<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Finance &amp; Invest &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/category/finance-invest/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Thu, 13 Aug 2026 12:12:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.7</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Finance &amp; Invest &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ทริสเรทติ้ง เพิ่มบริการ SPO เติม &#8216;ผู้ประเมินอิสระ&#8217; สัญชาติไทยรายแรก ในระบบนิเวศการเงินยั่งยืน รับดีมานด์ ESG Bond เติบโตสูง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/tris-rating-sustainable-finance/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 12:12:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Assessment]]></category>
		<category><![CDATA[Bond]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Bond]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Second-Party Opinion]]></category>
		<category><![CDATA[SPO]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Tris Rating]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ตราสารหนี้]]></category>
		<category><![CDATA[ทริสเรทติ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปรเมศร์ รักการงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43725</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. (SEC) ได้อนุมัติ​เพิ่มแนวทางการระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (​Transition Bond) ในกลุ่มตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (ESG Bond) พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพื่อนำมาปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำเนินงาน​ โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มเปิดให้มีการระดมทุนได้หลังจากไตรมาส 3 ของปีนี้เป็นต้นไป ผ่าน 2 กลุ่มนำร่อง ได้แก่  ตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition bond) และตราสารหนี้เพื่อกิจกรรมสีเหลืองตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy (Thailand amber bond)   ขณะที่หนึ่งในหลักเกณฑ์สำคัญของผู้ที่ต้องการออก Transition Bond คือ การเปิดเผยข้อมูลในการเปลี่ยนผ่าน ทั้งกรอบการดำเนินงาน แผนการลงทุน รวมทั้งเป้าหมายและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการเปลี่ยนผ่านต่างๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้อง​รับฟังความเห็นจากบุคคลที่ 2 หรือ SPO (Second-Party Opinion) เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินอิสระจากภายนอก ในการตรวจสอบ ทบทวนความเหมาะสมของแผนการระดมทุนของแต่ละโครงการ เพื่อทำการรับรองโครงการก่อนจะสามารถระดมทุนได้  ซึ่งที่ผ่านมาผู้ออกบอนด์มักจะใช้บริการ SPO จาก​ต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ หรือออสเตรเลีย​ ​ในการทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินและรับรองโครงการมาโดยตลอด เนื่องจากยังไม่มีผู้ให้บริการ SPO ที่เป็นของคนไทย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/tris-rating-sustainable-finance/">ทริสเรทติ้ง เพิ่มบริการ SPO เติม &#8216;ผู้ประเมินอิสระ&#8217; สัญชาติไทยรายแรก ในระบบนิเวศการเงินยั่งยืน รับดีมานด์ ESG Bond เติบโตสูง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. (SEC) ได้อนุมัติ​เพิ่มแนวทางการระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (​Transition Bond) ในกลุ่มตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (ESG Bond) พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพื่อนำมาปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำเนินงาน​</p>
<p><span id="more-43725"></span></p>
<p>โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มเปิดให้มีการระดมทุนได้หลังจากไตรมาส 3 ของปีนี้เป็นต้นไป ผ่าน 2 กลุ่มนำร่อง ได้แก่  ตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน <strong>(Transition bond)</strong> และตราสารหนี้เพื่อกิจกรรมสีเหลืองตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy <strong>(Thailand amber bond)  </strong></p>
<p>ขณะที่หนึ่งในหลักเกณฑ์สำคัญของผู้ที่ต้องการออก Transition Bond คือ การเปิดเผยข้อมูลในการเปลี่ยนผ่าน ทั้งกรอบการดำเนินงาน แผนการลงทุน รวมทั้งเป้าหมายและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการเปลี่ยนผ่านต่างๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้อง​รับฟังความเห็นจากบุคคลที่ 2 หรือ SPO (Second-Party Opinion) เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินอิสระจากภายนอก ในการตรวจสอบ ทบทวนความเหมาะสมของแผนการระดมทุนของแต่ละโครงการ เพื่อทำการรับรองโครงการก่อนจะสามารถระดมทุนได้  ซึ่งที่ผ่านมาผู้ออกบอนด์มักจะใช้บริการ SPO จาก​ต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ หรือออสเตรเลีย​ ​ในการทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินและรับรองโครงการมาโดยตลอด เนื่องจากยังไม่มีผู้ให้บริการ SPO ที่เป็นของคนไทย</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43728 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Tris1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>คุณปรเมศร์ รักการงาน</strong> ผู้อำนวยการ Sustainable Finance Department Analytics Group ทริสเรทติ้ง เปิดเผยว่า ทริสเรทติ้งเริ่มนำร่องให้​บริการ SPO แก่ภาคธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงแหล่งทุนหรือการระดมทุนจากตลาดตราสารหนี้ในกลุ่ม ESG Bond ​ซึ่งถือเป็นผู้ให้บริการรายแรกของประเทศไทย โดยได้ให้บริการมาราว 1 ปี ผ่านจุดแข็งจากความเป็นบริษัทคนไทย ทำให้เข้าใจบริบทหรือมาตรฐานภายใน​ประเทศ อาทิ Thailand Taxonomy ได้ดีกว่าผู้ประเมินจากต่างประเทศ ทำให้เพิ่มโอกาสเข้าไประดมทุนได้สำเร็จตามแผนที่วางไว้ รวมทั้งค่าบริการที่ต่ำกว่าบริษัทประเมินจากต่างประเทศราว 20%  ประกอบกับการเป็น Strategic Gloabal Partner กับ S&amp;P Global ทำให้มาตรฐานและแนวทางในการประเมินสอดคล้องกับมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล</p>
<p><em><strong>&#8220;ดีมานด์ในตลาด ESG Bond มีโอกาสเติบโต​ได้อีกมาก โดยเฉพาะหลังการเปิดให้​กลุ่ม Transition สามารถเข้ามาระดมทุนได้ ทำให้มีโอกาส​​การขยายตัวไปในธุรกิจใหม่ๆ ได้มากขึ้น</strong> โดยเฉพาะในกลุ่ม  Hard-to-abate Sectors หรือกลุ่มที่ปล่อยคาร์บอนสูงและลดลงได้ยาก ​ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถเข้าถึง​ Sustainable Finance ซึ่ง​หากย้อนดูการระดมทุนใน ESG Bond ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2021 &#8211; 2025 มีมูลค่ารวมกว่า 3.56 แสนล้านบาท จาก 169 โครงการ ใน 12 กลุ่มอุตสาหกรรม โดย 69% เป็นกองทุนจากกลุ่ม Top10 ของผู้ที่ออกบอนด์มาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว สะท้อนว่าการระดมทุนในปัจจุบันยังจำกัดอยู่ในกลุ่มเดิมๆ การขยายแนวทางระดมทุนใหม่ๆ จึงช่วยกระจายโอกาสไปสู่ธุรกิจในวงกว้างมากขึ้น และเพิ่มโอกาสเติบโตในอนาคตได้อีกมาก&#8221; </em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43729 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Tris4.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>ที่สำคัญคือในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา <strong>การออก ESG Bond กว่า 80% มาจากกลุ่มพลังงาน การเงิน และขนส่ง ขณะที่ยังไม่มีภาคธุรกิจในกลุ่ม Hard-to-abate Sectors หรือกลุ่มที่มีคาร์บอนสูงเข้ามาระดมทุนในตลาด</strong> เช่น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง หรือภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นต้น​ ​ดังนั้น ตลาด​จึงถือว่ายังเป็น<strong> White Space</strong> และผู้ที่อยู่ในกลุ่มนี้ที่สามารถเข้ามาระดมทุนในตลาดได้เป็นรายแรกๆ ​จะได้รับการยอมรับ และถือเป็นผู้เข้ามา​เซ็ตมาตรฐาน รวมทั้งมีบทบาทในการกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนให้กับอุตสาหกรรมโดยรวม ประกอบกับความต้องการของกลุ่มนักลงทุนที่อยากเห็นการเปลี่ยนผ่านจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเหล่านี้ หากสามารถเข้ามาระดมทุนได้ก็เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ลงทุน เนื่องจากความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่นักลงทุนมองหาจากกลุ่มธุรกิจเหล่านี้</p>
<p>นอกจากนี้ ​โอกาสเติบโตของตลาด ESG Bond เชื่อว่าจะสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากปัจจุบันกลุ่ม ESG Bond สามารถเติบโตได้ระดับสูงถึง 83.5% เทียบกับภาพรวมตลาดที่ค่อนข้างทรงตัว โดยมีส่วนแบ่งในตลาดที่ 8.7% และเชื่อว่ายังอยู่ในทิศทางที่เติบโตต่อเนื่องในอนาคตทำให้สัดส่วนจะเพิ่มขึ้นได้เป็นมากกว่า 10%  โดยเฉพาะหากมีการพิจารณาจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการถือครองพอร์ตลงทุนของกลุ่มนักลงทุนสถาบันต่างๆ  ที่อาจมีการกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำการลงทุนที่ยั่งยืนภายในพอร์ตการลงทุนที่มีอยู่ จากปัจจุบันที่ยังไม่ได้มีการกำหนดสัดส่วนการถือครองพอร์ตยั่งยืน จึงเชื่อว่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีส่วนผลักดัน​​โอกาสการเติบโตของตลาด ESG Bond ให้​​สูงได้เพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคต</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/tris-rating-sustainable-finance/">ทริสเรทติ้ง เพิ่มบริการ SPO เติม &#8216;ผู้ประเมินอิสระ&#8217; สัญชาติไทยรายแรก ในระบบนิเวศการเงินยั่งยืน รับดีมานด์ ESG Bond เติบโตสูง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘World Bank Group-สภาพัฒน์-มูลนิธิกสิกรไทย’ ประกาศความร่วมมือพัฒนาระบบ ‘การทำบัญชีทุนธรรมชาติ’ สร้างโมเดลเศรษฐกิจยั่งยืนพร้อมฟื้นฟูธรรมชาติ บนเวที EARTH JUMP 2026 โดยธนาคารกสิกรไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/earth-jump-2026-natural-capital-account/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 00:38:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[A Bridge To Empowered Actions]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[EARTH JUMP]]></category>
		<category><![CDATA[EARTH JUMP 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[Kasikornthai Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[KCLIMATE 1.5]]></category>
		<category><![CDATA[Melinda Good]]></category>
		<category><![CDATA[Natural Assets]]></category>
		<category><![CDATA[Natural Capital]]></category>
		<category><![CDATA[Natural Capital Account]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NCA]]></category>
		<category><![CDATA[NESDC]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative Capitalism]]></category>
		<category><![CDATA[World Bank]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดนุชา พิชยนันท์]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[บัญชีทุนธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธ เอนกนิธิ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สศช]]></category>
		<category><![CDATA[สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42400</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทุนธรรมชาติ  (Natural Capital) คือฐานทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและสังคมไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่ป่าไม้ แหล่งน้ำ ระบบนิเวศ ไปจนถึงความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่มีระบบบัญชีทุนธรรมชาติที่เป็นมาตรฐานและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบเพียงพอ จึงยังสำหรับใช้ประเมินได้ไม่ชัดว่า การพัฒนาแต่ละโครงการพึ่งพาและส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร รวมถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคุ้มค่าและสมดุลกับต้นทุนทางธรรมชาติที่ต้องแลกมาหรือไม่ เป็น​ที่มาของเวทีสัมมนา​ ‘Natural Capital : ทุนธรรมชาติ รากแก้วแห่งเศรษฐกิจและสังคมไทย’ จากงาน ‘EARTH JUMP 2026 : A Bridge to Empowered Actions’ โดยตัวแทนจาก 3 ภาคี ประกอบด้วย Ms. Melinda Good Division Director for Thailand and Myanmar, World Bank, คุณดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ คุณพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย เพื่อร่วมกันสร้างความตระหนักในการเห็นความสำคัญของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมทั้งเป็นจุดเริ่มต้น​​ความร่วมมือเพื่อพัฒนาการจัดทำระบบ NCA ซึ่งจะช่วยให้ประเทศมีฐานข้อมูลในการชี้วัด ประเมินมูลค่า และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถสร้างสมดุลในการใช้ทุนธรรมชาติสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้ &#8216;ทุนธรรมชาติ&#8217; รากฐานการเติบโตที่ยั่งยืน Ms. Melinda [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/earth-jump-2026-natural-capital-account/">‘World Bank Group-สภาพัฒน์-มูลนิธิกสิกรไทย’ ประกาศความร่วมมือพัฒนาระบบ ‘การทำบัญชีทุนธรรมชาติ’ สร้างโมเดลเศรษฐกิจยั่งยืนพร้อมฟื้นฟูธรรมชาติ บนเวที EARTH JUMP 2026 โดยธนาคารกสิกรไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ทุนธรรมชาติ</strong>  (Natural Capital) คือฐานทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและสังคมไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่ป่าไม้ แหล่งน้ำ ระบบนิเวศ ไปจนถึงความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่มีระบบบัญชีทุนธรรมชาติที่เป็นมาตรฐานและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบเพียงพอ จึงยังสำหรับใช้ประเมินได้ไม่ชัดว่า การพัฒนาแต่ละโครงการพึ่งพาและส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร รวมถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคุ้มค่าและสมดุลกับต้นทุนทางธรรมชาติที่ต้องแลกมาหรือไม่</p>
<p><span id="more-42400"></span></p>
<p>เป็น​ที่มาของเวทีสัมมนา​ ‘<strong>Natural Capital : </strong><strong>ทุนธรรมชาติ รากแก้วแห่งเศรษฐกิจและสังคมไทย’</strong><strong> </strong>จากงาน<strong> ‘EARTH JUMP 2026 : A Bridge to Empowered Actions’ </strong>โดยตัวแทนจาก 3 ภาคี ประกอบด้วย <strong>Ms. Melinda Good </strong>Division Director for Thailand and Myanmar, World Bank<strong>, </strong><strong>คุณดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ </strong>และ <strong>คุณพิพิธ เอนกนิธิ</strong> ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย</p>
<p>เพื่อร่วมกันสร้างความตระหนักในการเห็นความสำคัญของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมทั้งเป็นจุดเริ่มต้น​​ความร่วมมือเพื่อพัฒนาการจัดทำระบบ <strong>NCA</strong> ซึ่งจะช่วยให้ประเทศมีฐานข้อมูลในการชี้วัด ประเมินมูลค่า และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถสร้างสมดุลในการใช้ทุนธรรมชาติสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้</p>
<p><strong>&#8216;ทุนธรรมชาติ&#8217; รากฐานการเติบโตที่ยั่งยืน</strong></p>
<p><strong>Ms. Melinda Good </strong>ให้ข้อมูลเริ่มต้นด้วยการนิยาม <strong>‘</strong><strong>ทุนธรรมชาติ’</strong> ว่าเป็นทั้งรากฐานสำคัญของการเติบโตที่ยั่งยืน เป็นต้นทุนที่สร้างความมั่นคงให้ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปรับตัว ​การเพิ่มศักยภาพ และความสามารถทางการแข่งขันในบริบทเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นขับเคลื่อนสู่คาร์บอนต่ำ ขณะที่บทบาทสำคัญของธรรมชาติไม่ได้เชื่อมโยงแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม  แต่มีตัวเลขระดับโลกเป็นบทพิสูจน์ว่าธรรมชาติเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของ GDP โลกที่มากกว่าครึ่งหนึ่ง (ราว 58 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) มาจากการ​พึ่งพาธรรมชาติ  หรือผลศึกษาว่า หากระบบนิเวศล่มสลายลงเพียงบางส่วน ก็จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าเศรษฐกิจโลกให้ลดลงได้ถึง 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2030 ไปจนถึงตัวเลขสินเชื่อ 75% ในเขตยูโรโซนที่ถูกปล่อยให้ธุรกิจที่ต้องมีการพึ่งพาระบบนิเวศ รวมทั้งการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทางธรรมชาติทั่วโลก (Global Natural Assets) ในปี 2005 หรือในราว 20 ปีที่ผ่านมา และพบว่ามีมูลค่าสูงถึง 44 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-42408 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/WorldBank1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“</em><em>ทุนธรรมชาติ เปรียบเสมือน</em><em> <strong>‘</strong></em><strong><em>งบดุลที่มองไม่เห็น’</em></strong><em> </em><em>ของระบบเศรษฐกิจ การจัดทำ</em><em> <strong>NCA</strong> </em><strong><em>จึงเป็นการบันทึกคุณค่าของสิ่งที่มองไม่เห็นให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ แหล่งน้ำ ระบบนิเวศ ความหลากหลายทางทางชีวภาพ  และบริการจากระบบนิเวศ  </em></strong><em>เพื่อนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายและการลงทุนจากเดิมที่การเติบโตมักถูกวัดด้วย </em><em>GDP </em><em>ระบบ </em><em>NCA </em><em>จะช่วยเพิ่มมิติของ</em><em>Ecosystems, Natural Assets </em><em>และ </em><em>Ecosystem Services </em><em>เข้าไปในการประเมินคุณค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้านผลิตภาพ ความยืดหยุ่น อาชีพ ความเป็นอยู่ และการฟื้นฟูสินทรัพย์ทางธรรมชาติในระยะยาว”</em></p>
