BiOST, Institute of Systematic Transformation ร่วมกับ BRANDi and Companies จัดงาน Global Sustainomy Outlook #1 ภายใต้แนวคิด ‘Beyond GDP : ก้าวข้ามขีดจำกัดการเติบโต สู่ตัวชี้วัดเศรษฐกิจคุณภาพแห่งอนาคต‘ เปิดตัว Global Sustainomy Index หรือ GSi ตัวชี้วัดที่มุ่งสะท้อน ‘คุณภาพของการเติบโต’ ควบคู่ไปกับขนาดทางเศรษฐกิจ เพื่อชวนภาคส่วนต่างๆ ตั้งคำถามใหม่ต่ออนาคตการพัฒนาเศรษฐกิจว่า ประเทศไม่ได้เพียงเติบโตขึ้น แต่กำลังเติบโตอย่างมีคุณภาพและพร้อมสำหรับอนาคตหรือไม่
คุณปิยะชาติ อิศรภักดี Chief Sustainomist, BiOST และ CEO, BRANDi and Companies กล่าวว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา GDP เป็นตัวชี้วัดหลักที่ทั่วโลกใช้ประเมินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและขนาดของเศรษฐกิจประเทศ แต่ปัจจุบันโลกเต็มไปด้วยความผันผวน ความเสี่ยงเชิงระบบ ความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เทคโนโลยี และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม การพิจารณาเพียงตัวเลขการเติบโตเชิงปริมาณอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
หัวใจสำคัญของ Sustainomy คือ การก้าวข้ามวิธีคิดแบบเดิมที่มองว่าเศรษฐกิจและความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตไม่ควรถูกแยกออกจากคุณภาพของสังคม ความสามารถของสถาบัน ความพร้อมของประเทศต่อการเปลี่ยนผ่าน และความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงระยะยาว หากแต่ต้องถูกออกแบบให้เป็นระบบเดียวกัน

GDP ยังจำเป็น แต่ GDP อย่างเดียวไม่พอ
ทั้งนี้ GDP อาจเป็นเครื่องมือในการวัด Size of Economy และยังคงมีความสำคัญในฐานะตัวชี้วัดขนาดของเศรษฐกิจได้ แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ Quality of Economy หรือไม่สามารถตอบได้ว่าเศรษฐกิจนั้นมีคุณภาพเพียงใดได้ตรงจุดมากนัก
คุณปิยะชาติ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แม้ GDP จะบอกได้ว่าเศรษฐกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้น แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า การเติบโตนั้นเกิดจากแหล่งใด ใครได้รับประโยชน์จากการเติบโต สถาบันของประเทศสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่นั้น เป็นธรรมและเข้าถึงได้เพียงใด รวมถึงประเทศมีความสามารถในการรับมือกับวิกฤตและความไม่แน่นอนในอนาคตมากน้อยแค่ไหน
ด้วยเหตุนี้ GSi จึงถูกพัฒนาขึ้นเป็น GDP+ ที่ไม่ได้มุ่งแทนที่ GDP แต่ต่อยอดจาก GDP ด้วยการประเมินคุณภาพของระบบเศรษฐกิจอย่างรอบด้านมากขึ้น โดยผสาน Nominal GDP เข้ากับ 5 Pillars Score เพื่อสะท้อนมิติสำคัญของการเติบโตที่มีคุณภาพ

