<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Finance &amp; Invest &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/category/finance-invest/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 24 Jun 2026 08:35:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Finance &amp; Invest &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยโตเพิ่มเป็น 2% แรงหนุนจากวิกฤตพลังงานเริ่มคลี่คลาย แต่คาดฟื้นตัวแบบ K-shaped โตไม่ทั่วถึง ครัวเรือน และ SME ยังเปราะบาง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/scb-eic-raised-gdp-growth-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 07:04:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Business Forecast]]></category>
		<category><![CDATA[Industrial]]></category>
		<category><![CDATA[K-shaped]]></category>
		<category><![CDATA[SCB]]></category>
		<category><![CDATA[SCB EIC]]></category>
		<category><![CDATA[คาดการณ์เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. ยรรยง  ไทยเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ฐิติมา ชูเชิด]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ปราณิดา ศยามานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจัยเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42700</guid>

					<description><![CDATA[<p>SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายทำให้ราคาพลังงานปรับลดลง ช่วยบรรเทาต้นทุนการเดินทางและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนในบางกลุ่มอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดี แต่อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในระยะถัดไป จากผลกระทบของต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นในช่วงสงครามรุนแรงก่อนหน้า ซึ่งเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และกำลังซื้อ แม้จะมีแรงพยุงเพิ่มเติมจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะ K-shaped กระจุกตัวในบางกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ-ปานกลางและ SMEs ยังเปราะบาง จากรายได้ที่ชะลอลงและภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง สำหรับปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกันที่ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดด้านแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันภาวะการเงินตึงตัวและความเสี่ยงภายนอกที่ยังอยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนระยะสั้นจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย แต่ผลกระทบต้นทุนยังทยอยกดดันเศรษฐกิจ  ดร.ยรรยง ไทยเจริญ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค และ นางสาวปราณิดา ศยามานนท์ ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่าย Industry Analysis ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้ข้อมูลร่วมกันว่า ​​ราคาน้ำมันที่เริ่มลดลง แม้ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม ช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจากต้นทุนการเดินทางที่ลดลง ขณะที่การส่งออกโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตต่อเนื่อง และการลงทุนจากต่างประเทศขยายตัวดี อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/scb-eic-raised-gdp-growth-2026/">SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยโตเพิ่มเป็น 2% แรงหนุนจากวิกฤตพลังงานเริ่มคลี่คลาย แต่คาดฟื้นตัวแบบ K-shaped โตไม่ทั่วถึง ครัวเรือน และ SME ยังเปราะบาง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>SCB EIC </strong><strong>ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี </strong><strong>2569</strong><strong> เป็น </strong><strong>2</strong><strong>% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายทำให้ราคาพลังงานปรับลดลง ช่วยบรรเทาต้นทุนการเดินทางและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนในบางกลุ่มอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดี</strong></p>
<p><span id="more-42700"></span></p>
<p>แต่อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในระยะถัดไป จากผลกระทบของต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นในช่วงสงครามรุนแรงก่อนหน้า ซึ่งเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และกำลังซื้อ</p>
<p>แม้จะมีแรงพยุงเพิ่มเติมจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะ K-shaped กระจุกตัวในบางกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ-ปานกลางและ SMEs ยังเปราะบาง จากรายได้ที่ชะลอลงและภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง</p>
<p>สำหรับปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกันที่ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดด้านแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันภาวะการเงินตึงตัวและความเสี่ยงภายนอกที่ยังอยู่ในระดับสูง</p>
<p><strong>เศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนระยะสั้นจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย แต่ผลกระทบต้นทุนยังทยอยกดดันเศรษฐกิจ </strong></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42703 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/re-dr-yanyong.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><span lang="TH" data-olk-copy-source="MessageBody"> <b>ดร.ยรรยง ไทยเจริญ</b> </span> <span lang="TH">ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน <b>ดร.ฐิติมา ชูเชิด</b> ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค และ<b> นางสาวปราณิดา ศยามานนท์</b></span><b> </b><span lang="TH">ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่าย </span>Industry Analysis<b><span lang="TH"> </span></b><span lang="TH">ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (</span><span class="mark40sw1wlai" data-markjs="true" data-ogac="" data-ogab="" data-ogsc="" data-ogsb="">SCB</span> EIC)<span lang="TH"> ให้ข้อมูลร่วมกันว่า </span>​​ราคาน้ำมันที่เริ่มลดลง แม้ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม ช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจากต้นทุนการเดินทางที่ลดลง</p>
<p>ขณะที่การส่งออกโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตต่อเนื่อง และการลงทุนจากต่างประเทศขยายตัวดี อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า ยังคงทยอยส่งผ่านมายังเศรษฐกิจจริง และจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจชัดขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี</p>
<p>SCB EIC ประเมินว่าผลกระทบดังกล่าวจะส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยใน 3 ช่องทางสำคัญ ได้แก่</p>
<p><strong>1. ต้นทุนพลังงานและการผลิต </strong>กดดันเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ กำลังซื้อของภาคครัวเรือน และกระทบต่ออัตรากำไรธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานและโลจิสติกส์เข้มข้น</p>
<p><strong>2. เศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง </strong>กระทบต่อการส่งออกจากกำลังซื้อโลกที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะตลาดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงคราม ขณะที่ราคาพลังงานนำเข้าที่สูงในช่วงก่อนหน้าและแนวโน้มการนำเข้าสินค้าทุนที่เร่งตัวขึ้น จะกดดันให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับแย่ลงมากในปีนี้</p>
<p><strong>3. ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น </strong>จากความผันผวนในตลาดการเงินและเงินทุนเคลื่อนย้าย ส่งผลให้ Risk premium และ Yield curve สูงขึ้น</p>
<p><strong>การฟื้นตัวแบบ </strong><strong>K</strong><strong>&#8211;</strong><strong>shaped </strong><strong>ชัดเจนขึ้น กระจุกตัวในธุรกิจใหญ่และกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ครัวเรือนและ </strong><strong>SMEs </strong><strong>ยังเปราะบาง </strong></p>
<p>SCB EIC มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้น โดยแรงขับเคลื่อนหลักกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น AI, Data center อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนและการส่งออกบางกลุ่มสินค้า</p>
<p>อย่างไรก็ดี ธุรกิจกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีสัดส่วนการนำเข้าสูง ทำให้ผลบวกต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การจ้างงานและรายได้ในวงกว้างยังมีข้อจำกัด</p>
<p>ในทางกลับกัน ครัวเรือนรายได้ต่ำ &#8211; ปานกลางและ SMEs ยังเผชิญความเปราะบางจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนการผลิต<br />
และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งภาระหนี้สูง ส่งผลให้การบริโภคฟื้นตัวได้จำกัด และทำให้ธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจบริการบางกลุ่ม ยังเผชิญแรงกดดันต่อยอดขาย สภาพคล่อง และความสามารถในการชำระหนี้</p>
<p>ความแตกต่างของการฟื้นตัวระหว่างกลุ่มธุรกิจและกลุ่มครัวเรือน จึงกลาย​เป็นข้อจำกัดสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-42704 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-Thai-.jpg" alt="" width="564" height="800" /></p>
<p><strong>เศรษฐกิจไทยปี 2569-2570 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำ แม้มีแรงพยุงจากภาครัฐผ่าน พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท </strong></p>
<p><strong>SCB EIC </strong><strong>คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี </strong><strong>2569</strong><strong> จะขยายตัวที่ </strong><strong>2% </strong><strong>สูงกว่ามุมมองเดิม แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนหน้า</strong> จากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ออกมาดีกว่าคาด สถานการณ์ตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย รวมทั้งแรงสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจผ่านมาตรการลดค่าครองชีพ การกระตุ้นการใช้จ่าย และการลงทุนบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน</p>
<p>อย่างไรก็ดี แรงพยุงจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นหลัก ก่อนที่แรงส่งนี้จะชะลอลงในช่วงสิ้นปี ขณะที่ยังต้องติดตามความชัดเจนของมาตรการการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจต่อไป</p>
<p><strong>สำหรับปี 2570</strong><strong> SCB EIC </strong><strong>คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกับปี 2569 ที่ 1.9%</strong> สะท้อนข้อจำกัดจากแรงขับเคลื่อนใหม่ในการยกระดับการเติบโตในระยะกลาง</p>
<p>ขณะที่แรงขับเคลื่อนเดิมยังมีข้อจำกัด ทั้งการบริโภคที่ฟื้นตัวช้าตามกระบวนการ Deleveraging ของภาระหนี้ในภาคครัวเรือน การลงทุนและการส่งออกที่กระจุกตัวและพึ่งพาการนำเข้าสูง งบประมาณของภาครัฐที่มี Policy space ลดลง และความเปราะบางของ SMEs ที่ยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง และภาวะการเงินที่ตึงตัว</p>
<p><strong>นโยบายการเงินมีข้อจำกัด คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปีนี้ </strong></p>
<p>SCB EIC ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี 2569 โดยแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมีที่มาจากปัจจัยอุปทานเป็นสำคัญ และการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาวยังไม่ถูกกระทบ</p>
<p>ทั้งนี้ SCB EIC คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้จะปรับลดลงจากมุมมองเดิมเหลือ 2.6% อยู่ในกรอบเป้าหมายได้ หลังสถานการณ์สงครามคลี่คลายช่วยให้ราคาพลังงานปรับลดลง</p>
<p>ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง จึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อและค่าเงินอ่อนค่าเช่นที่เกิดขึ้นกับบางประเทศในภูมิภาค</p>
<p>ทั้งนี้ แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ภาวะการเงินโดยรวมยังตึงตัว โดยเฉพาะต่อลูกหนี้รายย่อยและ SME จากรายได้ที่ชะลอลง และความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ตามความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่ด้อยลง ทำให้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ควบคู่กับมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มสภาพคล่องและประคับประคองเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า</p>
<p><strong>ภาคธุรกิจเผชิญแรงกดดัน แต่โอกาสยังอยู่ในกลุ่มที่เชื่อมโยงกับ </strong><strong>AI, FDI </strong><strong>และ </strong><strong>Megatrends </strong></p>
<p>ภาคธุรกิจไทยเผชิญแรงกดดันสำคัญจากต้นทุนที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม ความผันผวนของ Supply chain และอุปสงค์ที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ส่งผลให้หลายธุรกิจเผชิญแรงกดดันด้านยอดขาย อัตรากำไร และสภาพคล่อง โดยเฉพาะธุรกิจส่วนใหญ่ที่มีข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาของผู้บริโภคในภาวะที่อุปสงค์ยังเปราะบาง</p>
<p>SCB EIC มองว่าแนวโน้มธุรกิจในระยะข้างหน้าจะมีความแตกต่างกันชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่ม SME รวมทั้งธุรกิจที่มีความสามารถในการปรับตัวลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานที่เติบโตได้ตามกระแสการเปลี่ยนแปลงหลักของโลก จะยังสามารถรักษาการเติบโตได้ต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามความเสี่ยงด้านต้นทุนและความผันผวนของอุปสงค์อย่างใกล้ชิด</p>
<p>ทั้งนี้<em><strong> โอกาสการเติบโตยังอยู่ในธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ AI, การลงทุนจากต่างประเทศ และ Megatrends เช่น อิเล็กทรอนิกส์ Data center พลังงานสะอาด อาหาร และ Healthcare ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนใหม่ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี การย้ายฐานการผลิต และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในระยะยาว</strong> </em></p>
<p>ดังนั้น ภาคธุรกิจไทยควรเร่งยกระดับประสิทธิภาพ ปรับโครงสร้างต้นทุน และเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-42701 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Adaptation-.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p><strong>เศรษฐกิจโลกปีนี้ชะลอลง ท่ามกลางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยโลกที่สูงขึ้น </strong></p>