<p><strong> ผนึกความร่วมมือ นำร่องพัฒนา​ &#8216;บัญชีทุนธรรมชาติ&#8217; (NCA)</strong></p>
<p>เมื่อเห็นทั้งความสำคัญของ ‘บัญชี<strong>การทำทุนธรรมชาติ’</strong> ในฐานะเครื่องมือที่จะช่วยสะท้อนคุณค่าของทุนธรรมชาติซึ่งเป็นรากแก้วแห่งเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมทั้งพบข้อจำกัดสำคัญของประเทศไทยที่ยังไม่มีระบบในการจัดทำ ‘<strong>การทำบัญชีทุนธรรมชาติ’</strong>  รวมทั้งยังเป็นรากฐานในการสร้างรายได้ต่ออุตสาหกรรมหลักและการดำรงชีวิตของผู้คนในประเทศ</p>
<p>ประกอบกับช่วงเวลาปัจจุบัน อยู่ระหว่างการ​เตรียมเพื่อจัดทำ <strong>แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ </strong><strong>14 </strong><strong>สำหรับประกาศใช้ในปี </strong><strong>2571 &#8211; 2575</strong>จึงเป็นโอกาสที่ดีในการนำมิติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของทุนธรรมชาติ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาชาติฉบับใหม่ที่เตรียมจะประกาศใช้นี้ด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42410 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/NESDP2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นำมาสู่<strong><em>ความร่วมมือครั้งสำคัญในการลงนาม </em></strong><strong><em>MOU </em></strong><strong><em>ของ </em></strong><strong><em>3</em></strong><strong><em> ภาคีเครือข่ายพันธมิตร ประกอบด้วย </em></strong><strong><em>World Bank Group, </em></strong><strong><em>สภาพัฒน์ มูลนิธิกสิกรไทย เพื่อร่วมขับเคลื่อนการจัดทำบัญชีทุนธรรมชาติร่วมกัน</em></strong> โดยใช้พื้นที่ จ.น่าน เป็นพื้นที่นำร่อง เพื่อหาโมเดลต้นแบบทั้งวิธีการวัด การวิเคราะห์ การจัดสรรงบประมาณ ไปจนถึงระเบียบหรือกติกาต่างๆ เพื่อให้สามารถวัดมูลค่าและสะท้อนคุณค่าของสินทรัพย์ทางธรรมชาติ สนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่สามารถสร้างการเติบโต ควบคู่ไปกับการเพิ่มความสามารถในการปรับตัว หรือการมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึง</p>
<p><strong>คุณดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวคิดหลักของ NCA เปรียบเสมือนการทำบัญชีทุนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้ประเทศมีฐานข้อมูลที่สามารถชี้วัด ประเมินมูลค่า และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม โดยการจัดทำ NCA จะครอบคลุมการประเมินองค์ประกอบสำคัญของทุนธรรมชาติ เช่น ทรัพยากรชีวภาพ ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ บริการจากระบบนิเวศ และมิติทางวัฒนธรรมหรือสังคมที่เชื่อมโยงกับฐานทรัพยากรในพื้นที่</p>
<p>ด้านสภาพัฒน์ ที่ปัจจุบันมีประสบการณ์การในพื้นที่บ้านน้ำรีในจังหวัดน่าน  ผ่านโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อเนื่องตามโครงการตามพระราชดำริ โดยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ยกตัวอย่างโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนตามพระราชดำริในพื้นที่บ้านน้ำรีพัฒนาในจังหวัดน่านมาร่วมหารือ เนื่องจากมีความท้าทายด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตป่า การปลูกพืชเชิงเดี่ยว และข้อจำกัดด้านสิทธิหรือความมั่นคงในที่ดินทำกินของประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยแนวทาง ‘คนอยู่ร่วมกับป่า’ และการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน ทั้งการจัดสรรพื้นที่ทำกินในเขตป่าสงวน การส่งเสริมพืชทางเลือกที่หลากหลายเพื่อเพิ่มรายได้ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว ควบคู่กับการนำกลไกคาร์บอนเครดิตมาใช้เพื่อสร้างรายได้และแรงจูงใจเสริมในการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้แก่ชุมชน จนพื้นที่เริ่มมีแนวโน้มฟื้นตัว และช่วยให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42411 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/NESDC1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“</em><em>ความร่วมมือดังกล่าวนี้จะช่วยสนับสนุนการวางแผนและตัดสินใจเชิงนโยบายบนหลักฐานข้อมูลจริง(</em><em>Evidence-based decision making) </em><em>เนื่องจากมีชุดข้อมูลตัวเลขที่ชัดเจนรองรับ ตลอดจนสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากร ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญภายใต้แผนพัฒนาประเทศ ประกอบกับ<strong>ข้</strong><strong>อมูล </strong><strong>NCA ยังสามารถเป็นข้อมูลประกอบสำคัญในการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดทำข้อมูล ESG ของภาคเอกชน</strong> ซึ่ง</em>อาจ<em>ช่วย</em>เพิ่มความน่าเชื่อถือใน<em>การ</em>พิจารณาโครงการด้านการเงิน<em>สีเขียว</em>ทั้งนี้ <em>การขับเคลื่อนยังเต็มไปด้วยข้อจำกัด โดยเฉพาะฐานข้อมูลในประเทศไทยที่ยังกระจัดกระจายและไม่เป็นระบบ จึงต้องจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลที่จำเป็น ประกอบกับกระบวนการจัดเก็บและการประมวลผลที่มีความซับซ้อนสูง จึงต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือและองค์ความรู้จากหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญในระดับสากล เช่น </em><em>World Bank Group </em><em>ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยจัดเก็บข้อมูล”</em></p>
<p><strong>‘</strong><strong>น่าน แซนด์บ็อกซ์’ พื้นที่ต้นแบบ สู่บทเรียนการฟื้นฟูทุนธรรมชาติ</strong></p>
<p><strong>คุณพิพิธ เอนกนิธิ</strong> ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวเพิ่มเติมถึงผลกระทบจากการไม่มีระบบบัญชีทุนธรรมชาติว่า  การขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจที่ผ่านมาอาจยังสะท้อนต้นทุนต่อธรรมชาติได้ไม่ครบถ้วน โดยตัวเลขระดับโลกชี้ให้เห็นว่า มูลค่ากิจกรรมที่ส่งผลเสียต่อธรรมชาติมีขนาดสูงกว่าการลงทุนในแนวทางการดูแลและฟื้นฟูธรรมชาติ (Nature-based Solutions) อย่างมีนัยสำคัญ จึงยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของการมีข้อมูลและกลไกที่ช่วยจัดสรรเงินลงทุนไปสู่กิจกรรมที่ลดผลกระทบและฟื้นฟูธรรมชาติได้มากขึ้น</p>
<p>ดังนั้น <strong>หากประเทศไทยมีระบบการจัดทำ </strong><strong>NCA </strong><strong>ก็จะสามารถจัดสรรเม็ดเงินในการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น</strong><strong> </strong>โดยเฉพาะการปรับตัวจากการสนับสนุนธุรกิจ Extractive Capitalism หรือระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเข้มข้น มาสู่การสนับสนุนธุรกิจในรูปแบบ Regenerative Capitalism หรือระบบการขับเคลื่อนธุรกิจที่ฟื้นฟูธรรมชาติและการสร้างคุณค่าระยะยาวควบคู่กัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42419 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/K3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“พื้นที่ จ.น่าน เหมาะสมที่จะเป็นพื้นที่ต้นแบบนำร่องจัดทำ NCA ทั้งการเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดน้ำกว่า 40% ที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำสายหลักของประเทศ ประกอบกับพื้นที่บางส่วนยังเผชิญปัญหาป่าเสื่อมโทรมจากแรงกดดันด้านการใช้ที่ดินและรูปแบบการผลิตเชิงเดี่ยว ขณะที่ธนาคารกสิกรไทยมองปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่าแค่มุมนักการเงิน แต่ใส่ทั้งเลนส์ในมิติทางสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งระบบนิเวศ จึงลงพื้นที่เข้าไปทำงานใน จ.น่าน อย่างใกล้ชิด ทำให้เข้าใจอินไซต์ของปัญหาว่ามีความเชื่อมโยงกับข้อจำกัดด้านรายได้ โอกาสทางเศรษฐกิจ และทางเลือกในการดำรงชีพของคนในพื้นที่ จึงได้เข้าไปช่วยแก้ปัญหาอย่างบูรณาการทั้งการดูแลผู้คน เศรษฐกิจ และธรรมชาติ เพื่อสามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ <strong>‘น่านแซนด์บ็อกซ์’</strong> ที่มุ่งพัฒนาผ่านแนวทาง <strong>3Re</strong> คือ <strong>Regovernance, Restoration </strong>และ <strong>Regeneration</strong> พร้อมเข้าไปช่วยจัดการปัญหาในพื้นที่ โดยไม่แยกปัญหาแต่ละส่วนออกจากกัน แต่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาในพื้นที่ร่วมกันอย่างบูรณาการ เพื่อให้การแก้ปัญหาในสมการทางเศรษฐกิจนี้มีความยั่งยืนและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42414 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/K5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>เป้าหมายการขับเคลื่อน NCA ไม่ได้มองแค่ที่ จ.น่าน แต่ในอนาคตสามารถนำบทเรียนจากพื้นที่นำร่องไปปรับใช้กับพื้นที่อื่นๆ ได้ หากสามารถพัฒนาระบบ NCA สำหรับการวัดและประเมินมูลค่าทุนธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสร้างกลไกที่ช่วยให้มูลค่าทุนธรรมชาติถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจด้านนโยบาย การลงทุน และการเปิดเผยข้อมูลได้มากขึ้น คล้ายกับพัฒนาการของระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็น <strong>แนวคิดที่ช่วยเชื่อมระบบเศรษฐกิจแบบเดิมที่เน้น GDP Based ไปสู่ GDP Plus ด้วยการนำมิติของทุนธรรมชาติมาเพิ่มในการประเมินคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม</strong></p>
<p><strong>สำหรับภาคธุรกิจ ข้อมูลจาก NCA สามารถช่วยยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนให้สะท้อนผลกระทบต่อธรรมชาติได้ชัดขึ้น และอาจต่อยอดไปสู่การพัฒนากลไกทางการเงินหรือสินทรัพย์ใหม่ๆ</strong> เช่น Nature Credit ภายใต้กติกาที่มีมาตรฐานและตรวจสอบได้ คล้ายกับพัฒนาการของคาร์บอนเครดิต เป้าหมายสำคัญคือทำให้มิติของธรรมชาติถูกนับรวมอยู่ในระบบเศรษฐกิจและการตัดสินใจลงทุนมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42413 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/K4-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด ผ่านบริการทางการเงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการรายเล็ก และ SME รวมทั้งบทบาท Beyond Banking ในการพัฒนาโซลูชันเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และช่วยให้ภาคธุรกิจเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ความร่วมมือด้าน NCA ครั้งนี้สะท้อนบทบาทของมูลนิธิกสิกรไทยในการสนับสนุนการฟื้นฟูธรรมชาติและการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบควบคู่กัน</p>
<p>บทบาทของธนาคารกสิกรไทยยังต่อยอดผ่าน <strong>K-Climate Solutions</strong> ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนจาก ‘<strong>ความตั้งใจ’</strong> สู่ <strong>‘</strong><strong>การลงมือทำ’</strong> ได้จริง ครอบคลุมตั้งแต่<strong> ESG Readiness Check</strong> เครื่องมือประเมินความพร้อมธุรกิจด้าน ESG,<strong> KCLIMATE 1.5</strong> แพลตฟอร์มคํานวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เก็บข้อมูลเพื่อนําไปใช้วางแผนการจัดการลดก๊าซเรือนกระจก, <strong>K-Climate ESG Advisory</strong> บริการให้คําปรึกษาเรื่องความยั่งยืนโดยผู้เชี่ยวชาญ <strong>Net Zero CEO &amp; Net Zero Leader</strong> หลักสูตรสำหรับผู้บริหารเพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นําด้านความยั่งยืนของไทย และโซลูชันทางการเงินเช่น <strong>‘</strong><strong>สินเชื่อ </strong><strong>SME </strong><strong>ยิ่งกรีน ยิ่งได้’</strong> (Sustainability-Linked Loan for SME) มอบส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษเมื่อทําได้ตามเป้าหมาย เช่น ลดการใช้พลังงานหรือได้ใบรับรองธุรกิจสีเขียว รวมถึง K-Climate Shield Loan สินเชื่อธุรกิจเพื่อป้องกันความเสี่ยงน้ำท่วม ช่วยให้องค์กรสามารถลงทุนเชิงป้องกันล่วงหน้า</p>
<p><em><strong>ทั้งหมดนี้ทำให้ NCA ไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่จะช่วยให้ประเทศไทยมองเห็นต้นทุน คุณค่า และโอกาสจากธรรมชาติได้ชัดขึ้น และออกแบบการเติบโตที่ไม่ทิ้งทั้งเศรษฐกิจ ผู้คน และระบบนิเวศไว้ข้างหลัง</strong></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/earth-jump-2026-natural-capital-account/">‘World Bank Group-สภาพัฒน์-มูลนิธิกสิกรไทย’ ประกาศความร่วมมือพัฒนาระบบ ‘การทำบัญชีทุนธรรมชาติ’ สร้างโมเดลเศรษฐกิจยั่งยืนพร้อมฟื้นฟูธรรมชาติ บนเวที EARTH JUMP 2026 โดยธนาคารกสิกรไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CIMB เปิดตัว &#8216;Climate Transition Canvas&#8217; ช่วย​องค์กร​ Less Brown พร้อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนขับเคลื่อนแผนเปลี่ยนผ่าน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/cimb-thai-launch-climate-transition-canvas/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Aug 2026 11:45:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Advancing the Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Brown to Less Brown]]></category>
		<category><![CDATA[CIMB]]></category>
		<category><![CDATA[CIMB THAI]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Transition Canvas]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Jason Lee]]></category>
		<category><![CDATA[Less Brown]]></category>
		<category><![CDATA[NDC 3.0]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[The Cooler Earth Thailand 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Transition Finance]]></category>
		<category><![CDATA[ซีไอเอ็มบี ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เจสัน ลี]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43625</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย  นำร่องใช้ Climate Transition Canvas เครื่องมือวางแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ สำหรับลูกค้าองค์กรที่ใช้บริการโซลูชั่นบริการที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนและการลดก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจ (Sustainability and GHG Services) เพื่อช่วยขับเคลื่อนให้ทั้งองค์กรมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม​ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ คุณเจสัน ลี หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เป็นทิศทางใหม่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)​ ตามแผน NDC 3.0 ที่มีความท้าทายเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ขณะที่การปรับตัวของภาคธุรกิจได้ให้ความสำคัญในการลด GHG  จากการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศที่ตั้งไว้ โดยมีหลายธุรกิจที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero 2050 แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีความไม่ชัดเจนในการขับเคลื่อนเพื่อให้สามารถบรรลุได้เป้าหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่มีการปล่อย GHG ในระดับสูงและยากที่จะลดการปล่อยให้น้อยลง (hard-to -abate [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/cimb-thai-launch-climate-transition-canvas/">CIMB เปิดตัว &#8216;Climate Transition Canvas&#8217; ช่วย​องค์กร​ Less Brown พร้อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนขับเคลื่อนแผนเปลี่ยนผ่าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย  นำร่องใช้ <strong>Climate Transition Canvas</strong> เครื่องมือวางแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ สำหรับลูกค้าองค์กรที่ใช้บริการโซลูชั่นบริการที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนและการลดก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจ (Sustainability and GHG Services) เพื่อช่วยขับเคลื่อนให้ทั้งองค์กรมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม​ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</p>
<p><span id="more-43625"></span></p>
<p><strong>คุณเจสัน ลี</strong> หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เป็นทิศทางใหม่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)​ ตามแผน NDC 3.0 ที่มีความท้าทายเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050</p>
