Top StoriesTrending

TEI เปิด 3 ความเสี่ยง​ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ กระทบความมั่นคงด้านน้ำ พร้อมเฝ้าระวังปรากฏการณ์หลุมยุบในพื้นที่เปราะบาง แนะปรับตัวผ่านการ ‘วางผังเมืองเชิงรุก’

TEI เปิดอินไซต์ 'ซูเปอร์เอลนีโญ' สัญญาณแรง กระทบสมดุลน้ำต้นทุน หนุนคนไทยปรับตัวตามแผน NAP แนะภาครัฐเสริมเกราะป้องกันผลกระทบระยะยาว

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) นำเสนอมิติใหม่ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติยุคโลกเดือด (Global Boiling) จากผลกระทบปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ที่ส่งสัญญาณแรง มีแนวโน้มรุนแรง และต่อเนื่องยาวนาน

ส่งผลต่อน้ำต้นทุน การกักเก็บน้ำ และพฤติกรรมการใช้น้ำบาดาลในภาคส่วนต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาแล้ง ที่จะเริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2569 จนอาจกระทบต่อโครงสร้างชั้นดินและเพิ่มแนวโน้มการเกิดปรากฏการณ์หลุมยุบในพื้นที่เปราะบางทางธรณีวิทยา

TEI จึงเสนอแนวทางเชิงนโยบายให้ภาครัฐยกระดับแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ และสาขาการบริหารจัดการน้ำ โดยเร่งบูรณาการฐานข้อมูลระดับประเทศร่วมกับหน่วยงานด้านธรณีวิทยาเพื่อจัดทำ ‘แผนที่ความเสี่ยงทางธรณีวิทยายุคโลกเดือด’ เปลี่ยนผ่านจากการบริหารจัดการเชิงรับสู่การ ‘วางผังเมืองเชิงรุก’ เพื่อความมั่นคงทางโครงสร้างพื้นฐานและการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เปิดเผยว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ในปัจจุบัน กำลังท้าทายระบบความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำของประเทศไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน แบบจำลองภูมิอากาศจากสถาบันระดับโลกทั้ง NOAA, IRI และ ECMWF ต่างยืนยันตรงกันถึงแนวโน้มความรุนแรงของเอลนีโญในรอบปี 2026–2027 ที่อาจพัฒนาสู่ระดับ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (Super El Niño) ด้วยดัชนีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าปกติเกิน 2.0 องศาเซลเซียส ซึ่งเสี่ยงต่อการทำลายสถิติความร้อนในรอบ 70 ปี และส่งคลื่นความร้อนตรงสู่ฝั่งทะเลไทย

สำหรับบริบทของประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยาและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุไทม์ไลน์เด่นชัดว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่สภาวะเอลนีโญแล้ว และจะเผชิญช่วงฝนทิ้งช่วงในระหว่างเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2569 ก่อนจะเข้าสู่ช่วงวิกฤตสูงสุดในระหว่างเดือนตุลาคม 2569 – เมษายน 2570 ซึ่งเป็นสภาวะคอมโบระหว่างลมหนาวที่เป็นมวลอากาศแห้งกับเอลนีโญรุนแรง

ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำผิวดินลดต่ำลงอย่างวิกฤต สถานการณ์นี้เป็นปัจจัยเร่งให้ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ต้องหันไปพึ่งพาการดึงน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ในปริมาณที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อความอยู่รอด สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องทำแผนปรับตัว (Climate Adaptation) บูรณาการข้อมูลร่วมกันเพื่อควบคุมสมดุลน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย

ดร.วิจารย์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างปริมาณน้ำต้นทุนที่จำกัด กับความจำเป็นในการบริหารจัดการโครงสร้างใต้ดินอย่างเป็นระบบ โดยมีอินไซต์สำคัญ 3 มิติดังนี้