<p>SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 2.5% และ 2.6% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ โดยแรงส่งหลักยังมาจากการลงทุนใน AI ทำให้ประเทศผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้รับประโยชน์ต่อเนื่อง สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลางปรับดีขึ้น แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ในระยะข้างหน้า ยังต้องติดตามมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งเป็นความเสี่ยงหลักต่อการค้าโลกในช่วงครึ่งหลังของปี ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักของโลกยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมาย โดย SCB EIC มองว่า Fed จะไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงินในปีนี้ โดยจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.5-3.75% ตลอดปี สำหรับภาวะการเงินโลกจะยังตึงตัวต่อเนื่อง ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับสูง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/scb-eic-raised-gdp-growth-2026/">SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยโตเพิ่มเป็น 2% แรงหนุนจากวิกฤตพลังงานเริ่มคลี่คลาย แต่คาดฟื้นตัวแบบ K-shaped โตไม่ทั่วถึง ครัวเรือน และ SME ยังเปราะบาง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>UNDP และธนาคารกรุงไทย ปลดล็อกการลงทุนเพื่อโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/undp-ktb-small-grants-programme/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 16:14:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Finance Initiative]]></category>
		<category><![CDATA[BIOFIN]]></category>
		<category><![CDATA[GEF]]></category>
		<category><![CDATA[Global Environment Facility]]></category>
		<category><![CDATA[KTB]]></category>
		<category><![CDATA[SGP]]></category>
		<category><![CDATA[Small Grants Programme]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance]]></category>
		<category><![CDATA[UNDP]]></category>
		<category><![CDATA[UNDP-GEF]]></category>
		<category><![CDATA[กฤษณ์ ฉมาภิสิษฐ]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุนเพื่อธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[การให้ทุนขนาดเล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงไทย]]></category>
		<category><![CDATA[นีฟ คอลิเออร์-สมิธ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42454</guid>

					<description><![CDATA[<p>โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และธนาคารกรุงไทย (KTB) ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดตัวความร่วมมือครั้งใหม่เพื่อสนับสนุนโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ​และเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย การเปิดตัวความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นการดำเนินงานระยะที่ 8 ของแผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (Small Grants Programme: SGP) ในประเทศไทย ภายใต้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้สนับสนุนชุมชนแล้ว 492 แห่ง ผ่านการให้ทุน การถ่ายทอดองค์ความรู้ การเสริมสร้างศักยภาพ และการเชื่อมโยงโอกาสทางการตลาด อย่างไรก็ตาม ระยะที่ 8 นี้นับเป็นครั้งแรกที่ SGP ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาคการเงินและภาคเอกชนในประเทศไทย โดย UNDP และธนาคารกรุงไทยจะร่วมกันพัฒนารูปแบบความร่วมมือด้านการลงทุนที่ก้าวข้ามการให้ทุนแบบดั้งเดิม แผนงานการให้ทุนขนาดเล็กระยะนี้จะมุ่งสนับสนุนการดำเนินงานใน 4 พื้นที่ภูมิทัศน์และภูมิทัศน์ทางทะเลสำคัญ ได้แก่ ชายฝั่งอันดามันตอนล่าง เทือกเขาเพชรบูรณ์ ลุ่มน้ำยวม–สาละวิน และจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลจากโครงการ Biodiversity Finance Initiative (BIOFIN) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/undp-ktb-small-grants-programme/">UNDP และธนาคารกรุงไทย ปลดล็อกการลงทุนเพื่อโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (</strong><strong>UNDP</strong><strong>) และธนาคารกรุงไทย (</strong><strong>KTB</strong><strong>) ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</strong> เปิดตัวความร่วมมือครั้งใหม่เพื่อสนับสนุนโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ​และเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย</p>
<p><span id="more-42454"></span></p>
<p>การเปิดตัวความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นการดำเนินงานระยะที่ 8 ของแผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (Small Grants Programme: SGP) ในประเทศไทย ภายใต้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้สนับสนุนชุมชนแล้ว 492 แห่ง ผ่านการให้ทุน การถ่ายทอดองค์ความรู้ การเสริมสร้างศักยภาพ และการเชื่อมโยงโอกาสทางการตลาด</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ระยะที่ 8 นี้นับเป็นครั้งแรกที่ SGP ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาคการเงินและภาคเอกชนในประเทศไทย โดย UNDP และธนาคารกรุงไทยจะร่วมกันพัฒนารูปแบบความร่วมมือด้านการลงทุนที่ก้าวข้ามการให้ทุนแบบดั้งเดิม</p>
<p>แผนงานการให้ทุนขนาดเล็กระยะนี้จะมุ่งสนับสนุนการดำเนินงานใน 4 พื้นที่ภูมิทัศน์และภูมิทัศน์ทางทะเลสำคัญ ได้แก่ ชายฝั่งอันดามันตอนล่าง เทือกเขาเพชรบูรณ์ ลุ่มน้ำยวม–สาละวิน และจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42539 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/S__138141746.jpg" alt="" width="1200" height="890" /></p>
<p>ข้อมูลจากโครงการ <strong>Biodiversity Finance Initiative (BIOFIN)</strong> ของ UNDP ระบุว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 70% ของประเทศไทยพึ่งพาธรรมชาติโดยตรง ประเทศไทยเป็นที่อยู่อาศัยของความหลากหลายทางชีวภาพเกือบ 10% ของโลก รวมถึงพืชกว่า 15,000 ชนิด ความมั่งคั่งทางธรรมชาติเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีวิต ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สนับสนุนความมั่นคงทางอาหาร และเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจหลัก เช่น เกษตรกรรม ป่าไม้ และการท่องเที่ยว ซึ่งรวมกันคิดเป็นเกือบ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การลงทุนเพื่อธรรมชาติยังคงไม่เพียงพอ โดยประเทศไทยยังมีช่องว่างด้านการเงินเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ความร่วมมือระหว่าง UNDP และธนาคารกรุงไทย ซึ่งมุ่งสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนผ่านโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน จึงเป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดช่องว่างดังกล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42540 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/S__138141741.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>“ประเทศไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพได้ก็ต่อเมื่อการดำเนินนโยบายระดับชาติสามารถเชื่อมโยงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ชุมชนคือพันธมิตรสำคัญในการปกป้องระบบนิเวศ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง การลงทุนในผู้นำท้องถิ่น นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชน จะช่วยเปลี่ยนแผนงานระดับชาติให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้สำหรับผู้คน ธรรมชาติ และคนรุ่นต่อไป” <strong>คุณประเสริฐ ศิรินภาพร</strong>  รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าว</p>
<p>“บทต่อไปของการพัฒนาประเทศไทยจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปกป้องธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืน ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยงบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว ความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชนสามารถทำงานร่วมกันเพื่อปลดล็อกรูปแบบการลงทุนใหม่ ๆ ในโซลูชันและนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ซึ่งช่วยปกป้องธรรมชาติ เสริมสร้างรายได้ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร แผนงานการให้ทุนขนาดเล็กของ <strong>UNDP-GEF</strong> เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ภาคการเงินและภาคเอกชนสามารถกลับมาลงทุนในชุมชนทั่วประเทศไทยได้ง่ายขึ้น และเราขอเชิญชวนพันธมิตรอื่น ๆ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามนี้” <strong>คุณนีฟ คอลิเออร์-สมิธ</strong> ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทยกล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42541 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/S__138141743.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความร่วมมือครั้งใหม่นี้ต่อยอดจากความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่าง UNDP และธนาคารกรุงไทยในการพัฒนากลไกทางการเงินเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสนับสนุนโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ</p>
<p>ความร่วมมือดังกล่าวจะผสานประสบการณ์ของ UNDP ในการสนับสนุนการพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน เข้ากับบทบาทของธนาคารกรุงไทยในฐานะพันธมิตรด้านความยั่งยืนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Sustainability Partner) <em><strong>เพื่อเชื่อมโยงชุมชนกับแหล่งเงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี เครือข่ายความร่วมมือ และโอกาสทางการตลาด ช่วยให้ชุมชนสามารถต่อยอดทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์ของตนให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน</strong></em> สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนและโลกในระยะยาว</p>
<p>หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จคือชุมชนบ้านโคกไคร จังหวัดพังงา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากแผนงานการให้ทุนขนาดเล็กในการต่อยอดทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับคนในพื้นที่ โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะสร้างผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) สูงถึง 2.46 เท่าภายในปี 2573 สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42542 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/S__138141744.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“ธนาคารกรุงไทยเชื่อว่าความยั่งยืนที่แท้จริงเริ่มต้นจากชุมชนที่เข้มแข็ง เพราะชุมชนคือผู้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เมื่อชุมชนได้รับโอกาส การสนับสนุน และเครือข่ายความร่วมมือที่เหมาะสม พวกเขาสามารถสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนได้ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือภายใต้แผนงานการให้ทุนขนาดเล็กระยะที่ 8 ครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการสนับสนุนด้านการเงิน แต่เป็นการร่วมสร้าง ‘ระบบนิเวศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ ที่จะช่วยเสริมพลังให้ชุมชนเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และสามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ”</em> <strong>คุณกฤษณ์ ฉมาภิสิษฐ</strong> ผู้บริหารสายงานสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารกรุงไทยกล่าว</p>
<p>ภายในงานเปิดตัวความร่วมมือ ผู้แทนจากชุมชนบ้านโคกไคร จังหวัดพังงา และเครือข่ายสตรีและครอบครัวเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำพุงตอนบน จังหวัดเลย ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ว่าการสนับสนุนจาก SGP ช่วยต่อยอดความคิดริเริ่มในชุมชนให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต่อผู้คนและโลกได้อย่างไร เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนศักยภาพของโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน และโอกาสในการขยายผลรูปแบบความสำเร็จสู่พื้นที่อื่นภายใต้การดำเนินงานระยะใหม่ของแผนงาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42538 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/S__138141745.jpg" alt="" width="1200" height="714" /></p>
<p>แผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (SGP) เป็นหนึ่งในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนและดำเนินงานมาอย่างยาวนานที่สุดในโลก ภายใต้การดำเนินงานของ UNDP โดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้สนับสนุนโครงการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนมากกว่า 30,000 โครงการ ในกว่า 130 ประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่าการลงมือปฏิบัติในระดับท้องถิ่นสามารถสร้างผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลก ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/undp-ktb-small-grants-programme/">UNDP และธนาคารกรุงไทย ปลดล็อกการลงทุนเพื่อโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยพัฒน์ เปิดโผ 17 หุ้น ESG เข้าใหม่ ปี 2569 พร้อมจัดทำรายชื่อหุ้น ESG100 ให้ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/thaipat-release-esg-100-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Jun 2026 06:11:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Emerging]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Rating]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Turnaround]]></category>
		<category><![CDATA[ESG100]]></category>
		<category><![CDATA[Thaipat]]></category>
		<category><![CDATA[Thaipat Institute]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ]]></category>
		<category><![CDATA[ทำเนียบหลักทรัพย์ ESG]]></category>
		<category><![CDATA[นักลงทุนสถาบัน]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันไทยพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยพัฒน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42200</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันไทยพัฒน์ ประกาศรายชื่อหลักทรัพย์ที่เข้าทำเนียบ ESG100 เป็นครั้งแรก พร้อมกับจัดทำ 100 รายชื่อหลักทรัพย์ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ. 2569 ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 สถาบันไทยพัฒน์ โดยหน่วยงาน ESG Rating ซึ่งเป็นผู้พัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจในประเทศไทย และเป็นผู้จัดทำข้อมูลกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ได้จัดทำรายชื่อหลักทรัพย์มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 บริษัท/กองทุน/ทรัสต์เพื่อการลงทุน ทำการประเมินโดยใช้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ ESG จาก 6 แหล่ง [1] จำนวนกว่า 17,242 จุดข้อมูล ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธาน สถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า “การพิจารณาคัดเลือกหลักทรัพย์เข้าใหม่ในทำเนียบ ESG100 ในปีนี้ พิจารณาจากข้อมูลการดำเนินงานที่สะท้อนปัจจัยด้าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/thaipat-release-esg-100-2026/">ไทยพัฒน์ เปิดโผ 17 หุ้น ESG เข้าใหม่ ปี 2569 พร้อมจัดทำรายชื่อหุ้น ESG100 ให้ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันไทยพัฒน์ ประกาศรายชื่อหลักทรัพย์</strong><strong>ที่เข้าทำเนียบ </strong><strong>ESG100 </strong><strong>เป็นครั้งแรก พร้อมกับจัดทำ</strong><strong> 100 </strong><strong>รายชื่อ</strong><strong>หลักทรัพย์ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (</strong><strong>Environmental Social and Governance: ESG) </strong><strong>จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ.</strong><strong> 2569 </strong><strong>ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ </strong><strong>12</strong></p>
