรับรองการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะการเดินหน้าแบ่งปันข้อมูลองค์ความรู้ด้านคาร์บอนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมสร้างเครือข่ายสมาชิกได้แล้วว่า 1,800 ราย ทั้งจากกลุ่มองค์กรต่างๆ กว่า 300 ราย และในรูปแบบบุคคลกว่า 1,500 ราย
พร้อมการพัฒนาเครื่องมือสำหรับคำนวณการปล่อยคาร์บอน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการลดคาร์บอน ทั้งแพลตฟอร์ม CFO สำหรับการวัดคาร์บอนฟุตพรินท์ในระดับองค์กร และ MyCF สำหรับการวัดคาร์บอนฟุตพรินท์ระดับบุคคล ซึ่งมีผู้ใช้งานราว 1,800 ราย เพื่อให้ได้ข้อมูลตั้งต้นสำหรับนำไปวางแผนลดคาร์บอนในขั้นตอนต่อไป โดยที่ผ่านมา CMC มีส่วนช่วยลดก๊าซเรือนกระจกผ่านคาร์บอนเครดิตได้กว่า 5.3 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) และสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด (REC) เกือบ 2.6 ล้านวัตต์-ชั่วโมง (Wh) เทียบเท่าการปลูกต้นไม้อายุ 10 ปี ถึงกว่า 210 ล้านต้น
“พัฒนาการในตลาดคาร์บอนเครดิตประเทศไทย เริ่มยกระดับจากในประเทศสู่ต่างประเทศมากขึ้น เพื่อการรับรองคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการยอมรับมาตรฐานในระดับสากล และหลีกเลี่ยงปัญหาการฟอกเขียว ผ่านการทำงานร่วมกันในระดับภูมิภาค ทั้งจากการขับเคลื่อนโดยภาครัฐ และการร่วมสนับสนุนในภาคเอกชน โดยทาง CMC ได้ขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนที่ขับเคลื่อนเรื่องตลาดคาร์บอนในอาเซียน ผ่านความร่วมมือ ASEAN Common Carbon Framework (ACCF) ร่วมกับอีก 4 ประเทศ ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และอาเซียน เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกันระหว่างตลาดคาร์บอนในภูมิภาค ตลอดจนความสำเร็จในการเชื่อมโยงมาตรฐาน T-VER และ REC ของสมาชิก CMC เข้ากับตลาดคาร์บอนในมาเก๊า รวมทั้งการร่วมสนับสนุนภารกิจภาครัฐในการขับเคลื่อนข้อตกลงตาม Article 6 จากข้อตกลงปารีส ในการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศกับสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อขยายการยอมรับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตของไทยให้สามารถเข้าถึงตลาดที่เปิดกว้าง ไปจนถึงเป้าหมายในอนาคตเพื่อสร้างมาตรฐานร่วมกันของประเทศภายในภูมิภาคอาเซียนได้ในที่สุด”

ขณะที่การขยาย Positive Impact ผ่านการทำงานของเครือข่ายได้มากขึ้น คือ การให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน และปรับทัศนคติให้มองโอกาสที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่ Low Carbon เพื่อการเข้าถึงแหล่งทุน หรือเทคโนโลยีในการเปลี่ยนผ่าน รวมทั้งการต่อยอดการทำงานในระดับชุมชน ซึ่งเป็นหน่วยย่อยและมีโครงการลดคาร์บอนขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก เช่น ป่าชุมชน เตาเผาขยะขนาดเล็ก หรือโครงการในการเพิ่ม Value จาก Waste ต่างๆ ที่สามารถต่อยอดมาสู่การสร้างคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนมากขึ้น โดยธุรกิจขนาดใหญ่สามารถเข้าไปเป็นพี่เลี้ยง ทั้งการพัฒนาช่วยโมเดล การสนับสนุนทุนในการประเมินผลหรือรับรองโครงการ เป็นต้น
ขยายผลสร้างแนวร่วม Gen Z เพิ่มการขับเคลื่อนจริง
สำหรับเป้าหมายการพัฒนาระบบนิเวศคาร์บอนต่ำในประเทศไทยให้แข็งแรงและเติบโตได้มากขึ้นในอนาคต CMC วางกลยุทธ์ในการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกับภาคการศึกษาซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคน และเติมเต็มทักษะที่สำคัญ สำหรับการรับมือต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญของโลกอันดับต้นๆ ในอนาคต

นำมาสู่ความร่วมมือ ‘Bangchak Group x University Gen Z-ESG’ เพื่อขยายการขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ ของ CMC ให้สามารถเชื่อมโยงภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมในการเตรียมความพร้อมคนรุ่นใหม่สำหรับอนาคต ผ่านการทำ MOU ร่วมกัน ในระยะเวลา 3 ปี ระหว่างกลุ่มบริษัทบางจาก สอวช. และมหาวิทยาลัยชั้นนำ 9 แห่งของประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาด้านความยั่งยืนและนวัตกรรมของประเทศ ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยบูรพา และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
“การเชื่อมโยงภารกิจให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เพื่อเพิ่มการขับเคลื่อนด้าน Climate Action ได้อย่างเป็นรูปธรรม และถือเป็นการสร้างแนวร่วมที่แข็งแรงในอนาคต โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับภารการศึกษาที่มีความใกล้ชิดและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเข้ามาเสริมความแข็งแรงในระบบนิเวศความยั่งยืนของประเทศ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโลกแห่งความยั่งยืนในอนาคตในมุมมองของตัวเอง เพื่อสามารถปรับให้เข้ากับพฤติกรรม และเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สร้างผลกระทบที่ดีต่อโลกขึ้นได้จริง รวมทั้งการร่วมพัฒนาทักษะคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ”

สำหรับการขับเคลื่อนหลังการทำ MOU จะดำเนินกิจกรรมหลากหลายรูปแบบเพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ด้าน ESG และความยั่งยืนให้กับนักศึกษาและบุคลากร อาทิ CMC ESG Ecosystem and Knowledge Hub เปิดโอกาสให้เข้าถึงองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาตรฐานคาร์บอน การบริหารจัดการคาร์บอน และเทคโนโลยีด้านการลดก๊าซเรือนกระจก CMC Brand Ambassador สร้างผู้นำด้านการสื่อสารความยั่งยืนในมหาวิทยาลัย และ Young Entrepreneurs Program with Inthanin ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการเป็นผู้ประกอบการจากประสบการณ์จริง ควบคู่กับการพัฒนาแนวคิดธุรกิจและกลยุทธ์การตลาด
นอกจากนี้ ยังมีแผนต่อยอดผ่านกิจกรรม ESG Master Class การจัด Hackathon ด้านพลังงานและความยั่งยืน โครงการฝึกงาน และการเรียนรู้จากการดำเนินธุรกิจจริงของกลุ่มบริษัทบางจาก โดยผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของกลุ่มบริษัทบางจากจะร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน ESG การบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) และเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีทั้งความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ พร้อมนำความรู้และประสบการณ์ไปต่อยอดในอนาคต