<p>ขณะที่การปรับตัวของภาคธุรกิจได้ให้ความสำคัญในการลด GHG  จากการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศที่ตั้งไว้ โดยมีหลายธุรกิจที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero 2050 แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีความไม่ชัดเจนในการขับเคลื่อนเพื่อให้สามารถบรรลุได้เป้าหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่มีการปล่อย GHG ในระดับสูงและยากที่จะลดการปล่อยให้น้อยลง (hard-to -abate Sectors) อาทิ กลุ่มพลังงาน ขนส่ง อุตสาหกรรมการผลิต การเกษตร อสังหาริมทรัพย์ และการจัดการของเสีย เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43626 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/CIMB-464-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><em>&#8220;ที่ผ่านมา ประเทศไทยเน้นนโนบายสนับสนุนคนดีหรือธุรกิจสีเขียว​ ขณะที่การขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย จำเป็นต้องทำให้กลุ่มธุรกิจสีน้ำตาล (Brown Sectors)​ หรือกลุ่มที่มีการปล่อย​ GHG ในระดับสูง สามารถขับเคลื่อนจาก Brown ไปสู่ ​Less Brown ได้มากขึ้น ​​จึงเป็นต้องมีเครื่องมือและเงินทุนเพื่อสนับสนุนด้านการเปลี่ยนผ่าน  ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ และมีรายละเอียด รวมทั้งมาตรฐานต่างๆ ที่ซับซ้อน ​รวมทั้งการขับเคลื่อนและความเข้าใจในเรื่องการเปลี่ยนผ่านภายในองค์กร ที่แต่ละแผนกยังมีความเข้าใจและให้ความสำคัญที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้ รวมทั้งการมีเครื่องมือเพื่อช่วยธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น&#8221;</em></p>
<p>นำมาสู่การแนะนำเครื่องมือ  <strong>Climate Transition Canvas </strong>เพื่อช่วยการเปลี่ยนผ่านสำหรับ &#8216;ภาคธุรกิจสีน้ำตาล&#8217; (Brown Sectors) และกลุ่มอุตสาหกรรม​ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง (High-emitting Industries) ซึ่งถือเป็นภาคส่วนที่การลดคาร์บอนทำได้ยากและมีต้นทุนสูงที่สุด โดยเครื่องมือนี้ได้รับการออกแบบให้รวบรวมแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและแผนการจัดหาเงินทุนไว้ในเอกสารเพียงหน้าเดียว ครอบคลุมข้อมูลสำคัญ ได้แก่</p>
<p>&#8211; ระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน</p>
<p>&#8211; โครงการที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p>&#8211; ผู้รับผิดชอบแต่ละโครงการ</p>
<p>&#8211; เงินลงทุนที่ต้องใช้ และแหล่งเงินทุน</p>
<p>&#8211; รวมถึงเงื่อนไขที่อาจทำให้แผนไม่สามารถบรรลุผล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43627 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/CIMB-432.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><em>&#8220;เครื่องมือนี้ จะช่วยให้​องค์กรมองภาพการเปลี่ยนผ่านในทิศทางเดียวกัน ​มีเป้าหมาย และแนวทางขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย ไปจนถึงงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้  เช่น หากต้องการลด GHG ลงตามเป้าที่วางไว้​ จำเป็นต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ต่อการลด GHG  1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) และหากต้องการขับเคลื่อนไปสู่ Net Zero หรือแผนการลดทั้งในระยะสั้น กลาง หรือยาวนั้น จำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านเท่าไหร่ ใส่เงินลงไปในจุดไหนอย่างไรบ้าง ทำให้ทราบต้นทุนที่ต้องใช้ในการดำเนินการทั้งหมด  และสามารถ​จัดสรรเงินทุนให้กับโครงการเปลี่ยนผ่านต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม​&#8221;</em></p>
<p><strong>Climate Transition Canvas </strong>จึงเป็นเครื่องมือสำคัญของทุกบริษัทที่มี​เป้าหมาย Net Zero แล้ว แต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนได้ว่า​ ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ ใช้เวลาดำเนินการนานเพียงใด หรือใครมีหน้าที่หลักขับเคลื่อนส่วนใดบ้าง โดยเฉพาะจุดเด่นสำคัญ คือ การ​ช่วยให้​​คณะกรรมการบริษัทสามารถอ่านแผนการเปลี่ยนผ่านทั้งฉบับได้ภายในเวลา 10 นาที และเข้าใจได้ทันทีว่ากำลังอนุมัติอะไร เช่นเดียวกับแผนกอื่นๆ ในบริษัทก็สามารถเข้าใจและเห็นภาพการขับเคลื่อนความยั่งยืนได้ตรงกันท้ังองคาพยพ จากที่ก่อนหน้าการขับเคลื่อนงานด้านความยั่งยืนมักอยู่ภายใต้การดูแลของทีม Sustainability ขณะที่งบประมาณอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายการเงิน แต่ทั้งสองฝ่ายมักทำงานแยก​กัน และกระทบต่อประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายของ​องค์กร ​</p>
<p>นอกจากนี้ ข้อมูลต่างๆ หรือแผนที่อยู่ใน  Climate Transition Canvas ​​ยังสามารถนำไปให้ External Review พิจารณาเพื่อรับรองการตั้งเป้าและขับเคลื่อนเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก (GHG Reduction) ขององค์กร สำหรับ​นำไปต่อยอดเพื่อการระดมทุนในการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะในกลุ่ม <strong>Transition Finance</strong> ที่จำเป็นต้องมีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและผลกระทบของธุรกิจต่อมิติความยั่งยืนต่างๆ  ดังนั้น <strong>Climate Transition Canvas</strong> จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการขับเคลื่อนแผนการลด GHG รวมทั้งยังช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านได้อีกทางหนึ่งด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43628 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/CIMB-148.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>ล่าสุด<span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;"><b> ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)</b> จัดเวิร์กช็อปแนะนำ &#8216;<em><strong>Climate Transition Canvas&#8217; </strong></em>เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูงของภาคธุรกิจเข้าร่วม</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">เวิร์กช็อปเชิงเทคนิคในหัวข้อ<strong> &#8216;</strong></span><strong><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New', sans-serif;">Advancing the Transition</span></strong><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;"><strong>: กุญแจสู่การเปลี่ยนผ่านธุรกิจไทย&#8217; </strong> ภายใต้งาน </span><strong><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New', sans-serif;">The Cooler Earth Thailand </span></strong><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;"><strong>2026</strong> โดยนำร่องกลุ่ม</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">ผู้บริหารจากเกือบ </span><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">20 </span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">บริษัทใน</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง (</span><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">High</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">&#8211;</span><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">emitting Industries</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">) และกลุ่ม <span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">Brown Sectors </span>เข้าร่วม อาทิ ธุรกิจพลังงาน เชื้อเพลิงฟอสซิล การผลิต และอสังหาริมทรัพย์ </span></p>
<p><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">พร้อมแนะนำโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ </span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">จากหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจ อาทิ ผู้แทนสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (<span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">ThaiBMA</span></span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">) ร่วมแบ่งปันแนวทางการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้เพื่อสนับสนุน</span><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;"> Transition Finance </span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">อีกทั้ง หน่วยงาน </span><strong style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">Second Party Opinion </span></strong><strong style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">(</span></strong><strong style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">SPO</span></strong><strong style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">)</span></strong><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;"> ของ </span><strong style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">TRIS Rating</span></strong><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;"> ร่วมถ่ายทอดหลักเกณฑ์สำคัญในการจัดทำกรอบการเงินเพื่อความยั่งยืน (</span><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">Sustainable Finance Framework</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">) และกรอบการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (</span><span lang="EN-US" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">Transition Finance Framework</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">) ที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับจากนักลงทุน</span><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">เพื่อทดลองและทำความเข้าใจการใช้งานแพลตฟอร์มภายในงาน </span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/cimb-thai-launch-climate-transition-canvas/">CIMB เปิดตัว &#8216;Climate Transition Canvas&#8217; ช่วย​องค์กร​ Less Brown พร้อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนขับเคลื่อนแผนเปลี่ยนผ่าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตลาด ESG Bond ประเทศไทย โตทะลุ 1 ล้านล้านบาท  พร้อมเติม Transition Bond เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ดึงกลุ่มธุรกิจคาร์บอนสูง เร่งขยับเปลี่ยนผ่าน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/thailand-bond-market-for-low-carbon-transition/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Aug 2026 13:27:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Bond Market]]></category>
		<category><![CDATA[CIMB THAI]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Bond]]></category>
		<category><![CDATA[Green Bond]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Mobilising Thailand’s Bond Market for the Low-Carbon Transition]]></category>
		<category><![CDATA[SLB]]></category>
		<category><![CDATA[Social Nond]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability-Linked Bond]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance]]></category>
		<category><![CDATA[ThaiBMA]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Amber Bond]]></category>
		<category><![CDATA[The Cooler Earth Thailand 2026: Advancing the Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Transition Bond]]></category>
		<category><![CDATA[Transition Finance]]></category>
		<category><![CDATA[ตราสารหนี้]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดตราสารหนี้]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[อริยา ติรณะประกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43547</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังการขยับเป้าหมายบรรลุ ​Net Zero 2050 ของประเทศไทย ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเพิ่มอัตราเร่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจอย่างต่อเนื่อง​ การเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อเป็นตัวช่วยในกระบวนการเปลี่ยนผ่านมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น นำมาสู่การเพิ่มรูปแบบการออกตราสารหนี้ในกลุ่ม Transition Finance จำนวน 2 กลุ่ม เพื่อเปิดกว้างให้โครงการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจต่างๆ สามารถขับเคลื่อนเพื่อบรรลุเป้าหมายได้ตามแผนที่วางไว้ และช่วยผลักดันเป้าหมายประเทศตามแผน ​NDC 3.0 คุณอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ร่วมบรรยายพิเศษหัวข้อ &#8216;Mobilising Thailand’s Bond Market for the Low-Carbon Transition&#8217; ภายในงาน The Cooler Earth Thailand 2026: Advancing the Transition ​โดย CIMB Thai โดยมองโอกาสภาคธุรกิจในการระดมทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำและขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความยั่งยืน ผ่านกลไกจากตลาดตราสารหนี้  ESG Bond ได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะหลังจากไตรมาส 3 ของปีนี้ หลังจากทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/thailand-bond-market-for-low-carbon-transition/">ตลาด ESG Bond ประเทศไทย โตทะลุ 1 ล้านล้านบาท  พร้อมเติม Transition Bond เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ดึงกลุ่มธุรกิจคาร์บอนสูง เร่งขยับเปลี่ยนผ่าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span data-offset-key="3hkfj-0-0">หลังการขยับเป้าหมายบรรลุ </span><span class="_5zk7" spellcheck="false" data-offset-key="3hkfj-1-0"><span data-offset-key="3hkfj-1-0">​Net Zero 2050</span></span><span data-offset-key="3hkfj-2-0"> ของประเทศไทย ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเพิ่มอัตราเร่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจอย่างต่อเนื่อง​ การเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อเป็นตัวช่วยในกระบวนการเปลี่ยนผ่านมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น</span></p>
<p><span id="more-43547"></span></p>
<p>นำมาสู่การเพิ่มรูปแบบการออกตราสารหนี้ในกลุ่ม<strong> Transition Finance</strong> จำนวน 2 กลุ่ม เพื่อเปิดกว้างให้โครงการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจต่างๆ สามารถขับเคลื่อนเพื่อบรรลุเป้าหมายได้ตามแผนที่วางไว้ และช่วยผลักดันเป้าหมายประเทศตามแผน ​NDC 3.0</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43548 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/ThaiBMA2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>คุณอริยา ติรณะประกิจ</strong> กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ร่วมบรรยายพิเศษหัวข้อ <strong>&#8216;Mobilising Thailand’s Bond Market for the Low-Carbon Transition&#8217;</strong> ภายในงาน <strong>The Cooler Earth Thailand 2026: Advancing the Transition ​โดย CIMB Thai </strong>โดยมองโอกาสภาคธุรกิจในการระดมทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำและขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความยั่งยืน ผ่านกลไกจากตลาดตราสารหนี้  ESG Bond ได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะหลังจากไตรมาส 3 ของปีนี้ หลังจากทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. (SEC) ได้อนุมัติหลักเกณฑ์ในการออกตราสารหนี้ในกลุ่ม Transition Finance เพิ่มเติมมาอีก 2 ประเภท ได้แก่ <strong class="rQesXe MPyX" data-sfc-cp="" data-sfc-root="ep" data-complete="true" data-copy-service-computed-style="font-family: Arial, sans-serif; font-size: 16px; font-weight: 700; margin: 0px; text-decoration: none; border-bottom: 0px rgb(10, 10, 10);">Thailand Amber Bond </strong>และ <strong>Transition Bond</strong> เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจได้ตามเป้าหมายทที่วางไว้ รวมทั้งสอดคล้องกับแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ของประเทศ (NDC 3.0) ในการลด GHG Emission ลงอีก 47% จากฐานในปี 2019</p>
<p><em>&#8220;การอนุมัติหลักเกณฑ์ให้มีตราสารหนี้ในกลุ่ม Transition Finance  เข้ามาเติมในพอร์ต ESG Bond จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดกว้างสำหรับกลุ่มที่มีการปล่อย GHG สูงและทำให้ลดลงได้ยาก (hard-to -abate Sectors) แต่มีเป้าหมายและมีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนตาม Action Plan เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ และ​สามารถเข้าถึง <strong>Transition Bond</strong> ได้ ขณะที่ในกลุ่ม <strong>Thailand Amber Bond</strong> จะพิจารณาให้กลุ่มธุรกิจที่ถูกจัดกลุ่มเป็นสีเหลือง ตามเกณฑ์วัดของ Thailand Taxonomy ในทั้ง 2 เฟส จากอุตสาหกรรมพลังงาน ขนส่ง การเกษตร อสังหาริทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมและการผลิต รวมทั้งการจัดการของเสีย ซึ่งประเมินค่า Emission จากทั้ง 6 อุตสาหกรรมเหล่านี้ รวมกันได้ราว 95% ของปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยในประเทศไทยทั้งหมด&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43549 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/ThaiBMA1.jpg" alt="" width="1200" height="678" /></p>