<p><span id="more-42200"></span></p>
<p>สถาบันไทยพัฒน์ โดยหน่วยงาน ESG Rating ซึ่งเป็นผู้พัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจในประเทศไทย และเป็นผู้จัดทำข้อมูลกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ได้จัดทำรายชื่อหลักทรัพย์มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 บริษัท/กองทุน/ทรัสต์เพื่อการลงทุน ทำการประเมินโดยใช้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ ESG จาก 6 แหล่ง <a href="#_ftn1" name="_ftnref1">[1]</a> จำนวนกว่า 17,242 จุดข้อมูล</p>
<p><strong>ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ</strong> ประธาน สถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า <em>“</em><em>การพิจารณาคัดเลือก</em><em>หลักทรัพย์เข้าใหม่ในทำเนียบ </em><em>ESG100 </em><em>ในปีนี้ พิจารณาจากข้อมูลการดำเนินงานที่สะท้อนปัจจัยด้าน </em><em>ESG </em><em>ตามที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ และผ่านเกณฑ์คัดกรองเบื้องต้นที่ใช้ในการประเมินหลักทรัพย์ </em><em>ESG100 </em><em>ของสถาบันไทยพัฒน์ โดยอ้างอิงตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ </em><em>WFE, GRI, IFRS, UN PRI</em><em>”</em></p>
<p>สำหรับหลักทรัพย์ซึ่งได้เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 เป็นครั้งแรกในปีนี้ มีจำนวน 17 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย  ASW BTG CCET CTW DITTO DMT IMPACT KCC METCO MRDIYT NTF PSGC SCGD TIPH TMAN TMW TRT</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42201 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ESG-Emerging.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ในปี 2569 นี้ สถาบันไทยพัฒน์ยังได้คัดเลือกและจัดทำรายชื่อหลักทรัพย์ที่มีผลประกอบการพลิกฟื้นกลุ่ม ESG Turnaround เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับการลงทุนที่คำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ด้วยโอกาสการสร้างผลตอบแทนจากหลักทรัพย์ที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและมีปัจจัย ESG สนับสนุน</p>
<p>สำหรับหลักทรัพย์กลุ่ม ESG Turnaround ประกอบด้วย DUSIT HANA PAP PTTGC SNC TKS TMT TWPC  รวมจำนวน 8 หลักทรัพย์</p>
<p>การพิจารณาคัดเลือกหลักทรัพย์ที่มีผลประกอบการพลิกฟื้นกลุ่ม ESG Turnaround ในปีนี้ เป็นปีที่สี่ของการจัดทำรายชื่อบริษัทที่มี ESG ซึ่งได้ตามเกณฑ์ในรอบปีการประเมิน แต่ยังมีผลประกอบการติดลบหรือต่ำกว่าตลาด (Underperform) โดยมีสัญญาณการพลิกฟื้นและโอกาสในการไต่ระดับขึ้น (Upside) ของราคาหลักทรัพย์ จากการฟื้นตัวของตลาด และศักยภาพในธุรกิจแกนหลัก (Core Business) ของกิจการที่มี ESG เป็นปัจจัยสนับสนุน</p>
<p>ทั้งนี้ หลักทรัพย์กลุ่ม ESG100 ที่ได้รับคัดเลือกในปี 2569 จะใช้เป็นข้อมูลนำเข้าในการปรับหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบของ Thaipat ESG Index ประจำปี สำหรับใช้เป็นดัชนีเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุน (Benchmark Index) และใช้เป็นดัชนีอ้างอิงสำหรับการลงทุนแก่บริษัทจัดการลงทุนที่มีการให้บริการผลิตภัณฑ์การลงทุนในธีม ESG โดยผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ S&amp;P Dow Jones&#8217; Custom Indices</p>
<p>สำหรับรายชื่อหลักทรัพย์กลุ่ม ESG100 ที่ได้รับคัดเลือกตั้งแต่ปี พ.ศ.2558-2568 สถาบันไทยพัฒน์ได้ทำการเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ https://thaipat.esgrating.com</p>
<p><em>หมายเหตุ: การนำเสนอข้อมูลกลุ่มหลักทรัพย์จดทะเบียน </em><em>ESG100 </em><em>รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ที่สถาบันไทยพัฒน์เป็นผู้ประเมิน เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้เป็นข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือการเสนอซื้อเสนอขายใดๆ ทั้งสิ้น</em></p>
<p><a href="#_ftnref1" name="_ftn1"><em><strong>[1]</strong></em></a> <em>ประกอบด้วย ข้อมูลในหัวข้อความรับผิดชอบต่อสังคมในแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี</em><em>/</em><em>รายงานประจำปี</em><em> (แบบ 56-1 </em><em>One Report</em><em>) <strong>สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์</strong> ข้อมูลการประเมินการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน (</em><em>ESG Rating) </em><strong><em>บริษัท อีเอสจี เรตติ้ง จำกัด</em></strong><em> ข้อมูลรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน <strong>ประชาคมการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน (</strong></em><strong><em>SDC)</em></strong> <em>ข้อมูลผลสำรวจการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียน (</em><em>CG Scoring) </em><strong><em>สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (</em></strong><strong><em>IOD)</em></strong> <em>ข้อมูลโครงการประเมินระดับการพัฒนาความยั่งยืนของกิจการ (</em><em>CSR Progress Indicator) </em><strong><em>สถาบันไทยพัฒน์</em></strong><em> และข้อมูลการประเมินระดับการต้านทุจริตของกิจการ </em><em>(</em><em>Anti-corruption Indicator) </em><strong><em>เครือข่ายหุ้นส่วนต้านทุจริตเพื่อประเทศไทย </em></strong><strong><em>(</em></strong><strong><em>PACT)</em></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/thaipat-release-esg-100-2026/">ไทยพัฒน์ เปิดโผ 17 หุ้น ESG เข้าใหม่ ปี 2569 พร้อมจัดทำรายชื่อหุ้น ESG100 ให้ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Krungthai COMPASS มอง 3 ฉากทัศน์ หากวิกฤตตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน จะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง?</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/krungthai-compass-scenario-hormuz-effects/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 28 Mar 2026 11:14:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Food Security]]></category>
		<category><![CDATA[Geopolitical]]></category>
		<category><![CDATA[Hormuz]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Scenario]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ช่องแคบฮอร์มุซ]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นทุนสินค้า]]></category>
		<category><![CDATA[ประเมินความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามตะวันออกกลาง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40774</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่   28 ก.พ. 69 นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ  เบื้องต้น ส่งผลกระทบแล้วอย่างน้อย 2 ช่องทาง ได้แก่  1. ราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก supply ที่ตึงตัว และ 2. ค่าระวางการขนส่งสินค้าทางเรือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เป็นผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และยังมีผลต่อเนื่องถึงการขนส่งผ่านช่องแคบ บับเอลเมนเดบ ที่ต่อกับทะเลแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าของภูมิภาคตะวันออกกลาง Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการสู้รบมีแนวโน้มกินระยะเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 69) จะกระทบต่อธุรกิจไทยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1. Immediate Concerns  : ช่วงที่เหลือของเดือน มี.ค. 2569 &#8211; Transport Disruption โดยกระทบนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และกลุ่ม Long-haul (ยุโรป และสหรัฐฯ)  โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนมีนาคม 2569 อาจลดลงราว 3.9 แสนคน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/krungthai-compass-scenario-hormuz-effects/">Krungthai COMPASS มอง 3 ฉากทัศน์ หากวิกฤตตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน จะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่   28 ก.พ. 69 นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ  เบื้องต้น ส่งผลกระทบแล้วอย่างน้อย 2 ช่องทาง ได้แก่  1. ราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก supply ที่ตึงตัว และ 2. ค่าระวางการขนส่งสินค้าทางเรือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น</p>
<p><span id="more-40774"></span></p>
<p>ทั้งนี้ เป็นผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และยังมีผลต่อเนื่องถึงการขนส่งผ่านช่องแคบ บับเอลเมนเดบ ที่ต่อกับทะเลแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าของภูมิภาคตะวันออกกลาง</p>
<p><strong>Krungthai COMPASS</strong> ประเมินว่า หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการสู้รบมีแนวโน้มกินระยะเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 69) จะกระทบต่อธุรกิจไทยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40777 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/3-Scenario.jpg" alt="" width="871" height="656" /></p>
<p><strong>1. Immediate Concerns  : </strong>ช่วงที่เหลือของเดือน มี.ค. 2569</p>
<p>&#8211; <strong>Transport Disruption</strong> โดยกระทบนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และกลุ่ม Long-haul (ยุโรป และสหรัฐฯ)  โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนมีนาคม 2569 อาจลดลงราว 3.9 แสนคน กระทบเม็ดเงินในภาคท่องเที่ยวหายไปจากระบบกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท และหากสงครามยืดเยื้อต่อเนื่องไปกว่า 3 เดือน (มี.ค.- พ.ค. 2569) คาดว่านักท่องเที่ยวจะหายไปกว่า  9.8 แสนคน ​รายได้หายไปกว่า 6.4 หมื่นล้านบาท</p>
<p><strong>&#8211; สัญญาณการขาดแคลนเม็ดพลาสติก</strong> :  เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานในตะวันออกกลางหยุดชะงัก ไม่สามารถนำเข้า <strong>&#8216;แนฟทา&#8217;</strong> วัตถุดิบตั้งต้นในการ​ผลิตเม็ดพลาสติก ทำให้โรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นบางแห่งในไทยต้องหยุดการผลิตชั่วคราว กระทบอุตสาหกรรมต่อเนื่องภายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติก ที่มีปริมาณการใช้เม็ดพลาสติกราว 2.4 ล้านตัน หรือราว 40% ของการใช้เม็ดพลาสติกภายในประเทศ และต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำ​ เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงอุตสาหกรรมการแพทย์ ​เช่น กระบอกเข็มฉีดยา ​​สายน้ำเกลือ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40778 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Plastic-Chain.jpg" alt="" width="871" height="689" /></p>
<p><strong>2. Biggest Concerns : </strong>ช่วงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด  ระหว่างเดือนเมษายน 2569</p>
<p><strong>&#8211; ปัญหา​ขาดแคลนสินค้าที่รุนแรงขึ้น</strong> อาจมีการปิดโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้<strong> Ethylene และ Propylene หายไปจากระบบอย่างน้อยราว 1.2 ล้านตัน หรือราว 13.8%</strong> ของกำลังการผลิตทั้งหมดของไทย ทำให้สต็อกแนฟทาไม่เพียงพอต่อการผลิต รวมถึงกลุ่ม SMEs ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ และส่งผลกระทบไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำ   <strong>ด้านผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาจได้รับผลกระทบด้านต้นทุนจากราคาเม็ดพลาสติก </strong>ซึ่งป็นวัตถุดิบหลักคิดเป็นสัดส่วนราว 60-70% ของต้นทุนรวม​  <strong>ส่วนบริษัทปิโตรเคมีที่มีโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ ร</strong>วมถึงใช้น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ซี่งมีสัดส่วนราว 40-50% ​ยังมีแนวโน้มดำเนินการผลิตได้ตามปกติ แต่ยังคงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูง</p>
<p><strong>&#8211; ราคาน้ำมันดีเซลที่อาจเพิ่มขึ้น  </strong>ซึ่งอาจแตะระดับมากกว่า 40 บาท/ลิตรใน เม.ย. 69 หากภาครัฐไม่อุดหนุนต่อ กระทบอุตสาหกรรมที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานในสัดส่วนสูง และ อาทิ Petrochem Shutdown กระทบภาคการผลิตไทย</p>
<p><strong>ทั้งนี้ การประเมินราคาน้ำมันดีเซลดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันสำเร็จรูปราว </strong><strong>68,400</strong><strong> ล้านบาทในช่วง มี.ค.</strong><strong>&#8211;</strong><strong>เม.ย.</strong><strong>69</strong> ซึ่งแบ่งเป็นเงินสดของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ราว 28,400 ล้านบาท (ณ 1 มี.ค.69) และการกู้เงินเพิ่มเติมราว 40,000 ล้านบาท <strong>และไม่ใช้กลไกการลดภาษีสรรพสามิต </strong>แต่หาก​​ภาครัฐพิจารณาให้ความช่วยเหลือผ่านกลไกต่างๆ อาจทำให้ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปี 2569 มีโอกาสที่จะปรับลดลงได้</p>
<p><strong>3. Future Concerns :  </strong>ผลกระทบในช่วงครึ่งหลังของปี 2569</p>
<p><strong>&#8211; ค่าไฟฟ้า​มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นช่วง ก.ย.-ธ.ค. 69 </strong> คาดว่า <strong>ค่า</strong>​<strong>​ไฟฟ้าเฉลี่ยจะแตะ </strong><strong>4.14</strong><strong> บาท </strong><strong>/</strong><strong>หน่วย ในงวด ก.ย.</strong><strong>&#8211;</strong><strong>ธ.ค. </strong><strong>69 </strong>หลัง​ภาครัฐช่วย​ตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่หน่วยละ 3.88 บาท​ ในงวด ม.ค.-ส.ค. 69<span style="font-size: 12.5px;">​</span><strong> </strong>เพราะต้นทุนก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้น ซึ่งราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นกระทบต่อต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่มีต้นทุนพลังงานที่สูง ทั้งจากราคาน้ำมันดีเซลที่กระทบหลายธุรกิจที่มีต้นทุนน้ำมันในสัดส่วนที่สูง อาทิ  ธุรกิจขนส่งผู้โดยสารทางถนน ( 27.8% ของต้นทุน) ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเล (26.3%) ธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนน (20.0%) ธุรกิจผลิตเหล็ก (7.2%) รวมทั้งกลุ่มที่มีค่าไฟฟ้าเป็นต้นทุนหลัก อาทิ  โรงน้ำแข็ง (​32.4% ของต้นทุนทั้งหมด) ธุรกิจคลังสินค้า (16.8%) ธุรกิจผลิตและจัดหาน้ำ (14.6%) ธุรกิจโรงแรม (14.0%) ธุรกิจผลิตซีเมนต์ (11.0%) และธุรกิจผลิตเหล็กและเหล็กกล้า (6.8%)</p>
<p><strong>-ราคาตั๋วเครื่องบินที่มีโอกาสยืนสูงเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้กลุ่ม Short-haul ชะลอการเดินทาง​</strong> เนื่องจากราคาน้ำมัน Jet Fuel เพิ่มสูงขึ้นกว่า 100% ประกอบกับจำนวนเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกจากการจำกัดน่านฟ้าในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบิน​หลายเส้นทางปรับสูงขึ้น กระทบ​กำลังซื้อนักท่องเที่ยว Short-haul ในอนาคต รวมทั้งเกิด Downside ต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40779 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/oil-ticket-price.jpg" alt="" width="882" height="690" /></p>
