แบรนด์เซ็นทารา (Centara Brand) ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีความสำคัญ และมีจำนวนสาขามากที่สุดในพอร์ตโฟลิโอของกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ด้วยจำนวนสาขา 27-28 แห่ง ซึ่งกระจายไปใน Destination สำคัญทั้งเมืองหลักและเมืองรองทั่วประเทศ จากจำนวนสาขารวมทั้งโรงแรมและรีสอร์ภายในเครือที่มีกว่า 55 แห่ง ทั้งในและต่างประเทศ
พร้อมการขยับครั้งสำคัญของแบรนด์โรงแรมเซ็นทาราในปีนี้ เพื่อสร้างความแตกต่างและยกระดับประสบการณ์ในการเข้าพักของลูกค้า โดยเฉพาะการเชื่อมโยงอัตลักษณ์ชุมชนในแต่ละท้องถิ่นที่โรงแรมตั้งอยู่ มาสร้างความแข็งแรงให้กับ Centara Brand Experience ผ่านการออกแบบ Brand Toucpoint เพื่อตอกย้ำประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับแบรนด์ รวมทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ควบคู่ไปกับการดูแลความเป็นอยู่และสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนและท้องถิ่นได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

คุณเดวิด มาร์เทนส์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า นักท่องเที่ยวในปัจจุบันให้ความสำคัญต่อประสบการณ์ในการเดินทาง แม้แต่การเลือกโรงแรมที่พักที่ไม่ได้เน้นเพียงความหรูหราหรือสะดวกสบาย แต่การได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างและมีความเฉพาะตัว ช่วยเพิ่มเสน่ห์และการจดจำแบรนด์ได้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เซ็นทารา ที่เป็น Multi-generation หรือสามารถเข้าถึงคนได้ทุกกลุ่มทุกวัย การได้รับประสบการณ์จากแบรนด์ที่หลากหลาย จะช่วยเพิ่มความประทับใจและความสุขในระหว่างการเดินทางให้ลูกค้าได้เพิ่มมากขึ้น
“เซ็นทารามีเป้าหมายการให้บริการเพื่อสร้าง Delightful Pleasures เพื่อสร้างความประทับใจ ผ่านประสบการณ์ที่แตกต่าง จากการต่อยอด Feedback หรือการมอนิเตอร์จาก Social Listening เพื่อต่อยอดจากอินไซต์ของลูกค้าและนักท่องเที่ยว มาสู่การพัฒนา Brand Experience เพื่อสร้างตัวตนแบรนด์ ‘เซ็นทารา’ ให้ชัดเจน และจับต้องได้ สะท้อนความโดดเด่นของ Thai Hospitality โดยเฉพาะแนวทาง Local Connect เพื่อให้ทุกจุดสัมผัสแบรนด์ (Brand Touchpoint) สร้างความแตกต่างและประทับใจให้ลูกค้าได้ตลอดการเข้าพัก โดยเฉพาะการเชื่อมโยงถึงความเป็นท้องถิ่นในแต่ละ Destination ที่เดินทางไปได้อย่างแท้จริง เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการดึงลูกค้ากลับเข้ามาใช้บริการใหม่ได้อีกในอนาคต ซึ่งได้นำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ในทุกสาขาแล้ว”

ทั้งนี้ ความแข็งแรงและแตกต่างของแบรนด์เซ็นทาราจากโรงแรมอื่นๆ คือ ความชัดเจนในกลยุทธ์ Local Connect ที่นำอัตลักษณ์และวิถีชีวิตชุมชนแต่ละท้องถิ่น มาออกแบบ 6 Brand Touchpoint ภายในโรงแรมอย่างจับต้องได้ และเพิ่มการมีส่วนร่วมกับชุมชนในแต่ละท้องที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย
– Welcome Wishes : การต้อนรับผู้เข้าพัก ด้วยวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น เช่น เซ็นทารา สาขาอยุธยา ใช้การแปะทองช้างเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งช้างถือเป็นสัตว์คู่เมืองอยุธยาและสะท้อนถึงความเป็นไทย
– Art of Sleep : การเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้การนอนและการพักผ่อน เช่น บริการหมอนผ่อนคลายพร้อมกลิ่นที่ชื่นชอบภายในห้อง เครื่องดื่มชาคาโมมายด์ เสียงเพลงสร้างบรรยากาศ หรือหนังสือนิทานก่อนนอนสำหรับกลุ่มครอบครัว

– Memory Maker : การเพิ่มจุดเชื่อมโยงประสบการณ์ในการเข้าพักที่เป็นเอกลักษณ์ และแตกต่างจากที่อื่นๆ เช่น จุดเช็คอินถ่ายรูป
– Centara Jounior : กิจกรรมสำหรับกลุ่มเด็กและครอบครัว ชุดเช็คอินสำหรับเด็ก เพื่อสัมผัสได้ถึงการต้อนรับกลุ่มลูกค้าทุกวัยอย่างอบอุ่น

– Treat & Treasure : การมีของขวัญพิเศษในแต่ละวัน หรือคูปองส่วนลดต่างๆ เพื่อเพิ่มความพิเศษให้แก่ลูกค้าที่มาเข้าพัก เป็นเซอร์ไพร้ส์พิเศษ เมื่อเดินทางเข้ามาพักในโรงแรม
– Local Heroes : การดึงให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในโรงแรมในมิติต่างๆ เช่น การมาร่วมเวิร์กช้อปงานฝีมือ อาหาร หรือสินค้าท้องถิ่นต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงให้ลูกค้าสามารถสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ได้ด้วยตัวเอง พร้อมทั้งยังเพิ่มรายได้ให้ชุมชนและท้องถิ่นได้อีกทางหนึ่งด้วย

คุณพินิดา เพชรธนะกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า การปรับ 6 Brand Touchpoint เพื่อตอกย้ำการให้ความสำคัญในการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาประสบการณ์การเข้าพักของลูกค้า พร้อมทั้งการออกแบบเพื่อให้ประสบการณ์เหล่านี้สามารถจับต้องได้ และสร้างความแตกต่าง นอกเหนือจากการให้บริการที่ดี พร้อมเสริมความประทับใจจากความพิเศษต่างๆ ที่ไม่มีในโรงแรมอื่น เพื่อเพิ่มความประทับใจจากลูกค้าที่มาเข้าพักได้เพิ่มมากขึ้น
คุณไมเคิล เฮนสเลอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงแรมเซ็นทารายังคงความแข็งแรงในการเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ผู้เดินทางทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญเรื่องประสบการณ์ ซึ่งการพัฒนา Touchpoint ที่เน้นการมอบประสบการณ์ พร้อมทั้งเพิ่มการมีส่วนร่วมจากชุมชนมากขึ้น จะทำให้แบรนด์มีความแข็งแรงและสามารถตอบโจทย์ได้มากกว่าการมอบบริการที่ดี แต่ครอบคลุมไปถึงการเพิ่มคุณค่าในการเดินทาง และการมีส่วนร่วมกับชุมชนในแต่ละ Destination ได้อย่างแท้จริง ซึ่งช่วยเติมเต็มประสบการณ์ สร้างความแตกต่าง และเพิ่มการจดจำที่ดีให้กับการเดินทางในแต่ละครั้งเพิ่มมากขึ้น หรือสามารถมอบ Emotional Value นอกเหนือจากการเรื่องของให้บริการ หรือการอำนวยความสะดวกสบาย หรือความหรูหราต่าง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่นักเดินทางและนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น