<p>ทั้งนี้ ADB  ประเมินว่า การขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยตามเแผน NDC 3.0 คาดว่าต้องใช้เงินทุนไม่ต่ำกว่าปีละ 5-7 แสนล้านบาท  ตามการประเมินของ ADBโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักไม่ว่าจะเป็นภาคพลังงาน ขนส่ง หรือภาคอุตสาหกรรม ที่ยังคงมีช่องว่างของปริมาณเงินทุนที่มีอยู่และความต้องการเพื่อเปลี่ยนผ่านที่ต่างกันเป็นเท่าตัว จึงจำเป็นต้องมีกลไกทางการเงินเพื่อเพิ่มความสามารถในการระดมทุน​ของภาคธุรกิจต่างๆ ได้มากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43557 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Outstanding-.jpg" alt="" width="1200" height="678" /></p>
<p>โดยเฉพาะการออกตราสารหนี้ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยในการเข้าถึงแหล่งทุนของภาคธุรกิจ และมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีมูลค่าคงค้าง (Outstanding) ในกลุ่ม​ ESG Bondที่กว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่ง​เติบโตเฉลี่ย 55% ต่อปี หรือมี​มูลค่า​เพิ่มขึ้นต่อปีกว่า 1.74 แสนล้านบาท  และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่จะมี Green Bond เป็นหลัก แต่ปัจจุบันขยายมาสู่ทั้ง Social Bond , Sustainability Bond​ และ Sustainability-Linked Bond (SLB) ซึ่งปัจจุบัน SLB ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น และมีมูลค่าการระดมทุนเพิ่มขึ้นได้ราว 1 ใน 3 ของตลาดแล้ว ขณะที่มูลค่าการระดมทุนส่วนใหญ่จะเป็นการขับเคลื่อนโครงการจากทางภาครัฐ แต่เริ่มเห็นการเข้ามาในตลาดของภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีเกือบ 40 ราย มูลค่าคงค้างกว่า 2.8 แสนล้านบาท และเชื่อว่าจากการเพิ่มกลไกใหม่ๆ จากกลุ่ม Transition จะทำให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามาระดมทุนได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43556 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/ESG-Gov-Corp.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43551 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/ThaiMBA4.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีความท้าทายสำคัญของภาคเอกชนในการเข้าถึงกลไก ESG Bond เพื่อสามารถระดมทุนในการเปลี่ยนผ่าน ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. ขาดองค์ความรู้ </strong>ในการขับเคลื่อนแผนการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะความยากที่เกิดขึ้นภายในซัพพลายเชน ซึ่งมักเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อสามารถอยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจ</p>
<p><strong>2. ขาดการเข้าถึงแหล่งทุน</strong> เพราะในการเปลี่ยนผ่านจำเป็นต้องมีการลงทุน อาทิ การปรับปรุงโรงงาน การเปลี่ยนเครื่องจักร หรือการเปลี่ยนเครื่องยนต์หรือเชื้อเพลิงที่เป็นคาร์บอนต่ำ</p>
<p><strong>3. ขาดแคลนเครื่องมือ​สนับสนุน เ</strong>นื่องจากการเปลี่ยนผ่านจำเป็นต้องมีการชี้วัด ประเมิน หรือคำนวณตามหลักทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งการรรับรองตามมาตรฐานสากล</p>
<p><strong>4. ขาดกฎหมายช่วยผลักดันให้เกิดการบังคับใช้</strong> เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้จริงและเป็นรูปธรรม  ซึ่งในอนาคตประเทศไทยจะเริ่มมี พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาบังคับใช้ ทำให้แนวโน้มมีการเปลี่ยนผ่านได้อย่างชัดเจนเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><em>&#8220;ThaiBMA เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุน ท้ังการให้ทุนสนับสนุนเพื่อขอ ESG Bond ของภาคธุรกิจได้ถึงกลุ่มละ 2 ล้านบาท ​ทั้งจากกลุ่มเดิมอย่าง GSSB, SLB และกลุ่ม Transition ที่จะเริ่มในช่วงไตรมาส3 ปีนี้ ผ่านการสนับสนุนทุนเพื่อใช้ประเมินเครดิตเรตติ้งให้กับกองทุน และการใช้ผู้รับรองโครงการ (External Review) เพื่อสามารถเข้าระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้ได้ ซึ่ง ThaiBMA ได้รับสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน CMDF เพื่อ​จัดสรรการให้ทุนถึง 100 ล้าบาท และยังเหลืองบอีกกว่าครึ่ง ซึ่งภาคธุรกิจสามารถยื่นเรื่องเพื่อขอทุนได้ถึงกลางปี 2027 นี้ ขณะเดียวกันยังมีการสนับสนุนจากทาง ก.ล.ต. ในการยกเว้นค่ายื่นเรื่องและค่าธรมเนียมในการออกตราสารให้จนถึงช่วงกลางปี 2028 เช่นกัน&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43550 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/ThaiBMA3.jpg" alt="" width="1200" height="678" /></p>
<p>ทั้งนี้ เห็นได้ว่า การระดมทุนผ่าน ESG Bond ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และความสนใจในการนำโครงการต่างๆ เข้ามาระดมทุนของภาคธุรกิจจะมีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้น ตามการขยายกลุ่มและกลไกการออกตราสารที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำไม่เพียงการปรับตัวเพื่อรับกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ที่จะเข้ามาบังคับใช้ในอนาคตเท่านั้น แต่ยังเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเงินทุนรูปแบบใหม่ๆ ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจในอนาคตได้เพิ่มมากขึ้นด้วย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/thailand-bond-market-for-low-carbon-transition/">ตลาด ESG Bond ประเทศไทย โตทะลุ 1 ล้านล้านบาท  พร้อมเติม Transition Bond เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ดึงกลุ่มธุรกิจคาร์บอนสูง เร่งขยับเปลี่ยนผ่าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คาด Super El Nino 2026 กระทบผลผลิตเกษตรเสียหายกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท ข้าวเสียหายมากสุด​ 4.3 หมื่นล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/krungthai-compass-super-elnino-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Jul 2026 04:55:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[El Nino]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[Super El Niño]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[การเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตสภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้าเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่อุปทาน]]></category>
		<category><![CDATA[เอลนีโญ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43135</guid>

					<description><![CDATA[<p>Krungthai COMPASS เผยรายงาน &#8216;ภาคเกษตรไทยกับความเสี่ยงภัยแล้งจาก Super El Nino 2026&#8216; คาดซูเปอร์เอลนีโญ กระทบภาคเกษตรช่วงครึ่งหลังปี 2026 ต่อเนื่องถึงครึ่งปีแรก 2027  พร้อมผลผลิตเกษตรเสียหายราว 6.2 หมื่นล้านบาท ข้าวเสียหายมากสุด​ 4.3 หมื่นล้านบาท ส่วนอ้อย และมันสำปะหลัง คาด​เสียหาย 1.1 และ 0.8 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ ผลผลิตที่ลดลง ส่งผลให้รายได้เกษตรกรในปี 2569 มีแนวโน้มลดลง ​8% จากปีก่อนหน้า ธุรกิจโรงสีข้าว​​เผชิญต้นทุนสูง​จากปริมาณข้าวเปลือกที่ลดลง กระทบ​กำไรจากการดำเนินงาน (OPM) ลดลง 0.3 &#8211; 0.7% ไปอยู่ที่ราว 1.0-2.6%  พร้อมแนะนำเกษตรกรใช้น้ำในการเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ​ และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน ส่วนผู้ประกอบการเกษตรแปรรูปควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการวัตถุดิบ รายะละเอียดเพิ่มเติมจากรายงาน &#8216;ภาคเกษตรไทยกับความเสี่ยงภัยแล้งจาก Super El Nino 2026&#8242; ระบุว่า ​ภาคเกษตรไทยนับเป็นภาคส่วนสำคัญ​ที่จะได้รับผลกระทบสูงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ช่วงปี  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/krungthai-compass-super-elnino-2026/">คาด Super El Nino 2026 กระทบผลผลิตเกษตรเสียหายกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท ข้าวเสียหายมากสุด​ 4.3 หมื่นล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Krungthai COMPASS</strong> เผยรายงาน &#8216;<strong>ภาคเกษตรไทยกับความเสี่ยงภัยแล้งจาก Super El Nino 2026</strong>&#8216; คาดซูเปอร์เอลนีโญ กระทบภาคเกษตรช่วงครึ่งหลังปี 2026 ต่อเนื่องถึงครึ่งปีแรก 2027  พร้อมผลผลิตเกษตรเสียหายราว 6.2 หมื่นล้านบาท ข้าวเสียหายมากสุด​ 4.3 หมื่นล้านบาท ส่วนอ้อย และมันสำปะหลัง คาด​เสียหาย 1.1 และ 0.8 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ</p>
<p><span id="more-43135"></span></p>
<p>ทั้งนี้ ผลผลิตที่ลดลง ส่งผลให้รายได้เกษตรกรในปี 2569 มีแนวโน้มลดลง ​8% จากปีก่อนหน้า ธุรกิจโรงสีข้าว​​เผชิญต้นทุนสูง​จากปริมาณข้าวเปลือกที่ลดลง กระทบ​กำไรจากการดำเนินงาน (OPM) ลดลง 0.3 &#8211; 0.7% ไปอยู่ที่ราว 1.0-2.6%  พร้อมแนะนำเกษตรกรใช้น้ำในการเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ​ และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน ส่วนผู้ประกอบการเกษตรแปรรูปควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการวัตถุดิบ</p>
<p>รายะละเอียดเพิ่มเติมจากรายงาน &#8216;<strong>ภาคเกษตรไทยกับความเสี่ยงภัยแล้งจาก Super El Nino 2026&#8242; </strong>ระบุว่า ​ภาคเกษตรไทยนับเป็นภาคส่วนสำคัญ​ที่จะได้รับผลกระทบสูงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ช่วงปี  2026-2027 เนื่องจากต้องพึ่งพาทรัพยากรน้ำสูงถึง 3 ใน 4 ของการใช้น้ำทั้งหมดของประเทศ และมีความเปราะบางต่อภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งมากกว่า​เศรษฐกิจในภาคส่วนอื่น</p>
<p>รวมทั้งยังมีข้อจำกัดด้านการปรับตัว เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำและลงทุนในระบบป้องกันความเสี่ยงค่อนข้างจำกัด ประกอบกับพื้นที่เพาะปลูกของไทยกว่า 80% ​อยู่นอกเขตชลประทาน ทำให้ต้องพึ่งพาปริมาณน้ำฝนเป็นหลัก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43423 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Select2.jpg" alt="" width="1300" height="1056" /></p>
<p>Krungthai COMPASS ระบุว่า <strong>เอลนีโญรอบนี้อาจกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยผ่าน 2 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ </strong></p>
<p><strong>1. รายได้ภาคเกษตรที่ลดลง : </strong>สภาพอากาศที่แห้งแล้งทำให้ปริมาณฝนและปริมาณน้ำใช้​อยู่ในระดับต่ำ กระทบการเพาะปลูก และผลผลิตให้หดตัวลง รวมทั้งการลดใช้ปุ๋ยเพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จากผลพวงของสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ปริมาณผลผลิตยิ่งปรับลดลงมากขึ้น สร้างแรงกดดันต่อกำลังซื้อและการบริโภคของครัวเรือนเกษตร</p>
<p><strong>2. ต้นทุนวัตถุดิบสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น : </strong>กระทบอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ซึ่งอาจผลักดันเงินเฟ้อหมวดอาหารและลดกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม ทั้งสองช่องทางจะกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะถัดไป</p>
<p><b> </b><strong>เอลนีโญรอบนี้จะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยราว 6.2 หมื่นล้านบาท หรือ  0.31% ของ </strong><strong>GDP</strong> <strong>(</strong><strong>กรณี </strong><strong>Base Case) </strong>ที่คาดว่าจะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ครึ่งหลังของปีนี้ถึงกลางปีหน้า สอดคล้องกับการประเมินของ Columbia Climate School<sup> </sup>และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ส่งผลให้ผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญลดลง โดยข้าว​กระทบมากที่สุด คาดว่าผลผลิตจะหายไปราว 5.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 43,046 ล้านบาท รองลงมาคืออ้อย 12.0 ล้านตัน มูลค่า 10,711 ล้านบาท และมันสำปะหลัง 3.1 ล้านตัน มูลค่า 8,098 ล้านบาท</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43425 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Selected3.jpg" alt="" width="900" height="682" /></p>
<p><strong>ผลผลิตที่ลดลงกระทบรายได้เกษตรกรแค่ไหน</strong><strong>?</strong></p>
<p><strong>ขณะที่รายได้เกษตรกรช่วง 1-2  ปีนี้ มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อนหน้า </strong>โดยคาดดัชนีรายได้เกษตรกรในปีนี้จะลดลงราว 8%​ จากผลผลิตที่ลดลงมากกว่าราคาที่ปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะข้าวที่ผลผลิตคาดว่าจะลดลงราว 18% ส่วนในปี 2027 คาดลดลงต่อเนื่อง 2%  จากแรงกดดันทั้งด้านผลผลิตและราคาพร้อมกัน โดยเฉพาะผลผลิตอ้อยที่ลดลงราว ​5% จากผลของเอลนีโญ</p>
<p><strong>นอกจากส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตข้าวแล้ว เอลนีโญยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรไทยที่พึ่งพาวัตถุดิบทางการเกษตร โดยเฉพาะธุรกิจโรงสีข้าว </strong>ซึ่งมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนมากขึ้น จากภาวะผลผลิตข้าวตึงตัวและปริมาณวัตถุดิบที่ลดลง</p>
<p>ขณะที่ความสามารถในการปรับขึ้นราคาขายยังมีข้อจำกัดจากการแข่งขันในตลาดส่งออกและตลาดโลก ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการลดลง โดยคาดว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) ของโรงสีขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก จะลดลงจากปีก่อน -0.7% -0.6% และ -0.3% ตามลำดับ ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมข้าวไทยในระยะต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43424 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Selected2.jpg" alt="" width="1322" height="664" /></p>
<p><strong>Krungthai COMPASS</strong><strong> แนะนำทุกภาคส่วนต้องเร่งยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนมากขึ้น </strong>โดยภาคธุรกิจเกษตรแปรรูปควรสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบผ่าน Contract Farming หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และประยุกต์ใช้ Climate Tech เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารจัดการผลผลิต</p>
<p>ขณะที่เกษตรกรควรปรับรูปแบบการเพาะปลูกให้ใช้น้ำน้อยลง เช่น การทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงเลือกพันธุ์พืชทนแล้งและติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด ด้านภาครัฐควรเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทาน สนับสนุนการวิจัยพันธุ์พืชทนสภาพอากาศสุดขั้ว และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและฐานข้อมูล Climate Risk เพื่อเสริมความยืดหยุ่นของภาคเกษตรไทยในระยะยาว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/krungthai-compass-super-elnino-2026/">คาด Super El Nino 2026 กระทบผลผลิตเกษตรเสียหายกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท ข้าวเสียหายมากสุด​ 4.3 หมื่นล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยเตรียมดัน 4 เสาหลัก ​ร่วมเซ็ตนโยบาย​​​การเงินโลก พร้อมเสนอกรอบ ​Bangkok Blueprint รับมือ Digital Crime ผ่านเวที IMF -Word Bank AM 2026</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/imf-world-bank-annual-meeting-readiness/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 19 Jul 2026 11:21:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[AM2026 Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Blueprint]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Financial]]></category>
		<category><![CDATA[IMF]]></category>
		<category><![CDATA[IMF - World Bank]]></category>
		<category><![CDATA[IMF - World Bank Group AM 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand’s New Horizons]]></category>
		<category><![CDATA[The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group]]></category>
		<category><![CDATA[World Bank]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการคลัง]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนการเงินระหว่างประเทศ​]]></category>