<p><strong> &#8211; ขาดแคลนปุ๋ยเคมี กระทบผลผลิตสินค้าเกษตร  </strong>โดยไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีถึง 95% หรือราว 5-6 ล้านต่อปี และปี 2568 นำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางถึง 2.2 ล้านตันหรือ 34% ของการนำเข้าปุ๋ยเคมมีทั้งหมด ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจกด​ดันให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี กระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร ​รวมทั้ง​แรงกดดันเพิ่มเติมจากค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจะทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ดี <em><strong>ยังมีบางธุรกิจที่อาจได้อานิสงส์จากความกังวลด้าน Food Security เช่น ข้าว ทูน่ากระป๋อง ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป เมื่อไทยสามารถกลับมาส่งออกได้ ขณะที่ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลที่ได้รับประโยชน์จากการที่ค่าระวางเรือและค่า Surcharge ต่างๆ มีการปรับสูงขึ้น</strong></em></p>
<p>ข้อมูลจาก USDA ชี้ว่า กลุ่มประเทศตะวันออกกลางสามารถผลิตสินค้าเกษตรและอาหารได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 37% ของความต้องการบริโภคในประเทศทั้งหมด โดยเฉพาะปลา ข้าว และไก่ที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกและเป็นผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก แต่ประเทศในตะวันออกกลางผลิตได้เพียง 3% 25% และ 78% ของความต้องการบริโภคในประเทศทั้งหมด ตามลำดับ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40780 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Winner-looser.jpg" alt="" width="1200" height="671" /></p>
<p>ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง โดยปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปตะวันออกกลางราว 6.8 หมื่นล้านบาท หรือราว 4.0% ของการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารทั้งหมด  ขณะที่ต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นจากค่าระวางเรือที่อาจ​สูงขึ้น ค่าประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม รวมถึงระยะเวลาการขนส่งที่ยาวขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการเกษตรและอาหารต้องประเมินความคุ้มค่าในการส่งออกอย่างรอบด้านและระมัดระวังมากขึ้นเช่นเดียวกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/krungthai-compass-scenario-hormuz-effects/">Krungthai COMPASS มอง 3 ฉากทัศน์ หากวิกฤตตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน จะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยูโอบี ประเทศไทย &#8216;Empower Future Generation&#8217; ขับเคลื่อน 3 โปรเจ็กต์ เสริมศักยภาพเยาวชนไทย ​​​ยกระดับการเรียนรู้ ทักษะการเงิน ​และนวัตกรรมความยั่งยืน </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/3-projects-uob-thailand-empower-future-generation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Mar 2026 10:38:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Empower Future Generation]]></category>
		<category><![CDATA[MDS]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[UOB Money 101]]></category>
		<category><![CDATA[UOB My Digital Space]]></category>
		<category><![CDATA[UOB Wonder Lab]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อม​]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะดิจิทัล]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารยูโอบี]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรัตน โอฬารหาญกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ยูโอบี]]></category>
		<category><![CDATA[ยูโอบี ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[วัยรุ่นเก่งการเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องเรียนดิจิทัล]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวชนไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40405</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและ​ความมั่นคงของประเทศ เริ่มต้นจากกความพร้อมของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญที่จะเข้ามาช่วย​ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต ในฐานะสถาบันการเงินระดับภูมิภาค และ​​​มีภารกิจสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้กับแต่ละประเทศที่ได้ขยายการดำเนินธุรกิจเข้าไป ทำให้  ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย มุ่งให้ความสำคัญในการยกระดับพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย ให้มีทักษะความรู้ และทักษะสำคัญในการดำเนินชีวิต เพื่อเตรียมความพร้อมและ​เป็นกำลังสำคัญสำหรับ​​พัฒนาศักยภาพ​ของประเทศ เพื่อสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่แข็งแรง และ​เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต คุณธรรัตน โอฬารหาญกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดเผยว่า ​​​ความพร้อมของ &#8216;คนรุ่นใหม่&#8217; ถือเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย และเป็นมากกว่าแค่ &#8216;อนาคต&#8217; แต่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ​โดยเฉพาะบริบทของประเทศไทยที่​มีปัญหาสำคัญ​ต้องก้าวข้าม คือ &#8216;ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา&#8217; ของเยาวชนที่ขาดโอกาสในพื้นที่ห่างไกล ​ นำมาสู่การพัฒนา 3 โครงการทางสังคมของธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เพื่อแก้ปัญหาสำคัญจากโครงสร้าง ทั้ง​การสนับสนุน​ความรู้ในสาขาวิชาสำคัญ และมอบอุปกรณ์ดิจิทัลที่จำเป็นในยุคปัจจุบัน ​และมุ่งส่งเสริมทักษะชีวิตด้วยพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเงิน เพื่อมีส่วนช่วย​ยกระดับวินัยทางการเงินในสังคมไทย และสามารถเป็นแรงกระเพื่อมที่ส่งผลกระทบเชิงบวกในระยะยาวให้​เศรษฐกิจส่วนรวม ไปจนถึงการมีส่วนช่วย​ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ด้วยการเปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น ​​​จากหลากหลายสถาบัน นำเสนอไอเดีย​ Changemaker ให้​สังคม​ เพื่อ​ริเริ่ม ออกแบบโครงงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมขับเคลื่อนโลกที่ยั่งยืนในแบบของตัวเอง ตามแนวคิด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/3-projects-uob-thailand-empower-future-generation/">ยูโอบี ประเทศไทย &#8216;Empower Future Generation&#8217; ขับเคลื่อน 3 โปรเจ็กต์ เสริมศักยภาพเยาวชนไทย ​​​ยกระดับการเรียนรู้ ทักษะการเงิน ​และนวัตกรรมความยั่งยืน </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและ​ความมั่นคงของประเทศ เริ่มต้นจากกความพร้อมของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญที่จะเข้ามาช่วย​ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต</p>
<p><span id="more-40405"></span></p>
<p>ในฐานะสถาบันการเงินระดับภูมิภาค และ​​​มีภารกิจสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้กับแต่ละประเทศที่ได้ขยายการดำเนินธุรกิจเข้าไป ทำให้<strong>  ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย</strong> มุ่งให้ความสำคัญในการยกระดับพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย ให้มีทักษะความรู้ และทักษะสำคัญในการดำเนินชีวิต เพื่อเตรียมความพร้อมและ​เป็นกำลังสำคัญสำหรับ​​พัฒนาศักยภาพ​ของประเทศ เพื่อสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่แข็งแรง และ​เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต</p>
<p><strong>คุณธรรัตน โอฬารหาญกิจ</strong> ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดเผยว่า ​​​ความพร้อมของ <strong>&#8216;คนรุ่นใหม่&#8217;</strong> ถือเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย และเป็นมากกว่าแค่ <strong>&#8216;อนาคต&#8217;</strong> แต่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน <strong>&#8216;ความยั่งยืน&#8217; ​</strong>โดยเฉพาะบริบทของประเทศไทยที่​มีปัญหาสำคัญ​ต้องก้าวข้าม คือ<strong> &#8216;ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา&#8217;</strong> ของเยาวชนที่ขาดโอกาสในพื้นที่ห่างไกล ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40407 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Info-3.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>นำมาสู่การพัฒนา 3 โครงการทางสังคมของธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เพื่อแก้ปัญหาสำคัญจากโครงสร้าง ทั้ง​การสนับสนุน​ความรู้ในสาขาวิชาสำคัญ และมอบอุปกรณ์ดิจิทัลที่จำเป็นในยุคปัจจุบัน ​และมุ่งส่งเสริมทักษะชีวิตด้วยพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเงิน เพื่อมีส่วนช่วย​ยกระดับวินัยทางการเงินในสังคมไทย และสามารถเป็นแรงกระเพื่อมที่ส่งผลกระทบเชิงบวกในระยะยาวให้​เศรษฐกิจส่วนรวม</p>
<p>ไปจนถึงการมีส่วนช่วย​ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ด้วยการเปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น ​​​จากหลากหลายสถาบัน นำเสนอไอเดีย​<strong> Changemaker</strong> ให้​สังคม​ เพื่อ​ริเริ่ม ออกแบบโครงงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมขับเคลื่อนโลกที่ยั่งยืนในแบบของตัวเอง ตามแนวคิด &#8216;<strong>Empower Future Generation&#8217;</strong></p>
<p>สำหรับ​การพัฒนา 3 โครงการทางสังคมของธนาคารยูโอบี ประเทศไทย รวมทั้ง​แนวทางในการขับเคลื่อน​ ตลอดจนเป้าหมายและผลกระทบเชิงบวกที่แต่ละโครงการสามารถ​ส่งต่อได้ ประกอบด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40408 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/MDS-การผสานเทคโนโลยีเข้ากับการศึกษา-ที่จะช่วยพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่างๆ-เพื่อให้เด็กพร้.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>1. โครงการห้องเรียนดิจิทัล UOB My Digital Space (MDS) : วางรากฐานความพร้อมทางการเรียนรู้</strong></p>
<p>ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทยมายาวนาน สะท้อนผ่านผลการประเมิน PISA ​​ที่พบว่า นักเรียนไทยมากกว่าครึ่งยังมีผลสัมฤทธิ์ทั้งทางคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับต่ำ และ​​​มีส่วนเชื่อมโยงกับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัวอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับ​​ผลสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า คะแนนความรู้ทางการเงินของคนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 71% โดยกลุ่มเยาวชนมีระดับความรู้และพฤติกรรมการวางแผนการเงินต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ</p>
<p>ขณะเดียวกัน แม้โรงเรียนในไทยส่วนใหญ่จะสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องอุปกรณ์ที่ยังขาดแคลน โดยมีอัตราเฉลี่ยที่นักเรียน 17 คน​ต่อคอมพิวเตอร์1 เครื่อง ส่งผลต่อศักยภาพในการเรียนรู้ ทางโครงการจึงเข้าไปสนับสนุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้ พร้อมทักษะความรู้ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ รวมทั้งช่วยเพิ่มทักษะด้านดิจิทัลไปจนถึง​ความรู้ทางด้านการเงิน และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต  รวมทั้งการ​​พัฒนา​​​ห้องเรียนดิจิทัลเพื่อเพิ่มโอกาสให้เด็กในพื้นที่ห่างไกล​เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40409 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/บรรยากาศการร่วมสอนวิชาภาษาอังกฤษ3-Copy.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ธนาคารจึงได้ร่วมมือกับโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในพื้นที่ขาดโอกาส ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ พร้อมอบรมครูให้สามารถบูรณาการเทคโนโลยีเข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p>ปัจจุบันโครงการครอบคลุมโรงเรียน 10 แห่งใน 10 จังหวัด สนับสนุนนักเรียนและครูมากกว่า 5,500 คน มีการใช้งานหลักสูตรดิจิทัลสะสมกว่า 10,000 ผู้ใช้งาน และพัฒนาศักยภาพครูแล้ว 144 คน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเข้าถึงอุปกรณ์ สู่ความสามารถและความมั่นใจในการเรียนรู้ยุคดิจิทัล</p>
<p><em>&#8220;การเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่ ในยุคที่มีการแข่งขันสูงและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว จำเป็นต้องอาศัยทั้งทักษะดิจิทัล วินัยทางการเงิน และความสามารถในการปรับตัว เพื่อ​ยกระดับทักษะแรงงานในอนาคต เพื่อสามารถรักษาความสามารถการแข่งขันของประเทศ​​ในระยะยาวไว้ได้​​ ซึ่ง​โครงการ​มีส่วนช่วยแก้ปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำ ลดช่องว่างด้านดิจิทัล และช่วยเติมทักษะแห่งอนาคต ซึ่งจากการขับเคลื่อนโครงการอย่างต่อเนื่องพบว่า การเรียนโดยรวมของนักเรียนมีพัฒนาการที่ดีขึ้น มีทัศนคติต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมในห้องเรียนที่ดีขึ้น ​ทั้งความมีวินัย กระตือรือล้นในการเรียนรู้ การทำงานเป็นทีม และความสามารถในการรับผิดชอบต่อตัวเองในการเข้าเรียนหลักสูตรต่างๆ ผ่านดิจิทัล&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40410 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/PT-435.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>2.โครงการ UOB Money 101: Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน : สร้างภูมิคุ้มกัน เสริมความมั่นคงทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน</strong></p>
<p>หลักสูตรวิชาการเงินที่ยูโอบี ประเทศไทย ออกแบบร่วมกับ  เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์  เสริมความมั่นคงทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน ​มุ่งปลูกฝังวินัยทางการเงินและการตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ ผ่านทัศนคติและการเรียนรู้เรื่องการจัดทำงบประมาณ การออม และการวางแผนทางการเงิน โดยบรรจุเป็นหลักสูตรไว้ใน​รูปแบบ<strong> &#8216;บทเรียนดิจิทัล&#8217;</strong> (Digital Learning) เพื่อให้เข้าถึงเยาวชนในวงกว้างได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40411 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/IMG_9369.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โครงการนี้มีเป้าหมายในการ​สร้างภูมิคุ้มกัน เสริมความมั่นคงทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน พร้อมต่อยอดสู่  Money Coach Junior Contest การประกวดแผนงานการเงินที่นักเรียนที่จบหลักสูตรการเงินจะออกแบบเพื่อถ่ายทอดทักษะที่ได้รับไปสู่สังคมและชุมชน เพื่อเป็นการขยายความรู้ด้านการเงินในสังคมไทยที่ยังต้องการการส่งเสริม</p>
<p>ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โครงการเข้าถึงเยาวชนแล้วกว่า 8,214 คน ใน 72 โรงเรียน ครอบคลุม 33 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้สู่ครอบครัวและชุมชน สะท้อนการเปลี่ยนจากความรู้​​ทางการเงิน สู่พฤติกรรมทางการเงินที่มั่นคงและรอบคอบมากขึ้น</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนโครงการนี้ เป็นการต่อยอด DNA และความเชี่ยวชาญของ​ธนาคาร มาสร้างประโยชน์คืนสังคม และเป็นการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เยาวชน ในการรู้จักวางแผนการเงิน การออม และสามารถลำดับความสำคัญในการใช้จ่าย เพื่อป้องกันการใช้จ่ายเกินตัว และเกิดปัญหาหนี้สินขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ&#8221;    </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40417 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/253A5435.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>3. โครงการ UOB Wonder Lab : เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน</strong></p>