เครื่องมือวัดคุณภาพการเติบโตผ่าน 5 เสาหลักของ GSi
GSi ประเมินศักยภาพของประเทศผ่าน 5 เสาหลัก ครอบคลุมทั้งมิติโครงสร้างเศรษฐกิจ (Structural Capacity) ทั้งการกระจายโอกาส และความสามารถของสถาบัน รวมทั้งความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน (Transition Capacity) ไปจนถึงความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงในระยะยาว (Adaptability Capacity) ได้แก่
1. Source of Growth (Diversified Growth) : โตจากอะไร
ประเมินว่าเศรษฐกิจของประเทศเติบโตจากแหล่งใด และแหล่งเติบโตนั้นมีคุณภาพเพียงใด โดยให้ความสำคัญกับผลิตภาพ นวัตกรรม การสร้างมูลค่าเพิ่ม ความหลากหลายของโครงสร้างเศรษฐกิจ และความสามารถที่ประเทศเป็นเจ้าของเอง แทนการพึ่งพาเศรษฐกิจมูลค่าต่ำหรือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเข้มข้นเพียงอย่างเดียว
2. Inclusion & Social Mobility (Inclusive Growth) : ใครได้ประโยชน์
ประเมินว่าเมื่อเศรษฐกิจเติบโต ผลประโยชน์จากการเติบโตกระจายไปถึงใครบ้าง ครอบคลุมทั้งการเข้าถึงบริการพื้นฐาน ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และความมั่งคั่ง โอกาสของผู้ประกอบการและแรงงาน ตลอดจนความสามารถของประชาชนในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม
3. Institutional Capacity & Mechanisms (Systematic Growth) : สถาบันขับเคลื่อนได้ดีแค่ไหน
ประเมินขีดความสามารถของสถาบัน กลไกภาครัฐ นโยบาย กฎระเบียบ และระบบการทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส มีเสถียรภาพ และเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของยุคสมัย หรือ Fit-for-purpose Regulation
4. Equitable Transition Readiness (Responsible Growth) : เปลี่ยนผ่านอย่างไร โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ประเมินความพร้อมของประเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นธรรม ทั้งด้านพลังงานสะอาด เศรษฐกิจสีเขียว การพัฒนาทักษะแรงงาน และการออกแบบกลไกที่ทำให้ต้นทุนและผลประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่านไม่ตกอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป
5. Long-term Resilience & Shock Readiness (Resilient Growth) : เราอยู่รอดและกลับมาเติบโตได้ไหม
ประเมินความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างและความพร้อมของระบบในการรองรับวิกฤต ความผันผวน และแรงกระแทกจากภายนอก รวมถึงความสามารถในการปรับตัว ฟื้นตัว และเรียนรู้หลังเผชิญวิกฤต เพื่อให้ประเทศสามารถกลับมาเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
แม้ GSi ที่เปิดตัวในครั้งนี้ยังอยู่ใน Beta Version แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการวัดคุณภาพการเติบโตให้ถูกทิศมากขึ้น โดยไม่ได้มุ่งการ Ranking ว่าประเทศใดดีกว่าหรือแย่กว่า แต่เป็นการ Benchmarking หรือการใช้ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบ เรียนรู้ และระบุช่องว่างการพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ

ผลประเมิน GSi ระดับโลก ภูมิภาค และประเทศไทย
จากการประเมิน GSi ระดับโลก พบว่า ค่าเฉลี่ยคุณภาพของระบบการเติบโตของโลกอยู่ที่ 53 คะแนนจาก 100 คะแนน ขณะที่ World Nominal GDP ปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 118.18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะมีขนาดใหญ่มาก แต่คุณภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่เพียงประมาณครึ่งทาง
โดยเฉพาะมิติ Equitable Transition Readiness ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดของโลกที่ 47 คะแนน ชี้ให้เห็นว่าโลกยังไม่พร้อมเพียงพอในการทำให้การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ พลังงาน และสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม เข้าถึงได้ และไม่ผลักภาระไปยังประชาชนหรือผู้ประกอบการปลายทางมากเกินไป
นอกจากนั้น ผลการประเมินระดับโลกยังบ่งบอกว่า โลกกำลังเผชิญโจทย์การเติบโตที่ให้ความสำคัญกับ ความเร็วของการขยายตัว มากกว่าความแข็งแกร่งของระบบรองรับการเติบโตในระยะยาว
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีค่าเฉลี่ย GSi อยู่ที่ 52 คะแนน ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยโลก สื่อให้เห็นว่าภูมิภาคนี้มีศักยภาพการเติบโตสูง แต่ยังเผชิญความท้าทายด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน และความแข็งแกร่งของกลไกเชิงสถาบันในหลายประเทศ
สำหรับประเทศไทย ผลการประเมิน GSi ปี 2025 อยู่ที่ 58 คะแนน จาก 100 คะแนน และถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Structurally Constrained Developers หรือประเทศที่มีการเติบโต แต่ยังติดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ผลลัพธ์นี้สะท้อนว่า ประเทศไทยมีฐานการเติบโตและศักยภาพในหลายมิติ แต่ยังต้องเร่งยกระดับโครงสร้างสำคัญเพื่อให้สามารถขยับสู่การเป็นประเทศที่มีระบบรองรับการเปลี่ยนผ่านและการเติบโตในอนาคตได้อย่างแท้จริง
“ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจาก High Income Country สู่ High Quality Country ทั้งในด้านผลิตภาพ ความเป็นธรรม ความน่าเชื่อถือของสถาบัน ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน และความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยง”

GSi ในฐานะ Thought Product จากไทยสู่เวทีโลก
ขณะที่ประเทศต่างๆ กำลังมองหาจุดยืนใหม่ท่ามกลางความผันผวนและการแข่งขันเชิงระบบ GSi อาจเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยให้ประเทศไทยมีบทบาทมากขึ้น และเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมมองเห็นศักยภาพ ความเสี่ยง และโอกาสในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“GDP บอกเราได้ว่าเศรษฐกิจเติบโตมากแค่ไหน แต่ GSi ตั้งคำถามที่สำคัญยิ่งกว่า คือเศรษฐกิจนั้นเติบโตอย่างมีคุณภาพเพียงใด อนาคตจะไม่ได้เป็นของประเทศที่เติบโตเร็วที่สุด แต่จะเป็นของประเทศที่สามารถสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมที่แข็งแกร่ง ครอบคลุม และยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด” คุณปิยะชาติ กล่าวทิ้งท้าย






