ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ร่วมกับ Singapore Management University (SMU) จัดงาน Climate Finance Forum ภายใต้ Bangkok Climate Action Week 2026 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ และสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศด้าน Climate Finance ของประเทศไทย
พร้อมขยายบทบาทตลาดหลักทรัพย์ฯ สู่การเป็น ‘ผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Enabler)’ เพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการพัฒนาเครื่องมือและกลไกที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านได้อย่างเป็นระบบ และเพิ่มความสามารถในการปรับตัวรับความเสี่ยง (Resilience)

คุณเบญจรงค์ สุวรรณคีรี รองผู้จัดการสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยติดอยู่ใน TOP 20 ของประเทศที่มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในระดับสูง โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ระดับความเสี่ยงจะสูงมากข้ึนเพราะภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ต่ำและเป็นทางน้ำผ่าน รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อ GDP ถึง 43% หากไม่มีการป้องกันและเตรียมการในการรับมืออย่างเหมาะสม ประกอบกับความเสี่ยงระดับโลก จากปัญหา Geoeconomics ความขัดแย้ง และสงครามที่เกิดขึ้นส่งผลต่อต้นทุนทางด้านพลังงาน รวมทั้งนโยบายการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ที่มีมาตรการด้านความยั่งยืน อาทิ CBAM หรือ EUDR มาเงื่อนไขให้ต้องปรับตัวสู่ความยั่งยืน
แต่ขณะเดียวกัน หากในช่วง 20-30 ปีข้างหน้านี้ สามารถยกระดับการบริหารจัดการให้ดี มีการพัฒนามาตรการป้องกันและขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจสีเขียว ประเทศไทยจะสามารถยกระดับการเติบโตเพิ่มข้ึนได้ราว 5-10% จากพื้นฐานที่มีอยู่ ดังนั้น การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้าน Climate Risk จึงนับเป็นอีกหนึ่งโอกาสของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่าน และการสร้าง New Engine ผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ ในการเปลี่ยนผ่านจำเป็นต้องอาศัยเงินลงทุนด้าน Climate Finance เป็นตัวช่วยสำคัญในการขับเคลื่อน และปัจจุบันตลาดในกลุ่มนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก โดยพบว่า 80% ของนักลงทุนทั่วโลกสนใจที่จะลงทุนในบริษัทที่มีการดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศ ขณะที่อีก 75% ให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้องและโปร่งใสเพื่อป้องกันการฟอกเขียว

“ประเทศไทยมีเครื่องมือทางการเงินด้านความยั่งยืนรวมมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท ขณะที่ความสามารถในการระดมทุนเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของไทยรวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ในปัจจุบันยังมีสัดส่วนไม่ถึง 10% เมื่อเทียบกับปริมาณเม็ดเงินทั้งหมดที่ต้องใช้ในการเปลี่ยนผ่านเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมพบ ช่องว่างความต้องการของนักลงทุนที่มีสัดส่วนสูงกว่าจำนวนซัพพลายจริงที่มีอยู่ในตลาดถึง 3-4 เท่า รวมทั้งการเติบโตในกลุ่มสินเชื่อยั่งยืนที่เติบโตเพิ่มขึ้นได้กว่า 2 เท่าจากปี 2564 และเติบโตสูงกว่าสินเชื่อทั่วไปถึง 3.9% สะท้อนว่า สิ่งที่ยังขาดในการขับเคลื่อน Climate Finance จึงไม่ใช่เรื่องของปริมาณเงิน หรือความต้องการ แต่เป็นการพัฒนาโปรเจ็กต์ต่างๆ เพื่อช่วยลดผลกระทบด้านสภาพอากาศ หรือการเปลี่ยนผ่านและปรับตัวต่างๆ ที่ยังมีปริมาณออกมาไม่เพียงพอต่อความต้องการ”
ดังนั้น Climate Finance จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ และไม่ใช่เพียงแค่มิติของการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยพัฒนาโครงการเปลี่ยนผ่านต่างๆ ทั้งการลดผลกระทบ (Mitigation) และการปรับตัว (Adaptation)ให้ได้รับการสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น นำมาสู่การขับเคลื่อน Climate Action ที่ช่วยลดผลกระทบและบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศได้ตามแผนที่วางไว้
ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ขยายบทบาทให้มากกว่าการเป็นเพียงตัวกลางในการระดมทุน มาสู่การเป็น ‘ผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน’ (Transition Enabler) เพื่อช่วยภาคธุรกิจให้สามารถปรับตัวและเปลี่ยนผ่านได้อย่างเป็นระบบ พร้อมเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อความเสี่ยง (Resilience) ผ่านการพัฒนาเครื่องมือและกลไกต่างๆ อาทิ ระบบประมูลคาร์บอนเครดิต โดยเริ่มจากโครงการ Low Carbon Cities and Carbon Market Development ที่คาดว่าจะเริ่มประมูลภายในปี 2570 และ SETCarbon Platform ที่ช่วยภาคธุรกิจบริหารข้อมูลก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ ยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูล และนำไปใช้วางแผนการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับการสนับสนุนกลไกตลาดคาร์บอน โดยนำร่องผ่านโครงการ Low Carbon Cities and Carbon Market Development โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารโลก (World Bank) ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำกลไก Climate Finance มาใช้ในประเทศไทย โครงการนี้ช่วยให้อาคารสังกัดกรุงเทพมหานครใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น รวมทั้งการนำก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ไปขึ้นทะเบียนเป็นคาร์บอนเครดิตและนำมาประมูลผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ภายในปี 2570 โดยรายได้จากการขายจะใช้เป็นเงินทุนเพิ่มเติมให้โครงการแก้ปัญหาโลกร้อนดำเนินต่อไปได้

นอกจากนี้ ยังมุ่งสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเข้าถึงกลไกการเงินสีเขียว ทั้งการขอสินเชื่อหรือออกตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างเพียงพอ ทั้งระบบข้อมูลด้าน ESG ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ SETCarbon Platform ที่ช่วยจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการตัดสินใจพิจารณาจัดสรรเงินทุนของสถาบันการเงินผู้ให้สินเชื่อ ตลอดจนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พัฒนา Thailand Taxonomy เพื่อจำแนกกิจกรรมเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ช่วยให้ภาคธุรกิจและภาคการเงินประเมินการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของตนเองและลูกค้าเพื่อใช้วางแผนปรับตัว การเข้าถึงเงินทุน และการบริหารจัดการความเสี่ยง
“ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศด้าน Climate Finance อย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านความยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมการรายงานและเปิดเผยข้อมูลตามข้อกำหนดของหน่วยงาน การกำกับดูแล และสนับสนุนให้ผู้พัฒนาโครงการการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ‘The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities’”