<p>เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ทางยูโอบี ประเทศไทย เป็นผู้ริเริ่มขับเคลื่อนในปี 2025 เป็นปีแรก เพื่อ​เป็นแพลตฟอร์มในการสนับสนุน​เด็กไทยที่มีพลังความคิดสร้างสรรค์ ได้แสดงศักยภาพในการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ ด้วยความเชื่อในความสามารถของเยาวชน และเปิดรับความคิดใหม่ๆ</p>
<p>ยูโอบี ประเทศไทย เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ส่งโครงงานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเข้าร่วมประกวด พร้อมทั้ง​ลงมือทำจริง และเรียนรู้ผลลัพธ์ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้มีเวทีในการแสดงความคิด ​การนำเสนอไอเดียและนวัตกรรมด้านความยั่งยืน​ เพื่อสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวก​ให้เกิดขึ้นได้จริง และเป็นการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้มีบทบาทในการ เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน และสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่นคงให้สังคมในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40412 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/R01L4101.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยในปีแรก​เปิดโอกาสให้เยาวชนระดับมัธยมปลายถึงมหาวิทยาลัย วิเคราะห์ปัญหา​ในชุมชนหรือโรงเรียน เพื่อ​พัฒนาแนวคิดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน เสริมสร้างความคิดเชิงระบบ การทำงานร่วมกัน และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้สนใจร่วมสมัครรวมกว่า 102 ทีม ก่อนจะคัดเลือก 10 ทีมสุดท้ายเพื่อรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในการต่อยอดไอเดียเพื่อพัฒนาเป็นโมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนได้จริงต่อไปในอนาคต</p>
<p><em>&#8220;ความสำเร็จของโครงการในปีที่ผ่านมา สะท้อนความพร้อมของเยาวชนไทย ในการเป็นกำลังสำคัญเพื่อสร้างสังคมที่ดียิ่งขึ้น หากได้รับโอกาสและมีระบบนิเวศที่เหมาะสมและเอื้อต่อการเติบโต ​ส่วนการขับเคลื่อนต่อเนื่องในปีนี้ จะขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ หรือกลุ่มลูกค้าของธนาคารเพื่อนำปัญหาในการขับเคลื่อนความยั่งยืน หรือการลดคาร์บอนขององค์กรที่พบเจอในการทำงานจริง มาเป็นโจทย์ตั้งต้น เพื่อให้เยาวชนนำเสนอโซลูชันเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นการฝึกทักษะจากสนามการทำงานจริง และสามารถนำไอเดียที่เกิดขึ้น นำไปส่งเสริมการขับเคลื่อนความยั่งยืนตามกรอบ ESG ที่แต่ละได้วางเป้าหมายไว้&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40414 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Wonder-Lab-88.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>ทั้งนี้ ยูโอบี ประเทศไทย ได้ขับเคลื่อนทั้ง​​ 3 โครงการ โดยมุ่งให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการทั้งการมุ่งลดความเหลื่อมล้ำ  เพิ่มภูมิคุ้มกันให้เยาวชน สนับสนุนในการเข้าถึงความรู้และอุปกรณ์ดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม พัฒนาทักษะดิจิทัลที่จำเป็นต่ออนาคต ทักษะการเงินที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต และยังผลักดันเยาวชนที่มีความคิดผู้นำด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้ลงมือทำจริง ผ่านการอบรมความรู้ที่โค้ชให้เยาวชนรู้ระบบในการทำงานจริงเพื่อพัฒนาต่อไปในอนาคต ตอกย้ำภารกิจ  <strong>&#8216;Building The Better Future&#8217;</strong> ​</p>
<p><em> &#8220;อนาคตที่ยั่งยืน เริ่มได้จากการสร้างรากฐานให้เยาวชนในประเทศผ่านการศึกษาที่มีคุณภาพ ​ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างความเท่าเทียม ส่งเสริมทักษะชีวิต เช่น ความรู้ทางการเงิน และต่อยอดศักยภาพเยาวชนให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคต  ยูโอบี ประเทศไทย ไม่ได้เพียงแค่ให้โอกาสเยาวชน แต่มุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งการปูพื้นฐานความรู้ที่จำเป็นต่ออนาคต การเสริมสรา้งทักษะชีวิต ส่งต่อความรู้ทางการเงิน รวมไปถึงโอกาสในแง่การเติบโตไปสู่สนามการทำงานจริง เพื่อมีส่วนในการสร้างสังคมทที่ยั่งยืนในอนาคต&#8221;​ </em> <strong>คุณธรรัตน กล่าวทิ้งท้าย </strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/3-projects-uob-thailand-empower-future-generation/">ยูโอบี ประเทศไทย &#8216;Empower Future Generation&#8217; ขับเคลื่อน 3 โปรเจ็กต์ เสริมศักยภาพเยาวชนไทย ​​​ยกระดับการเรียนรู้ ทักษะการเงิน ​และนวัตกรรมความยั่งยืน </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>KCLIMATE 1.5 จับมือมิชลิน เดินหน้าโครงการ &#8216;Sustainable Fleet&#8217; หนุนภาคขนส่งบริหารจัดการคาร์บอนอย่างเป็นระบบ เสริมศักยภาพธุรกิจสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/kclimate-join-michelin-sustainable-fleet/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 23:51:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[CFO]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Protocol]]></category>
		<category><![CDATA[KCLIMATE 1.5]]></category>
		<category><![CDATA[Logistics]]></category>
		<category><![CDATA[MICHELIN]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Fleet]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐชนน แมนประสาท]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท สยามมิชลิน จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เคไคลเมท 1.5 จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[เคไคลเมท 1.5]]></category>
		<category><![CDATA[เถกิง ออศิริชัยเวทย์]]></category>
		<category><![CDATA[โลจิสติกส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40376</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;เคไคลเมท 1.5&#8217; บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทย และ บริษัท สยามมิชลิน จำกัด ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยียางล้อระดับโลก ลงนามบันทึกความร่วมมือในการพัฒนาโครงการ &#8216;Sustainable Fleet&#8217; เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจด้านโลจิสติกส์และการขนส่งให้สามารถบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผลักดันให้ธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่งสามารถปรับตัวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม  และนำไปสู่การสนับสนุนให้ประเทศไทยไปสู่ Net Zero ได้ตามเป้าหมาย คุณเถกิง ออศิริชัยเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคไคลเมท 1.5 จำกัด (KCLIMATE 1.5) บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในสัดส่วนสำคัญของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากข้อมูลภาคการขนส่งในไทย มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลประมาณ 29% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมดของประเทศ และกว่า 96% มาจากการขนส่งทางถนน ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง หากมีการวางแผนและจัดการที่เหมาะสมจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ KCLIMATE 1.5 ซึ่งให้บริการแพลตฟอร์มคำนวณและบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก จึงร่วมมือกับมิชลิน จัดโครงการ &#8216;Sustainable Fleet&#8217; ขึ้น เพื่อสนับสนุนธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยจุดเริ่มตันที่สำคัญ คือ ธุรกิจต้องมีข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/kclimate-join-michelin-sustainable-fleet/">KCLIMATE 1.5 จับมือมิชลิน เดินหน้าโครงการ &#8216;Sustainable Fleet&#8217; หนุนภาคขนส่งบริหารจัดการคาร์บอนอย่างเป็นระบบ เสริมศักยภาพธุรกิจสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>&#8216;เคไคลเมท 1.5&#8217;</strong> บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทย และ <strong>บริษัท สยามมิชลิน จำกัด</strong> ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยียางล้อระดับโลก ลงนามบันทึกความร่วมมือในการพัฒนาโครงการ <strong>&#8216;Sustainable Fleet&#8217;</strong> เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจด้านโลจิสติกส์และการขนส่งให้สามารถบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ</p>
<p><span id="more-40376"></span></p>
<p>สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผลักดันให้ธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่งสามารถปรับตัวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม  และนำไปสู่การสนับสนุนให้ประเทศไทยไปสู่ Net Zero ได้ตามเป้าหมาย</p>
<p><strong>คุณเถกิง ออศิริชัยเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคไคลเมท </strong><strong>1.5</strong><strong> จำกัด (</strong><strong>KCLIMATE 1.5)</strong> <strong>บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทย</strong> เปิดเผยว่า ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในสัดส่วนสำคัญของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากข้อมูลภาคการขนส่งในไทย มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลประมาณ 29% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมดของประเทศ และกว่า 96% มาจากการขนส่งทางถนน ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง หากมีการวางแผนและจัดการที่เหมาะสมจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>ด้วยเหตุนี้<strong> KCLIMATE 1.5</strong> ซึ่งให้บริการแพลตฟอร์มคำนวณและบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก จึงร่วมมือกับมิชลิน จัดโครงการ <strong>&#8216;Sustainable Fleet&#8217;</strong> ขึ้น เพื่อสนับสนุนธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยจุดเริ่มตันที่สำคัญ คือ ธุรกิจต้องมีข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ วางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความสามารถการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันการจัดการคาร์บอนในภาคขนส่งให้เกิดขึ้นได้จริง</p>
<p><strong>คุณณัฐชนน แมนประสาท ผู้อำนวยการฝ่าย กลุ่มธุรกิจยางเชิงพาณิชย์ ประเทศไทย บริษัท สยามมิชลิน จำกัด</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า มิชลินให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยเฉพาะการสนับสนุนลูกค้าในภาคการขนส่งให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือกับ KCLIMATE 1.5 จะช่วยให้ลูกค้าและพันธมิตรของมิชลินสามารถเข้าใจและบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากฟลีทยานพาหนะได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาโซลูชันการขนส่งที่ยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p>สำหรับเป้าหมายของความร่วมมือในครั้งนี้ ประกอบด้วยฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศใน 3 มิติ คือ</p>
<p><strong>การยกระดับมาตรฐานธุรกิจขนส่ง</strong>: สนับสนุนให้ผู้ประกอบการฟลีทรถบรรทุกไทยเข้าถึงองค์ความรู้การคำนวณก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ตามมาตรฐานสากล (GHG Protocol) และการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าโลก</p>
<p><strong>การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน</strong>: การใช้เครื่องมือดิจิทัลและ Dashboard เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุนเชื้อเพลิงและบริหารจัดการยานพาหนะได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด</p>
<p><strong>การเติบโตอย่างยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน:</strong> ความร่วมมือนี้เป็นโมเดลที่ส่งเสริมให้คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน (Fleet Partners) เติบโตไปพร้อมกับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต</p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการผนึกกำลังระหว่างผู้ให้บริการโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศและผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภาคธุรกิจไทยให้สามารถเปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ และเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/kclimate-join-michelin-sustainable-fleet/">KCLIMATE 1.5 จับมือมิชลิน เดินหน้าโครงการ &#8216;Sustainable Fleet&#8217; หนุนภาคขนส่งบริหารจัดการคาร์บอนอย่างเป็นระบบ เสริมศักยภาพธุรกิจสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือกรุงศรี หนุน SME วัดคาร์บอน ช่วยเปลี่ยนผ่าน พร้อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนเพื่อความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/set-x-krungsri-sustainable-finance/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Feb 2026 09:00:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Risk]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Green Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Krungsri ESG Academy]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Scope 3]]></category>
		<category><![CDATA[SETCarbon]]></category>
		<category><![CDATA[SME]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงศรี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร]]></category>
		<category><![CDATA[ดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงศรีอยุธยา]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40237</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกกำลังกรุงศรี เดินหน้าพัฒนา Sustainable Finance Ecosystem โดยใช้ SETCarbon เป็นโซลูชันกลางในการยกระดับข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate) ของภาคธุรกิจ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้เข้าถึง Sustainable Finance ความร่วมมือครั้งนี้ เปิดทางให้ลูกค้าธุรกิจของกรุงศรีใช้ระบบ SETCarbon จัดการข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีมาตรฐาน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการพิจารณาเงินทุนเพื่อความยั่งยืน การประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) และการออกแบบเครื่องมือทางการเงินเพื่อสนับสนุนการลดคาร์บอน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทย สร้างรากฐานการเติบโตสู่ความยั่งยืน ผ่านความร่วมมือในการพัฒนาระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance Ecosystem) เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานตามกรอบ ESG ควบคู่กับการสนับสนุนการใช้แพลตฟอร์ม SETCarbon เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการและรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร พร้อมส่งเสริมการจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถและเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้าน Sustainable Finance ในอนาคต ดร. [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/set-x-krungsri-sustainable-finance/">ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือกรุงศรี หนุน SME วัดคาร์บอน ช่วยเปลี่ยนผ่าน พร้อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนเพื่อความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกกำลังกรุงศรี เดินหน้าพัฒนา <strong>Sustainable Finance Ecosystem</strong> โดยใช้ <strong>SETCarbon</strong> เป็นโซลูชันกลางในการยกระดับข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate) ของภาคธุรกิจ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้เข้าถึง Sustainable Finance</p>