		<category><![CDATA[การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินการคลัง]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารแห่งประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43107</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเทศไทย โดยกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศความ​​พร้อมเป็นเจ้าภาพ การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569​ (The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group) ซึ่งเตรียมจัดขึ้นในวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร   สำหรับงานประชุม IMF-World Bank Group ประจำปี 2026 นี้ นับ​เป็นเวทีสำคัญด้านเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญของโลก เปรียบได้กับ &#8216;โอลิมปิกทางการเงิน&#8217; เป็นจุดหมายปลายทางของนักเศรษฐศาสตร์ การเงินการคลัง ผู้นำประเทศ รวมทั้งตัวแทนทั้งจากภาครัฐ เอกชนในสาขาต่างๆ ​รวมทั้งสื่อมวลชนจากทั่วโลกกว่า 1.5 &#8211; 2 หมื่นคน จาก 191 ประเทศทั่วโลก เป็นโอกาสของประเทศไทยในการแสดงศักยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ การเตรียมความพร้อมในการรองรับงานประชุมระดับโลก รวมทั้งโอกาสต่อธุรกิจเกี่ยวเนื่องทั้งที่พัก และผู้ประกอบการคนไทยในช่วงระยะเวลาการจัดงาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/imf-world-bank-annual-meeting-readiness/">ไทยเตรียมดัน 4 เสาหลัก ​ร่วมเซ็ตนโยบาย​​​การเงินโลก พร้อมเสนอกรอบ ​Bangkok Blueprint รับมือ Digital Crime ผ่านเวที IMF -Word Bank AM 2026</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ประเทศไทย โดยกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศความ​​พร้อมเป็นเจ้าภาพ <strong>การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569​ (</strong><strong>The </strong><strong>2026 </strong><strong>Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group) ซึ่งเตรียมจัดขึ้นในวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร  </strong></p>
<p><span id="more-43107"></span></p>
<p>สำหรับงานประชุม <strong>IMF-World Bank Group ป</strong>ระจำปี 2026 นี้ นับ​เป็นเวทีสำคัญด้านเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญของโลก เปรียบได้กับ <strong>&#8216;โอลิมปิกทางการเงิน&#8217;</strong> เป็นจุดหมายปลายทางของนักเศรษฐศาสตร์ การเงินการคลัง ผู้นำประเทศ รวมทั้งตัวแทนทั้งจากภาครัฐ เอกชนในสาขาต่างๆ ​รวมทั้งสื่อมวลชนจากทั่วโลกกว่า 1.5 &#8211; 2 หมื่นคน จาก 191 ประเทศทั่วโลก</p>
<p>เป็นโอกาสของประเทศไทยในการแสดงศักยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ การเตรียมความพร้อมในการรองรับงานประชุมระดับโลก รวมทั้งโอกาสต่อธุรกิจเกี่ยวเนื่องทั้งที่พัก และผู้ประกอบการคนไทยในช่วงระยะเวลาการจัดงาน</p>
<p><strong>เตรียมเสนอ 4 เสาหลัก ร่วมเซ็ตวาระการเงินโลก  </strong></p>
<p><strong>ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ </strong>รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ​​ประเทศไทยเป็น1 ใน 3 ประเทศ ที่มีโอกาสเป็นเจ้าภาพการจัดงานประชุมประจำปี IMF และ World Bank ถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจัดไปเมื่อปี 1991  ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และโอกาสครั้งใหม่ในปีนี้ ในการโชว์ศักยภาพประเทศไทยต่อสายตาชาวโลก รวมทั้งการเป็นหนึ่งส่วนสำคัญที่เข้าไปเชื่อมโยงและมีบทบาทในการผลักดันวาระการเงินการคลังของโลก เพื่อร่วมเซ็ต<strong> Global Agenda</strong> ตามแนวคิด <strong>&#8216;ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง&#8217; หรือ </strong>&#8216;<strong>Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience</strong><strong>&#8216; </strong>เพื่อร่วมกำหนดวาระใหม่ของโลกที่สามารถช่วยสร้างโอกาส สร้างพลัง (Empowering) ให้ผู้คน รวมทั้งสามารถปรับตัว และมีความยืดหยุ่น ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ความขัดแย้งและกระทบต่อความมั่นคงของทั้งโลก โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาต่อยอดสู่แนวทางเศรษฐกิจโลกที่สมดุล ยั่งยืน มีภูมิคุ้มกัน และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43190 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Mof2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;งานประชุมครั้งนี้ <strong>ประเทศไทยเตรียมนำเสนอ​ 4 เสาหลัก ซึ่งเป็นโชว์เคสสำคัญของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่โลกการเงิน และสอดคล้องกับการปรับตัวให้ตอบโจทย์ความท้าทายของโลกในยุคปัจจุบัน</strong> ผ่านแนวทางและโมเดลขับเคลื่อนของไทยและกลุ่มประเทศในอาเซียน เพื่อ​เข้าสู่ขอบฟ้าทางการเงินในรูปแบบใหม่ ​ ท่ามกลางบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และผันผวน </em><em>เพื่อสร้างความร่วมมือและความมั่นคงผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ร่วมกัน&#8221;</em></p>
<p>สำหรับ  4 เสาหลัก ที่กระทรวงการคลังเตรียมนำเสนอ ผ่านเวทีการประชุม IMF- World Bank Group ในปีนี้  เพื่อร่วมขับเคลื่อนเชิงนโยบายบนเวทีโลก พร้อมเชื่อมโยงวิสัยทัศน์และนโยบายการคลังที่สอดรับความท้าทายในปัจจุบัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ  ผ่านประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญและทุกประเทศกำลังขบคิดหาทางออก ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1.  </strong><strong>การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น </strong>(Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth) ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่าน และสามารถเป็นต้นแบบด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (Digital Public Infrastructure: DPI) อาทิ ระบบพร้อมเพย์ และ Cross-Border QR และการนำข้อมูลและเทคโนโลยี AI มาใช้ในการส่งผ่านมาตรการและบริการภาครัฐและสาธารณสุข เพื่อวางกรอบนโยบายที่แม่นยำและตรงเป้าหมาย รวมทั้งการขยายขอบเขตการให้บริการจากภายในประเทศไปสู่การใช้งานระหว่างประเทศได้​ในหลายประเทศแล้วเช่นกัน</p>
<p><strong>2. การขยายบทบาทของประเทศขนาดกลางในโลกที่มีความแตกแยกสูง เพื่อให้ไทยสามารถเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ</strong> (Building Resilience in a Fragmented World) นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในการเป็น Trusted Hubs​ ทางการค้า การเงิน และการลงทุนของเอเชีย พร้อมส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและความร่วมมือรูปแบบใหม่ สะท้อนบทบาทและ​ความสำคัญที่เพิ่มมากขึ้นของประเทศขนาดกลาง โดยเฉพาะประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนในฐานะ<strong> Connected Economy</strong> จากการเป็นภูมิภาคที่มีเงินลงทุนไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยเชื่อมโยงให้ประเทศมหาอำนาจที่แบ่งขั้วอยู่ สามารถตกลงหรือประสานกันได้ใหม่ จากการเป็นส่วนหนึ่งใน Supply Chain ร่วมกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43191 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/MOF3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>3. </strong><strong>การสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ </strong>(Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation) การเปลี่ยนผ่านในอุตสาหกรรมการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะการเข้าไปช่วยสนับสนุนการลงทุนเพื่อการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญของทั้ง IMF และ World Bank ที่มีงบประมาณในกลุ่ม Climate Finance ให้ประเทศต่างๆ ใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะ​การลดพลังงานจากฟอสซิล สู่การใช้พลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้น ​จากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระทบต่อวิกฤตพลังงา​น รวมทั้งราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก​</p>
<p><strong>4. </strong><strong>การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน </strong>(Demographic Change and the Longevity Economy) เปลี่ยนความท้าทายจากปัญหาสังคมสูงวัย ให้เป็นโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเตรียมพร้อมทางการเงิน โดยเฉพาะการส่งเสริมอุตสาหกรรมในกลุ่ม Wellness และประเทศไทยสามารถต่อยอดได้ในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น อาหารไทย สมุนไพรไทย หรือการออกกำลังกายด้วยมวยไทย เพื่อขับเคลื่อนเทรนด์ Longevity ที่ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญในการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพที่ดีขึ้น เป็นต้น</p>
<p><em>&#8220;สำหรับการเตรียมความพร้อมการประชุมครั้งนี้ ​ ได้ยกระดับการดำเนินงาน​สำคัญใน 3 ด้าน ทั้งการนำเสนอเนื้อหาสาระเพื่อจัดแสดงให้ทั่วโลกได้เห็นภายในงาน ด้านการดูแลพิธีการและการอำนวยการ รวมทั้งด้านการดูแลรักษาความปลอดภัย โดยได้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดูแลแต่ละด้านโดยเฉพาะ พร้อมไฮไลท์สำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้าน &#8216;ศาสตร์พระราชา&#8217; หรือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นพื้นฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทยให้เป็นที่ปรากฏแก่โลก ผ่านการจัดแสดงไว้ใน Thailand Pavillion พร้อมคัดสรรงานพัฒนาที่สะท้อนอัตลักษณ์และ  Soft Power ของประเทศไทยอย่างผ้าทอ และผ้าพื้นเมืองจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน และสินค้า GI เช่น ข้าวหอมมะลิ เพื่อตอกย้ำภูมิปัญญาของประเทศไทย ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้ร่วมงานจากทั่วโลกด้วย&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43192 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Z81_0583.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ชู Bangkok Blueprint วางกรอบดูแล Digital Crime ทั่วโลก </strong></p>
<p><strong>คุณวิทัย รัตนากร </strong>ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเพิ่มเติม​ถึง​การเข้าไปมีส่วนขับเคลื่อนระบบการเงินโลก โดย ธปท. เตรียมผลักดันแนวคิดการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe &amp; Inclusive Digital Finance: SIDF) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือต่อการพัฒนาของโลกการเงินในยุคใหม่ ในฐานะเป็นหนึ่งประเทศต้นแบบการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการเงินดิจิทัล ทั้งจากการมีบัญชี Mobile Banking Account รวมกว่า 187 ล้านบัญชี และมีการใช้จ่ายผ่านพร้อมเพย์อย่างแพร่หลาย มียอดธุรกรรมรวมกว่า 2.7 หมื่นล้านรายการต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 56 ล้านล้านบาท รวมทั้งการทำธุรกรรมผ่านระบบ QR Payment ที่กว่า 6 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าในระดับสูงมาก รวมทั้งการขยายระบบการใช้งานข้ามพรมแดน (Cross-border QR) ไปได้ในกว่า 10 ประเทศ</p>
<p><em>&#8220;การเติบโตของระบบการเงินดิจิทัลเพื่อตอบโจทย์ทั้งความสะดวก และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงให้ผู้ใช้งานทุกกลุ่ม (Inclusive) แต่จำเป็นต้องดูแลควบคู่ไปกับการสร้างความปลอดภัยในการใช้งานตามแนวทาง SIDF ผ่าน 3 แนวทางในการควบคุมดูแล ประกอบด้วย 1. การจัดการภัยทุจริตทางดิจิทัล (Fraud, scams, and digital crimes) ที่กระทบความเชื่อมั่นในระบบการเงินโดยตรง  2. ลดความเสี่ยงของภัยไซเบอร์ (Cyber resilience) เพื่อให้ระบบการเงินรองรับความเสี่ยงจากเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันระบบการเงินยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานและผู้ให้บริการที่มีความกระจุกตัวสูง และ 3.สร้างระบบนิเวศทางการเงิน (Enabling ecosystem) ที่เข้าถึงง่าย และเป็นธรรม เพื่อป้องกันการถูกกีดกันการเข้าถึงบริการทางการเงินและความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในยุคที่การเข้าถึง AI และ digital footprint อาจสร้างความเหลื่อมล้ำในรูปแบบใหม่ หากขาดการออกแบบนโยบายที่รอบคอบ&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43194 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BOT.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้  ธปท. ยังได้​มีส่วนร่วมในการเสนอ​กรอบนโยบาย<strong> ‘Bangkok Blueprint’</strong> ซึ่งเป็นผลลัพธ์ระดับโลกที่จะเกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทย กับ <strong>The </strong><strong>International Monetary Fund</strong> และ <strong>The World Bank Group</strong> ​เพื่อใช้เป็น ​‘เข็มทิศนโยบาย’ สำหรับประเทศต่างๆ นำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาให้เหมาะกับบริบทของตนเอง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินยุคดิจิทัล ​ซึ่งเนื้อหาจะกำหนด 12 มาตรการที่ครอบคลุมการกำกับดูแล ตั้งแต่การวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็ง การป้องกันและตรวจจับภัยทุจริต การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และระหว่างประเทศ ตลอดจนการยกระดับความรู้และภูมิคุ้มกันของประชาชน</p>
<p><em>“Bangkok Blueprint นี้ ถูกวางให้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ (key deliverables) ของการประชุมครั้งนี้ และจะใช้เป็น Reference หรือแนวทางในการดูแลและจัดการกรณีที่เชื่อมโยงปัญหา  Digital Crime สำหรับทุกประเทศทั่วโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อรับมือและจัดการให้เกิดความปลอดภัยทางไซเบอร์  ซึ่งนอกจากหลักการ หรือแนวทางการจัดการทั้ง 12 มาตรการแล้ว ยังนำเสนอ 4 กรณีศึกษา แนวทางจัดการจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย ท้ังจากประเทศไทย มาเลเซีย ฮ่องกง และสิงคโปร์ เพื่อเป็นการแชร์ Best Practiceในการจัดการปัญหาการทุจริตทางดิจิทัลของแต่ละประเทศ ซึ่งการขับเคลื่อนต่างๆ เหล่านี้ เป็นส่วนสำคัญในการเ</em><em>ชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับธีมของโลก เนื่องจากภัยการเงินดิจิทัลจะเป็นความท้าทายที่ทั่วโลกจะต้องพบเจอ สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีแนวคิดที่เป็นสากล และเป็นผู้นำทางความคิดในการจุดประกายให้กลายเป็นแนวปฏิบัติที่ลงมือทำได้จริง เพื่อลดปัญหาและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม”</em> <strong>คุณวิทัย </strong>กล่าวสรุป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43193 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BOT-MOF1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.</strong> <strong>เอกนิติ </strong>กล่าวทิ้งท้ายว่า  การเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้าย คณะผู้จัดงานได้เร่งผลักดันโอกาสครั้งสำคัญนี้ เป็น &#8216;วาระแห่งชาติ&#8217; ผ่านการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับคนไทยทุกภาคส่วน ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ ไปจนถึงประชาชน ผ่านแคมเปญ &#8216;Road to Thailand&#8217; เพื่อเน้นย้ำว่าการประชุมในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้กำหนดนโยบายและนักวิชาการเพียงเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและใกล้ตัวทุกคน สะท้อนผ่านการผนึกกำลังและเปิดพื้นที่ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อย ได้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งในช่วงการจัดเตรียมงานและระหว่างการจัดประชุม จึงยืนยันว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทยทุกคน ซึ่งในระยะสั้นการเดินทางเข้ามาของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงทั่วโลก จะช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและบริการในทันที</p>
<p><em>&#8220;ขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมเต็ม 100% ตามแผนจัดเตรียมงาน ซึ่งในเดือนกรกฎาคมนี้ คณะผู้แทนจาก <strong>The International Monetary Fund</strong> และ The World Bank Group ได้เดินทางมาร่วมตรวจประเมินความพร้อมขั้นสุดท้ายอย่างใกล้ชิด หรือที่เรียกว่า July Mission คณะผู้จัดงานจึงวางระบบควบคุมงานและระบบเชื่อมโยงการทำงานอย่างไร้รอยต่อ ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดความพร้อมสูงสุดในทุกมิติ” <b> </b></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43195 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Z82_1616.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดของการประชุม The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group และชุดกิจกรรม Road to Thailand เพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ <a href="https://www.am2026thailand.go.th" target="_blank" rel="noopener">https://www.am2026thailand.go.th</a> หรือ Facebook: AM2026 Thailand <a href="https://www.facebook.com/AM2026THAILAND" target="_blank" rel="noopener">https://www.facebook.com/AM2026THAILAND</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/imf-world-bank-annual-meeting-readiness/">ไทยเตรียมดัน 4 เสาหลัก ​ร่วมเซ็ตนโยบาย​​​การเงินโลก พร้อมเสนอกรอบ ​Bangkok Blueprint รับมือ Digital Crime ผ่านเวที IMF -Word Bank AM 2026</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ttb ขยายผล​​ &#8216;โค้ช​ปลดหนี้&#8217; ช่วยมนุษย์เงินเดือนแก้หนี้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ​นำร่องให้สินเชื่อตามเกณฑ์ Risk-based Pricing หนุนรักษาวินัยทางการเงิน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/ttb-drives-debt-free-coach/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 18 Jul 2026 09:37:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Debt free Coach]]></category>
