ExperienceTop Stories

เพราะสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องเดียวกัน ‘Power Green Camp รุ่น 21’ เชื่อม​แนวคิด ‘One Health’ ปลูกทักษะ​เยาวชนไทยคิดอย่างบูรณาการ สร้างต้นน้ำบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมให้ประเทศ

Power Green Camp รุ่นที่ 21 ปีนี้มาพร้อมแนวคิด 'One Health: The Science of Survival - อยู่ดี มีภูมิ' เมื่อโลกท้าทายและผันผวน​มากขึ้น ขณะที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่ได้เป็นปัญหาเชิงเดี่ยว แต่ซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการดูแลสุขภาพทั้งของคน สัตว์และสิ่งแวดล้อม จพเป็น​ต้องอัปสกิลเยาวชนไทยให้มีกระบวนการคิดและแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการเพิ่มมากขึ้น 

จบไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ ‘ค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพาเวอร์กรีน’ (Power Green Camp) ที่ขับเคลื่อนมาต่อเนื่องกว่า 2 ทศวรรษ พร้อมเนื้อหาการเรียนรู้ที่เข้มข้น ตอบโจทย์​บริบทและสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในแต่ละปี เพื่อให้น้องๆ เยาวชนทั้ง 50 ที่เข้าร่วมโครงการได้อัปสกิล ​พร้อมเรียนรู้แนวคิดใหม่ๆ ผ่านการต่อยอดองค์ความรู้และกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ เพื่อมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

สำหรับการขับเคลื่อน Power Green Camp ในปีนี้เป็นปี​ที่ 21 ภายใต้ความร่วมมือของ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดค่ายด้วยแนวคิด One Health: The Science of Survival – อยู่ดี มีภูมิ’ เพื่อต้องการพัฒนาแนวการคิดและวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบและ​บูรณาการ (System Thinking) พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนไทย ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและดูแลโลกในอนาคต ภายใต้ปัญหาที่จะมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น ​ทำให้จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ในหลากหลายมิติเพื่อสามารถเชื่อมโยงมาสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ ในอนาคตได้

เนื่องจาก ​​ปัญหารวมทั้งแนวคิดในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่สามารถมองแค่มิติสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว เพราะไม่ใช่แค่ปัญหาที่กระทบแค่เรื่องของธรรมชาติ แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่ต้องพัฒนาร่วมกันทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งคุณภาพชีวิตมนุษย์ทั่วโลกด้วย นำมาสู่กรอบสำคัญขับเคลื่อนค่าย Power Green Camp ในปีนี้ด้วยแนวคิด สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งองค์ความรู้ และแนวทางการปรับตัวให้คนรุ่นใหม่ได้ทำความเข้าใจและเรียนรู้ ผ่านกิจกรรมต่างใน Power Green Camp​ ​ปีนี้ ซึ่งจัดไป​​ระหว่างวันที่ 27 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

​คุณรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส–สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บ้านปูให้ความสำคัญในการ ‘พัฒนาคน’ โดยเฉพาะพัฒนาและปลูกฝังทักษะแก่เยาวชน ​ผ่าน​มุมมองและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เพื่อมาช่วยขับเคลื่อนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงพัฒนาการของปัญหาที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี เพื่อสามารถเชื่อมโยงทักษะ องค์ความรู้ที่ได้จากการในค่ายเพาเวอร์กรีนมาต่อยอดใช้จริงให้เกิดประโยชน์ภายนอกได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถปรับตัวรวมทั้งการเลือกใช้องค์ความรู้แต่ละด้านมาใช้ในการแก้ปัญหา และดูแลโลกในอนาคตได้อย่างมีความเข้าใจ และรู้เท่าทัน รวมทั้งสามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่นเพื่อรับมือปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีภูมิคุ้มกัน

ตลอด 21 ปีที่ผ่านมา ค่ายเพาเวอร์กรีน สร้างเครือข่ายเยาวชนได้เกือบ 1,300 คน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในปีล่าสุดนี้ได้ออกแบบให้เกิดการเรียนรู้เพื่อเข้าใจความเชื่อมโยงของโลกอย่างเป็นระบบ รวมทั้งใช้​วิทยาศาสตร์และข้อมูลวิเคราะห์ปัญหา ลงมือออกแบบแนวทางแก้ไข ให้เกิดท้ัง​​ภูมิความรู้​ และ​มิคุ้มกัน​ ผ่านรูปแบบการเรียนรู้ตามแนวทาง 5Cs (5C Learning Journey) ได้แก่

– Connect the dots : ทำความเข้าใจแนวคิด One Health และความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เห็นภาพใหญ่ของปัญหาในโลกปัจจุบัน

– Confront  the Crisis: เรียนรู้และเผชิญกับสถานการณ์จริงของโลก ผ่านประเด็นสำคัญ เช่น โรคอุบัติใหม่และโรคติดต่อข้ามสายพันธุ์ การลดความเสี่ยงโรคระบาดและการสร้างเกราะป้องกันโรคในชุมชน ความปลอดภัยทางอาหาร น้ำ และดิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการเมื่อเกิดภัยพิบัติ