<p><span id="more-40237"></span></p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้ เปิดทางให้ลูกค้าธุรกิจของกรุงศรีใช้ระบบ SETCarbon จัดการข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีมาตรฐาน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการพิจารณาเงินทุนเพื่อความยั่งยืน การประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) และการออกแบบเครื่องมือทางการเงินเพื่อสนับสนุนการลดคาร์บอน</p>
<p><strong>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย</strong> ร่วมกับ <strong>กรุงศรี</strong> (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทย สร้างรากฐานการเติบโตสู่ความยั่งยืน ผ่านความร่วมมือในการพัฒนาระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance Ecosystem) เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานตามกรอบ ESG ควบคู่กับการสนับสนุนการใช้แพลตฟอร์ม SETCarbon เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการและรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร พร้อมส่งเสริมการจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถและเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้าน Sustainable Finance ในอนาคต</p>
<p><strong>ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร </strong>รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ข้อมูลคาร์บอนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะเมื่อกฎกติกาการค้าโลก และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้ามากขึ้น ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินและผู้ลงทุนได้ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในการพิจารณาจัดสรรเงินทุน ดังนั้น การพัฒนาโครงสร้างข้อมูลที่มีคุณภาพและเชื่อมโยงสู่ภาคการเงิน จึงเป็นกลไกสำคัญในการเสริมความพร้อมของภาคธุรกิจไทยในระยะยาว</p>
<p><em>“ความร่วมมือกับกรุงศรีในครั้งนี้จะสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน ในการเตรียมความพร้อมรับมือกฎเกณฑ์ มาตรฐาน และเงื่อนไขด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มข้นขึ้น ผ่านการเข้าถึงเครื่องมือบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนอย่างเป็นระบบ โดย <strong>SETCarbon</strong> ไม่เพียงรองรับการรายงานข้อมูล แต่ยังช่วยให้ข้อมูลถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการเข้าถึงแหล่งทุน และการสนับสนุนทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจได้จริง ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเดินหน้านำเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบให้ใช้งานง่ายและเข้าถึงได้สะดวกอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีองค์กรใช้งานระบบ SETCarbon แล้วกว่า 380 บัญชี โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา จำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 30% สะท้อนถึงความต้องการใช้เครื่องมือบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนประมาณ 85% ขณะที่อีกประมาณ 15% เป็นองค์กรนอกตลาดหลักทรัพย์ สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และกรุงศรีได้นำระบบ SETCarbon ไปประยุกต์ใช้กับลูกค้าของธนาคาร ส่งผลให้ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ มีสถาบันการเงินพันธมิตรที่ร่วมขับเคลื่อนการใช้งานระบบ รวมทั้งสิ้น 3 แห่ง และมีแนวโน้มขยายความร่วมมือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต”</em> ดร. ศรพล กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40239 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/SET-Bay2.jpg" alt="" width="1200" height="851" /></p>
<p><strong>คุณดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์</strong> ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรุงศรีมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยตระหนักว่ายังมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ต้องการองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน จึงได้ดำเนินโครงการ Krungsri ESG Academy อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความรู้ด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน และสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถจัดทำแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><em>&#8220;การที่กรุงศรีได้รับการสนับสนุนการใช้แพลตฟอร์ม SETCarbon จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้สามารถช่วย​ผู้ประกอบการจัดเก็บและบริหารข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปทวนสอบและขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพิ่มความน่าเชื่อถือและรองรับโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านความยั่งยืนในอนาคต”</em></p>
<p>ทั้งนี้ กรุงศรียังพร้อมให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการปรับปรุงกระบวนการผลิตและบริการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ต่ำสุด 3.5% ในช่วง 2 ปีแรก เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนและเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจสามารถลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมั่นใจ​</p>
<p>ความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และกรุงศรีในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เครื่องมือ และการสนับสนุนทางการเงินเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยและผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินด้านความยั่งยืนที่ตอบโจทย์ลูกค้าธุรกิจได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น</p>
<p>องค์กรที่สนใจใช้งานระบบ <strong>SETCarbon</strong> ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายพัฒนาบริการด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โทร. 0 2009 9844 หรือ 0 2009 9597 สำหรับลูกค้ากรุงศรี ติดต่อ ศูนย์บริการลูกค้าธุรกิจกรุงศรี โทร. 0 2626 2626 วันจันทร์ถึงวันเสาร์ 08:00-20:00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดธนาคาร</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/set-x-krungsri-sustainable-finance/">ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือกรุงศรี หนุน SME วัดคาร์บอน ช่วยเปลี่ยนผ่าน พร้อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนเพื่อความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SCB WEALTH ผนึก Baker &#038; McKenzie จัดสัมมนา The Legacy Blueprint เสนอ 6C เสริมธรรมาภิบาล ลดความขัดแย้ง ยกระดับการส่งต่อธุรกิจข้ามรุ่น</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/scb-wealth-the-legacy-blueprint/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Feb 2026 09:43:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[6C Framework]]></category>
		<category><![CDATA[Assets Management Strategies]]></category>
		<category><![CDATA[Baker & McKenzie]]></category>
		<category><![CDATA[Family Business]]></category>
		<category><![CDATA[SCB WEALTH]]></category>
		<category><![CDATA[The Legacy Blueprint]]></category>
		<category><![CDATA[Wealth Management]]></category>
		<category><![CDATA[Wealth Optimization]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารสินทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.นิติ เนื่องจำนงค์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[นิติกานต์ รามนัฏ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่  จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีมรดก]]></category>
		<category><![CDATA[รุ่นสู่ร่น]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40108</guid>

					<description><![CDATA[<p>SCB WEALTH ร่วมกับ Baker &#38; McKenzie จัดงานสัมมนา The Legacy Blueprint ภายใต้ธีม Truth Trust Transition เพื่อถอดรหัสการวางรากฐานธุรกิจครอบครัวและการส่งต่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนให้กับกลุ่มลูกค้า SCB Private Banking และกลุ่มลูกค้า Baker &#38; McKenzie ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจยุคใหม่และการเปลี่ยนผ่านธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่น งานสัมมนาครั้งนี้ คุณศรชัย สุเนต์ตา (ที่ 5 จากขวา) รองผู้จัดการใหญ่ Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ คุณศลิษา หาญพานิช (ที่ 6 จากขวา) ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ High Net Worth and Affluent Segment และรักษาการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ Wealth and [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/scb-wealth-the-legacy-blueprint/">SCB WEALTH ผนึก Baker &#038; McKenzie จัดสัมมนา The Legacy Blueprint เสนอ 6C เสริมธรรมาภิบาล ลดความขัดแย้ง ยกระดับการส่งต่อธุรกิจข้ามรุ่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>SCB WEALTH</strong> ร่วมกับ <strong>Baker &amp; McKenzie</strong> จัดงานสัมมนา <strong>The Legacy Blueprint</strong> ภายใต้ธีม <strong>Truth Trust Transition</strong> เพื่อถอดรหัสการวางรากฐานธุรกิจครอบครัวและการส่งต่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนให้กับกลุ่มลูกค้า SCB Private Banking และกลุ่มลูกค้า Baker &amp; McKenzie ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจยุคใหม่และการเปลี่ยนผ่านธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่น</p>
<p><span id="more-40108"></span></p>
<p>งานสัมมนาครั้งนี้ <strong>คุณศรชัย สุเนต์ตา</strong> (ที่ 5 จากขวา) รองผู้จัดการใหญ่ Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ <strong>คุณศลิษา หาญพานิช</strong> (ที่ 6 จากขวา) ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ High Net Worth and Affluent Segment และรักษาการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ Wealth and Insurance Capability Development  ธนาคารไทยพาณิชย์ <strong>คุณอรรถพงศ์ พรธิติ</strong> (ที่ 7 จากขวา) Head of Private Banking Relationship Management ธนาคารไทยพาณิชย์ และ <strong>ดร.นิติ เนื่องจำนงค์</strong>  (ที่ 8 จากขวา) Head of Wealth Planning and Family Office  ธนาคารไทยพาณิชย</p>
<p>โดยมีวิทยากรรับเชิญ ได้แก่ <strong>ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์</strong> (ที่ 4 จากขวา) ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ <strong>คุณนิติกานต์ รามนั</strong><strong>ฏ</strong> (ที่ 1 จากขวา) ทนายความหุ้นส่วน บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับกรอบแนวคิด การออกแบบอนาคตของธุรกิจครอบครัว เพื่อให้การส่งต่อธุรกิจและความมั่งคั่งข้ามรุ่นเกิดขึ้นอย่างมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน</p>
<p><strong>ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์</strong>  ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดเผยว่า ธุรกิจครอบครัวยังคงเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย โดยปัจจุบันกว่า 76% ของบริษัทจดทะเบียน เป็นธุรกิจครอบครัว และมีสัดส่วนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมสูงถึง 48% ของมูลค่าตลาดรวม (Market Cap)  ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์ฯ  ระบุว่า ในปี 2567 ธุรกิจครอบครัวสร้างการจ้างงานรวมกว่า 1.47 ล้านตำแหน่ง หรือคิดเป็น 74% ของการจ้างงานทั้งหมดของบริษัทจดทะเบียน สะท้อนบทบาทเชิงโครงสร้างที่ไม่เพียงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดแรงงานไทยในระยะยาว (ข้อมูล โดยฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์ฯ เดือนมิถุนายน 2568)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ธุรกิจครอบครัวยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยสถิติระดับโลกชี้ว่า กว่า 70% ของธุรกิจครอบครัวไม่สามารถส่งต่อกิจการได้สำเร็จ และมีอายุเฉลี่ยเพียง 15 ปี สาเหตุหลักมาจากการขาดการสื่อสาร ความไว้วางใจ การไม่วางแผนสืบทอด และการขาดเป้าหมายร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว</p>
<p>ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว <strong>ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์</strong> ได้นำเสนอ 6C Framework เป็นแนวทางบริหารธุรกิจครอบครัวให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. Corporate Structure</strong> คือโครงสร้างบริษัทและการถือหุ้นที่เหมาะสม พร้อมหลักธรรมาภิบาลและเอกสารทางกฎหมาย <strong>2. Compensation</strong>  เป็นการจัดสรรผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม ไม่จำเป็นต้องเท่าเทียม<strong> 3. Communication</strong> การสื่อสารอย่างสม่ำเสมอและรับฟังอย่างมีศิลปะ <strong>4. Conflict Resolution</strong> คือ กลไกระงับข้อพิพาทและที่ปรึกษาเป็นคนกลาง <strong>5. Care &amp; Compassion</strong> ความเอื้ออาทร ความเข้าใจ และการเชื่อมโยงกับ CSR และ ESG <strong>6. Change</strong> การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย ธุรกิจ เทคโนโลยี และวิธีคิด</p>
<p><em>&#8220;โดยเฉพาะในบริบทของเศรษฐกิจยุค AI ธุรกิจครอบครัวไทยจำเป็นต้องเร่งประเมินความพร้อมขององค์กร ลงทุนในบุคลากร เทคโนโลยี และระบบข้อมูล รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ทายาทรุ่นใหม่มีบทบาทในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว&#8221;</em></p>
<p><strong>คุณนิติกานต์ รามนัฏ </strong>ทนายความหุ้นส่วน บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่  จำกัด กล่าวถึง การจัดโครงสร้างธุรกิจครอบครัวเป็นกุญแจสำคัญของการบริหารความมั่งคั่งยุคใหม่ โดยมองว่า ความท้าทายด้านเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นถัดไป การบริหารสินทรัพย์ (Assets Management Strategies) ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลงทุนอีกต่อไป แต่ครอบคลุมถึงการวางโครงสร้างธุรกิจครอบครัวและการเพิ่มประสิทธิภาพความมั่งคั่ง (Family Business Structures &amp; Wealth Optimization) อย่างรอบด้าน โดยประเด็นสำคัญคือการวางโครงสร้างธุรกิจครอบครัว (Family Business Structuring) เพื่อแยกทรัพย์สินส่วนบุคคลออกจากทรัพย์สินทางธุรกิจ ลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและภาษี พร้อมสร้างความชัดเจนในการบริหารและการสืบทอดกิจการในระยะยาว</p>
<p>ขณะเดียวกัน การวางแผน IPO และ Exit Strategy กลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างมูลค่าและเพิ่มสภาพคล่องให้กับธุรกิจครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดทุน หรือการเตรียมทางเลือกในการขายกิจการบางส่วน เพื่อรองรับการเติบโตและการปรับโครงสร้างในอนาคต</p>
