Top StoriesTrending

ยูนิโคล่ ขยับเป้าสโคป 3 ลด GHG Emissions ในซัพพลายเชน 30% ภายในปี 2030 สานต่อปรัชญา LifeWear มุ่งสร้างโมเดล Circularity ได้อย่างสมบูรณ์

ยูนิโคล่ปรับเป้าหมาย GHG Emissions ที่เกิดขึ้นภายในห่วงโซ่ธุรกิจ (สโคป 3) จากเดิมตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกภายในห่วงโซ่ลงให้ได้ 20% ภายในปี 2030 มาสู่เป้าหมายที่มีความท้าทายเพิ่มมากขึ้นเป็น 30% เพื่อต้องการเพิ่ม Positive Impact จากการดำเนินธุรกิจของกลุ่มได้มากขึ้น ​

ยูนิโคล่ เปิดเผยความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนโรดแม็พความยั่งยืน 2030 เชื่อสามารถลดก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจได้ตามแผน พร้อมขยับเป้าหมายสโคป 3 ให้ท้าทายมากขึ้น เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกได้มากขึ้น รวมทั้งเดินหน้าปรัชญา LifeWear เพื่อมุ่งสู่ระบบ Circularity ที่สมบูรณ์ พร้อมขยายภารกิจในฐานะ Global Citizen สู่การดูแล Biodiversity

คุณเอโกะ เชอร์บะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดด้านความยั่งยืน กลุ่มบริษัทฟาสต์รีเทลลิ่ง บริษัทแม่ของยูนิโคล่ (Uniqlo) เปิดเผยความคืบหน้าสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมาย​ด้านความยั่งยืนตามโรดแม็พในปี 2030 โดยมีเป้าหมายสำคัญ อาทิ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจโดยตรง (สโคป 1, 2) ให้ได้ 90% , การใช้พลังงานหมุนเวียนท้ัง 100% รวมทั้งการสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับภายในห่วงโซ่ ทั้งการดูแลสวัสดิภาพแรงงาน ไปจนถึงการดูแลวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ที่ต้องการให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการส่งเสริมการใช้วัสดุรีไซเคิล รวมทั้งเป็น Low GHG Emissions ในสัดส่วนราว 50%

ขณะเดียวกัน ได้ทำการปรับเป้าหมาย GHG Emissions ที่เกิดขึ้นภายในห่วงโซ่ธุรกิจ (สโคป 3) จากเดิมตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกภายในห่วงโซ่ลงให้ได้ 20% ภายในปี 2030 มาสู่เป้าหมายที่มีความท้าทายเพิ่มมากขึ้นเป็น 30% เพื่อต้องการเพิ่ม Positive Impact จากการดำเนินธุรกิจของกลุ่มได้มากขึ้น ​เนื่องจากมีขนาดการผลิตจำนวนมากทั่วโลกกว่า 1,000 ล้านชิ้นต่อปี หากสามารถขับเคลื่อนระบบ Production ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ ก็จะสามารถขับเคลื่อนให้เกิด​อิมแพ็คที่ดีต่อโลกเพิ่มมากขึ้นได้ด้วยเช่นกัน

“ปัจจุบันบริษัทมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนตามโรดแม็พความยั่งยืน 2030 ในทุกเป้าหมาย อาทิ การลดก๊าซเรือนกระจกในสโคป 1 และ 2 ที่ใกล้ถึงเป้าหมายที่วางไว้แล้ว และเชื่อว่าจะถึง 90% ได้ตามแผน จากการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนภายในธุรกิจ เช่นเดียวกับในสโคป 3 ที่เชื่อว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ จึงได้ทำการปรับเป้าหมายให้เพิ่มความท้าทายได้มากขึ้น ส่วน​การใช้วัตถุดิบจากวัสดุรีไซเคิลและ Low GHG สามารทำได้แล้ว 18-20%  ขณะที่ความท้าทายสำคัญในการขับเคลื่อนคือ การขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเป็น Circular Economy ได้อย่างสมบูรณ์ รวมทั้งความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและทำกำไร ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้สังคมและสิ่งแวดล้อมไปได้พร้อมกัน”

ทั้งนี้ ยูนิโคล่ดำเนินธุรกิจผ่านแนวคิด LifeWear = A New Industry โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และให้ความสำคัญกับความยั่งยืนตลอด Value Chain ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต ไปจนถึงการจำหน่ายสินค้า โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตลอดจนการเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการหลังการขาย เพื่อส่งเสริมให้ลูกค้าเกิดการใช้เสื้อผ้าที่ผลิตออกมาแล้วให้นานที่สุด ผ่านการให้ความรู้ด้านการดูแลรักษา ​รวมทั้งการสนับสนุนทั้งการซ่อมแซม เสื้อผ้า รวมถึงการรับคืนเสื้อผ้าเก่า เพื่อนำไปบริจาคต่อ หรือการนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพื่อสามารถนำกลับมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตใหม่ได้อีกครั้ง เพื่อสามารถช่วยขับเคลื่อนสังคมที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจได้อย่างครบวงจร