– ปริมาณน้ำใช้การได้จริงทั่วประเทศ เหลือเพียง 41%

จากข้อมูลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดสถิติล่าสุด พบน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศเหลือใช้การได้จริง 41% โดยมี เขื่อนใหญ่ 8 แห่ง ที่น้ำลดต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมขั้นต่ำ ได้แก่ เขื่อนแม่มอก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนคลองสียัด เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนปราณบุรี และเขื่อนบางลาง ส่งผลกระทบต่อเนื่องให้พื้นที่ท่องเที่ยวและชุมชนสำคัญ ทั้ง อ.ปราณบุรี อ.เมือง อ.ทับสะแก (ประจวบคีรีขันธ์) รวมถึงเกาะสมุย เกาะเต่า และเกาะพะงัน ที่เผชิญภาวะน้ำต้นทุนต่ำขั้นวิกฤต

– แนวโน้มสูบน้ำบาดาลช่วงภัยแล้ง พุ่งสูง 25-30%

จากข้อมูลของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลระบุว่า เมื่อน้ำผิวดินขาดแคลนจากภัยแล้ง ภาคการเกษตรและชุมชนในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำเป็นต้องดึงน้ำบาดาลขึ้นมาใช้สูงกว่าปกติถึง 25-30% ซึ่งการสูบน้ำใต้ดินปริมาณมหาศาลในระยะเวลาอันสั้นนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ระดับน้ำใต้ดินลดลงอย่างรวดเร็ว

– แผ่นดินเสี่ยงทรุดตัว 1-5 เซนติเมตรต่อปี

การลดลงของน้ำใต้ดินทำให้โครงสร้างใต้ดินสูญเสียแรงดันน้ำที่เคยช่วยค้ำยันชั้นดินเหนียวอ่อนและโพรงหินปูน โดยองค์การสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) ยืนยันว่าเมืองใหญ่ทั่วโลกที่ใช้น้ำใต้ดินเกินสมดุล มีอัตราแผ่นดินทรุดตัวเฉลี่ย 1-5 เซนติเมตรต่อปี สอดคล้องกับสถิติกรมทรัพยากรธรณีที่พบว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา กว่า 70% ของกรณีการเกิดหลุมยุบในพื้นที่หินปูนทางภาคใต้และภาคตะวันตก มีจุดเริ่มต้นมาจากระดับน้ำใต้ดินที่ลดลงอย่างรวดเร็วและผิดปกติในช่วงฤดูแล้งที่ยาวนาน

ทั้งนี้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)  มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐ ยื่นยุทธศาสตร์ผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระดับชาติ (Big Data) ระหว่างหน่วยงานหลัก ได้แก่ สทนช. กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมทรัพยากรธรณี เพื่อร่วมกันจัดทำ ‘แผนที่ความเสี่ยงทางธรณีวิทยายุคโลกเดือด’ ภายใต้แนวทางแผน NAP สาขาการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

ซึ่งการยกระดับเครื่องมือนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านจากระบบการทำงานเชิงรับ ไปสู่การวางผังเมืองปรับตัวเชิงรุก โดยนำสถิติน้ำต้นทุนผิวดินและสภาพโครงสร้างชั้นน้ำใต้ดินมาเป็นตัวกำหนดกฎหมายผังเมือง จำกัดเขตการสูบน้ำบาดาลในพื้นที่เปราะบางอย่างเข้มงวด และออกแบบวิศวกรรมฐานรากของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ให้ยืดหยุ่น สอดรับกับสภาพใต้ผิวโลกที่แปรปรวนในปัจจุบัน ดร.วิจารย์ กล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ดี ในยุคที่โลกเดือดแปรเปลี่ยนวิถีชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในบทบาท Think Tank และหน่วยงานพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมเป็นคลังความรู้และกลไกเชื่อมโยงทุกภาคส่วน พร้อมขับเคลื่อนและเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) ของคนไทยให้สามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เพราะในวันนี้การปรับตัว “ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด” ติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรมของ TEI เพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กเพจ www.facebook.com/tei.or.th/ และเว็บไซต์ https://www.tei.or.th/