		<category><![CDATA[Financial Literacy]]></category>
		<category><![CDATA[Risk-based Pricing]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance]]></category>
		<category><![CDATA[ttb]]></category>
		<category><![CDATA[ttb financial health check]]></category>
		<category><![CDATA[การเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ฐากร ปิยะพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ทีทีบี]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ​]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์เงินเดือน]]></category>
		<category><![CDATA[รวบหนี้]]></category>
		<category><![CDATA[วินัยทางการเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพทางการเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้สิน]]></category>
		<category><![CDATA[แก้หนี้]]></category>
		<category><![CDATA[โค้ชปลดหนี้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43150</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป็นหนึ่งในธนาคารที่ให้ความสำคัญกับการมุ่งแก้ปัญหาภาระหนี้สินให้คนไทยมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี (ttb)​ โดยเฉพาะในกลุ่มมนุษย์​เงินเดือนซึ่งถือเป็นคนกลุ่มหลักของประเทศ ที่มีภาระความรับผิดชอบต่อครอบครัว รวมทั้งมีพฤติกรรม และมีแนวโน้มความเสี่ยงในการก่อหนี้จนสูงเกินความสามารถในการผ่อนชำระ และกลายเป็นปัญหาการมีหนี้สิน​เกินตัวตามมา ประกอบกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้ตลอด Journey ของคนเป็นหนี้ได้ทุกระยะ ไม่ว่าจะเป็นปลายทางในการแก้หนี้ ทั้งการช่วยรวบหนี้ เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่ต่ำลง การมีสินเชื่อสวัสดิการเพื่อให้มีเงินก้อนในการไปจัดการหนี้ ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง หรือโครงการคุณสู้ เราช่วย สำหรับกลุ่มลูกหนี้ที่เริ่มเข้าสู่จุดวิกฤต และสามารถ​กลับมายืนหยัดได้ใหม่อีกครั้ง รวมทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์มในการตรวจเช็คสุขภาพทางการเงิน เพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเงินที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งโครงการที่ออกมาเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่มีวินัยทางการเงินที่ดี เพื่อการเป็นหนี้อย่างมีคุณภาพ ได้แก่ โครงการผ่อนดีมีรางวัล และสินเชื่อคนผ่อนดี ผ่าน​การ​ได้รับข้อเสนอที่ดีกว่า การได้ส่วนลดดอกเบี้ย หรือมีอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า เป็นต้น ซึ่งเป็นการพิจารณาสินเชื่อตามแนวทาง &#8216;Risk-based Pricing&#8217;  เพื่อส่งเสริมคนให้มีวินัยทางการเงิน และให้ความสำคัญกับการรักษาเครดิตทางการเงิน เพื่อสามารถเข้าถึงหนี้ที่มีคุณภาพได้ ในยามที่จำเป็นต้องสร้างหนี้ เดินหน้า &#8216;โค้ชปลดหนี้&#8217; เติมจิ๊กซอสำคัญในอีโคซิสเต็ม คุณฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี กล่าว​ว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและศักยภาพของมนุษย์เงินเดือน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกว่า 12.5 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/ttb-drives-debt-free-coach/">ttb ขยายผล​​ &#8216;โค้ช​ปลดหนี้&#8217; ช่วยมนุษย์เงินเดือนแก้หนี้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ​นำร่องให้สินเชื่อตามเกณฑ์ Risk-based Pricing หนุนรักษาวินัยทางการเงิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นหนึ่งในธนาคารที่ให้ความสำคัญกับการมุ่งแก้ปัญหาภาระหนี้สินให้คนไทยมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับ<strong> ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี (ttb)​</strong> โดยเฉพาะในกลุ่มมนุษย์​เงินเดือนซึ่งถือเป็นคนกลุ่มหลักของประเทศ ที่มีภาระความรับผิดชอบต่อครอบครัว รวมทั้งมีพฤติกรรม และมีแนวโน้มความเสี่ยงในการก่อหนี้จนสูงเกินความสามารถในการผ่อนชำระ และกลายเป็นปัญหาการมีหนี้สิน​เกินตัวตามมา</p>
<p><span id="more-43150"></span></p>
<p>ประกอบกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้ตลอด Journey ของคนเป็นหนี้ได้ทุกระยะ ไม่ว่าจะเป็นปลายทางในการแก้หนี้ ทั้งการช่วยรวบหนี้ เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่ต่ำลง การมีสินเชื่อสวัสดิการเพื่อให้มีเงินก้อนในการไปจัดการหนี้ ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง หรือโครงการคุณสู้ เราช่วย สำหรับกลุ่มลูกหนี้ที่เริ่มเข้าสู่จุดวิกฤต และสามารถ​กลับมายืนหยัดได้ใหม่อีกครั้ง</p>
<p>รวมทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์มในการตรวจเช็คสุขภาพทางการเงิน เพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเงินที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งโครงการที่ออกมาเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่มีวินัยทางการเงินที่ดี เพื่อการเป็นหนี้อย่างมีคุณภาพ ได้แก่ โครงการผ่อนดีมีรางวัล และสินเชื่อคนผ่อนดี ผ่าน​การ​ได้รับข้อเสนอที่ดีกว่า การได้ส่วนลดดอกเบี้ย หรือมีอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า เป็นต้น ซึ่งเป็นการพิจารณาสินเชื่อตามแนวทาง &#8216;Risk-based Pricing&#8217;  เพื่อส่งเสริมคนให้มีวินัยทางการเงิน และให้ความสำคัญกับการรักษาเครดิตทางการเงิน เพื่อสามารถเข้าถึงหนี้ที่มีคุณภาพได้ ในยามที่จำเป็นต้องสร้างหนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43157 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Journey-.jpg" alt="" width="1200" height="677" /></p>
<p><strong>เดินหน้า &#8216;โค้ชปลดหนี้&#8217; เติมจิ๊กซอสำคัญในอีโคซิสเต็ม</strong></p>
<p><strong>คุณฐากร ปิยะพันธ์ </strong>ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี กล่าว​ว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและศักยภาพของมนุษย์เงินเดือน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกว่า 12.5 ล้านคน หรือราว 30% ของตลาดแรงงานทั้งหมด โดยมีสาเหตุหลักจากภาระดูแลครอบครัว ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจ และเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่กระทบต่อสถานะทางการเงิน (ที่มา : ttb analytics ปี 2568)</p>
<p>รวมทั้งอินไซต์สำคัญที่ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สิน​ที่กำลังเผชิญอยู่ได้ หรือในทางกลับกันยิ่งซ้ำเติมให้หนี้สินที่มีเพิ่มขึ้นมากไปกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น การขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดการหนี้อย่างแท้จริง การไม่สามารถวางแผนทางการเงิน รวมทั้งการไม่มีวินัยในการแก้หนี้ รวมทั้งการไม่มีที่ปรึกษา หรือไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลหนี้ตามความจริง ทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข หรือทำให้ปัญหาลุกลามและมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นได้อีก</p>
<p><em>&#8220;<strong>การมีโค้ชหรือที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อช่วยวางแผนในการแก้หนี้อย่างเป็นระบบ​เป็นหนึ่งจิ๊กซอที่มีความสำคัญ</strong> เพราะหลายคนที่เป็นหนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง หรือบางครั้งการให้แค่เงินก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริงได้  แต่​ <strong>การแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนต้องทำมากกว่าการปรับลดภาระหนี้ ​ต้องช่วยให้ลูกหนี้กลับมามีวินัยทางการเงินและสามารถบริหารจัดการการเงินได้ด้วยตนเองในระยะยาว</strong> รวมทั้งมีการติดตามและโน้มน้าวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใช้จ่ายเพื่อลดภาระ และสร้างความรู้ความเข้าใจทางการเงิน เพื่อป้องกันการสร้างหนี้เพิ่มเติมโดยไม่จำเป็นในระยะยาว&#8221;​</em></p>
<p>ทั้งนี้ ทีทีบี ได้เริ่มขับเคลื่อน​โครงการ <strong>&#8216;โค้ชปลดหนี้&#8217;</strong> เพื่อพัฒนาโซลูชันช่วยเหลือลูกหนี้ที่มุ่งยกระดับการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ เพื่อมุ่งให้เกิดผลลัพธ์การแก้ปัญหาหนีได้อย่างยั่งยืน​​ ​​ซึ่งต่อยอด​โครงการจากการนำร่องช่วยแก้ปัญหาทางการเงินของพนักงานในองค์กร ที่พัฒนาโมเดลแก้หนี้ที่ผสาน​การปรับโครงสร้างหนี้เข้ากับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงิน ซึ่งสามารถทำให้พนักงานที่เข้าร่วมโครงการกว่า 560 เคส สัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งกลับมามีสถานะทางการเงิน​ดีขึ้น ทั้งสภาพคล่องและกระแสเงินสดกลับมาเป็นบวกได้ภายใน 1 ปี หลังจากการได้เข้ารับการปรึกษาจากโค้ช</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43156 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Financial-Check.jpg" alt="" width="2244" height="1266" /></p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบันทีทีบีได้สร้างโค้ชปลดหนี้จากพนักงานในองค์กรรวม 110 คน สำหรับการเป็นที่ปรึกษาให้กลุ่มพนักงานที่ต้องได้รับการแก้ปัญหาหนี้ ​หลังผลจากการตรวจสุขภาพทางการเงินผ่านแพลตฟอร์ม<strong> ttb financial health check</strong> ซึ่งจะทำการระบุกลุ่มพนักงานตามสี ทั้ง <strong>สีเขียว</strong> &#8211; มีสถานะทางการเงินแข็งแรง <strong>สีเหลือง</strong> &#8211; เริ่มมีสัญญาณความเสี่ยง <strong>สีส้ม</strong> &#8211; กำลังเผชิญภาระหนี้และสภาพคล่องติดลบ และ <strong>สีแดง</strong> &#8211; อยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยมีกลุ่มพนักงานราว 13% ที่ต้องพบโค้ช รวมทั้งการเข้า​คอร์สความรู้ทางการเงินออนไลน์ตามโปรแกรม ซึ่งโครงการมีผลลัพธ์ที่ดีและทำให้พนักงานธนาคารมีสุขภาพทางการเงินโดยรวมดีขึ้นได้&#8221; </em></p>
<p>นำมาสู่ <strong>การขยายผล &#8216;โค้ชปลดหนี้&#8217; สู่องค์กรพันธมิตร </strong>โดยเริ่มนำร่องจากธุรกิจที่ใช้บัญชีเงินเดือนของ ttb โดยเริ่ม MOU กับทาง MBK เป็นรายแรก และ<strong>ตั้งเป้าความร่วมมือในปีแรกไว้ราว 10 องค์กร</strong> ซึ่งยังอยู่​ระหว่างขั้นตอนเจรจาร่วมมือทั้งกลุ่มธุรกิจ และกลุ่มโรงพยาบาล ​เพื่อสามารถขยายความช่วยเหลือให้กลุ่มพนักงานเงินเดือนในวงกว้างมากขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างโค้ชปลดหนี้ภายในองค์กรพันธมิตรแต่ละแห่ง เพื่อสามารถดำเนินการภายในได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว พร้อมเป้าหมายในการ<strong>ช่วยแก้ปัญหาหนี้ให้กลุ่มพนักงานเงินเดือนได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ภายในสิ้นปีนี้  </strong>ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มพนักงานเงินเดือนเข้ารับการตรวจสุขภาพทางการเงินรวมกันแล้วกว่า 144,000 คน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43155 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Debt-Fix.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p><em>&#8220;เป้าหมายสำคัญของโครงการโค้ชปลดหนี้ ยัง<strong>ต้ังเป้าให้เกิดการยกระดับเป็นแพลตฟอร์มกลาง เพื่อช่วยให้ความรู้และแก้หนี้ให้คนไทย ทั้งการรวมโค้ชจากกลุ่มผู้มีความรู้ทางการเงิน และสามารถเข้าถึงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพทางการเงิน</strong> รวมทั้งสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ภายในโปรแกรม เพื่อเป็นแนวทางในการไปใช้แก้ปัญหาหนี้ได้ในวงวกว้างและสร้างประโยชน์ในภาพรวมได้มากขึ้น&#8221;</em></p>
<p><strong>หนุนใช้ &#8216;Risk-based Pricing&#8217; ช่วยเข้าถึงหนี้อย่างมีคุณภาพ</strong></p>
<p>นอกจากบทบาทในการเข้าไปช่วยแก้ปัญหาหนี้แล้ว ttb ยังมองแนวทางการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเฉพาะในช่วงก่อนเป็นหนี้ ​โดยการเป็นธนาคารแรกที่ให้ความสำคัญกับการพิจารณาการให้สินเชื่อตามแนวทาง <strong>&#8216;Risk-based Pricing</strong>&#8216; หรือการพิจารณาตามพื้นฐานความเสี่ยงของแต่ละบุคคล เพื่อสามารถให้สินเชื่อได้สอดคล้องกับพฤติกรรมแต่ละบุคคลไ​ด้มากขึ้น ​</p>
<p>โดยนำร่องเกณฑ์การพิจารณาดังกล่าวผ่านโครงการสินเชื่อคนผ่อนดี  ​ในกลุ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคล ทีทีบี แคชทูโก เพื่อมอบอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมแต่ละบุคคลตามข้อมูลวินัยทางการเงินและความเสี่ยงจากครดิตบูโร (บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด) โดยแนวทางใหม่นี้ช่วยให้ลูกค้าได้รับดอกเบี้ยถูกลงโดยเฉลี่ย 5% ซึ่งปัจจุบันได้อนุมัตสินเชื่อให้ลูกค้าแล้วกว่า 23,000 ราย วงเงิน 4,100 ล้านบาท และช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยโดยรวมจากโครงการได้กว่า 650 ล้านบาท ซึ่งในอนาคต ธนาคารมีแผนในการนำเกณฑ์พิจารณาแบบ Risk-based Pricing ขยายผลไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อจำนำทะเบียน ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 และกลุ่มบัตรกดเงินสดทีทีบีแฟลช ในช่วงปลายปีนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43154 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Risk-based.jpg" alt="" width="1200" height="666" /></p>
<p><em>&#8220;ที่ผ่านมาการขับเคลื่อนของทีทีบี มุ่งให้ความสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อเป็นโซลูชันที่ช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินให้คนไทยมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การช่วยแก้ปัญหาให้คนเป็นหนี้ ด้วยการช่วยรวบหนี้จากกลุ่มดอกเบี้ยสูงอย่างสินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรเครดิต มาอยู่ในกลุ่มที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าอย่างบ้านหรือรถ ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ลูกค้ากว่า​​ 3,100 ล้านบาท จากลูกค้า 77,700 บัญชี ภายใต้วงเงิน 21,500 ล้านบาท หรือการให้สินเชื่อสวัสดิการสำหรับกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่รับเงินเดือนผ่านบัญชีทีทีบี ในวงเงินกว่า 3,000 ล้านบาท รวมทั้งการพัฒนาเครื่องมือ​ตรวจเช็คสุขภาพทางการเงิน และส่งเสริมการรักษาวินัยทางการเงิน และการนำร่อง​ออกผลิตภัณฑ์เพื่อตอบแทนให้กลุ่มที่มีวินัยการเงินที่ดี เพื่อเซ็ตมาตรฐาน​ในการนำ Risk-based Pricing มาเป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อต่างๆ เพื่อพิจารณากลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าที่จะได้ดอกเบี้ยที่สมเหตุสมผลมากขึ้น  และช่วยลดภาระจากอัตราดอกเบี้ย​ อีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้คนไทยต้องเผชิญกับภาระหนี้สินในระดับสูงเช่นในปัจจุบัน&#8221; </em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/ttb-drives-debt-free-coach/">ttb ขยายผล​​ &#8216;โค้ช​ปลดหนี้&#8217; ช่วยมนุษย์เงินเดือนแก้หนี้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ​นำร่องให้สินเชื่อตามเกณฑ์ Risk-based Pricing หนุนรักษาวินัยทางการเงิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยโตเพิ่มเป็น 2% แรงหนุนจากวิกฤตพลังงานเริ่มคลี่คลาย แต่คาดฟื้นตัวแบบ K-shaped โตไม่ทั่วถึง ครัวเรือน และ SME ยังเปราะบาง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/scb-eic-raised-gdp-growth-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 07:04:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Business Forecast]]></category>
		<category><![CDATA[Industrial]]></category>
		<category><![CDATA[K-shaped]]></category>
		<category><![CDATA[SCB]]></category>
		<category><![CDATA[SCB EIC]]></category>
		<category><![CDATA[คาดการณ์เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. ยรรยง  ไทยเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ฐิติมา ชูเชิด]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ปราณิดา ศยามานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจัยเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42700</guid>