​”เป้าหมายสูงสุด​คือการขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจสู่​เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้อย่างสมบูรณ์​ ทั้ง​การบริหารจัดการภายในห่วงโซ่การผลิต​ รวมทั้งการบริการจัดการต่อเนื่องหลังการขาย ซึ่งยังเป็นความท้าทายสำคัญที่บริษัทกำลังพยายามทำให้ได้รับความร่วมมือจากผู้บริโภคทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ลูกค้าใส่เสื้อผ้าได้นานที่สุด หรือหากไม่ใส่แล้วให้นำกลับเข้าสู่กระบวนการที่สามารถนำไปหมุนเวียนได้อย่างสมบูรณ์ ผ่านแนวทั้งทั้ง Repair, Remake, Reuse , Recycle รวมทั้งการพัฒนาโมเดลธุรกิจมาช่วยขับเคลื่อน อาทิ  Re.Uniqlo Studio เพื่อส่งเสริมการซ่อมแซมเสื้อผ้า การตั้ง Recycle Box เพื่อรองรับเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้ว ไปจนถึงการทดลองโมเดลร้านค้ามือสองในญี่ปุ่น เพื่อสร้างทัศนคติต่อการใส่เสื้อผ้ามือสอง หรือเทรนด์การตลาดสินค้าคลาสสิกเพื่อมายด์เซ็ตที่ดีและเพิ่มคุณค่าให้สินค้าเก่า หรือสินค้ามือสองได้เพิ่มมากขึ้น ควบคู่ไปกับการ Educated ผู้บริโภคในการดูแลรักษาเสื้อผ้าเพื่อให้คงคุณภาพในการใช้งานได้นานที่สุดควบคู่กันไป”

ขยับภารกิจ สู่บทบาทประชากรโลก ร่วมขับเคลื่อน Sustain Our Oceans (SOO)

​นอกจากการขับเคลื่อนความยั่งยืนภายในห่วงโซ่ธุรกิจแล้ว ยูนิโคล่ ยังได้ขยายการขับเคลื่อนผลกระทบเชิงบวกผ่านการส่งเสริมธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ในโครงการ Sustain Our Oceans (SOO) ซึ่งร่วมมือกับยูเนสโก้ (UNESCO) และขยายผลจากแคมเปญ  JOIN: The Power of Clothing ในช่วงปี 2022–2023 โดย ยูนิโคล่ได้มอบเงินยอดขายที่ได้จากแคมเปญ มาสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการรวมมูลค่า 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในมหาสมุทร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญระดับโลก

โดยแนวทางการขับเคลื่อนที่ต้องการเข้าไปช่วยแก้ปัญหาได้จากต้นเหตุที่แท้จริงมากกว่าแค่การเข้าไปช่วยเก็บขยะในทะเล จึงเลือกใช้แนวทาง Education for Sustainable Development (ESD) เพื่อเข้ามาช่วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนเพื่อสามารถแก้ปัญหาได้ในระยะยาว

ทั้งนี้ โครงการได้ดำเนินงานใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น พร้อมการขับเคลื่อนใน 4 เสาหลัก ประกอบด้วย

• การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน
• การทำงานร่วมกับโรงเรียน
• การฝึกอบรมครู
• การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อขยายผล

สำหรับแนวทางการดำเนินโครงการในแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไปตามบริบทพื้นที่ เช่น อินโดนีเซียจะเน้นเรื่องเกาะและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับทะเล ส่วนเวียดนามจะพัฒนาหลักสูตรในลักษณะที่เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย เช่น ครู ผู้ดูแลพื้นที่ นักเรียน และประชาชนทั่วไป ส่วนใน​ประเทศไทย เลือกนำร่องที่จังหวัดระนองเป็นพื้นที่ดำเนินงาน เนื่องจาก UNESCO มีพื้นที่ Biosphere อยู่ในจังหวัดระนอง อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีทั้งพื้นที่ทางทะเล เกษตรกรรม และชุมชน จึงเหมาะกับการเรียนรู้เรื่อง Biodiversity

ภายใต้โครงการในประเทศไทย มีการพัฒนาห้องสมุด Andaman Sea Diving Library เกมการศึกษา Ocean Challenge และ Toolkit สำหรับให้เด็กและเยาวชนใช้ในการเก็บข้อมูลและศึกษาสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง รวมถึงมีแผนขยายการใช้สื่อการเรียนรู้ไปยังโรงเรียนรัฐบาลกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยี VR และ AR เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

“การที่ยูนิโคล่ขยายภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมมาสู่โครงการ SOO เพื่อเข้าไปมีส่วนในการฟื้นฟูและดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการสร้างความยั่งยืนของภาคธุรกิจที่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากเข้ามาสนับสนุนการเติบโต ประกอบกับ ในฐานะ Global Citizen จึงถือเป็นอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญในการมีส่วนร่วมช่วยแก้ไขปัญหาและสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้คนหันมาดูแลทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น”​​