28 องค์กรภาคีเครือข่าย Thailand Circular Economy ร่วมยื่น ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน พ.ศ. …. (ฉบับประชาชน) ต่อรัฐสภา เพื่อผลักดันกฎหมายแม่บท ฉบับแรกของประเทศ เพื่อปฏิรูปโครงสร้างการบริหารทรัพยากรและการจัดการของเสียของไทยทั้งระบบ หลังใช้เวลากว่า 6 ปี ศึกษายกร่างและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SERI : Sustainable Environment Research Institute, Chulalongkorn University ) และเครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Thailand Circular Economy) ประกอบด้วย 28 องค์กรภาคี จากภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเพื่อสังคม และองค์กรสื่อด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมยื่นร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน พ.ศ. …. (ฉบับประชาชน) ต่อรัฐสภา โดยมี พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา พร้อมด้วย คุณโอภาส เพชรมุณี เลขานุการประธานรัฐสภา เป็นตัวแทนรับเรื่อง

การยื่นร่าง พ.ร.บ.ในครั้งนี้ เพื่อผลักดันกฎหมายแม่บท ฉบับแรกของประเทศในการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารทรัพยากรและการจัดการของเสียของไทยทั้งระบบ หลังทีมวิชาการและภาคีเครือข่ายได้ใช้เวลากว่า 6 ปี ศึกษายกร่างและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
ความสำคัญในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจาก
– ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตขยะและความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนัก โดยมีปริมาณขยะมูลฝอยสูงกว่า 27 ล้านตันต่อปี (แบ่งเป็นขยะอาหารประมาณ 10 ล้านตัน และขยะพลาสติกเกือบ 3 ล้านตัน)
– สถานที่กำจัดขยะทั่วประเทศ 2,057 แห่ง มีเพียง 6% เท่านั้นที่ได้มาตรฐานตามหลักวิชาการ ส่วนอีก 94% หรือ 1,937 แห่ง ยังคงใช้วิธีที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น การเทกอง เผากลางแจ้ง และเตาเผาที่ไร้ระบบบำบัดมลพิษ
– ข้อมูลวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า บ่อขยะที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจ รวมกว่า 3.87 แสนล้านบาท และต้องใช้งบฟื้นฟูสูงถึง 1.14 แสนล้านบาท ขณะที่เงินคงเหลือในกองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีเพียง 873 ล้านบาท
– นอกจากนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่จัดเก็บค่าธรรมเนียมได้เพียง 2.8 พันล้านบาท
– ขณะเดียวกัน ยังพบการซ้ำเติมปัญหาจาก การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ไมโครพลาสติกในห่วงโซ่อาหาร และการรั่วไหลของขยะลงสู่ทะเล จนไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่มหาสมุทรมากที่สุดในระดับสากล
– การจัดการขยะได้เปลี่ยนมุมมองสู่การจัดการ ‘ตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์’ สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ ได้ออกข้อบังคับว่าด้วยบรรจุภัณฑ์ (PPWR) และการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (ESPR) ซึ่งกำลังจะกลายเป็นกติกาการค้าระดับโลก หากประเทศไทยไม่มีกฎหมายแม่บทรองรับ ผู้ประกอบการไทยอาจสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว

– ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการจัดการขยะที่ปลายทาง แต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยมีหัวใจสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
1. เปลี่ยนกระบวนทัศน์การแก้ปัญหา เปลี่ยนจากคำว่า ‘การจัดการขยะ’ เป็น ‘การบริหารทรัพยากรทั้งระบบ‘ เริ่มตั้งแต่การออกแบบที่ต้นน้ำไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ที่ปลายน้ำ
2. เพิ่มความรับผิดชอบของผู้ผลิต (#EPR) กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์ของตน ครอบคลุม 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยางรถยนต์ แบตเตอรี่ EV อุปกรณ์ประมง และแผงโซลาร์เซลล์
3. รับรอง 3 สิทธิใหม่ของผู้บริโภค ได้แก่
– สิทธิในการซ่อมแซม (Right to Repair) ห้ามผู้ผลิตจงใจออกแบบสินค้าให้อายุสั้น
– สิทธิในการปฏิเสธบรรจุภัณฑ์ (Right to Refuse Packaging) ต้องมีทางเลือกแบบเติม (Refill) โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่ม
– สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบที่มาของวัสดุผ่านหนังสือเดินทางผลิตภัณฑ์ดิจิทัล
4. ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ โดยนำมาตรการต่าง ๆ มาปรับพฤติกรรมตลาด เช่น การเก็บเงินสมทบพลาสติกใช้ครั้งเดียว ภาษีเศรษฐกิจหมุนเวียน ระบบมัดจำคืนเงิน หลักผู้ก่อขยะเป็นผู้จ่าย พร้อมตั้งกองทุนเศรษฐกิจหมุนเวียนสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการรีไซเคิลและซ่อมแซม
5. ประกาศพื้นที่คุ้มครองพิเศษ ให้อำนาจประกาศพื้นที่ที่มีปัญหาขยะท่องเที่ยวสูงหรือระบบนิเวศเปราะบาง (เช่น เกาะ อุทยาน) ให้สามารถห้ามใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวเด็ดขาด พร้อมเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อนำมาบริหารจัดการขยะในพื้นที่โดยตรง
นอกจากนี้ งานศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่า หากไทยก้าวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเทียบเท่า 1% ของ GDP เกิดการจ้างงานสีเขียวกว่า 160,000 ตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 5% ภายในปี 2573 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050

หากร่าง พ.ร.บ.ผ่านการพิจารณาจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทางเครือข่าย Thailand Circular Economy จะเดินหน้ารวบรวมรายชื่อประชาชนผู้สนับสนุนให้ครบ 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอเข้าสู่รัฐสภาอย่างเป็นทางการภายในสิ้นปี 2569
ด้าน พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า จะเร่งนำเอกสารและหนังสือที่ได้รับนำเสนอไปยังประธานรัฐสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อกระจายความรับผิดชอบอย่างเป็นธรรม ภาครัฐกำหนดทิศทาง เอกชนออกแบบให้ใช้ซ้ำและรับคืน ส่วนประชาชนเลือกใช้และคัดแยกให้ถูกต้อง
ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและร่วมลงชื่อสนับสนุนได้ที่ เว็บไซต์ https://thailandcenetwork.org/
เฟซบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/Thailandcirculareconomy
Tags:28 องค์กรภาคีCECE ฉบับประชาชนCircular EconomySERI CHULASustainable Environment Research Instituteกฎหมาย EPRการจัดการขยะการบริหารทรัพยากรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจุฬาฯดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดีผลักดันกฎหมายพ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียนพลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพร่าง พ.ร.บ.ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียนสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโอภาส เพชรมุณี