<p>นอกจากนี้ การวางแผนภาษีการรับให้และภาษีการรับมรดก (Gift Tax &amp; Inheritance Tax Planning) ถือเป็นหัวใจของการส่งต่อความมั่งคั่งอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้น พร้อมรักษาความมั่นคงของทรัพย์สินครอบครัวข้ามรุ่นอย่างยั่งยืน ซึ่งการบูรณาการทั้ง 3 มิติ คือ โครงสร้างธุรกิจ การวางแผนทางออก และการบริหารภาษี จะช่วยให้ครอบครัวธุรกิจสามารถบริหารความมั่งคั่งได้อย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนผ่าน และสร้างความมั่นคงในระยะยาว</p>
<p>ด้าน <strong>ดร</strong><strong>.</strong><strong>นิติ เนื่องจำนงค์</strong> Head of Wealth Planning and Family Office  ธนาคารไทยพาณิชย์  เปิดเผยว่า ความท้าทายสำคัญของธุรกิจครอบครัวไทยในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเติบโตทางธุรกิจ แต่รวมถึงช่องว่างระหว่างรุ่น ความขัดแย้งภายในครอบครัว และความพร้อมของทายาทในการสืบทอดกิจการ แนวคิด Family Wealth Planning for Every Life Stage and All Generations จึงถูกเสนอเป็นกรอบการวางแผนหลัก เพื่อดูแลทรัพย์สิน ธุรกิจ และคุณค่าของครอบครัวให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน</p>
<p>ทั้งนี้  การจัดการความขัดแย้งผ่านแนวทาง Alternative Dispute Resolution (ADR) ทั้งการไกล่เกลี่ยหรือการประนอมข้อพิพาทและการใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกว่าการใช้กระบวนการทางศาล ขณะเดียวกัน การจัดตั้ง Family Office เป็นศูนย์กลางในการดูแลทรัพย์สินของครอบครัวแบบองค์รวม เชื่อมโยงทั้ง ธุรกิจ – ทรัพย์สิน -คุณค่า และความสัมพันธ์ เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ไม่เพียงในเชิงการเงิน แต่รวมถึงการส่งต่อคุณค่าและความสัมพันธ์ให้เติบโตไปพร้อมกันในทุกช่วงชีวิตของทุกเจเนอเรชัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/scb-wealth-the-legacy-blueprint/">SCB WEALTH ผนึก Baker &#038; McKenzie จัดสัมมนา The Legacy Blueprint เสนอ 6C เสริมธรรมาภิบาล ลดความขัดแย้ง ยกระดับการส่งต่อธุรกิจข้ามรุ่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กรุงศรี ชูกลยุทธ์ &#8216;ONE Krungsri ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน&#8217; แนะ 5 วาระกระตุ้นเศรษฐกิจจากโครงสร้าง​ พร้อมขยายพอร์ตการเงินยั่งยืน 3.5 แสนล้านบาท   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/one-krungsri-for-a-sustainable-future/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Feb 2026 09:40:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Green Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Krungsri]]></category>
		<category><![CDATA[MUFG]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[ONE Krungsri]]></category>
		<category><![CDATA[ONE Krungsri for a Sustainable Future]]></category>
		<category><![CDATA[ONE Krungsri in Action]]></category>
		<category><![CDATA[Social and Sustainable Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงศรี]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงศรีอยุธยา]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[เคนอิจิ ยามาโตะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39913</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) ประกาศเดินหน้าแผนธุรกิจปี 2569 ภายใต้กลยุทธ์ “ONE Krungsri ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” (ONE Krungsri for a Sustainable Future) โดยมุ่งเน้นการผสานศักยภาพความแข็งแกร่งทั้งในประเทศและเครือข่ายต่างประเทศ ขับเคลื่อนองค์กรด้วยพลังแห่งข้อมูล (Data) และเทคโนโลยี AI เพื่อสนับสนุนลูกค้าให้ก้าวผ่านความท้าทาย และเติบโตได้อย่างมั่นคง พร้อมร่วมสร้างสังคมที่ยั่งยืนในระยะยาว ด้วยการปรับเพิ่มเป้าหมายพอร์ตการสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืนสู่ 350,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 คุณเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า​ท่ามกลางความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ในฐานะสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) กรุงศรีตระหนักดีว่าบทบาทของเราต้องเป็นมากกว่าผู้ให้สินเชื่อ กล่าวคือ เรามุ่งมั่นเป็นพันธมิตรที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ พร้อมเคียงข้างภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการ SME ให้ก้าวต่อไปได้ สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของกรุงศรีในปี 2569 เรายังคงเดินหน้าเสริมสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ มุ่งเน้นกลยุทธ์ ONE Krungsri ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน โดยผสานพลังของทุกกลุ่มธุรกิจของกรุงศรีทั้งในไทยและเครือข่ายในอาเซียนรวมถึง MUFG เพื่อส่งมอบประสบการณ์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/one-krungsri-for-a-sustainable-future/">กรุงศรี ชูกลยุทธ์ &#8216;ONE Krungsri ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน&#8217; แนะ 5 วาระกระตุ้นเศรษฐกิจจากโครงสร้าง​ พร้อมขยายพอร์ตการเงินยั่งยืน 3.5 แสนล้านบาท   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กรุงศรี</strong> (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) ประกาศเดินหน้าแผนธุรกิจปี 2569 ภายใต้กลยุทธ์ <strong>“</strong><strong>ONE Krungsri </strong><strong>ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” (</strong><strong>ONE Krungsri for </strong><strong>a Sustainable Future)</strong></p>
<p><span id="more-39913"></span></p>
<p>โดยมุ่งเน้นการผสานศักยภาพความแข็งแกร่งทั้งในประเทศและเครือข่ายต่างประเทศ ขับเคลื่อนองค์กรด้วยพลังแห่งข้อมูล (Data) และเทคโนโลยี AI เพื่อสนับสนุนลูกค้าให้ก้าวผ่านความท้าทาย และเติบโตได้อย่างมั่นคง พร้อมร่วมสร้างสังคมที่ยั่งยืนในระยะยาว ด้วยการปรับเพิ่มเป้าหมายพอร์ตการสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืนสู่ 350,000 ล้านบาท ภายในปี 2573</p>
<p><strong>คุณเคนอิจิ ยามาโตะ</strong> กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า​ท่ามกลางความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ในฐานะสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) กรุงศรีตระหนักดีว่าบทบาทของเราต้องเป็นมากกว่าผู้ให้สินเชื่อ กล่าวคือ เรามุ่งมั่นเป็นพันธมิตรที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ พร้อมเคียงข้างภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการ SME ให้ก้าวต่อไปได้</p>
<p>สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของกรุงศรีในปี 2569 เรายังคงเดินหน้าเสริมสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ มุ่งเน้นกลยุทธ์ <strong>ONE Krungsri </strong><strong>ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน </strong>โดยผสานพลังของทุกกลุ่มธุรกิจของกรุงศรีทั้งในไทยและเครือข่ายในอาเซียนรวมถึง MUFG เพื่อส่งมอบประสบการณ์ และโซลูชันที่ไร้รอยต่อให้กับลูกค้า เป้าหมายสูงสุดของเราไม่ใช่เพียงการเติบโตของธนาคาร แต่คือการสร้างรากฐานความมั่นคงในระยะยาวให้กับลูกค้า ภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม</p>
<p>“ทั้งนี้ กรุงศรีได้กำหนด 5 วาระเร่งด่วนเชิงโครงสร้าง เพื่อวางรากฐานให้ลูกค้า ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน ประการแรก  <strong>การผ่อนคลายปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทย</strong> ให้ประชาชนกลับมามีเสถียรภาพทางการเงิน ผ่านแนวทาง 3 ระดับ ได้แก่ <em>การช่วยเหลือ</em><em>เร่งด่วน</em> เพื่อเสริมสภาพคล่องในยามวิกฤต <em>การร่วมมือกับภาครัฐ</em> ในการส่งมาตรการแก้หนี้ต่าง ๆ ให้ถึงครัวเรือนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง และ<em>การแก้ไข</em><em>ปัญหาหนี้ครัวเรือน</em><em>อย่างยั่งยืน</em> ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพรายบุคคล ควบคู่ไปกับการสนับสนุนความรู้ทางการเงิน ประการที่สอง <strong>การเสริมแกร่งผู้ประกอบการ </strong><strong>SME</strong> ซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทย ให้สามารถอยู่รอด ปรับตัว และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ประการที่สาม <strong>การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ</strong> ขับเคลื่อนนวัตกรรมและการลงทุน เชื่อมโยงโอกาสระดับภูมิภาค ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา ประการที่สี่ <strong>การเร่งขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศ</strong> ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมและครอบคลุมทุกภาคส่วน และสุดท้าย <strong>การสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงิน</strong> ยึดมั่นในความโปร่งใสและเสถียรภาพ เพื่อสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในระบบการเงินไทยอย่างยั่งยืน”</p>
<figure id="attachment_39914" aria-describedby="caption-attachment-39914" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39914 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Kenichi-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /><figcaption id="caption-attachment-39914" class="wp-caption-text">คุณเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)</figcaption></figure>
<p><strong>กลยุทธ์หลักปี </strong><strong>2569</strong></p>
<p>กรุงศรีกำหนด 3 แกนกลยุทธ์หลัก (Strategic Pillars) เพื่อใช้เป็นเข็มทิศในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย ได้แก่</p>
<ul>
<li><strong>Customer First :</strong> ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบครบวงจร ด้วยโซลูชันทางการเงินที่ออกแบบเฉพาะบุคคล เชื่อมต่อบริการอย่างไร้รอยต่อ เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งสำหรับลูกค้ารายย่อย ลูกค้าธุรกิจ และนักลงทุน</li>
<li><strong>Transform with AI &amp; Technology :</strong> เร่งการนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมความแข็งแกร่งด้านการบริหารความเสี่ยง ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT และระบบ Core Banking เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต</li>
<li><strong>ONE Krungsri Collaboration :</strong> ผสานพลังความร่วมมือภายในกลุ่มกรุงศรี เพื่อส่งมอบโซลูชันทางการเงินแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กร พร้อมใช้จุดแข็งจากเครือข่ายระดับโลกของ MUFG เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระดับภูมิภาค</li>
</ul>
<p><strong>ONE Krungsri in Action : </strong><strong>จากกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ</strong></p>
<p>กรุงศรีเดินหน้าขับเคลื่อนวิสัยทัศน์สู่การลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการสำคัญที่มุ่งยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ด้วยการพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ออกแบบจากความเข้าใจเชิงลึกในแต่ละช่วงชีวิต และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลที่หลากหลายและแตกต่างของกลุ่มลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล อาทิ การยกระดับบริการสู่รูปแบบ One Stop Service  ที่เชื่อมโยงช่องทางต่าง ๆ ทั้งแอปพลิเคชัน สาขา และศูนย์บริการลูกค้า (Contact Center) เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโซลูชันด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนและการเสริมสร้างองค์ความรู้ (Sustainable Finance &amp; Capacity Building) ตลอดจนการสร้างคุณค่าแบบองค์รวมผ่านบริการที่ปรึกษาวาณิชธนกิจ และโซลูชันการบริหารความเสี่ยงอย่างครบวงจร รวมถึงการผนึกกำลังเครือข่าย MUFG และพันธมิตรระดับโลก ผสานกับนวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อยกระดับศักยภาพการให้บริการและมอบโอกาสทางธุรกิจที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า</p>
<p><strong>มุมมองปี </strong><strong>2569</strong> <strong>และเป้าหมายระยะยาว</strong></p>
<p>สำหรับปี 2569 <strong>กรุงศรีตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ 2–4%</strong> และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) โดยรวมที่<br />
4.0–4.3% โดยที่ NIM ในประเทศอยู่ที่ 3.25–3.50% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ระดับ Mid-40s% ควบคู่ไปกับ<strong>การเดินหน้าพันธกิจด้านความยั่งยืนสู่เป้าหมาย Net Zero</strong> อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการ <em><strong>ปรับเพิ่มเป้าหมายพอร์ตการสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืน (Social and Sustainable Finance) เป็น 350,000 ล้านบาท</strong>  </em>พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันทางการเงินเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งตลอดห่วงโซ่คุณค่าให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p><em>“เป้าหมายของกรุงศรีคือการสร้างการเติบโตที่สมดุล ทั้งในด้านผลประกอบการ นวัตกรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม เรากำลังขับเคลื่อนองค์กรสู่ภูมิทัศน์ทางการเงินแห่งอนาคต ที่บริการทางการเงินได้รับการบูรณาการอย่างไร้รอยต่อ ขับเคลื่อนด้วยพลังของเทคโนโลยี และความร่วมมือ เพื่อปลดล็อกศักยภาพการเติบโตให้แก่ลูกค้า พันธมิตร และสังคม”</em><strong> คุณเคนอิจิ กล่าวสรุป</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/one-krungsri-for-a-sustainable-future/">กรุงศรี ชูกลยุทธ์ &#8216;ONE Krungsri ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน&#8217; แนะ 5 วาระกระตุ้นเศรษฐกิจจากโครงสร้าง​ พร้อมขยายพอร์ตการเงินยั่งยืน 3.5 แสนล้านบาท   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรดแม็พใหม่ SET วาง 3 กลยุทธ์ &#8216;เพิ่มโอกาส-ผนึกพันธมิตร​-มุ่งพัฒนาคน&#8217; เสริมแกร่งตลาดทุน มองเมกะเทรนด์ &#8216;ความยั่งยืน&#8217; และ &#8216;AI&#8217;​ ต่อยอดโมเดลธุรกิจใหม่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/set-strategies-in-3-next-years/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 15 Jan 2026 12:21:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39479</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายปัจจัยท้าทาย ทั้งความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยที่ลดลง สภาพคล่องการซื้อขายที่หดตัว การขาดจำนวนธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่เข้าจดทะเบียน การแข่งขันจากต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือก รวมไปถึงปัจจัยเสี่ยงและความผันผวนจากภายนอกอย่างรอบด้านที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจชะลอตัว ปัยธรรมชาติทั้งแผ่นดินไหวและน้ำท่วม รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นเหตุผลให้ตลาดทุนไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อให้กลับมาเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจได้อีกครั้ง คุณอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จึงได้ประกาศแผน 3 ปี (2569-2571) ​​เพิ่มการขับเคลื่อนเชิงรุกทุกมิติ เพื่อ​สร้างความแข็งแรงให้ตลาดทุนไทย ภายใต้แนวคิด &#8216;The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities&#8217; เพื่อเป็นประตูสู่โอกาสลงทุนที่กว้างขึ้น รุกเพิ่มประสิทธิภาพตลาดทุนไทย และมุ่งสร้างประโยชน์ให้เกิดแก่ส่วนรวม​ สำหรับแผน 3 ปีนี้จะดำเนินการเชิงรุกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าดึงดูดของตลาด (Attractiveness) การเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) การเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (Valuation) และที่สำคัญคือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ทุกภาคส่วน สำหรับแผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ระยะ 3 ปี (2569-2571) ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/set-strategies-in-3-next-years/">โรดแม็พใหม่ SET วาง 3 กลยุทธ์ &#8216;เพิ่มโอกาส-ผนึกพันธมิตร​-มุ่งพัฒนาคน&#8217; เสริมแกร่งตลาดทุน มองเมกะเทรนด์ &#8216;ความยั่งยืน&#8217; และ &#8216;AI&#8217;​ ต่อยอดโมเดลธุรกิจใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายปัจจัยท้าทาย ทั้งความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยที่ลดลง สภาพคล่องการซื้อขายที่หดตัว การขาดจำนวนธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่เข้าจดทะเบียน การแข่งขันจากต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือก</p>