					<description><![CDATA[<p>SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายทำให้ราคาพลังงานปรับลดลง ช่วยบรรเทาต้นทุนการเดินทางและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนในบางกลุ่มอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดี แต่อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในระยะถัดไป จากผลกระทบของต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นในช่วงสงครามรุนแรงก่อนหน้า ซึ่งเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และกำลังซื้อ แม้จะมีแรงพยุงเพิ่มเติมจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะ K-shaped กระจุกตัวในบางกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ-ปานกลางและ SMEs ยังเปราะบาง จากรายได้ที่ชะลอลงและภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง สำหรับปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกันที่ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดด้านแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันภาวะการเงินตึงตัวและความเสี่ยงภายนอกที่ยังอยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนระยะสั้นจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย แต่ผลกระทบต้นทุนยังทยอยกดดันเศรษฐกิจ  ดร.ยรรยง ไทยเจริญ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค และ นางสาวปราณิดา ศยามานนท์ ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่าย Industry Analysis ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้ข้อมูลร่วมกันว่า ​​ราคาน้ำมันที่เริ่มลดลง แม้ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม ช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจากต้นทุนการเดินทางที่ลดลง ขณะที่การส่งออกโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตต่อเนื่อง และการลงทุนจากต่างประเทศขยายตัวดี อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/scb-eic-raised-gdp-growth-2026/">SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยโตเพิ่มเป็น 2% แรงหนุนจากวิกฤตพลังงานเริ่มคลี่คลาย แต่คาดฟื้นตัวแบบ K-shaped โตไม่ทั่วถึง ครัวเรือน และ SME ยังเปราะบาง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>SCB EIC </strong><strong>ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี </strong><strong>2569</strong><strong> เป็น </strong><strong>2</strong><strong>% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายทำให้ราคาพลังงานปรับลดลง ช่วยบรรเทาต้นทุนการเดินทางและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนในบางกลุ่มอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดี</strong></p>
<p><span id="more-42700"></span></p>
<p>แต่อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในระยะถัดไป จากผลกระทบของต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นในช่วงสงครามรุนแรงก่อนหน้า ซึ่งเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และกำลังซื้อ</p>
<p>แม้จะมีแรงพยุงเพิ่มเติมจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะ K-shaped กระจุกตัวในบางกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ-ปานกลางและ SMEs ยังเปราะบาง จากรายได้ที่ชะลอลงและภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง</p>
<p>สำหรับปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกันที่ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดด้านแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันภาวะการเงินตึงตัวและความเสี่ยงภายนอกที่ยังอยู่ในระดับสูง</p>
<p><strong>เศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนระยะสั้นจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย แต่ผลกระทบต้นทุนยังทยอยกดดันเศรษฐกิจ </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42703 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/re-dr-yanyong.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><span lang="TH" data-olk-copy-source="MessageBody"> <b>ดร.ยรรยง ไทยเจริญ</b> </span> <span lang="TH">ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน <b>ดร.ฐิติมา ชูเชิด</b> ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค และ<b> นางสาวปราณิดา ศยามานนท์</b></span><b> </b><span lang="TH">ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่าย </span>Industry Analysis<b><span lang="TH"> </span></b><span lang="TH">ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (</span><span class="mark40sw1wlai" data-markjs="true" data-ogac="" data-ogab="" data-ogsc="" data-ogsb="">SCB</span> EIC)<span lang="TH"> ให้ข้อมูลร่วมกันว่า </span>​​ราคาน้ำมันที่เริ่มลดลง แม้ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม ช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจากต้นทุนการเดินทางที่ลดลง</p>
<p>ขณะที่การส่งออกโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตต่อเนื่อง และการลงทุนจากต่างประเทศขยายตัวดี อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า ยังคงทยอยส่งผ่านมายังเศรษฐกิจจริง และจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจชัดขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี</p>
<p>SCB EIC ประเมินว่าผลกระทบดังกล่าวจะส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยใน 3 ช่องทางสำคัญ ได้แก่</p>
<p><strong>1. ต้นทุนพลังงานและการผลิต </strong>กดดันเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ กำลังซื้อของภาคครัวเรือน และกระทบต่ออัตรากำไรธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานและโลจิสติกส์เข้มข้น</p>
<p><strong>2. เศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง </strong>กระทบต่อการส่งออกจากกำลังซื้อโลกที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะตลาดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงคราม ขณะที่ราคาพลังงานนำเข้าที่สูงในช่วงก่อนหน้าและแนวโน้มการนำเข้าสินค้าทุนที่เร่งตัวขึ้น จะกดดันให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับแย่ลงมากในปีนี้</p>
<p><strong>3. ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น </strong>จากความผันผวนในตลาดการเงินและเงินทุนเคลื่อนย้าย ส่งผลให้ Risk premium และ Yield curve สูงขึ้น</p>
<p><strong>การฟื้นตัวแบบ </strong><strong>K</strong><strong>&#8211;</strong><strong>shaped </strong><strong>ชัดเจนขึ้น กระจุกตัวในธุรกิจใหญ่และกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ครัวเรือนและ </strong><strong>SMEs </strong><strong>ยังเปราะบาง </strong></p>
<p>SCB EIC มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้น โดยแรงขับเคลื่อนหลักกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น AI, Data center อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนและการส่งออกบางกลุ่มสินค้า</p>
<p>อย่างไรก็ดี ธุรกิจกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีสัดส่วนการนำเข้าสูง ทำให้ผลบวกต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การจ้างงานและรายได้ในวงกว้างยังมีข้อจำกัด</p>
<p>ในทางกลับกัน ครัวเรือนรายได้ต่ำ &#8211; ปานกลางและ SMEs ยังเผชิญความเปราะบางจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนการผลิต<br />
และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งภาระหนี้สูง ส่งผลให้การบริโภคฟื้นตัวได้จำกัด และทำให้ธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจบริการบางกลุ่ม ยังเผชิญแรงกดดันต่อยอดขาย สภาพคล่อง และความสามารถในการชำระหนี้</p>
<p>ความแตกต่างของการฟื้นตัวระหว่างกลุ่มธุรกิจและกลุ่มครัวเรือน จึงกลาย​เป็นข้อจำกัดสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42704 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-Thai-.jpg" alt="" width="564" height="800" /></p>
<p><strong>เศรษฐกิจไทยปี 2569-2570 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำ แม้มีแรงพยุงจากภาครัฐผ่าน พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท </strong></p>
<p><strong>SCB EIC </strong><strong>คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี </strong><strong>2569</strong><strong> จะขยายตัวที่ </strong><strong>2% </strong><strong>สูงกว่ามุมมองเดิม แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนหน้า</strong> จากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ออกมาดีกว่าคาด สถานการณ์ตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย รวมทั้งแรงสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจผ่านมาตรการลดค่าครองชีพ การกระตุ้นการใช้จ่าย และการลงทุนบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน</p>
<p>อย่างไรก็ดี แรงพยุงจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นหลัก ก่อนที่แรงส่งนี้จะชะลอลงในช่วงสิ้นปี ขณะที่ยังต้องติดตามความชัดเจนของมาตรการการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจต่อไป</p>
<p><strong>สำหรับปี 2570</strong><strong> SCB EIC </strong><strong>คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกับปี 2569 ที่ 1.9%</strong> สะท้อนข้อจำกัดจากแรงขับเคลื่อนใหม่ในการยกระดับการเติบโตในระยะกลาง</p>
<p>ขณะที่แรงขับเคลื่อนเดิมยังมีข้อจำกัด ทั้งการบริโภคที่ฟื้นตัวช้าตามกระบวนการ Deleveraging ของภาระหนี้ในภาคครัวเรือน การลงทุนและการส่งออกที่กระจุกตัวและพึ่งพาการนำเข้าสูง งบประมาณของภาครัฐที่มี Policy space ลดลง และความเปราะบางของ SMEs ที่ยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง และภาวะการเงินที่ตึงตัว</p>
<p><strong>นโยบายการเงินมีข้อจำกัด คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปีนี้ </strong></p>
<p>SCB EIC ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี 2569 โดยแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมีที่มาจากปัจจัยอุปทานเป็นสำคัญ และการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาวยังไม่ถูกกระทบ</p>
<p>ทั้งนี้ SCB EIC คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้จะปรับลดลงจากมุมมองเดิมเหลือ 2.6% อยู่ในกรอบเป้าหมายได้ หลังสถานการณ์สงครามคลี่คลายช่วยให้ราคาพลังงานปรับลดลง</p>
<p>ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง จึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อและค่าเงินอ่อนค่าเช่นที่เกิดขึ้นกับบางประเทศในภูมิภาค</p>
<p>ทั้งนี้ แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ภาวะการเงินโดยรวมยังตึงตัว โดยเฉพาะต่อลูกหนี้รายย่อยและ SME จากรายได้ที่ชะลอลง และความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ตามความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่ด้อยลง ทำให้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ควบคู่กับมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มสภาพคล่องและประคับประคองเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า</p>
<p><strong>ภาคธุรกิจเผชิญแรงกดดัน แต่โอกาสยังอยู่ในกลุ่มที่เชื่อมโยงกับ </strong><strong>AI, FDI </strong><strong>และ </strong><strong>Megatrends </strong></p>
<p>ภาคธุรกิจไทยเผชิญแรงกดดันสำคัญจากต้นทุนที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม ความผันผวนของ Supply chain และอุปสงค์ที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ส่งผลให้หลายธุรกิจเผชิญแรงกดดันด้านยอดขาย อัตรากำไร และสภาพคล่อง โดยเฉพาะธุรกิจส่วนใหญ่ที่มีข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาของผู้บริโภคในภาวะที่อุปสงค์ยังเปราะบาง</p>
<p>SCB EIC มองว่าแนวโน้มธุรกิจในระยะข้างหน้าจะมีความแตกต่างกันชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่ม SME รวมทั้งธุรกิจที่มีความสามารถในการปรับตัวลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานที่เติบโตได้ตามกระแสการเปลี่ยนแปลงหลักของโลก จะยังสามารถรักษาการเติบโตได้ต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามความเสี่ยงด้านต้นทุนและความผันผวนของอุปสงค์อย่างใกล้ชิด</p>
<p>ทั้งนี้<em><strong> โอกาสการเติบโตยังอยู่ในธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ AI, การลงทุนจากต่างประเทศ และ Megatrends เช่น อิเล็กทรอนิกส์ Data center พลังงานสะอาด อาหาร และ Healthcare ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนใหม่ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี การย้ายฐานการผลิต และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในระยะยาว</strong> </em></p>
<p>ดังนั้น ภาคธุรกิจไทยควรเร่งยกระดับประสิทธิภาพ ปรับโครงสร้างต้นทุน และเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42701 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Adaptation-.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p><strong>เศรษฐกิจโลกปีนี้ชะลอลง ท่ามกลางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยโลกที่สูงขึ้น </strong></p>
<p>SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 2.5% และ 2.6% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ โดยแรงส่งหลักยังมาจากการลงทุนใน AI ทำให้ประเทศผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้รับประโยชน์ต่อเนื่อง สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลางปรับดีขึ้น แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ในระยะข้างหน้า ยังต้องติดตามมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งเป็นความเสี่ยงหลักต่อการค้าโลกในช่วงครึ่งหลังของปี ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักของโลกยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมาย โดย SCB EIC มองว่า Fed จะไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงินในปีนี้ โดยจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.5-3.75% ตลอดปี สำหรับภาวะการเงินโลกจะยังตึงตัวต่อเนื่อง ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับสูง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/scb-eic-raised-gdp-growth-2026/">SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยโตเพิ่มเป็น 2% แรงหนุนจากวิกฤตพลังงานเริ่มคลี่คลาย แต่คาดฟื้นตัวแบบ K-shaped โตไม่ทั่วถึง ครัวเรือน และ SME ยังเปราะบาง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>UNDP และธนาคารกรุงไทย ปลดล็อกการลงทุนเพื่อโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/undp-ktb-small-grants-programme/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 16:14:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Finance Initiative]]></category>
		<category><![CDATA[BIOFIN]]></category>
		<category><![CDATA[GEF]]></category>
		<category><![CDATA[Global Environment Facility]]></category>
		<category><![CDATA[KTB]]></category>
		<category><![CDATA[SGP]]></category>
		<category><![CDATA[Small Grants Programme]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance]]></category>
		<category><![CDATA[UNDP]]></category>
		<category><![CDATA[UNDP-GEF]]></category>
		<category><![CDATA[กฤษณ์ ฉมาภิสิษฐ]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุนเพื่อธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[การให้ทุนขนาดเล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงไทย]]></category>
		<category><![CDATA[นีฟ คอลิเออร์-สมิธ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42454</guid>

					<description><![CDATA[<p>โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และธนาคารกรุงไทย (KTB) ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดตัวความร่วมมือครั้งใหม่เพื่อสนับสนุนโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ​และเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย การเปิดตัวความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นการดำเนินงานระยะที่ 8 ของแผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (Small Grants Programme: SGP) ในประเทศไทย ภายใต้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้สนับสนุนชุมชนแล้ว 492 แห่ง ผ่านการให้ทุน การถ่ายทอดองค์ความรู้ การเสริมสร้างศักยภาพ และการเชื่อมโยงโอกาสทางการตลาด อย่างไรก็ตาม ระยะที่ 8 นี้นับเป็นครั้งแรกที่ SGP ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาคการเงินและภาคเอกชนในประเทศไทย โดย UNDP และธนาคารกรุงไทยจะร่วมกันพัฒนารูปแบบความร่วมมือด้านการลงทุนที่ก้าวข้ามการให้ทุนแบบดั้งเดิม แผนงานการให้ทุนขนาดเล็กระยะนี้จะมุ่งสนับสนุนการดำเนินงานใน 4 พื้นที่ภูมิทัศน์และภูมิทัศน์ทางทะเลสำคัญ ได้แก่ ชายฝั่งอันดามันตอนล่าง เทือกเขาเพชรบูรณ์ ลุ่มน้ำยวม–สาละวิน และจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลจากโครงการ Biodiversity Finance Initiative (BIOFIN) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/undp-ktb-small-grants-programme/">UNDP และธนาคารกรุงไทย ปลดล็อกการลงทุนเพื่อโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (</strong><strong>UNDP</strong><strong>) และธนาคารกรุงไทย (</strong><strong>KTB</strong><strong>) ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</strong> เปิดตัวความร่วมมือครั้งใหม่เพื่อสนับสนุนโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ​และเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย</p>
<p><span id="more-42454"></span></p>
