Top StoriesTrending

28 องค์กรภาคี ยื่น ‘ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน’ ต่อรัฐสภา หยุดวงจร ‘ผลิต-ใช้-ทิ้ง’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนเต็มรูปแบบ

ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน ​ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการจัดการขยะที่ปลายทาง แต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยมีหัวใจสำคัญ 5 ประการ ทั้งการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการแก้ปัญหา เพิ่มความรับผิดชอบผู้ผลิต รับรองสิทธิผู้บริโภค ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาช่วยปรับพฤติกรรมผู้บริโภค และการประกาศพื้นที่คุ้มครองพิเศษ

28 องค์กรภาคีเครือข่าย Thailand Circular Economy ร่วมยื่น ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน พ.ศ. …. (ฉบับประชาชน) ต่อรัฐสภา เพื่อผลักดันกฎหมายแม่บท ฉบับแรกของประเทศ เพื่อ​ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารทรัพยากรและการจัดการของเสียของไทยทั้งระบบ หลังใช้เวลากว่า 6 ปี ศึกษายกร่างและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน

ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SERI : Sustainable Environment Research Institute, Chulalongkorn University ) และเครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Thailand Circular Economy) ​ประกอบด้วย 28 องค์กรภาคี จากภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเพื่อสังคม และองค์กรสื่อด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมยื่นร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน พ.ศ. …. (ฉบับประชาชน) ต่อรัฐสภา โดยมี พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา พร้อมด้วย​ คุณโอภาส เพชรมุณี เลขานุการประธานรัฐสภา เป็นตัวแทนรับเรื่อง

การยื่นร่าง พ.ร.บ.ในครั้งนี้ เพื่อผลักดันกฎหมายแม่บท ฉบับแรกของประเทศในการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารทรัพยากรและการจัดการของเสียของไทยทั้งระบบ หลังทีมวิชาการและภาคีเครือข่ายได้ใช้เวลากว่า 6 ปี ศึกษายกร่างและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
ความสำคัญในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจาก
– ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตขยะและความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนัก โดยมีปริมาณขยะมูลฝอยสูงกว่า 27 ล้านตันต่อปี (แบ่งเป็นขยะอาหารประมาณ 10 ล้านตัน และขยะพลาสติกเกือบ 3 ล้านตัน)
​สถานที่กำจัดขยะทั่วประเทศ 2,057 แห่ง มีเพียง 6% เท่านั้นที่ได้มาตรฐานตามหลักวิชาการ ส่วนอีก 94% หรือ 1,937 แห่ง​ ยังคงใช้วิธีที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น การเทกอง เผากลางแจ้ง และเตาเผาที่ไร้ระบบบำบัดมลพิษ
– ข้อมูลวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า บ่อขยะที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจ รวมกว่า 3.87 แสนล้านบาท และต้องใช้งบฟื้นฟูสูงถึง 1.14 แสนล้านบาท ขณะที่เงินคงเหลือในกองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีเพียง 873 ล้านบาท
– นอกจากนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่จัดเก็บค่าธรรมเนียมได้เพียง 2.8 พันล้านบาท
– ขณะเดียวกัน ยังพบการ​ซ้ำเติมปัญหาจาก​ การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ไมโครพลาสติกในห่วงโซ่อาหาร และการรั่วไหลของขยะลงสู่ทะเล จนไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่มหาสมุทรมากที่สุดในระดับสากล
– การจัดการขยะได้เปลี่ยนมุมมองสู่การจัดการ ‘ตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์’ สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ ได้ออกข้อบังคับว่าด้วยบรรจุภัณฑ์ (PPWR) และการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (ESPR) ซึ่งกำลังจะกลายเป็นกติกาการค้าระดับโลก หากประเทศไทยไม่มีกฎหมายแม่บทรองรับ ผู้ประกอบการไทยอาจสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว
 
ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการจัดการขยะที่ปลายทาง แต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยมีหัวใจสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
1. เปลี่ยนกระบวนทัศน์การแก้ปัญหา เปลี่ยนจากคำว่า การจัดการขยะ’ เป็น ‘การบริหารทรัพยากรทั้งระบบ‘  เริ่มตั้งแต่การออกแบบที่ต้นน้ำไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ที่ปลายน้ำ
2. เพิ่มความรับผิดชอบของผู้ผลิต (#EPR) กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์ของตน ครอบคลุม 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยางรถยนต์ แบตเตอรี่ EV อุปกรณ์ประมง และแผงโซลาร์เซลล์
3. รับรอง 3 สิทธิใหม่ของผู้บริโภค ได้แก่
สิทธิในการซ่อมแซม (Right to Repair) ห้ามผู้ผลิตจงใจออกแบบสินค้าให้อายุสั้น
สิทธิในการปฏิเสธบรรจุภัณฑ์ (Right to Refuse Packaging) ต้องมีทางเลือกแบบเติม (Refill) โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่ม
สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบที่มาของวัสดุผ่านหนังสือเดินทางผลิตภัณฑ์ดิจิทัล
4. ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ โดยนำมาตรการต่าง ๆ มาปรับพฤติกรรมตลาด เช่น การเก็บเงินสมทบพลาสติกใช้ครั้งเดียว ภาษีเศรษฐกิจหมุนเวียน ระบบมัดจำคืนเงิน หลักผู้ก่อขยะเป็นผู้จ่าย พร้อมตั้งกองทุนเศรษฐกิจหมุนเวียนสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการรีไซเคิลและซ่อมแซม
5. ประกาศพื้นที่คุ้มครองพิเศษ ให้อำนาจประกาศพื้นที่ที่มีปัญหาขยะท่องเที่ยวสูงหรือระบบนิเวศเปราะบาง (เช่น เกาะ อุทยาน) ให้สามารถห้ามใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวเด็ดขาด พร้อมเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อนำมาบริหารจัดการขยะในพื้นที่โดยตรง
นอกจากนี้ งานศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่า หากไทยก้าวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเทียบเท่า 1% ของ GDP เกิดการจ้างงานสีเขียวกว่า 160,000 ตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 5% ภายในปี 2573 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050
 หากร่าง พ.ร.บ.ผ่านการพิจารณาจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทางเครือข่าย Thailand Circular Economy จะเดินหน้ารวบรวมรายชื่อประชาชนผู้สนับสนุนให้ครบ 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอเข้าสู่รัฐสภาอย่างเป็นทางการภายในสิ้นปี 2569
ด้าน พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า จะเร่งนำเอกสารและหนังสือที่ได้รับนำเสนอไปยังประธานรัฐสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อกระจายความรับผิดชอบอย่างเป็นธรรม ภาครัฐกำหนดทิศทาง เอกชนออกแบบให้ใช้ซ้ำและรับคืน ส่วนประชาชนเลือกใช้และคัดแยกให้ถูกต้อง
ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและร่วมลงชื่อสนับสนุนได้ที่ เว็บไซต์ https://thailandcenetwork.org/
เฟซบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/Thailandcirculareconomy