– Crack the Clue: ฝึกใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และข้อมูล เช่น การตรวจวัดคุณภาพอากาศ การวิเคราะห์คุณภาพน้ำและดิน การเรียนรู้ระบบเฝ้าระวังโรค และการใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ

–  Create the Cure: บูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ เพื่อพัฒนาแนวทางแก้ไขผ่านการฝึกปฏิบัติและการทำโครงงานกลุ่มวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม

– Communicate  for Change: พัฒนาทักษะการสื่อสารและการเล่าเรื่อง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สังคมในฐานะผู้สร้างคอนเทนต์ (Content Creator) และสามารถนำความรู้ไปขยายผลในโรงเรียน ชุมชน และสังคม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรันย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน รองคณบดีฝ่ายการศึกษาและวิเทศสัมพันธ์  คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานโครงการค่ายเพาเวอร์กรีน ครั้งที่ 21 กล่าวว่า ความท้าทายของโลกในอนาคต ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยความรู้เพียงสาขาเดียว ​ แต่เป็นปัญหาที่ต้องการคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจความเชื่อมโยงของโลกทั้งระบบ ในมุมของการศึกษา สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการให้ความรู้ แต่คือการสร้างวิธีคิด ให้เยาวชนเข้าใจความเสี่ยงของโลก เข้าใจความเชื่อมโยงของปัญหา และสามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้ ค่ายเพาเวอร์กรีนจึงไม่ได้มุ่งเพียงให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม แต่ต้องการพัฒนาเยาวชนให้มีทั้งความรู้ ทักษะ และวิธีคิดแบบบูรณาการ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโลกอนาคต

“พัฒนาการในการดูแลสิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยนแปลงและแตกต่างไปตามบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จากที่ก่อนหน้าอาจจะหมายถึงการอนุรักษ์หรือดูแลป่าไม้ มาเป็นการขับเคลื่อนในระดับบุคคลได้มากขึ้น ผ่าน 3R การแยกขยะ หรือการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจ ผ่านการพัฒนากระบวนการในการลดคาร์บอน การลดก๊าซเรือนกระจก ​แต่ปัจจุบันสิ่งแวดล้อม ผนวกเป็นมิติหนึ่งของความยั่งยืน ซึ่งเป็นการพัฒนาแบบองค์รวม ที่ต้องเชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตเข้ามาไว้รวมกัน รวมทั้งการมองถึงความเสี่ยงรอบด้านมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพ ซึ่งรวมทั้งสภาพแวดล้อมที่ดี ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้งสุจภาพของคนและสัตว์ และยังเป็นวาระที่ทั้งโลกให้ความสนใจ โดยเฉพาะการสร้างภูมิคุ้มกันทั้งในคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม โดยได้ออกแบบเป็นการเรียนรู้ภายในค่ายเพาเวอร์กรีนเพื่อให้น้องๆ ได้สัมผัส และเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อม​​เผชิญสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดา แต่สามารถรับมือและปรับตัวได้ ผ่านทักษะและองค์ความรู้ที่ได้รับจากการร่วมกิจกรรมภายในค่ายเพาเวอร์กรีนครั้งนี้” 

สำหรับกิจกรรมต่างๆ ที่ Power Green Camp ออกแบบให้เยาวชนทั้ง 50 คน ได้เรียนรู้ในปีนี้ อาทิ  การเรียนรู้วิธีคิดแบบบูรณาการเพื่อเชื่อมโยงสุขภาพทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมให้เชื่อมโยงเป็นภาพเดียวกัน พร้อมเรียนรู้วิธีป้องกันเพื่อรับมือ​ความเสี่ยงจากโรคติดต่อจากสัตว์มาสู่​คน โดยเฉพาะปัจจุบันมีโรคอุบัติใหม่เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญเรื่องสุขภาพของผู้คนเพิ่มมากขึ้น ​การเรียนรู้วงจรชีวิตปรสิตซึ่งเป็นหนึ่งพาหะสำคัญ​ที่ทำให้เกิดการติดต่อต่างๆ ไปจนถึงการเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ ผ่านการเลี้ยงวัว ​ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อาหาร สุขภาพของวัว ตั้งแต่สภาพแวดล้อมในฟาร์ม ไปจนถึงอาหาร น้ำ และสุขภาพของวัว จึง​​มีผลต่อเชื่อมโยงมาสู่สุขภาพมนุษย์ จึงเป็นหนึ่งข้อพิสูจน์ว่าได้ว่า สุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันและต้องบริหารจัดการร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

​”บ้านปูมองว่าบทบาทของภาคธุรกิจในการสร้างความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ แต่คือการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคน ตามแนวคิดการดำเนินงานความรับผิดชอบต่อสังคมของบ้านปู ‘เสริมศักยภาพ สร้างพลังแห่งอนาคต (Embracing Potential, Energizing People)’ เพราะคนคือกลไกสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนอนาคตของสังคม เราจึงมุ่งสร้างโอกาสทางการเรียนรู้และเสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ค่ายเพาเวอร์กรีนจึงไม่ใช่เพียงค่ายเยาวชน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง ต้นน้ำของบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ’ เพื่อพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้ มีทักษะ และมีจิตสำนึกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต” คุณรัฐพล กล่าวทิ้งท้าย