<p>การเปิดตัวความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นการดำเนินงานระยะที่ 8 ของแผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (Small Grants Programme: SGP) ในประเทศไทย ภายใต้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้สนับสนุนชุมชนแล้ว 492 แห่ง ผ่านการให้ทุน การถ่ายทอดองค์ความรู้ การเสริมสร้างศักยภาพ และการเชื่อมโยงโอกาสทางการตลาด</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ระยะที่ 8 นี้นับเป็นครั้งแรกที่ SGP ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาคการเงินและภาคเอกชนในประเทศไทย โดย UNDP และธนาคารกรุงไทยจะร่วมกันพัฒนารูปแบบความร่วมมือด้านการลงทุนที่ก้าวข้ามการให้ทุนแบบดั้งเดิม</p>
<p>แผนงานการให้ทุนขนาดเล็กระยะนี้จะมุ่งสนับสนุนการดำเนินงานใน 4 พื้นที่ภูมิทัศน์และภูมิทัศน์ทางทะเลสำคัญ ได้แก่ ชายฝั่งอันดามันตอนล่าง เทือกเขาเพชรบูรณ์ ลุ่มน้ำยวม–สาละวิน และจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42539 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/S__138141746.jpg" alt="" width="1200" height="890" /></p>
<p>ข้อมูลจากโครงการ <strong>Biodiversity Finance Initiative (BIOFIN)</strong> ของ UNDP ระบุว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 70% ของประเทศไทยพึ่งพาธรรมชาติโดยตรง ประเทศไทยเป็นที่อยู่อาศัยของความหลากหลายทางชีวภาพเกือบ 10% ของโลก รวมถึงพืชกว่า 15,000 ชนิด ความมั่งคั่งทางธรรมชาติเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีวิต ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สนับสนุนความมั่นคงทางอาหาร และเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจหลัก เช่น เกษตรกรรม ป่าไม้ และการท่องเที่ยว ซึ่งรวมกันคิดเป็นเกือบ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การลงทุนเพื่อธรรมชาติยังคงไม่เพียงพอ โดยประเทศไทยยังมีช่องว่างด้านการเงินเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ความร่วมมือระหว่าง UNDP และธนาคารกรุงไทย ซึ่งมุ่งสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนผ่านโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน จึงเป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดช่องว่างดังกล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42540 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/S__138141741.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>“ประเทศไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพได้ก็ต่อเมื่อการดำเนินนโยบายระดับชาติสามารถเชื่อมโยงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ชุมชนคือพันธมิตรสำคัญในการปกป้องระบบนิเวศ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง การลงทุนในผู้นำท้องถิ่น นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชน จะช่วยเปลี่ยนแผนงานระดับชาติให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้สำหรับผู้คน ธรรมชาติ และคนรุ่นต่อไป” <strong>คุณประเสริฐ ศิรินภาพร</strong>  รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าว</p>
<p>“บทต่อไปของการพัฒนาประเทศไทยจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปกป้องธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืน ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยงบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว ความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชนสามารถทำงานร่วมกันเพื่อปลดล็อกรูปแบบการลงทุนใหม่ ๆ ในโซลูชันและนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ซึ่งช่วยปกป้องธรรมชาติ เสริมสร้างรายได้ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร แผนงานการให้ทุนขนาดเล็กของ <strong>UNDP-GEF</strong> เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ภาคการเงินและภาคเอกชนสามารถกลับมาลงทุนในชุมชนทั่วประเทศไทยได้ง่ายขึ้น และเราขอเชิญชวนพันธมิตรอื่น ๆ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามนี้” <strong>คุณนีฟ คอลิเออร์-สมิธ</strong> ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทยกล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42541 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/S__138141743.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความร่วมมือครั้งใหม่นี้ต่อยอดจากความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่าง UNDP และธนาคารกรุงไทยในการพัฒนากลไกทางการเงินเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสนับสนุนโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ</p>
<p>ความร่วมมือดังกล่าวจะผสานประสบการณ์ของ UNDP ในการสนับสนุนการพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน เข้ากับบทบาทของธนาคารกรุงไทยในฐานะพันธมิตรด้านความยั่งยืนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Sustainability Partner) <em><strong>เพื่อเชื่อมโยงชุมชนกับแหล่งเงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี เครือข่ายความร่วมมือ และโอกาสทางการตลาด ช่วยให้ชุมชนสามารถต่อยอดทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์ของตนให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน</strong></em> สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนและโลกในระยะยาว</p>
<p>หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จคือชุมชนบ้านโคกไคร จังหวัดพังงา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากแผนงานการให้ทุนขนาดเล็กในการต่อยอดทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับคนในพื้นที่ โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะสร้างผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) สูงถึง 2.46 เท่าภายในปี 2573 สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42542 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/S__138141744.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“ธนาคารกรุงไทยเชื่อว่าความยั่งยืนที่แท้จริงเริ่มต้นจากชุมชนที่เข้มแข็ง เพราะชุมชนคือผู้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เมื่อชุมชนได้รับโอกาส การสนับสนุน และเครือข่ายความร่วมมือที่เหมาะสม พวกเขาสามารถสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนได้ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือภายใต้แผนงานการให้ทุนขนาดเล็กระยะที่ 8 ครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการสนับสนุนด้านการเงิน แต่เป็นการร่วมสร้าง ‘ระบบนิเวศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ ที่จะช่วยเสริมพลังให้ชุมชนเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และสามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ”</em> <strong>คุณกฤษณ์ ฉมาภิสิษฐ</strong> ผู้บริหารสายงานสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารกรุงไทยกล่าว</p>
<p>ภายในงานเปิดตัวความร่วมมือ ผู้แทนจากชุมชนบ้านโคกไคร จังหวัดพังงา และเครือข่ายสตรีและครอบครัวเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำพุงตอนบน จังหวัดเลย ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ว่าการสนับสนุนจาก SGP ช่วยต่อยอดความคิดริเริ่มในชุมชนให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต่อผู้คนและโลกได้อย่างไร เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนศักยภาพของโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน และโอกาสในการขยายผลรูปแบบความสำเร็จสู่พื้นที่อื่นภายใต้การดำเนินงานระยะใหม่ของแผนงาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42538 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/S__138141745.jpg" alt="" width="1200" height="714" /></p>
<p>แผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (SGP) เป็นหนึ่งในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนและดำเนินงานมาอย่างยาวนานที่สุดในโลก ภายใต้การดำเนินงานของ UNDP โดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้สนับสนุนโครงการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนมากกว่า 30,000 โครงการ ในกว่า 130 ประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่าการลงมือปฏิบัติในระดับท้องถิ่นสามารถสร้างผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลก ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/undp-ktb-small-grants-programme/">UNDP และธนาคารกรุงไทย ปลดล็อกการลงทุนเพื่อโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยพัฒน์ เปิดโผ 17 หุ้น ESG เข้าใหม่ ปี 2569 พร้อมจัดทำรายชื่อหุ้น ESG100 ให้ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/thaipat-release-esg-100-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Jun 2026 06:11:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Emerging]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Rating]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Turnaround]]></category>
		<category><![CDATA[ESG100]]></category>
		<category><![CDATA[Thaipat]]></category>
		<category><![CDATA[Thaipat Institute]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ]]></category>
		<category><![CDATA[ทำเนียบหลักทรัพย์ ESG]]></category>
		<category><![CDATA[นักลงทุนสถาบัน]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันไทยพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยพัฒน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42200</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันไทยพัฒน์ ประกาศรายชื่อหลักทรัพย์ที่เข้าทำเนียบ ESG100 เป็นครั้งแรก พร้อมกับจัดทำ 100 รายชื่อหลักทรัพย์ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ. 2569 ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 สถาบันไทยพัฒน์ โดยหน่วยงาน ESG Rating ซึ่งเป็นผู้พัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจในประเทศไทย และเป็นผู้จัดทำข้อมูลกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ได้จัดทำรายชื่อหลักทรัพย์มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 บริษัท/กองทุน/ทรัสต์เพื่อการลงทุน ทำการประเมินโดยใช้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ ESG จาก 6 แหล่ง [1] จำนวนกว่า 17,242 จุดข้อมูล ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธาน สถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า “การพิจารณาคัดเลือกหลักทรัพย์เข้าใหม่ในทำเนียบ ESG100 ในปีนี้ พิจารณาจากข้อมูลการดำเนินงานที่สะท้อนปัจจัยด้าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/thaipat-release-esg-100-2026/">ไทยพัฒน์ เปิดโผ 17 หุ้น ESG เข้าใหม่ ปี 2569 พร้อมจัดทำรายชื่อหุ้น ESG100 ให้ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันไทยพัฒน์ ประกาศรายชื่อหลักทรัพย์</strong><strong>ที่เข้าทำเนียบ </strong><strong>ESG100 </strong><strong>เป็นครั้งแรก พร้อมกับจัดทำ</strong><strong> 100 </strong><strong>รายชื่อ</strong><strong>หลักทรัพย์ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (</strong><strong>Environmental Social and Governance: ESG) </strong><strong>จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ.</strong><strong> 2569 </strong><strong>ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ </strong><strong>12</strong></p>
<p><span id="more-42200"></span></p>
<p>สถาบันไทยพัฒน์ โดยหน่วยงาน ESG Rating ซึ่งเป็นผู้พัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจในประเทศไทย และเป็นผู้จัดทำข้อมูลกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ได้จัดทำรายชื่อหลักทรัพย์มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 บริษัท/กองทุน/ทรัสต์เพื่อการลงทุน ทำการประเมินโดยใช้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ ESG จาก 6 แหล่ง <a href="#_ftn1" name="_ftnref1">[1]</a> จำนวนกว่า 17,242 จุดข้อมูล</p>
<p><strong>ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ</strong> ประธาน สถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า <em>“</em><em>การพิจารณาคัดเลือก</em><em>หลักทรัพย์เข้าใหม่ในทำเนียบ </em><em>ESG100 </em><em>ในปีนี้ พิจารณาจากข้อมูลการดำเนินงานที่สะท้อนปัจจัยด้าน </em><em>ESG </em><em>ตามที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ และผ่านเกณฑ์คัดกรองเบื้องต้นที่ใช้ในการประเมินหลักทรัพย์ </em><em>ESG100 </em><em>ของสถาบันไทยพัฒน์ โดยอ้างอิงตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ </em><em>WFE, GRI, IFRS, UN PRI</em><em>”</em></p>
<p>สำหรับหลักทรัพย์ซึ่งได้เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 เป็นครั้งแรกในปีนี้ มีจำนวน 17 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย  ASW BTG CCET CTW DITTO DMT IMPACT KCC METCO MRDIYT NTF PSGC SCGD TIPH TMAN TMW TRT</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42201 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ESG-Emerging.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ในปี 2569 นี้ สถาบันไทยพัฒน์ยังได้คัดเลือกและจัดทำรายชื่อหลักทรัพย์ที่มีผลประกอบการพลิกฟื้นกลุ่ม ESG Turnaround เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับการลงทุนที่คำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ด้วยโอกาสการสร้างผลตอบแทนจากหลักทรัพย์ที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและมีปัจจัย ESG สนับสนุน</p>
<p>สำหรับหลักทรัพย์กลุ่ม ESG Turnaround ประกอบด้วย DUSIT HANA PAP PTTGC SNC TKS TMT TWPC  รวมจำนวน 8 หลักทรัพย์</p>
<p>การพิจารณาคัดเลือกหลักทรัพย์ที่มีผลประกอบการพลิกฟื้นกลุ่ม ESG Turnaround ในปีนี้ เป็นปีที่สี่ของการจัดทำรายชื่อบริษัทที่มี ESG ซึ่งได้ตามเกณฑ์ในรอบปีการประเมิน แต่ยังมีผลประกอบการติดลบหรือต่ำกว่าตลาด (Underperform) โดยมีสัญญาณการพลิกฟื้นและโอกาสในการไต่ระดับขึ้น (Upside) ของราคาหลักทรัพย์ จากการฟื้นตัวของตลาด และศักยภาพในธุรกิจแกนหลัก (Core Business) ของกิจการที่มี ESG เป็นปัจจัยสนับสนุน</p>
<p>ทั้งนี้ หลักทรัพย์กลุ่ม ESG100 ที่ได้รับคัดเลือกในปี 2569 จะใช้เป็นข้อมูลนำเข้าในการปรับหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบของ Thaipat ESG Index ประจำปี สำหรับใช้เป็นดัชนีเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุน (Benchmark Index) และใช้เป็นดัชนีอ้างอิงสำหรับการลงทุนแก่บริษัทจัดการลงทุนที่มีการให้บริการผลิตภัณฑ์การลงทุนในธีม ESG โดยผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ S&amp;P Dow Jones&#8217; Custom Indices</p>
<p>สำหรับรายชื่อหลักทรัพย์กลุ่ม ESG100 ที่ได้รับคัดเลือกตั้งแต่ปี พ.ศ.2558-2568 สถาบันไทยพัฒน์ได้ทำการเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ https://thaipat.esgrating.com</p>
<p><em>หมายเหตุ: การนำเสนอข้อมูลกลุ่มหลักทรัพย์จดทะเบียน </em><em>ESG100 </em><em>รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ที่สถาบันไทยพัฒน์เป็นผู้ประเมิน เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้เป็นข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือการเสนอซื้อเสนอขายใดๆ ทั้งสิ้น</em></p>
<p><a href="#_ftnref1" name="_ftn1"><em><strong>[1]</strong></em></a> <em>ประกอบด้วย ข้อมูลในหัวข้อความรับผิดชอบต่อสังคมในแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี</em><em>/</em><em>รายงานประจำปี</em><em> (แบบ 56-1 </em><em>One Report</em><em>) <strong>สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์</strong> ข้อมูลการประเมินการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน (</em><em>ESG Rating) </em><strong><em>บริษัท อีเอสจี เรตติ้ง จำกัด</em></strong><em> ข้อมูลรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน <strong>ประชาคมการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน (</strong></em><strong><em>SDC)</em></strong> <em>ข้อมูลผลสำรวจการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียน (</em><em>CG Scoring) </em><strong><em>สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (</em></strong><strong><em>IOD)</em></strong> <em>ข้อมูลโครงการประเมินระดับการพัฒนาความยั่งยืนของกิจการ (</em><em>CSR Progress Indicator) </em><strong><em>สถาบันไทยพัฒน์</em></strong><em> และข้อมูลการประเมินระดับการต้านทุจริตของกิจการ </em><em>(</em><em>Anti-corruption Indicator) </em><strong><em>เครือข่ายหุ้นส่วนต้านทุจริตเพื่อประเทศไทย </em></strong><strong><em>(</em></strong><strong><em>PACT)</em></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/thaipat-release-esg-100-2026/">ไทยพัฒน์ เปิดโผ 17 หุ้น ESG เข้าใหม่ ปี 2569 พร้อมจัดทำรายชื่อหุ้น ESG100 ให้ผู้ลงทุนสถาบัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