<p><span id="more-39479"></span></p>
<p>รวมไปถึงปัจจัยเสี่ยงและความผันผวนจากภายนอกอย่างรอบด้านที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจชะลอตัว ปัยธรรมชาติทั้งแผ่นดินไหวและน้ำท่วม รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นเหตุผลให้ตลาดทุนไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อให้กลับมาเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจได้อีกครั้ง</p>
<p><strong>คุณอัสสเดช คงสิริ</strong> กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จึงได้ประกาศแผน 3 ปี (2569-2571) ​​เพิ่มการขับเคลื่อนเชิงรุกทุกมิติ เพื่อ​สร้างความแข็งแรงให้ตลาดทุนไทย ภายใต้แนวคิด <strong>&#8216;The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities&#8217;</strong> เพื่อเป็นประตูสู่โอกาสลงทุนที่กว้างขึ้น รุกเพิ่มประสิทธิภาพตลาดทุนไทย และมุ่งสร้างประโยชน์ให้เกิดแก่ส่วนรวม​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39484 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/ภาพประกอบSET-Release-3-25694.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับแผน 3 ปีนี้จะดำเนินการเชิงรุกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าดึงดูดของตลาด (Attractiveness) การเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) การเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (Valuation) และที่สำคัญคือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ทุกภาคส่วน</p>
<p>สำหรับแผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ระยะ 3 ปี (2569-2571) <strong>ประกอบด้วย </strong><strong>3 </strong><strong>กลยุทธ์หลัก </strong>ดังนี้</p>
<p><strong>1.</strong> <strong>Exciting Markets with Confidence : </strong><strong>รุกสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น</strong>  ผ่านแนวทางขับเคลื่อนต่อไปนี้</p>
<p><strong>&#8211; ดึงดูด </strong><strong>Fund Flow </strong><strong>: </strong>ด้วยการ<strong>เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มความน่าสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น</strong>โดยผ​นึกกำลังกับพันธมิตร กระตุ้นให้ผู้ลงทุนกลับมาซื้อขายและขยายฐานผู้ลงทุนใหม่ หลังสภาพคล่องปี 2568 ​มีการปรับลดลง จากหลายปัจจัยที่กดดัน  เช่น ​​​<strong>Bond Connect Platform, Crypto ETF พร้อมขยาย DR และ L&amp;I ETF เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนกลุ่มต่างๆ ที่มีความต้องการที่หลากหลาย</strong> ควบคู่ไปกับการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ให้เป็นศูนย์รวมพอร์ตลงทุนสินทรัพย์ทุกประเภท เพื่อเพิ่มความสะดวกแก่ผู้ลงทุน</p>
<p>นอกจากนี้ ยังเตรียมจัด <strong>โรดโชว์ inbound และ outbound เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการทบทวนกฎเกณฑ์เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนจากต่างประเทศ</strong></p>
<p><strong>&#8211; ยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียน (บจ.) : </strong>​ผนึกหน่วยงานกำกับฯ <strong>ทบทวนกฎเกณฑ์และกระบวนการ IPO ให้รวดเร็วขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพและดึงดูดธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียน</strong>ในตลาดหลักทรัพย์ไทย และผลักดันให้สามารถแข่งขันกับตลาดหุ้นต่างประเทศได้</p>
<p>พร้อมร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เ<strong>พื่อ​ดึงดูดบริษัทกลุ่ม New Economy, บริษัทต่างชาติ รวมถึง SME และ Startup เข้าสู่ตลาดทุนไทย </strong>ขณะเดียวกัน มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม บจ. ปัจจุบัน เดินหน้าสร้าง visibility แผนงานของ บจ. ในโครงการ JUMP+ ต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านบรรษัทภิบาลของ บจ. ไทย</p>
<p><strong>&#8211; รุก </strong><strong>TFEX </strong><strong>เสริมกลยุทธ์ลงทุน : </strong>ส่งเสริมการใช้ TFEX เสริมพอร์ตหุ้นอย่างจริงจัง สร้างกลยุทธ์การลงทุน พร้อมเพิ่มสินค้าอนุพันธ์ใหม่ๆ ขยายโอกาสการลงทุน เช่น<strong> ตราสารอนุพันธ์ระยะสั้น (Short-dated products) Crypto-based product</strong> เป็นต้น ตลอดจนเพิ่มสภาพคล่องทางการซื้อขายผ่านการทำงานของ Market Maker และ Professional Trader พร้อมร่วมมือกับบริษัทหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศขยายฐานผู้ลงทุนในวงกว้าง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39485 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Infographics-ประกอบ-SET-Release-3-2569-TH.jpg" alt="" width="600" height="600" /></p>
<p><strong>2. Grow Business with Stakeholders :</strong> ผนึกกำลัง ขยายการเติบโต  ผ่านการขับเคลื่อน ต่อไปนี้</p>
<p><strong>&#8211; สร้าง </strong><strong>SET Climate Ecosystem  </strong><strong>: </strong>ร่วมกับพันธมิตร <strong>ขยายการใช้งาน SETCarbon ในกลุ่ม บจ. รวมถึง Supply chain ของ บจ. ธนาคาร และลูกค้าธนาคาร</strong> พร้อมแผนพัฒนาฟังก์ชันให้ครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ โดยตั้งเป้า บจ. ใช้งานระบบเพิ่มขึ้นอีก 100 บริษัท เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการ <strong>พัฒนาฐานข้อมูลคาร์บอนกลางของประเทศ </strong>ด้วยมาตรฐานข้อมูลเดียวกันสำหรับทุกภาคส่วน รวมทั้งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และเตรียมพร้อมทุกภาคส่วนให้รองรับ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p>
<p><strong>&#8211; ต่อยอดธุรกิจ </strong><strong>Market Data &amp; Access </strong>: นำ AI มาพัฒนาข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานทั้งภายในและให้บริการภายนอกองค์กร พัฒนานโยบายสำหรับการให้บริการเชิงพาณิชย์ให้เทียบเคียงสากล</p>
<p>3. <strong>Great Process and People : </strong><strong>เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนพัฒนาคน</strong> ผ่านการขับเคลื่อน ต่อไปนี้</p>
<p><strong>&#8211; พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับการบริการ : พัฒนาระบบ Clearing ใหม่ </strong>เพื่อเตรียมเริ่มให้บริการในปี 2570 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของระบบ <strong>และยกระดับ TSD e-Service </strong>เช่น QR Code Sealer, e-Proxy, e-Document, Investor Portal</p>
<p><strong>&#8211; วางรากฐานพัฒนาคน : </strong>ขับเคลื่อนบุคลากรเพื่อสอดรับกับทิศทางองค์กรและธุรกิจ พร้อม <strong>สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี</strong> สร้างสรรค์นวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม และตระหนักถึงความยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;SETมุ่งขับเคลื่อนไปข้างหน้า เพื่อเป็นประตู หรือเกทเวย์ที่น่าเชื่อถือสำหรับการสร้างโอกาสให้แก่ส่วนรวม ที่ไม่เพียง SET ที่ได้ประโยชน์ แต่รวมถึงนักลงทุน บริษัทจดทะเบียน หรือแม้แต่บริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียน แต่ต้องการสร้างการเติบโตในอนาคต  โดย</em><em>หวังว่าการดำเนินการตามแผนกลยุทธ์ทั้ง 3 ด้าน จะช่วยให้ตลาดทุนไทยกลับมามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่จะเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าสู่ตลาดทุน และสร้างโอกาสการลงทุนที่ยั่งยืนอย่างทั่วถึงสำหรับทุกคน&#8221;  </em>คุณอัสสเดช กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39486 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/ภาพประกอบSET-Release-3-25692.jpg" alt="" width="1200" height="897" /></p>
<p><strong>สำหรับการดำเนินงานของ SET ในปี 2568</strong> ที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อน 3 ด้าน ทั้ง <strong>การเพิ่มความน่าสนใจให้ตลาด ​</strong>ด้วย<strong> &#8216;โครงการ JUMP+&#8217;</strong> ​เพื่อเสริมศักยภาพ​ให้ บจ. ​โดยสิ้นปี 2568 มี บจ. 110 บริษัทเข้าร่วม พร้อมขยายเวลารับสมัครคจนถึง 31 มี.ค. 2569 รวมทั้ง​พัฒนา <strong>Bond Connect Platform</strong> เพื่อให้ผู้ลงทุนรายย่อยเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้น โดยมี 15 บริษัทหลักทรัพย์เข้าร่วม คาดเริ่มเปิดซื้อขายในไตรมาส 1 ปี 2569 พร้อมพัฒนาระบบรองรับ G-Token นอกจากนี้ยังเพิ่มความหลากหลายในการลงทุนรูปแบบใหม่ผ่าน Leveraged และ Inverse ETF และตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR)</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมุ่ง<strong> ฟื้นความเชื่อมั่นสร้างเสถียรภาพ </strong>ทั้งการปรับปรุงมาตรการเพื่อเสถียรภาพของตลาด ​หารจำกัดน้ำหนักหลักทรัพย์รายตัว (Constituent Stock Weight Capping) ในดัชนี SET50, SET100, SET50FF และ SET100FF ไม่เกินหลักทรัพย์ละ 10% มีมาตร​​การชั่วคราวเพื่อรับมือความผันผวนใน SET, mai และ TFEX โดยปรับเกณฑ์ Ceiling &amp; Floor และ Dynamic Price Band (8-11 เม.ย. และ 23-24 มิ.ย. 2568) พร้อมผลักดัน  Ease of Doing Business (e-Proxy, QR Code Sealer, ปรับเกณฑ์ Treasury stock ให้ยืดหยุ่นขึ้น, ปรับลดค่าความเสี่ยงการลงทุนในหุ้นของธุรกิจประกัน)</p>
<p>รวมทั้งอีกหนึ่งมิติที่สำคัญด้าน <strong>การขับเคลื่อนความยั่งยืน</strong> ทั้งการใช้แพลตฟอร์ม <strong> SETCarbon</strong> แพลตฟอร์มดิจิทัลในการจัดการข้อมูลคาร์บอนของภาคธุรกิจ โดยมีผู้ใช้บริการ 299 บจ. และ 2 ธนาคารพันธมิตรเข้าร่วม พร้อมทั้งการประกาศ <strong>SET Net Zero target</strong> รับรองการตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 จาก Science Based Targets initiative (SBTi) ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่ 4 ของโลก พร้อมทั้งการ <strong>ปลูกฝังความรู้ทุกกลุ่ม และดูแลสังคมต่อเนื่อง</strong> อาทิ โรงพยาบาล โรงเรียน บรรเทาความเดือดร้อนจากภัยพิบัติ</p>
<p><strong>คุณศรพล ตุลยะเสถียร </strong>รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางการสร้างโอกาสใหม่ๆ ของ SET ที่สอดคล้องกับ 2 เมกะเทรนด์สำคัญใน​ธุรกิจ ทั้งจากมิติ <strong>&#8216;ความยั่งยืน&#8217;</strong> และการต่อยอด<strong> &#8216;AI&#8217;</strong> เพื่อเพิ่มโอกาสจาก Business Model ใหม่ๆ ​ให้ตลาดทุนไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อ SET รวมทั้ง Stakeholder ภายในตลาดด้วย</p>
<p><em>&#8220;สำหรับเทรนด์ด้านความยั่งยืน SET ​จะเน้นเสริมความแข็งแรงใน<strong> SET Climate Ecosystem</strong> ด้วยการต่อยอดแพลตฟอร์ม SET Carbon ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการคำนวณคาร์บอนฟุตพรินท์ในธุรกิจ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญเพื่อขับเคลื่อนแผนการลดคาร์บอนไปยังเป้าหมาย Net Zero ขององค์กร โดยเฉพาะการขยับเป้าหมายของประเทศไทยที่เร็วขึ้น 15 ปี ทำให้แผนเรื่องการลดคาร์บอนมีความจำเป็นเพิ่มมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็เป็น Painpoint สำคัญของภาคธุรกิจ ที่ไม่เพียงต้อง​คำนวณ Emissions แค่ในธุรกิจตัวเองเท่านั้น แต่ต้องสามารถคำนวณได้ท้ัง Supply Chain หรือในสโคป 3 ได้ด้วย ซึ่งการเข้าถึง​กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจที่ไม่ได้จดทะเบียน (Non-Listed) จะผนึกกับพันธมิตรในกลุ่มธนาคาร สำหรับให้ลูกค้าที่ต้องการใช้ Green Finance นำเครื่องมือ SET Carbon ไปใช้คำนวณคาร์บอนฟุตพรินท์ในธุรกิจ ซึ่งในปีนี้จะขยาย​พันธมิตรในกลุ่มธนาคารเพิ่มเติม รวมทั้งการมุ่งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต พร้อมรองรับ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาภูมิอากาศ&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39487 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/ภาพประกอบSET-Release-3-25691.jpg" alt="" width="1200" height="748" /></p>
<p>ขณะที่เทรนด์ AI  มีแผนต่อยอดธุรกิจ <strong>Market Data and Access </strong> เพื่อนำ AI มาพัฒนาข้อมูลตอบโจทย์การใช้งาน ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งประสิทธิภาพของ AI มาจากการมีข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ รวมทั้งอัพเดท ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของ SET ที่ถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญมากว่า 50 ปี และมีทั้งข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน ข้อมูล Trade Data รวมทั้งข้อมูลด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการนำไปต่อยอดหรือพัฒนาแพลตฟอร์ม เพื่อใช้ประโยชน์ทั้งในด้านการกำกับดูแล หรือการวิเคราะห์เทรนด์ใหม่ๆ เพื่อหาโอกาสทางธุรกิจได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน SET เริ่มมีการพัฒนา AI เพื่อใช้ภายในองค์กร รวมทั้งการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องของข้อมูลและแอปฟลิเคชัน จนมีความมั่นใจก่อนจะต่อยอดสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์ในระดับสากลได้ รวมทั้งการคำนึงถึงประเด็น Governance หรือธรรมาภิบาลในการใช้ข้อมูล เพื่อสร้างความมั่นใจข้อมูลต่างๆ จะถูกนำไปใช้จากคนที่ใช่ และวิธีที่ถูกต้อง</p>
<p><em>&#8220;เทรนด์สำคัญ 2 เรื่องอย่าง Sustainability และ  AI จะเป็นสองแกนสำคัญที่ SET จะใช้ในการขยายธุรกิจทั้งของเราเอง รวมทั้งเพิ่มศักยภาพให้กับพันธมิตรของเรา เพื่อการพัฒนาและสร้างการเติบโตอย่าง​ยั่งยืนให้กับตลาดทุนไทย เช่นเดียวกับในต่างประเทศ ที่ตลาดทุนฯ เริ่มมองหาโอกาสการเติบโตจากธุรกิจอื่นๆ เพิ่มเติม หรือธุรกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องกับตลาดทุนเพิ่มมากข้ึนเรื่อยๆ เช่น London Stock Exchange ที่มีรายได้จากกลุ่มธุรกิจ Data หรือตลาด nasdaq ที่มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีธุรกิจไอที เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายการเติบโตในอนาคตได้มากขึ้น&#8221;​</em> คุณศรพล กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/set-strategies-in-3-next-years/">โรดแม็พใหม่ SET วาง 3 กลยุทธ์ &#8216;เพิ่มโอกาส-ผนึกพันธมิตร​-มุ่งพัฒนาคน&#8217; เสริมแกร่งตลาดทุน มองเมกะเทรนด์ &#8216;ความยั่งยืน&#8217; และ &#8216;AI&#8217;​ ต่อยอดโมเดลธุรกิจใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
